ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    อดีต..ปัจจุบัน ฉันและเธอ (The memory of you)

    ลำดับตอนที่ #7 : บทที่ 7

    • อัปเดตล่าสุด 26 พ.ย. 48


                       ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัว  ที่พยายามคิดว่าที่นี่คือที่ไหน  ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร



    แม้ใจจะบอกอย่างนั้น  แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นเข้ามาในหัว เป็นตัวสั่งให้ฉันเลิกคิด  สิ่งที่ฉันเห็นมีเพียงแต่  ห้องสีขาวสะอาดตา  



    ขนาดใหญ่กว่าห้องนอนฉันนิดหน่อยเท่านั้น  



    “โอย”  ฉันต้องคลางออกมาขณะกำลังจะพลิกตัว  เมื่อได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่มันเกิดขึ้นกับร่างกาย   แต่เห็นว่าไม่มีใครจะได้ยินมัน



    เพราะฉันเอง  ยังไม่ได้ยินเสียงตัวเองเลย  เมื่อพยายามพูด  คอที่แห้งผากก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาทันที  



                 เมื่อได้พบสายน้ำเกลือและเฝือกที่แขนขวาแล้ว  เดาไม่ยากเลยว่าฉันกำลังอยู่ที่โรงพยาบาล  และฉันขอเดาต่อว่า



    ฉันคงจะโดนรถชน  เพราะสิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้นั้น   ฉันกำลังข้ามถนน





    มองไปรอบ ๆ ในห้องนอน  ไม่มีใครอยู่ที่นี่กับฉันตรงนี้  รู้สึกโหวงเหวงพิกล  



    “เพล้ง”  เสียงแก้วแตกดังลั่น  ซึ่งเสียงนั้น  มันทำให้ฉันรู้ว่ายังมีคนอยู่ในห้องนี้



                    ฉันพยายามเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่อยู่ข้างเตียง  แต่พบว่ามันไม่ถึง  ด้วยนิสัยความอยากเอาชนะ  จึงลองพยายามอีกครั้ง  



    และก็ต้องพบว่าฉันแพ้  เมื่อแก้วใบนั้นตกลงมาจากมือฉัน  เนื่องจากแรงที่จะหยิบแก้วลงมาจากโต๊ะนั้นมีไม่เพียงพอ  



    “หลี  หลีรู้สึกตัวแล้วเหรอ”  คนที่เฝ้าฉันมา  น่าจะตลอดทั้งคืน  เอ่ยขึ้นมาด้วยความดีใจ



               ราวกับว่าฉันลืมหายใจไปชั่วขณะ  เมื่อเห็นมือขาวที่ถูกพันรอบ ๆ ด้วยผ้ากลอสปิดแผล  มีสีแดงซึมออกมาให้รู้ว่านั่นคือ  เลือด  



    ไม่ใช่ยาใส่แผล  และเมื่อคิดได้อีกครั้ง  มันทำให้แรงที่ไม่ค่อยจะมีของฉันหายไปอีก  ว่าฉันเองที่เป็นคนทำให้เขาเจ็บตัวขนาดนี้  



    ขอบตาฉันก็เริ่มร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ  เกินกว่าที่ฉันจะกลั้นมันไหว  น้ำใส ๆ ที่เอ่อล้น  ก็ทะลักออกมา  ส่งผลให้คนข้างเตียงตกใจ





    “หลี  หลีเป็นอะไร”  ฉันได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ เท่านั้น  ก็ไม่รู้ว่าจะบอกเขาว่าอย่างไร  เหมือนกัน





    “หลีเป็นอะไรหรือเปล่า  จะเอาอะไรทำไมไม่บอกพี่  อย่าทำอย่างนี้อีกนะ” เมื่อเขานึกได้ว่าเมื่อกี้ฉันทำแก้วน้ำตก





    เขาก็รีบพรั่งคำพูดประโยคนี้ออกมา





    “ไหนดูสิ  ตัวร้อนหรือเปล่า”  เขาเอาหลังมืออังหน้าผากฉันและดูว่าสีหน้าเขาจะคลายกังวลไปหน่อยนึง  เมื่อพบว่าไข้ลดลงไปมาก



                 จากนั้นเขาบอกให้ฉันพักผ่อนให้เยอะ ๆ แล้วเค้าจะเล่าทุก ๆ อย่างให้ฟังเอง  ฉันจึงไม่พยายามพูดอะไรอีก



    ก็ตัวฉันเองก็อยากพักผ่อนเหมือนกัน  และไม่นานฉันก็หลับลงไปอย่างว่าง่าย





                ร่างสูงขาว  ฟุบหลับลงข้าง ๆ เตียง  ด้วยความอ่อนเพลีย เขาคงจะดูแลฉันทั้งคืน  จนไม่ได้หลับได้นอน  ฉันเดาว่า  



    เขาเพิ่งหลับลงไปไม่ได้นาน  แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นมาเพราะเสียงแก้วน้ำที่ฉันทำตก  ฉันมองเขา



    พร้อมกับความสุขที่ได้พบว่าเขายังไม่เปลี่ยนไป  เขายังคงเป็นห่วงฉันเสมอ และยังคอยใส่ใจดูแลฉัน



                เขาเล่าทุก ๆ อย่างให้ฉันฟัง  เขาบอกว่า  “ตอนนั้นพี่อยู่ที่สวนสาธารณะ  สักพักพี่ได้ยินเสียงแตรรถ  เสียงร้องของผู้หญิง  



    และพี่จำได้ว่ามันเป็นเสียงของหลี พี่จึงรีบวิ่งออกมาดู  ก็เห็นหลีสลบอยู่ข้าง ๆ ฟุตบาทแล้ว  พี่ตกใจมาก  



    พี่เลยรีบเอาหลีไปส่งโรงพยาบาล  พี่แค่บอกกับทางบ้านว่า หลีจะมาทำงานที่บ้านพี่จะไม่กลับไป แต่ไม่ได้บอกว่าหลีมานอนอยู่ที่นี่หรอกนะ”



    และเขาก็บอกว่าอีกว่าตอนนี้เขาได้โทรบอกทางบ้านเรียบร้อยแล้ว  ไม่นานพ่อ แม่และพี่สาวฉันคงมาถึง



                เมื่อตอนสายของวันนี้  ตอง  เพื่อนรักของฉันก็มาหา  โดยมีคนรู้ใจไปรับถึงบ้านและพามาเยี่ยม  ฉันรู้สึกดีใจนะที่เพื่อนมาเยี่ยม  



    แต่ก็รู้สึกผิดไปด้วย เมื่อคิดว่าคนรักของเพื่อนมาเฝ้าไข้ฉันทั้งคืน  และรู้สึกผิดกับเมื่อกี้  ที่ฉันมองคนรักของตองด้วยสายตาอย่างนั้น  



    ฉันคิดว่าเขากำลังจะทำให้ฉันเป็นบ้า  นอกจากความรู้สึกดีใจและรู้สึกผิดแล้ว  ฉันยังรู้สึกเสียใจด้วย



    เสียใจที่เขาทำมาเป็นห่วงเป็นใยฉันทั้ง ๆ ที่มีคนรักอยู่แล้ว  ทำไมเขาไม่ทำให้ฉันเจ็บใจบ้าง  ทำไมไม่ด่าฉันบ้าง



    ทำอะไรก็ได้ให้ฉันเจ็บปวด  ทำให้ฉันผิดหวัง อะไรก็ได้  ไม่ใช่ไม่รักแล้วยังทำเป็นห่วงเป็นใย  



    ฉันอยากจะตัดใจจากเขาเท่าไหร่ก็ไม่เคยทำได้สักที  ก็เขาเล่นแสนดีกับฉันขนาดนี้  ฉันไม่เข้าใจเขาเหมือนกัน  





                   ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร  ถึงทำให้อาการของฉันเหมือนจะทรุดหนักลงไปอีก  ครั้งแรกที่ได้พบพี่ฮายด์ที่อยู่กับฉัน



      ฉันรู้สึกดีใจมาก  และคล้ายว่าจะลืมไปเลย ว่าฉันอยากจะลืมเขา  ว่าฉันพยายามทำอะไรอยู่   แต่เมื่อตองมาพบฉัน  



    ความคิดนั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง  และนั่นมันส่งผลให้ฉันกลายเป็นคนเย็นชา  ไร้ชีวิตจิตใจ  เปลี่ยนไปจากความรู้สึกเดิม  



    และก็มีเพียงฉันคนเดียวที่ได้รับรู้ความรู้สึกของตัวเอง  ไม่มีใครเข้าใจฉันสักคน  





             แผลที่ขาและแขนว่าเจ็บแล้ว  ข้างในของฉันยังเจ็บกว่า  เมื่อได้เห็นภาพของคนที่รักทั้งสองคน   แต่มันจะส่งผลดีต่อพวกเขาทั้งสอง  



    ถ้าไม่มีฉัน  ตองคงจะมีความสุขมากกว่านี้  ฉันเองก็รู้และเข้าใจดีถึงความรู้สึกตอง   ที่ตองไม่พูดออกมาเพราะความเป็นเพื่อนของเรา



    เธอคงไม่อยากมีเรื่องกับเพื่อนสนิทของตัวเองด้วยเรื่องของคนรักเธอ   และกับตองเองก็คงรู้เช่นกันว่า  ฉันรู้สึกอย่างไรกับพี่ฮายด์  



    และเธอคงอยากให้ฉันมีความสุขเช่นกัน  แต่ในเมื่อพี่ฮายด์เลือกเธอแล้ว  เธอก็คงไม่อยากจะสละเขามาให้ฉันหรอก  ฉะนั้น  



    สิ่งที่ฉันจะต้องทำคือ  ออกไปจากเขาให้เร็วที่สุด  





    “หลีเป็นไงบ้าง”



    ฉันพยายามฝืนยิ้มให้ตอง  แต่เรี่ยวแรงที่มีมันไม่มากพอที่จะทำให้ใบหน้าของฉันยิ้มได้  จึงเพียงได้แต่ตอบรับไป  



    ด้วยใบหน้าที่ไม่บ่งบอกความรู้สึก



    “อือ  ก็ดีจ๊ะ”  



    “เห็นว่าพี่ฮายด์บอกว่าหลีจะกลับบ้านได้แล้วนะ  ถ้าไข้ลด”



    “..........”  ฉันไม่ได้ตอบตองไป  มีเพียงประโยคประชดในใจที่เอ่ยออกมาเท่านั้น



    บอกกันได้บอกกันดีนะ



    “หลียังเจ็บตรงไหนหรือเปล่า  หน้าตาไม่ค่อยดีเลย”



    “......”  ท่าทางและท่าที ฉันยังเหมือนเดิม  ไม่ได้หันไปทางตอง  และก็ไม่ได้ตอบเธอไป



               ฉันไม่มีแรงพอที่จะลุกขึ้นมาคุยกับตองได้  และก็ไม่มีแรงพอที่จะยิ้มหรือทำอะไรทั้งนั้นตองเองคงเสียใจและไม่สบายใจไม่น้อย  



    ที่เห็นฉันเป็นแบบนี้   ก็ตลอดเวลามา  ฉันเคยเป็นแบบนี้เสียที่ไหน  และตองก็คงไม่รู้ว่า  อาการของฉันอย่างนี้  มันหมายความว่าอะไร  



    มันบ่งบอกอะไร  





    ทำไมนะ  เขาถึงต้องมาดูแลฉันขนาดนี้  ต้องมาทำดีกับฉัน  ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีตองอยู่แล้ว  ไม่เข้าใจจริง ๆ  



    ในเมื่อเขาอยากจะคุยกับฉันนัก  อยากจะเป็นเหมือนเดิมนัก  ฉันก็จะทำให้เขาเลิกล้มความตั้งใจ  และฉันจะต้องทำให้เขาไปจากฉัน  



    ฉันจะต้องไล่เขาออกไปให้ได้





    ไม่นาน  ตองก็กลับไป  กับร่างสูงบางที่เฝ้าไข้ฉันทั้งคืน   และก็ไม่นาน  เขาก็กลับมา





    “หลี  เอาอะไรไหม  อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

    “.....”  ฉันไม่ได้หันไปทางเขา  และก็ไม่ได้ตอบเขาไป



    “หลี  หิวหรือเปล่า  เดี๋ยวพี่ไปหาของมาให้กิน”

    “.....”  ฉันไม่ได้หันไปทางเขา  และก็ไม่ได้ตอบเขาไป



    “หลี  เจ็บแผลบ้างหรือเปล่า  ถ้าเจ็บบอกพี่นะ”

    “.....”  ฉันไม่ได้หันไปทางเขา  และก็ไม่ได้ตอบเขาไป



                 เขาพยายามถามฉันอย่างนี้  ทุก ๆ ชั่วโมง  ซึ่งคำตอบของฉันมักจะถูกเปลี่ยนจากคำพูดเป็นสายตาที่เหม่อลอยเสมอ  



    บ่อยครั้งที่ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจของเขา  เขาคอยดูแลฉันอย่างดีโดย  เขาจะคอยเช็ดหน้าเช็ดตาให้ฉัน  คอยตรวจวัดไข้ให้ฉัน



    ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่ได้คัดค้าน  หรือห้ามปรามแต่อย่างใด  และด้วยสิ่งนั้น  มันทำให้เขาไม่สบายใจ  แม้สายตาของฉันไม่ได้มองไปที่เขา



    แต่ก็พอรู้สึกได้  ว่าใบหน้าของร่างสูงข้าง ๆ ไม่มีรอยยิ้มเลยสักนิด  



    การกระทำตอนนี้มันส่งผลให้ดูเหมือนว่าฉันไม่มีชีวิต  ไม่มีจิตใจ ไม่มีปาก ไม่มีเสียง  สิ่งที่มีเพียงแค่ร่างกายที่อยู่บนเตียงเท่านั้น



    เมื่อถึงเวลาทานยาเขาหยิบยายื่นให้ฉัน  และฉันก็รับมันมาแต่โดยดี  ดูท่าทางเขาสบายใจมากขึ้นที่เห็นฉันยังขยับตัวได้  



    ยังมีปฏิกิริยาตอบโต้มากขึ้น





    “เดี๋ยวหลีกินเองได้  ไม่ต้องป้อนหรอก”  ฉันพูดขึ้นเมื่อเขาทำท่าจะป้อนข้าวให้ฉันกิน  



    “ไม่ได้นะ  ก็มือหลีเจ็บนี่  เดี๋ยวพี่ป้อนให้ก็ได้”



    ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ  ไม่อยากเถียงกับเขา  ฉันรู้สึกว่าแรงมันหายไปหมด แค่อยากพักผ่อนก็เท่านั้น



    แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมให้เขาป้อน เมื่อช้อนมาถึงปากอาหารที่อยู่ในช้อนก็หกเลอะเทอะไปหมด





    “หลี ทำไมล่ะ  รังเกียจพี่มากขนาดนั้นเลยเหรอ”  เสียงเขาสั่นสะท้านไปหมด  จนทำให้คนฟังอย่างฉันยังรู้สึกใจหายไม่น้อยเหมือนกัน  



                กระนั้นเขาก็ไม่อาจรู้ได้  ในเมื่อฉันไม่ได้มองไปที่เขา  ไม่ได้สบตาเขา  ไม่ได้ขยับไปไหน  



    เหมือนคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงแค่เสียงหัวใจ  ที่ยังคงเต้นเป็นจังหวะ  



    แต่ทว่าเจ้าของเสียงหัวใจนี้  เป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน



    “แค่หลีหลบหน้าพี่  พี่ก็จะเป็นบ้าอยู่แล้ว”



    “ แล้วแค่พี่ป้อนข้าวให้หลีแค่นี้  หลีก็ยังไม่ยอมกินอีก”



    ราวกับลมหายใจของเขาขาดห้วงไป  



    “  พี่ไม่รู้ว่าหลีเป็นอะไร  พี่ทำอะไรผิดไป  หลีบอกพี่สิ”  เสียงเขายังสั่นสะท้านเหมือนเดิม และยิ่งกว่าเดิมเมื่อเขาเอ่ยประโยคต่อไป



    “หลี  บอกพี่ได้ไหม  ว่าหลีเป็นอะไรไป”



    ชั่วอึดใจ  คล้ายว่าเขารอให้เสียงที่ขาดหายไปผุดขึ้นมาอีกครั้ง



    “ พี่เสียใจมากนะที่หลีเป็นอย่างนี้”  เขาพูดพร้อมจับมือฉันขึ้นไว้ในกำมือของเขาและเอาไปประกบกับแก้มสีขาวซีดที่ตอนนี้ดูหมองลงไปมาก





    “หลี  หลีพูดอะไรบ้างสิ”  



                เสียงของเขาดูจะร้าวรานไปถึงหัวใจ  และฉันก็สัมผัสได้ถึงน้ำอุ่น ๆ ที่หยดบนมือของฉัน



    น้ำตาของฉันที่ทำท่าว่าจะไหลมันกลับเหือดหายไป  แต่คนที่ไหลมันกลับเป็นคนอย่างเขา  น้ำตาของลูกผู้ชายอย่างเขา  



    ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันฉันไม่เคยเห็นน้ำตาของเขาเลยสักหยด  แต่วันนี้  วันนี้เขาร้องไห้ให้ฉันอย่างนั้นหรือ  



    “พี่ฮายด์รักหลีบ้างหรือเปล่า”  ฉันพูดเหมือนละเมอออกไป  



    “รักสิ  พี่รักหลีมาก  หลีกับพี่จะเป็นเหมือนเดิมได้ไหม  หลีจะเป็นน้องของพี่เสมอนะหลี”



                เพียงแค่นั้นเองสายตาที่เหม่อลอยของฉันตลอดเวลา  ก็กลับมาจ้องตากลมสวยของเขา  มีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก  



    มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความปลื้มปิติแต่อย่างใด  แต่มันเหมือนเป็นการยิ้มเยาะให้กับตัวเองมากกว่าว่า



    ความรู้สึกทั้งหมดที่ฉันมีมันกลับเป็นความรู้สึกเพียงข้างเดียวเท่านั้นเอง  ความคิดที่ว่าเขาเคยมีใจให้ก็เป็นสิ่งที่ผิดมหันต์อย่างสิ้นเชิง



              หลังจากวันนั้น  ไข้ของฉันที่ดูเหมือนว่าจะลดลงมาก  ก็กลับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดอาการช็อคและหมดสติไป



    ตลอด 3-4 วันที่ฉันอยู่ในห้อง ไอซียู ทุกคนในบ้านรวมถึงพี่ฮายด์เป็นห่วงฉันมาก  วันที่ 5 ฉันได้ย้ายออกมาจากห้อง ไอซียู



    และวันที่ 7 หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้  แต่คนที่บ้านฉันก็ยังไม่อนุญาตให้ไปโรงเรียนได้  กลัวว่าไข้จะขึ้นและหมดสติไปอีก



    ตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงพยาบาลและจนถึงบ้าน  พี่ฮายด์เป็นคนที่ดูแลฉันตลอดเวลา  



    แม้จะเป็นวันที่ต้องไปโรงเรียนพี่ฮายด์ก็ยังหยุดเพื่อมาดูแลฉัน  





               พี่ฮายด์เองก็บอกกับคนที่บ้านว่าไม่ต้องเป็นห่วงเขาจะดูแลฉันเอง  แล้วก็ไม่ไปต้องไปจ้างพยาบาลมาดูแลให้เสียเงินด้วย  





    เขาดูแลฉันอย่างที่เรียกว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน  เพราะเห็นอาการของฉันมันเป็นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก  ฉันไม่ได้พูด  



    ไม่ได้ขยับตัวไปไหน  เหมือนกับที่อยู่โรงพยาบาลคือสายตาฉันมันก็ยังเหม่อเหมือนเดิม และไม่ยอมให้เขาป้อนข้าว  



    ไม่ยอมให้เขาป้อนยา ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น  และบางครั้งน้ำตามันก็ไหลออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ  ฉันไม่ได้อยากร้องไห้ให้เขาเห็น  



    ไม่ได้อยากเรียกร้องความสนใจจากเขา  น้ำตาที่ไหลออกมามันก็เพราะไม่สามารถกลั้นไว้ได้เท่านั้นเอง  





              “ฮายด์ดูแลน้องให้ดีนะ  แม่ไม่สบายใจเลย  ครั้งสุดท้ายที่หลีเป็นแบบนี้ก็แค่ตอนที่ได้รับรู้บางอย่างเท่านั้น”



    แม่คงอยากให้เรื่องที่ฉันไม่ได้เป็นลูกแท้  ๆ ของแม่  อยู่แค่ครอบครัวเราเท่านั้น  ไม่อยากให้คนอื่นได้เข้ามารับรู้  



    จึงไม่ได้บอกว่าความจริงบางอย่างนั้นคืออะไร





                  “ครับ  แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ฮายด์จะดูแลน้องเอง” เขาตอบรับออกไปอย่างคนคุ้นเคย  



    เมื่อได้ยินคำว่าน้องจากปากของเขาอีกครั้งน้ำตาฉันมันก็ไหลออกมา  เขารีบเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว  เขาเข้ามาถามว่าเป็นอะไร  



    เขาดูร้อนรนมากเมื่อเห็นฉันเป็นแบบนี้  ฉันก็ไม่อยากเห็นเขาเป็นแบบนี้หรอก  แต่จะให้ฉันทำยังไง ฉันไม่มีแรงนี่  



    ฉันไม่มีแรงทำอะไรทั้งนั้น  ฉันอยากจะกลับมายิ้มให้พี่ฮายด์เหมือนเดิม  อยากพูดคุยกับพี่ฮายด์ให้ได้เหมือนเดิม  



    อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม  ถึงแม้จะรู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาก็ตาม  มันก็ยังดีกว่าที่จะให้เขาห่างจากฉันไปไม่ใช่หรือ



    แม้มันจะเป็นแค่รักข้างเดียวฉันก็ยังอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม  แต่สิ่งที่มันขัดขวางสิ่งเหล่านี้คือ เรี่ยวแรงที่มันหายไปกับวันนั้น  



    วันที่เขาบอกว่ารักฉัน  



    พี่ฮายด์  รอหลีได้ไหม  หลีจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม  พี่รอหลีได้ไหม

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×