ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืน - ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืน นิยาย ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืน : Dek-D.com - Writer

    ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืน

    ภานุ จบ ชั้น ปวส.จากวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้วมาเรียนในสาขาเดียวกันกับผม ในระดับปริญญาตรี สาขานี้เพิ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงฯ ตลอดสองปีที่เรียน นุ ไม่เคยลอก สูตร หรือขอเพื่อนดูคำตอบของเพื่อนเลยสักนิด

    ผู้เข้าชมรวม

    57

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    57

    ผู้เข้าชมรวม


    57

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    1
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  7 ก.ค. 67 / 17:31 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

                                                ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืน

       หลังจากผมสอบปลายภาคในระดับชั้นปวส.เสร็จ พอจะทราบคร่าวๆแล้วว่า ผมไม่มีปัญหาเรื่องเกรดและช่วงเวลานั้น ผมกำลังตรึกตรองอย่างหนักว่า หากคณะเทคโนโลยีการเกษตร ที่เพิ่งได้รับการยกระดับจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าอย่างเป็นทางการ ให้เปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกหนึ่งสาขาคือสาขาวิชาพัฒนบริหารศาสตร์  ผม.ควรจะสมัครสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนหรือไม่ ??  เมื่อปีก่อนนี้ทางคณะฯ เพิ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรี (สองปีต่อเนื่อง) ในสองสาขา คือพืชศาสตร์กับสัตว์ศาสตร์  เมื่อมาดูผลคะแนนจากใบผลการเรียน(ทรานสคริป) ของผมเอง ที่มีผลคะแนนเพียง 2.4 หากจะไปสมัครสอบแข่งกับรุ่นน้องๆ ที่มีเกรดเฉลี่ยกันอย่างน้อย 3.00  เห็นทีผมน่าจะปิ๋ว ไม่ได้เรียนอย่างแน่นอน   

       สิ่งที่ผมคิดไว้ในเวลานั้น คือหากเรามาเลือกลงในสาขาพืชหรือสัตว์ศาสตร์ การสอบข้อเขียนที่จะสอบแข่งกับรุ่นน้องที่มีจำนวน700 คน ผมคงไม่น่าสอบติดหนึ่งใน 25 คน อย่างแน่นอน จากที่มีการประกาศรับสมัครสอบ ที่ได้ติดบนบอร์ดของคณะฯ ได้บอกว่าจะรับนักศึกษาเข้าเรียน สาขาละ 25 คนเท่านั้น

     “พี่ขลุ่ย  เรากันเหนียวไว้ก่อนดีมั้ย  “ ไอ้แบล๊กพูด

     “ไม่เข้าใจ ว่ะแบล๊กว่า หมายถึง..อะไร”

     “คือ..ผมจะชวนพี่ขลุ่ย ไปสอบเรียนต่อที่บางพระ และที่แม่โจ้ ด้วย”

     “พี่ไม่ค่อย มีตังค์ ว่ะ  “ ผมพูด

     “ยังไง ค่ากิน. ผมจะช่วยจ่าย  แต่ค่ารถพี่ขลุ่ยต้องหาเอาเอง ได้มั้ย  “

     “ก็ได้ว่ะ”

                                            **********************

         ไอ้ แบล๊กคือรุ่นน้องที่ผมสนิทมากคนหนึ่ง เขาเรียนรุ่นหลังผมหนึ่งปี แบล๊กเป็นคนจากแดนใต้ “เมืองลุง” ชื่อเขากับผิวพรรณสอดคล้องกัน ที่พิเศษคือผมบนศีรษะของเขาหยิกหยอยดังกับชาติพันธุ์ซาไก ที่ผมเคยตีตั๋วเข้าไปดูในการเปิดแสดงในงานประเพณีที่วัดหลวง ผมมีความสนิทกับไอ้แบล๊ก เพราะน้องคนนี้ เป็นคนมีน้ำใจ ใจกว้าง ใบหน้าของไอ้แบล๊กจะมีรอยยิ้มเสมอ ในคณะเกษตรที่พวกเราเรียนจะมีรถจักรยานเสือหมอบสีเหลืองเพียงคันเดียวที่ไอ้แบล๊กขี่มาเรียนทุกๆเช้า บางครั้งผมก็ได้อาศัยรถของไอ้แบล๊กมา ด้วยการยืนอยู่ด้านหลังโดยผมต้องเหยียบกับก้านตัวน๊อตที่ยื่นออกมาทั้งสองด้าน  แม้ผมจะยืนลำบากบ้าง แต่ก็พอจะทรงตัวได้ เพื่อนๆ ในสถาบันฯ มักจะเห็นผมกับไอ้แบล๊กไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอทั้งๆที่เราอยู่กันคนละภาคและเรียนกันคนละรุ่น 

    “แบล๊ก ขอลอกการบ้านหน่อยว่ะ ไอ้แบล๊ก..ช่วยติววิชาการผสมและปรับปรุงพันธ์พืชและสัตว์ ให้พี่หน่อยวะ”  ผมพูด

    “ได้เลยครับพี่ขลุ่ย ” ไอ้แบล๊กตอบ โดยมิอิดเอื้อน  

       นี่เองกระมัง… จึงทำให้ผมถูกชะตากับรุ่นน้องคนนี้ เวลานั้น. ผมเช่าพักที่บ้านน้าเยาว์กับเพื่อนๆ แต่พวกเขาเรียนล้ำหน้าผมไปหนึ่งชั้นปี และที่บ้านหลังนี้ มักจะมีกิจกรรมต่างๆ อาทิมีการเล่นไพ่ การดื่มสุรา ใครๆที่ผ่านไปผ่านมา มักจะแวะมาเยือนมาคุย มาปรึกษา หรือมานั่งดื่มสุรา แรกๆ ไอ้แบล๊กเพียงแค่ผ่านไปผ่านมา  

    “เฮ้ย น้องแวะบ้านพี่ ก่อนสิ "สมชายตะโกนชวนให้รุ่นน้อง มาร่วมวงสุรา 

    “ขอบคุณครับพี่  โอกาสหน้าครับ วันนี้ผมมีนัดกับเพื่อนทีี่หอเห็ด”แบล๊กตอบ

    “กรึ๊บเดียวเอง เฮ้ย..อย่าให้เสียน้ำใจ สิ ”สมชายพูด

       ไอ้แบล๊กต้องจอดรถจักรยานและแวะมาดื่มสุรา นี่ถือเป็นครั้งแรก ที่เขาได้มาเหยียบบนบ้านหลังนี้  ในหัวตะเข้สถานที่เพื่อการให้เช่าที่พัก มีหลากหลายรูปแแบบ ตั้งแต่เป็นห้องๆ จนเป็นบ้านทั้งหลัง  คนที่บุกเบิกการทำหอพักคนแรกของหัวตะเข้คือนายโก่ง คนเก่าแก่ของที่นี่ เขาเป็นคนมีเงินและเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ข้าราชการเกรงใจ    หอพักของเขาสร้างแบบไม่เน้นคุณภาพ แต่เน้นปริมาณอย่างเดียว  ความสูงของหอพักมีสี่ชั้นคนที่พักชั้นสูงสุดจะต้องเดินขึ้น-ลง อย่างเดียว ราคาค่าเช่าต่อเดือนออกจะแพงไปสักหน่อย แต่อย่างว่า ..หอพักหอนี้เป็นหอพักที่ไม่ไกลจากสถาบัน นักศึกษาส่วนใหญ่จึงเข้าพัก ต่อมาภายหลังมีคนสร้างหอพักขึ้นมาอีกหลายเจ้า แม้จะไกลไปบ้างแต่คุณภาพของหอก็ดีกว่าหอนายโก่ง

       สำหรับไอ้แบล๊ก เมื่อก่อนเขาเคยพักที่หอนายโก่ง แต่ด้วยความรำคาญ ความอึกทึกคึกโครมของผู้อยู่อาศัยร่วม จึงย้ายไปอยุู่่ที่หอพักหอเห็ด ซึ่งอยู่ไกลจากหอนายโก่งเกือบหนึ่งกิโลเมตร  การที่หอพักที่ไอ้แบล๊กพัก มีชื่อว่าหอเห็ด เป็นเพราะเจ้าของหอนั้น เคยเพาะเห็ดชนิดต่างๆขาย แต่ด้วยในภายหลังราคาเห็ดถูก เขาจึึงปรับปรุงโรงเรือนที่เคยเพาะเห็ดมาทำเป็นหอพักแทน 

                                       ******************************

            ช่วงเรียนระดับปวส. ผมต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม คือต้องมาเรียนในสาขาสัตวศาสตร์ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบเลยสักนิดนี่จึงทำให้ผมไม่ค่อยจะสนใจการเรียนมากนัก การเข้าชั้นเรียนของผมส่วนใหญ่ ก็เข้าไปเพื่อเช็คชื่อ เพื่อเอาเวลาเรียนให้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จะได้มีสิทธิเข้าสอบ การเรียนในปีแรก..ผมยังไม่สนิทกับไอัแบล๊กมากนัก จนกระทั่งครั้งที่ต้องไปเรียนวิชา การจัดการสัตว์น้ำที่กรมประมง ผมกับเขาต้องนั่งรถบัสของสถาบันด้วยกัน จนได้คุยกันบ่อยขึ้น ผมจึงมองว่ารุ่นน้องคนนี้ แม้จะเป็นคนปักษ์ใต้ แต่ก็ดูแล้วว่ามีความพิเศษจากคนอื่นๆ คือไม่ทำตัวแบบภาคนิยมเหมือนคนใต้ คนอื่นๆ 

    “พี่ขลุ่ย อยากเรียน อยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษ กับฝรั่งมั้ย ที่หอพักของผมมีฝรั่งพักด้วยหนึ่งคน” ไอ้แบล๊กชักชวน

    "ดีเหมือนกัน งั้นวันศุกร์นี่เลยนะ (อ่านถั่วดำไม่ใช่ของหวาน)

                                               ***********************

         หลังจากที่ไอ้แบล๊ก ชวนผมเพื่อจะไปสมัครสอบยังสถานศึกษาต่างๆเพื่อสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี (หลักสูตรสองปี) คือบางพระกับแม่โจ้แล้ว ผมจึงเห็นด้วยกับแนวคิดของเขา ทั้งผมกับไอ้แบล๊กยังต้องสมัครสอบเรียนต่อที่สถาบันเดิมอีกด้วย  สถานที่แรกที่ผมกับไอ้แบล๊กไปสมัครสอบคือคณะเกษตรศาสตร์บางพระ ชลบุรี แห่งที่สองคือแม่โจ้  เชียงใหม่ ขณะรอวันสอบข้อเขียน ผมก็ได้ไปติวที่หอพักหอเห็ด หากบางวันดึกมาก ก็อาศัยนอนค้างที่หอพักของเขา  ที่แม่โจ้จะสอบข้อเขียนก่อนที่ใดๆ  ผมกับไอ้แบล๊กได้สอบข้อเขียน-และสอบสัมภาษณ์เมื่อประกาศผลสอบออกมา ผมสามารถสอบได้ในลำดับที่ 6 ของสาขาบริหารธุรกิจเกษตรส่วนไอ้แบล๊กก็สอบได้ในสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร

    “เหตุที่ผมไม่สอบสาขาสุกร เพราะมีคนมาสมัครสอบมาก เขารับแค่ 20 คนเอง ”ไอ้แบล๊กพุูด 

    “นี่พอเรากลับจากเชียงใหม่แล้ว ยังต้องมาสอบข้อเขียนที่เกษตรเจ้าคุณอีก ”ผมพูด

              หลังจากที่สถาบันแม่โจ้ ประกาศผลสอบแล้ว ผมกับไอ้แบล๊กก็รู้สึกโล่งใจแล้ว  เพราะอย่างน้อยเราก็มีที่เรียนต่อแน่นอนแล้ว ที่เกษตรเจ้าคุณ ไอ้แบล๊กสมัครสอบเรียน ในสาขาสัตว์ศาสตร์ ส่วนผมได้สมัครสอบในสาขาที่เพิ่งเปิดขึ้นเป็นรุ่นแรก คือสาขาพัฒนบริหารศาตร์ จากที่ผมได้ประเมินตนเอง เมื่อดูรายชื่อวิชา ที่จะสอบแล้ว จึงมีความมั่นใจว่าคงสู้ผู้เข้าสอบคนอื่นๆได้ไม่ยากนักว่าตามเนื้อผ้าแล้วไอ้แบล๊ก มีผลการเรียนดีกว่าผมมาก คือช่วงเรียนปวส. ในสาขาสัตว์ศาสตร์ ไอ้แบล๊กได้เกรด3 กว่า ส่วนผมได้เกรดเพียง 2.4 เท่านั้น หลังจากสอบข้อเขียนของเกษตรเจ้าคุณแล้ว ผมสอบได้ลำดับที่ 6 เหมือนผลการสอบที่สอบที่แม่โจ้  นี่จึงทำให้ผมสบายใจอย่างยิ่ง เพราะสอบติดทั้งสองแห่งย่อมจะตัดสินใจเลือกที่เรียนได้ตามใจที่อยากเรียน  แรกๆที่คิดกับไอ้แบล๊กคืออยากจะชวนกันไปเรียนที่เชียงใหม่ เพราะเป็นสถาบันเก่าแก่ และหากมาเรียนที่นี่ ก็คงได้มีโอกาสเที่ยวเมืองเชียงใหม่ด้วยกัน  สำหรับที่บางพระ ผมไม่ได้ไปสอบ เนื่องด้วยเพราะวันเวลาสอบตรงกับเกษตรเจ้าคุณฯสอบพอดี ผมจึงยอมสละสิทธิ  

                                                      *******************

       “ไอ้แบล๊ก พี่คงไม่ได้ไปเรียนที่แม่โจ้ แล้วล่ะ พอดีไปปรึกษากับพี่ชายมา เขาบอกว่า ถ้ามึงไปเรียนที่เชียงใหม่ กูจะไม่ส่งเงินให้ใช้”ผมพูด

      “ว๊า ผมไม่มีเพื่อนไปเรียนด้วย งั้นมอบตัวที่เดิมก็ได้”  ไอ้แบล๊ก พูด

             ดังนั้น..ผมจึงต้องเรียนต่อในสาขาพัฒนบริหารศาสตร์   ส่วนไอ้แบล๊กเรียนในสาขาสัตว์ศาสตร์ ทุกๆสาขารับนัก -ศึกษาเรียนเพียงสาขาละ 30 คน และนี่. ผมจึงมีเพื่อนเรียนรุ่นแรกในสาขาสามสิบคน  ในสาขาที่ผมเรียนเป็นข้าราชการลาศึกษาต่อเกือบ10 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครู และทำงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุสูงสุดในรุ่นที่เรียนคือ40 ปี ตำแหน่งของเขาในเวลานั้นคือผู้ช่วยเกษตรอำเภอ ในห้องเรียนนี้ มีสุภาพสตรี 3 คนเป็นศิษย์เก่าที่เคยเรียนแล้ว 1 คน มีรุ่นพี่ที่เคยเรีียนที่เกษตรเจ้าคุณที่เป็นข้าราชการ ได้ลามาเรียนสองคน คือพี่นพรัตน์ กับพี่สุทิน นอกเหนือจากนั้นเป็นรุ่นน้องของผมที่เคยเรียนสาขาพืชศาสตร์ ซึ่งได้เปลี่ยนแผนการเรียนมาสอบในสาขานี้และสอบได้  มีนักศึกษาที่จบจากสถาบันอื่นที่มาเรียนในสาขานี้หลายคน แต่ที่สะดุดตา ผมมากที่สุดคือภานุ  

       ภานุ หรือเพื่อนๆร่วมชั้นเรียกชื่อเขาสั้นๆว่า นุ เป็นคนจากจังหวัดชลบุรี เขาเรียนจบระดับปวส.มา จากเกษตรบางพระมาหลายปีแล้ว บุคลิกของเขาเป็นคนขรึมๆ หน้าตาดี แต่งกายดี เป็นคนจริงจัง ดูจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่ารุ่นน้องๆ ที่มาเรียนร่วมห้อง  ผมยังจำได้ดีว่าช่วงมีการรับน้อง ผมต้องเป็นฝ่ายรับน้องเขา  ดูท่าทีภานุไม่ค่อยจะชื่นชอบกับระบบนี้สักเท่าไหร่ พฤติกรรมของเขาแม้จะต่อต้าน แต่ก็ให้ความร่วมมือจนกิจกรรมจบลง 

      “นุ เคยรับราชการมา หรือเปล่า  ”ผมถาม  เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เพิ่งรู้จัก 

      “ผมทำงานเอกชน ครับ และได้ลาออกมาเลย นี่ตั้งใจจะเรียน เพื่อเพิ่มวุฒิให้ได้ปริญญาและหากจบการศึกษาแล้วจะไปสมัครสอบรับราชการ” ภานุ พูด

       ทุกครั้งที่เข้าชั้นเรียนตั้งแต่วันแรก ผมจะเห็นภานุ ต้องนั่งหลังชั้นเรียนเสมอ สำหรับผมแรกๆ ที่เข้าชั้นเรียนจะนั่งกลางห้องบ้างและหลังห้อง แต่นานๆเข้า มักจะจองเก้าอี้เลคเชอร์นั่งหลังห้องตลอด หากเปรียบเทียบการเรียนระหว่างช่วงเรียนระดับปวส. กับระดับปริญญา ผมเห็นความแตกต่างค่อนข้างมาก ..การเรียนระดับปริญญา อาจารย์ที่สอนไม่ค่อยเคร่งครัดเหมือนตอนที่ ผมเรียนปวส.เลย  นี่อาจเป็นเพราะว่าอาจารย์ คงมองว่านักศึกษามีวุฒิภาวะมากขึ้นแล้ว

      “ภานุ  นาย.พักหอพักไหน เหรอ  ผมเห็นนายเดินผ่าน หน้าที่ทำการเขตทุกวัน”ผมถามเพื่อนร่วมชั้นเรียน

      “พักที่บ้านพี่สมบูรณฺ เจ้าหน้าที่การเงิน ของสถาบันเรา ครับ” ภานุตอบ 

     “เขาคิดห้องละ เท่าไหร่ ”

    “สามร้อยบาทต่อเดือน  ” ภานุตอบ  

    “ทำอาหาร กินไง ”

    “พี่สาวพี่สมบูรณ์ ขายข้าวแกงที่หน้าบ้าน ผมแค่หุงข้าว แล้วซื้อกับข้าวไปกินในห้อง”

       ปกติ ..ภานุไม่ค่อยจะสุงสิงกับใครมากนัก เวลามีการสอบ ทุกคนจะต้องไปติวและเตรียมตัวการสอบไว้ล่วงหน้า แรกๆ ผมเห็นภานุไปร่วมติวด้วย  ในการเรียนในเทอมแรก ทุกคนต่างหวั่นวิตกกลัวว่าตนจะติด F ในวิชาใดวิชาหนึ่งกัน   ทุกคนจึงต้องมานะ อดทน ตั้งใจเรียนอย่างมาก นอกจากผมจะต้องอ่านหนังสือมากขึ้นแล้ว ผมก็ยังจะต้องใช้ความสามารถพิเศษในการสอบให้ได้คะแนนมากๆ  แน่นอนว่าการเงย การแหงนคอมอง ก็จำต้องกระทำ เพราะหากไม่ทำแล้ว เราก็อาจเป็นฐานคะแนนให้คนอื่นเวลามีการตัดเกรด ซึ่งต้องเสี่ยงกับการติด F ชีวิตในการเรียนของผม ไม่เคยทะเยอทะยาน ไม่เคยฝัน อยากจะได้เกรด A ขอเพียงได้เกรด C ก็พอใจแล้ว   การเรียนเทอมแรกในสาขาพัฒนบริหารศาสตร์ออกมา ผลการเรียนของผมได้ 2.01 ได้กำไรมาเพียง 0.1 เท่านั้น ส่วนภานุได้เกรดเฉลี่ย 1.9  เขาได้เกรดน้อยกว่าผมไปนิดหน่อย แต่อย่างว่า ใครได้เกรดไม่ถึง 2.00 ย่อมต้องความกังวลที่จะถูกรีไทร์ ในเทอมต่อๆ ไป 

          ผมรู้สึกเห็นใจภานุอย่างมาก เขาไม่มาเข้าร่วมติวในภายหลัง เขาไม่เคยชะเง้อชะแง้  เวลาสอบทุกครั้งเขาไม่เคยคิดที่จะนั่งประกบกับคนเรียนเก่งๆทำคะแนนได้ดีๆทุกเทอมที่ผมสอบ ผมไม่เคยได้เกรดถึง2.20 เลยสักเทอม เพียงแค่เกิน  2.00  นิดหน่อยหรือได้เกรด 2.00 พอดีผมก็พอใจแล้ว  มีข้อแม้ว่า "ขออย่าติด  F "ก็แล้วกัน  สี่เทอมที่เรียน ผมได้เห็นพฤติกรรมของพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆร่วมชั้นเรียนว่าใคร ??เป็นคนอย่างไร ใครใจกว้าง-ใจนักเลง   ใครเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้  แม้ผมจะเรียนได้เกรดไม่ดีมากนัก แต่ผมก็ไม่เห็นแก่ตัว และไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ใด  

       “ผมติด F วิชาเศรษฐศาสต์เกษตรครับ ขลุ่ย ” ภานุ มาปรับทุกข์ให้ผมฟัง

       “อยากบอก ภานุว่า ขอให้ลดเรื่องจุดยืนว่า จะต้องพี่งพาตนเองอย่างเดียวไปบ้าง  นะ”

      “ ไม่หรอกครับ ผมทำไม่ได้ ผมต้องซื่อสัตย์กับตนเอง แม้ข้อสอบที่ผมเข้าสอบจะทำไม่ได้ ผมก็จะไม่ขอคัดลอกใคร โดยเด็ดขาด ผมยอมที่ส่งกระดาษเปล่า ให้อาจารย์ประจำวิชาตรวจดีกว่า ”ภานุตอบยืนยันหนักแน่น

       กี่ครั้งๆที่ผมพยายามพูดกับภานุ เพื่อให้ยอมลดศักดิ์ศรีและจุดยืนที่เขามีลงมาเพื่อจะได้พ้นวิกฤตจากการสอบและเพื่ออนาคตของตัวเขาเอง  เขามักได้คะแนนสอบที่ต่ำมากในทุกๆวิชากระทั่งบางวิชาเขาทำไม่ได้เลย โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณ นี่เป็นเพราะเขาทิ้งสมอเรือไว้ในสมองอย่างแน่วแน่ ว่า  “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” นี่ก็เป็นแนวคิดที่ผมคิดไว้เหมือนกันกับเขาคือจะไม่ทุจริตในการสอบ แต่..หากเราจะดันทุรังอยู่กับจุดยืนดังกล่าว สงสัยว่า..เราอาจจะอยู่เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ คือเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรืิอจนถูกรีไทร์ 

      ในชั้นเรียนคนที่น่าสงสาร ที่ผมเป็นห่วงมากมีพี่แม้วกับภานุ สำหรับคนอื่นๆในชั้นเรียน เขาเอาตัวรอดได้ทุกคน อย่างรุ่นน้องของผมอย่าง ไอ้แดง ไอ้จิ๋ว  ไอ้ป๊อด พวกนี้เขาเจนจัดการทุจริตข้อสอบตัวยง  ผลการเรียนในแต่ละวิชาของพวกเขาจะได้คะแนนดีกว่าผมมาก 

                                                    *********************

       สามเทอมที่ภานุได้เกรดเฉลี่ยสะสมคือ 1.2 จากเกณฑ์การประเมินผล ในเทอมที่ 3 หากใครได้เกรดต่ำกว่า 1.00  จึงจะถูกรีไทร์ การที่ภานุได้เกรด 1.2  เขาจึงยังมีสิทธิในการเรียนอีก ตลอดการเรียน ..ผมไม่เคยทอดทิ้งภานุ ยังคงห่วงใยและไปเยี่ยมเยียนเขาที่หอพัก ทั้งผมยังดึงพี่นพรัตน์กับพี่สุทินที่มีความอาวุโส ที่เขาเกรงใจ ไปช่วยบอกให้เขาเปลี่ยนแนวคิด นี่อีกเทอมเดียวที่พวกเราจะช่วยกันไม่ให้ภานุถูกรีไทร์

     “ขอบคุณครับ พี่ทั้งสองคนและขลุ่ย  ผมคงไม่สามารถจะเปลี่ยนจุดยืนของผมได้ แม้ผมจะถูกรีไทร์ ก็ตาม ”ภานุพูด

      ช่างเป็นเรื่องสุดวิสัย ที่ผมจะเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้ และหลังจากสอบเทอมสุดท้าย ภานุก็ได้เกรดต่ำกว่า 1.00 เขาจึงต้องพ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษา ภานุ ไม่สะทกสะท้าน เขาเชิดหน้า…กลับบ้านเกิดอย่างภูมิใจ

                     “นายแน่มากเลย ว่ะ..ภานุ  เกิดมา..เราไม่เคยพบเห็นคนอย่างนายเลย จริงๆ”ผมพูดคนเดียว  "

                            ภาพชายร่างท้วม หน้าตาดี ไม่มีท่าที อิจฉาใครๆ ที่ได้คะแนนสูงกว่าเขา เลยสักครั้งเดียว 

                                                          ขลุ่ย   บ้านข่อย  

                                                            (๗- ๗-๖๗)

    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×