งูเปา...มัจจุราช - งูเปา...มัจจุราช นิยาย งูเปา...มัจจุราช : Dek-D.com - Writer

งูเปา...มัจจุราช

สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน และสังคมที่ต้องพบ กับการเลือกปฎิบัติ

ยอดวิวรวม

43

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


43

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  21 ก.ย. 65 / 10:28 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

                                          งูเปา มัจจุราช 
      
          โดยปกติแล้วนิสัยของงูจะไม่เลื้อยมากัดหรือทำร้ายคนโดยตรง ส่วนใหญ่คนถูกงูกัด จะเป็นไปโดยบังเอิญ เช่น เหยียบงูหรือเข้าใกล้งู ดังที่แม่บ้านของผมได้ถูกงูเปากัด.จนต้องเข้าโรงพยาบาล  ช่วงที่ผมเจอกับงูบ่อยที่สุดคือช่วง สมัยเรียนเกษตรเจ้าคุณทหาร ครั้งหนึ่งในช่วงค่ำๆขณะที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ผมเคยได้ช่วยเหลือเพื่อน ไม่ให้ถูกงูเห่าฉก  
หลังจากจัดการพิฆาตงูเห่าตัวนั้นได้แล้ว มันก็เป็นลาภปากของคอเหล้าได้จัดการผัดเผ็ดแก้หนาวได้ชงัด
                                                        ..  
       ทุกครั้ง ที่มีการพัฒนาวิทยาลัยฯเพื่อลอกทำความสะอาดสระเพื่อเอาจอก แหน  ผักตบชวา ขึ้นจากน้ำ บริเวณโดมสระน้ำโรงอาหาร  อาคารอำนวยการ  อาคารเรียน หลังอนุสาวรีย์ท่านเจ้าคุณทหาร พวกเรามักจะต้องเจอกับงูเห่าเสมอผมยังจำได้ว่าช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ ไอ้จุ๋มจิ๋มรุ่นน้อง ที่พวกเราตั้งชื่อให้เขา เป็นคอมแบดของรุ่นนั้น รูปร่างเขาล่ำสัน แต่ไม่ถึงกับเป็นมะขามข้อเดียว จุ๋มจิ๋มเป็นคนซื่อๆใสๆเคยเป็นตัวแทนสถาบันพระจอมเกล้าไปแข่งขัน กีฬามวยสากล สมัครเล่นรุ่นเวลเตอร์เวท ซึ่งปีนั้นแม่โจ้ เป็นเจ้าภาพเขาได้รับเหรียญทองกลับมา 

ช่วงที่ไอ้ จุ๋มจิ๋มเพิ่งเข้ามาเรียนเกษตรเจ้าคุณทหารใหม่ๆในระหว่างช่วงการรับน้อง ซึ่งมีการพัฒนาคณะ  จุ๋มจิ๋มถูกคัดเลือกให้เป็นคอมแบด คือหน่วยหน้า กล้าตาย  ลุยแหลก ในการทำกิจกรรมต่างๆกับเพื่อนๆร่วมรุ่น  วันที่มีการพัฒนา รุ่นผมได้สั่งให้น้องๆ ลงไปถอนหญ้ากกใกล้ๆห้องน้ำหอ 1 เนื่องจากพวกน้องๆต้องลงไปในน้ำเป็นร้อยๆ คน เสียงจากการก้าวเดินลงในน้ำ เสียงมีดที่หวดลงต้นหญ้า เสียงเฮ. เสียงร้องเพลงคงมีส่วนที่ทำให้งูที่มันอยู่บริเวณนั้นตกใจ   จึงเลื้อยหนี ไปพันหญ้ากกเพื่อหลบภัย งูที่อยู่ในน้ำส่วนใหญ่ที่พวกเราเจอเสมอๆ คืองูกินปลา..  ด้วยพวกเราที่เป็นรุ่นพี่ๆคิดว่างูที่เลื้อยหนีไปเมื่อสักครู่เป็นงูกินปลา จึงสั่งให้จุ๋มจิ๋มต้องจับงูให้ได้และ.หากจับไม่ได้จะต้องถูกลงโทษ
       “ไอ้จิ๋ม ถ้ามึงเอางูขึ้นมาให้พวกกูไม่ได้  มึงก็ไม่ต้องขึ้นมาบนบก”เพื่อนๆในรุ่นผมกำชับ               
      ไม่อยากเชื่อเลยว่า ไอ้จุ๋มจิ๋มที่มีหน่วยก้านชายอกสามศอก เพียงแค่ได้ยินคำว่างู กับแสดงอาการหวาดกลัว ดังกับสตรีเพศ เขาแสดงอาการตระหนกอย่างมาก รีบเดินผละจากกลุ่มหญ้ากกที่อยู่ด้านหน้าเมื่อครู่..
       “มึงจะไปไหน  ไอ้จุ๋มจิ๋ม กูบอก ให้มึงจับเอางูขึ้นมาให้ได้ไง”รุ่นพี่สั่ง
       " ผมกลัว อ่ะ..ครับพี่...” เขาพูดเบาๆ สายตาวิงวอนอย่าให้เขาได้ยุ่งกับงูเลย
       “อะไรวะ ตัวใหญ่โต ดังกับรถถัง แม่งกลัว งู “ 
       “ผมไหว้นะ พี่ให้ผมทำอะไรก็ได้ จะลงโทษ ปั่นจิ้งหรีด สั่งวิดพื้น จะเตะจะต่อยจะกระทืบผมให้ตาย  ผมยอมทุกอย่าง แต่ผมขออย่างเดียวอย่าให้ผมยุ่งกับงูน่ะ  “
         เหงื่อของจุ๋มจิ๋ม ผุดเม็ดโตที่หน้าผากและข้างแก้ม หน้าเขาซีดเผือด.ดังกับลูกขนุนสุก เขายืนนิ่งดังกับหุ่นไล่กา 
       “เฮ้ย.. มึงจะอู้งานรึไงวะ  “       
       “ปล่า..ว   ครับพี่ "

ช่วงที่งูเลื้อยหนีลงในน้ำ จุ๋มจิ๋มพอจะเห็นละลอกคลื่นและเห็นหัวงู ที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำ. .พร้อมลำตัวที่คดเคี้ยวไปมา.. บางช่วงมันก็ดำน้ำ และในที่สุดมันก็หลบไปในกอกก.และซ่อนตัวนิ่ง
       “มันคงหนีไปไกลแล้วล่ะ “เสียงรุ่นพี่บอกน้องๆ ที่กำลังทำงานในน้ำ
       ดูเหมือนจุ๋มจิ๋มจะโดดเด่นที่สุดในกลุ่มคอมแบด เขาเป็นคนนิ่งน่าตาย ไม่ค่อยพูด แต่เมื่อรุ่นพี่สั่งให้ทำอะไร จุ๋มจิ๋มก็มักจะทำตามคำสั่งทุกครั้ง เป็นที่สนุกสนานของเพื่อนๆคอมแบด..
       “มึงเลิกกลัวงูได้แล้ว .รีบเดินไปถอนหญ้ากก ด้านโน้นเลย“รุ่นพี่คนหนึ่งตะโกนสั่งงาน
      “ครับ" เขารับคำสั่ง พร้อมก้มตัวลงใช้มือรวบกก เพื่อออกแรงถอน แต่ปรากฎว่ามีงูพันที่แขนของเขา จุ๋มจิ๋มตกใจสุดขีดที่มีวัตุลื่นๆที่ข้อมือ เขาจึงยกมือขึ้น พี่ๆที่อยู่บนบกเห็นงูที่แขนจุ๋มจิ๋ม จึงตะโกนร้องบอก 
        "ไอ้จิ๋ม งูเห่าพันแขนมึง"  

โดยสัญชาติญาณและอาการกลัวงูของเขาอยู่แล้ว จึงเหวี่ยงแขนสลัดงูอย่างแรงจนงูลอยละลิ่วขึ้นบกเมื่องูเห่าหล่นลงพื้นยังไม่ทันตั้งตัวจะเลื้อยหนี ” 

"ตุบ ๆๆๆ” 

     ********************************************************************************
     
       ต้องบอกว่าสภาพสังคมที่ผมพักที่นี่  มันค่อนข้างอึดอัด กับสิ่งที่ผมไม่สามารถจะปรับตัวให้เข้ากับพวกเขาได้ อย่างแรกคือมันเป็นสังคมอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวกกันจนน่าเกลียด ใครไม่ใช่พวกตน เหยียบได้..กดได้  กดมันให้จม อย่าได้เกิด.อีกเรื่องที่ผมรับพวกเขาไม่ได้คือ..การที่พวกเขามองลูกศิษย์ เสมือนไม่ใช่ศิษย์ ในที่ทำงานแห่งนี้มีผมเพียงคนเดียวที่จบจากลาดกระบังและผมก็จบปริญญาตรีเป็นรุ่นแรกของสาขา  ผมสามารถยืนด้วยลำแข้งของผมเองได้ โดยไม่ต้องยืมจมูกใครหายใจ เพราะผมมีความสามารถพอเพียง หรืออาจจะมีความสามารถเหนือกว่าพวกเขาด้วยซ้ำ (เพียงแต่จะมีโอกาสได้แสดงความสามารถหรือไม่เท่านั้น) ถึงเวลาทำงาน ผมก็ปฎิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด ด้วยสภาวะแวดล้อมดังกล่าว ดังนั้นทุกเย็นผมจึงต้องเข้าไปในเมืองเพื่อหนีสภาวะความกดดันความเครียด เพื่อกินเที่ยวไปตามประสาคนโสด  

          ********************************************************************      
      จนเมื่อผมมีครอบครัวแล้ว และเมื่อถึงวันใกล้คลอดบุตรคนแรก. ผมมองว่า หากผมจะขอรถหลวงเพื่อนำภริยาไปโรงพยาบาล ขั้นตอนของที่นี่ มันหยุมหยิมกับคนที่ไม่ใช่พวกของตนและอีกอย่าง..คนดูแลควบคุมแผนกยานพาหนะ. .เขาไม่ชอบหน้าผม เพราะผมไม่ยอมก้มหัวให้พวกเขา จึงคิดว่าหากภริยาผมเกิดปวดท้องคลอดฉุกเฉิน คงต้องเหมารถพาแม่บ้านไปคลอด..ผมจึงติดต่อกับชาวบ้านที่ขับรถสองแถวไว้ล่วงหน้า หากเกิดฉุกเฉินขอให้ช่วยมารับแม่บ้านผมไปส่งโรงพยาบาล
ด้วย
    ช่วงเย็นวันหนึ่ง… แม่บ้านของผม มีอาการที่จะบ่งบอกว่าใกล้ถึงวันคลอดบุตรแล้ว เธอเริ่มมีอาการปวดท้อง..โชคดีที่อาจารย์ที่อยู่ใกล้ชิดติดกัน ได้อาสาพาผมกับแม่บ้านมาส่งที่โรงพยาบาล ผมไปทำบัตรและเซ็นต์เอกสารรับรอง การทำ การคลอดในฐานะสามี  จากนั้นได้พาแม่บ้านไปที่ห้อง เพื่อรอเตรียมคลอด ผมนั่งรอที่ด้านนอกเป็นชั่วโมงๆ..

“ คืนนี้เธอจะคงยังไม่คลอดหรอก หากคลอดแล้ว จะโทรศัพท์ แจ้งให้ทราบ”หมอเจ้าของคนไข้บอก

 เวลา 05. นวันต่อมา ผมก็ได้ลูกสาวโดยการผ่าตัด จึงทำให้ผมไม่สามารถอยู่ให้กำลังใจกับเธอได้ การไม่มีรถใช้ส่วนตัว ย่อมเกิดความยากลำบากในการเดินทางไปไหนมาไหนอย่างมาก.ผมจึงคิดว่าผมต้องเก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อรถยนต์ ไว้ใช้ยามจำเป็นสักคัน แต่เงินก็ยังมีไม่พอ 

3 ปีต่อมาแม่บ้านก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง  ผมตั้งใจมีบุตรเพียงแค่สองคน ในขณะที่เหลือเวลาอีกเดือนเศษใกล้กำหนดคลอด   เวลาบ่ายสามโมง เมื่อแม่บ้านของผมออกไปทำงานข้างนอกบ้านซึ่งใกล้ป่ากล้วย ..เธอต้องร้องด้วยความเจ็บปวดและ ขอความช่วยเหลือจากผม..   

“พี่. น้องถูกงูกัดที่ปลายเท้าขวา.. น่ะ” ภริยาผมพูด  
       เวลานั้น ผมกำลังเพลิดเพลินกับรายการทีวี .เมื่อได้ยินเสียงแม่บ้านเรียกให้ช่วย จึงรีบผละจากหน้าจอทีวี  รีบวิ่งเข้า ไปประคองและหาวัสดุ คือผ้าก๊อตมารีบรัดเหนือบาดแผล  
       "เป็นไงบ้าง “ ผมสอบถามเธอ ด้วยความเป็นห่วงอย่างที่สุด.. ด้วยเพราะเวลานั้น เธอมีครรภ์แก่จวนเจียนใกล้จะคลอดแล้ว เมื่อรัดบาดแผลเสร็จ สิ่งหนึ่งที่คิดได้ คือจะต้องจับเป็นหรือจับตายไอ้วายร้ายมันให้ได้  ด้วยแม่บ้านเกิดอาการปวดบาดแผลอย่างมาก  ผมจึงไม่สามารถที่จับงูตัวนั้นได้..มีทางเดียวคือ จะต้องรีบหารถยนต์ให้ได้เร็วที่สุด.   .ผมพยายามตระเวณตามบ้านพักอาจารย์ที่อยู่ใกล้ๆ ..

เป็นคราวเคราะห์ของผมและภริยา ที่วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์พอดี ไม่มีเพื่อนบ้านพักอาศัยเลยสักคนเดียว  สิ่งที่ผมคิดได้ในเวลานั้น คือต้องรีบมาหาหมออนามัยที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนเป็นลำดับแรก ผมพยายามประคองให้เธอนั่งบนจักรยาน ยนต์ แล้วบึ่งรถมาสถานีอนามัย ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่อยู่เวรไม่รู้หายหัวไปไหน ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดอย่างมาก ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้. เครียดและโมโหกับการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม และขาดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่.. 
    . ผมให้แม่บ้านรอบริเวณศาลาทางเข้าวิทยาลัย แล้วขับรถหาคนขับรถสองแถว เพื่อมาส่งคนป่วยไปโรงพยาบาล ทุกคนปฎิเสธที่จะไปโรงพยาบาล เมื่อคิดว่า.มันถึงคราววิกฤตที่จะต้องพึ่งตนเองแล้ว จึงชวนแม่บ้านขี่ซ้อนท้ายรถจักรยาน ยนต์ มาโรงพยาบาลด้วยตนเอง ระยะทางจากวิทยาลัยฯมาโรงพยาบาลประมาณ 17 กม. กว่าครึ่งชั่วโมงที่คนถูกงูกัดต้องทนทรมาน . เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ผมพาแม่บ้านเข้าห้องฉุกเฉินและบอกกับพยาบาลว่าคนเจ็บคือภริยาผม ถูกงูกัดมา... พยาบาลรีบมาดูแล และซัก..ประวัติ และให้แม่บ้านเล่าเหตุการณ์ให้ฟังพร้อมบอกชนิดของงูที่กัด

“ รู้มั้ย ว่างูอะไรกัดมา “พยาบาลถาม
         “น่าจะเป็นงูเปา “แม่บ้านตอบ
     ด้วยเพราะแม่บ้าน ผมเป็นคนภาคเหนือ..เขาจึงรู้ชนิดของงูว่าเป็นงูอะไร  ส่วนผมไม่เคยได้ยินและคุ้นเคยกับงูเปาเลย เพราะภาคกลางไม่ได้เรียกอย่างนี้ .เมื่อพยาบาลซักถามคนป่วยแล้วก็ถึงคิวของผมบ้างที่จะต้องถูกสอบถาม 
         “รู้มั้ยว่า เป็นงูอะไร มีสีอะไร คุณเห็น ตัวมันมั้ย“ ” พยาบาลถามผม 
         “ไม่รู้ว่าเรียกว่างูอะไร ตัวสีน้ำตาล ลายจุดดำ หัวแบน”ผมบอกเขา
    เพื่อการวินิจฉัยในการที่จะให้เซรุ่มเพื่อฉีดให้คนไข้ได้อย่างถูกต้อง   พยาบาลจึงนำเอางูตัวอย่าง 15 ขวด ซึ่งดองไว้ในน้ำยามาให้ผมชี้..ว่าเป็นงูชนิดไหนที่กัดคนป่วย. ผมยืนมองงูตัวอย่างที่พยาบาลวางไว้บริเวณเคาเตอร์ ที่ทำงานและพินิจพิจารณาอยู่นานกว่า10 นาที จึงตอบกับพยาบาล
        “ในขวดโหลสีของงู และรูปร่างงูเหมือนๆกัน จนผมจำแนกไม่ถูกหรอกครับ”
        “เมื่อบอกชนิดของงูไม่ถูก คงต้องให้คนป่วยนอนที่โรงพยาบาล เพื่อรอดูอาการสักคืนสองคืน”พยาบาลพูด

 *********************************************************************************
         เมื่อมาถึงโรงพยาบาลทุกคนอาจจะมีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยแล้ว.แต่ความรู้สึกของผมนี่สิ.. ห่วงหน้าพะวงหลัง ทางนี้ก็ภริยาที่กำลังตั้งครรภ์เพราะถูกงูพิษกัด  ทางบ้านก็ปล่อยลูกคนโตวัยเพียงสองขวบเศษฝากไว้กับยาย ในใจก็ครุ่นคิดและโกรธกับความเฮงซวยขององค์กรที่ทำงานด้วย. ที่ไร้คุณธรรม เขาคำนึงถึงและอำนวยความสะดวกให้แต่เฉพาะพวกตนเท่านั้น กลางค่ำกลางคืน พวกเขาเอารถหลวงไปใช้เพื่อความสุข ไปรับลูกเมีย ยักยอกถ่ายเทน้ำมันไปใช้. .อย่างไร้ความละอาย 

ผมต้องกลับมารับลูกสาวซึ่งฝากไว้ที่บ้าน(แม่)ยาย.ได้พยายามสอบถามว่า งูเปา ทางภาคกลางเขาเรียกว่างูอะไร และมันมีพิษมากน้อยแค่ไหน.คำตอบที่ผมได้คือ งูเปาคืองูที่มีพิษ. (ผมเพิ่งมาทราบภายหลังว่ามันคืองูปี่แก้ว) หลังจากไปรับลูกสาวกลับมาบ้านพักภายในวิทยาลัยแแล้ว บอกตรงๆว่าคืนนั้น ผมนอนไม่ค่อยจะหลับสนิทนัก เพราะเป็นห่วงลูกที่ยังอยู่ในท้องและตัวภริยา
        เช้าวันรุ่งขึ้น ผมต้องทำหน้าที่แทนแม่บ้าน ในการอาบน้ำแต่งตัว ป้อนข้าว โดยปกติผมจะส่งเขาขึ้นรถสวัสดิการ ของวิทยาลัย  วันนี้ผมต้องการไปเยี่ยมและดูอาการของภริยาด้วยตนเอง ผมจึงให้ลูกสาวซ้อนจักรยานยนต์แล้ว ไปส่งเขาที่โรงเรียนก่อน โชคดีที่ลูกสาวเริ่มติดเพื่อนๆเขาจึงไม่งอแง..หลังจากส่งลูกเข้าชั้นเรียนแล้ว ผมก็มาที่โรงพยาบาล..  รอจน ถึงเวลาที่รพ.จะให้เข้าเยี่ยมคนป่วยได้ ในขณะที่ผมรอ ก็ได้แสดงอาการกระวนกระวาย กระสับกระส่ายด้วยความเป็นห่วง      
        เมื่อได้เวลาให้เข้าเยี่ยมแล้ว ผมมุ่งตรงไปยังเคาเตอร์ที่พยาบาลนั่งทำงาน  

“ภริยาของผมเป็นอย่างไรบ้าง” ผมตั้งคำถาม    

“ ตอนนี้ อาการเธอดีขึ้นแล้ว เมื่อคืนให้ยาแก้ปวดรับประทาน. เย็นนี้คงกลับบ้านได้”พยาบาลตอบ
     ผมเดินไปที่เตียงแม่บ้าน เธอยังคงพักผ่อน ผมเรียกชื่อไปเบาๆ   

 “เป็นไงบ้าง..อาการ”ผมสอบถาม
         ” ดีขึ้นมากแล้ว เพียงแค่ปวดแผล สงสัยคงจะแพ้ คงรออยู่จนเย็น  เพื่อดูอาการให้แน่ใจก่อน“แม่บ้านพูด
          “ดีเหมือนกัน งั้นเดี่ยวเย็นจะหารถมารับ”ผมตอบ
          เมื่อได้เห็นสภาพร่างกายของเธอ ดูสดชื่นขึ้นมา ก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก  กรรมเวรของเราจริงๆ นี่หากเราอยู่ในองค์กรที่มีผู้นำดีๆ เราคงไม่มาลำบาก หารถหาลามารับส่งภริยา-ลูกมาโรงพยาบาล มาคลีนิค.. คิดไปรู้สึกสมเพทเวทนา. นี่ขนาดเราทำงาน ยังไม่ได้รับการเหลียวแล แล้วนึกศึกษาล่ะ กลางค่ำกลางคืน เจ็บป่วย จะทำอย่างไร ..นี่คือเรื่อง ที่ผมห่วงนศ.มาตลอดชีวิตการทำงาน..
                                                                                                                                               
         ครั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน ผมขี่จักรยานยนต์กลับเข้าบ้าน รอโชเฟอร์ไม่เกิน 5 นาที เขาก็มารับ  ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มาถึง รร.ผมบอกให้เขาจอดรถไว้ด้านนอก แล้วจึงเดินลัดเลาะไปรับลูกสาว. แล้วจึงมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับภริยากลับบ้าน..   
       วันเวลา..ผ่านไป .จากปัญหาที่ผมได้ประสบกับตน .ยามลูกป่วยภริยาไม่สบาย.. เวลาจะขอใช้รถในยามจำเป็น  ยามฉุกเฉิน.ก็เจอแต่ปัญหา ในการเลือกปฎิบัติมาเกือบตลอดเวลา.แต่ . เวลาที่กลุ่มของพวกเขาขอใช้รถยนต์.บ่อยๆครั้ง ไม่ต้องมีการเขียนใบขออนุญาตก็ยินยอมให้ใช้ได้  ก่อนกำหนดคลอดลูกคนเล็กของผมเพียงสามวัน  ผมก็ได้รับเงินก้อนใหญ่จำนวนสามแสนบาทถ้วน ที่ผมขอกู้เงินสามัญจากสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อเตรียมซื้อรถกระบะด้วยเงินสด ราคาในขณะนั้น คือ   370500 บาทถ้วน ผมมีเงินเก็บอยู่ 50000 บาท เงินที่ยังไม่พอ จึงขอยืมพี่ชายมาก่อน.ผมหอบเงินสดๆไปนั่งนับและทำเอกสารซื้อขายรถจนครบถ้วนบริบูรณ์.  

เพราะเรื่องความเจ็บป่วยของลูก -ภริยา.  และเรื่องงูเปาที่ได้กัดภริยาผม จนต้องเครียดมาก ทำให้ผมต้องตัดสินใจกู้เงินซื้อรถมาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หากวันนั้นงูที่กัดภริยาผมเป็นงูเห่า งูสามเหลี่ยมหรือเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงกัด จะเกิดอะไรขึ้น .จึงมิอาจคาดเดาได้เลย . . 
 
                                   
                                                    ขลุ่ย   บ้านข่อย    
                                                      ๒๑/๙/๖๕
 

 


                   

 

 

 

 


 

 

 




        
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 21 ก.ย. 65 / 10:28


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×