หรือ.อาจเพราะเป็นกรรมพันธุ์ - หรือ.อาจเพราะเป็นกรรมพันธุ์ นิยาย หรือ.อาจเพราะเป็นกรรมพันธุ์ : Dek-D.com - Writer

หรือ.อาจเพราะเป็นกรรมพันธุ์

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และไม่อยากเชื่อจะมีเหตุการณ์แบบนี้ ในสังคม

ยอดวิวรวม

37

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


37

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  20 ก.ย. 65 / 19:15 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

 

                                                 หรืออาจเป็นเพราะ.กรรมพันธุ์

     เวลาผ่านไปเพียงแค่สองปีเศษๆเท่านั้น  ก็ทำให้เด็กสาวคราวรุ่นลูก ที่ผมเคยสอนเขามา ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหลือ เชื่อ..  นี่เท่ากับว่าการเรียนการสอนของผมและอาจารย์คนอื่นๆ คงไร้ประโยชน์…ที่ไม่สามารถสอนคน .ให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพได้เลย. ลักขณาหรือรักษ์ที่เพื่อนๆร่วมรุ่น มักเรียกขานชื่อของเขา.. เป็นนักศึกษาที่เพิ่ง จบปวช .จากวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมือง เดิมเธอเคยตั้งใจจะเรียนจนจบระดับปริญญาตรี. .แต่เมื่อเจอกับสภาพแวดล้อม และผลการเรียนในระดับปวส.ของตนเองที่ไม่ดีนักจึงถอดใจไม่เรียนต่ออีกและหันมาประกอบอาชีพค้าขายแทนพ่อที่ตลาด 

    ลักขณาเป็นบุตรสาวคนเล็กของนายกลดคนแถวบ้านกล้วยแพะ  ผมรู้จักกับนายกลด เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยบังเอิญ  เพราะเขามีอาชีพค้าขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก ลูกชิ้นและเครื่องปรุงรสต่างๆ  ทุกๆวันช่วงประมาณตีสี่เขากับภริยาจะแวะตลาดในเวียง เพื่อไปรับเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวจากแหล่งผลิตมาขายต่อ ให้กับพ่อค้าแม่ค้า ที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว.. รวมทั้งผู้บริโภคทั่วไป เมื่อสิบกว่าปีก่อน เขากับกับภริยาจะเปิดร้านขายเส้นก๋วยเตี๋ยวสองแห่ง คือตัวนายกลด จะมาขายที่ตลาดบ้านห้วยยางนา  ส่วนภริยาของเขาจะเปิดขายที่ตลาดบ้านท่าธง ตลาดทั้งสองแห่งนี้ถือเป็นตลาดยามเช้าที่มี ทำเลดี มีชุมชนหนาแน่น ในแต่ละวันจึงขายดีและสร้างรายได้ให้สองคนสามี ภริยาจนเกินคุ้ม..

    จากการที่ผมเป็นลูกค้าและเคยไปอุดหนุน ซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวและอื่นๆของเขาบ่อยๆ ในที่สุดผมกับนายกลดจึงสนิทสนมจนสามารถพูดคุยหยอกล้อ ดังกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน มีบางสิ่งบางอย่างที่เขาจะขายแพงและเอาเปรียบผู้บริโภคเกินไป ผมจึงอยากใช้โอกาส จากความสนิทสนมพูดกับนายกลดเมื่อมีโอกาส

  "พ่อค้า.. น่าจะลดราคาลงบ้างนะ ดูเหมือนว่า มันจะแพงกว่าตลาดในเมืองเยอะเลยเนี่ยะ  "ผมบอกนายกลด

  "ก็เป็นธรรมดาของการซื้อการขาย ทำธุรกิจ ก็ต้องการกำไร เป็นธรรมดานะอาจารย์   "นายกลดพูด

 "ผมทราบดี แต่ผมว่านายกลดเอากำไร มากไปหน่อยนึงนะ  "

 "ถ้าอาจารย์เห็นว่าของ ของผมขายแพง ก็ไม่ต้องซื้อก็ได้" นายกลดพูด   

  ผมต้องชะงักกับการพูดย้อนศรของเขา. ถึงกับต้องนิ่ง พลางคิดในใจว่า (พ่อค้าคนนี้..มันยะโสน่าดู สักวันหากทำได้ .ต้องแจ้งให้ทางพาณิชย์จังหวัด มาตรวจสอบการค้าขาย ที่ค้ากำไรเกินควร เพื่อจับปรับจะได้ลดความโอหังลงบ้าง)  ผมก็ได้แต่คิดๆ หากจะทำจริงๆ โทษของเขาคงไม่ได้แค่ปรับ แต่.จะเป็นโทษทางอาญาอีกด้วย ดีไม่ดี ตัวเขาอาจจะติดคุกเสียด้วย  จึงคิดว่า จะรอจังหวะและโอกาสอีกครั้งที่จะปรามๆเขา

 "กลด ..อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้นะ  .ครั้งก่อน ผมเตือนกลด กลดพูดย้อนเอากับผมว่า ถ้าแพงให้ไปซื้อในเมือง  นี่ถ้าไม่รักกันจริง จะไม่เตือนอีกครั้งนะ นี่หากคนอื่นเขาแจ้งทางพาณิชย์ ให้มาตรวจสอบกลดว่าค้ากำไรเกินควร กลดทำผิด…กฎหมายเต็มๆเลยๆ นะ " ผมพูด เตือนสติเขาอีกครั้ง

                       ครั้งนี้ เมื่อผมพูด..ดูเหมือนเขาจะยอมรับฟัง.

"ครับ ผมจะยอมลดราคาลงบ้าง  "กลดพูด

"ผมไม่ได้บังคับนะ ขึ้นอยู่ที่กลดเอง "ผมพูด

จากนั้นมา ราคาของที่เขาขาย จึงได้ลดลงมาบ้าง .ซึ่งมันส่งผลดีกับตัวเขาเอง.คือยอดการขายของร้านค้า ก็ได้เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน ทุกครั้งที่เขาเจอผม มักจะทักทายประโยคเดิมๆ 

"จารย์ ได้อะไรกินบ้าง  มาคนเดียวเหรอครับ "

"ไก่ทอด หมูปิ้ง  ข้าวเหนียว มาคนเดียวครับ" ผมตอบ

                       ***************************************************************

 เมื่อสิบปีที่แล้ว ลูกๆของผมยังเรียนระดับประถมและมัธยม  พอถึงช่วงตีห้าเศษๆ ผมจึงต้องมาหาซื้อของกินให้เด็กๆ ในวันจันทร์-ศุกร์   

"จารย์ครับ  .ตอนนี้ลูกชายคนโตของผมเรียนปวช ช่างยนต์ใกล้จะจบแล้ว อยากฝากให้เข้ามาเรียนปวส.ช่าง ที่สถาบันที่ อาจารย์สอน  ยังไง.ช่วยรับฝากให้เข้าเรียนหน่อยสิครับ "กลดพูด 

"เอาสิ ไม่มีปัญหาอะไร " ผมตอบด้วยความจริงใจ โดยมิได้หวังผลประโยชน์อะไรจากเขา  ระยะหลังดูเหมือนเวลา ผมซื้เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือลูกชิ้นกลดมักจะมีของแถมด้วยเสมอ  ผมปฎิเสธที่จะรับเพราะนั่นคือการมัดจำสินบนล่วงหน้า .เพื่อจะฝากให้ลูกชายได้เข้าเรียน  โดยปกติเด็กๆ ที่จะเข้ามาเรียนในสถาบันที่ผมทำงาน ผมยินดีและพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เขามีโอกาสเข้าเรียนอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะไม่มองที่สินบาทคาดสินบนกับผู้ใดแม้แต่คนเดียว   ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมโดยเสมอภาค..หลังจากลูกชายนายกลดเรียนจบปวส.วิทยาลัยเทคนิคแล้ว นายกลดได้แวะมาหาผมที่บ้าน 

 "อาจารย์ครับๆๆ อาจารย์อยู่มั้ย "นายกลด ตะโกนเรียก

 "มีธุระไรเหรอ ถึงมาหาที่บ้าน  "ผมถามไป

"อ้อ .ผมจะมาฝากให้ลุูกชายได้เข้าเรียนต่อแผนกช่างยนต์ ตามที่ได้เคยคุยไว้กับอาจารย์  "

"ได้สิ "ผมตอบ

เมื่อคุยธุระเสร็จ ผมได้แนะนำให้เขาไปหาเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในคณะวิศวกรรมฯ พร้อมเขียนจดหมายน้อยฝากให้ช่วยดูแลจากนั้นมาลูกชายนายกลดจึงได้เข้าเรียนที่แผนกช่างยนต์ ช่วงวันแรกๆที่ลูกชายของเขาได้เข้าเรียนเขาได้นำกระเช้าเครื่องดื่มพร้อมซอง(เงิน)ขาว

 “ผมต้องขอบคุณอาจารย์ ที่เป็นธุระให้ จนลูกชายผมได้เข้าเรียนต่อที่นี่  ผมนำกระเช้ามาฝากครับ ”

 “ขอบคุณครับกลด  ผมคงไม่สามารถจะรับได้ ผมตั้งช่วย โดยไม่ได้หวังตอบแทนนะ”

 .ผมปฎิเสธที่จะรับของขวัญ เพียงแต่กล่าวขอบคุณเขา พร้อมแนะนำให้เขาเอาของขวัญ ไปให้อาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์คนนั้น .เขาจึงลาผม..เพื่อนำกระเช้าไปให้อาจารย์คนที่ผมแนะนำ 

  ในระยะหลัง เขาจะให้ลูกชายคนโตมาทำหน้าที่ขายของแทน ส่วนตัวเขาเปลี่ยนงานมาทำอยู่ที่บ้านแทน .บางวันที่ผมไปตลาดเห็นเด็กผู้หญิงมาช่วยขายของ  มาทราบภายหลังว่าเด็กคนนี้ คือลูกสาวคนเล็กที่นายกลด ตั้งใจจะมาฝากผม ให้เข้าเรียนต่อในสถาบันอีกคน

 “กลดพาลูกสาวมาสมัครสอบได้เลย ไม่ต้องฝากผมหรอกนศ.ในปัจจุบันมีน้อย ใครมาสมัครเข้าเรียนก็ได้เข้าเรียนทุกคน" ผมบอกและให้ความมั่นใจแก่เขา 

     *******************************************************************************************

  ระยะหลังนายกลด จะมุ่งมาเพาะถั่วงอกขาย เพราะได้กำไรดี และมิได้เหน็ดเหนื่อยอะไรมาก ความต้องการของตลาดก็มีมาก เขาให้ลูกชายที่เรียนจบคณะวิศวกรรมมาขายของแทนเขา …..ต่อมาลูกสาวคนเล็กคือลักขณา ได้มาเรียนในสาขาที่ผมสอน ในปีที่ผมสอนทางสาขาวิชา ได้กำหนดให้ผมสอนสองวิชาและเป็นธรรมดาของผม เพื่อจะได้รับรู้ข้อมูลเบื้องต้นว่านศ.มีการเรียนดี ปานกลางหรือแย่อย่างไร ผมจึงสอบถามผลคะแนนของแต่ละคนเพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือ  ลักขณามีผลการเรียนที่ไม่ดีนัก.คือมีเกรดเฉลี่ยได้เพียง1.8 จากที่เธอพอจะรู้จักผมมาบ้าง ในฐานะลูกค้าและคุ้นเคยกับพ่อของเธอ  จึงทำให้เธอกล้าพูดกล้าถามในชั้นเรียน ในทุกๆวิชาที่ผมสอนสิ่งที่ผมต้องสอดแทรกเสมอคือเรื่องคุณธรรมและเรื่องธรรมา ภิบาล  บ่อยๆครั้งผมจะยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้ๆตัวเช่น เมื่อไปเจอเหตุการณ์จริงที่ไหน ก็จะมายกตัวอย่างให้ นศ. ฟัง พร้อมให้พวกเขาวิพากษ์ วิจารณ์ พฤติกรรมบุคคลในเรื่อง  ///

  ช่วงที่นายกลดให้ลูกชายมาขายเส้นก๋วยเตี๋ยวแทนตัวเขา   .ผมยังพบเจอพฤติกรรมการค้ากำไรเกินควรของบุตรชาย ของนายกลด..หลายครั้งที่มีโอกาสคุยกับเขา บุคลิกการพูดการจาก็ไม่ได้ต่างกับพ่อเลยสักนิด

"เรียนจบปริญญาแล้ว ไม่ไปหางานทำตามวุฒิ ที่จบมาเหรอครับ "ผมถาม ลูกชายนายกลด

"ไม่หรอกครับ  ค้าขายอย่างนี้ดีกว่าไปเป็นลูกน้องใครๆ" ลูกนายกลดตอบ

"อุตส่าห์ เรียนจนได้รับปริญญามา เสียดายเวลานะ "  ผมพูด

" พ่อผมบอกว่า ให้ผมพยายามเรียนให้จบมา พ่อเพียงต้องการใบปริญญาและรูปถ่ายของผมไว้ประดับฝาบ้าน กันคนข้างบ้านมันดูถูก ทุกวันนี้.ผมว่าผมทำอาชีพค้าขาย ก็ไม่ได้เหนื่อย เพียงสี่ชั่วโมง ผมก็ได้ฟันเงินกำไรเกือบพันต่อวัน เดือนนึงผมได้เกือบสามหมื่น ช่วงเทศกาลสำคัญๆ วันนึงผมได้กำไรสองพันกว่าบาท " ลูกนายกลด บอกเล่า

"อืม..รายได้ดีเสียด้วย..สิ." ผมพูด   

 หลังจากพูดคุยกันแล้ว ผมได้ขอตัวมาซื้อของกินพลางคิดในใจ (พันธุกรรมของพ่อสามารถ ถ่ายทอดสู่ลูกชายได้ อย่างไม่ผิดเพี้ยนสักนิด  ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาและนิสัยส่วนตัว)  เมื่อลักขณาได้เรียนวิชาที่ผมสอน เธอคงคาดหวังว่า การที่เธอรู้จักกับผมเป็นกรณีพิเศษเช่นนี้ ผมคงจะให้คะแนนเสน่หาตัวเธอมากกว่าเพื่อนๆร่วมชั้น  หลังจากสอบเสร็จ เมื่อผลคะแนน   และเกรดออกมา เธอไม่ได้ดังใจที่คาดหวัง ถึงกับทำให้เธอได้พูดต่อว่า ผมต่อหน้าเพื่อนๆในห้องเรียน

 "ทำไมเกรดของหนูได้แค่ B เท่านั้น  หนูคิดว่าหนูต้องได้ A แน่ๆ  ข้อสอบวิชาของอาจารย์ หนูก็ทำได้ "  เธอพูดเองเออเองทั้งหมด  ผมคงไม่ได้ใส่ใจ แต่ได้พยายามบอกถึง.นิสัยของผมว่า ผมจะไม่เลือกปฎิบัติและพร้อมให้เธอตรวจสอบได้ แรกๆของการเข้าเรียนของลักขณา..ดูเธอจะตั้งใจเรียนและเข้าเรียนสม่ำเสมอ แต่เมื่อไม่ได้ A  พฤติกรรมของเธอกลับเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ .จากที่เคยขยันเรียนทุกชั่วโมง เริ่มขาดเรียน  เริ่มเข้ามาหลับในชั้นเรียนและ ขาดการเรียนบ่อยๆ จนกระทั่งช่วงสอบเก็บคะแนน ทั้งๆ ที่ผมประกาศให้ทราบล่วงหน้า เธอยังจงใจและเจตนา ที่จะท้าทาย แต่ผมก็ยังให้โอกาส.. มาสอบภายหลังได้ เพราะในใจไม่อยากสร้างตราบาป ยินดีที่จะให้อภัยลูกศิษย์ และให้โอกาสและอนาคตทุกๆคนเสมอ

  ลักขณาเรียนกับผมห้าวิชา..เขาไม่ได้ A เลยสักวิชาเดียว เป็นเพราะการตอบของเขา..เป็นไปในลักษณะท่องจำมาตอบ ทั้งๆ ที่ผมเคยบอกให้ทุกคนทราบแล้วว่า การตอบวิชาของผม ต้องตอบไปในลักษณะการอธิบายโดยใช้หลักเหตุและผล ไม่เน้นการท่องจำ นี่กระมัง.. คงมีส่วนที่ทำให้เธอเกิดความไม่พอใจผม ..จะอย่างไร ผมไม่เคยเอาความรู้สึกส่วนตัว ความชอบ ความชัง ความอคติ มาข้องเกี่ยวกับการให้คะแนนลูกศิษย์แม้แต่คนเดียว...เป็นเพราะผมถือหลักคุณธรรมย่อมเหนือกว่าสิ่งใดๆ เพราะหากผมกระทำกับลูกศิษย์ ตราบาป..ย่อมเกิดกับตัวผมไปตลอดชีวิต 

 หลังจากลักขณาเรียนจบปวส.แล้ว เธอ ไม่ได้เรียนต่อชั้นปริญญาตรีอีก  เป็นเพราะคงประเมินตนเองแล้วว่า คงเรียนต่อไม่ไหว เธอจึงมาขายเส้นก๋วยเตี๋ยวแทนพี่ชาย..แรกๆเธอเจอผม คงยังทักทายบ้าง แต่ต่อมาภายหลังจนวันนี้ ทุกครั้งท่ี่เจอ  เธอทำตนเหมือนคนไม่รู้จักกับผมมาก่อน ไ ม่มอง.. ไม่ทักทาย  กระทั่งแม่ค้าข้างเคียงยังสงสัยว่า เป็นเพราะเหตุใดลูกศิษย์คนนี้ จึงไม่ทักทายอาจารย์ผู้เคยสอนเขามาก่อน  .ผมยังสงสัย.และงงกับเหตุการณ์ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น. .เฉพาะตัวลักขณาแม้จะแกล้งทำไม่รู้จักผม  ผมก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าทางใครทางเขา ใครทำอะไรก็.ได้อย่างนั้น  ที่ผมงุนงงหนักกว่านั้น คือเมื่อผมเจอนายกลดพ่อของลักขณา ในบางวันที่เขามากับลูกสาว เพื่อมาค้าขายในตลาด  จากอดีตที่เขาเคยทักทายผมกับทำเมินเฉย และทำตนไม่รู้จักกับผม   มันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้..ทำไมพันธุ์กรรม..มันช่างรุนแรงจนน่ากลัวเสียจริงๆ          สรุปว่า..ครอบครัวนี้ อิงแต่ผลประโยชน์ที่ได้  เมื่อไร้ผลประโยชน์จากผู้ใด ทุกอย่างก็จบกัน.

                                                      ขลุ่ย    บ้านข่อย 

                                                       ๒๐  กย  ๒๕๖๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 ก.ย. 65 / 19:15


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×