ทำไปได้ไง (วะ)

ยอดวิวรวม

156

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


156

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


2
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 ส.ค. 65 / 05:41 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

                                                ทำไปได้ไง (วะเนี่ยะ)

    บ้านที่ผมเช่าพักอาศัย ใกล้ริมคลองหัวตะเข้เป็นบ้านไม้สองชั้น ใหญ่อลังการณ์ ค่าเช่าเดือนละ ห้าร้อยบาทเท่านั้น  เราพักกันทั้งหมด 6 คน บ้านพักหลังนี้  ผมกับเพื่อนๆ อยู่ได้เพียงประมาณปีเศษๆ จึงย้ายออก    ระยะทางจากบ้านเช่าเพื่อเดินมาเรียนที่สถาบัน   สามารถเดินทางได้สองเส้นทางคือ เมื่อเดินออกจากบ้านเช่าริมคลอง ในตรอกแคบ ๆ ระยะทางประมาณ 80 เมตรก็จะมาทะลุทางเดินที่ทำเป็นสะพานไม้ตลอดสาย ส่วนใหญ่พวกผมจะเดินทางไปเรียนหนังสือ ด้วยการเดินและต้องผ่านโรงเรียนเชิดเจิมศิลป์เกือบทุกวัน  บริเวณขวามือเ ป็นที่ตั้งของโรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่ง  ตรงช่วงโรงเรียนเชิดเจิมศิลป์  มีเแขนงลำคลองขนานเป็นทางยาวจุดนี้สะพานข้าม       

  สะพานข้ามที่พวกเราใช้ เป็นเส้นทางสัญจร มีความกว้างประมาณสองเมตรเศษ บริเวณโรงเรียนเชิดเจิมศิลป์ ในอดีตเงียบสงบมีนักเรียนระดับประถมประมาณไม่เกิน 300 คน สะพานสูงสั้นๆ ที่คนส่วนใหญ๋่ใช้เดินข้าม ยาวประมาณหก เมตร เพื่อให้เรือได้ลอดผ่านใต้สะพาน ช่วงวันเสาร์- วันอาทิตย์ ผมกับเพื่อนๆที่อยู่ว่างๆ ก็จะมาหาปลาด้วยวิธีการตกปลา ทอดแห  มือทอดแหที่เก่งสุดคือไอ้ลิต ไอ้บอย ไอ้จี๊ด รองลงคือมือสมัครเล่นคือ ไอ้แดงกับผม   ส่วนใหญ่ ผมมีหน้าที่งมแหเสียมากกว่า เวลาที่แหติดกับกิ่งไม้ในคลอง

  บริเวณแขนงคลองใกล้ โรงเรียนเชิดเจิมศิลป์ จะมีเหี้ยตัวใหญ่ๆ จำนวนมาก  จริงๆ ผมค่อนข้างจะเสียดาย ที่ในเวลานั้น  ผมไม่รู้ว่าเหี้ยทำเป็นอาหารได้  เพราะอยู่ที่ลาดกระบังมานานพอควร  ไม่ค่อยหรือไม่เคยเห็นชาวบ้านแถวนั้น เขานำมันมาทำเป็นอาหารเลย มิฉะนั้นแล้ว ผมและเพื่อนๆ คงได้มีเมนูอาหารพิเศษอีกเมนูหนึ่งก็ได้ เส้นทางที่ผมเช่าบ้านอยู่ ค่อนข้างจะเงียบสงบ  เช้าๆช่วงก่อนหกโมง จะมีชาวบ้านที่ต้องเข้าไปทำงานที่กรุงเทพเดินเท้า เพื่อมาขึ้นรถไฟที่สถานีหัวตะเข้   ก่อนถึงหัวมุมเลี้ยวขวาข้าง รร.พรตพิทยพยัต จะมีบ้านอยู่สองหลัง คือบ้านพี่เตี้ย - พี่พร  สาวโสดสูงวัยทั้งคู่ ณ เวลานั้น ผมอายุยี่สิบปีต้นๆ ส่วนสองสาวก็คงอายุประมาณ สี่สิบปี  

   พี่เตี้ยเป็นคนน่ารัก คุยสนุก เขาเป็นเจ้าของบ้านและมีบ้านว่างให้นศ. เกษตรเช่า ณ. เวลานั้นบ้านที่นศ. เกษตรเช่ามี ไอ้ชาญ  ไอ้ชาติ  ไอ้เชาว์  พักอาศัยผมเป็นขาจร ที่ไปมาหาสู่เพื่อกินเหล้า เล่นไพ่   พี้กัญชากันบ้างตามโอกาสของเด็กวัยรุ่น .เมื่อผมเรียนจบแล้ว ได้มาขออาศัยห้องครัวของไอ้ชาญ เป็นที่หลับนอนชั่วคราว  เวลานั้น ผมต้องอาศัยเพื่อนๆน้องๆ ตามหอพักเพื่อหลับนอนและกินบ้าง ดูเหมือนว่าเวลานั้น ไอ้ชาญ จะยังเรียนไม่จบ เพราะยังทำปัญหาพิเศษไม่เสร็จ

 ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรานักศึกษา ก็เป็นแบบลูกทุ่งๆ เพียงมีข้าวกิน- เหล้ากิน ก็มีความสุขแล้ว  กับข้าวก็ทำกินกันตามมีตามเกิด ร้านพี่เตี้ยเป็นร้านขายข้าวแกงที่ผมได้ฝากท้องเป็นลูกค้าในบางโอกาส กินก่อนผ่อนทีหลัง และต่อมาผมก็ได้กินฟรี เพราะผมได้ใช้แรงงานเข้าแรก ด้วยการเปิดคนเสริฟอาหารให้ครูในโรงเรียน นอกจากนั้นยังเป็นคนตักข้าว ตักขนมและล้างจานให้พี่เตี้ย 

ภายในร้านขายอาหารในโรงเรียน  ผมจะเป็นนศ.เกษตร เพียงคนเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษ สามารถเข้า-ออก  ภายในโรงเรียนแห่งนี้ได้ สำหรับโรงเรียนแห่งนี้  เปิดการสอนแบบสหศึกษามี ตั้งแต่ระดับชั้นมศ.1-  มศ. 5 ระเบียบของโรงเรียนกำหนดว่า   ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในโรงเรียนโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์. เกษม   หัวหน้าฝ่ายปกครองซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเฟิ้ม เอาจริงเอาจังกับงานการปกครองทั้งยังเข้มงวดและห้าม นศ.เกษตรเข้าไปภายในโรงเรียน ไม่ว่ากรณีใดๆ 

 แรกๆ ที่ผมเข้าไปในโรงเรียนแห่งนี้ กับรุ่นพี่  ก็จะถูกเชิญให้ออกจากโรงเรียน ถามว่าพวกเรากลัว อ. เกษมหรือไม่ คงบอกว่าไม่ได้กลัว แต่.เรื่องของเรื่องคือ อ.เกษมกับอาจารย์มงคล ฝ่ายปกครองของคณะเกษตร มีความสนิทสนมกันมาก ทั้งสองคนมีอะไร ก็จะประสานงานร่วมกัน ขืนพวกเราทำอะไรไม่ดีไว้  เกิดว่าอ. เกษมรายงานให้ อ.มงคล ทราบว่า พวกเราเข้าไปและฝ่าฝืนระเบียบทางโรงเรียนของเขา พวกเราก็จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ 

  ความสุภาพอ่อนน้อมของผม และจากการประกันเรื่องความประพฤติ ที่พี่เตี้ยกล้าบอกว่า  จะขอรับผิดชอบหากผม เข้าไปทำไม่ดีในโรงเรียน อ.เกษมจึงอนุโลมให้ผมเข้าไปช่วยขายของในโรงเรียนได้ .     

ในช่วงที่ผมเริ่มมีความรู้สึกว่าผมมีความรักและมีสาวคอยห่วงใย  ผมจึงคิดว่าผมควรจะเลิกสำมะเลเทเมาเสียที   

    “ เอ็งจะต้องลด การประพฤติตัวที่ไม่ดีได้แล้วนะ   “  (ผมคิด)

  สาวคนรัก คนนี้จริงๆก็คือลูกสาวเจ้าของบ้าน ที่ผมและเพื่อนๆเช่านั่นเองว่าไปแล้วทางแม่ ของเธอ ก็ไม่เคยกีดกันใดๆเลย    

    “เราทั้งสองคน ยังอยู่ในวัยเรียน   หากรักกันจริง เมื่อเรียนจบแล้ว  จะแต่งงานกัน น้าก็สนับสนุน  ตอนนี้ก็ขอให้ตั้งใจศึกษาและดูใจกันไปก่อน “เจ้าของบ้านพูด

     ผมนี่ ใจชื้น ขึ้นมามากมาย  ผมเริ่มสนิทกับฝ่ายหญิงมากขึ้นๆ จนสามารถไปไหนมาไหน ได้โดยลำพัง แต่ก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่เสมอ เพื่อนๆที่พักกับผม ในเวลานั้นมีสมชายจี๊ด สมสิทธิ์ สมศักดิ์ทุกคนล้วนสบายใจที่ผมเสมือนเป็น.. ว่าที่ลูกเขยและเจ้าของบ้านในอนาคต เวลากินเหล้าพวกเพื่อนๆ มักจะแซว และทำเป็นเอาอกเอาใจผม

    “เฮ้ย จะทำอะไร..หัดเกรงใจ เจ้าของบ้านเขาหน่อย นี่มึงนั่งคุยกับว่าที่ลูกเขย น้าญา นะโว้ย จะพูดจะจาอะไร ก็ควรระมัดระวังปากหน่อย ”   สมชายแซว

  ทุกคนในบ้านมีเรื่องมาล้อ มาอำ มาแซว ผมเสมอ และบ่อยครั้งเวลาเราสอบเสร็จ  อยากจะกินเหล้า เพื่อคลายเครียดกัน เพื่อนๆก็จะให้ผมเป็นตัวแทนไปขออนุญาตน้าญา และน้าก็จะอนุญาต ทั้งยังฝากบอกและเตือนเพื่อนๆว่า อย่ากินจนดึกมากและอย่าส่งเสียงดัง จนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน  ผมก็รับปาก 

                         ************************************************************

    เย็นวันหนึ่ง .ที่ผมกินเหล้าที่บ้านเช่าในกลุ่มเพื่อน ที่เคยสรวลเสเฮฮากันเป็นประจำ เมื่อผมเมาได้ที่แล้ว  ก็ได้เดินข้ามสะพานตรงโรงพักหัวตะเข้ เพื่อไปบ้านไอ้ชาญ ซึ่งผมกับเขามีความสนิทสนมกัน  ผมเดินสะเปะสะปะ โซซัดโซเซ มาเพียงลำพังคนเดียว แสงไฟจากหลอดนีออนตรงหัวสะพานด้านเขตลาดกระบังและตรงปลายสะพานด้านโรงเรียนพอทำให้ผมเห็นราวสะพานได้ ผมค่อยๆเดินขึ้นบันไดและค่อยๆมองลงด้านล่างผิวน้ำ   คลื่นจากน้ำกระทบแสงไฟเป็นพลิ้วละลอกดูงดงามผมยืนอยู่ตรงกลางสะพานสักพักใหญ่ จากนั้นก็เดินลงสะพานมาสู่จุดหมายที่บ้านไอ้ชาญ    เสียงกีต้าร์   เสียงเค้าะขวด เค้าะฝาหม้อ เสียงปรบมือของสมาชิกวงไม่ไล่ไม่เลิกดังมาแต่ไกล..  ผมกระหยิ่มยิ้มย่อง  “

     “เอาล่ะวะ เดี๋ยวสักครู่  กูจะได้ร้องเพลง ให้หนำใจเลย ”ผมคิด

      วงคอรัสที่ได้นั่งล้อมรอบโต๊ะนักเรียน มีกับแกล้มเป็นบะหมี่สำเร็จรูป ในกะละมังใบเขื่อง   วันนี้เป็นวันเกิดของใคร.. ผมคิด  มันล่อเหล้าแดงกันเลย ยังไม่ทันจะถึงวงเหล้าดีนัก สมาชิกที่อยู่ในวงที่เห็นผมแว้บๆก็ตะโกนเรียกชื่อ  

    “ มาโว้ย ไอ้ขลุ่ย โห.ไอ้ห่า อายุยืนจัง พวกกูพูดถึงมึงเมื่อกี้ ไม่น่าเชื่อ.แป๊บเดียวมึง ก็โผล่หัว มาเลยนะมึง”  ไอ้ชาญพูด

    “มา ..มึงมาทีหลัง ล่อแม่งเพียวๆ เลย เดี๋ยวตามพวกกูไม่ทัน “อภิชาติพูด

    “ เฮ้ยกู เมามาจากบ้านแล้ว“ผมตอบ

  “ เออ เอาเหะน่า อย่าให้เสียน้ำใจเพื่อนโว้ย“ ไอ้ชาญพูด

   ผมรับแก้วเหล้าจากไอ้ชาญมา พร้อมกระดกเข้าปาก แล้วส่งแก้วคืนให้   ไอ้ชาญ ตักเส้นบะหมี่ ในกะละมัง ซึ่งมีสีแดงแจ๊ด ด้วยพริกป่นส่งมาให้ผม 

    “ขอบใจโว้ย เพื่อน “ ผมพูด     

   ยังไม่ทันหย่อนก้นลงเก้าอี้  แซ๊กๆๆๆ เสียงลมพัดแรง จนใบมะพร้าวข้างบ้านที่ติดหลังคา ถูไถสังกะสี ดัง แก๊กๆ  ก๊ากๆ ฝนเริ่มลงเม็ดและแรงมากขึ้นๆ ละอองฝนเริ่มสาดเข้าไปภายในห้องครัวจนทุกคนเริ่มขยับตัวหนีไปชิดมุมอีกข้าง…

    “เฮ้ย.ฝนตกแรง อย่างงี้ เล่นแม่งกันเลย จะได้สร่างเมาดีว่ะ “ไอ้เชาว์หนึ่งในสมาชิก ต้นความคิด เอ่ยปาก  

     “เอาวะ ก็ดีเหมือนกัน กูก็ไม่ค่อยจะได้เล่นน้ำฝนมานานแล้ว”ผมตอบไม่รอช้า ต้นความคิด จัดแจงแปลงร่างถอดเสื้อผ้าจนเหลือ กกน. ตัวเดียว 

   “เร็วไอ้ขลุ่ยถอดเสื้อผ้า ไปวิ่งเล่นน้ำฝนกับกู“ ไอ้เชาว์ พูด 

    ผมไม่ขัดใจเพื่อน จัดแจงแปลงร่างโดยไม่รอช้า ฝนตกแรงขึ้นๆ ฟ้าแลบ แปปๆ มีแสงสว่างวาบๆ เป็นระยะๆ  แรกๆ ตั้งใจจะเล่นน้ำฝน แค่หน้าบ้านที่พัก แต่จู่ๆผมนึกบ้า อย่างไรไม่รู้ ก็ชวนไอ้เชาว์ ให้วิ่งออกมา บริเวณเส้นสถานีตำรวจหัวตะเข้ แล้วออกวิ่งมาบริเวณ ถนนใหญ่พระโขนง-  หัวตะเข้ “

    “ เร๊วๆๆไอ้เชาว์ ตามกู มา” ผมบอกเพื่อน ไอ้เชาว์วิ่งตามก้นผมมาติดๆ พร้อมเปล่งเสียงร้องเย้ๆๆ  ตลอดทางด้วยความเมา ผมคิดแต่เรื่องความสนุกสนานอย่างเดียว จึงลืมนึกไปว่าจะต้องวิ่งผ่าน บ้านแฟนตัวเอง ที่มีบ้านติดถนน แม้เวลาช่วงนั้นจะสี่ทุ่มแล้ว  แต่ที่บ้านน้าญาก็ยังไม่ปิด ผมวิ่งผ่านหน้าบ้านด้วยกางเกงในตัวเดียว  แม้บริเวณนั้นจะมืดมาก…. แต่เสียงแหกปากของเรามันดัง จนใครผ่านไปผ่านมาต้องหันมามอง

      กว่าสิบนาที..ที่ ผมกับไอ้เชาว์ วิ่งไปวิ่งมาบนถนนสายหลัก   หลังจากเลิกเล่นน้ำฝนแล้ว  คืนนั้นผมนอนที่บ้านไอ้ชาญจนรุ่งเช้า จึงเดินกลับเข้ามาในบ้านและต้องผ่านบ้านน้าญา 

      “ทำไม เขามองเรา ด้วยสายตาแบบนั้นวะ “ผมคิดในใจ  

                        .เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว จึงถามไถ่เพื่อนๆ 

      “เฮ้ยไอ้จี๊ด  เมื่อกี้กูเดินผ่านบ้านน้าญา ทำไมเห็นเขาทำสีหน้าเหมือนไม่ค่อยจะพอใจกูเลย”ผมพูด

     “ก็ไอ้เหี้ย เมื่อคืนมึง วิ่งเล่นน้ำฝนกับไอ้เชาว์ ใส่กางเกงในตัวเดียว วิ่งไปวิ่งมา แถมแหกปากตะโกน  ซะดังลั่น ตามถนนหนทาง   แล้วอย่างนี้ ว่าที่แม่ยายมึง เขาจะรับได้เหรอ “ ไอ้จี้ดพูด 

    “ อ้อ..เหรอ เป็นอย่างนี้นี่เอง “ ผมคิด

      ผมหวนกลับมาทบทวนสติ สัมปชัญญะ พร้อม ตบศีรษะของตนเองอย่างแรง  

      “เฮ้ย..กูทำไปได้ยังไง วะเนี่ยะ “ 

                                     ขลุ่ย  บ้านข่อย   (๑๘ สิงหาคม ๖๕ ) 

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 18 ส.ค. 65 / 05:41


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

×