ผู้บริหารใจบอด

ยอดวิวรวม

60

ยอดวิวเดือนนี้

60

ยอดวิวรวม


60

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 ส.ค. 65 / 16:16 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

                                                     

                                             ผู้บริหารใจบอด

   การเดินทาง.ไปเข้าค่ายที่โรงเรียนบ้านเลาฟา ตำบลบางดอน ครั้งนั้น ดูจะทุลักทุเลไม่น้อย  พวกเราต้องพึ่งพาตนเอง แม้ทางสถาบันจะอำนวยความสะดวกให้บ้างแล้วก็ตาม ก่อนออกค่ายอาสาพัฒนา   ผมกับประธานชมรมอาสาพัฒนา(นายฉุย) ต้องใช้รถมอเตอร์ไซด์ส่วนตัว วิ่งจากสถาบันไปจนถึงโรงเรียนบ้านเลาฟา เพื่อพบอาจารย์ใหญ่ ซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า” ชื่อครูมณเฑียร วัตถุประสงค์ในการพบเขา เพื่อขอทราบข้อมูลกับสิ่งที่โรงเรียน ต้องการจะให้พวกเราได้ช่วยงานการพัฒนา

 สองข้างทางที่เข้าหมู่บ้านเลาฟาในช่วงปลายฝน ต้นหนาว เต็มไปด้วยต้นไผ่ ต้นกล้วย หญ้า ถนนลูกรัง   ก้อนหินขนาดใหญ่  เส้นทางที่เดินทาง โค้งคดเคี้ยวไปมา ทำให้รถซึ่งนายฉุยขี่ ต้องชะลอ เป็นระยะๆ สองข้างทางเป็นหุบเหวมองลงไปดูมีความลาดชัน และลึกไม่ต่ำกว่า 50 เมตร คนนั่งซ้อนท้ายคือตัวผม ต้องคอยลุ้นและต้องกอดเอวเขาเป็นบางช่วง 

  “เฮ้ยฉุย ค่อยๆ ไปก๋็ได้  ไม่ต้องเร่งรีบ โว้ยพลาดท่าตกเหว ไม่ตายก็คางเหลือง  “ ผมพูดย้อนทางลม ที่พัดมา และไม่แน่ใจว่าเขาได้ยิน ผมเตือนสติหรือเปล่า  ช่วงเดินทางเข้ามาที่โรงเรียนบ้านเลาฟา  ผมไม่ได้จับเวลาว่าใช้เวลานานเท่าใด  สายตามัวแต่มองวิวสองข้างทางเสียเป็นส่วนใหญ่  เมื่อมาถึงโรงเรียน...ก็บอกกับฉุย ให้ขี่รถเข้าไปจอดที่ใต้ร่มเงาของต้นมะม่วงซึ่งอยู่ข้างห้องสมุดจากนั้น จึงเดินมาที่ห้องที่มีป้ายเขียนว่าห้องครูใหญ่

 “สวัสดีครับอาจารย์  ผมเป็นอาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและคนที่มากับผมนี่ เป็นประธานชมรมอาสาพัฒนาครับ ท่านอาจารย์ช่วยพาพวกเราไปเดินสำรวจดู ภายในโรงเรียน  หน่อยครับ”ผมพูดกับเจ้าของพื้นที่คืออาจารย์ใหญ่ 

“อ้อ..ท่านหัวหน้าสำนักงานประถมฯเ คยบอกกับผมไว้เหมือนกันว่าจะมีอาจารย์และนักศึกษา จะเข้ามาที่โรงเรียน เพื่อจะมาคุยเรื่องการเข้าค่ายอาสาพัฒนาชนบท“อาจารย์ใหญ่พูด

 “ท่านอาจารย์ พร้อมหรือยังครับ “ผมพูด

 “พร้อมครับ เชิญเดินตามผมมาเลยครับ“ อาจารย์ใหญ่พูดทั้งยังเดินนำหน้า  พาผมกับประธานชมรมเดินไปสำรวจ ยังจุดต่างๆ ภายในโรงเรียน ตั้งแต่โรงครัว ห้องสมุด หน้าสาธง สนามกีฬาและรั้วโรงเรียน

“จุดแรก ที่ผมคิดว่าควรต้องทำเลย คือบริเวณหน้าเสาธง สนามกีฬา ห้องสมุดหากมีเวลาพอ คิดว่าค่อยขยายโรงครัวและทำรั้ว ก็แล้วกันนะครับ”  ผมพูด 

 “แล้วแต่ทางอาจารย์ครับ“อาจารย์ใหญ่ พูด

 ผมกับประธานชมรม นั่งคุยกับอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนเลาฟาประมาณ 20 นาทีดูเท่าที เหมือนเขาจะเร่งรีบ ไปไหน ไม่ทราบ. จนผมกับนายฉุย ต้องชิงขอตัวลากลับก่อน

“ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ พอดีผมก็มีธุระ จะเข้าไปในที่สำนักงานประถมอำเภอ ครับ"อ.ใหญ่พูด

 “ตามสบายครับอาจารย์  “ผมพูด

 เท่าที่ผมสังเกตครูในโรงเรียนจะมีครูเพียงสี่คน  จากเบื้องต้นที่ผมทราบ รอบๆบริเวณโรงเรียน จะเป็นหมู่บ้านของชาวเย้า ต้นไม้ในพื้นที่รอบๆโรงเรียนเขียวขจี จากโรงเรียนเข้าไป ในหมู่บ้านเป็นทางลาดชันไม่ถึงกับจะต้องใช้แรงเดินมากนัก บ้านที่ชาวเขาเผ่าเย้าอาศัย  ดูๆไม่ถึงกับจะขัดสนเหมือนที่ชนบทบางแห่ง การออกค่ายอาสาแทบทุกครั้ง  ผมจะต้อง  เป็นตัวหลักของฝ่ายอาจารย์  ส่วนใหญ่คนที่ผมจะชวนมาด้วย คือ อ.ก้าน  เนื่องจากเขามีความเข้าใจในธรรมชาติ ของนักศึกษา มากกว่าอาจารย์คนอื่นๆ 

   เมื่อผมกลับจากการได้ตกลงกัน กับอาจารย์ใหญ่แล้ว ผมกับนายฉุย จึงได้เตรียมวางแผนที่จะทำงานให้ดีที่สุด  การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ถือเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่จะเป็นการฝึกความเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกันเป็นทีม  ความมีน้ำใจ ความเสียสละ ผมกับนายฉุย และกรรมการชมรมต้องช่วยกันหารายได้ เพื่อจะได้มีทุนในการใช้ซื้อวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น  หิน ทราย สีและอื่นๆชมรมอาสาพัฒนาได้เงินอุดหนุนจากสโมสรนักศึกษา 1500 บาท   

 “เงินพันห้าร้อยบาท ผมตั้งใจว่าจะซื้อข้าวสารครับ อาจารย์ “ นายฉุยพูด

 “เอางี้ เรื่องข้าวสาร เดี๋ยวอาจารย์จะเป็นคนจัดการให้เอง “ผมพูด

 “อาจารย์จะทำไงครับ”  ฉุยถาม 

  “เอาเถอะน่าที่คณะพืช.เขาปลูกข้าวอยู่ที่ผ่านมา ข้าวในยุ้ง ข้างสนามบาส ที่เก็บเกี่ยวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ยังมีอยู่มากมาย เราขอข้าวเปลือกมาสี สักสามกระสอบ ก็ไม่มีปัญหา เดี๋ยวอาจารย์จะคุยกับอาจารย์ชูชาติ เอง  “ 

 “ส่วนกับข้าวที่จะใช้ในการออกค่ายฯ ผมยังหวั่นๆ ว่าจะต้องเก็บจากสมาชิกอีกคนละห้าสิบบาท “นายฉุยพูด 

 “เอาเถอะ เรื่องกับข้าว เดี๋ยวอาจารย์จะประสานกับสาขาวทอ. ขอพวกซอส เต้าเจี้ยว พริกแห้ง  น้ำผลไม้ให้  สำหรับไก่ ไข่ กับหมู  ทุกครั้งที่เราไปเข้าค่ายอาสา ก็ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากผู้บริหาร  ส่วนพวกผักอาจารย์ จะขอถั่วฝักยาว คะน้า แตงกวา มะเขือเทศ กับอาจารย์สาชาพืชฯให้เอง  “ผมพูด 

        การออกค่ายอาสา..จะประสบความสำเร็จ ได้ย่อมขึ้นอยู่กับประธานชมรม กรรมการ และสมาชิก ที่มีความสามัคคี มีน้ำใจ ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา จะต้องเป็นแรงผลักและจูงใจให้นักศึกษา กระตือรือร้น และทุ่มเทการทำงาน  ตลอดเวลาที่เป็นที่ปรึกษาให้ชมรมอาสา ผมไม่เคยทำให้นักศึกษาผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว เพราะโดยนิสัย    เมื่อจะทำอะไรแล้ว  ต้องทำให้ดี ทำให้สำเร็จ และทุกครั้งเมื่อเข้าไปประสานงาน ก็จะมีปัญหากับอาจารย์ที่ไม่เข้าใจการทำงานเสมอ

    ------------------------------------------------------------------------------------------

    ผมมีแผนที่จะหาทุนเพื่อใช้นำมาทำกิจกรรมสาม แนวทางคือ ทำหนังสือไปยังร้านค้าให้ช่วยสนับสนุนวัสดุหรือทุนทรัพย์ตามศรัทธา แนวทางที่สอง คือจัดขันโตกเพื่อจำหน่ายบัตรในราคาไม่แพงๆราคาบัตรเพียง50 บาท  แนวทางที่สามคือการจัดผ้าป่าค่ายอาสา ร่วมกับทางโรงเรียน ผนึกกำลังกันสองทาง คงได้เงินมาสมทบซื้อวัสดุเพื่อการพัฒนาได้

 งานที่ได้วางแผน ได้บรรลุวัตถุประสงค์ทุกอย่าง แม้จะเหน็ดเหนื่อยและเครียด งานทุกอย่างที่ทำ  ผมต้องใช้สติปัญญา ต้องร่างหนังสือให้แผนกสารบรรณพิมพ์ออกมา  ผมต้องใช้แรงกายแรงใจทุ่มเท ต้องเจอกับแรงกดดัน ทั้งภายในภายนอก  ผมสามารถทำงานได้ตามแผนที่กำหนดไว้ทุกอย่าง   ช่วงวันเดินทางจากสถาบัน  นักศึกษา ได้มารอขึ้นรถกัน ตั้งแต่บ่ายโมง ทุกคนดูจะตื่นเต้น และอยากสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่  วิทยาเขต มีรถสองคันคือรถบัส กับรถกระบะฮีโน่ แต่ผู้อำนวยการอนุญาตให้ใช้รถเพียงคันเดียว  แน่นอนว่าเราต้องเสียเวลากับการขนคน ขนของถึงสองเที่ยว  เที่ยวแรกเราให้คนลงรอ ที่สำนักงานประถมศึกษา ผมได้เขาไปพบกับหัวหน้างานประถมศึกษา

 “หัวหน้าครับ พอจะช่วยประสานงานหน่วยงานในพื้นที่ ติดต่อขอรถให้ไปส่งพวกเรา อีกทางหนึ่งได้มั้ยครับ  “

 “คงไม่น่าจะช่วยได้หรอกครับผมคิดว่า..อาจารย์เหมารถสองแถว จะสะดวกกว่า“ หัวหน้าสำนักงานประถมพูด

คำตอบที่ผมได้ยินจากปากผู้บริหารคนนั้น ทำให้ผมต้องนิ่ง และคิดว่า ใช่และถูกต้องที่สุด หากไม่เหมารถแล้ว พวกเราจะเคลื่อนตัวไปถึงโรงเรียนได้อย่างไร นี่คือคำตอบจากผู้บริหารระดับอำเภอ

“ฉุย.นายขี่รถมอเตอร์โซด์ไปที่หน้าตลาดที่มีคิวรถสองแถวจัดการเหมารถมาสักสองคัน เพื่อขนคนและสิ่งของเพื่อขึ้นไปโรงเรียนบ้านเลาฟา.  เร็วๆหน่อยนะ  นี่ก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว “ ผมบอกประธานชมรม  ด้วยอาการเครียด 

  “ครับอาจารย์  “

 การออกค่ายอาสาพัฒนาที่บ้านเลาฟา..ค่อนข้างยากลำบากกว่าทุกแห่งที่เคยไปมา แม้ก่อนหน้าจะเคยไปที่อำเภองาวที่หมู่บ้านชาวเขาก็ไม่ยากลำบากเหมือนที่บ้านเลาฟา ป็นเพราะความลาดชัน ที่รถของวิทยาเขต มีความแรงที่จะไต่เขาขึ้นไปได้บางช่วง จึงต้องให้คนลงจากรถ แล้วเดินแทน  ครั้งนี้เราต้องมีค่าใช้ จ่ายเพิ่มอีก แต่ก็ช่างมัน...เพื่อความรวดเร็ว และเพื่อประสิทธิภาพของงาน

    อากาศ เริ่มเย็น ดวงอาทิตย์ เริ่มลับขอบฟ้า  ต้นไผ่ ต้นกก   ที่อยู่ข้างทางไหวเอน ด้วยลมพัดเบาๆ   เสียงเฮฮา เสียงโห่ฮิ้ว ด้วยเพราะต้องคอยหลบกิ่งไม้  กิ่งไผ่ที่ยื่นใกล้ขอบถนนระหว่างทางพวกเขาดูสนุกสนานกัน ไม่มีใครสักคนที่วิตกกังวลเหมือนผมเลย กว่าจะเข้าไปถึงบริเวณโรงเรียนก็เกือบจะห้าโมงครึ่ง   .หลังจากรถจอดสนิทแล้ว  ผมลงไปหาบุคลากร ในโรงเรียน ไม่พบอาจารย์ใหญ่ แต่มีครูผู้ชายและครูผู้หญิงอีกคน มายืนคอยพวกเราพร้อมผู้ใหญ่บ้าน

  “ขอต้อนรับคณะอาจารย์ และนักศึกษาทุกคนครับ “ ครูผู้ชาย เอ่ยปากขึ้น

   ผมเดินเข้าไปทักทายเจ้าของพื้นที่ เขาได้แนะนำตนเอง และครูสุภาพสตรีอีกคนให้รู้จัก 

  “ผมชื่อครูสมศักดิ์ และนี่ครูวิไลวรรณ  ครับ “

 “ครับ ผมอาจารย์ … เป็นผู้ดูแล และผู้ประสานงาน การมาเข้าค่ายครับ ว่าแต่จะให้พวกนักศึกษาพัก ที่ตรงไหนครับ  “

   “โรงเรียนจัดไว้ให้สามห้องคือ ห้องป1- ป3  ครับ“ ครูสมศักดิ์ บอก

  “เราอยากจะใช้สถานที่ เพื่อทำการปรุงอาหารและหุงข้าวด้วย“ ผมพูด

  “อยู่ตรงนี้ครับ“เขาพูด และชี้ไป   

   “ตามสบายครับครู  เดี๋ยวผมจะแจ้งให้นศ. ทราบ “

                         .....................................................................................… 

    ผมเรียกประธานชมรมมาคุย..และนัดแนะให้เรียกประชุมสมาชิกชมรม ให้มาเข้าแถว เพื่อชี้แจง ให้ทุกคนทราบเรื่องที่พัก และกติกาการทำกิจกรรมในครั้งนี้  ว่าจะต้องมีระเบียบวินัยอย่างไร  การจัดแบ่งหมวดงาน   เวลาการกินข้าว การพักผ่อนฯลฯ 

 เสียงนกหวีดเรียกให้ทุกคนมาฟังคำชี้แจง ครู่ต่อมาทุกคนได้มาเข้าแถว จากนั้นผมได้บอกให้ทุกคนแบ่งกันเข้าห้องพัก เฉลี่ยห้องละ35 คน(ตามความสมัครใจ) และขอให้ทุกคนอยู่ในระเบียบชาวค่ายโดยเคร่งครัด   หลังจากชี้แจงเสร็จ นักศึกษา ได้แยกย้ายกันเข้าที่พัก ทั้งเอาสัมภาระที่เตรียมมาไว้ บริเวณหัวนอนครู่ต่อมา แผนกอาหาร ได้เข้าโรงครัวหุงหาอาหาร  หนึ่งชั่วโมงต่อมา ..อาหารก็เสร็จ   มื้อแรก คือไข่เจียวกับน้ำพริกกะปิพร้อมผักสดที่ได้จากสาขาพืชฯ

ทุกคนมากินข้าวโดยพร้อมเพรียงกันข้าวแฉะไปบ้าง แต่ทุกคนก็สามารถกินได้โดยไม่ปริปากบ่น

                                                     

                                                 ผู้บริหารใจบอด 2

     ช่วงกินข้าวมื้อแรก.ในโรงเรียนบ้านเลาฟาผมให้ฉุย ไปเชิญครูสมศักดิ์ และครูวิไลวรรณ มาร่วมกินกับพวกเรา   ผมให้แม่ครัว(นักศึกษาหญิง) จัดจานใส่กับข้าวน้ำพริก แยกเฉพาะให้ครูทั้งสอง  และผมก็มาร่วมกินด้วยกับพวกเขา เพื่อความเป็นกันเอง

 “อร่อยค่ะ นักศึกษา มีฝีมือเลิศเลยคะ “ครูวิไลวรรณ พูด

 “อ๋อ เขาเรียนแผนก วิทยาศาสตร์การอาหารและหลายๆ คนก็มีพื้นฐาน เคยช่วยแม่ขายอาหารในเวียง ที่กาดอัศวินมาก่อนครับ “ผมพูด

 “ดีจริงๆ ครับอาจารย์ ที่ให้นักศึกษามาสัมผัสกับชนบทที่ไกลเมือง สถานที่สามแห่งที่อำเภอแจ้ห่ม ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะมีใครจะมาช่วยพัฒนาเลย “ ครูสมศักดิ์พูดทำนองน้อยใจ ที่คนภายนอกมองพื้นที่นี้ไกลปืนเที่ยง

“จริงๆแล้ว ผมกับนายฉุย  ตั้งใจจะมาทั้งสามแห่งเลย แต่ปีแรกขอมาที่บ้านเลาฟาเพื่อชิมลางก่อน “  ผมตอบเขา

 “ดูนักศึกษา เขาสนุกมากกับการได้มาออกค่ายอาสานะ สมัยผมเรียนวิทยาลัยครู อยากจะออกค่าย แต่ไม่มีชมรมจัดแบบนี้ “ครูสมศักดิ์ พูด

 “ว่าแต่ครูใหญ่ .ติดธุระหรือครับครูสมศักดิ์  “ ผมถาม

 “เขาก็เป็นคนแบบนี้..แหละครับ  มีกิจกรรมอะไรๆ ก็โยนให้ลูกน้องรับหน้าแทนตลอด” ครูสมศักดิ์พูด

 “แทนที่เขาเป็นผู้บริหารจะมารับหน้าที่ให้การตอนรับพวกเราแต่นี่กับให้ครูทั้งสองคนมาต้อนรับแทน “  ผมพูด

 “ผมคงพูดอะไรไม่ได้  ไปมากกว่านี้แล้ว เพราะมันไม่ดีต่อตนเอง “อาจารย์สมศักดิ์พูด

 “ผมเห็นเขาเพียงแว๊บเดียว ก็พอจะมองออกว่าอาจารย์ใหญ่ เป็นคนมีนิสัยอย่างไร “ ผมพูด 

 “อาจารย์ ใหญ่  เป็นคนมีฐานะดี เขาไม่ได้มีความสุขกับการอยู่ที่โรงเรียนนี้..หน้าที่หลัก คืองานบริหาร  ไม่ต้องสอนอะไรบางสัปดาห์ แทบไม่มาเลย ”  ครูสมศักดิ์ พูด

 “แล้วเขาไปไหนเหรอครับ “ ผมถาม

 “ไม่ทราบเหมือนกัน ครับ  “

 “แล้วครูวิไลวรรณ  เดินทางมาสอนหนังสือ  อย่างไรครับเนี่ยะ ..” ผมถามครูสุภาพสตรี 

 “อ้อ ดิฉันเป็นคนจังหวัดพะเยา ต้องเช่าบ้านที่ตัวเมือง หากจำเป็นจริงๆ จึงจะมานอนค้างที่บ้านพักครู ค่ะ  “

 “กล้าอยู่คนเดียวเหรอครับ “   ผมถามเธอ

 “ก็จำเป็นล่ะค่ะ ส่วนใหญ่ จะชวนเด็กนักเรียน มาอยู่เป็นเพื่อนสองสามคน “

 “แล้วครูสมศักดิ์..ล่ะครับ  “ ผมถาม

 “ผมพักในเวียงครับ สามวันถึงจะกลับบ้านสักครั้ง  “

 “หน้าฝนไม่ลำบาก แย่เลยเหรอครับ “

 “หน้าฝน ก็พักที่โรงเรียน  ก็ดูที่สภาพอากาศด้วย  “

   การพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ทราบถึง...เรื่องความเป็นอยู่ ความยากลำบากของครูที่มาสอนในถิ่นทุรกันดาร  ผมเข้าใจว่าครูที่สอบบรรจุ เพื่อมาเป็นครูสอนหนังสือ  ส่วนใหญ่คงไม่มีใครอยากจะมาบรรจุในที่ไกลตัวเมือง ชีวิตที่หักเหของคนบางคน ที่ถูกบรรจุในที่ไกลเมือง ย่อมตกอยู่ในสภาวะจำยอม  จนกลายเป็นความเคยชินไปในที่สุด ดังที่ครูสมศักดิ์  ได้เล่าให้ผมฟังว่า

 “ผมเริ่มบรรจุครั้งแรกที่โรงเรียนแห่งนี้ เป็นแห่งแรก อาจารย์ใหญ่ มาบรรจุหลังผม แต่เขามีวุฒิ ปริญญา เขาจึงได้เป็นผู้บังคับบัญชาผม ผมกับเขาทำงานที่นี่ด้วยกันมาสามปีแล้ว พูดได้ว่าตลอดเวลาที่เราได้ทำงานร่วมกัน   เขาแทบจะไม่ค่อยได้อยู่ในโรงเรียนเลย “

  “อ้าว  แล้วเขาไปไหน ล่ะ “

  “ในตัวจังหวัด ที่สำนักประถมศึกษาจังหวัด และบ่อยครั้งเขาก็ไปขลุกที่ หัวหน้าประถมฯ อำเภอ  เพื่อวิ่งเต้น การขอย้ายที่ทำงานให้ใกล้ตัวเมืองที่สุด “

 “ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่ายังมีครูแบบนี้ ในสังคมบ้านเรา “

  “มิใช่มีแต่ อาจารย์ ของที่นี่ หรอกนะอาจารย์ ครูใหญ่คนอื่นๆ ที่อยุู่บนดอยไกลกว่านี้  ก็วิ่งเต้นเหมือนเขาน่ะแหละ”ครูสมศักดิ์ บอก

วันแรก.ในโต๊ะอาหาร  ที่เราเอาโต๊ะนักเรียนมาใช้วางกับข้าว พร้อมได้สนทนากับครูทั้งสองดูเหมือนครูวิไลวรรณ  ไม่ค่อยจะได้แสดงความเห็น อะไรมากนัก ส่วนมาก นานๆครั้งเธอจึงจะพูดออกมา 

ครูวิไลวรรณ เป็นครูโสด ไม่สวย แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร  ดูเธอ จะเป็นคนทำงานมากกว่าพูด หลังจบมื้ออาหารนี้แล้ว เธอก็มาช่วยจัดการแนะนำให้นักศึกษาแผนกครัว จัดเก็บอุปกรณ์ไว้ในตู้กับข้าวของโรงเรียน เพื่อป้องกันแมวสุนัข ภายนอกโรงเรียนจะเข้ามาคุ้ยและกิน 

 คืนแรก..หลังจากผมเรียกหัวหน้าหมวดงาน พูดคุยเสร็จ ..ก็ให้ทุกคนพักผ่อน ..และบอกให้แม่ครัวจะต้องตื่นขึ้นตีสี่ เพื่อหุงนึ่งข้าวก่อน กว่าผมจะได้นอนก็เกือบสองยาม ก่อนนอน..ก็แวะดูความเรียบร้อย ตามห้องต่างๆ  และแน่นอนว่า มีนักศึกษาบางกลุ่มที่รักสนุก จะเอากีต้าร์ มาดีด ร้องเพลง   ก็ได้ขอความร่วมมือให้เขาพักผ่อน  ผมม่อยหลับลงด้วยความอ่อนเพลีย 

  ไม่เคยเลยสักครั้ง..ที่ผมจะแยกตัวไปนอน ในที่สุขสบาย ที่ทางหมู่บ้านหรือ โรงเรียน จัดให้ นักศึกษาที่เป็นแม่ครัวห้าคน ได้เข้าพักในบ้านพักครูที่ว่าง ..ยามเช้า..ประมาณ สี่นาฬิกา เมื่อไก่ขัน อากาศที่ค่อนข้างเย็น ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาหาเสื้อแขนยาวใส่   จากนั้นจึงเดินมาที่โรงครัว. เห็นศิริลักษณ์ กับนงนุช พร้อมเพื่อนๆ ลุกขึ้นมาจุดไฟจากเตาแก็ส  เพื่อต้มน้ำร้อนชงกาแฟดื่มกัน  

   น่าชื่นชมที่เขามีความรับผิดชอบดี (ผมคิด )

  “เยี่ยมเลย .อาจารย์ ตั้งใจจะไปเรียกพวกเราอยู่พอดี  “ ผมพูดกับนักศึกษา ที่เป็นแม่งาน การหุงหาหาอาหาร ตลอดการออกค่าย

  “อาจารย์ ก็ตื่นเช้า เหมือนกันนะคะ  “ ศิริลักษณ์ พูด

 “ความเคยชินน่ะ  “ ผมตอบ

   ครู่ต่อมา นักศึกษาก็ดำเนินการหุงข้าวสวยและทำกับข้าว  ..เช้านี้พวกเขา ทำไข่พะโล้ กับทำแกงเผ็ด  ประมาณ 6 โมงเช้าทุกคนก็ค่อยๆตื่นปฎิบัติกิจของตน ชำระล้างหน้าตา แปรงฟัน   บางคนบางกลุ่มก็เดินสำรวจบริเวณหมู่บ้าน...    วันนี้...สายๆ อาจารย์ก้าน กับอาจารย์กิ่งกาญจน์   จะมาสมทบอีก ผมเดินออกไปสำรวจหมู่บ้าน  เห็นป้ายที่เขียนด้วยลายมือว่า“บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน” จึงแวะเข้าไป ทักทาย ขณะที่เขากำลังนั่งดื่มน้ำชากับ เพื่อนบ้าน  เราทำความรู้จัก และคุยกันสักครู่..ก่อนจะกลับเข้ามาในโรงเรียน  ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีอายุไม่เกิน30ปี ก็ได้พูดและกำชับกับผมว่า  ช่วงเย็นๆ ก่อนจะมีการเล่นรอบกองไฟ ให้แวะไปหาเขาที่บ้าน ด้วย ผมได้ตกคำรับปากไปว่าพร้อม และยินดี

    ช่วง7 โมงเช้า 12.00 และ17.30 น คือช่วงเวลา ที่เรากำหนดให้ทุกคนต้องกินข้าว  และ ทุกๆ เช้า ช่วง 8.00 น เราต้องมาเชิญธงชาติ และร้องเพลงชาติ พร้อมสวดมนต์ และพูดคุยการแบ่งงาน และความรับผิดชอบในการทำงาน   เวลา8.30 น เป็นต้นไป ทุกคนก็เริ่มเข้าปฎิบัติงาน ครูสมศักดิ์ และครูวิไลวรรณ มายืนสังเกตการณ์ และมาคอยให้กำลังใจพวกเรา.ผมยังไม่เห็นท่าทีว่าผู้บริหารโรงเรียนจะเข้ามาในโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะมีครูที่เอาใจใส่กับพวกเราอยู่แล้ว ภาพโดยรวมในการทำงาน ที่ผมเข้าไปดู และให้กำลังใจ  ทั้งช่วยทำ และแนะนำ เป็นไปด้วยความราบรื่น ประมาณ 10.00 น อ.ก้านกับอาจารย์กิ่งกาญจน์ ก็มาถึง พร้อมวัสดุก่อสร้าง ที่ได้รับมาเพิ่มจากร้านสามพี่น้อง (ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในเวียง) 

 หลังเสร็จงาน ทุกคนก็ล้างเครื่องมือและจัดเก็บเข้าที่ เย็นนี้ เราจะจัดให้มีกิจกรรมแค๊มไฟ ผู้ใหญ่บ้านได้ประชาสัมพันธ์ ให้ลูกบ้านมาชมด้วย   อาจารย์สมศักดิ์ ได้กรุณาเตรียมจัดหาฟืนและไม้ มาให้พวกเรา  ผมแวะไปหาผู้ใหญ่บ้านชนเผ่าเย้าที่บ้านมุงหญ้าคา 

    “ผู้ใหญ่ อยู่มั้ย  “ ผมตะโกนร้องเรียกหาเขา

  “อยู่ นี่ครับ เชิญขึ้นมาข้างบนเลยครับ “เขาตอบ  พลางเดินมาที่ชานหน้าบ้านเพื่อรอรับแขก

  “อากาศเย็นเหมือนกันนะ บนดอย “ ผมพูด 

   “โอย .นี่ธรรมดานะ กลางเดือนนี้ จนถึงเดือนมกราคม  หนาวกว่านี้เย๊อะ เลยนะครับ“ ผู้ใหญ่บ้านพูด ด้วยสำเนียงแปลกแปล่งผมก้าวเดินขึ้นบันได อย่างระมัดระวัง 

 “เข้ามาที่นี่เลยครับ อาจารย์ .ผม เตรียมทำกับข้าวไว้แล้ว มีผัดผักปวยเหล็ง และกับข้าวของชนเผ่าที่ผมไม่รู้จักชื่อ “ผู้ใหญ่บ้านบอก

  ผู้ใหญ่เดินนำพามาในครัว ที่มีเตาไฟ วางบนพื้น  ที่ข้างๆฝาของโรงครัว มีเขม่าควันไฟ สีดำติดข้างฝาเป็นสีเทาดำ ด้านบนของโรงครัว มีเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ แขวนให้เขม่าอบเพื่อถนอมรักษาอาหารไม่ให้เสีย  นอกจากนั้นยังเห็นฝักข้าวโพด ห้อยต่องแต่ง พร้อมกับเมล็ดพันธ์พืชอื่นๆ อีกหลายชนิด แขวน เพื่อเก็บรกษา ไว้รอปลูกในฤดูกาลต่อไป

   “อาจารย์นั่งเลยครับ  .ลองชิมเหล้าข้าวโพด ที่ผมทำ ว่าจะมีรสชาติดีแต่ไหน”

  “ครับ”  ผมตอบสั้น พลางนั่งลงบนขอนไม้ ภายในโรงครัว    ผู้ใหญ่บ้านเดินไปยกไหเหล้า ที่เขาหมัก มาวางตรงโต๊ะเล็กๆ  ซึ่งเขาได้วางผัดผักโป้ยเหล็งอยู่ก่อนหน้าแล้ว เขาค่อยบรรจงเทเหล้า ลงในกระบอกไม้ที่ทำขึ้นเองแบบเรียบง่าย แล้วส่งมาให้ผมทดลองดื่ม

  “ลองเหล้าข้าวโพด ดูครับ  ว่าแต่อาจารย์เคยลองกินมาก่อนหรือยัง “

 “เคยครับ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งคนเพชรบูรณ์  เคยเอามาฝากให้ลองชิม โอ ดีกรี มันแรงมากเลยแหละครับ  “

 “ลองชิมของผมทำดูสิ. ว่าจะแรง.มั้ย ““

 “ครับ  งั้นผมจะลองชิมเลยนะ“ ผมยกเหล้าจากกระบอกไม้เล็กๆ  เข้าปากอย่างพิถีพิถัน  ..ครู่ต่อมาผมต้องเปล่งเสียงออกมา

 “คื่อ.ๆๆ”  “โอ ..โห แรงชะมัดเลย ผู้ใหญ่ ไม่เกินห้ารอบผมคงเมาแน่” ผมพูด

“กินกับแกล้มด้วย ครับ  “  ผู้ใหญ่พูด

    แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าผมกับเขาเพิ่งรู้จักกัน เมื่อช่วงเช้านี้.กลับมาสนิทสนมกัน  .เสมือนเคยคบหากันมาก่อน  บรรยากาศ ดูอบอุ่น  ภริยาผู้ใหญ่ นั่งห่างๆได้แต่มองและฟังเราคุยกัน  ผมนั่งกินเหล้าได้สักครู่ ผู้ใหญ่ก็ชวนกินข้าว ซึ่งเป็นข้าวไร่ที่นิ่มเป็นยาง รสชาติอร่อยพร้อมตบเหล้าตามเพื่อเจริญอาหาร

  “ผมจะต้องขอตัว.ไปดูนักศึกษา เตรียมงานเล่นลอบกองไฟก่อนนะ  ผู้ใหญ่ “

  “ครับ  คืนนี้ผมจะให้ชาวบ้านเอาเหล้าข้าวโพด ไปฝากนักศึกษาด้วย  “

 “ขอบคุณครับ  อย่าให้มากเลย นะครับ  ผมกลัวพวกเขาจะกินจนเมา จะเสียงานเสียการ  “

 “ครับสอง สามแกลลอนเอง คงไม่เมาหรอก 

     ผมขอตัวกลับเข้ามาในโรงเรียน  นักศึกษากินข้าวมื้อค่ำกันแล้ว.หลายๆคน หลายๆกลุ่ม พากันเดินไปยังลำธารเพื่ออาบน้ำและเตรียมชุดการแสดง ตามหน้าที่กลุ่มงาน 

  ที่สนามหน้าเสาธง นักศึกษา เริ่มก่อไฟ.เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดค่าย อย่างเป็นทางการ ทุกคนคาดหวังว่าคืนนี้..อาจารย์ใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ จะได้มาเป็นประธานเปิดงาน                          

                                            

                                     ผู้บริหารใจบอด 3

     กองไฟที่จุดขึ้น ช่วยทำให้บรรยากาศ ในโรงเรียน เสมือนเป็นโรงมหรสพ ชั่วคราว  ชาวบ้านชนเผ่า ได้ทยอยกันเดินมา จากบ้านของเขา  ทุกคนมายืน ตามจุดต่างๆ ที่พวกเรา กำลังจะทำกิจกรรมนันทนาการของ ชาวค่าย  หลังจากที่ตัวแทนนักศึกษาเคาะระฆัง เพื่อเป็นสัญญาณเรียก ให้ทุกคนไปนั่งล้อมรอบกองไฟ เพื่อแสดง.ให้กันและกันชม   . .

  เวลาใกล้จะทุ่มแล้ว ลูกไฟที่แตกจากกองฟืน เป็นสะเก็ดสีแดง สีส้ม  ลอยละล่อง.. สวยงาม  พวกเราที่นั่งรายล้อมกองไฟ  .นั่งรอประธาน ที่จะมากล่าวเปิดงาน ในครั้งนี้   พวกเรายังมีความหวังว่า  วันนี้อาจารย์ใหญ่ คงน่าจะเดินทางมา.. เพื่อคั่นเวลา ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย   นักร้องและนักดนตรี ของชาวค่าย  จึงไปยืนร้องและเล่น  ใกล้กองไฟ  จน15 นาทีผ่านไป ผมจึงไปบอกกับประธานชมรม

 ฉุย เราคงไม่ต้องรออาจารย์ใหญ่แล้วล่ะ  วันนี้คง ให้ อ ก้าน ทำหน้าที่เป็นประธานเปิดค่ายเลย ดีกว่า  “ ผมกระซิบบอก

 “ครับ  “ นายฉุยตอบ

        จริงๆ แล้ว ตอนที่อ.ก้าน เดินทางมาถึงช่วงสายๆ ผมได้พูดเกริ่น เพื่อแจ้งให้ อ.ก้าน ได้ทราบล่วงหน้าแล้ว หากอาจารย์ใหญ่ยังไม่มา ขอให้รับหน้าที่เป็นคนเปิดงานชมรมพร้อมกล่าวให้โอวาท  ผมนำโทรโข่ง ที่ยืมจากแผนกกีฬา  เดินไปกลางลาน

      “ณ เวลานี้  ..เป็นโอกาสที่ดี  ที่เราจะดำเนินการเปิดค่ายอาสา อย่างเป็นทางการผมจึงใคร่ขอเชิญอ.ก้าน ในฐานะผู้อาวุโส มาให้โอวาทและเปิดค่ายอาสาพัฒนาชนบทครับ“ ผมทำหน้าที่พิธีกร ชั่วคราว    

   อ.ก้านค่อยๆเดินจากมุม ใกล้ศาลาพระพุทธรูป  เขาสวมชุดคลุมกันหนาวยาวถึงเท้าลายสก๊อต (ตัวเก่ง) ที่สวมใส่ประจำในช่วงฤดูหนาว   ผมยื่นโทรโข่งให้ จากนั้นเขารับมาพูด ให้โอวาทและทำพิธีเปิดชาวค่าย  จากนั้น นักศึกษาจึงทำการแสดง

  “อาจารย์ นี่เหล้าข้าวโพด ที่ผมขอจากชาวบ้าน มา..  คนละนิดละหน่อย   เพื่อนำมาให้นักศึกษา ครับ  “ ผู้ใหญ่บ้านพูด

 “ขอบคุณมากครับผู้ใหญ่ คงจะให้เขากินเหล้าได้ ช่วงเลิกเล่นกองไฟแล้ว  วันนี้คงอนุโลมให้พวกเขาดื่มแต่จะไม่ให้  เกินห้าทุ่ม ครับ” 

  นอกจากพวกเราแสดงแล้วมีเด็กนักเรียนสาววัยรุ่น ได้เตรียมชุดการแสดง ให้พวกเราชมอีกสองชุด เพื่อบรรยา กาศในการมีส่วนร่วม แบบกันเองผมจึงให้ตัวแทนนักศึกษาได้ให้เด็ก มาร่วมสนุก(เล่นเกมส์ ) เพื่อแจกรางวัลให้   

   “พี่ขออาสาสมัคร จากน้องๆซัก 6 คน นะรอบนี้ เป็นผู้ชายก่อนนะ ใครชนะมีรางวัลให้ด้วย"พี่ท่ี่เป็นตัวแทนพูด

  หลังจากประกาศออกไปมีเด็กๆที่เป็นลูกหลานที่เรียนในโรงเรียนเลาฟา ได้อาสามาเล่นเกมส์ เมื่อเขามายืนต่อหน้าพี่ๆแล้ว

   “พี่จะแจกกระดาษทิชชู ให้น้องคนละม้วน จากนี้ไป ให้น้องไปเลือกคู่ที่เป็นชาวค่าย "   พี่ชาวค่ายพูด

     เด็กๆ  ต่างเดินไปหารุ่นพี่ แล้วมายืนรอ เพื่อฟังคำสั่งตามกติกาที่จะถูกสั่งให้ปฎิบัติ 

   “น้องๆที่ได้คู่แล้วให้รอคำสั่ง ทีพี่เป่านกหวีด ทุกๆคนจะต้องใช้ทิชชู พันรอบตัวพี่คนที่เป็นคู่ของตนเองให้เร็วที่สุด ใครพันรอบตัวจนกระดาษหมดก่อนคือผู้ชนะเลิศ ทุกคนเข้าใจกติกามั้ย “พี่ชาวค่ายพูด

  เด็กๆ  ทุกคน เข้าใจกติกาแล้ว ก็เริ่มแข่งขัน   หลังจากได้ผู้ชนะ ก็สลับให้ เด็กผู้หญิงได้เล่นเกมส์ ดังนี้เช่นกัน    ทั้งคนเล่น คนชมต่างสนุกสนาน และเชียร์กัน เต็มที่   จนได้เวลาปิดแค๊มไฟ.. .เราจึงสลายตัว เพื่อพักผ่อน  ใครจะดื่มเหล้า ก็อนุญาตให้ดื่มได้  แต่ให้งดใช้เสียงที่จะสร้างความรำคาญให้เพื่อนๆ  ห้าทุ่ม คือเวลาที่เราให้พีกผ่อนหลับนอน

  “ผมขอเชิญอาจารย์ทั้งสอง เข้าไปที่บ้านผมนะครับ “ ผู้ใหญ่บ้าน  เชิญผมกับอาจารย์ก้าน

     จังหวะเดียวกัน นั้นผมและทุกคน ได้เห็นแสงไฟจากรถยนต์ ที่กำลังจะเข้ามาภายในโรงเรียน 

  “อ้อ รถอาจารย์ใหญ่ นั่นเอง  “ผู้ใหญ่บ้าน พูด

  “ไหนๆอาจารย์ใหญ่ มาแล้ว เราชวนเขาไปนั่งคุย ที่บ้านผู้ใหญ่เลย ดีมั้ย"  อ.ก้านพูด

   “ผู้ใหญ่ชวนดีกว่านะ  “ ผมพูด

   “ครับ”  ผู้ใหญ่บ้านตอบ 

    รถยนต์  เข้าไปจอดที่ข้าง ใต้ต้นมะม่วง อาจารย์ใหญ่ ลงจากรถ จังหวะเดียวกันกับที่ผู้ใหญ่ เดินย้อนกลับมา เพื่อจะมาเชิญ ให้อาจารย์ใหญ่ไปนั่งดื่มเหล้า ที่บ้านเขา

   “ อาจารย์ใหญ่..ผมขอเชิญไปนั่งดื่ม..เหล้ากับอาจารย์ จากสถาบันเกษตร ด้วยกัน  ตอนนี้เขายืนรอ พวกเรา ตรงปากทางเข้าหมูบ้าน “

   “ได้สิ  . อ้อ ผมซื้อกับแกล้มเข้ามาด้วย  เป็นไก่ย่าง ลาบเมือง รอผมแป๊บนึงนะ “อาจารย์ใหญ่พูด  จากนั้นเขาได้มาหยิบเอา กับแกล้มพร้อม สุราในรถยนต์

   “ผมช่วยหิ้วให้ครับ ครู  “ ผู้ใหญ่บ้านพูด

       .                   ..........................................................................… 

   ที่บ้านผู้ใหญ่ ภายในโรงครัว  ที่มีไฟฟ้า จากไฟหลอดกลม ส่องลงบนพื้น     สมาชิกที่จะมานั่งดื่ม มีเพียงสี่คน  คือผม  ผู้ใหญ่บ้าน อ.ก้านและอาจารย์ใหญ่..

   “ผมต้องขอโทษ อาจาร์ทั้งสองคนด้วย ที่เพิ่งมาถึง ผมติดภาระงานศพแม่ของเพื่อนครับ” อาจารย์ใหญ่ออกตัว

   “นี่อาจารย์ก้านครับ เป็นอาจารย์ สอนก่อนผมสี่ปีครับ เป็นคนลำปาง “ ผมพูดแนะนำให้รู้จัก

  “ผมซื้อเหล้านอก มาสามแบน พร้อมโซดา พร้อมกับแกล้ม  อาจารย์ใหญ่พูด

   “พวกเราดื่มเหล้า รี..กันดีกว่านะ มันไม่บาดคอ  “ อาจารย์ใหญ่พูด

   “ผมขอดื่มเหล้าข้าวโพดนะ  อาจารย์ใหญ่กับ อ.ก้าน  ดื่มรีเจนซี่กันเถอะ. พอดี ผมคิดว่าจะลองเมาเหล้าดอยให้เข็ดสักครั้ง “ ผมพูด

   การนั่งดื่มเหล้า..ได้เริ่มขึ้น ..กับแกล้ม ที่ซื้อมาแม้จะเย็น  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี .จากการเริ่มต้นพูดคุย ในช่วงแรก ๆ  ก็ได้พูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป  เมื่อเหล้าดื่มไปได้สักสี่ห้าแก้ว  การพูดคุย ก็เจาะลึก ถึงเรื่องราวส่วนตัว  และบางเรื่อง ที่ไม่ได้ถามก็จะได้รับทราบ

 “ผมมาอยู่ที่โรงเรียนนี้เพราะ ไม่มีตำแหน่งบริหารใกล้เมือง จำต้องมาอยู่สักระยะๆก่อน“อาจารย์ใหญ่ พูด

  “จริงๆอยู่ชนบทแบบนี้ ผมว่าดีนะ ผมชอบออก “อ.ก้านพูด

  “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า น่ะ  ผมว่า “อาจารย์ใหญ่พูด

  “ผมก็ชอบอยู่แบบนี้นะ  ผมว่ามันเงียบสงบดี  ไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องชิงดีชิงเด่น อะไร“ ผมเสริม อ..ก้าน

  “หากผมอยู่ในป่าในดอยแบบนี้ ผมคงมีความสุขมากที่สุดเลย พอเย็นเลิกงาน  ผมคงได้สะพายปืนแก็ป ออกไปยิงนก ยิงไก่ป่า เก้ง หมูป่า“อ..ก้านพูด

   “นี่ผม กำลังวิ่งเต้นและต่อรอง กับผู้บังคับบัญชา เพื่อขอย้ายโรงเรียนอยู่ครับ  “อาจารย์ใหญ่พูด

  “มีความหวังแค่ไหน  “ อ ก้าน ถาม 

  “มีครับ..ต้องแข่งกับเพื่อนร่วมอาชีพด้วย แต่ผมไม่หนักใจ “เขาตอบ อย่างมั่นใจ   

    ขณะที่นั่งคุยเกี่ยวกับเรื่องการวิ่งเต้น ซื้อขาย การโยกย้าย สถานที่เพื่อบริหาร    แม้ผมจะไม่ชื่นชอบวิธีการของเขาเลย  แต่ก็คงทำตัวเนียน  เพื่อไม่ให้เขาต้องระแวดระวังการพูดการจา  พยายามนั่งฟังอย่างเงียบๆ  และบางครั้ง..ทำเป็นใคร่อยากรู้ ถึงความสามารถของเขา

  “อาจารย์ใหญ่ นี่ เยี่ยมจริงๆเลย ครับ“ ผมแสร้งพูด ชื่นชม และแอบดูพฤติกรรมเขา

   ดูเขาจะชื่นชอบคำชมเชยดังกล่าว

 “เพื่อนผม.ที่ทำงานกศน .ก็วิ่งเต้น ย้ายจาก เถินมาอยู่อำเภอเมือง เขาเสียเงินด้วยหลักเกณฑ์  ด้วยระยะทางใกล้ไกล “อ.ก้าน พูดขึ้นลอยๆ 

“หน่วยงานของผม..  ก็มีความคล้ายคลึงกับ ของกศน .อันนี้ผมไม่ทราบเรื่องภายในของเขา  จึงไม่ขอก้าวล่วง “   อาจารย์ใหญ่ พูด

  “ผมสนใจเทคนิค และวิธีการเข้าหาผู้ใหญ่ ของอาจารย์ใหญ่ อ่ะครับ “ ผมพูด

  “ไม่ยากอะไรหรอก     ในระยะแรกคือผมเข้าหาภริยาหัวหน้า ในระดับจังหวัดก่อน เพื่อปูทางเข้าหานาย ระดับจังหวัด ให้ได้ “  เขาบอกขั้นตอน

   “เป็นไงบ้าง ช่วงแรก  “ ผมถาม

    “แรกๆ  ก็ขวยเขิน ที่จะต้องพยายามหาทางเข้าหา   ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี  ผมเห็นมีของป่าที่ชาวบ้านหามาได้  เลยเที่ยวหาซื้อไปฝากให้นายหญิง ทำกับข้าวกิน  “อาจารย์ใหญ่พูด

   “ใช่ จริงด้วยใครๆ ก็ชอบของฟรี. ของแปลก นี่คือสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ .ลำดับต้นๆ เมื่อภริยานายเปิดไฟเขียว เราก็เข้าพบนายผู้ชายเลย  ”อ.ก้านพูดเสริม

   “ผมใช้วลาเป็นเดือนๆ นะ ครับกว่า จะให้ภริยาของนายไว้วางใจ  พอช่วงหลัง... วันหยุด ผมก็อาสาไปช่วย โดยจะให้นักการของผมมาช่วยงานที่บ้านที่สวนของท่าน “อาจารย์ใหญ่ พูด

  “ แหง..ล่ะสิ  มุกตื้นๆ ใครๆ เขา ก็ทำกัน   “ (ผมคิด ในใจ)

   “นานๆ  เข้า ก็ได้มีโอกาส ได้กินข้าวที่บ้านนาย  และมีโอกาสได้คุยกับท่าน   ท่านเลยถามความประสงค์ว่า ต้องการจะให้ช่วยเหลืออะไร  “อาจารย์ใหญ่ พูด

  “นายคนนี้ เป็นคนที่ไหน เหรอ  “ อ.ก้านถาม 

  “คนเมือง นี่แหละครับ ..  “อาจารย์ ใหญ่พูด

    ในวงสนทนาชะงักไปชั่วครู่เนื่องจากมีผู้ช่วยผู้ใหญ่ เข้ามาสมทบ อีกคน 

   “สรุปมีค่าใช้จ่ายใดๆ หรือไม่  “อ.ก้าน  ถาม

    “เห็นรุ่นพี่เคยวิ่งเต้นกัน เขาคิดด้วยระยะทางครับ" อาจารย์ใหญ่พูด

    “อ้าว..แล้ว พื้นที่ ของอาจารย์ใหญ่ เป็นพื้นที่ลำบากอยู่บนดอย ย้ายไปในในเวียง มิหมดเงิน ไปเป็นแสนเหรอ  “  ผมถาม

  “  หลายแสนอยู่ครับ แต่ผมว่ามันก็คุ้มอยู่นะ “อาจารย์ใหญ่พูด 

    “จริงๆ ถ้าผมเป็นอาจารย์ใหญ่  ผมคิดว่าผมคงไม่วิ่งเต้นไปไหนหรอก “อ.ก้าน พูด

   “คนเราคิดไม่เหมือนกัน..ครับ “อาจารย์ใหญ่พูด

    จากที่สังเกต..อากัปกิริยาของอาจารย์ใหญ่ ดูเขาจะเป็นคนดื่มน้อย  .แต่หนักไปทางกินกับแกล้มเสียมากกว่า ผมกับอาจารย์ก้าน คงมองออกว่าครูคนนี้ ไม่มีน้ำอดน้ำทนสักเท่าไหร่   .

  “อีกนานมั้ย..จึงจะได้รับการอนุมัติ   “  อก้านถาม

  “เทอมหน้า  เรื่องคงเรียบร้อย   ผมคงไม่ต้องเทียวไปเทียวมาบนดอยอีกแล้ว   “อาจารย์ใหญ่ตอบ

   “แล้วไม่นึกสงสารครู ที่เคยอยู่ร่วมทุกข์ ร่วมสุขด้วยกันเหรอ “ ผมถาม

   “อัตตาหิ อัตตาโนนาโถครับ  “ อาจารย์ใหญ่ตอบ  “

               -----------------------------------------------------------------------------

           ตราบที่ส่วนราชการ ยังให้อำนาจ ผู้บังคับบัญชา สามารถออกคำสั่งให้โยกย้ายข้าราชการได้ ย่อมมีการซื้อขายตำแหน่ง..   ในวงการ ข้าราชการไทย ปฎิเสธไม่ได้ว่า  ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังมีการซื้อขายวิ่งเต้น ซื้อตำแหน่งกัน   และไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป    ตราบใดที่ยังมี ผู้ที่กระหายในลาภยศและตำแหน่งหน้าที่ (บางคน) จึงต้องมีการแสวงหา และวิ่งเต้นด้วยวิธีการต่างๆ  

                           ขลุ่ย  บ้านข่อย  ( ๖ สิงหาคม  ๒๕๖๕)

       

 

 

 

 

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 ส.ค. 65 / 16:16


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×