คัดลอกลิงก์เเล้ว

Sword Art √R {Dark Conspiracy} Part 1:[Power]

โดย Kyouma

นี่คือเรื่องราวในอีกโลกหนึ่ง 'โลกคู่ขนาน' ที่ดำเนินเรื่องแตกต่างไปจากต้นฉบับหลัก 'โนชิซาว่า เอย์จิ' เด็กหนุ่มผู้ทุกข์ทรมาณจากการสูญเสียคนสำคัญเมื่อ 1 ปีก่อน ได้เริ่มแผนการอะไรบางอย่างขึ้น...

ยอดวิวรวม

121

ยอดวิวเดือนนี้

24

ยอดวิวรวม


121

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.ค. 62 / 22:44 น.
นิยาย Sword Art √R {Dark Conspiracy} Part 1:[Power] Sword Art √R {Dark Conspiracy} Part 1:[Power] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
*นี่คือช่วงสาธยายไปเรื่อยของผู้แต่ง ใครอยากอ่านเนื้อหานิยายอย่างเดียวก็เลื่อนผ่านไปได้เลยครับ ไม่ว่ากัน*

คุยกันเล็กน้อย(มั้งนะ)
    สวัสดีครับผม Kyouma(เคียวมะ) ครับ! เชื่อว่าใครๆก็คงไม่รู้จักผมแน่นอน 555 เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ได้มาโพสนิยายที่ตัวเองแต่ง ลงเว็บให้คนอื่นอ่านแบบนี้ บอกตามตรงว่าใช้เวลาทำใจนานมาก...(ปกติแต่งให้เพื่อนสนิทอ่านอย่างเดียว)
   ถ้าว่ากันตามจริงผมเคยลงนิยายในเว็บนี้อยู่ครั้งสองครั้งเมื่อเกือบ 7-8 ปีก่อน ซึ่งนานมาก และผลที่ได้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า (สำนวนแย่ การเขียนไม่ดี คำผิดบาน เนื้อเรื่องห่วย บลาๆ...) นั่นทำให้ผมรามือและขยาดการเขียนในเว็บไปนานโขเลย แล้วหันไปเขียนให้เพื่อนใกล้ตัวอ่านแทน ที่มาโผล่ในเว็บนี้อีกรอบก็เหมือนมาหวนคืนสู่สนามเพื่อทดสอบว่าตัวเองพัฒนาไปมากกว่าเมื่อครั้งก่อนแค่ไหน (เท่าที่ดูมันก็ไม่ค่อยต่างจากครั้งก่อนเท่าไรนะ 555)
   เอาล่ะ,พูดเรื่องตัวเองมาเยอะแหละเข้าเรื่องนิยาย Fanfiction เรื่องนี้กันดีกว่า!


พูดถึงนิยายเรื่องนี้
     สำหรับ Sword Art √R (อ่านว่า รูท-อาร์) นี้ก็จะเป็นผลงานแนว Fan-Fiction ซึ่งผมดัดแปลงมาจากอนิเมะชื่อดังที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Sword Art Online  ดังนั้น,มันจึงเป็นนิยายที่ค่อนข้างเจาะจงเฉพาะกลุ่ม และไม่เป็นมิตรกับนักอ่านที่ไม่รู้จักหรือติดตามเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้ (แต่ผมก็เชื่อว่าคนที่กดมาเกือบ 90% คงจะรู้จักกันอยู่แล้วล่ะ) ถ้าให้พูดตรงๆเกี่ยวกับการ์ตูนต้นฉบับอย่าง SAO สำหรับผมมันเป็นการ์ตูนที่ผม 'ทั้งรักทั้งเกลียด' ในเวลาเดียวกัน โดยความรู้สึกนี้มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่3 ของภาคแรกเป็นต้นมาและดำเนินมาเรื่อยๆ หลายสิ่งหลายอย่างในเรื่องผมค่อนข้างชอบแต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ขัดใจผมอยู่ ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา(พูดง่ายๆก็คือ ต้นฉบับไม่ถูกใจ เลยเขียนเองซะเลย 555) และแน่นอนว่าเซ็ตติ้งมันคือโลกคู่ขนานจากต้นฉบับ ฉะนั้นหลายๆสิ่งจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างแน่นอนครับ!
   
    โดยที่มาของคำว่า  √R ที่มาแทนที่คำว่า Online นั่นเกิดจากการเล่นคำพ้องเสียงระหว่าง √ (รูท) ที่เป็นสัญลักษณ์รากทางคณิตศาสตร์ กับคำว่า Route (รูท) ที่แปลว่าเส้นทาง  ส่วนตัวอักษร R นั้นย่อมาจากคำว่า Real ที่แปลว่า จริง ซึ่งในที่นี่มาจาก Reailty หรือชีวิตจริง นั่นเอง  ดังนั้นคอนเซปต์ Sword Art √R ชองผมจะเน้นเนื้อหาในโลกแห่งความจริงมากกว่าโลกเสมือน สำหรับใครที่คาดหวังจะได้เห็นโลก VR ก็คงต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ คุณอาจจะไม่ค่อยได้เห็นมันสักเท่าไรนะ
  
  ที่จริงยังมีอีกหลายเรื่องแต่ว่าตอนนี้มันยังคงไม่ค่อยสำคัญเท่าไรดังนั้นจะขอพูดถึงส่วนสุดท้ายอย่างชื่อภาค Dark Conspiracy
      ต้องบอกก่อนว่า Sword Art √R ความจริงแล้วมีแผนจะทำเป็นเรื่องยาวเหมือนนิยายเรื่องอื่นๆ แต่ด้วยความที่ผมมีนิสัยเขียนนิยายช้าและมักจะดองผลงาน (เชื่อไหมว่าผมเขียน part นี้ partเดียวผมใช้เวลาเป็นเดือนๆอะ ในขณะคนอื่นๆเขาเขียนกันแค่ไม่กี่สัปดาห์เอง) ผมจึงตัดสินใจลองเขียน 'ภาคลองเชิง' ดูก่อนว่าจะไปรอดจนจบไหม ซึ่งนั่นก็คือ Dark Conspiracy ที่เปรียบเสมือนภาค Spin-off หรือภาคแยกจากภาคหลักจริงๆ ซึ่งจะโฟกัสไปที่ตัวละครอย่าง 'เอย์จิ' คู่ปรับคนสำคัญของคิริโตะใน the movie ของ Sword art online ต้นฉบับ
    
เป็นตัวละครที่หลายคนเกลียด(แต่ผมชอบนะ)
   
    โดยตามที่คาดไว้จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 part ทยอยออกมาเรื่อยๆ(แต่จะมาเมื่อไรหรือมาจริงไหมนั้นอีกเรื่อง) และแน่นอนว่า part แรกก็คือ นิยายนี้ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่นั่นเอง ซึ่งมาในชื่อ part ว่า Power(พลัง) ครับ 


{จบการสาธยายของผมแล้ว เชิญผู้อ่านทัศนาผลงาน(ที่ใช้เวลาเขียนโคตรนาน)ของผมได้เลยครับ!}
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล.ถ้าใครอ่านแล้วคอมเม้นต์ให้กำลังใจกับผมด้วยก็จะดีมากๆครับ (เผื่อจะทำให้ผมเขียน part 2 ได้ไวขึ้น 555)
ปล2. สำนวนการเขียนของผมอาจไม่ดีสักเท่าไร(และน่าจะมีคำผิดอยู่นิดหน่อย) ถ้ายังไงก็ขอคำแนะนำ ติชมด้วยก็ดีนะครับ(เผื่อจะได้เอาไปปรับปรุงในงานเขียนครั้งถัดไป)
ปล3.นิยายpartนี้ค่อนข้างยาว ถ้าทำให้ลำบากในการอ่านยังไงก็ขออภัยด้วย คิดเห็นให้ปรับปรุงยังไง ก็ลองคอมเม้นต์มาได้นะครับ (เขียนใน word ล่อไป 112 หน้า 555)

   

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ก.ค. 62 / 22:44


 สถานที่หนึ่งใจกลางกรุงโตเกียว,ญี่ปุ่น

  ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ถึงยังงั้นมันก็ไม่ได้เงียบสงบลงสักนิด ผู้คนต่างเดินไปมากันอย่างแน่นขนัด รถราต่างสัญจรไปมาจนคับคั้ง แสงไฟจากร้านค้า ตึกรามบ้านช่องต่างๆส่องสว่างเจิดจ้าหลากสีจนทำเอาลายตา ไหนจะเสียงพูดคุยผสานกับเสียงฝีเท้านับร้อยดังขึ้นอย่างมั่วซัวป่นกันทั่วทุกที่ทางราวกับเสียงหึ่งของผึ้งที่บินออกจากรัง ทำให้เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาแบบหงุดหงิดอยู่นิดหน่อย

     เขา พึ่งเดินขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี้เอง ก่อนจะมายืนมองทิวทัศน์ของเมืองที่ปรากฎตัวตรงหน้าอยู่แปปหนึ่ง ถึงเขาจะไม่มีรสนิยมเรื่องความสวยความงามอะไรสักเท่าไร แต่แสงสีสภาพแวดล้อมในเมืองแห่งนี้ก็ดึงดูดอดที่จะเหลือบตาเชยชมเสียไม่ได้

    แต่ว่าจะมามัวเออระเหยแบบนี้ก็ไม่ได้

   เขามีภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องไปทำอยู่

   เด็กหนุ่มกระชับฮู้ดที่คลุมศีรษะของตนเอาไว้ ขณะเอามือซุกในกระเป๋ากางเกง พร้อมเดินเข้าไปในกระแสของผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง และราวกับอ่านใจเขาออก เสียงดนตรีก็เริ่มเล่นขึ้นมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เขาสวมอยู่บริเวณใบหู <อ็อกม่า[Augma]>

    เสียงเพลงที่เขาคุ้นเคยมากที่สุด

    เสียงร้องที่เคยดังออกจากปากของเธอเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

    จนถึงวันนี้ก็ไม่เคยลืม

    เธอ ที่ร้องเพลง,หัวเราะ,ยิ้ม และมอบกำลังใจให้เขาเสมอมา

   เขาผู้เป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้ที่ไม่มีใครแยแส

   แต่เพราะเสียงเพลงของเธอ ทำให้เขาลุกขึ้นสู้และยิ้มได้อีกครั้ง

    เสียงที่ไพเราะ งดงามและเต็มเปี่ยมด้วยความหวังอันแรงกล้า

   เสียงนั้น

   (นี่เอย์จิคุง…)

   (อะไรเหรอ?)

   (ให้ฉันร้องเพลงให้เธอฟังหน่อยจะได้ไหม?)

  (ได้อยู่แล้วล่ะ,เพลงใหม่อีกสินะ)

  (อืมเป็นเพลงที่ฉันพึ่งแต่งขึ้นมาเองล่ะ มันชื่อว่า…)

  จังหวะนั้นเองท่วงทำนองเพลงก็ค่อยๆเริ่มขึ้น และเสียงร้องเพลงอันแสนคุ้นเคยดังเข้ามาในโสตประสาท แม้นจะอยู่ท่ามกลางเสียงผู้คนมากมายเพียงใด มันก็ยังได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ทุกเสียงร้องที่กลั่นออกมาจากเธอ ขับกล่อมเขาให้จิตใจสงบลงอีกครั้ง ใช่แล้ว,นี่คือเสียงนั้น เสียงที่เขาโหยหาและอยากได้ยินออกมาจากปากของเธออีกสักครั้ง เสียงของบทเพลงที่เธอเคยร้องให้เขารับฟัง มันมีชื่อว่า

‘Smile for you(รอยยิ้มแด่เธอ)’

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Sword Art R

~{Dark Conspiracy}~

Part 1:[Power]

   พลัง,อำนาจหรือความแข็งแกร่ง ไม่ใช่ทุกอย่าง

   ใช่,ก็อาจจะจริงที่ว่ามันไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ว่ามันก็เป็นในเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง โลกที่เขาเคยประสบมาเมื่อ 1 ปีก่อนนั้นสอนเขาในเรื่องนี้ดี ตราบใดที่ไร้ซึ่งพลัง,อำนาจ หรือมีแต่ความอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็จะถูกเหยียบย่ำไม่ต่างจากมดปลวก ท้ายที่สุดก็จะถูกเมินเฉยราวกับไร้ตัวตน เป็นได้แค่อากาศธาตุที่ไม่มีค่าให้ถูกจดจำจนรกสมอง ต่อให้ตายหรือหายไปจากโลกก็ไม่มีใครนึกเฉลี่ยวใจขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครจำได้เลยไม่ถูกนึกถึงยังไงล่ะ

    เหมือนกับฉันแล้วก็ยูนะ

     ผิดกับคนที่แข็งแกร่งหรือมีอำนาจ เจ้าพวกนั้นไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่คนร่ำร้องสรรเสริญ มีคนปรบมือและส่งเสียงเชียร์ เจ้าพวกนั้นก็ไม่ต่างจากคนอื่นเอาแต่สนแค่เรื่องของตนเองไม่ก็คนที่มีระดับเท่าๆกัน พวกมดปลวกอ่อนแอไม่มีทางอยู่ในสายตาของคนพวกนั้นหรอก

     นักดาบสีดำ

     ประกายแสง

     ฟุรินคะซัง

   ได้ยินชื่อพวกนี้ทีไร ก็รู้สึกเดือดดาลจนหน้าร้อนผ่าวไปหมด เพราะเจ้าพวกนั้นเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกมันยูนะถึงได้

  ปึ๊บ! ปึ๊บ!

  “เอ๊ะ!?”

  เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยจนออกจากห้วงพะวังความคิด ก่อนจะค่อยๆแหงนศีรษะขึ้นมาจากพื้น เบื้องหน้าของเขาคือรั้วตะแกรงเหล็กที่กั้นเส้นทางเอาไว้ มันไล่ยาวปิดมิดชิดตั้งแต่อาคารทางซ้ายยันมาทางอาคารทางขวาแน่นอนว่าความสูงของมันเลยสูงกว่าตัวเขาไปเกือบเท่าหนึ่ง แถมไม่มีรูหรือช่องว่างให้แทรกตัวผ่านไปได้สักนิด ด้านหลังของซี่กรงเผยให้เห็นโรงงานปริศนาขนาดใหญ่เป็นเงาดำทะมึนตั้งตระหง่านไว้อยู่ ไม่มีแสงไฟหรือแสงสว่างโผล่มาจากที่นั้นเลยสักนิดเดียว

    เด็กหนุ่มค่อยๆเลื่อนฮู้ดลงเผยให้เห็นผมสีเขียวเทา ที่ใบหูข้างซ้ายของเขายังสวมเจ้าอุปกรณ์ที่ชื่อ อ็อกม่านั้นอยู่ มันมีลักษณะคล้ายหูฟังที่ครอบใบหูเอาไว้และมีส่วนยื่นพาดไปบริเวณหลังศีรษะกับอีกส่วนที่ยื่นพาดมาบริเวณใต้ตาซ้าย นี่คือสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคที่ผสานเทคโนโลยีเสมือนจริงเข้ากับโลกความจริงไว้ด้วยกัน

    เทคโนโลยีนี้ถูกเรียกว่า AR ( Augmented Reality)

   เป็นการนำออฟเจ็กต์วัตถุต่างๆในโลกเสมือนที่ไม่มีอยู่จริงให้มาซ้อนทับอยู่ในโลกแห่งความจริง ถึงจะฟังดูเหลือเชื่อแต่ด้วยความสามารถของเจ้าอ็อกม่านี่ก็ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้

   อันที่จริงเจ้าเครื่องอ็อกม่านี้เปิดตัวมาเมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้วหรือก็คือเดือนธันวาคมปี 2024 หนึ่งเดือนหลังจากที่ออกมาจากนรกแห่งนั้นได้ แต่ถึงแบบนั้นเจ้าเครื่องนี้ก็มีกำหนดผลิตและวางจำหน่ายในอีกตั้งหลายเดือนหลังจากนี้ ที่เขาสวมอยู่เป็นเครื่องรุ่นพิเศษที่ออกแบบมา    โดยเฉพาะ ด้วยฝีมือของ ดร.ชิเกมุระ ผู้คิดค้นเจ้าเครื่องนี้เองกับมือ แน่นอนว่าแค่สีที่ออกแนวม่วงดำก็เห็นได้ชัดแล้วว่ามันโดดเด่นและพิเศษมากแค่ไหน ไม่นับฟีเจอร์ระบบต่างๆที่ถูกเพิ่มเข้ามาโดยเฉพาะในเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้แค่ชิ้นเดียวอีก ทำให้มันพิเศษกว่าอ็อกม่าอันอื่นๆ            ที่กำลังจะวางจำหน่ายไปไหนๆชื่อของเจ้านี้คือ

[Augma Beyond]

 เด็กหนุ่มทำการเปิดแอฟพลิเคชั่นหนึ่งโดยการกลอกตาอย่างรวดเร็ว มันคือฟังก์ชั่นในการต่อสายคุยโทรศัพท์กับผู้อื่น เป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นหนึ่งที่อ็อกม่าทั่วไปสามารถใช้งานได้

   “ฮัลโหล

    เสียงที่ฟังดูสูงวัยดังโต้ตอบกลับมาหาเขาหลังต่อสายได้ไม่นาน แน่นอนว่าเด็กหนุ่มพอได้ยินก็มั่นใจได้ทันทีว่าตัวเองโทรมาถูกต้องแล้ว

   “นี่ผมเองนะครับ,ด็อกเตอร์

   “โอ้เอย์จิคุงเองเหรอ?” เสียงปลายสายฟังดูแปลกใจนิดหน่อย “โทษทีนะพอดีฉันไม่ได้ดูเบอร์ที่โทรเข้ามานะ แล้วนี่เธอโทรมาแบบนี้แสดงว่า…”

   “ใช่ครับ” เอย์จิพยักหน้ารับอย่างลืมตัว “ผมมาถึงแล้ว

   “อ่า,เข้าใจล่ะ” น้ำเสียงของด็อกเตอร์ฟังดูเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นชัด “งั้นแสดงว่าเธอต้องการทำการทดสอบนี้ให้ได้จริงๆสินะ

   “ครับ,ตามนั้นแหละ

   “ถ้าเธอตัดสินใจแบบนั้น ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ” ชายแก่ที่ปลายสายพูดอย่างหนักอกหนักใจ “แต่เธอรู้ใช่รึเปล่าว่ามันอันตรายแค่ไหน ถ้าเธอพลาดขึ้นมาละก็มันจะเลยไปสู่จุดที่เธอย้อนกลับมาไม่ได้อีกนะ สมองของเธอจะ-”

   “ผมทราบดีครับ…” เขาตอบรับอย่างช้าๆด้วยถ้อยคำที่หนักแน่น “แต่ว่าผมนะ…”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

   (อย่าไปนะ,ยูนะข้างนอกนั้นมันอันตรายแค่ไหนเธอก็รู้นิถ้าเธอออกไปล่ะก็เธอจะ-)

   (ฉันรู้จ๊ะรู้ดีอยู่แล้วล่ะว่าข้างนอกนั้นมันอันตรายแค่ไหน  แต่ว่าที่ข้างนอกนั้นก็ยังมีผู้คนที่ต่อสู้เพื่อพวกเราทุกคนอยู่ ฉันอยากจะช่วยเป็นกำลังให้กับพวกเขา แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี…)

    (ฉันนะ…)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  ไม่อยากที่จะหนี อีกต่อไปแล้วล่ะครับ

  ด็อกเตอร์ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ตอบกลับมาทันที เพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยเริ่มพูดต่อ

   “เข้าใจแล้ว,อย่าฝืนมากเกินไปล่ะ หลังจากนี้ฉันคงติดต่อไปหาเธอไม่ได้เพราะสัญญาณแถวนั้นมันไม่ค่อยดี ดังนั้น,ถ้าไม่ไหวล่ะก็ รีบถอนตัวออกมาให้เร็วที่สุดเลยนะ

   “ทราบแล้วครับ

   “ดีมาก,ขอให้โชคดีนะ

  สิ้นเสียงนั้นสายก็ถูกตัดไปพร้อมเสียง ตรู๊ดๆ ยาวๆ เอย์จิถอนหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วหันกลับไปสอดสายตาดูสภาพแวดล้อมด้านหลัง ซึ่งเป็นถนนสายย่อยที่แตกมาจากถนนสายหลักอีกทีหนึ่ง ตอนแรกก็กังวลว่าจะมีรถผ่านมาใช้ถนนสายนี้บ้างรึเปล่าแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาใช้ถนนเส้นเปลี่ยวๆแห่งนี้เลยสักนิด ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะแถวนี้ไม่มีบ้านเรือนเนื่องจากมันเป็นเขตโรงงานร้างที่ปัจจุบันไม่มีใครใช้งานแล้ว แน่นอนว่าไม่มีคนเข้าออก ขนาดคนเฝ้ายามสักคนสองคนก็ไม่มี แสงไฟที่ช่วยให้เห็นสภาพรอบๆก็คือแสงจากเสาไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ริมถนนเท่านั้น ในมุมมองของเอย์จิก็ถือว่าเปลี่ยวจนน่าขนลุกอยู่เหมือนกัน ถ้าจะมีโจรหรือพวกแก๊งมาเฟียธุรกิจมืดปรากฎตัวขึ้นมาแถวนี้ก็ไม่น่าจะใช้เรื่องแปลกเลย  ซึ่งเขาก็ถามด็อกเตอร์ชิเกมุระอยู่ก่อนที่จะมายังที่นี่แล้ว ซึ่งเขาก็รับประกันว่าจะไม่มีอะไรแบบนั้นแน่ๆ

    แต่เพื่อความมั่นใจลองตรวจสอบดูหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนินะ เด็กหนุ่มกลอกตาเปลี่ยนแอฟพลิเคชั่นของอ็อกม่าอย่างรวดเร็วแล้วจึงเปิดการทำงานทันที

     [Infared Termo Scan:ON]

   ฉับพลันนั้นสีของสภาพแวดล้อมต่างๆก็เปลี่ยนไป เนื่อบจากเขาได้ให้อ็อกม่าเปลี่ยนระบบเป็นการตรวจจับความร้อนอินฟาเรดแทน ทุกอย่างโดยรอบมืดยิ่งขึ้นกว่าเดิมแต่จุดที่มีหลอดไฟก็สว่างจ้าเป็นคลื่นสีแดง แน่นอนว่าตัวของเอย์จิเองก็มีคลื่นความร้อนแผ่ออกมาเช่นกัน ที่เหลือก็แค่หาคลื่นความร้อนที่มีลักษณะคล้ายๆกับคนก็เท่านั้นเด็กหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆอยู่ 2-3 หนก็ไม่เห็นอะไรที่มีรูปร่างใกล้เคียงแบบที่ว่านั้นเลยสักอย่าง

    ดูเหมือนจะไม่มีจริงๆด้วยสินะ

   อย่างนี้ก็ทำให้อะไรต่อมิอะไรง่ายขึ้นเป็นกองเลย เพราะนั่นหมายความว่า

   เขาสามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่เท่าที่ใจอยากยังไงล่ะ

   นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งละมั้งที่ด็อกเตอร์เลือกสถานที่ทดสอบระบบ เป็นที่เงียบสงบและห่างไกลจากสายตาของผู้คนแบบนี้ ก็ต้องขอบคุณเขาล่ะนะ

    “เอาล่ะ,อันดับแรกก็ต้องหาวิธีเข้าไปให้ได้ก่อน

    เอย์จิยกเลิกการใช้ระบบสแกนอินฟราเรดแล้วเปลี่ยนเป็นโหมดจำลองการเคลื่อนที่แทน มันจะทำการคำนวณและวางแผนการเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดออกมาให้เห็นเพื่อที่ผู้ใช้งานจะสามารถเคลื่อนที่ตามได้ แน่นอนว่าเจ้าฟังก์ชั่นนี้มีแค่ในอ็อกม่าของเขาเท่านั้น ในกรณีนี้คือการใช้มันคำนวณวิธีข้ามรั้วเหล็กสูงนี่ โชคดีหน่อยที่มันไม่มีลวดหนามติดไว้ข้างบนไม่งั้นคงต้องหันไปปีนตึกข้างๆเอาแทนแน่ๆ แบบนั้นคงเหนื่อยกว่านี้เยอะเลย

    แต่ถึงอ็อกม่าจะคำนวณเส้นทางให้ก็จริง แต่ผู้ใช้งานก็ต้องมีความสามารถ,พละกำลังและทักษะที่มากอยู่พอควรในการจะทำอะไรแบบนั้นได้ แน่นอนว่าในโลกเสมือนจริงใครๆก็คงทำกันได้ แต่น่าเสียดายที่นี่คือ โลกแห่งความจริง ดังนั้นความแข็งแกร่งจอมปลอมทั้งหลายเหล่านั้นจึงไม่สามารถใช้กับที่นี่ได้ มีแค่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงจากการฝึกฝนตนเองเท่านั้นที่จะสำแดงออกมา ความแข็งแกร่งที่เกิดมาจากตัวเราจริงๆ ไม่ได้กำหนดจากค่าตัวเลขหรือระบบที่ผู้สร้างสร้างขึ้นมา นี่ต่างหากที่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริง

    ตึ๊ด!

   ดูเหมือนระบบจะคำนวณเสร็จสิ้นแล้ว เอย์จิกลอกตามองตามโฮโลแกรมรูปคนโปรงใสที่รูปร่างเหมือนเขา มันออกวิ่งจากจุดที่เขาอยู่ไปยังกำแพงของอาคารอิฐด้านซ้ายที่ติดกับรั้วก่อนจะวิ่งไต่ขึ้นกำแพงไปเล็กน้อยแล้วจึงหันกลับออกมา ก่อนจะใช้เท้ายันกำแพงอิฐกระโดดเฉียงกลับมาคว้าด้านบนของรั้วเหล็กนั้นเอาไว้แล้วจึงปีนข้ามไป

    หึง่ายกว่าที่คิดไว้อีกแหะ

  เด็กหนุ่มอมยิ้มอย่างนึกสนุก ถือเป็นการซ้อมออกแรงก่อนลงสนามจริงก็แล้วกัน เอย์จิสูดหายใจลึกๆก่อนย่อตัวตั้งท่าแล้วดีดส้นเท้าวิ่งพุ่งตรงไปที่อาคารอิฐก่อนจะเริ่มทำตามโฮโลแกรมนั้นแบบเป๊ะๆ พอเขาไต่ขึ้นมาได้ระยะก็หมุนตัวแล้วใช้เท้าดันกระโดดไปคว้าขอบบนของรั้วเอาไว้ แน่นอนว่ามันสำเร็จตามแผนอย่างง่ายดาย

  เขาค่อยๆเอาเท้าพาดข้ามรั้วนั้นแล้วปล่อยมือ ก่อนจะโดดลงพื้นเสียงดัง ตุบแล้วจึงใช้มือปัดเศษฝุ่นที่ติดมาจากรั้วและกำแพงอิฐเมื่อครู่ หลังจากนั้นจึงสอดสายตาดูสภาพรอบๆอีกครั้ง มันยังมืดจนมองอะไรไม่เห็นอยู่ดี ไม่มีแสงไฟอะไรสักอย่าง ถึงจะเห็นเสาโคมไฟตั้งอยู่แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ถูกเปิดใช้งานมาได้พักใหญ่ๆแล้วด้วย เอาเถอะตรงนี้ไม่ใช่ที่เขาจะทำการทดสอบอยู่แล้ว จุดหมายของเขาอยู่ในตัวโกดังของโรงงานที่ตั้งลึกเข้าไปนั่นต่างหาก

    ด้วยความมืดที่ทำให้มองอะไรได้ไม่ถนัด เอย์จิตัดสินใจเปิดโหมดมองเห็นในที่มืดหรือ [Nightvision] ขึ้นมา มีเสียงวืดเหมือนเสียงเปิดเครื่องยนต์ก่อนที่วิสัยทัศน์ของเด็กหนุ่มจะกลายเป็นสีเขียวทั้งหมด แน่นอนว่ามันทำให้เขามองเห็นอะไรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เอาล่ะ,ที่เหลือก็แค่เข้าไปข้างใน

  เขาคิดขึ้นมาในใจแล้วจึงเริ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปในส่วนลึกของโรงงานแห่งนี้

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

   “ดูเหมือนจะเป็นที่นี่สินะ…”

   เด็กหนุ่มค่อยๆผ่อนฝีเท้าลงแล้วจึงหยุดก่อนจะมองไปรอบๆ

   ตอนนี้ผ่านมาได้เกือบ 10 นาทีหลังจากที่เขาโดดข้ามรั้วตรงทางเข้านั้นมา สถานที่แห่งนี้มันใหญ่กว่าที่คิดไว้เสียอีก แม้จะมีระบบนำทางมาถึงที่หมายก็เถอะ ยังไงก็ต้องใช้เวลามากอยู่ดี

   ที่ที่เขายืนอยู่คือส่วนของโกดังเก็บของ มันเป็นที่ที่มีตู้คอนเทเนอร์วางเรียงรายซ้อนกันเต็มไปหมด ดูจากสนิมและฝุ่นเหมือนจะถูกทิ้งไว้ตรงนี้ได้พักใหญ่ๆแล้ว ถึงยังงั้นจุดที่เอย์จิยืนกลับเป็นส่วนลานโล่งกว้างๆที่มีตู้คอนเทเนอร์เรียงรายล้อมรอบเป็นเสมือนกำแพงกั้นของสนามประลอง ด้านข้างฝั่งหนึ่งเป็นส่วนที่ติดกับทะเล เห็นได้ชัดว่านอกจากจะใช้บริเวณนี้เป็นที่เก็บของแล้ว ยังใช้เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าอีกด้วย และด้วยเหตุนั้นเองทำให้ที่นี่มีเสาไฟที่มีแสงสว่างไว้อยู่เพื่อให้เรือที่บังเอิญขับผ่านมาได้เห็นนั้นเอง

     เด็กหนุ่มที่กดปิดระบบมองในที่มืดไปตั้งแต่ตอนเดินมาถึงที่นี่ ก็ตัดสินใจกวาดสายตาไปยังแอพลิเคชั่นอีกอันหนึ่งที่เขาติดตั้งเอาไว้ มันเป็นโลโก้ตัวอักษร OS แบบพิมพ์ใหญ่รูปร่างประหลาด

    ชื่อเต็มๆของแอพลิเคชั่นนั้นก็คือ ‘Ordinal Scale’

   Ordinal Scale หรือที่เรียกย่อๆว่า OS คือชื่อของเกมแนว AR แบบ MMORPG (เกมสวมบทบาทแบบผู้เล่นจำนวนมาก)ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการใช้งานด้วยอ็อกม่ามาโดยเฉพาะ แน่นอนว่าตัวเกมมีการประกาศเปิดตัวพร้อมกับการประกาศของเจ้าเครื่องอ็อกม่านี่ และมีแผนจะวางจำหน่ายพร้อมกันกับวันแรกที่เครื่องอ็อกม่าเปิดขายด้วย แน่นอนว่าผู้คิดค้นเกมนี้ขึ้นมาก็คือ ดร.ชิเกมุระ เช่นเดิม

    โดยใช้ข้อมูลจาก ‘ปราสาทลอยฟ้า’ แห่งนั้นเป็นพื้นฐานในการสร้างเกม Ordinal Scale นี้ขึ้นมา

   ตอนที่รู้ว่าเกมนี้ถูกสร้างโดยมีต้นแบบมาจากโลกพรรค์นั้น ก็แทบไม่อยากจะมองมันเลยด้วยซ้ำ แต่ว่า,ด้วยโลกเกมที่ผนวกความเป็นจริงและความเสมือนเข้าไว้ด้วยกันแห่งนี้แหละที่เขาจะได้แสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์ ให้พวกมันได้รู้ว่า ‘ไอ้ขี้แพ้แห่งโลก VR’ ที่ต่างดูถูกเหยียบย้ำกันนักหนา แท้ที่จริงแล้วในโลกแห่งความจริงนั้นแข็งแกร่งมากสักแค่ไหนกัน

    แต่ว่า,เหนือสิ่งอื่นใด เหตุผลที่เขายอมหยิบดาบและต่อสู้อีกครั้ง ก็เพื่อเติมเต็มคำสัญญานั้น เขาจะต้องพา ‘เธอ’ กลับมาให้ได้!

   เธอผู้เป็นดั่งแสงสว่างที่ชี้นำทางให้กับเขา

   เธอผู้เปรียบเสมือนนางฟ้าที่ร่ำร้องบทเพลงอันอ่อนโยนที่ชโลมจิตใจอันบอบช้ำ

   เธอผู้มองเห็นคุณค่าของไอ้ขี้แพ้ที่ไม่มีใครเหลียวแล

   ไม่ว่าจะยังไงโชคชะตาที่พระเจ้าประทานให้กับเธอในวันนั้น เขาจะไม่มีวันยอมรับมันเด็ดขาด ไม่มีวัน

   “ยูนะ…” เอย์จิเอ่ยชื่อของเธอคนนั้นออกมาอย่างแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบสงัดในโกดังร้างเปล่าเปลี่ยว ไร้ผู้คนแห่งนี้ แต่ทว่า

   ฉับพลันนั้นก็มีเสียงใครคนหนึ่งตอบกลับมา

   “เอ๋?,เห็นฉันด้วยเหรอเนี่ยนึกว่าหลบได้ดีแล้วซะอีกนะ~”

   “!?”

   เด็กหนุ่มรีบหันควับไปในทิศทางต้นของต้นเสียงทันที เบื้องหน้าของเขา คือหญิงสาวที่ดูมีอายุไล่เลี่ยกับเขา เธอไว้ผมยาวสีขาวถึงเอว มีถักเปียเล็กน้อยบริเวณปลายผมด้านหน้าทางซ้านและหลังใบหูขวา ดวงตาของเธอเป็นสีแดงสดใสดูผิดธรรมชาติ เหนือใบหูติดอุปกรณ์บางอย่างเป็นรูปทรงกลมสีแดงขาวห้อยด้วยริ้บบิ้นสีเลือดหมูราวกับกิ๊บติดผมขนาดใหญ่เอาไว้  เธอสวมชุดเดรสกระโปรงสั้น โทนสีดำชมพูม่วง บริเวณเหนือหน้าอกติดริ้บบิ้นสีเข้ากับชุดเอาไว้ ขาสวมถุงน่องครอบมาจนเกือบถึงเอวมันเป็นถุงน่องที่มีสั้นสูงเป็นรองเท้าในตัวอีกด้วย ที่มือนั้นสวมถุงมือแบบเปิดนิ้วซึ่งเชื่อมพาดแขนมาเป็นส่วนเดียวกับตัวเสื้อเดรส บริเวณข้อมือมีปลอกแขนสีแดงใส่เอาไว้อยู่ การแต่งตัวที่ดูแปลกประหลาดกับดวงตาและสีผมที่ดูไม่เป็นธรรมชาตินี้บ่งบอกชัดเจนว่า

     เธอไม่ใช่มนุษย์

    แต่เป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของ ดร.ชิเกมุระ ปัจจุบันหล่อนกำลังอาศัยอยู่ในโลกแห่งความจริง ผ่านระบบAR ของ อ็อกม่าอยู่ แต่ถึงจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ กระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของเธอลดน้อยลงเลย ทั้งแก้มใสที่มีเครื่องสำอางอ่อนๆโปะไว้ ดวงตาสีแดงประกาย ผมสีเงินประกาย หรือรอยยิ้มบางๆนั้น ไม่ว่าใครมองก็ต้องหลงใหลกับรูปลักษณ์ของเธอแน่ๆ

   แต่ไม่ใช่สำหรับเอย์จิ

   ทุกๆคร่าที่เขาสบตากับผู้หญิงคนนี้ เขาจะรู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมาทุกครั้ง ความเสียใจและภาพความทรงจำอันเลวร้ายจะกลับเข้ามาในหัวตลอด ภาพรอยยิ้มในวินาทีสุดท้ายของเธอที่มอบให้กับเขาในตอนนั้น กับรอยยิ้มที่ผู้หญิงตรงหน้าส่งออกมามันช่างเหมือนกันซะจริงๆ

    ราวกับฝาแฝด

   ก็แหง่สิต้นแบบของ AI ตนนี้ก็คือลูกสาวของดร.ชิเกมุระที่เสียชีวิตไปเมื่อ 1 ปีก่อน ยูนะ’ เด็กสาวผู้ชื่นชอบและรักในเสียงดนตรี ที่เป็นเพื่อนสนิทกับเขาตั้งแต่เล็ก ค่อยอยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอด แม้กระทั่งใน ‘โลก’ แห่งนั้นเธอก็ไม่เคยทอดทิ้งเขา อีกทั้งยังยอมอุทิศใช้เสียงเพลงของตนเพื่อสร้างความสุขและกำลังใจแก่ผู้เล่นคนอื่นๆอีกมากมาย

    ถึงยังงั้นเธอก็ไม่เคยได้รับรางวัลอะไรตอบแทนจากการกระทำเหล่านั้น ไม่ได้เงิน ไม่ได้ค่าประสบการณ์ ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น แม้จะเป็นแบบนั้น เธอก็ยังคงทำเช่นนี้อยู่เรื่อยมา

   (รอยยิ้มและคำขอบคุณคือทั้งหมดที่ฉันต้องการค่ะขอแค่ทุกคนที่ได้ฟังเพลงของฉัน มีความสุขและได้กำลังใจกลับไป นั้นก็คือ รางวัลที่ดีที่สุดสำหรับฉันแล้วค่ะ!)

    นี่คือสิ่งที่เธอบอกแก่ผู้ชมเสมอๆหลังการแสดงดนตรีของตนเองเสร็จสิ้นลง เธอเอยออกมาพร้อมรอยยิ้มจากก้นบึ้งแห่งจิตใจและโบกมือหรือโค้งศีรษะขอบคุณให้ผู้ชมทุกๆคน นั้นคือภาพที่อิจิเห็นบ่อยจนจำได้ขึ้นใจ

    แต่ว่า,ท้ายที่สุด

    เธอก็ตายแล้วก็ถูกลืม

   ไม่ต่างไปจากเขา ไอ้ขี้แพ้ นอลติลัส’…

  “นี่เป็นอะไรไปนะ?” เอไอสาวที่เดินเอามือไผล่หลังมาหาเขาเมื่อครู่เลิกคิ้วเอียงคอทำหน้าฉงน “ทำไมทำหน้ายังงั้นล่ะมีอะไรรึเปล่า?”

  “เปล่าสักหน่อย” เอย์จิรีบส่ายศีรษะ ดูเหมือนว่าอารมณ์จากสิ่งที่เขาคิดมาเมื่อครู่จะแสดงออกมาทางสีหน้ามากเกินไปแล้วล่ะมั้ง “ก็แค่ประหลาดใจที่เธอมาอยู่ที่นี่ก็เท่านั้นแหละ

  “แปลกใจแต่ก็รู้ตัวว่าฉันอยู่ที่นี่ด้วย เธอเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ,อิจิคุง

  “ไม่หรอก,ฉันเองก็พึ่งรู้ว่าเธออยู่นี่ตอนที่เธอพูดออกมานั้นแหละ

  “เอ๊ะ~?” หญิงสาวเอียงคอและทำหน้าสงสัยยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะเดินเข้ามาจ่อหน้าของเอย์จิในระยะประชิด จนพาให้เด็กหนุ่มต้องเมินหน้าหนี “แล้วถ้ายังงั้นทำไมถึงพูดชื่อฉันออกมากันล่ะ?”

   “ฉันไม่ได้พูดชื่อของเธอสักหน่อย!”

  “อย่ามาโกหกหน่อยเลยน่าฉันได้ยินเธอพูดออกมานะ” เอไอกล่าวพลางอมยิ้มก่อนจะหลับตาข้างหนึ่งแล้วเอานิ้วชี้ข้างหนึ่งแตะที่ริมฝีปากก่อนส่งสายตายัวยวนมาให้ “ยู-นะ น่ะ

  “ก็บอกว่าไม่ใช่ไง!” เขาขึ้นเสียงด้วยอารมณ์หงุดหงิด “ยูนะที่ฉันหมายถึงคือ-”

   “คือ?”

  “!!”

   เด็กหนุ่มรีบหุบปากลงทันที เขาเกือบเผลอพูดออกไปแล้วจนได้ นี่คงต้องโทษด็อกเตอร์ ชิเกมุระที่นอกจากจะสร้าง AI ให้หน้าตาเหมือนกับลูกสาวของตัวเองเป๊ะๆแบบนี้แล้วยังตั้งชื่อ ‘ยูนะ’ แบบเดียวกันให้อีก ไม่แปลกที่พอเขาพูดชื่อยูนะออกมาเมื่อครู่ ทำให้เธอคนนี้คิดว่าเขาเรียกชื่อของตัวเธอเองอยู่ แย่ชะมัด

   “เอย์จิคุงมีเพื่อนที่ชื่อยูนะเหมือนฉันด้วยงั้นเหรอ?” เอไอสาวยังคงรุกถามไม่หยุด

   “….”

   เด็กหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบไม่ตอบอะไร เขาคิดไม่ออกจริงๆว่าจะแก้ต่างในสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไงกัน แต่ดูเหมือนฝั่งของเอไอยูนะจะเข้าใจความรู้สึกอึดอัดของเขาดีจึงถอนหายใจแล้วส่ายศีรษะก่อนผละทิ้งระยะห่างออกจากตัวเขาไป

    “เข้าใจแล้วค่า~” เธอกล่าวก่อนจะยักไหล่เป็นสัญญาณยอมแพ้ “ถ้าพูดเรื่องนี้แล้วทำให้เธอหนักใจ ฉันก็จะไม่เซ้าซี้ต่อแล้วกันนะ เพราะฉะนั้นช่วยกลับมาทำหน้าร่าเริงเหมือนเดิมเถอะเอย์จิคุง

    “อ่าๆ ขอบใจนะ

   เขาพยักหน้าและตอบกลับส่งๆไปยังงั้น ขณะเอามือเกาหลังศีรษะ พูดตามตรงว่าเมื่อครู่นี้ก็เกือบไปแล้วเหมือนกัน     

    ก่อนหน้านี้ด็อกเตอร์ชิเกมุระกับเอย์จิได้ตกลงกันว่าจะเก็บเรื่อง ‘ยูนะตัวจริง’ เอาไว้จาก ‘เอไอยูนะ’ เพื่อความปลอดภัย

    (“เราไม่ทราบว่าถ้าเธอรู้ความจริงของเรื่องทั้งหมดนี้แล้วจะมีปฎิกิริยารูปแบบไหนหากเกิดเหมือนกับยูนะตัวจริงขึ้นมาละก็ คงหาทาง ขัดขวางฉันกับเธออย่างสุดความสามารถแน่ๆ อย่างงั้นคงจะทำให้อะไรต่อมิอะไรยุ่งยากขึ้น เพราะฉะนั้นขออย่าพูดเรื่องยูนะต่อหน้าเธอคนนั้นเลยนะ” ด็อกเตอร์ชิเกมุระ กล่าวเอาไว้แบบนั้น)

     ซึ่งเอย์จิก็เห็นด้วย เขารู้จักตัวยูนะจริงๆ ดี ถ้าเอไอยูนะมีบุคลิกความคิดเหมือนกับเธอ หากรู้ว่าศาสตราจารย์กับเขากำลังวางแผนจะทำอะไรกันอยู่ล่ะก็ คนที่เอาแต่แคร์และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างเธอคงจะไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน บางทีการไม่พูดเรื่องนี้ออกไปคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว

    จะว่าไป

  “เธอมาที่นี่ทำไมงั้นเหรอ?” เด็กหนุ่มหันไปถามกลับบ้าง “ หรือว่ามีธุระอะไรกับฉัน?”

   “ไม่มีหรอก” เอไอสาวส่ายศีรษะทั้งๆยังยิ้มอยู่ “แค่บังเอิญได้ยินเรื่องการทดสอบของเธอจาก คุณชิเกมุระ นะ เห็นบอกว่าเกี่ยวกับเกมที่กำลังจะเปิดใช่ไหมที่ชื่อ Ordinal Scale นะ ได้ยินมาว่าฉันเองก็จะได้มีส่วนร่วมในเกมนี้ตอนเปิดด้วย เอย์จิคุงกับคุณชิเกมุระต่างก็ทำงานหนักเพื่อเกมนี้มาโดยตลอด  ถ้าฉันไม่ช่วยเหลืออะไรบ้างคงจะไม่ดีแน่ๆ ก็เลยคิดว่าจะมาช่วยเธอตอนทดสอบ-”

    “เธอไม่ต้องช่วยอะไรพวกเราหรอก” เด็กหนุ่มรีบกล่าวขัดทันทีแล้วจึงพูดเสริมต่อ “แค่ทำหน้าที่ไอดอลผู้ค่อยสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นเหมือนทุกทีเถอะ

   “ไม่ได้ๆ” เอไอสาวส่ายศีรษะด้วยใบหน้าที่ดูลำบากใจ แววตาเธอดูจริงจังกว่าที่เคยเห็นเหมือนทุกที “เอย์จิคุงเป็นเพื่อนคนแรกและคนเดียวของฉัน จะให้ปล่อยเธอลำบากคนเดียวได้ยังไงกันล่ะ ฉันเองก็อยากจะช่วยด้วย ถึงจะเห็นแบบนี้ก็เถอะ ฉันเองก็พอจะสู้ได้อยู่-”

    ใช่,เหมือนกันไม่มีผิด นิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่แคร์ตัวเองนี่เหมือนกับ ยูนะตัวจริงเลย

    ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จะให้เธอมาเสี่ยงด้วยแบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ยังไงก็ต้องปฎิเสธไปเท่านั้นแหละ

    “นี่เธอรู้รึเปล่าว่าพูดอะไรออกมานะ” เอย์จิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “การทดสอบ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ… สิ่งที่เธอต้องเจอคือศัตรูที่จ้องจะเอาชีวิต หากพวกเราพลาดขึ้นมา ‘ตัวตนของเราทั้งคู่ ก็จะหายไปด้วย เธอเข้าใจที่ฉันพูดรึเปล่า?”

    “หายไป?,เดี๋ยวก่อนสิ!?” ยูนะเองก็ดูเหมือนจะเริ่มสับสนแล้วเหมือนกันกับคำพูดกำกวมที่เขาพูดเมื่อครู่ “มันก็แค่เกมเองนี่น่าต่อให้แพ้ก็คงจะไม่-”

    “มันไม่ใช่แบบที่เธอคิดหรอก” เด็กหนุ่มสวนกลับทันควัน “นี่มันอาจจะดูเหมือนเกม แต่ว่ามันไม่ใช่เกม มันคือการต่อสู้ที่มี ‘ตัวตน’ ของเราเป็นเดิมพัน หากพลาดขึ้นมาทุกอย่างก็เป็นอันจบ ดังนั้น,ยูนะเธอน่ะไม่ควรเข้ามายุ่งกับการทดสอบนี่หรอก กลับไปซะ,เดี๋ยวฉันจะติดต่อไปหาทีหลัง

     “แต่…”

    ไม่มีอะไรจะพูดกันอีกแล้ว เอย์จิหันหลังให้และเริ่มเปิดระบบของ OS เอไอสาวเมื่อเห็นดังนั้นก็ดูเหมือนจะเข้าใจว่า ตนเองคงโต้แย้งอะไรไม่ได้ จึงถอนหายใจแล้วพยักหน้าให้อย่างเงียบๆก่อนจะหมุนตัว ตั้งท่าเดินจากไป แต่ก่อนหน้านั้นหญิงสาวก็ไม่แคล้วที่จะเหลือบกลับมาหาเด็กหนุ่มแล้วกล่าวออกมาด้วยเสียงที่ฟังดูราวกับน้อยใจเด็กหนุ่มอยู่เบาๆ

    “โชคดีนะ,เอย์จิคุง

  แม้จะพูดออกไปยังงั้น เขาก็ไม่ได้แสดงปฎิกิริยาอะไรกลับมา ทำให้ยูนะยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีก แต่ก็ยอมหันหลังกลับก่อนจะสลายร่างกายตนเองเป็นประกายแสงโพลิกอนจางหายไปในอากาศ แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

    เอย์จิหยุดยุ่งกับตัวโปรแกรมแล้วหันศีรษะกลับไปมอง จนแน่ใจว่าเอไอสาวได้จากไปแล้ว จึงพ่นลมหายใจออกมาจากจมูกสั้นๆ ด้วยความโล่งอก แล้วจึงหันไปยังหน้าจอระบบอีกครั้ง

    ขอโทษนะ,ยูนะ

   เด็กหนุ่มค่อยเปิดเมนูของเกม OS Test System ขึ้นมา พร้อมเลื่อนนิ้วไปยังปุ่มๆหนึ่ง ที่มีข้อความ ‘Start’ ปรากฎไว้อยู่ ก่อนจะเอานิ้วชี้ไปจ่อไว้เหนือปุ่มนั้น

     คราวนี้ฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยน้ำมือของตัวเอง จะให้เธอเสี่ยงชีวิตปกป้องฉัน เหมือนครั้งนั้นไม่ได้อีกแล้ว

   อิจิเอานิ้วจิ้มลงบนปุ่มนั้นจนเกิดเสียงเอฟเฟคดัง ปิ๊บพร้อมกับตัวเลขนับถอยหลังขนาดใหญ่ที่แสดงอยู่บนอากาศเบื้องหน้า

     เพื่อคำสัญญานั้น

     [3]

     เพื่อที่จะช่วยยูนะ...

     [2]

     ฉันจำเป็นที่จะต้อง

     [1]

     แข็งแกร่งขึ้น!

     [Start!]

    ฉับพลัน ก็มีแสงสว่างวาบเจิดจ้าปรากฎขึ้นเบื้องหนัา ก่อนจะมีเงาสีดำทะมึนร่างยักษ์ค่อยๆปรากฎตัวขึ้นพร้อมแสงที่ค่อยจางหายไป

     รูปร่างของมันเหมือนกับมนุษย์ตัวใหญ่ ความสูงของมันแทบจะเป็น 2 เท่าของอิจิเลย ผิวเป็นสีน้ำเงินเข้ม ร่างกายกำยำสูงใหญ่ บริเวณคอมีแผงขนสีดำขึ้นปกคลุม ที่ไหล่สวมเกราะสีเหลืองทองเอาไว้ หากดูเผินๆก็คงเหมือนกับมนุษย์ที่ร่างกายกำยำและตัวใหญ่ผิดธรรมชาติ เว้นเสียแต่ลักษณะศีรษะของมันกลับเป็นศีรษะของแพะซะยังงั้น แถมเขายังยาวโค้งหมุนเป็นเกลียวด้วยอีก ดวงตาของมันส่องแสงสีขาวดูดุร้ายและส่อเจตนาสังหารชัดเจน ที่มือข้างขวาถือดาบเหล็กสีเทายักษ์ใหญ่ขนาดใหญ่เกือบเท่ากับตัวมันเองไว้ ส่วนท่อนล่างของมันขนาดกล้ามเนื้อก็ค่อนข้างจะเท่าๆกับกายส่วนบน แถมขายังเป็นกีบเท้าแบบแพะด้วย ไหนจะหางบริเวณก้นที่มีลักษณะเป็นงูสีม่วงมีชีวิตซึ่งยกตัวหันมาขู่เขาเสียงดังฟ่อๆสภาพของอสุรกายตรงหน้าเมื่อดูรวมๆแล้วมันช่างน่ากลัวและขนลุกยิ่ง ราวกับอสุรกายที่หลุดมาจากคัมภีร์เวทมนต์ศาสตร์มืดที่เคยเห็นภาพในอินเตอร์เน็ตยังไงยังงั้น สายตาของมันสอดส่ายไปทั่วราวกับงุนงงในสภาพแวดล้อมรอบตัว แต่ในวินาทีที่มันจับจ้องมองมาเห็นเด็กหนุ่ม นัยน์ตาของมันก็เบิกกว้าง ปากของมันค่อยๆอ้าออกเผยให้เห็นฟันสีเหลืองแหลมคมที่ดูน่าขนลุก ก่อนจะส่งเสียงร้องคำรามดังสนั่นกึกก้อง เป็นคลื่นอากาศกระจายไปโดยรอบทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับเซไปข้างหลังเล็กน้อยพร้อมกับที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวปรากฎขึ้นเหนือศีรษะของมัน

    [The Gleam Eyes]

   นั่นคือชื่อของปีศาจตนนี้

  เอย์จิจำชื่อเจ้านี้ได้ มันคือบอสประจำชั้น 74 ของปราสาทลอยฟ้าไอน์แครดในโลกแห่งนั้น ‘SAO’ ถึงจะไม่เคยเห็นมันด้วยตาตนเอง แต่ก็ได้ยินเรื่องราวการต่อสู้ของพวกแนวหน้ากับมันอยู่บ้าง

    เจ้านี่เกือบจะทำลายกลุ่มแนวหน้าที่ทำการสำรวจดันเจี้ยนประจำชั้นแล้วบังเอิญมาพบมัน ได้เกือบราบคาบ จากคำกล่าวของผู้เล่นที่รอดชีวิต บอกว่ามันมีพละกำลังมหาศาลขนาดที่เหยียบเพลย์เยอร์คนหนึ่งให้ตายคาเท้ามันได้ด้วยการกระทืบเพียงครั้งเดียว ไหนจะการตวัดดาบยักษ์ไม่กี่ครั้งก็พอจะทำให้หลอดพลังชีวิตลดจนเกินครึ่งได้อย่างง่ายดาย กล่าวได้ว่าเป็นสัตว์ประหลาดจากขุมนรกอย่างแท้จริง ถึงยังงั้น

    มันก็ได้พ่ายแพ้ให้กับชายหนึ่ง

    (“เราคงจะตายไปแล้ว ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้!” หนึ่งในผู้รอดชีวิตกล่าวด้วยใบหน้าที่ยังดูหวาดกลัวอยู่ “นักดาบสีดำคนนั้นพุ่งเข้าไปต่อสู้กับเจ้าปีศาจนั่นด้วยดาบในมือทั้งสองข้างมันเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและสูสีเอามากๆ สภาพห้องบอสในตอนนั้นมีแต่ลำแสงของซอร์ดสกิลและความเสียหายที่กระจายทำลายไปทั่วทุกทางเลยฉันไม่เคยเห็นเพลย์เยอร์คนไหนจะสามารถต่อกรกับบอสประจำชั้นด้วยตัวคนเดียวได้ขนาดนั้นมาก่อน มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ!)

   (“สกิลดาบที่นักดาบสีดำคนนั้นใช้ เป็นอะไรที่พวกเราไม่รู้จัก…” ผู้รอดชีวิตอีกคนที่ดูท่าทางใจเย็นกว่าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “มันคือการถือดาบสองเล่มไว้ที่มืออย่างละเล่ม แน่นอนว่าผู้เล่น SAO ปกติๆอย่างเราไม่สามารถทำได้ ชัดๆว่านั้นคือ ‘สกิลพิเศษ’ ที่มีไว้สำหรับเฉพาะผู้เล่นแค่คนเดียวเท่านั้น ก็เคยได้ยินมาบ้างน่ะนะตั้งแต่ฮีทคลิฟฟ์ก็ไม่นึกว่าจะได้เห็นสกิลแบบอื่นด้วยนะเนี่ย…”)

     สกิลพิเศษ

    หรือที่ถูกเรียกกันว่า ‘เอ็กตร้าสกิล(Extra Skill)’ คือสกิลหรือทักษะพิเศษที่ถูกมอบให้แค่ผู้เล่นเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นสกิลที่แตกต่างและทรงพลังกว่าสกิลธรรมดาที่ผู้เล่นส่วนใหญ่มีกัน เท่าที่เคยได้ยินมา เอ็กตร้าสกิลใน SAO มีอยู่ทั้งหมด 10 อย่างแต่ที่ปรากฎต่อสายตาของผู้เล่นด้วยกันอย่างชัดเจนกลับมีแค่ 2 อย่างนั้นก็คือ

    <โฮลี่เบลด> สกิลดาบโล่ของหัวหน้ากิลด์ภาคีอัศวินโลหิต กิลด์อันดับหนึ่งใน SAO นามว่า ฮีทคลิฟฟ์’ หรือแท้ที่จริงแล้วก็คือ คายาบะ อากิฮิโกะ’ ผู้สร้าง SAO ที่ปลอมตัวมา

    และก็

   <นิโตริวหรือ <ดูโอเบลดสกิลดาบคู่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถือดาบสองเล่มและใช้โจมตีได้พร้อมกัน เจ้าของสกิลนี้ก็คือ นักดาบสีดำ คิริโตะ’ วีรบุรุษผู้เคลียร์เกมนรก SAO นั้นเอง

    เอย์จิกำมัดแน่นขณะนึกถึงภาพของเด็กหนุ่มผมดำที่ใส่ชุดเสื้อคลุมสีดำ พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นนั้น เขาเกลียดเกลียดเจ้าหมอนี่!

     เพราะมันกับเจ้าประกายแสงยูนะถึงได้….

     เด็กหนุ่มไม่รู้เหมือนว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ตัวเองหยิบอุปกรณ์แท่งสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่ในจังหวะที่เอย์จิชักมันออกมาถือ จิตใจของเขาก็ลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวไฟแห่งโทสะ

   เขาต้องล้มเจ้านี้ลง!

   เขาจะพิสูจน์ให้เห็นเอง ว่าในโลกแห่งความจริงนี้ ตัวเขานะแข็งแกร่ง!

   แข็งแกร่ง,เหมือนกับเจ้าหมอนั่น ไอ้นักดาบสีดำ!

   และแน่นอน นี่มันไม่ใช่การต่อสู้แบบเล่นๆมันคือการห้ำหั่นที่เดิมพันด้วย ‘ตัวตน’ ของเขา เพราะยังงั้น จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด

   เพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น

   เพื่อที่จะช่วยยูนะ

   เขาจำเป็นจะต้องมีพลังมากกว่านี้!

  เอย์จิสูดหายใจลึกๆก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเหมือนการเตรียมใจ แล้วจึงแหงนศีรษะขึ้นมาสบตากับ อสุรกายหัวแพะที่ยืนประจันหน้ากับเขา พร้อมตะโกนออกมาด้วยเสียงดังกึกก้องจนสะท้อนไปทั่วพื้นที่

   “Ordinal Scale,Activate!(เปิดใช้งานออร์ดินอล สเกล!”

   หลังสิ้นเสียงตะโกนราวกับการปลุกใจในสนามรบ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าของอิจิ มันค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นเสื้อชุดรัดรูปสีม่วงดำแขนยาว บริเวณเอวมีผ้าคลุมติดอ้อมด้านหลังไว้อยู่ บริเวณเท้าของเขาเปลี่ยนจากรองเท้าธรรมดาๆกลายเป็นรองเท้า สีโทนเดียวกับเสื้อและเป็นเนื้อเดียวกับขากางเกงที่ครอบคลุมส่วนขาทั้งหมดไว้ ตรงมือของเขาสวมถุงมือผ้าสีดำที่เชื่อมติดกับตัวเสื้อเอาไว้ มีแค่ส่วนตั้งแต่คอและศีรษะของเขาเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกปกปิดไปด้วยเสื้อตัวนี้

     ที่มือของเด็กหนุ่มซึ่งควรกำอุปกรณ์เสริมของอ็อกม่าที่มีลักษณะเป็นแท่งสีขาวอย่าง[Augma Gadget]เอาไว้ ตอนนี้ก็ถูกเปลี่ยนแทนที่กลายเป็นดาบสีม่วงดำเฉกเช่นเดียวกับสีเสื้อ มันมีขนาดที่ดูกระทัดรัดได้มาตรฐานไม่ยาวไม่สั้นจนเกินไป แถมน้ำหนักยังรู้สึกเบาสบายมืออีกต่างหาก

    เอย์จิก้มมองดูดาบของตนเองก่อนจะแสยะยิ้มออกมา ทุกๆครั้งที่เขาได้จับดาบเล่มนี้ หัวใจจะรู้สึกสูบฉีดไปด้วยความมั่นใจทุกๆครั้ง เขาไม่กลัวอีกต่อไปแล้วและแน่นอนว่าจะไม่หนีด้วย

   พอกันทีกับไอ้ขี้แพ้ที่เอาแต่หนี นอลติลัส

   ต่อจากนี้เขาคือ เอย์จิ นักดาบผู้แข็งแกร่งในโลกOrdinal Scale แห่งนี้!

   “เอาล่ะ” เด็กหนุ่มค่อยละสายตากลับมามองปีศาจตนเดิมอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ยังคงปรากฎไม่เปลี่ยน “มาเริ่มกันไหมไอ้เจ้าสัตว์ประหลาด ฉันจะกำจัดแกโดยไม่ให้ทันตั้งตัวเลยคอยดูสิ…”

   ราวกับมันจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเพราะทันทีที่เอย์จิเอยจบ เจ้าสัตว์ประหลาดตนนั้นก็กู่ร้องออกมาเสียงดังสนั่นอีกครั้งด้วยความเดือดดาลก่อนจะพุ่งโจมตีใส่เขาอย่างรวดเร็ว

   !!!

   เด็กหนุ่มสังเกตการเคลื่อนไหวของเจ้านั้นในเสี้ยววินาที ดูจากลักษณะการพุ่งตัวเข้ามาตรงๆและการเงื้อดาบขึ้นเหนือศีรษะของมันเองแบบนี้แสดงว่า

   ฟาดดาบลงสินะ!

   ในจังหวะที่คมดาบของมันจะกระแทกลงมายังตัวของเขา เอย์จิก็กระโดดหมุนตัวไปทางขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเกิดเสียงกระแทกกับเสียงบดหินดังกึกก้อง เด็กหนุ่มรีบเอาเท้ายันลงแล้วใช้มือข้างที่ไม่ถือดาบถูไปกับพื้นเพื่อชะลอแรงไถลจากการกระโดดหมุนตัวเมื่อครู่ แล้วจึงเหลือบมองจุดที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้ ดาบสีเทานั้นฟาดลงตรงจุดเดิมที่เขายืนอยู่ได้อย่างแม่นย่ำ พื้นดินบริเวณนั้นแตกละเอียดราวกับโดนระเบิดกระแทกเข้าใส่ ถึงจะเข้าใจว่าเป็นภาพที่อ็อกม่าสร้างขึ้นเพื่อความสมจริงก็เถอะ แต่แบบนี้ก็ดูอันตรายจริงๆเลยนะเนี่ย

      เอาเถอะช่างเรื่องนั้นก่อน,ตอนนี้ได้เวลาโต้กลับบ้างล่ะ!

   เด็กหนุ่มย่อตัวลงแล้วถีบตัววิ่งออกไปเขาตั้งใจเล็งที่ตาของมัน ถ้ากำจัดการมองเห็นได้ล่ะก็คงจะง่ายขึ้นเป็นกองเลย เอย์จิใช้ประโยชน์จากตู้คอนเทเนอร์ใกล้ๆเพื่อให้ตัวเองอยู่พอดีกับระดับสายตาของมัน ในจังหวะนั้นเองเจ้าปีศาจนั่นก็ยกดาบขึ้นจากพื้นแล้วหันมาอ้าปากกว้างก่อนจะมีแสงสว่างเล็ดลอดออกมา และหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีลำแสงสีม่วงขาวจ้าก็พุ่งเข้ามาโจมตีตรงจุดที่เด็กหนุ่มอยู่ โชคดีหน่อยที่ตอนนั้นเขากำลังวิ่งอยู่ลำแสงนั่นจึงกระแทกโดนผนังคอนเทเนอร์ที่อยู่แถวถัดไปอีกที แน่นอนว่ามันเฉียดหลังเขาไปเพียงไม่กี่เซน จนเอย์จิเองก็รู้สึกถึงไอพลังงานร้อนที่แผ่ซ่านมาแตะแผ่นหลังของเขาได้ แน่นอนว่าอิจิกำลังรอจังหวะนี้อยู่พอดี ตอนที่มันยิงลำแสงนี่อยู่มันจะไม่ขยับตัวแน่นอนว่าช่วงเวลามันสั้นแค่ไม่กี่วินาทีแต่สำหรับอิจิแล้วแม้น้อยนิดเช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว

    เด็กหนุ่มรีบหันหน้าไปทางบอสแล้วอาศัยแรงวิ่งกระโดดตัวลอยไปในอากาศร้อมกับตั้งท่าดาบราบในลักษณะเตรียมแทง เบื้องหน้าก็คือศีรษะของเจ้าสัตว์ประหลาดนั้น และแน่นอนว่าจุดหมายของเขาก็คือดวงตาสีฟ้าขวาที่กำลังเบิกกว้างมองมาด้วยความตกใจดูเหมือนเจ้านั้นจะรู้ว่าตัวเองทำพลาดซะแล้ว

    “แกนะเสร็จฉันล่ะ!”

    แต่ทว่า,

   ในเสี้ยววินาทีที่เด็กหนุ่มกำลังพุ่งลอยตัวมาอยู่นั้นเอง กลับมีเส้นวัตถุอะไรสักอย่างจากข้างหลังของเจ้าสัตว์ประหลาดตนนั้น มันพุ่งเข้ามาแล้วกระแทกเข้าใส่ด้านข้างดาบของอิจิอย่างแรง จนส่งผลให้เด็กหนุ่มถึงกับชะงักไปกลางอากาศ ก่อนที่เขาจะได้ทันมองดูสิ่งที่มาหยุดการโจมตีของเขา เจ้า Gleam eyesก็เลิกปล่อยลำแสง มันกำหมัดมือข้างที่ไม่ได้ถือดาบไว้แน่นก่อนจะต่อยอัดกระแทกใส่ร่างกายอิจิจนเขากระเด็นร่วงลงกระแทกพื้น ความเจ็บปวดค่อยๆหลั่งไหลไปทั่วร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อต่างรู้สึกปวดร้าวแสนสาหัสราวกับจะระเบิดออก เด็กหนุ่มรู้สึกจุกในท้องอย่างรุนแรงเนื่องจากเป็นส่วนที่กระทบกับพื้นมากที่สุดในตอนที่ร่วงลงมาเมื่อครู่นี้ มันทรมาณเสียจนเขาไม่สามารถขยับเขยือนตัวไปไหนได้ ทำได้แค่เพียงนอนกุมท้องกัดฟันด้วยความเจ็บใจอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการต่อสู้ในโลก Ordinal Scale มันแตกต่างจากการต่อสู้ธรรมดาๆที่ไร้ความเจ็บปวดซึ่งตัวเขาลองฝึกก่อนมาทำการทดสอบนี้ลิบลับ แน่นอนว่านี่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดของจริงแต่ถูกควบคุมและสร้างขึ้นมาด้วยระบบหนึ่งซึ่งถูกฝังไว้ในตัวโปรแกรม OS ของอ็อกม่า

      ชื่อของมันก็คือ ‘[ระบบจำลองความเจ็บปวดเสมือนจริง(Virtual Pain Simulation System;VPSS)]’ เจ้านี่จะทำการจำลองความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานโดยการประสานภาพเสมือนที่เกิดขึ้นจากอ็อกม่าเข้ากับประสาทการรับรู้ในสมองมนุษย์ เพื่อสร้างความเจ็บปวดเสมือนที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ควรจะเป็น แน่นอนว่ามันอันตรายมากในแง่ที่อาจทำให้สมองมนุษย์ได้รับความเสียหายได้ ถ้าเกิดความเจ็บปวดที่จำลองขึ้นมันรุนแรงเกินไป เพราะยังงั้นระบบนี้จึงไม่ได้อยู่ใน อ็อกม่ารวมถึงเกม OS ปกติด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียไปซะทีเดียว  ข้อดีของมันก็พอมีอยู่และสิ่งนั้นก็คือจุดประสงค์ของการทดสอบนี้เพราะว่า

    “แกร่!!!”

   เสียงคำรามที่กึกก้องนั้นดึงสติเอย์จิกลับมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังอยู่ในระหว่างการต่อสู้อยู่ จะมามัวใจลอยอะไรตอนนี้ไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงรีบใช้แรงทั้งหมดดันร่างกายของตัวเองให้ลุกขึ้น แน่นอนว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลย หลอดพลังชีวิตสีเขียวที่โชว์บริเวณมุมซ้ายบนของสายตาลดจากเต็มหลอดมาอยู่ตรงกลางและเปลี่ยนสีกลายเป็นสีเหลือง เห็นได้ชัดว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับหลอดพลังชีวิตของเขา ดังนั้นถ้าถูกโจมตีจนเลือดน้อยลงแค่ไหนความเจ็บปวดก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นสินะ

     ในขณะที่เอย์จิพยายามยืนทรงตัวอย่างทุลักทุเล เจ้าสัตว์ประหลาดนั้นกลับยืนมองอยู่เฉยๆ มันเอาปลายดาบปักกับพื้นพร้อมส่งสายตาที่ดูแคลนราวกับกำลังสมเพชเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ายังไงยังงั้น

    “ ทำได้แค่นี้เองงั้นเหรอ?’ แกจะบอกฉันว่ายังงั้นสินะ…”

    เขาเอ่ยลอยๆเมื่อสังเกตเห็นสายตาของฝ่ายตรงข้ามที่จับจ้องมายังตน แล้วจึงสูดหายใจลึกๆพร้อมกับตั้งตัวให้มั่นคงแล้วจับดาบในลักษณะเตรียมพร้อมอีกครั้ง ในใจเริ่มรู้สึกถึงโทสะที่ก่อสุ่มกันมากขึ้น สายตาที่เจ้านี่จ้องมองมายังเขาไม่ต่างอะไรกับ ‘เจ้าพวกนั้น’ เลย

     เอาแต่ดูถูก…    

     เอาแต่เหยียบย่ำ

     แบบนี้นะมัน….

   “ทำให้ฉันหงุดหงิดขึ้นมาแล้วนะโว้ย!”

   ในช่วงท้ายประโยค เอย์จิก็ถีบตัวพุ่งไปหาเจ้าอสุรกายยักษ์กอย่างรวดเร็วพร้อมง้างดาบเตรียมโจมตีใส่ แต่แล้วเจ้าเส้นวัตถุที่หยุดเขาเมื่อครู่นี้ก็โผล่มาอีกครั้ง มันพุ่งแหวกอากาศตรงมาหาเขาหมายจะหยุดการโจมตีแบบหนก่อน แต่ฝ่ายเด็กหนุ่มนั้นรู้อยู่ก่อนแล้วจึงหยุดวิ่งทันควันก่อนจะใช้ปลายเท้าหมุนตัวหลบสิ่งนั้นที่พุ่งมาหาได้อย่างฉิวเฉียดแล้วจึงอาศัยจังหวะทีเผลอถีบเจ้าเส้นนั่นจนกระเด็น มีเสียงฟ่อดังขึ้น ก่อนที่มันจะรีบหดตัวกลับไปหาเจ้าอสุรกายหัวแพะและช่วงเวลาดังกล่าวก็ทำให้เอย์จิเห็นตัวจริงๆของเจ้าเส้นนั่นแบบเต็มสองตา มันคืองูอสรพิษสีม่วงที่เป็นส่วนหางของไอ้ Gleam eyes นั้นเอง

     แน่นอนว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายอะไรเท่าไร แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจอยู่นิดหน่อย เพราะข้อมูลเกี่ยวกับเจ้านี่เท่าที่รู้มาจากปากของผู้รอดชีวิตใน SAO งูที่เป็นหางของมันจะไม่โจมตีหรือทำอะไรผู้เล่นเพียงแต่จะส่งเสียงขู่เป็นสัญญาณเตือนให้เจ้า gleam eyes ไหวตัวทันในกรณีมีผู้เล่นที่คิดลอบโจมตีมันจากข้างหลังเท่านั้น การที่อยู่ดีๆเจ้านี่เกิดเปลี่ยนรูปแบบการกระทำมาเป็นการสนับสนุนและขัดขวางผู้เล่นเองแบบนี้ ยิ่งทำให้การต่อสู้มันยุ่งยากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

     ถ้าเรามากันเป็นปาร์ตี้(Party)ล่ะก็,บางทีอาจจะดีกว่า

    ไม่,หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลย!

    เอย์จิรีบไล่ความคิดนั้นออกจากหัวอย่างรวดเร็ว การพึ่งพาผู้เล่นอื่นในการต่อสู้ถือเป็นความอ่อนแอ เพราะเอาแต่พึ่งคนอื่นในการเอาชนะอุปสรรค ท้ายที่สุดตัวเองก็เลยไม่พัฒนาไปถึงไหน การที่เจ้านักดาบสีดำนั้นได้ทักษะ<นิโตริวมาก็คงเพราะความจริงข้อนี้ เจ้าหมอนั้นเอาแต่ต่อสู้ด้วยตัวคนเดียว ไม่พึ่งพาใคร เลยพัฒนาความสามารถจนก้าวล้ำกว่าผู้อื่นแล้วได้ทักษะพิเศษนั่นมาครอบครองในที่สุด

    ดังนั้นเขาเองก็จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเอาชนะเจ้านี่ได้ล่ะก็ก็เท่ากับเป็นเครื่องยืนยันว่าตนเองแข็งแกร่งเทียบชั้นกับเจ้าบ้านั้นได้แล้ว

    เจ้านักดาบสีดำ คิริโตะ!

   เอย์จิรีบพุ่งตัวออกวิ่งเข้าใส่เจ้า Gleam eyes อีกครั้งคราวนี้เจ้าหางงูสีม่วงนั้นไม่ได้พุ่งมาโจมตีเพียงแต่ยกตัวขึ้นมาจ้องมองเขาพร้อมส่งเสียงขู่เป็นเชิงท้าทาย ขณะที่เจ้าสัตว์ประหลาดหัวแพะนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวบ้างแล้ว มันดึงดาบเหล็กยักษ์ออกมาขณะที่สายตาจับจ้องมองมายังเด็กหนุ่มที่พุ่งเข้ามาหา ดูเหมือนว่ามันไม่คิดจะจู่โจมกลับแต่เลือกที่จะตั้งรับซะมากกว่า

    ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ถือว่าเข้าทางเขาไปเต็มๆเลย!

   เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาเอย์จิก็วิ่งมาจนถึงด้านหน้าของอสุรกายตนนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถีบยันตัวพุ่งเข้าไปหาด้วยความเร็วที่มากขึ้น ถ้าเจ้านั้นคิดจะตั้งรับจริงๆก็คงจะกะเวลา,การเคลื่อนที่และรูปแบบการโจมตีเอาไว้แล้วและจะต้องคิดหาวิธีแก้ทางการโจมตีของเขาเอาไว้แน่ ต่อให้เป็นแค่ AI ก็คงจะทำได้ไม่ต่างจากมนุษย์เผลอๆอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นการเพิ่มความเร็วในทันทีทันใดแบบไม่ทันตั้งตัวจะต้องทำให้เจ้านั้นที่กะเวลามาอย่างแน่นอนไม่สามารถตามทันได้แน่ และพอเขาเข้าถึงตัวก็จะกระหน่ำโจมตีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    แน่นอนว่ามันได้ผล จังหวะที่เขาเพิ่มความเร็วนั้นทำให้เจ้านั้นมันชะงักด้วยความตกใจไป นี่เป็นโอกาสทองที่เด็กหนุ่มไม่มีทางยอมปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด

   ชัยชนะจะต้องตกเป็นของเขา!

   ในที่สุดเวลาที่เขารอก็มาถึง เด็กหนุ่มพุ่งมาจนถึงระยะที่สามารถฟันโดนตัวเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ได้แล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาเอาคืนซะที คราวนี้จะจัดหนักให้มากกว่าเมื่อกี้นี้เป็นสิบๆเท่าเลย!

    แกร๊ง!?

  “!!!?”

    ทุกอย่างหยุดลง การโจมตีเมื่อครู่นี้ของเขา ไม่ได้สัมผัสโดนผิวหนังที่เต็มไปด้วยขนของมันแต่กลับเป็นวัตถุโลหะขนาดยักษ์ที่ขวางกั้นดาบและตัวเขาเอาไว้ สิ่งนี้มัน… ดาบของเจ้าปีศาจนั้น!

    ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้เข้าใจอะไรดี เขาก็รู้สึกถึงเสียงของวัตถุเคลื่อนแหวกอากาศมาจากทางขวามือ ด้วยสัญชาตญาณตัวเองจึงรีบเอาดาบของตนหันไปตั้งกันในทิศทางของเสียงนั้น

   ไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกถึงอะไรสักอย่างที่กระแทกมาใส่อย่างแรง จนส่งให้ตัวเขาไถลถอยออกไปหลายเมตรพร้อมฝุ่นที่กระจายจากการเสียดสีของรองเท้ากับพื้น เอย์จิค่อยๆลดดาบลงพร้อมกับตระหนักได้ถึงความหนักอึ้งของแขนทั้งสองข้าง เมื่อกี้นี้ถึงจะมองเห็นไม่ชัดเพราะถูกโจมตีอย่างฉับพลันแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าสิ่งที่กระแทกมาจู่โจมเขาก็คือ หมัดตรงจากแขนข้างซ้ายของเจ้านั้น แน่นอนว่าความเสียหายที่ได้รับคงจะไม่มากไม่น้อยไปกว่าครั้งก่อนแน่ แต่ก็ต้องนับเป็นโชคดีอยู่อย่างที่เขาสามารถกันการโจมตีนี้ได้ เลยทำให้พลังชีวิตในหลอดเลือดเขาลดลงแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     แต่ถึงยังงั้นก็เถอะเจ้านั้นยังสามารถตามความเร็วสูงสุดของเขาได้ทันแบบนี้ คงจะใช้ความเร็วเอาชนะเข้าว่าเหมือนปกติไม่ได้แล้ว

     ในการต่อสู้นะ,ไม่ว่าจะในโลกแห่งความจริงหรือ VR สิ่งที่เป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ ความเร็ว ทั้งในด้านการจู่โจมใส่เป้าหมายหรือการตั้งรับการโจมตี หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความเร็วที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามผลแพ้ชนะก็แทบจะชัดเจนเลยทีเดียว แน่นอนว่าความแข็งแกร่งหรือพละกำลัง รวมถึงสติปัญญาในการวางแผนการต่อสู้เองก็มีส่วน แต่ถึงยังงั้นหากตัดปัจจัยรองๆเหล่านี้ทั้งหมดออก ปัจจัยที่สำคัญสุดที่เหลืออยู่ในการคว้าชัยชนะมาไว้ในกำมือ ก็คือความเร็วอยู่ดี

      แม้จะมีพละกำลังมหาศาล,แต่หากฝ่ายตรงข้ามมีความเร็วที่เหนือกว่า ท้ายที่สุด พละกำลังที่ว่าก็จะไม่มีทางโจมตีโดนอีกฝ่ายได้เปล่าประโยชน์

     แม้จะมีสติปัญญาเฉียบแหลม สามารถคาดเดาการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงวางแผนการโจมตีของตนได้ดีสักเพียงใด ท้ายที่สุด หากความเร็วศัตรูเหนือกว่า แผนการณ์ต่างๆก็ไม่มีทางใช้ได้ ซ้ำร้ายกลับอาจเป็นการขุดหลมฝังตัวเองเปล่าประโยชน์

     ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ความเร็วก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้เหนือสิ่งอื่นใด เหล่าผู้เล่นที่สร้างชื่อในในโลกเสมือนต่างก็ยึดจุดนี้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น แต่ว่าหากเป็นอย่างที่ว่าไว้จริงๆแล้วเขาควรจะทำยังไงต่อไปดี การต่อสู้กับศัตรูที่เหนือชั้นกว่าขนาดนี้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนซึ่งรออยู่ก็มีแต่ ความพ่ายแพ้ แน่นอนว่าเอย์จิไม่มีทางยอมเด็ดขาด

    เขาจะไม่มีทางยอมแพ้ให้กับความอ่อนแอของตนเองการต่อสู้ครั้งนี้มี ‘ตัวตน’ เขาเป็นเดิมพันอยู่นะจะมาแพ้ง่ายๆแบบนี้ได้ยังไงกันถ้าหากมันสามารถจับความเร็วได้ดีขนาดนั้นก็แค่โจมตีให้เร็วกว่ามันก็สิ้นเรื่อง!

    เด็กหนุ่มค่อยตั้งท่าดาบอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อและกระดูกที่อ่อนแรงและสั่นไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ คงเป็นผลกระทบเพราะใช้มันจับดาบยันหมัดของเจ้า Gleam eyes เมื่อกี้นี้แน่ๆ ก็นะหมัดของมันเล่นซะยังกับเข็นรถพุ่งเข้าชนเลย ไม่แปลกที่กล้ามเนื้อของเขาจะล้าจากการต้านมันเอาไว้ แบบนี้ยิ่งทำให้ยุ่งยากเข้าไปอีก แต่จะถอยก็ไม่ได้ คงต้องบุกเข้าไปต่อเท่านั้น

    เขาพุ่งเข้าจู่โจมใส่เจ้า Gleam eyes นั่นอีกครั้ง คราวนี้เขาพยายามเค้นกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อฟาดดาบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถึงกระนั้น,มันก็สามารถใช้ดาบใหญ่ของมันกันได้อย่างสบายๆราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ไม่ไหวทำไม่ได้เลย

      เอย์จิไม่มีทางเร่งความเร็วเหนือกว่ามันได้จริงๆนั้นแหละ แม้จะตระหนักดีแต่เขาก็ไม่คิดที่จะถอย เด็กหนุ่มรีบพุ่งตัวไปด้านข้างเพื่อโจมตีต่อบริเวณเอวซ้ายของมันแต่เจ้านั้นก็ยังคงหันตามมาและกันไว้ได้เช่นเดิม

    ชิบ้าเอ้ยบ้าเอ้ย!! บ้าเอ้ย!!!

   เขาได้แต่ตะโกนในใจออกมาอย่างเจ็บแค้น คราวนี้สมองเริ่มถูกบัดบังไปด้วยความโกรธ เอย์จิเกลียดสภาพอ่อนแอของตัวเองในตอนนี้ การที่พบอันตรายอยู่เบื้องหน้าแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนแต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม การที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทำได้เพียงแค่จ้องมองทุกสิ่งค่อยๆพังทลายลง

   เขาจะไม่ยอมกลับไปรู้สึกแบบนั้นเด็ดขาด!

  “ย้ากกก!”

   เอย์จิตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยไฟแห่งโทสะ เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีปัดดาบของเจ้านั้นจนมันเซไปเล็กน้อย ก่อนจะถีบตัวพุ่งเข้าจู่โจมต่อทันที ถึงยังงั้นก็ยังไม่เร็วพอที่จะรอดจากการบล็อคของเจ้าปีศาจนั้นได้ แน่นอนว่าเด็กหนุ่มรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว หากการโจมตีด้วยความเร็วเพียงครั้งเดียวไม่ได้ผล ก็แค่ต้องโจมตีต่อเนื่องด้วยความเร็วที่มากที่สุดให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็พอ!

    เด็กหนุ่มเริ่มกระหน่ำโจมตีใส่เจ้าปีศาจนั้นในทุกทิศทางด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ร่างกายของเขาจะเค้นออกมาได้ ประกายแสงจากการปะทะกันระหว่างดาบทั้งสองเล่มเกิดขึ้นเป็นสิบๆครั้ง ภายในชั่วพริบตา เสียงคมดาบกระแทกใส่กันดังก้องไปทั่วพื้นที่อันเงียบสงัด ประกายแสงนั่นมันทำให้ตาของเขาพร่ามัว เสียงก็ทำเอาหูเขาอื้อไปชั่วขณะ แต่ยังไงก็จะไม่ยอมหยุดเป็นอันขาด ถ้าเขาหยุดก้าวแม้แต่วินาทีเดียวทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาก็สูญเปล่า

    แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การโจมตีแบบจนตรอกหรือไร้จุดหมาย เพราะหากเป็นแบบนั้นเข้า คนที่จะแพ้ก็คือตัวของเอย์จิเอง อีกฝ่ายเป็นปัญญาประดิษฐ์ ไม่มีทางที่จะเหนื่อยหรืออ่อนกำลังลงได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางจะชนะด้วยการโจมตีไปเรื่อยๆอย่างแน่นอน สิ่งที่เขาต้องการเพียงหนึ่งเดียวในการกระทำที่แสนบ้าบิ่นนี่นะก็คือ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      (“Breaking Limit(ทลายขีดจำกัด) งั้นเหรอครับ?”)

   (“ใช่แล้วล่ะ” ด็อกเตอร์ชิเกมุระกล่าวพร้อมจิบกาแฟไปด้วย “มันเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยความสามารถของผู้เล่นใน VR ที่สามารถกระทำอะไรบางอย่างที่เหนือกว่าตัวระบบ ได้ยินมาว่าวีรบุรุษที่เคลียร์ SAO คนนั้นก็ใช้เจ้าสิ่งนี้ในการเอาชนะคายา--ฉันหมายถึงผู้สร้างเกมนั้น ได้น่ะนะ”)

   (“แต่นั้นมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก VR นิครับ ผมไม่คิดว่าในโลก AR ที่ใช้ความเป็นจริงเป็นพื้นฐานแบบนี้จะ-”)

  (“มันก็ใช่แต่จะว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เลยก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกนะ” ด็อกเตอร์เอยพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่างที่ด้านหลังเก้าอี้ของตน ดวงอาทิตย์สีส้มกำลังจะลับขอบฟ้าไปแล้ว น่าแปลกที่วิวทิวทัศน์สวยงามเช่นนี้กับแววตาของด็อกเตอร์นั้น ส่อแววเศร้าโศกออกมาอย่างที่อิจิก็บอกไม่ถูก  “ทุกๆอย่างบนโลกนี้ล้วนมีความเป็นไปได้ซ่อนอยู่ไม่ว่าจะน้อยนิดสักแค่ไหนก็เถอะ ใครจะไปรู้,บางทีในอนาคตเธอเองอาจเจอสถานการณ์ที่แม้จะมีโอกาสสำเร็จไม่ถึง 1% ก็จำเป็นต้องคว้าเอาไว้ก็ได้เหมือนกับฉันยังไงล่ะ”)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

         ถ้าจำไม่ผิด การทลายขีดจำกัดนั้น ไม่มีหลักการตายตัวว่าทำอย่างไร แต่ตามทฤษฎีของด็อกเตอร์ชิเกมุระ การจะทลายขีดจำกัดคือการที่ผู้ใช้มีอารมณ์,ความคิดหรือการกระทำที่รุนแรงออกมาจนอยู่นอกเหนือขีดจำกัดของระบบ  หรือพูดง่ายๆก็คือระบบไม่สามารถควบคุมการกระทำให้อยู่ในขอบเขตระบบแบบที่มันควรจะเป็นได้ ถึงจะดูเหมือนการโกงแต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ แน่นอนว่ามันแลกมากับโอกาสเกิดอันแสนน้อยนิดจนแทบจะเป็นศูนย์ การคาดหวังให้ปาฎิหารย์อะไรแบบนั้นเกิดขึ้นก็คงไม่ต่างจากการสวดอ้อนวอนอธิฐานเทพเจ้าบนท้องฟ้าให้หิมะมาตกบนกลางทะเลทรายนั่นแหละ เป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆที่เชื่อถือหรือยึดมั่นไม่ได้ แต่ในสถานการณ์ที่เข้าตาจนแบบนี้ก็คงมีแต่ต้องลองดูเท่านั้น!

    เอย์จิเชื่อว่าหากจู่โจมด้วยความเร็วสูงสุดแบบแรงไม่ตก สุดท้าย,สมองและประสาทสัมผัสจะชินชาต่อความเร็วดังกล่าวและมองมันเป็นความเร็วปกติธรรมดาไป ถ้าเป็นจังหวะนั้น ‘ทลายขีดจำกัด’ อาจจะปรากฎขึ้นมาก็ได้ แน่นอนว่า มันเป็นความคิดที่บ้าบอที่สุด การที่จะให้สมองมาชินชากับความเร็วสูงสุดของตนเองภายในระยะเวลาสั้นๆเป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูจะเป็นไปได้เลยทั้งนั้น แต่ถึงยังงั้น

    แม้จะมีโอกาสสำเร็จไม่ถึง 1% ก็ต้องคว้าเอาไว้ทั้งหมดก็เพื่อชัยชนะเท่านั้น!

    “อึก!”

   เด็กหนุ่มเผลอร้องออกมาเล็กน้อย ขณะที่ยังคงตะบี้ตะบันฟาดฟันต่อไป เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่กำลังกรีดร้องออกมาทั้งจากแขน มือ ขาหรือว่าเท้า จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาใช้กำลังมากมายไปนานขนาดนี้ ถึงจะเคยฝึกฝนร่างกายมามากอยู่ แต่การต้องใช้กำลังสูงสุดแบบไม่ได้พักก็คงเป็นการทรมาณร่างกายของตนเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ เอย์จิรู้ตัวในจุดนั้นดี สัญญาณที่ส่งมาจากร่างกายนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจน ว่าตัวเขาในตอนนี้...

    ใกล้ถึงขีดจำกัดเข้าไปมากทุกทีแล้ว

    ไม่รู้ว่าเพราะส่งเสียงออกมาเมื่อกี้ หรือเพราะสังเกตเห็นความเจ็บปวดที่ปรากฎบนใบหน้าของเขา ทำให้เจ้าปีศาจนั่นเปลี่ยนรูปแบบการป้องกันไปจากเดิมอย่างฉับพลัน คราวนี้ระหว่างที่คมดาบของทั้งคู่กำลังปะทะกัน อยู่ดีๆมันกลับสะบัดดาบของตนออก จนเกิดแรงสะท้อนกลับที่รุนแรงทำเอาเด็กหนุ่มเสียจังหวะไปชั่วขณะ ผนวกกับการพยายามต้านแรงดังกล่าว ทำให้แขนกับขาของเขาล้าลงยิ่งกว่าเดิม ดูเหมือนเจ้า Gleam eyes คิดเก็บท่านี้เอาไว้เพื่อใช้โจมตีสวนกลับตอนที่เขาอ่อนแอลงแน่ๆ

     ฉลาดเป็นบ้าเลยนะ,แก!

   จากฝ่ายที่รุกโจมตีมาตลอดอย่างเอย์จิอยู่ดีๆก็กลายมาเป็นฝ่ายตั้งรับเสียดื้อๆ ทันทีที่ได้จังหวะ เจ้าอสุรกายก็เริ่มโต้กลับอย่างหนัก ดาบเหล็กสีเทาถูกฟาดมาหลายต่อหลายหนอย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังแขนที่เหนื่อยล้าทำให้เด็กหนุ่มที่พยายามใช้ดาบปัดป้องในตอนแรกๆต้องเปลี่ยนมาขยับตัวหลบคมดาบที่พุ่งเข้ามาแทนพร้อมกับโดนบีบให้ถอยร่นไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าด้วยร่างกายที่ล้าจากการออกกำลังไปเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาไม่มีทางหลบคมดาบที่จู่โจมมาได้ทุกครั้ง สุดท้ายเขาก็โดนคมดาบเฉือนบาดบริเวณซี่โครงซ้าย ประกายแสงโพลิก้อนสีแดงกระจายออก พร้อมกับความเจ็บปวดที่สุดแสนจะบรรยายได้ เขารู้สึกได้ถึงน้ำตาแห่งความทรมาณที่ปริ้มออกมาจากดวงตา ก่อนที่พอรู้สึกตัวอีกที ร่างกายก็โดนอัดกระเด็นไปกระแทกกับตู้คอนเทเนอร์อย่างแรงจนส่งเสียงดัง โครมใหญ่ ก่อนจะร่วงลงไปนอนกองกับพื้น เอย์จิสาบานได้ว่าเขารู้สึกถึงกระดูกสั้นหลังที่สั่นร้าว แน่นอนว่ามันเป็นแค่สิ่งที่อ็อกม่าสร้างขึ้นแต่ถึงยังงั้นก็ยังต้องบอกว่ามันเจ็บปวดทรมาณมากอยู่ดี

      เด็กหนุ่มตอนนี้ไร้สิ้นเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นอีกแล้ว นอกจากความเจ็บปวดที่กลืนกินไปทั้งร่าง แขนกับขาของเขาก็เมื่อยล้าจนถึงขีดจำกัดแล้ว แค่จะยกมือขึ้นมาถอดอ็อกม่าออกจากหูก็ยังทำไม่ได้เลย

    คงจะต้องยอมแพ้แล้วสินะ

   เอย์จิได้แต่ถอนหายใจ ทั้งๆที่อุตส่าห์ฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนักเพื่อการต่อสู้ครั้งนี้แท้ๆ บางทีเขาคงประเมินตนเองสูงเกินไปสินะ ถึงจะไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้แบบในโลก VR แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในโลก AR เขาจะแข็งแกร่งดุจพระเจ้าสักหน่อย แม้จะเคยปะทะฝีมือกับมอนสเตอร์มาบ้างแต่ก็เป็นแค่พวกปลายแถวไม่มีทางเทียบชั้นกับเจ้าปีศาจที่กำลังเดินเข้ามาเขาในตอนนี้เลย

      ไม่ไหวจริงๆนั้นแหละ...ปัดโธ่เว้ย!!!

   เด็กหนุ่มสบถออกมาในหัวอีกหนหลังจากพยายามยันตัวยืนขึ้น การที่วาดฝันว่าจะแข็งแกร่งจนเหนือกว่า ‘ไอ้นักดาบสีดำนั้น’  มันก็คงเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อเจ้อลมๆแล้งๆสินะ ไม่มีทางที่ความฝันกับความเป็นจริงจะมาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ต่อให้ความฝันนั้นมันจะยอดเยี่ยมและดีเลิศสักแค่ไหนก็ตาม สุดท้าย ความเป็นจริงก็จะตอกย้ำและบดขยี้ความฝันลงในที่สุด เหมือนกับยามที่เราตื่นนอนขึ้นมาจากห้วงแห่งนิทรานั้นแหละ

    โลกแห่งความฝันเป็นฉันใดโลกเสมือนจริงก็เป็นฉันนั้น ยังไงก็ไม่มีทางหนีกฎข้อนี้พ้นไปได้ ถึงในโลกเสมือนจะเก่งกาจสุดฟ้า พอลืมตาตื่นออกมาก็เป็นได้แค่มนุษย์เดินดินธรรมดาๆเท่านั้น ถึงจะน่าเจ็บใจแค่ไหน แต่เนี่ยแหละคือความจริง

    เอาเถอะไว้คราวหน้าค่อยมาแก้มือใหม่ก็แล้วกัน

  เอย์จิคิดอย่างหงุดหงิดแล้วจึงเหลือบตาไปที่แอป OS ก่อนจะยืนยันเพื่อปิดระบบของมันลง ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดีอยู่แล้ว แต่ทว่า

   [ERROR]

   ห๊ะ!?”

    เด็กหนุ่มที่กำลังคิดจะผ่อนคลายจากการต่อสู้ก็ถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเห็นข้อความแบบนี้ปรากฎขึ้นมาก่อน และที่สำคัญกว่านั้น เขาไม่สามารถออกจากระบบ OS ได้ทำไมกันล่ะ!?

     เอย์จิพยายามใช้สายตายืนยันออกแบบนั้นซ้ำๆแต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม นี่ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ หรือว่าเพราะถูกกระแทกมากไปเครื่องอ็อกม่าก็เลยรวนไม่น่าใช่,ด็อกเตอร์ชิเกมุระออกแบบเจ้านี่มาเพื่อรับการกระแทกอยู่แล้ว ไม่มีทางมาพังง่ายๆแบบนี้หรอก

    ขณะที่กำลังคิดอย่างสับสนอยู่นั้น เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นว่าพื้นที่รอบตัวของเขามืดลง เป็นเงาของอะไรสักอย่าง พอลองเหลือบสายตาไปตามต้นทาง เขาถึงพึ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

    เจ้า Gleam eyes นั่นมันยังอยู่นิ!

  ใช่จริงๆด้วยเจ้าของเงานั่นคือ ปีศาจหัวแพะที่พึ่งต่อสู้กับเขาอยู่เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ตอนนี้มันมายืนอยู่ข้างๆเขาพร้อมก้มมองส่งสายตาที่ดูไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ มันส่งเสียงครางออกมาเบาๆลมหายใจสีขาวเหม็นโฉลอยออกมาจากปาก ก่อนจะค่อยยกดาบขึ้นอย่างช้าๆด้วยมือทั้งสองข้างแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ เด็กหนุ่มรู้ในทันทีว่ามันคิดจะทำอะไร

   เจ้านั่นคิดจะเผด็จศึกเขาในการโจมตีครั้งถัดไป

    หากมองจากสภาพแล้วถ้าโดนเข้าไปเต็มๆล่ะก็หลอดพลังชีวิตคงติดศูนย์อย่างไม่ต้องสงสัย นั้นหมายความว่าเขาจะพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้และ ‘ตัวตน’ ก็จะต้องหายไป

   ทุกๆสิ่งของเขาจะถูกทำลายลงในวินาทีที่ดาบเล่มยักษ์ฟาดลงมาใส่

   เอย์จิรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นตุบตับอยู่ในอกด้วยความกลัว ความรู้สึกนี้มันกลับมาอีกครั้ง เหมือนกับตอนนั้นเมื่อ 1 ปีก่อน

    เขาที่เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ จอมขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับอันตราย ไม่แม้แต่จะหยิบดาบขึ้นสู้ วันๆเอาแต่หลบซ่อนและใช้ชีวิตด้วยความรักตัวกลัวตาย ขณะที่ปล่อยให้คนสำคัญออกไปสู้อยู่เพียงลำพัง ตัวเขาในตอนนั้น,ทั้งๆที่คิดว่าลบออกไปจากในใจได้หมดแล้วแท้ๆ ทำไมกันทำไมถึงกลับมาหาเขาอีกล่ะ!

     ไม่ฉันไม่ใช่เจ้าขี้ขลาดนั้นฉันจะไม่ยอมแพ้ให้กับความกลัวแบบนั้นอีกแล้วฉันคือ เอย์จิ ผู้เล่นคนแรกแห่งโลก Ordinal Scale นะ!!!

   เด็กหนุ่มพยายามตั้งสมาธิในการที่จะขยับเขยื้อนตัว แน่นอนว่ามันเจ็บปวดแสนสาหัสไปยังกล้ามเนื้อทุกส่วน ถึงยังงั้นเด็กหนุ่มก็ยังดั้นด้นขยับตัวต่อไป ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องหลบการโจมตีของเจ้าบ้านี่ให้ได้ ไม่ยังงั้นล่ะก็ทุกๆสิ่งของเขาจะหายไป และถ้าเป็นแบบนั้น

    คำสัญญาที่เขาให้ไว้กับยูนะจะไม่มีวันได้กลายเป็นจริง

   เรื่องพรรค์นั้นเขาไม่ยอมหรอก

   ต่อให้ต้องทรมาณกว่านี้อีกสักเท่าไร เขาก็จะไม่ยอมแพ้และจะไม่มีวันยอมให้ตัวตนของตัวเองหายไปเด็ดขาด ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มของเธออีกครั้ง

   เพื่อที่จะได้พบกับ ‘ยูนะ’…

   “ขยับสิโว้ย!!!”

   เอย์จิแหกปากร้องออกมาสุดเสียงพร้อมใช้แรงเฮือกสุดท้ายทั้งหมดดันตัวเองขึ้น ความเจ็บปวดพรั้งพรูมากขึ้นทุกขณะ แต่เขาก็กัดฟันทนเอาไว้ ความเจ็บปวดแค่นี้มันไม่เท่าไรหรอก ทนอีกนิดเดียวเท่านั้น

    และท้ายที่สุด

   ขยับแล้ว!

   หลังความพยายามที่หนักหนาที่สุดในชีวิต เขาก็สามารถขยับเคลื่อนไหวร่างกายได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นมันก็สายเกินไปเสียแล้ว ในจังหวะนั้นเด็กหนุ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างจึงแหงนหน้าขึ้นมองและก็ต้องพบว่า คมดาบยักษ์ใหญ่นั้นกำลังพุ่งตกลงมาอย่างรวดเร็ว ถึงยังงั้นในสายตาของเอย์จิทุกสิ่งกลับดูช้าลงไปหมด เขาค่อยๆเห็นภาพคมดาบนั้นพุ่งลงมาอย่างช้าๆ ในใจรู้สึกว่างเปล่าไปหมด ความกลัวเมื่อครู่นี้มลายหายไปสิ้น เด็กหนุ่มรู้ดีว่าทุกอย่างกำลังจะจบในไม่ช้า เขาไม่สามารถหนีคมดาบนั้นได้ทันเวลาเป็นแน่

     เขาแพ้แล้วพ่ายแพ้ให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง

   และสิ่งที่ต้องจ่ายก็คือ ‘ตัวตน’ ของเขา ทั้งความคิด,สติปัญญาหรือแม้แต่กระทั่งความทรงจำ สิ่งเหล่านี้จะหายไปทั้งหมด ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าคมดาบนั้นจะปะทะกับหน้าของเขา แล้วทุกอย่างก็เป็นอันจบ

    เด็กหนุ่มค่อยๆหลับตาลงพร้อมสูดหายใจลึกๆ

    มาได้แค่นี้สินะ

   ขอโทษนะยูนะ ทั้งๆสัญญาเอาไว้แล้วแท้ๆ...แต่สุดท้ายก็ทำพลาดเอาจนได้ฉันนี่มันไม่ดีเลยจริงๆ

   ยกโทษให้ฉันด้วยเถอะนะ,ยูนะ

  สิ้นความคิดนั้น เด็กหนุ่มก็เม้มปากแน่น รอการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง แต่ทว่า,หลายวินาทีผ่านไปกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงนิ่งสนิท ไม่มีความเจ็บปวดใดๆเกิดขึ้นกับเขาเลย ทำไมกันล่ะเจ้าปีศาจนั้นควรจะจัดการกับเขาไม่ใช่เหรอไง?  ด้วยความสงสัย เอย์จิจึงค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างเสียดสีกัน และภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นก็แทบทำให้เขาไม่เชื่อสายตาตัวเอง

    “ยูนะ!!!?”

    เรือนผมเปียสีขาวเงิน กับนัยน์ตาสีแดงทับทิม ไม่ผิดแน่ ใช่จริงๆด้วย,คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าและคั่นกลางระหว่างเขากับเจ้าปีศาจนั่นก็คือ เอไอยูนะ นั้นเอง ในมือถือดาบที่มีสีกัยลักษณะเหมือนกับสีเสื้อของยูนะเอาไว้อยู่ เธอใช้มันยันการโจมตีจากดาบยักษ์ของ Gleam eyes เอาไว้อย่างยากลำบาก ใบหน้าของเธอดูทรมาณมากๆในการตั้งรับเจ้าสิ่งนั้นเอาไว้ บางทียูนะเองก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรงพอจะต้านทานการโจมตีนั่นได้เหมือนกัน

    “ไม่เป็นไรใช่ไหม,เอย์จิ” เด็กสาวหันมาถามเขาพร้อมรอยยิ้มที่ดูฝืดๆแต่ถึงกระนั้นแววตาของเธอก็ส่องประกายด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า “ฉันมาช่วยแล้วนะ!”

    “เดี๋ยวสิทำไมเธอถึงยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ!?” เอย์จิกล่าวออกมาด้วยความสับสน “ฉันบอกให้เธอกลับไปแล้วไม่ใช่เหรอไง!?”

   “จะให้กลับไปโดยทิ้งเธอเอาไว้ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ!” เอไอยูนะโต้กลับด้วยใบหน้าถมึงทึง  “ฉันเองก็จะช่วยสู้เหมือนกัน!”

    “อย่ามาพูดบ้าๆนะนี่เธอรู้รึเปล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่นะรีบหนีไปซะ เจ้านั่นมันแข็งแกร่งมาก ระดับเธอเอามันไม่อยู่หรอก!”

    “ไม่เอา!” เด็กสาวยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่นพร้อมเม้มปาก “ฉันจะไม่มีวันทอดทิ้งเอย์จิให้เผชิญหน้ากับอันตรายแค่คนเดียวหรอกเธอคือเพื่อนคนสำคัญของฉัน และถ้าเพื่อนกำลังลำบากเราก็ต้องยืนมือเข้าช่วยเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วนิ!”

   “เพื่อนงั้นเหรอ?”

   เด็กหนุ่มไม่เข้าใจเลย ยูนะทำตัวแปลกไปมากๆเธอไม่เคยขัดคำสั่งของเขาและทำอะไรด้วยตัวเองอย่างนี้มาก่อน ถ้าเขาบอกให้เธอกลับไป ยูนะก็จะกลับไปทันทีแม้จะมีบ่นๆบ้างแต่เธอก็ไม่เคยขัดคำสั่งของเขาเลยสักครั้ง ถึงยังงั้นวันนี้เธอกลับยืนกรานโต้แย้งกับเขาด้วยเหตุผลของตนเอง แบบนี้มันไม่ปกติซะแล้ว

     แปร๊ง!

  ระหว่างที่เอย์จิกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เจ้า Gleam eyes ปัดดาบของยูนะจนเธอเซเสียหลัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทุกอย่างกลับมาดูช้าไปหมดอีกครั้ง ร่างของเอไอสาวค่อยๆเสียหลักร่วงลงกระแทกพื้น ฝั่งของเจ้าปีศาจนั้นก็ไม่รอช้าแล้วง้างดาบเตรียมกำจัดเธอให้สิ้นซากไปพร้อมกับเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหลังในคราวเดียว

    เอย์จิรู้สึกได้ถึงสมองที่มึนตื้อไปหมด  เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว สิ่งเดียวที่นึกได้ในตอนนั้นก็คือ เขาจะต้องช่วยยูนะเอาไว้ให้ได้ เพราะยังงั้นในเสี้ยววินาทีนี้เอง เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปขวางคมดาบนั้นเอาไว้

     “เอย์จิ!”

 เด็กหนุ่มได้ยินเสียงยูนะเรียกชื่อของเขา แต่ถึงยังงั้นก็ไม่ยอมหันหลังกลับเด็ดขาด  เขานะจะไม่ยอมเห็นภาพอันแสนเจ็บปวดของคนที่ตัวเองรักถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาเหมือนเมื่อครั้งนั้นอีกแล้วไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็จะปกป้องยูนะเอาไว้ให้ได้!

  แต่ทว่า

    ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเองอยู่ดีๆก็มีวัตถุสีขาวลอยแหวกอากาศเข้ามากระแทกใส่ใบหน้าของเจ้านั้นอย่างแรงจนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่น

    “เอ๊ะ!?” ทั้งเอย์จิกับยูนะต่างอุทานออกมาเบาๆพร้อมๆกันด้วยความประหลาดใจ ขณะที่เจ้าปีศาจเซทรุดคุกเข่าลงกับพื้นพลางใช้มือข้างหนึ่งกุมใบหน้าที่มีควันไหม้ครุกครุ่นลอยออกมาจำนวนมากแล้วครางออกมาในลำคอด้วยน้ำเสียงที่คลั่งแค้น

    “เมื่อกี้นี้มันอะไรกันนะ!?”

   ยูนะเอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยความสับสน แน่นอนว่า เขาก็ไม่เข้าใจอะไรเหมือนกันจึงได้แต่ส่ายศีรษะกลับไป

   ถึงกระนั้นความสงสัยของทั้งสองก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากทางซ้ายมือพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกที่แสนคุ้นเคยดังทักขึ้นมา

    “เอย์จิคุง,ยูนะ ทั้งสองคนไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม?”

   บุคคลที่ปรากฎเบื้องหน้าสายตาของทั้งสองคือ ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขามีผมสั้นสีเทาหงอกและไว้หนวดเคราสีเดียวกันไว้อยู่ ใบหน้ามีริ้วรอยแสดงถึงอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้พอสมควร เขาสวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมที่ดูธรรมดาๆเอาไว้พร้อมกับอุปกรณ์อ็อกม่าสีขาวที่ใบหูข้างขวา เสื้อที่เขาใส่เป็นเสื้อสูทสีดำเนทไทสีเขียวทับด้วยเสื้อสเวตเตอร์สีเขียวแก่กางเกงขายาวสีน้ำตาลและรองเท้าหนังสีดำ ที่มือของชายคนนี้ถือปืนขนาดใหญ่ประหลาดๆที่ดูล้ำยุคเอาไว้

    ทันทีที่เอย์จิกับยูนะเห็นใบหน้าของคนๆนั้น ทั้งคู่ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ เพราะบุคคลปริศนาที่ว่าแท้ที่จริงแล้วก็คือ ‘ด็อกเตอร์ ชิเกมุระ’ นั้นเอง

  “ด็อกเตอร์!?/คุณชิเกมุระ!?”

   เอย์จิกับยูนะต่างเรียกชื่อของชายเบื้องหน้าด้วยท่าทีสับสนด้วยกันทั้งคู่เป็นเชิงถาม แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ตอบอะไรแค่รีบตะโกนกลับมาด้วยเสียงอันดัง ใบหน้าของเขาแสดงความตื่นกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

    “อย่ามัวแต่เหมอสิพวกเธอเจ้านั้นมันจะฟื้นตัวในอีกไม่ช้าแล้วนะรีบหนีมาทางนี้เร็ว!”

   จริงเสียด้วย,เอย์จิลองหันควับกลับไปดูเจ้าปีศาจนั้น มันกำลังจะฟื้นตัวอย่างว่าจริงๆ ถ้ามันกลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง คราวนี้คงกำจัดเขากับ    ยูนะลงได้แน่ๆ ตอนนี้คงต้องล่าถอยไปก่อนตามที่ด็อกเตอร์บอก

     เด็กหนุ่มยันตัวยืนขึ้นแต่ก็พลันนึกได้ว่า ร่างกายเขายังคงบาดเจ็บอยู่ ทำให้พอเขาขยับตัวความเจ็บปวดต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายอีกครั้งจนตัวเองทรุดก้นจ้ำลงกับพื้นพร้อมกับสบถออกมาเบาๆ ยูนะเมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นแล้วเรียกคุณชิเกมุระทันที

    “ด็อกเตอร์คะเอย์จิเค้า-”

   ไม่ต้องรอให้จบประโยค ศาสตราจารย์ชิเกมุระก็ดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ต่างๆดี เขารีบรุดวิ่งมาพยุงเด็กหนุ่มให้ยันตัวลุกขึ้นทันที(แน่นอนว่าทำเอาเอย์จิเจ็บจนพูดไม่ออกสำหรับคนที่อายุจะ 50 ถือว่าเขายังคงฟิตและมีแรงเยอะอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

    “เอาล่ะ!” ด็อกเตอร์เอ่ยเสียงดังๆเหมือนกับให้ทั้งสองต้องได้ยินในสิ่งที่เขาพูดให้ได้ ขณะเอาแขนของเอย์จิพาดคอของตนเพื่อช่วยพยุงไว้ “เราต้องหนีกันแล้ว วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะ!”

   สิ้นเสียงนั้นทั้งสามก็ออกตัววิ่งในทันที ถึงจะพูดว่าวิ่งก็เถอะ แต่เอย์จิก็ไม่สามารถวิ่งได้เร็วอย่างที่มันควรจะเป็น ทำได้แค่ฝืนความเจ็บปวดแล้วกระเพกขาเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าความเร็วเพียงเท่านั้นไม่มีทางหนีจากเงื้อมมือของเจ้าปีศาจนี่ได้

   ไม่กี่อึดใจหลังจากที่ทุกคนออกวิ่งมาจากลานโล่ง ฉับพลัน,ก็มีเสียงคำรามดังก้องมาจากข้างหลัง พร้อมเสียงฝีเท้าวิ่งที่ดังสนั่นและสั่นสะเทือนมาจนทั้งสามรู้สึกได้ ถึงไม่มองไปข้างหลังทุกคนก็ต่างรู้ดี

    มันกำลังวิ่งไล่ตามพวกเขามาอยู่

 เสียงฝีเท้าค่อยๆใกล้เข้ามาและดังขึ้นเรื่อย หากเป็นเช่นนี้ มันคงจะเข้าถึงตัวเอย์จิและคนอื่นๆในอีกไม่ช้าแน่นอน อย่างน้อยเขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างแต่ว่าอะไรล่ะในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างงี้กลับคิดไม่ออกเลย

   “แย่แล้วคะเจ้านั่นน่ะมันใกล้เข้ามาแล้ว!”

   เด็กสาวเองก็ดูจะตื่นตระหนกไม่แพ้กัน เธอหันไปมองข้างหลังก่อนจะรีบหันมาบอกด็อกเตอร์ชิเกมุระและเอย์จิ  ฝั่งของชายแก่ เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่แวบหนึ่งก่อนจะหันศีรษะมาหายูนะบ้าง แววตาของเขามีความตั้งใจบางอย่าง

    “ยูนะ เธอสามารถหยุดมันไว้กับที่สัก 10 วินาทีได้รึเปล่า?”

    “ก็ได้อยู่ค่ะ

   เอไอสาวตอบกลับไปด้วยท่าทีงงๆเล็กน้อย

    “ดีมากงั้นทำตอนนี้เลย!”

    “เข้าใจแล้วค่ะ!”

    ถึงจะยังสับสนอยู่ แต่ก็นับว่าควบคุมสติไว้ได้ดีมากสำหรับยูนะ(อาจเพราะความเป็นปัญญาประดิษฐ์ของเธอก็ได้ละมั้งหลังตอบรับคำสั่งจากด็อกเตอร์ชิเกมุระ เด็กสาวก็หมุนตัวกลับในทันทีพร้อมกับมีลำแสงโพลิก้อนสีชมพูเกิดขึ้น มันค่อยๆก่อตัวจนเกิดรูปร่างเป็นไมโครโฟนที่มีโบว์สีชมพูเลือดหมูติดอยู่ เธอไม่รอช้าแต่รีบคว้ามันที่ลอยอยู่กลางอากาศไว้ก่อนจะหลับตาแล้วสูดหายใจลึกๆเหมือนเป็นการเตรียมใจ

    หลังจากนั้นยูนะก็ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ รอยยิ้มค่อยๆปรากฎบนใบหน้า ในวินาทีนั้นเองที่บทเพลงของเด็กสาวถูกขับขานออกมา

    เสียงของเธอ มันทั้งอ่อนหวานและทรงพลัง ไพเราะเสียจนหาคำอธิบายไม่ได้ โลกทั้งใบเหมือนกับหยุดนิ่งและสยบอย่างอ่อนน้อมให้กับเธอ ทุกถ้อยคำที่ออกมาแฝงไปด้วยความรู้สึกที่แรงกล้าราวกับมันไม่ใช่แค่เนื้อร้องแต่คือความในใจของเด็กสาวที่กลั่นออกมาจนกลายเป็นเสียงเพลง ทั้งความสุข,ความเศร้า,ความยินดี หรือความทุกข์ ทุกๆสิ่งกลายมาเป็นพลังที่ขับเคลื่อนบทเพลงให้ก้าวไปอย่างหนักแน่น เอย์จิกล้าสาบานได้เลยว่าเขาไม่เคยเจอนักร้องคนไหนที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต

      นี่แหละ,คือพรสวรรค์ของเธออย่างแท้จริง

   หลังจากที่บทเพลงที่ถูกขับขานได้เพียงครู่เดียว เจ้าปีศาจหัวแพะก็วิ่งตามมาจนทันในที่สุด มันง้างดาบฟาดจู่โจมใส่ยูนะอย่างแรง แต่ทว่า

    กลับมีกำแพงใสๆสีขาวชมพูจากไหนก็ไม่รู้ปรากฎขึ้นขวางระหว่างคมดาบกับตัวยูนะเอาไว้ รัศมีของกำแพงดังกล่าวครอบคลุมบริเวณทางเดินนี้จนไม่มีช่องว่างใดๆให้ลอดผ่าน เป็นการแบ่งกั้นระหว่างทั้งสามกับเจ้า Gleam eyes โดยสมบูรณ์ นี่น่ะเหรอ,คือพลังแห่งเสียงเพลงของยูนะ!?

     เจ้าปีศาจนั่นดูจะแปลกใจไม่แพ้กัน มันคำรามอย่างเดือดดาล พร้อมกับพยายามทุบกำแพงนั้นด้วยดาบและกำปั้นของตน จนเกิดเสียงดัง ตึงตึงทำเอาพื้นดินสั่นไหว เอย์จิเริ่มสังเกตเห็นรอยร้าวปรากฎขึ้นบนกำแพงนั้น ดูเหมือนยูนะคงจะต้านเจ้านี่ได้อีกไม่นานแล้ว

    ฝั่ง ด็อกเตอร์ชิเกมุระเองก็ดูจะยุ่งยากพอควร เขากำลังพิมพ์อะไรสักอย่างบนหน้าจอโฮโลแกรมอินเตอร์เฟซที่ปรากฎออกมาจากอ็อกม่าของตน ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและกดดันเอามากๆ จนเม็ดเหงื่อปรากฎขึ้นเต็มหน้าไปหมด

    เด็กหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำเช่นไรในสถานการณ์ที่ตนเองบาดเจ็บอยู่แบบนี้จึงได้แต่คอยมองเอาใจช่วยทั้งสองคนอยู่ใกล้ๆ

   ห้วงวินาทีแต่ละครั้งที่ผ่านไป มันช่างดูยาวนานเสียเหลือเกิน เด็กหนุ่มค่อยๆเห็นกำแพงนั้นร้าวมากขึ้นในทุกขณะ ยูนะก็ดูจะกังวลไม่น้อยแต่ก็ยังคงตั้งใจขับร้องบทเพลงต่อไป ด็อกเตอร์เองก็ยังคงรัวนิ้วบนแป้นพิมพ์นั้นอยู่

     จนกระทั่ง

    เพล้ง!

    หลังความพยายามอย่างบ้าเลือดนั้น ในที่สุดกำแพงของยูนะก็ถูกทำลายในที่สุด กำปั้นของมันพังทะลุเข้ามาจนกำแพงแตกละเอียดราวกับกระจก หลังจากนั้นกำแพงทั้งหมดก็พังทลายลงเป็นเศษแก้วกระจายอยู่เต็มพื้นก่อนจะสลายเป็นโพลิก้อนหายไป

    “ไม่นะ!” ยูนะโพล่งขึ้นมาอย่างเสียขวัญ

    เจ้า Gleam eyes ยันตัวมันขึ้นก่อนจะคำรามออกมาด้วยความโกรธแล้ววิ่งพุ่งตรงดิ่งเข้าหาทั้งสาม แต่เพียงแค่พริบตาเดียวก็เกิดประกายแสงสว่างวาบขึ้นจนเจิดจ้าไปทั่วบริเวณและทันทีที่แสงจางหายลง มันก็ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั่นแล้ว

    “เจ้านั่นหายไปเหรอ?”

    เอย์จิเอยลอยๆขณะสอดสายตาไปรอบๆคิดว่าบางทีมันอาจจะหลบซุ่มโจมตีจากตรงไหนสักแห่งแถวนี้ แต่ว่าก็ไร้วี่แวว ทุกอย่างดูเงียบสนิทราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่นอะไรสักอย่าง ไม่ก็เขาก็เสียสติจนเห็นภาพหลอนแน่ๆ

    ศาสตราจารย์ที่ยืนอยู่จนถึงเมื่อกี้ ตอนนี้ก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นพลางเหนื่อยหอบ เขาดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อจนเปียกชุ่ม เผลอๆเยอะกว่าตัวเด็กหนุ่มด้วยซ้ำ

    “ด็อกเตอร์ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”

   ยูนะ(ที่ยังดูตกใจเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หายรีบรุดเดินตรงมาถามอาการด้วยความเป็นห่วง แน่นอนว่าชายแก่ส่ายศีรษะและโบกมือกลับไปเป็นคำตอบ

    “ขอบใจที่เป็นห่วงนะ,แต่ว่าฉันไม่เป็นอะไรหรอก” เขาบอกแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อบริเวณใบหน้าออก “แค่ไม่ได้ออกกำลังหนักๆแบบนี้มานานมากแล้วนะ สงสัยฉันคงแก่เกินกว่าจะมาทำอะไรแบบนี้แล้วล่ะมั้ง…”

    “แล้วเจ้า Gleam eyes มันหายไปไหนแล้วครับ?” เอย์จิถามขณะทรุดนั่งพิงกับตู้คอนเทเนอร์อันหนึ่ง “หรือว่าคุณกำจัดมันไปแล้ว?”

    “ไม่ๆ ไม่ใช่งั้นหรอก” ชายแก่ปฎิเสธพร้อมกับถอนหายใจออกมา “ถึงฉันจะเป็นคนสร้าง OS ก็จริงแต่ว่าฉันก็ไม่ได้มีอำนาจขนาดทำอะไรก็ได้เหมือนกับพระเจ้าหรอกนะ ที่ฉันทำเมื่อกี้นี้ก็แค่ส่งมันไปที่อื่นให้ห่างจากเราให้มากที่สุดก็เท่านั้นเอง…”

    “แต่ว่าถ้าเป็นยังงั้น เราก็ยังมีโอกาสโดนเล่นงานอยู่สินะครับ

   “มันก็ถูกของเธอ,ดังนั้นฉันเลยเสนอว่า…” ด็อกเตอร์พูดค้างไว้ตรงนี้ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นพร้อมปั่นฝุ่นตรงกางเกงออก “…เราควรไปหาเขตปลอดภัยพักกันก่อน อย่างน้อยก็จะได้มีเวลาพูดคุยกันแบบสบายๆบ้างน่ะนะ

  “เขตปลอดภัย?” ยูนะเอียงคอทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะดีดนิ้วเหมือนกับนึกอะไรออก “คุณหมายถึง ‘เซฟโซน(Safe Zone)’ สินะคะ ที่ผู้เล่นใช้พักฟื้นและมอนสเตอร์ไม่สามารถรุกล้ำเข้าไปได้นะ!”

  “อ่า,เข้าใจถูกแล้วล่ะ” ชิเกุมระพยักหน้ารับ “หากเป็นที่นั้นคงจะเบาใจเรื่องจะถูกโจมตีไปได้เลยล่ะ มันตั้งอยู่ไม่ไกลจากนี่มากเท่าไรหรอก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นโรงงานนั้นนะ

  กล่าวจบด็อกเตอร์ก็ชี้นิ้วไปที่อาคารหลังหนึ่งที่ก่อตัวเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ในความมืด ดูจากขนาดและความสูงคงอยู่ห่างจากจุดที่ทั้งสามยืนอยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น

   “เอาล่ะ,ฉันว่าเรารีบไปกันดีกว่านะ” ชายแก่ค่อยๆลดมือลงแล้วหันมาพยุงเอย์จิขึ้น ก่อนจะเอาแขนของเด็กหนุ่มพาดบ่าไว้เหมือนก่อนหน้านี้ “ถ้ามัวแต่ชะล่าใจ เจ้านั้นอาจจะโผล่มาอีกก็ได้

    “เดี๋ยวก่อนคะ!”

   อยู่ดีๆยูนะก็ยกมือขึ้นราวกับนักเรียนในชั้นที่ยกมือถามครูด้วยสงสัย

   แน่นอนว่ามันทำให้ด็อกเตอร์ชิเกมุระเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อย

   “มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ,ยูนะ?”

  “อ๋อค่ะ!,คือว่า…” เอไอสาวนิ่งเหมือนครุ่นคิดประโยคที่จะกล่าวออกมาอยู่แปปหนึ่งแล้วจึงค่อยหันกลับมาพูดต่อ “ฉันอยากให้เอย์จิออกจากการทดสอบก่อนนะคะ ตอนนี้สถานการณ์ดูไม่สู้ดีนักและเอย์จิคุงก็บาดเจ็บอยู่ อย่างน้อยๆก็เพื่อให้เขาปลอดภัยและก็ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาณแบบนี้ ก็ควรหยุดการทดสอบไว้ก่อนนะคะ

   “มันก็จริงนะ” ด็อกเตอร์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของยูนะ “เอย์จิ,เธอปิดระบบ Ordinal Scale ลงไปก่อนดีกว่านะ เธอจะได้พักสักนิดหนึ่ง

    เอย์จิเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเล็กน้อย เขาพึ่งนึกขึ้นได้ว่า ตัวเองลืมเล่าถึงปัญหาที่ตัวเองประสบไปในตอนนี้เสียสนิทเลย

    “เป็นอะไรไปเหรอเอย์จิคุง สีหน้าเธอดูไม่ค่อยดีเท่าไรเลยนะ” เอไอยูนะทักด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวล เธอคงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่แสดงออกทางสีหน้าของเขาแน่ๆ “มีเรื่องอะไรที่เธอยังไม่ได้บอกฉันกับด็อกเตอร์รึเปล่า?”

    เด็กหนุ่มเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจเบาๆก่อนจะตัดสินใจ เริ่มเล่าถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ออกมาให้ทั้งสองฟัง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    “อย่างนี้นี่เอง” ศาสตราจารย์ชิเกมุระเอ่ยขึ้นมาลอยๆหลังฟังเรื่องของเอย์จิจบลง “แสดงว่าเธอล็อกเอ้าท์ออกจาก OS ไม่ได้สินะ ฉันพูดถูกใช่ไหม?”

    “ครับตามนั้นเลย

    ยิ่งพอได้ยินคำยืนยันจากของเขา ชายแก่ก็พยักหน้าแล้วกอดอกครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ตอนนี้ทั้งสามเข้ามาถึงเซฟโซนที่ว่าซึ่งเป็นตัวอาคารหนึ่งของโรงงานเป็นที่เรียบร้อย มันเป็นโรงงานร้างที่ดูเหมือนถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานมากแล้ว เครื่องจักรต่างๆที่ตั้งอยู่โดยรอบดูเก่าล้าสมัยไปหลายปีมากๆ พวกมันต่างมีฝุ่นขึ้นหนาจับจนเป็นสีเทา บนพื้นก็เต็มไปด้วยฝุ่นเช่น้ดียวกัน ข้าวของอะไรหลายอย่างก็กระยัดกระจายไปทั่วพท้นจนดูรกไปหมดบริเวณมุมหนึ่งของโรงงานมีกล่องลังขนาดใหญ่วางซ้อนกันเป็นจำนวนมากเอาไว้ ส่วนจุดที่ทั้งสามมาใช้เป็นที่พักนั้นเป็นเหมือนห้องพักของคนงาน เพราะมีเตียงตั้งเอาไว้หลายตัวเลยทีเดียว แถมยังมีร่องรอยของข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่เคยมีอยู่ไว้ด้วย ทั้งราวแขวนเสื้อไปจนถึงโต๊ะเล็กๆหรือตู้เสื้อผ้าพังๆ เอย์จิตอนนี้กำลังนอนอยู่บนเตียงตัวหนึ่งอยู่ขณะที่ยูนะนั่งที่เตียงข้างๆ ส่วนด็อกเตอร์ชิเกมุระนั้นไปนั่งเก้าอี้ไม้ผุอันหนึ่งอยู่ ห้องนี้ในมุมมองของเอย์จิมันดูมืดเอาการอยู่ โชคดีหน่อยที่พอมีแสงจันทร์สาดเข้ามาจากหน้าต่างพอทำให้เห็นสภาพรอบๆได้อยู่บ้าง

       ระหว่างทางที่เดินมายังที่นี่ เอย์จิก็ได้ถามถึงสาเหตุที่ศาสตราจารย์ชิเกมุระมาอยู่ที่นี้ด้วยเหมือนกันแต่เขาก็บอกว่าเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนและเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในภายหลังแทน

      หลังครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง,ด็อกเตอร์ได้เปิดหน้าจอเมนูโฮโลแกรมบางอย่างขึ้นมา ก่อนที่เขาจะพยายามพิมพ์โค้ดข้อความเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดกับอ็อกม่าของเอย์จิอยู่ครู่หนึ่ง แต่ว่าท้ายที่สุดก็ต้องส่ายศีรษะยอมแพ้และปิดมันไป

     “แก้ไม่ได้งั้นเหรอครับ?

    “อ่า” เขาตอบพร้อมเอามือกุมศีรษะด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด “ถ้ามันเป็นบัคหรือความผิดปกติของตัวระบบเอง ฉันนะแก้มันได้สบายๆอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ยมันไม่ใช่อะไรแบบนั้นอย่างที่เราเข้าใจกันนะสิ

    “ไม่ใช่แล้วถ้างั้นมันเป็นอะไรเหรอคะ?”

   หลังได้ยินคำถามของยูนะ ศาสตราจารย์ชิเกมุระก็หันมามองเธออยู่แวบหนึ่งด้วยใบหน้าที่ดูหนักอกหนักใจ ในหัวนั้นแม้แต่เอย์จิเองก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ว่าหลังมองเด็กสาวได้แค่ไม่กี่วินาที ชายแก่ก็ยันตัวยืนขึ้นก่อนจะเดินไปมองออกนอกหน้าตา สายตาจับจ้องไปที่ดวงจันทร์เบื้องบน แล้วจึงตอบคำถามเมื่อครู่นี้ออกมา

    “แฮกกิ้ง(Hacking) ไงล่ะ…”

    “!!!”

ทั้งยูนะกับเอย์จิต่างก็ตกใจกับคำตอบนั้น เด็กหนุ่มรู้จักความหมายของแฮกกิ้งดี มันคือการที่บุคคลหนึ่งพยายามเข้ามาแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นไปตามความต้องการชองตนโดยพลการ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่เรื่องนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ที่สำคัญกว่าในตอนนี้ก็คือ

    “พอจะเดาออกไหมครับว่าเป็นฝีมือใคร?”

    ศาสตราจารย์ชิเกมุระส่ายศีรษะอีกหน ดูเหมือนเขาจะรู้สึกผิดหวังในตัวเองเหมือนกัน

   “โทษทีนะ แต่ฉันเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นใคร โปรเจ็กต์ Ordinal Scale เป็นโปรเจ็กต์ที่มีการป้องกันความลับอย่างแน่นหนา น้อยคนที่จะเข้าถึงเซิฟเวอร์หรือฐานข้อมูลของมันได้ แต่ว่าเจ้าแฮกเกอร์(Hacker)นั่น ไม่ใช่แค่เจาะเข้าไปถึงระบบแต่ยังสามารถแฮกมันได้อีกด้วย ถึงฉันจะไม่มีความรู้เรื่องการแฮกอะไรพวกนี้ก็เถอะ แต่ว่าคนที่ทำแบบนี้ได้คงจะไม่ใช่แค่พวกมือสมัครเล่นธรรมดาๆแน่ๆ คงจะเป็นมือโปรที่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้มาโดยเฉพาะเลยล่ะ

   “แต่ถ้าเป็นยังงั้นจริงๆก็แสดงว่ามีคนจ้องเล่นงานเอย์จิอยู่นะสิคะ!” ยูนะที่นั่งฟังอยู่ตั้งข้อสังเกตขึ้นมา แววตาเธอฉายความวิตกออกมาชัดเจน “ไม่งั้นจะแฮกให้เอย์จิคุงไม่สามารถออกจากเกมได้เพื่ออะไรกันล่ะแบบนั้นมันไม่เมคเซ้นส์เลยสักนิด

   “นั่นสินะถ้าจะแฮกเพื่อทำลายโปรเจ็ค OS ก็ควรจัดการที่ตัวเซิฟเวอร์ให้เสียหายไปเลยน่าจะดีกว่า ไม่ก็ถ้าจะแค่ลอบมาเอาข้อมูลออกไปเผยแพร่หรือแบล็คเมลล์ก็ไม่เห็นต้องมาแฮกเอย์จิให้เรารู้ตัวเลย ไม่ว่าจะมุมไหนก็คงมีแต่ข้อสันนิษฐานของยูนะที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดล่ะนะ

   “แต่ว่า ผมไม่น่าจะมีศัตรูเลยนะครับ” เอย์จิเองก็เสนอความเห็นของตนเข้าร่วมในวงสนทนาด้วยเช่นกัน เป็นความจริงที่ว่าเขาไม่มีศัตรูเลยไม่ว่าจะตอนที่ติดอยู่ในโลกนั้น หรือแม้กระทั่งโลกแห่งความจริงนี้ก็ตาม เพราะเขาแทบจะไม่มีใครเหลียวแลหรือสนใจใยดีอะไรเสียด้วยซ้ำ พูดง่ายๆก็คือเหมือนไม่มีตัวตนเลยมากกว่า ด้วยสถานะแบบนั้น ไม่มีทางที่จะสร้างความเคียดแค้นให้ใครจนต้องถึงกับลงทุนมาแฮกเซิฟเวอร์ OS เพื่อทำร้ายเขาเพียงคนเดียวเลยสักนิด

   “การที่เขาทำร้ายเธออาจไม่ได้หมายความว่า เขาแค้นอะไรเธอก็ได้นะ” ศาสตราจารย์ชิเกมุระคาดเดาอย่างมีหลักการ “บางทีเขาอาจได้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นจากการทำเช่นนี้อยู่ก็ได้ แต่ถ้าถามว่ามันคืออะไร ฉันเองก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน

   “เออนี่,ทั้งสองคน

  อยู่ดีๆยูนะก็ทักขึ้นมาเบาๆ แม้กระนั้นมันก็ดังพอที่จะทำให้เอย์จิกับชิเกมุระหันควับไปมองด้วยความสงสัยทั้งคู่

  “คือฉันแค่คิดว่า แทนที่เราจะมาสงสัยหาตัวคนร้าย เราควรจะช่วยเอย์จิให้พ้นจากอันตรายก่อนน่าจะดีกว่านะคะ” เอไอสาวเสนอขณะพายมือแล้วกวาดสายตามองทั้งสองเหมือนต้องการให้แน่ใจว่า ทั้งคู่ยังคงฟังสิ่งเธอกล่าวอยู่ “ถึงจะออกจากระบบไม่ได้ แต่ก็ให้เอย์จิคุงถอดเจ้าเครื่องอ็อกม่าออกก่อน เพื่อกันผลกระทบจากการโดนมอนสเตอร์โจมตีแล้วหลังจากนั้นค่อยเอามันไปวิเคราะห์ที่ศูนย์วิจัยของด็อกเตอร์เพื่อหาตัวคนร้ายเถอะค่ะ แบบนั้นเอย์จิจะได้ปลอดภัยด้วย ดีไหมคะ?”

   ทันทีที่เธอพูดจบแทนที่จะมีเสียงตอบรับหรือการพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย สิ่งที่ยูนะได้รับจากทั้งสองกลับเป็นความเงียบสงัดอันชวนน่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเอย์จิกับด็อกเตอร์ต่างก็แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาอย่างชัดเจนแถมยังหันศีรษะหลบสายตาของเธออีก เอไอสาวสัมผัสได้ทันทีว่าทั้งคู่ยังมีอะไรบางอย่างที่ปิดบังเธอเอาไว้อยู่ แน่นอนว่าเจ้าตัวก็เลือกที่จะถามไปตรงๆ

     “ทั้งสองคนปิดบังอะไรเอาไว้อีกแล้วสินะคะ เรื่องที่ฉันยังไม่รู้น่ะ…”

     พอได้ยินคำถามจากปากของยูนะ ศาสตราจารย์ชิเกมุระก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเองก็คงเข้าใจดีว่าตนเองไม่สามารถปิดเรื่องนี้จากยูนะได้นานเท่าไรนัก แม้กระนั้นชายแก่ก็ดูจะลังเลที่จะยอมตอบคำถามหรืออธิบายอะไรกระจ่างชัด ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจเอ่ยปฎิเสธออกมา

    “ขอโทษนะ,แต่ว่าเรื่องนี้ฉันคงบอกกับเธอไม่ได้-”

    “บอกเธอเถอะครับ,ด็อกเตอร์” เอย์จิที่นอนฟังการสนทนาอยู่ตลอด รีบขัดขึ้นมาทันที “เธอเองก็เป็นหนึ่งในคนสำคัญของโปรเจ็คนี้นะครับ อย่างน้อยก็ให้เธอได้รับรู้ความจริงดีกว่าต้องเดินตามเราโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย แบบนั้นคงไม่ยุติธรรมกับเธอมากแน่ๆ

    “เอย์จิ…” ยูนะเอยชื่อของเด็กหนุ่มออกมาลอยๆพร้อมรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ 

   ศาสตราจารย์ชิเกมุระเหลือบตามองมายังหนุ่มสาวทั้งสอง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ดูจะยืนยันความตั้งใจเดิม เขาจึงก้มศีรษะแล้วสูดหายใจลึกๆก่อนผ่อนออกมายาวๆ สุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะอธิบายให้เธอฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้

     “คือว่ายูนะ” เขาเริ่มเอ่ยขณะขยับตัวหันมาสบสายตากับเธอ สีหน้านั่นดูราบเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจังอยู่เล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะพยายามทำตัวให้ดูสบายๆที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจเป็นเพราะเขารู้สึกเกร็งกับใบหน้าที่เหมือนกับลูกสาวของตนจากเอไอที่อยู่เบื้องหน้าเขาตอนนี้ จะว่าไปนี่ก็น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ชายแก่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับเธอตรงๆแบบนี้ ปกติก็จะให้เอย์จิมาคุยให้ซะมากกว่า “…ฉันคิดว่าเธอคงรู้เรื่อง อ็อกม่า, Ordinal Scale และก็ระบบจำลองความเจ็บปวดที่ชื่อว่า VPSS แล้วสินะ…”

    “อ๋อ!,ค่ะ พอดีบังเอิญได้ยินตอนคุณคุยกับเอย์จิก็เลย-”

   “ไม่เป็นไรๆ อย่าคิดมากเลย ฉันไม่ถือส่าหรอก” ด็อกเตอร์ยกมือบอกปัดไป เขาเข้าใจดีว่ายูนะคงรู้สึกผิดที่ไปฟังเรื่องพวกนั้นเข้า “ที่สำคัญกว่าก็คือเหตุผลที่เอย์จิในตอนนี้ไม่สามารถถอดอ็อกม่าออกมาเฉยๆได้ต่างหาก…”

    ชายแก่นิ่งพักหายใจไปแปปหนึ่งก่อนจะอธิบายต่อ

    “เธอต้องเข้าใจก่อนนะว่า มนุษย์ธรรมดาๆอย่างฉันกับเอย์จิจะสามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าต่างๆในสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา การใช้ระบบ VPSS ในอ็อกม่าจึงเสมือนการบังคับให้ร่างกายรู้สึกเจ็บขึ้นมาจากบาดแผลหรือความเจ็บปวดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ โดยการกระตุ้นเซลล์ประสาทที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเจ็บปวด เพื่อหลอกร่างกายและสมองให้สร้างความเจ็บปวดแบบปลอมๆขึ้นมายังไงล่ะ

     เอย์จิสังเกตเห็นความงุนงงในสายตาของยูนะ ท่าทางคำอธิบายของด็อกเตอร์อาจดูยากเกินไปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่พึ่งถูกสร้างขึ้นได้ไม่นานอย่างเธอก็ได้ล่ะมั้ง ถึงยังงั้นยูนะก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ถามกลับไปแบบธรรมดาๆ

    “แล้วมันเป็นปัญหายังไงเหรอคะที่ทำให้เอย์จิห้ามถอดอ็อกม่าออกมานะ

    “ก็ถ้าจะอธิบายง่ายๆปัญหามันอยู่ที่เจ้าระบบ VPSS นี่แหละ การที่สร้างความเจ็บปวดเสมือนขึ้นมาได้ ไม่ได้หมายความว่าในชีวิตจริงเราจะต้องมีบาดแผลหรือความเจ็บปวดจริงๆด้วยเหมือนกันนะ ถึงจะยังไม่ได้ทดลองพิสูจน์ผลจนชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่าถ้าเราทำการปิดการทำงานของ VPSS อย่างไม่ถูกต้องอาจส่งผลให้ผู้สวมใส่เกิดอาการช็อคจากการที่สมองไม่สามารถประมวลผลความเจ็บปวดที่หายไปอย่างรวดเร็วนั้นได้ แน่นอนว่ามันอันตรายจนอาจถึงตายได้เลยนะ และอีกอย่าง ถ้าเอย์จิโดนโจมตีจนหลอดพลังชีวิตหมดความเจ็บปวดที่ได้ก็คงจะมากพอให้ตายได้เหมือนกันด้วยล่ะ…”

     “อะไรกัน…” ยูนะดูจะตกตะลึงกับความจริงในข้อนี้เอามากๆ จนถึงกับนิ่งเงียบพูดไม่ออกชั่วขณะ เธอเหลือบตาหันมามองเอย์จิเล็กน้อย แต่ว่าคราวนี้เขากลับหลบตาไม่กล้าสบตาเธอซะอย่างงั้น

    ที่เอย์จิบอกว่าเดิมพันด้วย ‘ตัวตน’ ที่ว่าหมายถึงแบบนี้งั้นเหรอ …

    และแล้วอยู่ดีๆเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้

   “เดี๋ยวก่อนนะคะ,ศาสตราจารย์” เอไอสาวทักท้วง “จะว่าไปคุณยังไม่ได้บอกฉันเลยนะว่าสาเหตุที่ต้องให้เอย์จิคุงใช้ระบบ VPSS มันคืออะไรน่ะฉันมั่นใจว่าตามปกติแล้วคงไม่มีใครอยากใช้ระบบอะไรที่เสี่ยงตายแบบนี้อย่างแน่นอนเลย ถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นจะถูกสร้างขึ้นแต่มันก็สมจริงจนถ้าพลาดก็อาจจะถึงตายได้ ของอันตรายที่มันไม่น่าใช้ประโยชน์ได้เช่นนี้คุณให้เอย์จิใช้มันทำไมงั้นเหรอคะ?”

   “คือเออ…”

   คำถามนี้ดูจะจี้ได้ถูกประเด็นเอามากๆ ด็อกเตอร์ชิเกมุระเองก็ถึงกับเหงื่อตก ยูนะสังเกตเห็นท่าทางที่น่าสงสัยนั้นก็เดาได้ทันทีเลยว่าตัวเองถามมาถูกทางแล้ว จึงนิ่งเงียบและรอคำตอบแต่ทว่าคนที่ตอบออกมากลับเป็นเด็กหนุ่มที่นอนอยู่เตียงข้างๆเธอซะอย่างงั้น

    “เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นไงล่ะ…”

   “แข็งแกร่ง?”

   เอย์จิพยักหน้าก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง [การทลายขีดจำกัดที่เป็นทฤษฎีของด็อกเตอร์ชิเกมุระให้ยูนะฟังรวมถึงเรื่องระบบ VPSS  แน่นอนว่าถึงปากบอกว่าเล่าความจริงแต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด เด็กหนุ่มเลือกที่จะหลบเลี่ยงความจริงบางส่วนที่อันตรายออกไปโดยเฉพาะจุดประสงค์ของการสร้างระบบ VPSS ขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายสำหรับเขาที่เธอไม่พูดอะไรตลอดเวลาที่เขาอธิบายเพียงแต่เริ่มหรี่ตาลงเรื่อยๆพร้อมหลบตาต่ำและเม้มปากเน้น มือทั้งสองข้างก็ค่อยกำแน่นขึ้น แสดงถึงความไม่พอใจในอะไรบางอย่าง ถึงกระนั้นเอย์จิก็ยังคงอธิบายต่อจนจบในที่สุด

   “…เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละ” เด็กหนุ่มกล่าวปิดท้าย “พอจะเข้าใจมากขึ้นรึเปล่า?”

    “ไม่เลย…”

   “เอ๋?”

   เอย์จิอุทานออกมาเบาๆด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกแปลกใจที่เอไอสาวปฎิเสธออกมา แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือน้ำเสียงที่ดูเย็นชาและสีหน้าที่เธอจ้องมองมาที่เขาในตอนนี้ต่างหาก

   ทำไมมันถึงดูเศร้าสร้อยและผิดหวังมากเช่นนี้กันล่ะ

  “ยูนะ?”

 “ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ…” เธอกล่าวปฎิเสธแล้วส่ายศีรษะ เรือนผมสีขาวเงินสะท้อนแสงจันทร์จนเปล่งประกาย “ความแข็งแกร่งทำไมเอย์จิคุงถึงต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อของแบบนั้นด้วยล่ะ ถ้าเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นจะได้มีคนชื่นชมถึงกับต้องยอมเสี่ยงตายขนาดนี้เลยงั้นเหรอ ไม่เห็นมีเหตุผลเลยสักนิด…”

     “…”

    เอย์จิไม่รู้จะพูดเช่นไรออกไปดี เขาคิดว่ายูนะเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำหน้าก็จริง แต่เห็นได้ชัดว่าเธอเรียนรู้อะไรต่างๆและพัฒนาได้รวดเร็วกว่าที่คิดมาก ตัวเธอในตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อน เธอไม่ใช่แค่ปัญญาประดิษฐ์ที่สนแต่เรื่องร้องเพลงเพียงอย่างเดียวและไม่ใส่ใจเหตุกับผลหรือสิ่งรอบข้างอีกต่อไปแล้ว เธอในตอนนี้เต็มไปด้วยความนึกคิด,เหตุผล,ความสงสัยและอารมณ์ที่ไม่ต่างไปจากมนุษย์ดีๆเช่นเขาเลย

   เอไอสาวถอนหายใจแล้วจึงหันมาสบตากับเด็กหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเธอแฝงไปด้วยความคาดหวังอะไรบางอย่างจากเขา

   “นี่เอย์จิคุง,ฉันรู้นะ ว่าสิ่งที่เธอกับด็อกเตอร์พูดมาจนถึงตอนนี้ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดหรอก ทั้งสองคนกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างโดยไม่ให้ฉันรู้อยู่สินะ ถึงจะเป็นแค่ปัญญาประดิษฐ์แต่ฉันก็ไม่ได้โง่นะรู้ไหม ฉันรู้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือเรื่องโกหก เพราะยังงั้นหยุดปิดบังอะไร แล้วช่วยเล่าเรื่องจริงๆทั้งหมดออกมาเถอะนะ ขอร้องล่ะ…”

     ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบอย่างฉับพลัน เด็กหนุ่มกับชายแก่นิ่งไปชั่วขณะ การที่ยูนะรู้แผนการที่พวกเขาทั้งคู่ปิดบังอยู่คือสิ่งที่พวกเขาทั้งสองพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด ทั้งๆที่พยายามระมัดระวังตัวมากแท้ๆแต่ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ แน่นอนว่าต่อให้นั่งคิดไปก็ไม่ได้คำตอบอะไรออกมา ถึงยังงั้นเอย์จิก็ยังเข้าใจความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจของยูนะดี การที่รู้ว่าคนที่ตัวเองสนิทและไว้เนื้อเชื่อใจในทุกๆสิ่ง กลับปิดบังเรื่องบางเรื่องเอาไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง สำหรับเธอมันคงเป็นการแสดงถึงความไม่จริงใจที่พวกเรามอบให้ และอาจเพราะแบบนั้นล่ะมั้งเธอถึงแอบมาจับตาดูเขาที่โกดังสินค้าก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะได้รู้ความจริง

     การที่เธอจริงใจจนหมดสิ้นแต่ได้รับความไม่จริงใจกลับมาแทน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทรยศ และน่าจะเป็นความเจ็บปวดที่เธอรู้สึกในตอนนี้อย่างแน่นอน

    ในก้นบึงจิตใจของเอย์จินั้นเขาต้องการบอกความจริงทุกอย่างกับยูนะเสียเหลือเกิน  ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความสุขที่ต้องปกปิดเรื่องบางอย่างเอาไว้จากเธอเลย แน่นอนว่าศาสตราจารย์ชิเกมุระก็คงไม่ต่างกัน ทุกๆครั้งที่เขาต้องกลบเกลื่อนหรือปิดบังสิ่งเหล่านั้นมันทำให้ใจของเขาเอง รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอก มันคือความรู้สึกผิดที่มีต่อเธออย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ว่ายังไงเอย์จิก็จำทนต้องปิดบังเช่นนี้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของตัวเธอเองและก็ยูนะตัวจริงด้วย

     ยังไงแผนการณ์นี้จะต้องสำเร็จและไม่ผิดพลาดเป็นอันขาดการที่ให้เธอรู้เรื่องทั้งหมดนี้รั้งจะทำให้แผนที่วางไว้วุ่นวายมากยิ่งขึ้น เธออาจต่อต้านและทำลายแผนเหล่านั้นจนสิ้นซาก ใช่,ถ้าเป็นเหมือนยูนะตัวจริงล่ะก็ ยังไงต้องทำแบบนั้นเป็นแน่

 และด้วยเหตุนั้น,เขาจำเป็นต้อง

   “เสียใจด้วยนะยูนะ” เด็กหนุ่มเอยปากตอบกลับไป ในใจรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงลงบนอก “ความจริงที่ฉันสามารถบอกเธอได้ในตอนนี้มีแค่นี้จริงๆฉันขอโทษ…”

   ทั้งห้องต่างเงียบกริบ ด็อกเตอร์ชิเกมุระไม่พูดอะไรเพียงแต่ก้มหน้าเอามือทั้งสองข้างประสานเข้าหากัน ฝั่งยูนะ,เธอเลือกที่จะก้มหน้าด้วยเช่นกัน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังและรอยยิ้มฝืดๆที่มุมปากราวกับตั้งใจจะประชดตัวเอง นั่นยิ่งทำให้เอย์จิรู้สึกแย่ยิ่งขึ้นไปอีก

   ใช่,เขาปิดบังเธออีกครั้ง ทรยศเธออีกครั้ง ถึงจะเข้าใจเหตุผลในการกระทำแต่ก็ยังรู้สึกผิดในใจอยู่ดีๆ

   เอไอสาวที่นิ่งเงียบอยู่ ท้ายที่สุด เธอก็เป็นฝ่ายเอยขึ้นมาบ้าง ดวงตาเริ่มแดงก่ำพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลปริ่มออกมาอาบแก้ม เธอสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะผ่อนออกมาเบาๆและเริ่มพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นครือ

   “…ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันคิดว่าฉันรู้จักทั้งสองคนดีพอแล้ว แต่พอมาวันนี้ฉันรู้เลยว่าฉันเข้าใจผิดไปมากแค่ไหนตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญอะไร แต่ตอนนี้ฉันเริ่มไม่มั่นใจแล้วล่ะทั้งเอย์จิและก็ด็อกเตอร์ปิดบังเรื่องราวต่างๆมากมายเพื่อแผนการณ์อะไรสักอย่างที่ฉันเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดี ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งที่ชั่วร้าย ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมตัวฉันเองถึงไม่สมควรรับรู้เรื่องเหล่านั่น แต่ว่า,ยิ่งพวกเธอพยายามโกหก ฉันก็ยิ่งรู้สึกถึงความห่างเหินที่ไกลออกไป เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเป็นพวกพ้องที่อยู่เคียงข้างฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปด้วยกันหรืออาจเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ว่านั้น เครื่องมือที่เมื่อหมดประโยชน์ก็จะถูกกำจัดทิ้งอย่างไม่เหลียวแล…”

     “ยูนะ…” เอย์จิพยายามเรียกเด็กสาวด้วยเสียงอันค่อยแต่ก็โดนศาสตราจารย์ชิเกทุระยกมือรั้งเอาไว้ ชายแก่ส่ายศีรษะเป็นสัญญาณว่าอย่าพูดอะไรเลยจะดีกว่า

    “…ถ้าฉันเป็นเครื่องมือจริงๆ การที่ไม่รู้ความจริงที่พวกเธอปิดบังมันก็สมเหตุสมผลแล้วล่ะ ฉันไม่รู้ว่าเอย์จิกับด็อกเตอร์จะเข้าใจความรู้สึกของฉันไหม แต่ว่าความรู้สึกในใจฉันตอนนี้คือความกลัวกลัวว่าสักวัน หากแผนการทุกอย่างเหล่านั้นสำเร็จขึ้นมา ทั้งสองคนจะยังต้องการฉันอยู่รึเปล่าจะทอดทิ้งฉันให้อยู่บนโลกนี้อย่างเดียวดายไหมหรือจะกำจัดฉันให้หายไปจากโลกใบนี้ทุกๆอย่างรอบตัวมันดูสับสนไปหมด  ฉันเริ่มคิดถึงจุดประสงค์ที่ทั้งสองคนสร้างฉันขึ้นมา สรุปแล้ว มันเพื่อร้องเพลงและมอบความสุขให้คนอื่น จริงๆรึเปล่าหรือนั้นก็เป็นแค่เรื่องโกหก-”

    “ก็โกหกนะสิ…”

    “!?”

   ยูนะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเด็กหนุ่มเอยขึ้นมาแบบนั้น แน่นอนว่าด็อกเตอร์ชิเกมุระเองก็เช่นกัน ทั้งสองต่างหันมามองเอย์จิด้วยสายตาที่ดูตกใจระคนประหลาดใจด้วยกัน

    “เอย์จิ…” ชายแก่ตั้งท่าจะพูดเตือนเขาอีกหนแต่คราวนี้เป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่ยกมือมาห้ามเอาไว้แทน ก่อนจะยันตัวลุกจากเตียงอย่างช้าๆ แล้วก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าของเอไอสาวแล้วจึงย่อตัวคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมกับแหงนศีรษะสบตากับเธอ

    “พวกเราไม่ได้สร้างเธอเพื่อมาร้องเพลงให้ความสุขกับทุกคนหรอก” เขาเอย “แต่พวกเราสร้างเธอขึ้นมาเพื่อให้เธอใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่ตัวเองต้องการต่างหาก

    “แบบที่ฉันต้องการงั้นเหรอ?”

   “อืม,ถูกแล้วล่ะ” เอย์จิพยักหน้ารับคำด้วยความมั่นใจ ประกายตาส่องแสงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าเอาไว้ “พวกเราสร้างเธอให้เป็น 0 แต่คนที่เริ่มนับ 1 ขึ้นมาก็คือตัวยูนะเองนั่นแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอคิดหรือกระทำคือสิ่งที่เธอตัดสินใจ ไม่ใช่ถูกตั้งโปรแกรมโดยฉันหรือด็อกเตอร์หรอก เพราะฉะนั้นความปรารถนาที่จะร้องเพลงสร้างความสุขให้ทุกๆคน มันก็คือความปรารถนาของตัวเธอเอง,ยูนะ

    “แต่ถึงจะเป็นอย่างที่พูดก็เถอะมันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงเกี่ยวกับเธอและก็ด็อกเตอร์อยู่ดีนะ!” เด็กสาวแย้งกลับพร้อมขึ้นเสียง  

    “ใช่,เรื่องนั้นฉันไม่เถียงหรอก” เด็กหนุ่มยืนยันรับคำเช่นเดิม “ฉันกับด็อกเตอร์ปิดบังความจริงอะไรหลายอย่างกับเธอ นั้นทำให้เธอกลัวว่าตัวเองจะเป็นแค่เครื่องมือที่ถูกใช้งานใช่รึเปล่า?”

    “อืม

   “งั้นฉันก็ขอพูดตรงนี้เลยนะ,ยูนะ เธอนะไม่ใช่เครื่องมือหรอก

   “หมายความว่ายังไงนะ?”

   “ก็หมายความว่าตามที่พูดนั้นแหละ” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มขณะเอื้อมมือไปกุมมือของเอไอสาวที่วางอยู่ตัว น่าแปลกจริงๆที่ทั้งสองต่างรู้สึกถึงความอบอุ่นของกันและกันได้แบบนี้ และไม่รู้ว่าเอย์จิคิดไปเองรึเปล่าแต่ว่าเขารู้สึกลางๆถึงมืออันบอบบางและนุ่มนวลที่กำลังสัมผัสกับมือของเขาอยู่ “พวกเราไม่เคยคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือ และก็ไม่วางแผนที่จะทำแบบนั้นด้วย สำหรับฉันและก็ด็อกเตอร์ เธอคือคนสำคัญคนหนึ่งของพวกเรานะ เพราะฉะนั้น…”

    เอย์จิสูดหายใจลึก รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขากำลังเตรียมใจสำหรับสิ่งที่ตนเองจะเอยต่อจากนี้อยู่

   ก่อนที่หลังจากเพียงไม่กี่อึดใจ เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจพูดต่อ

   “…ฉันอยากให้เธอเชื่อใจฉันกับด็อกเตอร์อีกสักครั้งจะได้รึเปล่า?”

   “เชื่อใจ…”

   เด็กสาวทวนคำลอยๆขึ้นมาด้วยแววตาที่เจ็บปวด ดูเหมือนว่าคำๆนี้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของยูนะอยู่นิดหน่อย แน่นอนว่าเอย์จิยังคงพูดต่อ เขาจำเป็นต้องสื่อสิ่งที่อยู่ในใจออกไปให้เธอรู้ให้ได้

   “ฉันเข้าใจว่าสำหรับเธอแล้ว พวกเราที่ปิดบังเรื่องต่างๆแบบนี้มันทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและหวาดกลัวแค่ไหน แต่ว่าฉันขอให้เธอเชื่อใจพวกเราอีกสักครั้งหนึ่งเถอะนะ สถานการณ์ในตอนนี้พวกเราอาจไม่สามารถบอกความจริงทุกๆอย่างให้เธอฟังได้ แต่ว่าขอสาบานด้วยชีวิตของตัวฉันเองเลย พวกเราไม่คิดหลอกใช้เธอให้เป็นเครื่องมือหรอก ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนหรือว่าเมื่อไรเธอก็คือคนสำคัญของเราเสมอ  เพียงแต่เราคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาสมควรที่เธอต้องรู้เรื่องพวกนั้น เราก็เลยตัดสินใจปกปิดมันเอาไว้จากเธอ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำเลย ฉันขอโทษจริงๆนะแต่ว่า เธอช่วยรออีกสักหน่อยจะได้รึเปล่าฉันสัญญานะ ว่าหลังจากนี้อีกไม่นานฉันจะบอกความจริงกับเธอทุกอย่าง หลังจากนั้นจะไม่มีการโกหกและปกปิดความลับอะไรอีกแน่นอน เธอรอได้ใช่ไหม,ยูนะ?”

     ในตอนท้ายเอย์จิเน้นเสียงขึ้นมาเล็กน้อย เขาจำเป็นต้องใส่ความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงไปในประโยคสุดท้ายนี้ อย่างน้อยก็ต้องทำให้ยูนะได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเขาให้ได้เด็กหนุ่มบีบมือข้างที่กุมมือยูนะเบาๆ ความรู้สึกที่ราวกับได้สัมผัสมือของเธอจริงๆนั้นได้หายไปแล้ว ใช่,มันคงเป็นแค่ความเพ้อเจ้อที่เขาสร้างขึ้นในหัว แม้เขาจะกำลังสบตากับเธออยู่ แต่ในมุมมองของคนธรรมดา สิ่งที่เห็นก็มีแค่อากาศธาตุเท่านั้น เธอไม่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกใบนี้ เป็นแค่ข้อมูลที่ถูกสร้างออกมาเป็นรูปร่างแบบเดียวกับยูนะที่เขารู้จัก ถึงจะเข้าใจแต่สำหรับเอย์จิ เขาไม่อาจเมินเฉยเอไอสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ได้ เธอคือคนสำคัญของเขา ต่อให้ไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครแคร์ ยังไงเขาก็จะขอมองและอยู่เคียงข้างฝ่าฟันอุปสรรคเช่นนี้ต่อไป แน่นอน,ความจริงใจแบบไร้ข้อกังขาที่เธอมอบให้กับเขา เขาเองก็จะมอบให้กับเธอเช่นกัน

    นี่คือคำสัญญาของเขา

  แน่นอนว่าสิ่งที่เอย์จิพูดออกไป มันได้ผล ประกายในตาของยูนะเปลี่ยนไปแล้ว ความเศร้าโศกและความผิดหวังที่เคยปรากฎบนใบหน้าค่อยๆเลือนหายไป ถึงกระนั้นความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังหลงเหลืออยู่ เธอเม้มปากเน้นราวกับครุ่นคิดอะไรสักอย่างก่อนที่จะเอยถามเด็กหนุ่มขึ้นมา น้ำเสียงของเธอดูลังเลแสดงให้เห็นว่าเธอยังไม่เชื่อใจเขาเต็มที่ดีนัก

    “แล้วฉันจะเชื่อใจสิ่งที่เอย์จิคุงพูดออกมาได้ยังไงกันล่ะเธอมีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์งั้นเหรอ?”

    “ของแบบนั้นไม่มีหรอกและก็ไม่จำเป็นต้องมีด้วย” เอย์จิตอบกลับตามตรงด้วยความมั่นใจ เขายังคงยิ้มน้อยๆให้เธอตามเช่นเดิมอยู่อย่างงั้น “ความเชื่อใจนะไม่สามารถหาสิ่งใดมายืนยันได้หรอก มันขึ้นอยู่กับหัวใจของคนเราเองต่างหาก ว่าจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อใจใคร แน่นอนว่าตัวยูนะเองก็เหมือนกันนันแหละ เธอเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ มันเป็นอิสระที่ทุกๆคนมีอยู่กับตัว และฉันกับด็อกเตอร์ก็ไม่สามารถไปบังคับอะไรได้ ทุกอย่างคือการตัดสินใจของเธอ ลองถามหัวใจของตัวเองดูสิว่า สิ่งไหนคือสิ่งที่เธอคิดว่าถูกต้องที่สุดว่ายังไงล่ะเธอจะเลือกแบบไหนงั้นเหรอ?”

      ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งหนึ่ง เด็กหนุ่มยังคงนั่งคุกเข่ากุมมือเธออยู่ ในใจเฝ้ารอผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ยูนะนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง เธอหลับตาก่อนจะถอนหายใจและหลังจากนั้นรอยยิ้มก็ค่อยๆปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าของเธออีกครั้ง พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆที่ทั้งสดใสและก็ร่าเริงนั้น เด็กหนุ่มรู้ในทันที ว่ายูนะคนเดิมที่เขารู้จักได้กลับมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง

     “ฮะฮะฮะให้ตายสิ,เอย์จิคุงเนี่ย รู้วิธีทำให้ฉันยอมจนได้เลยนะ สมแล้วที่เป็นเธอจริงๆ…”

     “ยูนะ…” เขาทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ ในใจรู้สึกถึงความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกไป “นี่เธอยอมเชื่อใจพวกเราจริงๆงั้นเหรอ?”

     “อือ,แน่นอน อยู่แล้วสิ!” ยูนะรับคำพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “ถ้าฉันไม่เชื่อใจเอย์จิกับด็อกเตอร์ แล้วจะให้เชื่อใจใครได้อีกล่ะ แต่อย่าลืมนะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นรักษาสัญญาที่ว่านั้นไว้ด้วยล่ะ~!”

    “อ่า,เชื่อมือฉันเถอะ ไม่ว่ายังไงก็รักษาสัญญาแน่นอนอยู่แล้ว!”

   ทั้งสองต่างส่งยิ้มและสบตาให้กันและกัน พร้อมความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในใจจนไม่อาจบรรยายด้วยคำพูดใดๆได้ รอยยิ้ม ท้ายที่สุด,เด็กหนุ่มก็ได้ปรับความเข้าใจกับเอไอสาวกันเสียสักที ถึงเรื่องทุกอย่างอาจจะยังไม่ลงล็อคเสียเท่าไรนัก แต่ก็คงจะดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว อย่างน้อยๆเธอก็คงเข้าใจและเชื่อใจเขากับด็อกเตอร์มากขึ้น บางที,ถ้าถึงเวลาที่เขาต้องบอกความจริงทั้งหมดให้กับเธอล่ะก็เธอก็อาจจะ-

    “อะแฮ่มๆ!”

 เสียงไอที่ดูราวกับจงใจนั้นเกิดขึ้นมาจากมุมหนึ่งของห้อง ท่ามกลางความเงียบทำให้ทั้งสองถึงกับสะดุ้งโหยงและถูกดึงกลับมาเข้าสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างหันศีรษะไปที่ต้นทางของเสียงแน่นอนว่าก็คือ ศาสตราจารย์ชิเกมุระที่นั่งเงียบมาตลอดการสนทนาเมื่อครู่นั้นเอง ใบหน้าของชายแก่ตอนนี้ดูมีความสุขมาก ทั้งรอยยิ้มและสายตาที่ส่งมาหาฉายแววยินดีชัดเจน เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เอย์จิกับยูนะทำอยู่เมื่อกี้คงจะถูกใจเขาไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

     แน่นอนว่าเด็กหนุ่มรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เขาพึ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังทำเรื่องแปลกๆต่อหน้าด็อกเตอร์ที่เป็นเหมือนพ่อของยูนะอยู่ จึงรีบผละมือออกจากเธอเลยทันที แน่นอนว่ายูนะเองก็ทำแบบเดียวกัน พร้อมกับหลบตา แก้มเป็นสีแดงระเรื่อ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเขินอายน้อยๆยังปรากฎลางๆที่มุมปาก ท่าทางความรู้สึกของเธอก็คงจะไม่ต่างไปจากเขาเสียเท่าไรนัก

    “โทษทีๆ” ด็อกเตอร์ที่เฝ้าดูการกระทำของทั้งคู่อยู่หัวเราะออกมาเบาๆ “พอดีเห็นเด็กสมัยนี้ทำอะไรแบบนี้แล้วมันอดไม่ได้นะ

   “แต่ก็เอาเถอะฮึบ!” ชิเกมุระค่อยๆยันหัวเข่าลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ก่อนจะกระดกแว่นที่สวมอยู่ให้เข้าที่ รอยยิ้มเลือนหายไปแทนที่ด้วยใบหน้าที่ซีเรียสจริงจังเช่นเดิม “ฉันรู้ว่าพวกเธออยากจะใช้เวลาสำคัญๆอยู่ด้วยกันนะ แต่คงไม่ลืมใช่ไหมว่าตอนนี้เรากำลังประสบปัญหาอะไรอยู่ ชีวิตของเอย์จิคุงกำลังตกอยู่ในอันตราย อย่างน้อยๆก็ควรแก้ปัญหาเรื่องที่ว่านั้นก่อนจะทำอะไรอย่างอื่นจะดีกว่านะ

     “นั้นสินะคะ” ยูนะพยักหน้าด้วยท่าทีที่หวาดหวั่น “ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เอย์จิคุงก็อาจจะ-”

    “อย่าคิดมากเลยน่าฉันไม่เป็นอะไรหรอก” เด็กหนุ่มรีบขัด เขาไม่อยากให้ยูนะเป็นห่วงและมาเสี่ยงอันตรายเพื่อเขาแบบครั้งก่อนอีก “เดี๋ยวฉันจะกลับไปแก้มือกับมันเองคราวนี้รู้รูปแบบการโจมตีของมันแล้วยังไงก็ต้องล้มมันได้แน่ๆ!”

   “แต่ว่า,ก่อนหน้านี้เอย์จิคุงก็เกือบเสียท่าให้มันแล้วนิฉันไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นซ้ำสองหรอกนะ!”

    “ยูนะพูดถูกแล้วล่ะ” ด็อกเตอร์พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเดินเข้ามาหาทั้งสอง “ฉันเข้าใจว่าเธออยากจะแข็งแกร่งขึ้นนะ,เอย์จิ เธอนะพยายามแบกรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยตัวคนเดียวมาตลอด แต่ว่าคราวนี้ศึกที่ต้องเผชิญมันใหญ่เกินไปนะ ลำพังแค่เธอไม่สามารถเอาชนะมันได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก อย่างน้อยๆก็ต้องมีฉันกับยูนะคอยช่วยด้วย

   “แต่ ถ้าทั้งสองคนเกิดได้รับอันตรายขึ้นมา-”

   “เอย์จิ” เอไอสาวเรียกชื่อเขาเบาๆ เหมือนต้องการเตือนสติเขา ใบหน้าของเธอดูจริงจังมากจนทำเอาใจหายวูบ “เราต้องเชื่อใจกันและกันเข้าไว้ เธอน่ะต้องหยุดแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวได้แล้วนะ ศึกนี้ไม่ได้มีแค่เธอที่สู้อยู่คนเดียวสักหน่อย ฉันกับด็อกเตอร์ก็อยู่ด้วย พวกเราเป็นทีมที่จะต้องฝ่าฟันเรื่องทุกอย่างไปด้วยกันสิ!”

    “ทีมงั้นเหรอ?”

   ใช่,สิ่งที่ยูนะพูดมามันก็ถูก เขาไม่สมควรแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวเลยจริงๆ เด็กหนุ่มครุ่นคิดพลางนึกโกรธตัวเองอยู่ในใจ ความจริงที่ว่าเขากลัวจะสูญเสียยูนะไปอีกครั้ง ทำให้เขาพยายามให้เธออยู่ห่างจากการต่อสู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกป้องเธอจากอันตราย และด้วยเหตุนั้นเขาจึงเลือกจะสู้ด้วยตัวคนเดียวมาตลอด ทั้งตอนฝึกซ้อมและตอนปฎิบัติภารกิจจริงๆด้วย แน่นอน,ผลลัพธ์มันออกมาด้วยดีตลอดทำให้เขามั่นใจจนเริ่มผยองในความแข็งแกร่งของตนเอง คิดว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะงั้นถึงได้เลือกมาทำการทดสอบระบบ OS และ VPSS กับบอสแห่งไอน์เครดอย่าง [Gleam eyes] ที่ว่าแข็งแกร่งนักแข็งแกร่งหนา สุดท้าย,ผลลัพธ์ก็เละเทะอย่างที่เห็น เขาถูกมันไล่ต้อนราวกับหนูที่ถูกแมวไล่ ไหนจะทำให้คนรอบข้างอย่างยูนะกับด็อกเตอร์ต้องพลอยได้รับอันตรายไปด้วยแบบนี้ บางทีการที่เขาคิดสู้และแบกรับทุกอย่างเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แต่ถึงกระนั้นมันก็น่าเจ็บใจอยู่หน่อยๆ

    สุดท้ายก็ไม่สามารถแข็งแกร่งก้าวข้ามไอ้นักดาบสีดำนั้นไปได้อยู่ดีสินะ

    ไม่!,จะมามัวจิตตกกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ตอนนี้เขาจำเปํนต้องแก้ไขปัญหาสำคัญตรงหน้าซะก่อน เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาทั้งสามคน เห็นทีคงถึงเวลาต้องทิ้งทิฐิและความเห็นแก่ตัว แล้วร่วมมือกับยูนะและด็อกเตอร์เพื่อฝ่าฟันเรื่องเหล่านี้ไปด้วยกันสินะ

   “โอเคๆ เข้าใจแล้วๆ” เอย์จิตัดสินใจตอบกลับในท้ายที่สุด เขาตัดสินใจได้แล้ว “ผมจะยอมให้ทั้งสองคนร่วมมือด้วยก็ได้ ไหนๆก็มารวมหัวจมท้ายด้วยกันตั้งขนาดนี้แล้วนี่น่า

       แน่นอนว่าทันทีที่ได้ยินคำตอบนี้ ยูนะกับด็อกเตอร์ก็ดูจะโล่งใจขึ้นมากเป็นกองเลยทีเดียว

      “เยี่ยมงั้นทุกอย่างก็เข้าที่แล้ว” ชิเกมุระเอยก่อนจะกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิมแล้วกอดอก “ได้เวลาที่เราต้องวางแผนจัดการเจ้าปีศาจ Gleam eyes แล้วล่ะ ถ้าทฤษฎีของฉันถูกต้องล่ะก็ หากเรากำจัดมันที่เป็นตัวการหลักของภารกิจเจ้าปัญหานี้ได้ ความผิดพลาดทุกๆอย่างจะต้องคลี่คลายลงแน่ๆ ฉันคิดว่ายังงั้นนะ

     “นั่นสินะคะการกำจัดมันคงเป็นทางออกเดียวของพวกเรา” ยูนะเองก็เสริมทัพด้วยเช่นกัน เธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดราวกับครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่ “แต่ว่าจะทำยังไงล่ะ เจ้านั่นมันแข็งแกร่งมากจนขนาดเอย์จิคุงก็ยังสู้ไม่ได้เลยนะคะ

    “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก” ชายแก่ตอบกลับทันควัน พร้อมรอยยิ้มที่ปรากฎตรงมุมปาก “ฉันพอมีแผนดีๆอยู่ในใจแล้วล่ะ แต่คงจะต้องขอเวลาเตรียมการสักหน่อย ยูนะ,ระหว่างนี้ เธอช่วยรักษาแผลเอย์จิคุงให้หน่อย จะได้รึเปล่าฉันได้ยินว่าเสียงเพลงเธอพอจะทำอะไรแบบนั้นได้อยู่นิ

    “แต่มันยังอยู่ในระหว่างการฝึกอยู่เลยนะคะ บางทีอาจไม่ดีพอที่จะ-”

   “ไม่เป็นไรน่า,ยูนะ” เด็กหนุ่มรีบขัดขึ้นมาทันที พร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจ “ต่อให้มันไม่ดีเท่าไร แต่ถ้าได้ฟังเพลงจากเธอแล้ว มันก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ

    “เอ๋?”

   “เป็นอะไรไปน่ะ หน้าเธอแดงใหญ่แล้วนะ ฉันพูดอะไรผิดงั้นเหรอ?”

  “เปล่า,ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ!” เด็กสาวรีบแก้ต่างพร้อมส่ายศีรษะไล่ความรู้สึกแปลกๆที่ร้อนรุ่มเหล่านั้นออกจากหัว “เลิกคิดมากได้แล้วน่านั่งหันหลังให้ฉันเร็วๆสิ เดี๋ยวจะรักษาให้

  “อืม,ขอบใจนะ ยูนะ

  เอย์จิค่อยๆนั่งหันหลังให้เอไอสาวโดยเอาหลังพิงกับขอบเตียงข้างๆเธอ แน่นอนว่าการขยับตัวของเขายังทำให้ร่างกายรู้สึกเจ็บแปลบๆขึ้นมาอยู่ ความเจ็บปวดเสมือนจริงนี่ดูจะไม่หายไปตามเวลาจริงๆสินะ

   “งั้นฉันจะปล่อยให้เธอทั้งสองคนอยู่ตรงนี้ไปก่อนนะ” ศาสตราจารย์กล่าวพร้อมกับเดินไปที่ประตูทางออกจากห้องก่อนจะหันมาหาเอย์จิกับยูนะ “เดี๋ยวฉันขอออกไปทำธุระข้างนอกเแปปหนึ่ง คงจะกลับมาในอีกไม่ช้านี้แหละ

    “จะดีเหรอคะข้างนอกนั้นมันอันตรายมากนะคะ

   “ใช่ครับ,เจ้า Gleam eyes อาจจะป่วนเปี่ยนอยู่แถวนี้ก็ได้นะ

   “เอาน่าๆ ไม่ต้องกังวลไปหรอก” ชายแก่โบกมือปัดๆไปด้วยท่าทีสบายๆแบบไม่คิดกังวลอะไร “ฉันไม่ได้ไปไหนไกลสักหน่อย แค่จะเดินหาจุดสัญญาณดาวเทียมดีๆแถวๆโรงงานนี้ก็เท่านั้นเอง ฉันจำเป็นต้องใช้มันน่ะ เพราะงั้นขอตัวก่อนนะ เสร็จแล้วเดี๋ยวจะกลับมา

   พูดจบด็อกเตอร์ก็หันหลังให้แล้วเดินจากไป ทั้งสองได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาก้องสะท้อนมาอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆเงียบหายไป เขาคงจะไปไกลจากที่ที่ทั้งสองอยู่แล้วละมั้ง

   “ด็อกเตอร์นี่ก็แปลกคนจังนะ” ยูนะเอยขึ้นมาลอยๆ “อายุก็เยอะตั้งขนาดนี้แท้ๆ แต่ร่างกายเนี่ยดูแข็งแรงมากๆเลย

   “แหะๆ เธอคิดงั้นเหรอ?”

   “อืม!,แน่นอนสิ!”

   “…หึหึ

   “เป็นอะไรไปงั้นเหรอ,เอย์จิคุง?” เอไอสาวเอยถามขึ้นมาเมื่อสักเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มกำลังเหลือยบตามองเธอพร้อมอมยิ้มและหัวเราะเบาๆออกมา “หัวเราะทำไมนะ!? หน้าฉันมันมีอะไรตลกรึไงเล่า~!”

    เธอขึ้นเสียงพร้อมทำแก้มป่องแบบโกรธๆ แน่นอนว่ามันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด กลับกันมันกลับดูน่าตลกเสียจนเขาถึงกับปล่อยก๊ากออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ เสียงหัวเราของเขาดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องพักแห่งนี้

     “หยุดนะ~! หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ~!”

   เด็กสาวตะโกนลากเสียงยาวก่อนจะกระหน่ำทุบไหล่หลังของเด็กหนุ่ม แน่นอนว่าทำเอาเจ้าของแผ่นหลังถึงกับร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวดเลยทีเดียว

    “โอ๊ย!เจ็บๆยอมแล้วๆหยุดทุบฉันสักทีเถอะน่า!”

    แน่นอนว่าเด็กสาวยอมหยุดทุบอย่างว่าง่ายแต่ก็ยัวทำแก้มป่องงอนไม่เลิก พร้อมกับกอดอก ที่เมื่อครู่เธอสามารถทุบให้เขาเจ็บได้คงเป็นเพราะระบบ VPSS อีกแน่ๆเลย ไม่นึกว่าจะใช้กับเอไอนอกระบบแบบเธอได้ด้วย

     เจ็บๆทุบแรงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

   เอย์จิบ่นอุบอิบในใจขณะเอามือนวดไหล่กับหลังที่เจ็บระบมไปหมด

   “นี่ฉันทำแรงไปเหรอ!?” ยูนะชะโงกหน้ามาถามด้วยความเป็นห่วงดูเหมือนเธอคงจะคิดว่าตัวเองเผลอทำแรงกว่าเหตุล่ะมั้ง “ขอโทษนะ คิดว่าแค่ตบหน่อยเดียวก็เลย-”

   “ไม่เป็นไรๆ ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก” เด็กหนุ่มหัวเราแหะๆแห้งๆกลับไปก่อนจะดึงมือที่ลูบหลังของตนกลับมาวางที่ตักอีกครั้งหนึ่งพลางถอนหายใจ แล้วจึงเอยต่อพร้อมรอยยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก

    “ที่ฉันหัวเราะเมื่อกี้นี้เพราะว่าฉันดีใจนะ

  “ดีใจ? ” เอไอสาวทวนคำอย่างบุนงงพร้อมเอียงคอสงสัยราวกับเด็กๆที่ไม่เข้าใจสิ่งทีผู้หลักผู่ใหญ่เขาพูดกัน

   “ก็ดีใจ เรื่องที่เธอยอมเชื่อฉันกับด็อกเตอร์อีกครั้งนะสิ” เอย์จิตอบกลับก่อนจะหันมายิ้มให้กับเธออีกครั้ง “มันมีความหมายสำหรับฉันมากเลยล่ะ ขอบคุณนะ,ยูนะ

    “เหงั้นเหรอฉันเองก็กำลังจะขอบคุณเธอแบบนั้นเหมือนกันเลยล่ะขอบใจที่เอย์จิกับด็อกเตอร์ยอมเชื่อใจฉันด้วยเหมือนกันนะ~”

    “ฮะๆแสดงว่าพวกเราใจตรงกันงั้นสินะ

    “อือ,ก็คงอย่างนั้นแหละ~”

   “….” อยู่ดีๆเด็กหนุ่มก็นิ่งเงียบไปซะเฉยๆ รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยสีหน้าแห่งความสงสัย เขาทำท่าลังเลที่จะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปากเอยออกมาจนได้

   “ฉัน,ขอถามอะไร,สักหน่อยสิทำไมเธอถึงยอมเชื่อใจฉันกับด็อกเตอร์อีกงั้นเหรอ ทั้งๆที่เราปิดบังอะไรจากเธอไปตั้งหลายอย่างแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงยังเลือกที่จะเชื่อพวกเราอีก ไม่กลัวว่าจะถูกทรยศหรือโดนพวกเราหักหลังซ้ำสองเลยเหรอ?”

    ยูนะเมื่อได้ฟังคำถามนี้ แทนที่จะทำหน้าตาเคร่งเครียด จริงจัง เธอกลับยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม แถมยังหัวเราะ หึๆเบาๆ หลังจากฟังคำถามของเด็กหนุ่มจบ ก่อนจะส่ายศีรษะกลับมาให้เป็นคำตอบอย่างเรียบง่าย

    “ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอก…” เธอเอย “แค่รู้สึกว่าอยากจะลองเชื่อใจดูอีกสักครั้งหนึ่ง ก็เท่านั้นเองแหละ และอีกอย่างนะ…”

    เอไอสาวค่อยๆยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันที่อก แล้วหลับตาพร้อมกับอมยิ้มราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่างที่มีความสุขอยู่ในใจ

   “ถึงจริงๆแล้วภายในร่างกายของฉันจะไม่มีอะไรเลยก็เถอะ แต่,ไม่รู้ทำไมหลังจากที่ได้ฟังคำสัญญาจากเอย์จิคุงเมื่อตอนนั้นฉันถึงรู้สึกได้ว่า มีอะไรบางอย่างอยู่ภายในตัวฉันตรงนี้ และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมา เป็นความมั่นใจที่ว่าต่อให้ต้องเจอเรื่องราวอะไรต่างๆอีกมากมาย คราวนี้เอย์จิกับด็อกเตอร์จะไม่มีวันหักหลังฉันอีกอย่างแน่นอน แล้วเพราะอย่างงั้นฉันถึงได้ยอมเชื่อใจเธอกับคุณชิเกมุระอีกครั้งหนึ่งยังไง สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้ได้ มันคืออะไรกันแน่นะ เอย์จิคุงรู้รึเปล่า?”

    “อ่า,รู้สิ ‘หัวใจ’ ยังไงล่ะ

    “เอ๋หัวใจเหรอ?” ยูนะพูดทวนคำกล่าวของเด็กหนุ่มด้วยท่าทีที่แปลกใจอยู่นิดหน่อย “นั่นไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตมีกันเท่านั้นหรอกเหรอปัญญาประดิษฐ์อย่างฉันไม่น่าจะมีได้นี่น่าเอย์จิอย่ามาพูดล้อเล่นแบบนี้สิ~”

    “เปล่าๆไม่ใช่หัวใจที่เป็นรูปธรรมอะไรแบบนั้นหรอก” เด็กหนุ่มรีบส่ายหน้าพับๆ ปฎิเสธทันควัน “หัวใจที่ฉันหมายถึงนะเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เรียกได้ว่าเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ สิ่งนั้นนะ,ขอแค่มี ‘จิตใจ’ ก็สามารถมีมันได้แล้วล่ะ เพราะฉะนั้น,เธอเองก็มีมันได้เหมือนกันนะ ยูนะ

    “เหเป็นอย่างนี้นี่เองเหรอเนี่ย!” ยูนะกล่าวพร้อมดีดนิ้วราวกับถึงบางอ้อแล้ว “สุดยอดไปเลยเนอะ เอย์จิคุงเนี่ยรอบรู้อะไรไปหมดเลยจริงๆนะเนี่ย!”

    “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า” เอย์จิเอยอย่างถ่อมตัว “ฉันเองก็แค่จำมาจากอีกคนหนึ่งก็เท่านั้นเองแหละ

   “อีกคนหนึ่ง…? ใช่เพื่อนของเอย์จิคุงที่ชื่อว่า ‘ยูนะ’ เหมือนกับฉัน คนนั้นรึเปล่า?”

   “…”

    คำตอบที่ได้คือความเงียบอันชวนน่าอึดอัดนั้น เด็กหนุ่มปิดปากเงียยไม่พูดอะไร ศีรษะของเขาก้มลงต่ำ ใบหน้าดูเศร้าสร้อย ริมฝีปากไม่มีรอยยิ้ม สีหน้าของเขาในตอนนี้พาลให้นึกถึงรูปปั้นหินที่มีใบหน้าที่เศร้าโศกอะไรประมาณนั้นเลยทีเดียว

   “เอย์จิคุง,เป็นอะไรไปน่ะสีหน้าดูไม่ดีเลยนะ” ยูนะเอยถามอย่างห่วงๆ ขณะชะโงกศีรษะมาดูเขาใกล้ๆ “หรือว่าฉันพูดอะไรไม่ดีไปงั้นเหรอ?”

    “อ๋อ!,เปล่าหรอก” เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยจากเสียงเรียกของยูนะ ดูเหมือนเธอพึ่งจะดึงสติเขาออกจากภวังอะไรสักอย่าง  “ก็แค่ฉันยังไม่พร้อมที่จะพูดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้นะ

    “งั้นเหรอ…” เด็กสาวเอยลอยๆ เธอเข้าใจสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการจะสื่อออกมาแล้ว “นั้นคงเกี่ยวกับ ‘ความจริง’ ที่เธอสัญญาว่าจะบอกกับฉันด้วยสินะ

     “อืม,ใช่แล้วล่ะ หลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันจะบอกเธอทุกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นช่วยรออีกสักนิดหนึ่งเถอะนะ,ขอร้องล่ะ

    “จ๊ะๆไม่ต้องขอร้องอะไรให้มากอย่างงั้นหรอก” ยูนะเอามือลูบไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน “ถ้าเธอสัญญาอย่างหนักแน่นแบบนั้น ฉันก็จะรอและไม่คิดเซ้าซี้อะไรทั้งนั้นแหละ จะทำเหมือนเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดเลยก็ได้นะ

    “ขอบใจนะยูนะ ที่เข้าใจฉันนะ…”

   “ต้องเข้าใจอยู่แล้วสิ,เธอคือเพื่อนคนสำคัญของฉันนี่น่า” เด็กสาวกล่าว ก่อนจะเอามือทาบลงที่กลางหลังของเด็กหนุ่มก่อนจะมีลำแสงสีขาวเขียวอ่อนๆเรืองแสงลอดออกมาจากฝ่ามือ ทำให้เอย์จิรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก “งั้นฉันจะเริ่มรักษาเธอเลยนะ อาจจะไม่ดีเท่าไรก็อย่าว่ากันล่ะ

   เอย์จิยิ้มให้ก่อนจะพยักหน้าเป็นการยอมรับแล้วจึงหลับตาลงพร้อมสูดหายใจเข้าออกเบาๆ เช่นเดี๋ยวกับยูนะที่หลับตาลงเช่นกัน เธอเริ่มตั้งสมาธิและนั้นทำให้แสงสว่างตรงฝ่ามือค่อยๆเจิดจ้าขึ้น จนส่องสว่างไปทั่วทั้งห้องนี้ เป็นเวลาช่วงแปปหนึ่งที่ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัด จนกระทั่งเสียงเพลงค่อยๆบรรเลงขึ้นและเสียงร้องของเอไอสาวก็ค่อยๆคลอตามมา

    ในเสี้ยววินาทีนั้นความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาณทั้งหลาย

ก็ค่อยๆมลายจางหายไปจนหมดสิ้น

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------                

      “…เอาล่ะ,เสร็จแล้วจ๊ะ

    เสียงพูดของยูนะดังขึ้นทันทีในวินาทีที่ดนตรีทั้งหมดเงียบลง เป็นอันจบบทเพลงของเธอ เด็กสาวถอนมือออกจากแผ่นหลังของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ แสงสีขาวเขียวอ่อนก็ค่อยๆจางหายไปจนห้องกลับมาอยู่ในสภาพมืดๆไร้แสงไฟอีกครั้งหนึ่ง

     เอย์จิรู้สึกเหมือนกับว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้มานานมากแล้ว เสียงเพลงของยูนะช่วยขับกล่อมเขาได้ดีจริงๆ มันช่วยให้เขาผ่อนคลายและลืมความทุกข์ทุกอย่างออกไปจากหัว โชคดีหน่อยที่เขาไม่ได้เผลองีบหลับไประหว่างเธอร้องเพลงน่ะนะ เด็กหนุ่มเหลือบไปตาไปเช็คแถบหลอดพลังชีวิตของเขาที่แสดงผ่านระบบของอ็อกม่า มันกลับมาเต็มหลอดเป็นสีเขียวเหมือนตอนแรกแล้ว แถมเท่าที่เขาลองขยับร่างกายดู รู้สึกได้ว่าตอนนี้ความเจ็บปวดจากการถูกโจมตีนั้นได้หายเป็นปลิดทิ้งไปแล้ว สุดยอดจริงๆ!

     “เป็นไงบ้างดีขึ้นไหม?” เอไอสาวถามด้วยท่าทีไม่มั่นใจนัก พร้อมถูฝ่ามือไปมา “ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่าฉันไม่ค่อยมั่นใจฝีมือตัวเองเมื่อครู่นี้สักเท่าไรนะ

    “ไม่มีที่ติเลยล่ะ” เด็กหนุ่มส่ายศีรษะพร้อมเอยชมจากใจจริง “ตอนนี้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ ไม่เจ็บอะไรแล้วด้วย บทเพลงและการรักษาของเธอยอดเยี่ยมมากๆ ขอบใจนะ,ยูนะ

    “อืม” เด็กสาวพยักหน้ารับด้วยท่าทีที่เขินอาย แก้มกลับมาสีแดงชมพูระเรืออีกครั้งหนึ่ง จนเธอถึงกับต้องรีบเมินหลบตาหันหน้าไปทางอื่นแทบไม่ทันเลยทีเดียว “ได้ยินอย่างงั้น,ฉันก็ดีใจด้วยนะ

    เอย์จิค่อยๆยันตัวยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ประจวบเหมาะพอดีกับที่ทั้งเขาและยูนะได้ยินเสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆจากข้างนอกห้อง แน่นอนว่าเสียงฝีเท้าที่ว่าคงไม่ใช่ใครอื่นแน่ๆ นอกเสียจาก

    “ด็อกเตอร์?”

   ไม่ช้าเกินรอ ความสงสัยของทั้งสองก็คลี่คลายลง เจ้าของเสียงฝีเท้านั้นก็คือ ศาสตราจารย์ชิเกมุระ นั่นเอง เขาค่อยๆเดินเลี้ยวเข้ามาในห้อง พร้อมกับก้มหัวมือลูบคางทำหน้าครุ่นคิดอะไรสักอย่าง ก่อนจะเงยศีรษะขึ้นมาประสานดวงตากับเอย์จิและยูนะ ทำเอาชายแก่ชะงักไปเล็กน้อยเหมือนกัน

    “โอ๊ะดูท่าฝั่งของพวกเธอจะรักษากันเสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ” เขาเอยก่อนจะลดมือที่ลูบคางลงแล้วกระชับแว่นตาให้เข้าที่ “เป็นไงบ้างล่ะเอย์จิคุง รู้สึกดีขึ้นรึเปล่า?”

    “ครับ” เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับแขนขาไปมาเป็นสัญญาณว่าความเจ็บปวดเมื่อก่อนหน้านี้ได้หายไปจนหมดสิ้น “ตอนนี้ร่างกายกลับมาเต็มร้อยอีกครั้งแล้วล่ะครับ การรักษาของยูนะนี่ช่วยผมไว้ได้เยอะจริงๆเลยล่ะ

    ด็อกเตอร์พยักหน้าเป็นเชิงดีใจด้วยก่อนจะหันไปหาเอไอสาวที่นั่งอยู่ข้างๆของเอย์จิ เธอกำลังก้มศีรษะพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยเหตุอะไรสักอย่างอย่างมีความสุขอยู่ แน่นอนว่าชิเกมุระรู้ดีถึงสาเหตุที่ว่าแต่ก็ไม่พูดออกมาเพียงแต่เรียกชื่อของเด็กสาวเท่านั้น

    “ยูนะ

   “ค่ะ!?”

   เด็กสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยศีรษะขึ้นมาด้วยความงุนงง ก่อนจะพบกับศาสตราจารย์ชิเกมุระที่กำลังส่งยิ้มให้เธออยู่

    “ทำได้ดีมากเลยนะ

   แน่นอนว่าทันทีที่ได้ยินประโยคเช่นนั้น เอไอสาวก็อมยิ้มแก้มปริยิ่งขึ้นกว่าเดิม เธอพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเอียงคอก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงว่า

   “ไม่มีปัญหาค่ะ,ด็อกเตอร์!”

    เอย์จิที่ยืนอยู่ข้างๆเมื่อเห็นแบบนั้นก็พาลอมยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วย ก่อนจะกลับไปทำหน้าปกติตามเดิม แล้วหันไปสนทนากับศาสตราจารย์ชิเกมุระต่อ

   “ว่าแต่ฝั่งของด็อกเตอร์เป็นยังไงบ้างเหรอครับ,หาสัญญาณเจอรึเปล่า?

   “อ่าแน่นอน เจอสิ” คำตอบที่ชายแก่เอยออกมาก็ไม่ผิดจากที่เด็กหนุ่มคาดไว้เลยแม้แต่น้อย ด็อกเตอร์เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ สำหรับเขาแล้วถ้าหากยังไม่สามารถหาสัญญาณที่ว่านั้นได้เจอคงไม่มีทางกลับมาพบเอย์จิกับยูนะแน่ๆ ดังนั้น,ที่เขามาอยู่ตรงนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าผลเป็นอย่างไร “มันอยู่ที่ชั้นบนสุดของโรงงานนี้นะ แถมเป็นที่ที่เหมาะกับการวางแผนของพวกเราด้วย ถ้าพวกเธอเสร็จธุระอะไรที่นี่แล้ว เราก็จะไปกันทันทีเลย

    “โอเค,งั้นก็นำทางไปเลยครับ ด็อกเตอร์” เอย์จิกล่าว “เดี๋ยวพวกเราจะตามหลังไปเอง

    “อือ,เข้าใจแล้ว อย่าช้าก็แล้วกัน

   สิ้นเสียงนั้น ชายแก่ก็หมุนตัวก่อนเดินนำหน้าออกจากห้องไป ขณะที่เอย์จิก็หันมาหายูนะพร้อมยืนมือออกมา แววตาของเขาดูจริงจังมากแต่ถึงกระนั้นต่อหน้าเอไอสาว เขาก็ยังคงส่งยิ้มให้เธออยู่

   “ไปกันเถอะ,ยูนะ” เขากล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันเอ่อล้นนั้น “พวกเรายังมีศึกที่ต้องลุยกันต่อนะ

    เอไอสาวจับจ้องมองเด็กหนุ่มอยู่แวบหนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อยๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าเช่นเดียวกัน เธอค่อยๆยืนมือออกมาจับมือของเขาไว้ พร้อมกับเอยคำสั้นๆออกมา

    “อือ!”

ความตั้งใจและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของเด็กหนุ่ม บัดนี้,ได้ถ่ายทอดมาถึงเธอแล้ว

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------                    

          “ว่าแต่สรุปแล้วด็อกเตอร์มาที่นี่ทำไมงั้นเหรอครับ?” เอย์จิถามขึ้นขณะเดินตามหลังของศาสตราจารย์ชิเกมุระไปตามบันไดอันมืดสนิทภายในโรงงานร้างแห่งนี้ เสียงฝีเท้าของทั้งสองกระทบพื้นบันไดเหล็กดังก้องสะท้อนออกไปทั่วพื้นที่ “นึกว่ามีงานสำคัญที่มหาลัยซะอีก

     “ไอ้นั่นนะ,ไว้ทำทีหลังก็ได้” ชายแก่ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยหน่ายเต็มที่ ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบใจเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ‘งาน’ นั่นสักเท่าไรนัก “ที่สำคัญกว่าคือชืวิตของเธอนั้นแหละ เอย์จิคุง,เพราะว่าฉันเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรขึ้นมาก็เลยยอมถ่อมาถึงที่นี้ เผื่อว่าจะช่วยอะไรเธอได้บ้าง

      “ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่คุณชิเกมุระกังวลก็ถูกต้องสินะคะ~” ยูนะที่เดินรั้งท้ายอยู่ข้างหลังกล่าวเสริมขึ้นมา “ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ที่มาช่วยฉันกับเอย์จิคุงไว้ ถ้าตอนนั้นคุณไม่มาเราคงจะไม่รอดแน่ๆเลย

   “อ่า,ก็ถือว่าเป็นโชคดีก็แล้วกันนะ…”

   ด็อกเตอร์หยุดพูดแค่ตรงนั้นก่อนจะเงียบเสียงลง เขาเดินมาหยุดตรงทางเดิน หน้าห้องอะไรสักอย่างที่ไร้ซึ่งประตูปิดกั้นเอาไว้ นี่น่าจะเป็นจุดหมายที่เขาต้องการพามาแน่ๆ

    ‘ออฟฟิศ งั้นเหรอ?...

   เอย์จิคิดในหัวลอยๆขณะอ่านป้ายชื่อที่ติดไว้เหนือกรอบประตูขึ้นไป ถึงสีจะถลอกหมดแล้ว แต่ก็อ่านได้เช่นนี้จริงๆ แน่นอนว่ายูนะเองก็มองตามเขาไปด้วยเช่นกัน

  “ถ้าเป็นออฟฟิศจริงๆ ก็ไม่แปลกที่สัญญาณจะเข้าถึงได้ง่ายๆสินะเนี่ย” เด็กสาวสันนิษฐาน

  “อ่า,ก็คงงั้น

    ทั้งสามค่อยๆเดินตามๆกันเข้าไปภายในห้อง มันมืดมากจนมองอะไรแทบไม่เห็นและโชคไม่ดีสักเท่าไร,ถึงแม้นห้องนี้จะมีหน้าต่างแต่มันก็อยู่ในมุมอับที่แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาไม่ได้ ทำให้มันมืดกว่าห้องพักก่อนหน้าอยู่มากเลยทีเดียว

   “มืดเกินไปแล้วนะแบบนี้” เด็กหนุ่มเปิดประเด็นพร้อมกับเลื่อนสายตาเพื่อจะเปิดระบบมองในที่มืดของอ็อกม่า

   “นั่นสิ,น่าขนลุกจัง…”

   [พรึ่บ!]

   อยู่ดีๆแสงไฟจากโคมไฟทั้งหลายก็ติดขึ้นมาพร้อมกันเสียดื้อๆ ทำเอาทั้งเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงและเอไอสาวเกือบกรึ๊ดร้องออกมาด้วยความตกใจแต่เธอก็เอามือป้องปากหยุดไว้ได้ทันพอดี

    “ขอโทษนะฉันคงตกใจมากไปหน่อย

   ยูนะค่อยๆคลายมือออก พร้อมหันมาเอยและหัวเราะแห้งๆ กลบเกลือนเรื่องน่าอายของตนที่ทำไว้เมื่อครู่ แน่นอนว่าเอย์จิก็โบกมือเป็นเชิงไม่ว่าอะไร เพราะถ้าเอาจริงๆเขาก็เสียขวัญไม่น้อยไปกว่าเธอเหมือนกัน

    แต่ว่า,โรงงานร้างที่ไม่มีใครใช้มานานแล้วแบบนี้ ทำไมไฟฟ้าถึงใช้งานได้อยู่ล่ะ?

   หึๆ…” เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากด้านขวามือของทั้งคู่ “ไม่นึกว่าปฎิกิริยาพวกเธอจะน่าตลกขนาดนี้นะเนี่ย ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

    “ด็อกเตอร์ค่ะ!!!”

    ยูนะโพลงใส่ชายแก่ด้วยน้ำเสียงโมโหแบบออกนอกหน้า ในขณะที่ชายแก่ก็หัวเราะเบาๆในลำคอต่อไปขณะยืนอยู่ข้างๆสวิตซ์ไฟที่เปิดค้างไว้อยู่ แถมตรงใกล้ๆเท้าเขายังมีเครื่องปั้นไฟรุ่นเก่าตั้งไว้อยู่อีก ชัดเจนเลยว่าไฟที่เปิดขึ้นมาเสียดื้อๆเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือของเขานั้นเอง

   “แย่มากเลยเอย์จิกับหนูเกือบหัวใจวายเลยนะคะ!”

  “ไม่เอาน่าๆ ใจๆเย็นก่อนสิ” ศาสตราจารย์ยกมือห้ามขณะอมยิ้มราวกับเด็กๆที่สนุกสนานกับการแกล้งคนอื่นอะไรแบบนั้น “ฉันแค่อยากลองเล่นอะไรขำๆกับพวกเธอทั้งสองคนบ้างก็เท่านั้นเอง!”

   “ไม่ได้นะคะ ถ้าเอย์จิคุงเกิดเป็นอะไรขึ้นมาล่ะก็-”

  การโต้เถียงของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไปอยู่อย่างงั้น แต่ว่าไม่รู้ทำไมภาพที่เอย์จิเห็นอยู่เบื้องหน้ากลับทำให้เขาเผลออมยิ้มออกมาได้กัน

       สาเหตุก็คงอยู่ที่ด็อกเตอร์ชิเกมุระ ไม่บ่อยนักที่จะมีใครได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแบบมีความสุขจากชายแก่คนนี้ได้ง่ายๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลัง ‘การสูญเสียครั้งนั้น’ เอย์จิสาบานได้เลยว่าเขาไม่เคยเห็นชายคนนี้มีความสุขจริงๆเลยสักคร่าเดียว สีหน้าของเขาตลอดเวลามักเต็มไปด้วยความทุกข์และความเศร้าโศกอยู่เสมอ มีอยู่หลายครั้งที่เด็กหนุ่มเดินผ่านไปที่ห้องของด็อกเตอร์แล้วได้ยินเสียงร้องไห้หรือเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆดังมาจากภายนั้น

     ชายคนนี้ก็ไม่ต่างไปจากเขาที่ต้องทนทุกข์ทรมาณจากการสูญเสียบุคคลที่รักของตนเองไป โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ บางที,อาจแย่ยิ่งกว่าด้วยซ้ำ เพราะชีวิตของคนที่เขาสูญเสีย

     คือลูกสาวแท้ๆของตนเอง ชิเกมุระ ยูนะ

   ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่เขา ผู้เป็นพ่อต้องแบกรับ มันจะหนักหนาและโหดร้ายได้มากถึงเพียงใด

    คำตอบนั้นคงมีแค่ เจ้าตัว เท่านั้นที่รู้

    การที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับเอไอที่มีต้นแบบหน้าตาและอุปนิสัยมาจากลูกสาวผู้ล่วงลับคงทำให้เขามีความสุขมากแน่ๆ มันคงราวกับได้หวนคืนกลับไปยังช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นอีกหนหนึ่ง ถึงจะแค่เพียงชั่วคราวแต่มันก็ยังล้ำค่าสำรับชายคนนี้อยู่เสมอ

    แน่นอน,แค่นี้มันไม่พอหรอก

   ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น ไม่ควรแค่ชั่วคราว แต่ต้องตลอดไปต่างหาก นี่คือสิ่งที่เด็กหนุ่มกับด็อกเตอร์ชิเกมุระเห็นพ้องต้องกัน และด้วยเหตุนั้น พวกเขาถึงได้เริ่มดำเนินแผนการนี้ขึ้นมา

    ยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรตาม ต่อให้ต้องถูกเกลียดชังหรือเป็นศัตรูกับโลกทั้งใบ ความตั้งใจที่ว่าก็จะไม่มีวันแปรเปลี่ยน

    เขาจะต้องพายูนะกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง-!

   “นี่,เอย์จิคุง

   “อือ!”

   เด็กหนุ่มที่กำลังเหมอลอยอยู่นั้น จู่ๆก็โดนทักโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ตกใจขึ้นมานิดหน่อย พอหันไปมองตามต้นเสียงก็เห็นเอไอสาวกำลังยืนโน้มตัวมองประสานสายตามาหาเขาพร้อมกับเอียงคอด้วยความสงสัย ดูเหมือนว่าเธอกับด็อกเตอร์จะเลิกเถียงกันไปเรียบร้อยแล้ว

    “มัวเหมออะไรอยู่เหรอ?”

    “อ๋อ,เปล่าหรอก” เอย์จิรีบตอบปฎิเสธทันที “แค่คิดอะไรไปเรื่อยๆแหละ ว่าแต่,ด็อกเตอร์ล่ะ?”

   “อยู่นั่นนะ” ยูนะตอบแล้วชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง มันมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งตั้งอยู่พร้อมกับเก้าอี้ไม้อีกสองสามตัว สภาพของมันเก่าผุๆจนแทบดูไม่ได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นมันก็คงจะปลอดภัยพอจะนั่งได้อยู่ เห็นได้จากศาสตราจารย์ชิเกมุระที่กำลังนั่งรอพวกเขาทั้งสองตรงโต๊ะตัวนั้น

   “พวกเรากำลังจะเริ่มประชุมวางแผนแล้วน่ะ” เด็กสาวเอยบอก ด็อกเตอร์เลยให้ฉันมาตาม

    “งี้นี้เอง

   “อือ,มาเถอะ” เธอกล่าวแล้วหมุนตัวหันหลังให้ก่อนจะเดินนำเขาไปยังโต๊ะตัวนั้น

    พอเห็นทั้งสองมานั่งประจำโต๊ะเรียบร้อย ด็อกเตอร์ก็พยักหน้าให้แล้วทำการใช้นิ้วเคาะอะไรสักอย่างบนอากาศ ก่อนที่ทันใดนั้น จะมีรูปภาพโฮโลแกรมสามมิติผุดขึ้นมาจากโต๊ะ ดูจากสภาพ มันน่าจะเป็นแผนผังของพื้นที่สักแห่ง

   “นี่คือแผนผังของโรงงานนี้” ศาสตราจารย์กล่าวอธิบายพร้อมกับใช้มือขยายแผนผังให้เห็นชัดเจนขึ้น “ฉันใช้ระบบดาวเทียมเพื่อสร้างมันขึ้นมา เจ้านี่แหละที่จะช่วยพวกเราได้

   “ช่วยแสดงว่าด็อกเตอร์มีแผนแล้วเหรอครับ” 

  “อ่า,จะว่ายังงั้นก็ได้” เขาตอบขณะลดมือมาแตะขมับราวกับกำลังใช้ความคิดในเรื่องหนักๆสักอย่าง “เจ้า Gleam eyes นั้นมันแข็งแกร่งมาก ความเร็วกับพละกำลังของมันถือว่าไม่ธรรมดาเลย การต่อสู้กับมันตรงๆคงจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักหรอก ถึงพวกเราจะมีกันตั้งสามคนก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้ ความเร็วในการตอบสนองของมันรวดเร็วมากกว่าพวกเราทั้งสามคนไปมาก ทางเดียวที่เราจะสามารถจัดการมันได้คือ ต้องทำให้มันอ่อนแอลง

   “อ่อนแอลงเหรอคะ?” ยูนะที่นั่งฟังถามแทรกขึ้นมาบ้าง ท่าทางเธอดูจะจริงจังกับเรื่องนี้อยู่เอาการเลยทีเดียว “จะบอกว่าให้เราทำให้มันเคลื่อนที่ช้าลงหรือโจมตีได้เบาลงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งรึคะ?”

   “ใช่,ถูกต้องแล้วล่ะ” ชายแก่พยักหน้าตอบรับคำนั้น “สถานะของเจ้านั่นในตอนนี้ไม่มีทางที่เราจะเอาชนะได้เลย ในบรรดากลยุทธ์การประมือกับศัตรูที่เหนือกว่า การทำให้ศัตรูอ่อนแอลงและช่วงชิงความได้เปรียบคือกลยุทธ์พื้นฐานที่สุดอยู่แล้วล่ะ

   “แล้วถ้าอย่างงั้นการที่จะทำแบบนั้นได้มันต้องทำยังไงเหรอครับ?”

   “เรื่องนั้นไม่ยากเลย” ชิเกมุระกล่าวพร้อมอมยิ้มก่อนจะเหลือบตาไปทางยูนะด้วยความต้องการบางอย่าง “เพราะเรามีคนที่สามารถทำแบบนั้นได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายเลยนี่นะ

    แน่นอนว่าฝั่งเอไอสาวเมื่อถูกจับจ้องโดยชายทั้งสอง เจ้าตัวก็ถึงมองสลับไปมาระหว่างสองคนนั้นด้วยท่าทีสับสนและไม่เข้าใจเสียที่สุดก่อนจะเอียงคอแล้วเอยลอยๆราวกับถามตัวเองออกมา

    “อาเระ?”

------------------------------------------------------------------------------------------------

   “ให้ตายสิ,ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย

  ชายแก่เอยพึมพำขึ้นมาขณะที่ฝีเท้าก็ยังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ดูท่าว่าเขาคงพึ่งเช็คเวลาจากอ็อกม่าที่ตัวเองสวมอยู่แน่ๆ

    ฝั่งเอย์จิกับยูนะที่เดินตามหลังมาด้วยนั้น ก็ไม่ได้พูดออกความเห็นอะไร เพียงแต่เดินตามไปเรื่อยๆอยู่ยังงั้น แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด เด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองนาฬิกาดิจิตอลที่แสดงออกมาจากอ็อกม่า

    3 ทุ่ม 45 นาที… เป็นเวลาที่ถือว่าดึกจริงๆนั้นแหละ แต่ว่าอีกไม่ช้าทุกอย่างก็คงจะจบลงแล้วล่ะ

   ด้วยการต่อสู้ตัดสินระหว่างเขากับเจ้า Gleam eyes นั้น

  ตอนนี้ก็ผ่านได้สักพักแล้ว หลังจากที่พวกเขาออกมาจากโรงงานร้างที่เป็นพื้นที่เซฟโซน ก่อนหน้านั้นด็อกเตอร์,เขา และก็ยูนะก็มีการซักซ้อมวางแผนกันอยู่ครู่หนึ่งเพื่อความมั่นใจ แต่ถึงอย่างงั้น มันก็ยังกดดันสำหรับเขาอยู่ดี และถ้าดูจากสีหน้าที่เคร่งเครียดของเอไอสาวซึ่งเดินเคียงข้างอยู่ตอนนี้ ก็คงบอกได้แค่ว่า

    เธอเองก็กดดันไม่ต่างไปจากเขาเลยทีเดียว

  “นี่,ด็อกเตอร์คะ…” เด็กสาวเอยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ “คิดว่าแบบนั้นจะทำได้จริงๆเหรอคะ,เสียงเพลงของฉันน่ะ

   “อ่า,ได้แน่นอนอยู่แล้วล่ะ” ชิเกมุระตอบกลับโดยไม่ได้หันมาสบตากับเธอเสียด้วยซ้ำ “มันคือระบบที่ฉันสร้างขึ้นและตั้งใจเอามาใส่ใน OS ตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ เสียงเพลงของเธอจะช่วยบัพ(Buff)ความสามารถต่างๆของผูเล่นให้มากขึ้นและลดความสามารถต่างๆของศัตรูลง เพราะฉะนั้นถ้าเอามาใช้ล่ะก็ ฝ่ายเราจะต้องได้เปรียบขึ้นมากแน่ๆ

   “แต่ว่า!” ยูนะแย้งขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย “ถ้าเกิดฉันทำพลาดขึ้นมาล่ะก็เอย์จิคุงคง-”  

   “อย่ากลัวไปก่อนที่จะได้ลองทำดูสักครั้งเลยสิ” ศาสตราจารย์บอก น้ำเสียงของเขาแฝงความหนักแน่นและความเชื่อมั่นไว้อย่างเต็มที่ “ถ้าเธอไม่ได้ลองทำดู จะรู้ว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้กันล่ะคนที่เอาแต่กลัวความผิดพลาดจนไม่กล้าทำอะไรเลยก็ไม่ต่างอะไรกับทหารที่ยอมแพ้ไปตั้งแต่ยังไม่ได้รบนั่นแหละ เธอคิดว่าดีแล้วงั้นเหรอ?”

    “ไม่ค่ะไม่แน่นอน!” เอไอสาวรีบตอบกลับไปในทันที เอย์จิสังเกตเห็นประกายแสงแห่งความตั้งใจอันแรงกล้าลุกโชติช่วงอยู่ในนัยน์ตาสีแดงทับทิมของเธอแวบหนึ่ง ก่อนที่มันจะค่อยๆมอดดับและหวนคืนกลับมาดูเศร้าซึมอีกครั้งหนึ่ง “เพียงแต่พอฉันรู้ว่า ชะตาชีวิตของเอย์จิคุงขึ้นอยู่กับการร้องเพลงของตัวฉันเอง มันก็อดกังวลไม่ได้นะคะ…”

     เด็กหนุ่มเข้าใจความรู้สึกของยูนะดี การที่ชีวิตคนสำคัญของตนเองขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ไม่แปลกหรอกที่ความกังวลและความกดดันตนเองจะเกิดขึ้นมามากมาย ถ้าเขาอยู่ในตำแหน่งเดียวกันก็คงรู้สึกเหมือนๆกัน เผลอๆอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์แบบนี้ ก็คือกำลังใจจากคนรอบข้าง

   “ไม่ต้องห่วงน่า,ยูนะ” เขาตัดสินใจเอยขึ้นมา พร้อมรอยยิ้มที่พยายามเค้นความมั่นใจทั้งหมดของตนออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “แค่มีความสุขกับการร้องเพลงเหมือนทุกทีเถอะ พวกเราทุกคนต่างก็มีหน้าที่สำคัญๆในการต่อสู้ครั้งนี้หมดนั้นแหละ ขอแค่ทำให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็พอแล้วล่ะ จริงไหม?”

   “...”

  ยูนะนิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไรมาในทันที เธอเอาแต่จ้องมาที่เขาอยู่แปปหนึ่ง ราวกับคิดจะมองทะลุทะลวงเข้าไปถึงจิตใจของเด็กหนุ่มยังไงยังงั้น แต่ว่าท้ายที่สุดรอยยิ้มก็ค่อยๆปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าของเธออีกครั้งหนึ่งจนได้

   “อืมเข้าใจแล้วล่ะก็คงมีแต่ต้องพยายามให้เต็มที่ให้มากที่สุดสินะ!”

   “อ่า,ก็ตามนั้นแหละ…”

   ตึก.

   ในจังหวะนั้น ด็อกเตอร์ชิเกมุระก็หยุดเดินลงในทันที บริเวณที่เขายืนเป็น 4 แยกที่มีคอนเทเนอร์ตั้งเรียงรายเป็นกำแพงสูงเหนือศีรษะขึ้นไป เขาสอดส่ายดูทุกๆเส้นทางก่อนจะถอนหายใจแล้วหันมาหาทั้งสอง ใบหน้าของเขายังดูจริงจังเช่นเดิม

   “ดูเหมือนว่าจะมาถึงแล้วล่ะ,พวกเธอ จากจุดนี้ไปเราจะต้องแยกกันตามที่วางแผนเอาไว้นะ เอย์จิ,เธอต้องแยกไปหาเจ้า Gleam eyes และหลอกล่อมันให้มาหาเรานะ เข้าใจใช่ไหม?”

    “ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้าและตอบรับหนักแน่น

  “…ส่วนฉันกับยูนะ จะแยกไปตามที่ที่บอกเอาไว้ตอนประชุมก่อนหน้านี้ และเตรียมทุกอย่างให้พร้อม พิกัดสถานที่กับแผนที่โรงงานนี้ ฉันส่งไปในอ็อกม่าของเธอเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร ก่อนจะแยกกัน อยากถามหรือต้องการอะไรอีกไหม?”

    “ไม่ครับ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ

   “อืม ดีแล้ว งั้นก็รีบไปเถอะ อย่าลืมเปิดสัญญาณติดต่อเอาไว้ด้วยล่ะ เราจะได้คุยกันได้

    เอย์จิพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจดีแล้วตอบรับด้วย ‘ครับ’ สั้นๆและหมุนตัวตั้งท่าจะออกวิ่งไปตามทางของตน ก่อนที่จะได้ยินเสียงยูนะเรียกชื่อของเขาขึ้นมา

    “เอย์จิคุง!”

   “หือ?” เด็กหนุ่มหยุดวิ่งแล้วหันกลับมามองเด็กสาวด้วยความสงสัย “มีอะไรเหรอ?”

    “เปล่า” เอไอสาวพูดตะกุกตะกัก แก้มและใบหน้ามีสีชมพูระเรือขึ้นจางๆถึงกระนั้นรอยยิ้มของเธอก็ยังสดใสและชัดเจนอยู่แบบนั้น “ก็แค่อยากจะบอกว่าขอใหัโชคดีนะ

    “อืม!” เอย์จิรู้สึกเขินๆนิดหน่อย เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น “เธอเองก็ด้วยนะ

    พูดจบเด็กหนุ่มก็หมุนตัวกลับไปเช่นเดิมและเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง ทั้งด็อกเตอร์และยูนะต่างก็ยืนมองดูแผ่นหลังของเขาค่อยๆห่างและกลืนหายไปในความมืดมิดนั้นจนลับตาไป

    “เห้อ,ไปซะแล้วสิ…” เธอเอยลอยๆขึ้นมาอย่างเศร้าๆดูท่าว่าเธอจะไม่อยากห่างจากเด็กหนุ่มมากเท่าไรนัก “หวังว่าเขาจะปลอดภัยนะ

    “ไม่เป็นไรหรอก เอย์จิคุงนะดูแลตัวเองได้อยู่แล้วล่ะ” ชายแก่กล่าวด้วยความมั่นใจ ดูท่าเขาจะเชื่อในตัวเอย์จิเอามากๆ “ทางเราเองก็ต้องพยายามให้เต็มที่เหมือนกัน มาเถอะ,เราต้องไปเตรียมสถานที่อะไรให้พร้อมนะ

    “นั้นสินะคะ

    เด็กสาวเห็นด้วย ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมสรรพสำหรับเอย์จิที่จะกลับมาตามแผน เพราะฉะนั้นจะมัวเออระเหยอยู่เฉยๆแบบนี้ไม่ได้ ต้องรีบไปที่จุดนัดพบและจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ตามที่คุณชิเกมุระบอก

    เมื่อตัดสินใจได้แบบนั้น ทั้งสองก็หมุนตัวก่อนจะรีบวิ่งไปอีกทางหนึ่งที่ตรงข้ามกับเส้นทางของเอย์จิ

   ศึกตัดสินกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------  

    “เอ้า,ฮึบ!”

   เอย์จิสูดหายใจลึกๆก่อนจะวิ่งฟรีลันนิ่งไต่ขึ้นไปบนตู้คอนเทเนอร์สีแดงที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แน่นอนว่ามันไม่ได้ยากเย็นเกินกว่าแรงเขาเลย เด็กหนุ่มค่อยๆยันตัวขึ้นก่อนจะปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนเสื้อ แล้วสอดสายตาไปรอบๆ

    จุดที่เขายืนอยู่ตรงนี้ น่าจะเป็นจุดที่สูงที่สุดในบรรดาเหล่าคอนเทเนอร์ที่ตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบ ความสูงของมันพอๆกับตึก  3 ชั้นได้ กว่าจะปีนขึ้นมาถึงตรงนี้ก็ใช้กำลังเยอะพอดู แต่ว่า,ด้วยจุดยุทธศาสตร์มุมสูงแบบนี้คงจะตามหาเจ้าปีศาจนั้นที่มีขนาดตัวใหญ่ๆอย่างงั้นได้ง่ายๆแน่ๆ

    นับจากตอนแยกทางกับยูนะและด็อกเตอร์ตอนนี้เวลาก็ล่วง้ลยมาได้กว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เอย์จิก็ยังไม่เจอตัวเจ้าอสุรกายนั่นเลยแม้แต่เงา ถึงกระนั้นลางสังหรณ์บางอย่างก็บอกกับเขาไว้ว่า มันคงอีกไม่ช้าแล้วที่พวกเขาทั้งคู่จะได้ปะทะกัน

     แล้วหลังจากนั้นก็ต้องล่อให้มันตามเรามาสินะ-เอ๊ะ!?

   ระหว่างกวาดสายตาไปนั้น เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นเงาอะไรบางอย่างที่เครนยกคอนเทเนอร์ซึ่งตั้งอยู่อีกฝากหนึ่งจากที่ที่เขายืนอยู่ ถึงจะมืดจนมองไม่เห็น แต่เงาที่นั่งอยู่บนยอดเครนนั้น ไม่ผิดแน่มันเป็นเงาของ

    มนุษย์

     ยูนะเหรอ?หรือว่าด็อกเตอร์?…ไม่ใช่,ตรงนั้นมันอยู่ห่างจากจุดนัดพบเกินไป ไม่มีทางที่ทั้งสจะไปปรากฎตัวอยู่ที่นั่นได้แน่ๆ แถมดูจากลักษณะเงาที่เขาเห็นก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับสองคนนั้นเลย แต่ว่า,ถ้ายังงั้นใครกันล่ะ?

     [!]

    อาจเพราะเขาจับจ้องมองไปที่เงาๆนั้นมากจนเกินไป อีกฝ่ายคงรู้ตัวว่าถูกเห็นเข้าแล้วจึงรีบยันตัวลุกขึ้นพร้อมหยิบของอะไรสักอย่างก่อนที่เพียงแค่เด็กหนุ่มกระพริบตาไม่ถึงเสี้ยววินาที เงาๆนั้นก็หายลับไปจากการสังเกตของเขาเสียแล้ว

    บ้าชะมัดหายไปไหนกันน่ะ!?

    เอย์จิได้แต่ยืนนิ่งแล้วคิดแค้นอยู่ในใจ บางทีเจ้าของเงานั้นอาจเป็นแฮ็กเกอร์ตัวการที่ทำเรื่องนี้ก็ได้ ถึงยังงั้นการออกนอกแผนแล้วไปตามล่าเจ้านั้นโดยที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนกันแน่ ก็คงจะเสี่ยงเกินไป และคงเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของด็อกเตอร์และยูนะที่กำลังรออยู่ด้วย

    ใช่,ยังไงก็ต้องจัดการเจ้า Gleam eyes นั้น---

  แกร๊!!!”

    ฉับพลันนั้น,เสียงร้องอันแสนคุ้นเคยก็ดังกึกก้องจากเบื้องหลัง ทำเอาหูของเด็กหนุ่มอื้ออึงไปชั่วขณะ พร้อมกับใจที่หล่นวูบลงไปถึงข้อเท้า เสี้ยววินาทีที่ผ่านไปอย่างแสนเชื่องช้านี้,เขาได้ตระหนักว่าเจ้าอสุรกายหัวแพะที่เขาพยายามตามหานั้น ไม่ได้อยู่ไกลเท่าไรเลยแต่มันอยู่ข้างหลังเขานี่เอง!

     ด้วยสัญชาตญาณ,เอย์จิรีบพุ่งตัวหลบไปทางขวาทั้งๆที่ยังไม่หันศีรษะกลับไปดู ถ้าตามการคาดเดาของเขาแล้วล่ะก็ เจ้านั้นคง-

     ตู้ม!

   เกิดเสียงระเบิดอย่างรุนแรงพร้อมคลื่นอากาศที่ปะทะกับร่างกายอย่างจังจนเกิดกลุ่มควันกระจายไปทั่ว ก่อนที่จะค่อยๆจางหายไป เด็กหนุ่มค่อยๆยันตัวขึ้นก่อนจะมองไปยังทิศทางเสียงตะโกนของเจ้าปีศาจนั้นเมื่อกี้นี้

    มันยืนอยู่บนคอนเทเนอร์ที่เตี้ยกว่าเขาและห่างออกไปถึง 3-4 บล็อก และกำลังคำรามข่มขู่มาทางเขา ในมือข้างหนึ่งยังคงถือดาบเหล็กขนาดใหญ่อันเดิมเอาไว้ สีหน้าและดวงตาของมันส่อแววเคียดแค้นสังหารออกมาชัดเจน

    เอย์จิเหลือบตามองมายังจุดที่เขายืนหันหลังให้มันเมื่อครู่ มันมีรอยไหม้จนดำสนิทแถมยังมีเปลวและประกายไฟสีฟ้าปรากฎอยู่ ดูจากสถานการณ์แล้ว เจ้า Gleam eyes คงสังเกตเห็นเขาเลยคิดพ่นไฟจู่โจมใส่ทีเผลอ แต่เพราะสัญชาตญาณของมันที่ต้องคำรามออกมาก่อน เลยทำให้เขารู้ตัวและสามารถหลบได้ทัน นี่คงเป็นสิ่งหนึ่งที่เจ้านี่ถูกเซ็ตไว้ในระบบตั้งแต่อยู่ใน SAO แล้ว แน่นอนว่า,มันช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้พอดีเลย

    “ให้ตายสิ” เด็กหนุ่มบ่นอย่างเหนื่อยหน่ายออกมาก่อนจะยันตัวขึ้น สายตาจับจ้องมองไปที่เจ้าปีศาจนั้นอย่างหงุดหงิด “คิดเล่นทีเผลอสินะ,สำหรับพวกแบบแกเนี่ย ถือว่าฉลาดเอาเรื่องอยู่นิ แต่,คงไม่คิดว่าฉันจะเสียท่าให้ง่ายๆหรอก ใช่รึเปล่า!”

    เจ้าปีศาจหัวแพะนั้น ได้แต่ส่งเสียงครางอย่างโกรธแค้นก่อนจะดีดตัวพุ่งกระโดดตามคอนเทเนอร์เข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว มันคงคิดจะจู่โจมระยะประชิดแบบที่ตัวเองถนัดแน่ๆ แต่ว่านี่แหละ

    ก็เข้าแผนที่ว่างไว้พอดี!

   “หึ,คิดจะมาหาฉันงั้นเหรอ” เด็กหนุ่มกล่าวเย้ยยันขณะแสยะยิ้มออกมา “งั้นก็ตามฉันมาให้ทันก็แล้วกัน!”

  พูดจบ เอย์จิก็รีบหมุนตัวแล้วกระโดดลงคอนเทเนอร์ที่ต่ำลงไปก่อนจะกระโดดซ้ำอีกหนจนตัวเองลงมาถึงพื้นข้างล่างได้สำเร็จ แน่นอนว่าเขาไม่รอช้าแต่รีบดีดตัววิ่งต่อในทันที พอดีกับที่รู้สึกถึงเงาสีดำที่ทาบลงบนตัวและพื้นที่ใกล้ๆโดยรอบ ถึงไม่ต้องบอกเด็กหนุ่มก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

   เอย์จิสูดหายใจลึกๆก่อนจะกระโดดหมุนตัวไปข้างหน้า จังหวะเดียวกับที่เสียงระเบิดข้างหลังจะดังขึ้น เขาค่อยๆยันตัวยืนพร้อมหันกลับไปมองข้างหลัง แน่นอนว่าการคาดการณ์ของเขาไม่ผิดเลย เป็นมันจริงๆด้วย เจ้า Gleam eyes ดูจากท่าทางแล้วมันคงกะกระโดดเอาเท้าเหยียบใส่ตัวเขาแน่ๆ จะฉลาดเกิน AI ไปหน่อยแล้วมั้ง!?

    “แกร๊!”

  อสุรกายนั่นยังคำรามออกมาเช่นเดิมก่อนจะเริ่มง้างดาบฟาดใส่เขา เด็กหนุ่มจึงเอี้ยวตัวหลบได้ทันแบบเฉียดฉิว สายลมจากคมดาบที่แหวกอากาศสัมผัสเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจัง แม้กระนั้นเอย์จิก็ไม่หวั่น เขารีบกระโดดถอยห่างออกมาแล้วเริ่มต้นออกวิ่งทันที สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้แต่คือการเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่ด็อกเตอร์ได้วางเอาไว้

     (“เอาล่ะ,สำหรับเอย์จิคุง เธอนะต้องแยกตัวไปหาเจ้า Gleam eyes นั้นแล้วพยายามหลอกล่อมันให้ตามเธอมา” ชายแก่อธิบายออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “มันมีสัญชาตญาณในการล่าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการล่อให้มันตามมาคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่า,มีสิ่งหนึ่งที่เธอต้องระวังเอาไว้นะความเร็วของเธอถ้าเทียบกับมันแล้ว ถือว่าห่างชั้นกันมาก ดังนั้น,ต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางกว้างๆหรือทางตรงให้มากที่สุด ถ้าเจอเส้นทางแคบๆหรือเส้นทางที่มีโค้งมากๆให้ตรงไปโดยไม่ต้องลังเลเลย,เข้าใจใช่รึเปล่า?”)

    (“แต่แบบนั้นผมจะหลงเอาได้ง่ายๆเลยนะครับ” เด็กหนุ่มแย้งกลับ ในใจไม่เห็นด้วยกับ ไอเดียนี้สักเท่าไร “ถ้าให้ผมทำแบบนั้น ทั้งๆที่ต้องวิ่งหนีแล้วยังต้องคำนึงถึงตำแหน่งจุดนัดพบนั้นอีก ผมคงทำไม่ไหวหรอก”)

   (“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันคิดวิธีรีบมือไว้อยู่แล้วล่ะ” ชายแก่อมยิ้มราวกับรู้สึกภูมิใจในตนเองอยู่หน่อยๆ “เมื่อกี้นี้ ฉันติดตั้งระบบNavigator(ระบบนำทาง) ไว้ในอ็อกม่าของเธอเรียบร้อย ถ้าเปิดใช้งานมันเมื่อไร ระบบจะคำนวณและบอกเส้นทางที่ถูกต้องให้กับเธอ พยายามตามเส้นทางที่แสดงขึ้นมาจนมาถึงจุดนัดพบให้ได้นะ เอย์จิคุง ฉันเชื่อว่าเธอต้องทำได้แน่ๆ”)

     เอย์จิหวนคิดถึงการสนทนาเมื่อก่อนหน้านี้ ขณะที่ขาก็ยังคงก้าววิ่งต่อไปอย่างไม่ลดล่ะ เขาทำการเปิดระบบนำทางขึ้นมาเรียบร้อย พร้อมกันนั้นก็วิ่งไปตามเส้นทางที่แสดงออกมาจากอ็อกม่าอย่างไม่มีบิดผลิ้ว ปากเริ่มหอบจากการวิ่งเร็วๆเป็นเวลานาน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมหยุดและวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เสียงคำรามและเสียงฝีเท้าที่ดังสนั่นยังคงดังไล่หลังมาอย่างต่อเนื่อง มันยังคงตามเขามาอยู่สินะ

     เมื่อคิดถึงตรงนั้น จู่ๆรอยยิ้มของเขาก็พลันปรากฎขึ้นมาบนใบหน้า ความรู้สึกตื่นเต้นรัคนกบับความหวาดหวั่นปรากฎขึ้นในใจ

     ดีล่ะ,ตามมาอย่างนี้เรื่อยๆเลย ที่ปลายทางของเส้นทางนี้ จะเป็นเวทีตัดสินของพวกเราทั้งคู่

    ถึงเวลามาสะสางเรื่องบ้าๆนี่ให้มันจบๆกันสักทีล่ะนะ,เจ้าปีศาจ!

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------         

ก่อนหน้านั้นไม่นานนัก

     ยูนะค่อยๆสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนผ่อนลมออกมาเบาๆ ในใจรู้สึกถึงความกดดันที่หนักอึ้งอยู่นอก ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่บนตู้คอนเทเนอร์ชั้นบนสุดที่ตั้งอยู่ในท่าเรือห่างจากจุดที่แยกจากเอย์จิมาได้พอสมควร เบื้องหน้าของเธอเป็นลานโล่งกว้างขนาดใหญ่ หากกะด้วยสายตามันก็พอๆกับสนามฟุตบอลขนาดย่อมๆเห็นจะได้ รอบๆของลานนี้คือตู้คอนเทเนอร์ที่วางซ้อนเรียงรายราวกับกำแพงยักษ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยมีช่องว่างเว้นพอให้คนเดินผ่านเข้ามาได้ มองเผินๆก็ไม่ต่างจากสนามประลองในหนังไฟต์คลับสมัยก่อนเลยทีเดียว นี่แหละคือจุดนัดพบและเป็นเวทีในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้

    เอไอสาวได้แต่ยืนถอนหายใจเข้าออกอยู่แบบนั้นในมือกำไมโครโฟนประจำตัวไว้แน่น เธอกำลังรอคอยสัญญาณจากเอย์จิที่ออกไปล่อสัตว์ประหลาดนั้นด้วยตนเองอยู่ ถ้าเป็นไปตามแผนอีกไม่ช้าเขาจะต้องส่งสัญญาณมาให้เธอกับด็อกเตอร์รู้แน่ๆ เว้นเสียแต่ว่า,เขาจะพลาดท่า-

    ไม่,ยังไงก็ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกเอย์จิคุงนะแข็งแกร่งจะตายไปจะมาเสียทีแบบนี้ได้ยังไงกันเล่า!

    ยูนะส่ายศีรษะพับๆไล่ความคิดเลวร้ายทั้งหลายออกจากหัว

   สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้มีแค่ รอคอยด้วยความเชื่อมั่นและเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทของตัวเองหลังจากนี้ก็เท่านั้น

   จะมัวเสียเวลากังวลแง่ลบไปเรื่อยแบบนี้ไม่ได้-

    “เฮ้อเสร็จสักที

    ด็อกเตอร์ที่นั่งบนคอนเทเนอร์ชั้นล่างของยูนะเอยออกมาด้วยความอ่อนล้า ตั้งแต่มาถึงที่นี่ก็ต้องเสียเวลาเข็นบันไดเพื่อที่จะปีนขึ้นมาข้างบนนี้ แถมไหนจะต้องใช้อ็อกม่าปรับแต่งระบบ OS เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ให้เข้ากับแผนที่วางไว้อีก สำหรับเขาคงเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยอยู่เหมือนกัน

   “เตรียมสถานที่เสร็จแล้วเหรอคะ?” ยูนะเอยถามมาจากด้านบนของตู้คอนเทเนอร์

    “อืม,เรียบร้อยแล้ว” ชายแก่ตอบก่อนจะยกแขนเสื้อมาเช็ดเหงื่อแล้วถอนหายใจเบาๆ “คราวนี้ก็คงจะสามารถสร้าง สเตจ(Stage) ที่เธอสามารถใช้เพลงสนับสนุนเอย์จิคุงได้แล้วล่ะ

   “เออ…” เด็กสาวรู้สึกลังเลอยู่หน่อยๆก่อนจะยอมถามออกไป “คิดว่ามันจะได้ผลจริงๆเหรอคะ ถึงจะเคยใช้เพลงในการโจมตีหรือป้องกันศัตรู แต่แค่ฉันร้องเพลงมันไม่น่าจะช่วยให้เอย์จิคุงเก่งขึ้นได้เลยนะคะ

   “เธอประเมินความสามารถของอ็อกม่าที่ฉันสร้างขึ้นต่ำไปแล้วนะ” ศาสตราจารย์เอยพร้อมเอานิ้วชี้เคาะไปที่อุปกรณ์ที่สวมไว้ตรงใบหูพลางอมยิ้ม “มันมีฟังค์ชั่นอะไรหลายอย่างนอกเหนือจาก VPSS และระบบ AR(Augmented reality;ความเป็นจริงผสานเสมือนอีก  การที่เสียงเพลงของเธอช่วยเพิ่มความสามารถของผู้เล่นก็เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะของเธอที่ฉันติดตั้งไว้ในระบบของ Ordinal Scale ตั้งแต่แรกอยู่แล้วถึงจะไม่เคยทดสอบมาก่อนก็เถอะ ให้ถือซะว่านี่เป็นการลงสนามจริงครั้งแรกไปเลยก็แล้วกัน

   “แต่….”

   ยูนะคิดจะแย้งกลับแต่ก็ไหวตัวทันจึงรีบหุบปากเงียบลงทันที เธอไม่ควรจะมากังวลอะไรตอนนี้เลย เหมือนกับที่เอย์จิและด็อกเตอร์บอกไว้ก่อนหน้านี้ อย่าพึ่งกลัวทั้งๆที่ไม่ได้ลองทำ ยังไงก็ต้องลองพยายามดูก่อน ถ้ามัวแต่กลัวหรือกังวลจนไม่ยอมทำอะไร สุดท้ายความพ่ายแพ้และความล้มเหลวที่คิดหลีกหนีให้พ้น ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ง่ายขึ้น

    ดังนั้นต้องอย่ากลัว เชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้และพยายามให้เต็มที่ที่สุดเท่านั้น!

    เอไอสาวสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตบแก้มทั้งสองข้างของตัวเองเบาๆเป็นการเรียกสติ ก่อนจะจับจ้องมองวิวทิวทัศน์ข้างหน้าแล้วรอคอยสัญญาณต่อไป

    และไม่นานเกินรอมันก็มาถึงจนได้

   “โอ๊ะ!?” ชายแก่อุทานก่อนจะเบิกตากว้างแล้วผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ เขายกมือจับอ็อกม่าเอาไว้นิ่งๆขณะกวาดกลอกสายตาอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงรีบหันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้กับยูนะ “เอย์จิส่งสัญญาณมาแล้วล่ะ ดูเหมือนจะเจอตัวเจ้านั้นแล้วล่ะ ตอนนี้กำลังพยายามวิ่งล่อมันมาอยู่!”

    “รับทราบค่ะ!” ยูนะตอบกลับอย่างตะกุกตะกัก เธอเองก็ไม่นึกว่าเอย์จิจะทำสำเร็จได้เร็วขนาดนี้ ตัวเด็กสาวยังไม่ทันเตรียมใจให้พร้อมเลยด้วยซ้ำนะเนี่ย สมกับเป็นเอย์จิคุงจริงๆนั้นแหละ

   “มาเลยเอย์จิคุง…” เด็กสาวเอยด้วยเสียงอันเบาในใจรู้สึกตื่นเต้นจนแทบยืนไม่อยู่ ถึงกระนั้นรอยยิ้มแห่งความมั่นใจในตัวของเด็กหนุ่มก็ยังค่อยๆปรากฎขึ้นบนใบหน้า “ฉันเชื่อในตัวของเธอนะ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------              

    “แกร๊!!”

    เสียงคำรามอันสุดแสนชั่วร้ายดังขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ พร้อมกับเสียงวัตถุแหวกอากาศมา ด้วยสัญชาตญาณของเอย์จิเขาจึงรีบสไลด์ตัวราบไปกับพื้นในทันทีและไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นคลื่นดาบสีขาวแนวนอนก็ตัดผ่านตรงจุดเดิมกับที่ศีรษะของเขาเคยอยู่พอดิบพอดี คลื่นนั่นกวาดยาวเป็นวงกว้างพร้อมกับกระทบใส่ตู้คอนเทเนอร์ที่ตั้งอยู่ทั้งสองข้างทางจนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นไหว ฝุ่นควันจำนวนมากเกิดขึ้นและบดบังทัศนวิสัยจนมองได้ลำบาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถหยุดเด็กหนุ่มให้ดีดตัวขึ้นแล้ววิ่งต่อไปได้

    ใกล้แล้วอีกนิดเดียว!

    เขาวิ่งล่อเจ้านี่มาได้พักหนึ่งแล้ว ถ้าตามที่เช็คระยะทางในอ็อกม่าบอกเอาไว้ก็คงเหลือแค่ไม่กี่อึดใจก็จะถึงแล้ว

     เอย์จิกัดฟันก่อนจะวิ่งทะลุช่องว่างระหว่างคอนเทเนอร์จนมาถึงทางเดินกว้างๆได้สำเร็จ เบื้องหน้าของเขาคือทางเข้าเล็กๆระหว่างสองคอนเทเนอร์และเมื่อมองลอดช่องว่างนั้นเอง เขาก็เห็นเธอ ยูนะที่กำลังยืนอยู่บนคอนเทเนอร์ชั้นบนสุดตรงข้ามเขาและกำลังยืนหันหน้ามาทางนี้อยู่

      เอย์จิ!?”

     ดูเหมือนทางฝั่งนั้นจะสังเกตเห็นเขาแล้วสินะ ดีล่ะ!

  เด็กหนุ่มรีบวิ่งเต็มฝีเท้าตรงดิ่งผ่านเข้าไปตรงช่องว่างของตู้คอนเทเนอร์ทั้งสองทันทีก่อนจะค่อยๆผ่อนฝีเท้ามาหยุดตรงกลางลานเบื้องหน้าของด็อกเตอร์กับยูนะที่ยืนอยู่บนคอนเทเนอร์ ใบหน้าของทั้งคู่ดูเคร่งเครียดและจริงจังเอาการอยู่

     “เป็นอะไรมากไหม,เอย์จิคุงเจ็บตรงไหนรึเปล่า?” ยูนะตะโกนถามจากข้างบนด้วยความเป็นห่วง

     “ไม่เป็นไรหรอกสบายมาก

    “นี่ แล้วเจ้านั้นล่ะ?” ศาสตราจารย์เป็นฝ่ายทักขึ้นมาบ้าง “มันไม่ตามเธอมาเหรอ?”

    “เรื่องนั้น-” 

  “เอย์จิ,ระวัง!”

   ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้เอยปากตอบกลับไป เขาก็รู้สึกได้ถึงเงาที่ทาบลงบนตัวเขาและพื้นที่รอบข้างอีกครั้งพร้อมกับค่อยๆขยายขึ้น ไม่ผิดแน่,เจ้านั้นมันต้องกระโดดโจมตีใส่เขาเหมือนก่อนหน้านี้...

   “คิดว่าใช้มุกเดิมแล้วจะได้ผลเหรอไง!”

   ในจังหวะที่ร่างกายและดาบของมันกำลังจะปะทะร่างกายของเขา เด็กหนุ่มก็กระโดดสวนขึ้นไปพร้อมหลบคมดาบที่ฟาดมาอย่างฉิวเฉียดก่อนจะรอจังหวะที่ความสูงของเขาตรงกับศีรษะของมันพอดี แล้วจึงง้างเท้าเตะใส่เข้าไปที่แก้มเจ้านั้นเต็มแรง จนเกิดแรงอากาศส่งมันให้ถอยออกไปได้นิดหน่อย

    “แกร๊!!!”

   ยังไม่ทันที่จะได้พักหายใจ เจ้า Gleam eyes ก็ใช้หางงูของมันพุ่งจู่โจมใส่เอย์จิที่พึ่งเอาเท้าแตะพื้นพอดี

   “ฮึ้ย!”

  เขารีบชักดาบออกมาปัดป้องการฉกอันแสนรวดเร็วนั้นได้ทันท่วงที ประกายไฟจากการเสียดสีเกิดขึ้นมาจนเจิดจ้า แน่นอนว่าทำเอาเอไอสาวที่ยืนดูอยู่ข้างบนก็อดตะลึงไม่ได้

  “สุดยอดเลยเอย์จิคุงตอบสนองการโจมตีที่รวดเร็วขนาดนั้นได้ด้วย!?”

     หลังปะทะกันได้อยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหางงูนั้นก็ดูเหมือนจะรู้ดีว่าทำอะไรไม่ได้จึงขู่ฟ่อด้วยความแค้นก่อนจะหดตัวกลับไปหานายของมัน เจ้า Gleam eyes เมื่อเห็นคู่หูของตนกลับมามือเปล่าก็ดูโมโหสุด มันแหงนศีรษะขึ้นก่อนจะคำรามออกมาดังลั่นด้วยความชิงชังสุดจะหาอะไรเปรียบได้ เสียงของมันดังจนพาลทำเอาแก้วหูแทบแตกแถมยังก่อให้เกิดคลื่นอากาศส่งออกมาทุกทิศทุกทางทำเอาทั้งสามถึงกับเซไปมายืนไม่อยู่เลยทีเดียว

    “อะไรกันเนี่ย!?” ยูนะโพล่งขึ้นมาขณะพยายามทรงตัวให้อยู่ “อย่างกับพายุเลย!”

    “สกิล Abhor Roar(คลื่นคำรามความชิงชังนะสิ!” ชิเกมุระที่กำลังน้อมตัวต่ำราบไปกับพื้นเพื่อป้องกันอาการเซของตนอธิบาย “ถ้าเกิดเจ้า Gleam eyes ไม่สามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้ภายใน 10 นาที มันจะใช้สกิลนี้ขึ้นมานะทำให้ตัวมันได้บัพเพิ่มความเร็วและพลังโจมตี ส่วนศัตรูเป้าหมายของมันก็จะถูกลดความสามารถพวกนั้นลงแทน เป็นการลงโทษพวกผู้เล่นที่ชอบยื้อเกมไว้น่ะสิ!”

   “แล้วของแบบนี้ ทำไมไม่เอาออกก่อนให้เอย์จิมาทดสอบล่ะค่ะ!”

  “ถ้าเอาออกได้ ฉันก็อยากจะเอาออกอยู่หรอกแต่โค้ดของมัน-”

  “หยุดเถียงกันก่อนเถอะครับ!” เอย์จิที่โดนแรงลมกระแทกจนเอาหลังมาพิงตู้คอนเทเนอร์เพื่อใช้ค้ำตัวเอง ขัดขึ้นมา “แทนที่จะเอาเวลามาคุยกันแบบนี้ รีบดำเนินแผนเถอะครับ สเตจ(Stage) นะ!”

  จริงด้วยสิ!” ยูนะเองก็พึ่งนึกออกขึ้นมาได้เหมือนกัน เธอเกือบลืมแผนที่วางเอาไว้กับด็อกเตอร์และเอย์จิเสียสนิทเลย “งั้นก็สเตจ ออน! (Stage On!)

    สื้นคำพูดนั้น อยู่ดีๆคลื่นลมอันรุนแรงราวกับพายุของเจ้า Gleam eyes ก็หายไปเสียดื้อๆซะอย่างงั้น แน่นอนว่าตัวมันเองก็ดูจะแปลกใจไม่น้อยอยู่เหมือนกันจนถึงกับหยุดส่งเสียงและมองไปรอบๆด้วยความสับสน เท่านั้นยังไม่พอ ฉับพลันสภาพแวดล้อมรอบๆก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปจากตู้คอนเทเนอร์ขึ้นสนิมกลายเป็นกำแพงไฟ LED หลากสีและมีแสงไฟสปอตไลท์ฉายลงมายังลานพื้นเบื้องล่าง จุดที่ยูนะยืนอยู่ก็กลายเป็นเวทีคอนเสิร์ตที่มีสีสันจัดจ้านไม่แพ้กันพร้อมด้วยสีดนตรีคลอที่ดูคึกคัก ตอนนี้พื้นที่โดยรอบทั้งหมดได้เปลี่ยนกลายเป็นลานคอนเสิร์ตขึ้นมาโดยสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่ปาฎิหารย์หรือโชคจากสวรรค์บันดาลอะไรทั้งนั้น มันคือ

   สเตจ(Stage) ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของยูนะ ที่มีแค่เธอเท่านั้นที่สามารถใช้มันได้ พูดง่ายๆก็คือเป็น เอ็กตร้าสกิล(ExtraSkill) รูปแบบหนึ่งเหมือนนิโตริวก็คงจะไม่ผิดนัก  สกิลนี้จะทำการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมโดยรอบในระยะไม่เกิน 30 เมตรให้กลายเป็นสเตจหรือเวทีของเธอ ในตอนที่สกิลนี้ถูกใช้จะเป็นการลบบัพความสามารถของศัตรูหรือมอนสเตอร์ที่เกิดขึ้น แต่ว่ามันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น สเตจจะแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่อยูนะเริ่มร้องเพลงของเธอ ทันทีที่บทเพลงถูกขับขาน ผู้เล่นและตัวเธอเองจะได้บัพต่างๆที่สูงกว่าการใช้ไอเทมหรือสกิลทั่วไปเกือบ 3 เท่าพร้อมกันนั้นก็ลดความสามารถของศัตรูลงไปครึ่งหนึ่ง ถือเป็นพลังที่สุดแสนน่ากลัว แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง

    ตัวเธอจะไม่สามารถต่อสู้หรือป้องกันตัวเองได้เมื่อใช้พลังนี้ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ การใช้สเตจคือการยอมรับความเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และเทความเชื่อใจทั้งหมดไปที่ผู้เล่นฝ่ายเดียวกันคนอื่นๆ เป็นการฝากฝังชัยชนะในขณะที่ตนเองก็สนับสนุนในแนวหลัง ถ้าไม่ใช่ความเชื่อใจอย่างแท้จริงก็คงไม่มีทางทำเช่นนี้ได้เป็นแน่

   ยูนะกำลังฝากความเชื่อใจมาที่เขาอยู่เพราะฉะนั้น,จะไม่ยอมพลาดเป็นอันขาด ยังไงคราวนี้เขาก็ต้องชนะให้ได้!

   “สำเร็จแล้ว!?” เอไอสาวเอยขึ้นมาขณะกวาดสายตาดูสภาพโดยรอบแบบไม่อยากเชื่อสายตา “นี่คือ สเตจของฉัน งั้นเหรอ?”

   “ใช่แล้วล่ะ” ศาสตราจารย์ยืนยันขณะก้มมองดูไปยังลานโล่งข้างหน้าด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่าจะราบรื่นไปด้วยดีสินะ

   “งั้นก็เหลือแค่ร้องเพลงสนับสนุนเอย์จิคุงดีล่ะ....” ยูนะพึมพำเบาๆราวกับเตือนตัวเองก่อนจะชะโงกหน้าไปข้างล่างพร้อมป้องปากตะโกนลงไปหาเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงลานโล่ง “นี่,เอย์จิคุง~! ฉันจะร้องเพลงแล้วนะพร้อมไหม!”

    “อ่า” เขาหันศีรษะมาพยักหน้าให้แบบไม่ลังเลในทันที ประกายแสงแห่งความมุ่งมั่นปรากฎขึ้นในนัยน์ตาของเขา “พร้อมแล้วล่ะ เริ่มได้เลย!”

   “อย่าลืมนะ เอย์จิ” คราวนี้เป็นฝ่ายด็อกเตอร์ที่กล่าวเตือนขึ้นมาบ้าง “สเตจนะคงอยู่ได้แค่ 5 นาทีหลังจากที่ยูนะเริ่มร้องเพลง ทันทีที่เธอร้องจบสเตจก็จะหายไป บัพต่างๆเองก็จะหายไปด้วย ถ้าไม่สามารถชนะ Gleam eyes ได้ภายในเวลา 5 นาทีนั้นล่ะก็ คงรู้ใช่ไหม?ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

   “ก็จะกลายเป็นฝ่ายโดนบดขยี้แบบไม่มีทางหนีรอดสินะครับ” เด็กหนุ่มคาดเดาสิ่งที่ชายแก่ต้องการสื่อได้อย่างแม่นย่ำ “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นมาแน่นอนความเชื่อมั่นที่ยูนะและก็ด็อกเตอร์ฝากเอาไว้ ผมจะแบกรับมันเอาไว้เอง

   “อืม,งั้นก็สู้ให้เต็มที่เลยนะ เอย์จิคุง” ชิเกมุระตอบกลับ “แสดงพลังของเธอให้ฉันเห็นหน่อยก็แล้วกัน!”

   “ครับ!”

   พูดจบเด็กหนุ่มก็หันหลังให้พร้อมสะบัดดาบก่อนจะยืนจับจ้องมองไปยังเจ้าปีศาจหัวแพะที่ยืนห่างออกไปเบื้องหน้า รอยยิ้มค่อยๆปรากฎขึ้นตรงมุมปาก

   เขารู้สึกมั่นใจกว่าคราวก่อนมาก มั่นใจว่าหนนี้ต้องชนะได้แน่ๆ ไม่ใช่ว่าเชื่อในฝีมือของตนเองอะไรหรอก แต่เพราะคราวนี้เขาไม่ได้สู้ด้วยตัวคนเดียวอีกแล้วเขามียูนะและศาสตราจารย์ชิเกมุระคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง มันช่วยให้จิตใจเขาสงบและมีกำลังมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน นี่สินะ สิ่งที่เรียกว่า ‘พวกพ้อง’…

   ใช่แล้ว,นี่คือความแตกต่าง เขาไม่ได้สู้แค่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว เขาไม่ใช่คนไร้ค่าที่ไม่มีใครจดจำ ในตอนนี้เขามีพวกพ้องที่สำคัญค่อยช่วยเหลืออยู่ พวกพ้องที่จะไม่มีวันหลงลืมตัวเขาอีก และมันก็คือแรงผลักดันที่ทำให้เขายืนหยัดสู้มาจนถึงตอนนี้

   “เอาล่ะ,มาเริ่มกันเถอะ เจ้าปีศาจ” เอย์จิเอยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเยือกเย็นจนน่ากลัว “คราวนี้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้แล้วล่ะนะ ครั้งนี้ แกต่างหากที่จะเป็น ‘เหยื่อ’ ของฉัน!”

   สิ้นคำพูดนั้นเด็กหนุ่มก็พุ่งตัวไปข้างหน้า พร้อมจู่โจมใส่เจ้า Gleam eyes นั้นในทันที คมดาบของทั้งคู่ปะทะกันจนเกิดคลื่นลมกระจายมาจนแม้แต่ยูนะและด็อกเตอร์ที่อยู่ห่างออกไปก็ยังสัมผัสได้ นี่ไม่ใช่การโจมตีเพื่อสร้างความเสียหายแต่เพื่อเข้าประชิดแล้วรั้งมันให้อยู่กับที่ไว้ เป็นการเปิดโอกาสให้กับเอไอสาวยนั้นเอง

   ยูนะสังเกตเห็นเอย์จิที่เหลือบสายตามาเป็นสัญญาณให้ก็เข้าใจดีว่าตนต้องทำอะไร เธอสูดหายใจลึกๆก่อนจะค่อยๆยกไมค์ขึ้นใกล้ปากแล้วเอยออกมาด้วยเสียงอันดัง เสียงนั้นก้องสะท้อนไปทั่วพื้นที่นี้

   “Music Start!”

    ตัวอักษรสีรุ้งประโยคเดียวกับที่เธอพูดปรากฎขึ้นเหนือศีรษะของเด็กสาวในทันที พร้อมๆกับที่เสียงเพลงอันไพเราะและคุ้นเคยดังขึ้นมา แล้วเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นเสียงร้องจากปากของเอไอสาวดันแสนคุ้นเคยก็ดังคลอตามมา

     มันยังคงไพเราะสุดเกินจะบรรยายเช่นเดิม เพียงแต่คราวนี้มีอะไรต่างออกไป

    เอย์จิสังเกตเห็นเอฟเฟ็คแสงสีรอบข้างต่างแปรเปลี่ยนไปตามจังหวะเพลง ราวกับพื้นที่โดยรอบตรงนี้นั้นได้กลายเป็น เวทีคอนเสิร์ตการแสดงของเธอไปเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ทำให้เขาตกตะลึงที่สุดคงเป็นไอคอนบางอย่างที่ปรากฎขึ้นมาอยู่ตรงมุมขวาบนของหน้าจออินเตอร์เฟสอ็อกม่า

    มันเป็นไอคอนรูปร่างต่างๆมากมาย ทั้งรูปดาบ รูปรองเท้า รูปพลาสเตอร์ปิดแผล และอะไรอีก 3-4 อย่าง ถึงจะไม่ชัวร์เท่าไรนัก แต่ว่านี่คงเป็นบัพพลังที่ได้มาจากเสียงเพลงและสเตจของยูนะแน่ๆ

   เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ร่างกายเขามันดูเบาวิวจนแทบเหมือนกับอากาศ อาการแขนขาที่ล้าจากการใช้ยันดาบของเจ้าปีศาจนั้นก็ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุดเขาสามารถต้านและดันดาบของมันให้ถอยกลับไปได้แล้วด้วยพละกำลังของเขาเหนือกว่าเจ้านั้นแล้ว!

   “เยี่ยม!” ด็อกเตอร์ชิเกมุระโพล่งขึ้นมาเบาๆพร้อมกำมือในลักษณะดีใจ เห็นได้ชัดว่าบัพจากการร้องเพลงของยูนะได้ผลชะงักจริงๅด้วย “ดูเหมือนว่าจะไปได้สวยสินะ

   เอไอสาวที่ไม่สามารถตอบได้เพราะร้องเพลงอยู่ หันมาพยักหน้าเห็นด้วยน้อยๆ เธอเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ว่าแค่เสียงเพลงที่ตนเองร้องจะสามารถช่วยเหลือเอย์จิในการต่อสู้ได้ดีขนาดนี้

    นี่คงเป็นการสนับสนุนที่ดีที่สุดเท่าที่เธอและด็อกเตอร์จะสามารถมอบให้ได้แล้ว หลังจากนี้ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเด็กหนุ่มที่เธอเชื่อใจมากที่สุดซึ่งกำลังห่ำหั้นอยู่เบื้องล่างในตอนนี้เท่านั้นที่จะเป็นคนปิดฉากทุกอย่างลง

    พยายามเข้านะ,เอย์จิคุง!

  ย้าก!”

   เด็กหนุ่มสะบัดดาบของตนเองจนทำให้ เจ้า Gleam eyes ที่ใช้ดาบของมันต้านไว้อยู่ถึงกับเซจนเสียจังหวะ เขาไม่รอช้าแต่รีบโน้มตัวฟันใส่ลำตัวของมันทันที แต่ว่าก็ถูกหางงูของมันใช้ปากคาบดาบเอาไว้ได้ก่อน

    “ชิ!”

   เอย์จิสบถออกมาอย่างหัวเสียขณะพยายามดึงดาบออกจากปากของมันแต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด ดาบของเขาแทบไม่เคลื่อนหรือขยับออกมาเลยสักนิด เจ้าหางงูนี่มันตัวคอยขัดขวางตลอดจนน่ารำคาญชะมัด!

   ในจังหวะนั้นเองเจ้าปีศาจหัวแพะก็กลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง มันรีบคำรามแล้วง้างดาบฟันลงไปที่ที่เด็กหนุ่มยืนอยู่อย่างรวดเร็ว แต่ฝั่งนั้นเองก็เหลือบตามาเห็นเข้าพอดี ด้วยสัญชาตญาณจึงรีบปล่อยมือจากด้ามดาบของตนแล้วถีบตัวถอยไปด้านข้างทันที

   ตู้ม!

   เสียงของดาบที่บดลงพื้นดังสนั่นไปทั่วพร้อมกลุ่มฝุ่นควันที่พวยพุ่งกระจายออกเล็กน้อย แน่นอนว่าเอย์จิก็ถอยตัวมาข้างหลังเพื่อทิ้งระยะห่างออกมาหน่อยเพื่อความปลอดภัย ในใจรู้สึกโมโหตัวเองมากๆ

   ดาบของเราอยู่กับเจ้านั้นสินะ

  และเมื่อฝุ่นควันจางหายไป สิ่งที่เด็กหนุ่มคิดก็ถูกต้อง เจ้างูที่เป็นหางของ Gleam eyes กำลังคาบดาบของเขาเอาไว้อยู่อาจเพราะน้ำหนักหรือเพราะความสมจริงทำให้มันนอนราบไปกับพื้นก่อนจะคายดาบออกมาแล้วใช้ตัวมันก่อเอาไว้พร้อมขู่ฟ่อเป็นเชิงท้าทาย มันคงคิดจะล่อเขาให้เข้าไปแย่งจากมันแน่ๆ บ้าจริง!

    เอย์จิกัดฟันคิดอย่างบ้าคลั่งพร้อมเหลือบไปดูเวลา ตอนนี้เหลืออีกประมาณ 4 นาทีกว่าๆ เขาคงจะไม่มีเวลามาทำเล่นๆซะแล้ว ต้องรีบเอาดาบกลับคืนมาแล้วปิดฉากให้เร็วที่สุด แต่ว่าทำยังไงล่ะ ถ้าบุกเขาไปโต่งๆคงมีหวังถูกโจมตีสวนเอาได้ง่ายๆ และไม่นับเจ้างูที่เฝ้าดาบนั่นไม่ยอมห่างอีก ตัวเขาเปล่าๆคงไม่มีทางไล่มันออกไปให้พ้นทางได้แน่

    เด็กหนุ่มกัดฟันคิดอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีทางที่ตัวเขาแค่คนเดียวจะสามารถแย่งดาบมาได้สำเร็จแน่ๆ อย่างน้อยๆก็ต้องมีตัวช่วย

    ตัวช่วย

    เมื่อความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมอง เขาก็ไม่รอช้าแต่รีบใช้อ็อกม่าติดต่อไปหาคนๆหนึ่ง ซึ่งคนๆนั้นก็คือ ด็อกเตอร์ชิเกมุระที่ยืนดูการต่อสู้ของเขาบนตู้คอนเทเนอร์ด้านหลังเขานั้นเอง

   พอชายแก่เห็นเบอร์ที่ติดต่อเขามา ก็รีบต่อสายรับโดยทันที

    “ไง,เอย์จิ” เขารีบทักมาอย่างรวดเร็ว “ฉันเห็นสถานการณ์ทั้งหมดแล้วล่ะ ต้องการให้ฉันช่วยสินะ

   “ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ สายตาจับจ้องดูเจ้า Gleam eyes ที่ยืนอยู่ ในใจรู้สึกชื่นชมที่เขาสามารถอ่านใจตัวเองออกได้ขนาดนี้ “ผมอยากให้คุณช่วยยิงสร้างจังหวะให้ผมตอนบุกเข้าไปแย่งดาบคืนมาหน่อย คิดว่าทำได้ไหมครับ?”

   “อ่า,ไม่มีปัญหา” ชิเกมุระตอบด้วยความมั่นใจพร้อมกับหยิบอุปกรณ์เสริมของอ็อกม่าออกมาแล้วกดปุ่ม เพียงชั่วพริบตามันก็เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นปืนแบบเดียวกับที่เคยใช้ยิงช่วยเอย์จิกับยูนะเมื่อก่อนหน้านี้ ชายแก่ถือปืนในท่าพร้อมยิงก่อนจะถามกลับไป “แล้วจะให้ฉันยิงตอนไหนล่ะ

    “เดี่ยวผมจะบอกเองครับ ถ้าถึงตอนนั้นก็ช่วยยิงใส่ตามตำแหน่งที่ผมบอกด้วยล่ะกัน

    “โอเค,เข้าใจแล้ว งั้นเริ่มได้เลย

   “ครับ!”

    พูดจบเด็กหนุ่มก็ถีบตัววิ่งตรงดิ่งไปข้างหน้าทันควัน ในขณะที่ด็อกเตอร์ก็ประทับปืนแล้วเพ่งสายตาผ่านสโคปที่ติดอยู่กับลำปืน แน่นอนว่าสถานการณ์ในตอนนี้บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ และทำเอายูนะที่เฝ้าดูอยู่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

     ฝ่ายเจ้า Gleam eyes เมื่อเห็นศัตรูพุ่งตรงดิ่งมาหาก็คำรามออกมาราวกับได้ใจ แน่นอนว่าเจ้าหางงูก็เลิกขดตัวรอบดาบแล้วยกตัวขึ้นมาขู่ฟ่อเตรียมพร้อมจู่โจม ก่อนที่เจ้าปีศาจหัวแพะจะตั้งดาบเตรียมฟาดสวนไปเช่นกัน

     ในเสี้ยววินาทีนั้นทุกอย่างราวกับภาพช้า เอย์จิค่อยวิ่งตรงดิ่งเข้าหาเจ้า Gleam eyes อย่างไม่ลดล่ะ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ค่อยๆสั้นลงเรื่อยๆ ฝ่ายเจ้าปีศาจนั้นก็ง้างดาบรอฟาดใส่ทันทีเมื่ออยู่ในระยะ แต่ทว่า,โอกาสนั้นกลับมาไม่ถึง เพราะว่า

    “ด็อกเตอร์!”

    เด็กหนุ่มตะโกนออกมาสุดเสียงในจังหวะที่ตนเองวิ่งเข้ามาถึงระยะดาบของมัน แน่นอนว่าฝั่งศาสตราจารย์ชิเกมุระก็รอโอกาสนี้อยู่แล้วจึงเหนี่ยวไกยิงใส่ในทันที

    เสียง ปังดังสนั่นกึกก้องพร้อมประกายไฟจากปากกระบอกปืน ก่อนที่จะมีกระสุนปืนขนาดเท่าลูกบอลลิ่งพุ่งลอยด้วยความเร็วสูงลอยตัดข้ามเหนือศีรษะไประเบิดปะทะใส่หน้าของเจ้านั้นเต็มแรง  จนมันถึงกับเซเอนตัวไปข้างหลังด้วยแรงจากระเบิด

    และในช่วงเวลาเดี๋ยวกับที่ะเบิดปะทะใส่หน้ามันนั้น เอย์จิก็ใช้แรงวิ่งของตนสไลด์ลอดหว่างขากีบแพะของมันไปข้างหลังทันที เขาสังเกตเห็นดาบของตนตกอยู่บนพื้นเบื้องหน้าจึงรีบพุ่งตัวยืนมือออกไปแล้วคว้าด้ามมันไว้ได้สำเร็จ

     เสร็จล่ะ!

   เด็กหนุ่มคิดในหัวด้วยความโล่งใจ แต่ฉับพลันเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างพุ่งแหวกอากาศมาทางข้างหลังด้วยความเร็วสูง ด้วยสัญชาตญาณเอย์จิจึงรอจังหวะที่มันเข้ามาใกล้ในเสี้ยววินาทีก่อนจะหันควับไปแล้วใช้ดาบฟันโดยทันที

   มีเสียง ฟ่อดังลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เด็กหนุ่มพึ่งตระหนักในตอนนั้นว่า สิ่งที่พุ่งเข้ามาโจมตีใส่เมื่อครู่คือ เจ้าหางงูของ Gleam eyes นั้นเอง มันคงสังเกตเห็นเขาที่ลอดมาเอาดาบจึงคิดจะมาขัดขวางแต่ก็ไม่สำเร็จแถมถูกเอย์จิฟันใส่เข้าให้

   การฟันอย่างรุนแรงนี้ ส่งผลให้ส่วนหัวของมันลอยละลิ้วตัดขาดกับลำตัวอย่างสิ้นเชิง ประกายแสงโพลิก้อนสีแดงราวกับเลือดกระจายไปทั่วปากแผลที่ถูกฟัน ก่อนที่ศีรษะกับลำตัวจะตกลงไปบนพื้น ถึงกระนั้น,มันกลับไม่ตายในทันทีแต่ดิ้นพล่านไปทั่วทั้งๆที่เหลือแค่หัวพร้อมส่งเสียงกรีดร้องแหบต่ำออกมาสุดเสียงอย่างทุกข์ทรมาณ สายตาสีแดงอำมหิตจับจ้องมองมาที่เขาด้วยความอาฆาตเต็มขั้วหัวใจ ก่อนที่การเคลื่อนไหวของมันจะค่อยๆช้าลงช้าลงจนหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อนใดๆอีก และเพียงไม่กี่อึดใจส่วนหัวกับหางที่เชื่อมกับเจ้าปีศาจหัวแพะก็แตกสลายเป็นโพลิก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆจางหายไปในอากาศในที่สุด

       เอย์จิที่ยังคงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หายก็ต้องพบว่ามีเงาดำๆของสิ่งๆหนึ่งกำลังยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าของเขา

     เจ้า Gleam eyes นั้นเอง

     มันไม่ได้หยุดชะงักจากกระสุนของด็อกเตอร์อีกต่อไปแล้ว ด้วยการเอาดาบเหล็กยักษ์ของมันปักตั้งลงกับพื้นเสมือนกับโล่ทำให้กระสุนของชายแก่ไม่สามารถทำอันตรายอะไรเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ได้เลยแม้แต่น้อย

     เจ้า Gleam eyes หันศีรษะก้มมองลงที่พื้นตรงจุดที่เจ้าหางงูของมันถูกฟันตายไป ก่อนจะหันกลับมามองบั้นท้ายของตัวเองที่มีรอยทูของหางที่หายไป มันจ้องมองด้วยสายตาที่เด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงสิ่งๆหนึ่งอย่างชัดเจน

     ความเศร้าโศก...

    ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มไม่เคยคิดมาก่อน แต่ว่าบางที,สัตว์ประหลาดทั้งสองนั้นคงจะมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นอยู่ สำหรับเจ้าปีศาจตนนี้ งูนั่นคงเป็นเพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดกันมากที่สุด ถึงจะไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้ยังไง ที่มอนสเตอร์ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจะมีความรู้สึกแบบนี้ก็เถอะ อย่างไรก็ตามเรื่องที่ว่านี่ก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นจริงตรงหน้าแล้ว

     เจ้า Gleam eyes ค่อยๆหันศีรษะมาทางเอย์จิแววตาที่เคยเศร้าโศกค่อยๆแปรเปลี่ยนกลายเป็นความโกรธแค้น ประกายไฟแห่งความชิงชังปรากฎขึ้นมาเต็มนัยน์ตา มันสูดหายใจเขาลึกๆก่อนจะคำรามออกมาอีกครั้ง แต่หนนี้นอกจากคลื่นเสียงที่กระจายออกมา ลำแสงสีขาวที่ดูรุนแรงก็พุ่งออกมาจากปากของมันเช่นกัน

    ลำแสงนั้นพุ่งตรงดิ่งเป็นเส้นตรงมาหาเด็กหนุ่ม โชคดีที่เขาสามารถกลิ้งตัวหลบได้ทันฉิวเฉียด

    แต่ทว่า,เจ้าปีศาจตนนี้กลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันยังอ้าปากยิงลำแสงนี้ต่อไปแต่คราวนี้มันหันศีรษะของตนไปทางชั้นตู้คอนเทเนอร์สูงที่ตั้งอยู่ข้างหลังแทน

    และตรงนั้นก็คือ ที่ที่ยูนะยืนอยู่

    “อะ…!?” เอไอสาวที่กำลังร้องเพลงอยู่ก็ถึงกับชะงักตะลึงไปในทันที เธอเบิกตากว้างออกมาด้วยความตกใจสุดขีด

   “ไม่!!! หยุดนะ!!!”

    เอย์จิรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ภาพเหตุการณ์ในตอนนี้เหมือนกับเมื่อครั้งนั้นไม่มีผิด เด็กสาวที่อยู่ห่างออกไปคมเคียวมรณะที่พุ่งตรงไปหาเธอช้าๆการไขว้ขว้าและหยุดยั้งของเขาที่ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้เขาจะไม่มีทางยอมให้มันเกิดเรื่องซ้ำรอยแบบครั้งนั้นอีกเด็ดขาด!

    เธอจะต้องไม่ตายคราวนี้แหละ,เขาจะต้องช่วยเธอไว้ให้ได้!!

     “ย้าก!!!”

    เด็กหนุ่มตะโกนออกมาสุดเสียงก่อนจะพุ่งตัวไปสุดกำลังแล้วใช้ดาบแทงเข้าที่ข้อพับขาซ้ายของมันเต็มแรง จนเกิดเสียงฉึกดังขึ้นมา แน่นอนว่ามันส่งผลทำให้เจ้าปีศาจทรงตัวไม่อยู่และเอนไปทางซ้ายจนทำให้ลำแสงที่ยิงออกจากปากของมันในเสี้ยววินาทีนั้นเฉียดตัวของเด็กสาวไปเส้นยาแดงผ่าแปด ยูนะส่งเสียงกรีดออกมาด้วยความตกใจก่อนจะถึงกับทรุดเข่าอ่อนลงกับพื้นคอนเทเนอร์ มือไม้ปากสั่นไปหมด

      “ยูนะเป็นอะไรไหม!” ด็อกเตอร์ที่อยู่คอนเทเนอร์ชั้นล่างรีบปีนขึ้นมาหาเอไอสาวอย่างความทุลักทุเลก่อนจะพุ่งตัวมาดูอากาศของเธอด้วยความเป็นห่วง

     “ไม่เป็นไรคะเธอกล่าวอย่างตะกุกตะกักดูท่าว่าประสบการณ์เฉียดตายเมื่อครู่จะทำให่เธอเสียขวัญไม่น้อยเลย “เอย์จิคุงช่วยฉันไว้นะคะ แต่ว่า,เพราะฉันควบคุมตัวเองไม่ได้สเตจก็เลย-”

    ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะทันพูดจบ ก็เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วบริเวณอีกครั้ง สเตจที่เต็มไปด้วยสีสันค่อยๆจางหายไปก่อนจะกลับมาเป็นลานกว้างที่ดูมืดมิดและคอนเทเนอร์ขึ้นสนิมตามเดิมอีกครั้งหนึ่ง

   สเตจได้หายไปแล้ว

   ไม่ใช่เพราะหมดเวลา แต่เพราะยูนะหยุดร้องเพลงไปกลางคันทำให้สเตจไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไปและแตกสลายลง

    แล้วนั้นก็หมายความว่าความช่วยเหลือของเธอที่ให้กับเอย์จิก็ได้หมดลงไปแล้วเช่นกัน

   “เอาไงดีคะ” เอไอสาวกล่าวอย่างลุกลนกับชายแก่ ความกังวลและความรู้สึกผิดกระจายไปทั่วอก “ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ เอย์จิคุงจะ-”

    ตู้ม!!!

  อยู่ดีๆเสียงระเบิดปริศนาก็ดังกึกก้องขึ้นมาอย่างรุนแรง เสียงของมันดังขึ้นมาอย่างฉับพลันจนพาลทำให้ทั้งสองสะดุ้งโหย่งขึ้นมาพร้อมๆกัน

   “อะไรนะ!?”

   ด็อกเตอร์เอยขึ้นมาเป็นเชิงถาม แต่ยูนะก็ได้แต่ส่ายศีรษะไม่รู้ด้วยความหวาดวิตก ทั้งคู่ตัดสินใจชะโงกหน้ามองลงไปที่ล่านโล่งข้างล่างซึ่งเป็นต้นตอของเสียง

   และภาพที่พวกเขาได้เห็นมันก็ช่างเหลือเชื่อจนไม่น่าเป็นไปได้...

   สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าก็คือ เอย์จิที่กำลังโจมตีใส่เจ้า Gleam eyes อย่างหนักหน่วงด้วยพละกำลังมหาศาลกว่าปกติ มันรุนแรงมากจนก่อให้เกิดคลื่นระเบิดเสียงดัง ตู้มทุกๆครั้งที่ดาบของเขาปะทะกับดาบยักษ์ของสัตว์ประหลาดนั้น ผลลัพธ์ของมันส่งผลให้พื้นปูนรอบๆตัวของทั้งสองแตกร้าวหรือระเบิดออกเป็นเสี่ยงจนก่อให้เกิดตวันฝุ่นคละคลุ้ง เด็กหนุ่มกับเจ้าปีศาจหัวแพะต่างผลัดรุกรับคมดาบของอีกฝ่ายอย่างดุเดือด ในขณะที่ยูนะกับชิเกมุระก็ได้แต่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ห่างๆด้วยความประหลาดใจ

   “พลังนั่น อะไรกันนะ?” เอไอสาวพึมพำออกมาอย่างรู้สึกทึ่ง “ไม่ใช่ว่าบัพต่างๆของฉันมันหายไปพร้อมกับสเตจแล้วเหรอคะ

   “…นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากบัพของเธอหรอก” ศาสตราจารย์กล่าวตอบหลังจากจับจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นข้างล่างด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดอยู่ประเดียวหนึ่ง เขาสังเกตเห็นประกายแสงแปลกๆบางอย่างจากแววตาของเอย์จินั่นทำให้เขาคาดเดาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที  “ถึงจะยังไม่แน่ใจสักเท่าไรสำหรับฉันนะ แต่ว่า,บางทีนี่คงเป็น ‘การทลายขีดจำกัด(Breaking Limit)’ ของตัวเอย์จิคุงก็ได้นะ…”

    “เอ๊ะจะบอกว่าเอย์จิใช้พลังที่นอกเหนือจากระบบได้แล้วเหรอคะ?” เด็กสาวทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ “อยู่ดีๆก็สามารถใช้พลังนี้ได้ถูกที่ถูกเวลาเสียดื้อๆเลยเหรอเนี่ย… สมกับเป็นเขาจริงๆ

   “จะว่าใช้ขึ้นมาได้โดยบังเอิญก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกนะ” ชายแก่แย้งขึ้นขณะยังคงจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มข้างล่างอยู่อย่างนั้น “สาเหตุที่เอย์จิคุงใช้พลังนี้ได้นะ มันมีอยู่แน่นอนและฉันก็พอจะเดาได้ล่ะนะว่ามันคืออะไร

   “อะไรล่ะคะสาเหตุที่ว่านั้นนะ

    ด็อกเตอร์ไม่ตอบในทันทีแต่ถอนหายใจอยู่หนหนึ่งก่อนจะหันศีรษะมาหาเอไอสาวข้างๆแล้วยิ้มมุมปากด้วยท่าทีมีเลศนัยแปลกๆพร้อมเอยตอบออกมาเบาๆแต่เพียงว่า

  “ก็เพราะเธอไงล่ะ,ยูนะ..”

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝ่ายของเด็กสาวก็นิ่งค้างไปชั่วขณะราวกับกำลังประมวลผลประโยคที่ตนได้ยิน ก่อนจะกระพริบตาปริ๊บๆแล้วเอียงคาง

   “ค่ะ?”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------         

  “ย้าก!!!”

  “แกร๊!!!”

   เสียงร้องของนักสู้ทั้งสองดังกึกก้องก่อนจะถูกกลบไปด้วยเสียงคมดาบที่เข้าปะทะหากันครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นโดยรอบ

    ตอนนี้ในหัวของเอย์จิอื้ออึงไปหมด ความโกรธในตัวของเขาพลุกพล่านอยู่ภายในจนเอ่อล้น ก่อนจะค่อยๆถูกถ่ายเทไปที่มือและดาบในทุกครั้งที่ได้ฟาดฟัน มันไม่ใช่ความโกรธเกลียดต่อสัตว์ประหลาดที่อยู่ข้างหน้าซึ่งพยายามจะฆ่ายูนะเลยสักนิด แต่ว่ามันคือความโกรธที่มีต่อตัวเขาเองต่างหาก

     โกรธที่ประมาทและเลินเล่อมากเกินไป

   เพราะความไม่ระวังของเขา เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมถึงได้เกือบเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เขาเกือบที่จะเสียคนสำคัญอีกคนหนึ่งไปด้วยความสะเพร่าของตัวเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาทั้งนั้นเลย!

    แต่ว่า จะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว

    เขาจะไม่พลาดอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากนี้ต่อให้ต้องทุ่มกำลังทั้งหมดที่มีก็จะปิดฉากเรื่องทุกอย่างนี้ลงให้ได้!

    “เอาล่ะนะ!”

   เด็กหนุ่มที่ตั้งท่าจะฟาดปะทะกับดาบของเจ้า Gleam eyes เหมือนก่อนหน้านี้ อยู่ดีๆก็ชะงักดาบลงไปอย่างฉับพลันแล้วเปลี่ยนเป็นตั้งดาบนอนเพื่อรับการโจมตีนั้นเต็มๆ

    เจ้าปีศาจหัวแพะเหมือนจะไม่สนใจการเปลี่ยนรูปแบบของเขาเลยแม้แต่น้อย สายตาของมันเต็มไปด้วยโทสะจากการสูญเสียเพื่อนข้างกายในสนามรบ มันตัดสินใจจับดาบด้วยมือทั้งสองข้างก่อนจะยกดาบชูขึ้นเหนือศีรษะพร้อมคำรามออกมาอย่างโกรธแค้นก่อนจะฟาดดาบลงมาดังตู้มเสียงดังสนั่น

    “เอย์จิ!?” ยูนะกับด็อกเตอร์ที่เฝ้าดูอยู่เบื้องบนถึงกับโพล่งขึ้นมาพร้อมกัน ถ้าดูจากรูปการณ์แล้ว ไม่ว่าจะป้องกันยังไงหากโดนฟาดไปเต็มๆแบบนั้นก็คงไม่รอดเป็นแน่

    พื้นดินบริเวณนั้นได้รับผลกระทบจากการโจมตีเมื่อครู่จนแตกละเอียดเป็นเสี่ยง กลุ่มฝุ่นควันจำนวนมากพวยพุ่งกระจายเป็นวงกว้าง แต่น่าแปลกที่ร่างของเด็กหนุ่มซึ่งควรจมอยู่ใต้ดาบเหล็กยักษ์ใหญ่ที่ฝังลงไปบนพื้นนั้น

      กลับหายไป

    “เอย์จิคุงหายไป?” ยูนะพึมพำขึ้นมา

     “แกร๊?”

     แน่นอนว่าแม้แต่เจ้าสัตว์ประหลาดเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน มันหรี่ตาจ้องมองไปที่ใต้ดาบนั้นด้วยความเคลือบแคลง แต่ว่าความสงสัยนั่นก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อมีเสียงวัตถุแหวกอากาศพุ่งมาจากด้านข้างพร้อมเสียงตะโกนดังขึ้นมา

     “อยู่นี่ต่างหาก!!!”

     สิ่งที่ปรากฎออกมาจากม่านควันก็คือเอย์จินั่นเอง เขาพุ่งตัวหลบคมดาบที่ฟาดมาเมื่อครู่แล้วฟรีรันนิ่งกระโดดออกมาพร้อมง้างดาบคู่ใจ เป้าหมายของเขาคือส่วนหัวของมัน!

    ถึงยังงั้นเจ้า Gleam eyes ก็ดูเหมือนจะรู้ถึงเรื่องนั้นดี มันพยายามยกดาบของตนเองขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกันเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ทว่ามันกลับยกดาบไม่ขึ้น

    เพราะใช้แรงฟาดดาบมากเกินไป ดาบจึงติดเศษดินเศษปูน ถึงจะสามารถยกออกมาได้ก็จริง แต่คงไม่สามารถใช้กันได้ทันเวลาอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนั้นเจ้า Gleam eyes จึงตัดสินใจปล่อยมืออกจากด้ามดาบแล้วกางฝ่ามือออก หมายจะจับเด็กหนุ่มที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ

    เอย์จิสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก็คิดถึงการแก้เกมต่อไปของตัวเองอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเขาไม่สามารถเคลื่อนที่หลบได้สะดวกมากนัก อย่างน้อยก็ได้แค่เอี้ยวตัวหลบคงไม่มีทางพ้นรัศมีฝ่ามือของมันหรอก หรือจะลองเอาดาบแทงฝ่ามือมันดีไม่ได้ความเจ็บปวดคงไม่มากพอให้มันชะงัก เผลอๆคงจะโดนจับตัวได้ง่ายกว่าเดิมอีก ดังนั้นก็เหลือแค่วิธีเดียว

     ต้องโจมตีทั้งๆที่ไม่ถึงตัวเนี่ยแหละ!

     เด็กหนุ่มจับดาบด้วยมือทั้งสองข้างและง้างไปจนสุดแขนชั่วขณะนั้นก็เล็งไปที่จุดหมายของตนอย่างแม่นย่ำ พร้อมๆกับที่ฝ่ามือของเจ้านั่นเคลื่อนเข้ามาใกล้ ระหว่างที่ระยะห่างของเขากับมือคู่นั้นห่างกันแค่ไม่กี่เมตร เอย์จิก็สูดหายใจลึกๆแล้วเหวี่ยงดาบของตนออกไปเต็มแรง

    ทุกๆอย่างกลายเป็นภาพช้า ดาบของเขาค่อยๆลอยออกจากมือ หมุนควงเป็นวงกลมพุ่งตรงไปข้างหน้าลอดผ่านระหว่างนิ้วมือของมันไปได้อย่างฉิวเฉียด เจ้า Gleam eyes ที่เห็นดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด ก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะพุ่งเข้าไปปักที่ตาขวาของมันอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ฉึก!

    “กร๊า!!!”

  เสียงกริ๊ดร้องที่ดังจนแก้วหูแทบแตกดังกึกก้องขึ้นมาในทันที เจ้าสัตว์ประหลาดนั้นร้องออกมาด้วยความทุกข์ทรมาณพร้อมกับเอามือข้างหนึ่งกุมตาที่ถูกแทงจนประกายโพลิก้อนสีแดงทะลักออกมา อีกข้างก็พยายามสะบัดมือปัดไปมาอย่างสะเปะสะปะไปทั่ว ก่อนจะเซไถลไปพิงตู้คอนเทเนอร์ที่อยู่เบื้องหลังจนเกิดเสียงดังโครมพร้อมฝุ่นฟุ้งกระจาย

    แน่นอนว่า เอย์จิไม่หยุดอยู่แค่นี้ ตัวเขาที่ร่วงลงมายังพื้นรีบยันตัวขึ้นก่อนจะออกวิ่งตรงไปต่อพร้อมหยิบอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคืออุปกรณ์แท่งสีขาว [Augma Gadget] อันสำรองของเขาที่เก็บเอาไว้ในยามฉุกเฉิน ไม่นึกว่าจะได้หยิบออกมาใช้ในสถานการณ์แบบนี้จริงๆ

    ทันทีที่กดปุ่มแล้วสะบัดมือออก เจ้าแท่งนั่นก็เปลี่ยนรูปลักษณ์และผิวสัมผัสไปกลายเป็นดาบคู่ใจของเขาในทันที พร้อมกับที่ดาบเล่มเดิมซึ่งปักอยู่ตรงตาของเจ้า Gleam eyes ในตอนนี้ค่อยๆสลายกลายเป็นแท่งสีขาวตามเดิมแล้วตกลงมาบนพื้น

    อาจเพราะรู้สึกถึงตัวตนของเด็กหนุ่ม เจ้าปีศาจหัวแพะจึงค่อยๆลดมือที่กุมตาออก แล้วเอื้อมไปกระชากดาบเหล็กของตนที่อยู่ข้างๆขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะพยายามยันตัวยืนขึ้นท่าทางของมันดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

    “เยี่ยมตอนนี้เจ้านั้นอ่อนแอลงแล้ว! ” ด็อกเตอร์ซึ่งคอยเชียร์อยู่ข้างบนกล่าวออกมาพร้อมกำมือแน่น “นี่แหละโอกาสทองเลย!”

    ยูนะที่ฟังอยู่ข้างๆเมื่อได้เช่นนั้นก็รีบพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปมองเด็กหนุ่มข้างล่างแล้วยกมือขึ้นมาก่อนสูดหายใจลึกๆและตะโกนออกไปสุดเสียง

    “พยายามเข้านะ!!! เอย์จิคุง~!!!”

   และราวกับประโยคดังกล่าวได้ส่งไปถึงเขา เอย์จิจึงส่งเสียงกู้ร้องตะโกนออกมาด้วยเช่นกัน

    เจ้า Gleam eyes เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็คำรามแล้วจึงพุ่งตัวเข้ามาหาเด็กหนุ่มก่อนจะสะบัดดาบใส่ด้านข้างอย่างรุนแรงหมายจะปัดเขาให้กระเด็น แต่ทว่า

   แกร๊ง!

  ดาบยักษ์เหล็กที่ดูใหญ่จนน่ากลัวนั้น กลับถูกหยุดด้วยดาบเล่มเล็กเพียงเล่มเดียว เอย์จิยกดาบขึ้นมาตั้งการ์ดได้ทันท่วงที ตอนนี้พละกำลังของเขามากขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ จึงสามารถต้านแรงของเจ้าปีศาจหัวแพะได้อย่างง่ายดาย ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรก็เถอะแต่ว่า ด้วยพลังนี้แหละเขาจะสามารถจบเรื่องบ้าๆนี้ได้สักที!

   “ย้าก!!!”

   เด็กหนุ่มพุ่งตัวตรงต่อไปข้างหน้าทั้งๆที่ยังยกดาบตั้งการ์ดไว้อยู่ ทำให้ระหว่างที่พุ่งไปประกายแสงระหว่างดาบทั้งสองเสียดสีกันจึงเกิดขึ้น ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาจะสามารถมาหยุดตรงหน้าของมันได้สำเร็จ และพอทันทีที่เขาก้าวเท้ามาถึง ตัวเองก็รีบดึงดาบที่ตั้งการ์ดออกก่อนจะทุ่มกำลังทั้งหมดฟันใส่ท้องของเจ้าปีศาจอย่างรวดเร็ว จนเจ้านั่นเซถอยสตั้นไปชั่วขณะ เอย์จิรีบอาศัยจังหวะนั้นกระหน่ำฟันเข้าใส่ท้องของมันจนเกิดเป็นแผลโพลิก้อนสีแดงสดจำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าเจ้า Gleam eyes ก็คำรามออกมาอย่างทรมาณแสนสาหัส แต่ว่าแค่นี้มันยังไม่พอ

   ได้เวลาปิดฉากแล้ว

   เด็กหนุ่มหยุดโจมตีก่อนจะกระโดดถอยออกมาเพื่อทิ้งระยะห่าง เขาค่อยๆย่อตัวลงก่อนจะเอาเท้าขวายืดยันไปข้างหลัง มือข้างที่ไม่ถือดาบยันไว้กับพื้น พร้อมสำหรับการพุ่งจู่โจมครั้งสุดท้าย ซึ่งในจังหวะที่เขากำลังทำเช่นนั้นอยู่ เจ้า Gleam eyes ก็ตั้งตัวจากบาดแผลของเอย์จิได้แล้วเช่นกัน มันอ้าปากพร้อมชาร์จพลังเตรียมปล่อยลำแสง

    ใช่,ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างยัดไม้เด็ดของตนออกมาใช้ทั้งเอย์จิและเจ้า  Gleam eyes หลังจากนี้จะเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายของพวกเขาทั้งคู่

    ช่วงเวลาที่แสนน่าอึดอัดนี้ดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ทั้งด็อกเตอร์และยูนะต่างลุ้นกันจนแทบลืมหายใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    มันก็คือ จุดจบของการต่อสู้ในค่ำคืนที่แสนยาวนานนี้!

   เอย์จิสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นมาจับจ้องมองไปยังอสุรกายตรงหน้า ตัวเขาไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไรเลยสักนิด ในใจของเขาดูว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ อาจเพราะสมองไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกแบบไหนในสถานการณ์แบบนี้ก็ได้ล่ะมั้ง

    จะโกรธ เศร้า โมโห เสียใจ ตื่นเต้น มีความสุข หรือว่าอะไรดี

   ในสมองเขาตอนนี้ไม่รู้เลยจริงๆแต่ว่ามันก็มีเรื่องๆหนึ่งที่แน่ใจได้อยู่เต็มอก  เรื่องๆนั้นก็คือ

   เขาจะไม่มีทางแพ้ให้กับเจ้าปีศาจตนนี้อย่างแน่นอน!

    “ลุยล่ะนะ!”

   เด็กหนุ่มถีบเท้าหลังแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับนักวิ่งที่ออกตัวจากจุดสตาร์ท ทำเอาพื้นดินที่ตัวเองเคยอยู่ถึงกับระเบิดสั่นสะเทือนไปด้านหลังอย่างรุนแรง

   ในเสี้ยววินาทีที่กำลังวิ่งตรงไปยังศัตรูเบื้องหน้านั้น เอย์จิรู้สึกได้ในทันที ความเร็วและพละกำลังของเขายังคงเพิ่มขึ้นอยู่ถึงจะไม่มีบัพเพิ่มความสามารถจากยูนะแล้วก็ตาม แม้จะไม่แน่ใจนักแต่ว่า บางทีตัวเขาในตอนนี้

    อาจจะ ทลายขีดจำกัด สำเร็จแล้ว!?

   และถ้าเป็นแบบนั้น ก็แปลว่าเขาสามารถใช้ ‘กระบวนท่า’ นั่นได้!

   อยากรู้ก็ต้องลองดูสักตั้ง!

   เอย์จิจับดาบในมือให้มั่นพร้อมกับเงยศีรษะมองลำแสงของเจ้าปีศาจหัวแพะนั่น มันคงเห็นการพุ่งเข้ามาของเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจปล่อยลำแสงออกไปจากปาก

    ลำแสงนั้นกระทบพื้นเบื้องหน้าเขาจนเกิดเป็นเปลวไฟแผ่รังสีตรงเข้ามาหา

    “หึ

    เขาหัวเราะเบาๆออกมาในลำคอ ก่อนจะกระโดดหลบเปลวไฟที่พุ่งมาได้อย่างง่ายดาย แรงกระโดดของเขาทำให้ตัวเองลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศในความสูงที่เท่าๆกับเจ้า Gleam eyes นั่น

    และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ลอยตัวอยู่เฉยๆแต่ว่ายังคงพุ่งตรงเข้ามาหาเจ้าอสุรกายทั้งๆยังงั้น ด้วยการใช้แรงวิ่งที่ผ่านมาเป็นแรงดีดตัวให้ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดูจากความเร็วที่เขาทำได้ล่ะก็ยังไงก็ไปถึงแน่!

    และนั่นก็หมายความว่า

   “นี่คือจุดจบของแกยังไงล่ะเจ้าปีศาจ!”

   เด็กหนุ่มกระชับดาบในมือให้มั่นพร้อมกับตั้งท่า อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าเขาจะเข้าสู่โซนที่สามารถโจมตีได้ แล้วทันทีที่เวลานั้นมาถึงก็ต้องใส่กระบวนท่าที่ว่าเข้าไปและแน่นอนว่าจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด!

    อีก 3 วินาทีเท่านั้น

    3…2…1!

   “ตอนนี้แหละ!”

    “!!!”

   เจ้า Gleam eyes คงเข้าใจถึงสิ่งที่เอย์จิต้องการจะทำเป็นอย่างดี มันรีบยกดาบของตนขึ้นมาตั้งการ์ดทันที ด้วยความแข็งแกร่งของดาบคู่ใจ ไม่มีทางที่จะโจมตีเข้ามาได้อย่างแน่นอน และก็ใช่มันเป็นเรื่องจริง

    เว้นเสียแค่ว่า

   การโจมตีนั่น,จะโดนก่อนที่จะตั้งการ์ด

   “มัวมองไปที่ไหนของแกอยู่น่ะห่ะ!?”

   “!?”

  เสียงของศัตรูที่สมควรอยู่เบื้องหน้าของมันกลับดังมาจากข้างหลังเฉยๆซะอย่างงั้น ทำเอาเจ้าปีศาจถึงกับชะงักและหันกลับไปทางต้นเสียง

    เบื้องหน้าของมันก็คือ เอย์จิที่กำลังถือดาบเอาไว้พร้อมหลังให้อยู่ ศีรษะของเด็กหนุ่มค่อยๆหันกลับมาครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นว่าเจ้าตัวกำลังยิ้มตรงมุมปากราวกับผู้มีชัยอยู่

    “ได้ยังไงกันน่ะ!?”

   ยูนะที่เฝ้าดูอยู่เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เมื่อกี้นี้เธอยังเห็นเอย์จิกระโดดอยู่หน้าสัตว์ประหลาดตนนั้นอยู่เลย แต่ว่าเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ทำไมถึงได้-

   “ดูเหมือนว่าจะทำสำเร็จจนได้สินะ…” ชายแก่ข้างๆเธอเอยลอยๆพร้อมอมยิ้มก่อนจะยันตัวขึ้น สายตาจับจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มเบื้องล่าง “กระบวนท่า นั่นนะ

   “กระบวนท่า?”

   “ใช่” ชายแก่พยักหน้า “Ordinal Scale ไม่มีระบบสกิลโจมตีก็จริง แต่ว่ามันก็มีสิ่งที่เรียกว่า กระบวนท่า อยู่ เป็นการคิดค้นรูปแบบการโจมตีของตัวเองขึ้นมา หากรูปแบบที่ว่าสามารถไปกันได้ก็จะเกิดเป็นกระบวนท่าพิเศษออกมา เอย์จิคุงนะคิดของแบบนี้เอาไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆของการทดสอบแล้วล่ะ ถึงยังงั้น,ด้วยสมรรถภาพร่างกายของเขาในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถใช้กระบวนท่านั่นได้ แต่ว่าในกรณีถ้าได้บัพจากเธอหรือทลายขีดจำกัดลงสำเร็จ ก็มีโอกาสที่จะสามารถใช้ได้สำเร็จอยู่แหละนะ

  “เอ๋~! ยังงี้ก็แสดงว่าเมื่อกี้…”

  “อ่า ใช่แล้วล่ะ,นั่นคือกระบวนท่าของเอย์จิคุงแน่ๆ รู้สึกว่าจะชื่อ---”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------           

  “---Catch the moment (ไขว่คว้าช่วงเวลา)

    เด็กหนุ่มเอยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พร้อมกับควงดาบก่อนจะพาดลงบนไหล่

    “นี่คือชื่อกระบวนท่าของฉัน เป็นการจู่โจมด้วยจำนวนครั้งมหาศาลภายในชั่วพริบตา มันคือไม้ตายสุดท้ายที่ฉันพยายามฝึกฝนไว้ใช้โคนคนๆหนึ่ง…” น้ำเสียงของเขาแผ่รังสีแห่งความเคียดแค้นออกมาอย่างชัดเจน “ไม่นึกเลยจริงๆว่าแกจะเป็นรายแรกที่โดนท่านี้เขาไปแทนเจ้าหมอนั่นซะได้ แต่ก็เอาเถอะ

    ช่วงท้ายของประโยคเอย์จิก็ปิดท้ายด้วยการยักไหล่อย่างหมดอารมณ์ ท่าทีที่ดูสบายๆไม่เดือดร้อนใจกับศัตรูร้ายกาจที่อยู่ตรงหน้า คงทำให้เจ้าปีศาจหัวแพะตนนี้บันดาลโทสะขึ้นมา มันคำรามเสียงดังลั่นพร้อมกับง้างดาบของตนเพื่อโจมตี แต่ทว่า

    ฉับพลัน,ความผิดปกติบางอย่างก็เกิดขึ้นกับร่างกายของเจ้า Gleam eyes ผิวของมันบางส่วนค่อยๆเปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าก่อนจะแตกสลายกลายเป็นโพลิก้อน จนเปลี่ยนเป็นแผลลักษณะเหมือนถูกฟันเต็มไปทั่วทั้งร่าง ความเจ็บปวดของเจ้าปีศาจนั่นคงรุนแรงจนตัวมันเองก็เกินจะรับไว้ มันกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาณราวกับร่างกายจะแตกสลายก่อนจะทรุดฮวบลงมานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือข้างหนึ่งใช้ดาบของตนยันตัวเอาไว้ด้วยความอ่อนแรง

    นี่แหละ,คือผลลัพธ์จากกระบวนท่านั่น

   การโจมตีมหาศาลด้วยความเร็วเพียงแค่ชั่วพริบตาของเอย์จิดูเหมือนจะเกินกำลังที่ระบบจะรับไหวในทันที ทำให้ต้องใช้เวลาประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งกว่าที่ความเสียหายทั้งหมดจะแสดงผลออกมา

   หลอดพลังชีวิตของเจ้านั่นที่มีอยู่น้อยนิดก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว อีกไม่ช้าพลังชีวิตก็คงจะเหลือ 0 และกลายเป็นชัยชนะของเขาแน่ๆ

    “ดูเหมือน…” เด็กหนุ่มค่อยๆเอยขึ้นช้าๆพร้อมกลับก้าวเท้าไปหาอสุรดายตรงหน้าอย่างไร้ความกลัวเกรงพร้อมรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่เหยียดยาวขึ้น “จะรู้ผลแพ้ชนะกันแล้วสินะ

    “แกร๊…”

    เจ้า Gleam eyes ครางออกมาด้วยเสียงต่ำๆพร้อมกัดฟันกรอดๆอย่างเจ็บแค้น ถึงกระนั้นมันก็แฝงไปด้วยการยอมรับและการชื่นชม มันเองก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า

  มันได้พ่ายแพ้ให้กับมนุษย์ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อย

    อาจด้วยเหตุนั้นเอง เจ้าอสุรกายหัวแพะจึงไม่คิดขัดขืนหรือต่อสู้ใดๆกับเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวเดินตรงเข้ามาหา แถมยังก้มหน้านิ่งราวกับน้อมรับชะตากรรมที่กำลังรออยู่

    ท้ายที่สุด เอย์จิก็เดินมาหยุดหน้าเจ้าปีศาจนั่นในระยะกระชันชิด ศีรษะของเขากับมันประสานอยู่ในระนาบเดียวกัน เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทำอะไร เพียงแค่จับจ้องกันและกันอยู่แบบนั้น

    ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่ง

   “หึ

   ไม่รู้ทำไม,อยู่ดีๆเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆซะอย่างงั้น แน่นอนว่าเจ้า Gleam eyes ที่เห็นท่าทางของเขาแบบนั้นก็ถึงกับหรี่ตาเป็นเชิงสงสัยออกมา

  “โทษทีๆ ฉันแค่รู้สึกดีใจแปลกๆนะ” เอย์จิกล่าวพร้อมเอามือลูบศีรษะ “ฉันไม่รู้ว่าแกจะเข้าใจที่ฉันพูดไหม แต่ว่า,แกคงไม่รู้สินะ ว่าสำหรับฉันแล้วน่ะ…”

    …แกก็เป็นเป้าหมายของฉัน

  “?”

   สัตว์ประหลาดนั่นส่งสายตาเป็นเชิงถามมาให้กับเขา เอย์จิก็ไม่ได้คาดหวังว่าเจ้านี่จะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดอยู่แล้ว ก็เป็นแค่เอไอธรรมดาๆนี่นะ คงไม่มีทางจะรับรู้ความรู้สึกที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้หรอก แม้กระนั้นเด็กหนุ่มก็ยังเอยปากพูดต่อไป อย่างน้อยๆเขาก็อยากพูดระบายความในใจของตนออกไปเพื่อไม่ให้มันค้างคาเอาไว้

    “แกคงจำมนุษย์คนแรกที่ฆ่าแกใน SAO ไม่ได้สินะ หมอนั่นแหละคือเป้าหมายสูงสุดของฉันล่ะ เป็นคนที่มีหนี้แค้นซึ่งต้องชำระกันอยู่ ถึงเจ้าหมอนั่นจะจำเรื่องที่ว่านั่นไม่ได้ก็เถอะ ตัวฉันในสมัยก่อนนะอ่อนแอและขี้ขลาดจนไม่รู้จะบรรยายยังไงดี แต่ว่าก็เพราะแบบนั้นฉันถึงไม่สามารถขัดขืนหรือต่อสู้กับเจ้าหมอนั่นได้ ทำได้แค่ก้มหัวรับและถอยออกมาอย่างผู้แพ้ก็เท่านั้น คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจชะมัด…”

   เมื่อเอยมาถึงตรงนี้รอยยิ้มของเด็กหนุ่มก็ได้หายไปแล้ว เขากำหมัดแน่นพร้อมเม้มปากอย่างเคียดแค้น ก่อนที่เขาจะชะงักไปเหมือนรู้ตัว จึงรีบผ่อนลมหายใจออกมายาวๆเป็นการสงบสติอารมณ์ของตนเอง แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าอสุรกายนั้นอีกหนหนึ่ง

   “แล้วด้วยเหตุนั้น ตัวฉันในตอนนี้ถึงได้พยายามฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นยังไงล่ะ เพื่อที่จะได้ไปยืนประจันหน้าประมือกับเจ้าหมอนั้นได้ในสักวันหนึ่ง และเพราะยังงั้นแกถึงได้เป็นเป้าหมายของฉันไปด้วย

   “ฉันเคยได้ยินมาก่อน เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างแกกับเจ้าบ้านั้น ถึงจะไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหนก็เถอะ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจมากๆอยู่ ถ้าไม่นับคายาบะ อากิฮิโกะที่อาศัยความเป็นผู้สร้างเกมมาเป็นข้อได้เปรียบ แกก็คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่หมอนั้นเคยเผชิญหน้ามาด้วยไม่ว่าจะในฐานะมอนสเตอร์หรือผู้เล่นด้วยกัน เพราะยังงั้นฉันถึงอยากโค่นแกลงให้ได้ เพื่อเข้าใกล้หมอนั่น…”

   “แกร่…”

   อยู่ดีๆ ฝ่ายเจ้าปีศาจนั้นก็ครางต่ำๆออกมาอย่างเบื่อหน่าย สายตาของมันเหลือบมองพื้นต่ำแบบไร้อารมณ์ ดูท่าทางมันคงจะรำคาญที่จะฟังเด็กหนุ่มพูดพล่ามอะไรเทือกนี้แล้วมั้ง

   “หึๆ ดูท่าฉันจะพูดมากไปสินะ ขอโทษด้วยล่ะกัน แต่ว่า,นั่นเป็นความรู้สึกของฉันจริงๆ” เขาเอย “ก็แค่อยากจะบอกน่ะนะว่าการต่อสู้กับแกในครั้งนี้ สำหรับฉันแล้วมันมีความหมายมากๆเลย เพราะฉะนั้น…”

   เอย์จิค่อยๆง้างดาบขึ้นในลักษณะเตรียมพร้อม ในใจรู้ถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป มันถึงเวลาแล้วที่เขาต้องปิดฉากการต่อสู้ในค่ำคืนที่แสนยาวนานนี่ลงซะที

  มันดำเนินมาไกลเกินพอแล้ว

  “ขอบใจนะ, Gleam eyes” เอย์จิกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยความชื่นชมจากใจ “เพราะแกแท้ๆ ฉันถึงได้แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีกขั้น อีกไม่ช้าก็คงจะไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับหมอนั่นได้แน่ๆ ขอบคุณจริงๆ และเมื่อถึงตอนนั้นฉันสัญญา ว่าจะจัดการเจ้าบ้านั่นเพื่อส่วนของนายด้วย ดังนั้นไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ…”

    เจ้าปีศาจหัวแพะค่อยๆแหงนศีรษะขึ้นมาสบตากับเขา มันไม่คำรามหรือทำสีหน้าอะไรทั้งนั้น ตัวมันเองคงตั้งใจเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า แววตาของมันช่างเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

   ถึงจะเป็น AI แต่ก็น่าชื่นชมจริงๆ

  “ลาก่อนนะ,เจ้าปีศาจ ฉันดีใจที่ได้สู้กับแกนะ

   สิ้นคำพูดนั้น เด็กหนุ่มก็ฟันดาบฟาดลงมายังศีรษะของมันอย่างรวดเร็วจนเกินเสียงดัง ฉวัะก่อนที่หลอดเลือดของเจ้า Gleam eyes จะลดลงจนกลายเป็น 0 ร่างกายของมันค่อยๆเปล่งแสงสว่างวาบเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ ก่อนจะแตกสลายเป็นประกายโพลิก้อนจำนวนมาก ล่องลอยไปบนผืนฟ้าราวกับหมู่ดาวยาวค่ำคืนแล้วจึงเลือนหายลับไปจากสายตาอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงดนตรีอันแสนไพเราะบรรเลงขึ้นมาแล้วจึงมีข้อความสีทองขนาดยักษ์ปรากฎขึ้นเหนือลานโล่งที่เอย์จิยืนอยู่

      [Test Completed]

     การทดสอบเสร็จสิ้น

   นั้นหมายความว่า ทุกอย่างจบลงแล้ว ทั้งการต่อสู้ในโรงงานร้างยามค่ำคืนแห่งนี้ หรือแม้แต่บททดสอบเรื่องการทลายขีดจำกัดของด็อกเตอร์ ต่างก็มาถึงคราวปิดฉากลงจริงๆเสียที

   เมื่อคิดได้เช่นนั้น,เด็กหนุ่มก็ทรุดลงไปนั่งอย่างเมื่อยล้า พร้อมพ่นลมหายใจออกมาอย่างหืดหอบ เขาเองก็พึ่งตระหนักได้เดียวนี้ว่า ตัวเองรู้สึกเหนื่อยมากสักเพียงใดกัน ถ้าให้เปรียบมันก็ราวกับเขาวิ่งมาราธอนรวดเดียวเป็นสิบสิบกิโลเห็นจะได้ เอย์จิยอมรับตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงมากถึงขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะยืนขึ้นเลยแค่จะขยับตัวนิดหน่อยก็ทำเอาลำบากมากแล้ว

   ไม่อยากจะเชื่อเลย,ว่าการสู้กับมอนสเตอร์แค่ตัวเดียว จะทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพดูไม่จืดแบบนี้ เจ้าปีศาจนี่มันร้ายจริงๆ

   แต่ว่า,แม้ยังงั้นก็เถอะ สุดท้ายแล้วความพยายามของเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ก็สัมฤทธิ์ผลเสียสักที ในที่สุดเขาก็เข้าใกล้ เจ้านักดาบสีดำ ‘คิริโตะ’ ที่เคยดูห่างไกลนั้นได้มากขนาดนี้ ถ้าเขาพยายามต่อไปเช่นนี้ล่ะก็บางที-

   “เอย์จิคุง~!”

   เสียงเรียกของเด็กสาวดังขึ้นทำให้เด็กหนุ่มหลุดออกจากห้วงพะวังความคิด เขาค่อยๆแหงนหน้าขึ้นก่อนจะพบว่า เอไอสาวกำลังชะโงกหน้ามองเขาในระยะกระชั้นชิด พร้อมอมยิ้มอย่างดีใจระคนสุขมาให้ ดูท่าทางเธอจะลงมาจากคอนเทเนอร์ระหว่างที่เขากำลังเหม่อลอยอยู่สินะ

   “ยอดเยี่ยมไปเลยจ๊ะเธอเอาชนะเจ้านั้นได้จริงๆด้วยล่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะแข็งแกร่งขนาดนี้นะ! ”

   “อืม,ขอบใจที่ชมนะ

   เอย์จิรู้สึกตกใจกับการปรากฎตัวในระยะแนบชิดของยูนะอยู่นิดหน่อย แต่ก็รีบส่งยิ้มคืนกลับไปให้เธอโดยทันที เขาเองก็รู้สึกยินดีในชัยชนะครั้งนี้ไม่ต่างไปจากเธอเหมือนกัน อย่างน้อยๆ การที่ยูนะกับด็อกเตอร์ไม่ได้รับอันตรายไปด้วยเพราะเขาคงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วล่ะนะ

    ขณะที่ทั้งสองคนกำลังยิ้มให้กันอยู่นั้น เอย์จิก็พลันสังเกตเห็นด็อกเตอร์ที่วิ่งเหยาะๆมาหาพวกเขา ใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มแห่งความโล่งใจปรากฎอยู่ด้วยเหมือนกัน

   “ฉันเองก็ยังทึ่งอยู่เหมือนกันนั้นแหละ” ชายแก่กล่าวเสริมทันทีที่มาถึง ท่าทางเขาคงได้ยินการสนทนาของทั้งคู่เมื่อกี้นี้ด้วยแน่ๆ “ไม่คิดเลยนะว่าจะใช้ ‘ทลายขีดจำกัด’ ได้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้นะเนี่ย จะว่าเป็นโชคช่วยก็คงจะถูกนัก ต้องเรียกว่า ‘จี้ได้ถูกจุดสินะ

   “ไม่เอาน่าครับ,ด็อกเตอร์!” เด็กหนุ่มรีบโพล่งกลับในทันที ในใจนั้นรู้ถึงความหมายของประโยคที่คุณชิเกมุระต้องการสื่อเป็นอย่างดี

    การที่เขาทลายขีดจำกัดขึ้นมาได้เสียดื้อๆ ไม่ได้เป็นเพราะปาฎิหารย์หรืออภินิหารอะไรทั้งนั้น ทั้งหมดมันมีสาเหตุมาจากยูนะ การที่เธอต้องมาเสี่ยงอันตรายจนเกือบตายโดยฝีมือของเขา สำหรับเอย์จิมันคือสิ่งที่ตัวเองกลัวที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เขาเคยสูญเสียคนๆหนึ่งไปเพราะความอ่อนแอและสะเพร่าของตนเอง มันเป็นฝันร้ายที่ยังคงหลอกหลอนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร และเพราะแบบนั้นเขาถึงไม่ต้องการให้เรื่องเช่นนี้กลับมาเกิดซ้ำรอยขึ้นอีก เขาจะต้องหยุดมันให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตาม!

    อาจเพราะความตั้งใจที่แรงกล้านั้น เลยทำให้การทลายขีดจำกัดของเขาตื่นขึ้นมา และกลายเป็นต้นตอของชัยชนะที่ไม่น่าเป็นไปได้ในครั้งนี้

   มาคิดๆดูมันก็ทั้งน่าดีใจและน่าอายในเวลาเดียวกันอยู่นะ,ให้ตายสิ

   “ถ้างั้นในเมื่อทุกอย่างคลี่คลายลงแบบนี้ เอย์จิคุงก็คงปลอดภัยแล้วสินะคะ!”

   ยูนะเริ่มการสนทนาขึ้นอีกครั้งโดยหันไปถามศาสตราจารย์ชิเกมุระที่ยืนอยู่ข้างๆโดยทันทีเพื่อความมั่นใจ

   “อืม,จะว่างั้นก็ได้น่ะนะ” เขาตอบพร้อมกอดอกสายตาจับจ้องมาทางเอย์จิที่นั่งฟังอยู่กับพื้น “ถ้าเป็นไปตามสมมติฐานของฉัน พอการทดสอบเสร็จสิ้นและ Gleam eyes ถูกกำจัดไปได้ล่ะก็ ผลจากการแฮ็กกิ้งก็คงจะหายไปในทันทีนั่นแหละนะ  หากจะให้แน่ใจก็ต้องลองพิสูจน์ดู

   ช่วงท้ายของประโยค เห็นชัดเลยว่าชายแก่เจาะจงพูดกับเอย์จิโดยเฉพาะ  ซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้ากลับเป็นเชิงเข้าใจก่อนจะกลอกสายตาเพื่อลองล็อกเอ้าท์ออกจากระบบของ Ordinal Scale ดู

   ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ขณะที่หน้าจอระบบของ OS กำลังอยู่ในสภาวะ Loading แถบเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้าของมันเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆจนเต็มก่อนจะมีปุ่มยืนยันการออกจากระบบปรากฎขึ้นมา

   แน่นอนว่าเขากดเลือกยืนยันไปแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย

   มีเสียงดัง ติ๊ดขึ้นมาหนึ่งหนก่อนที่ชุดเสื้อผ้าต่อสู้ของเขาจะค่อยๆสลายไปและกลับเป็นชุดเสื้อโค้ทมีฮู้ดตัวเก่งที่เขาใส่ตามปกติ แน่นอนว่ารวมถึงกางเกงขายาวและรองเท้าผ้าใบด้วย

  ในตอนนั้น,เด็กหนุ่มรู้ตัวทันทีว่าทำสำเร็จแล้ว เขาสามารถล็อกเอาท์ออกจาก Orfinal Scale ได้เสียสักที

   ในใจของตัวเองตอนนี้รู้สึกโล่งอกเอามากๆ ก่อนหน้านี้ก็แอบคิดอยู่นิดหน่อยว่า ถ้าลองแล้วทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมอยู่จะเอายังไงกันต่อดี  แต่เมื่อมันได้ผลแบบนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีไป

   เพียงเท่านี้ศึกในค่ำคืนอันยาวนานนี้ก็จบสิ้นลงโดยสมบูรณ์สักที

   พอลองหันไปมองฝั่งของยูนะกับด็อกเตอร์ก็สังเกตว่าทั้งสองดูโล่งใจไม่ต่างจากเขาไปเหมือนกัน โดยเฉพาะยูนะที่ถึงกับยิ้มแก้มปรี้ให้กับเขาพร้อมหัวเราะในลำคอเบาๆ ซึ่งเอย์จิก็ยิ้มตอบพร้อมชูนิ้วโป้งให้เป็นสัญญาณบอกว่า ทุกอย่างสำเร็จลงด้วยดี

   “โอเค” ชายแก่กล่าวขึ้นพร้อมตบมือหนึ่งอย่างร่าเริง “ในที่สุดก็เคลียร์เรื่องทั้งหมดลงได้ซะทีสินะ งั้นพวกเราก็ควรจะรีบกลับกันดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้วด้วย

   “เอ๋!? แต่เรายังหาตัวคนร้ายที่แฮกกิ้งไม่ได้เลยนะคะ!” ยูนะที่กำลังอมยิ้มอยู่ถึงกับเปลี่ยนสีหน้าและหันมาแย้งทันที “ถ้าเกิดคนร้ายอยู่แถวนี้ขึ้นมา ปล่อยให้เขาลอยนวลไปแบบนี้จะดีจริงๆเหรอคะ?”

   “ก็ไม่อยากหรอก” ชิเกมุระตอบแล้วถอนหายใจพลางกอดอก “แต่ว่าข้อมูลที่เราใช้เชื่อมโยงหาคนร้ายได้ในตอนนี้มันมีน้อยเกินไป มีแค่นี้ใช้ระบุอะไรไม่ได้หรอก ยังไงๆก็จำเป็นต้องเอาอ็อกม่าของเอย์จิไปวิเคราะห์ที่มหาลัย และตรวจสอบเซิร์ฟเวอร์ OS เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมก่อนอยู่ดีนั้นแหละ แล้วอีกอย่าง,ถ้าคนร้ายมีอาวุธหรือมีหลายคนขึ้นมาล่ะก็พวกเราเองก็อาจได้รับอันตรายไปด้วยก็ได้นะ ยังไงความปลอดภัยของเราทั้งสามคนก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งไว้ก่อน,เข้าใจใช่ไหม ยูนะ

   “ค่ะ,ก็เข้าใจอยู่หรอก

   เอไอสาวตอบกลับด้วยท่าทีผิดหวังนิดๆแต่ก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ เธอเองก็คงจะเห็นด้วยกับเหตุผลของศาสตราจารย์อยู่เหมือนกัน

  “อย่าคิดมากเลย,ยูนะ” เอย์จิเสริมพร้อมยันตัวขึ้นอย่างทุลักทุเล ดูจากท่าทางแล้วเขาเองก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการต่อสู้พอสมควรเลยทีเดียว แม้กระนั้นเขาก็ยังคงยิ้มให้กำลังใจเธออยู่ดี “เดี๋ยวพอวิเคราะห์อะไรเสร็จก็คงจะตามตัวเจ้าคนร้ายนั้นได้เองแหละ มันไม่มีทางรอดไปได้หรอก

   “ถูกตามที่เอย์จิคุงพูดนะ เพราะยังงั้นเราถึงต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุดไงล่ะ” ด็อกเตอร์กล่าวพร้อมหันมาหายูนะสายตาแสดงถึงความคาดหวังอะไรบางอย่างจากเอไอสาว “เธอช่วยหาเส้นทางกลับมหาลัยที่รวดเร็วที่สุดหน่อยได้ไหมล่ะนั้นคงช่วยย่นเวลาให้เราได้เยอะเลยนะ

   เด็กสาวเมื่อได้รับคำร้องขอแบบนั้นขึ้นมาก็นิ่งเงียบไปแปปหนึ่งราวกับครุ่นคิดชั่งใจอะไรบางอย่างก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วหันมาพยักหน้ายืนยันให้

   “คิดว่าได้ค่ะ แต่ก็คงใช้เวลาสักพักอยู่

   “ดี,งั้นฝากด้วยนะ ระหว่างนั้นพวกเราก็ใช้เวลาที่มีออกจากโรงงานนี่ก็แล้วกัน

   เมื่อตกลงกันได้เช่นนี้ ยูนะก็เปิดหน้าจออินเตอร์เฟซขึ้นมาแล้วเริ่มคำนวณเส้นทาง ขณะที่ศาสตราจารย์ชิเกมุระก็เดินไปช่วยพยุงเอย์จิที่ยังคงเดินไม่คล่องตัวอยู่ แน่นอนว่าเด็กหนุ่มพยายามปฎิเสธแต่ชายแก่ก็ยังยืนกรานต่อไป จึงจำต้องให้เขาช่วยพยุงเอาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เอย์จิถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นิดหน่อย

   ทั้งๆที่คิดจะแสดงความแข็งแกร่งต่อหน้ายูนะแท้ๆ แต่สุดท้ายก็กลายมาเป็นสภาพดูไม่จืดแบบนี้ซะได้ท่าทางเราจะไม่มีโชคเรื่องนี้จริงๆสินะ

   เด็กหนุ่มคิด แต่ก็แอบดีใจหน่อยๆที่เธอดูจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้สักเท่าไรนัก ก็สมกับเป็นยูนะดีนั้นแหละนะ

   หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว,ทั้งสามก็หันมาสบตาแล้วยิ้มให้กันคนละนิดละหน่อยก่อนจะหมุนตัวแล้วค่อยๆก้าวเดินออกจากลานโล่งในเขตท่าเรือ มุ่งเข้าสู่โรงงานเพื่อไปยังทางออกที่อยู่อีกฟากหนึ่งจากที่นี่ต่อไป

   โดยไม่เฉลียวใจเลยเลยว่ามีใครคนหนึ่งกำลังคอยจับตามองดูพวกเขาอยู่

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------    

ขณะเดียวกัน,บนเครนขนส่งแห่งหนึ่ง ณ ท่าเรือโรงงานร้าง

    ไม่ไกลจากลานโล่งที่เกิดการต่อสู้มากนัก มีเครนขนส่งอันใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนสูงของมันมากเสียจนดูน่าหวาดเสียว บนยอดของมันมีคานที่ยืนออกมาหันหน้าเข้าทางฝั่งพื้นดินอยู่ ถ้าดูจากรูปร่างภายนอกแล้ว มันก็น่าจะเป็นเครนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของท่าเรือนี้แล้วล่ะมั้ง

  บนคานของเครนที่มีแต่ริ้วรอยและสนิมเขลอะไปทั่วจนดูโทรม เช่นนี้นั้น มีร่างๆหนึ่งกำลังนอนราบอยู่

   มองจากรูปร่างภายนอก ไม่ว่าจะดูจากมุมไหนก็ต้องเป็นผู้ชายไม่ผิดแน่ ส่วนสูงนั้นพอๆกับเอย์จิแสดงให้เห็นถึงอายุที่ไล่เหลี่ยกัน เขามีโครงหน้าเรียวพร้อมใบหน้าที่ดูหล่อเหลาเอาการจนน่าจะต้องตาต้องใจผู้หญิงวัยรุ่นทั่วไปเป็นแน่ ผมสีเทาเข้มของเขาถูกเซ็ตปัดไปด้านซ้ายมืออย่างมีสไตล์ ดวงตาสีน้ำตาลแดงของเขาจับจ้องมองผ่านกล้องส่องทางไกลที่ถืออยู่ในตรงไปยังร่างทั้งสามที่กำลังเดินหันหลังไกลออกไปแล้วเฝ้าดูแผ่นหลังของกลุ่มนั้นจนถูกกลืนหายไปในความมืด

    เมื่อตระหนักได้ว่าไม่สามารถสังเกตการณ์ได้อีกต่อไป เขาจึงลดกล้องส่องทางไกลของตนพร้อมพ่นลมหายใจออกมาจากจมูกเบาๆ แล้วค่อยๆยันตัวขึ้นมาอยู่ในท่านั่งหลังพิงโครงเหล็กดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือของตนออกมาจากเสื้อโค้ทกันลมสีขาวเทาที่ตนเองสวมอยู่ก่อนจะพิมพ์เบอร์อะไรสักอย่างลงไปอย่างว่องไวและกดโทรออกโดยทันที

      เสียงรอสายดังอยู่ครู่เดียว ก็มีคนกดรับอย่างฉับพลัน เห็นได้ชัดว่า อีกฝ่ายกำลังรอการติดต่อจากเขาอยู่

     “ฮัลโหล?” เสียงจากปลายสายดังขึ้น เป็นน้ำเสียงของชายที่แสนคุ้นเคยกันดี “นั้นเธอรึเปล่า,ซาอิคุง?”

    “ครับ,ผมเอง” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ซาอิ ตอบกลับไปอย่างไม่ต้องคิดอะไร น้ำเสียงนุ่มๆของเขาช่างน่าฟังเสียมากๆ “ตอนนี้เหตุการณ์ทุกอย่างเคลียร์สะสางกันไปเรียบร้อยหมดแล้วล่ะครับ ก็เลยจะมารายงานให้ตามที่คุณขอเอาไว้ คงไม่ว่าอะไรที่มันช้ากว่ากำหนดไปหน่อยหรอกใช่ไหมครับ

    “อืม,นั่นสินะ ฉันเองก็รอการติดต่อจากเธออยู่นานพอดูเลย คิดว่าถ้านานกว่านี้สักชั่วโมงคงจะส่งทีมไปหาแล้วนะเนี่ย ฮะๆ!” อีกฝ่ายยังคงพูดติดตลก(แบบฝืดๆ)อยู่อย่างเคย แน่นอนว่าซาอิไม่ได้เอยขัดอะไรใดๆเพียงแต่ถือสายรออยู่เงียบๆจนกระทั่งชายที่ปลายสายยอมพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นมา “งั้นก็ช่วยรายงานสถานการณ์มาให้ฉันฟังคร่าวๆหน่อยก็แล้วกันนะ