STEREK | FICTION | TEEN WOLF

ตอนที่ 5 : Teen Hogwarts | STEREK '

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1039
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    12 ม.ค. 59

Title : Teen Hogwarts
Author    : Octagon 
Pairing    : Sterek (derek hale x stiles Stilinski)
Category : AU fantasy , fiction of Teen wolf in Hogwarts
Note         : ย้ายจากบีคอนฮิลส์ไปเดินเล่นแถวฮอกวอตส์สักเรื่อง  


.

.


ชานชาลาที่ 9¾ ปรากฎอยู่ตรงหน้าอีกครั้งหลังจากสไตลส์ สติลินสกีได้รับจดหมายเชิญเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในชีวิตที่เกิดมากับยุคเทคโนโลยีสิ่งที่เขารู้ก็คือ เวทมนต์เป็นเพียงเรื่องในจินตนาการณ์



ไม่ง่ายเลยสำหรับการทิ้งโรงเรียนแถวบีคอนฮิลส์ที่เรียนมา 5 ปี แล้วตัดสินใจตอบรับจดหมายทางนกฮูกเพื่อยืนยันการเข้าเรียนในโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์โดยที่ไม่รู้อะไรเลยว่ามันคือเรื่องจริงหรือใครอำเล่น



เขาแค่ต้องการรู้คำตอบว่าทำไม ถึงได้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับเขามากมายนัก แล้วเขาก็ได้คำตอบเมื่อก้าวเท้าข้าวกำแพงหนานี้ไป



เสียงนกหวีดดังขึ้นด้านหลังเขา เกือบทุกคนขึ้นไปบนรถไฟแล้วประตูเริ่มปิด เขารีบวิ่งไปข้างหน้า พ่อที่เป็นนายอำเภอบีคอนฮิลส์ช่วยยกหีบขึ้นไปบนรถไฟ



"สไตลส์ ลูกจะกลับบ้านตอนวันหยุดคริสต์มาสนะ" นายอำเภอบอกผ่านหน้าต่าง เมื่อเขากระแทกประตูปิดตามหลังและรถไฟเคลื่อนที่ "ดูแลตัวเองด้วยและ--"



รถไฟเร่งความเร็วขึ้น



"-- ทำตัวดีๆ และ--"



นายอำเภอวิ่งเหยาะๆ ไล่ตามขบวนรถไฟ



"-- ระวังตัวด้วยนะไอ้ลูกชาย!"



สไตลส์โบกมือจนกระทั่งรถไฟเลี้ยวโค้ง พ่อหายวับไปจากสายตา ต่อจากนั้นเขาจึงหันกลับมาดูว่าคนอื่นๆ ไปอยู่กันที่ไหน เพื่อนสนิทเขาสองคนสก็อตกับลิเดียเป็นพรีเฟ็ค สก็อตอยู่กริฟฟินดอร์ในขณะที่ลิเดียเรเวนคลอ เขามองเห็นกัปตันทีมควิดดิชของกริฟฟินดอร์ ยืนอยู่ตรงทางเดิน ห่างออกไปหน่อย กำลังคุยจ้ออยู่กับเพื่อนๆ สองสามคน


สไตลส์เดินไปทางเขา ลากหีบไปด้วย



ผู้คนต่างจ้องดูเขาคนนั้น กัปตันควิดดิชบ้านกริฟฟินดอร์ บางคนถึงกับแนบหน้ากับหน้าต่างห้องเพื่อจะได้ดูเขาชัดๆ แน่นอนสิเพราะเขาน่ะฮอตจะตาย ถ้าบ้านฮัฟเฟิลพัฟมีแจ๊คสัน วิเทอร์มอร์ผู้หล่อเหลา กริฟฟินดอร์ก็มีเขาคนนี้แหละ เดเร็ค เฮล



สไตลส์เดินก้มหน้า ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย พอไม่มีเพื่อนเขาก็เหมือนไร้ตัวตน สไตลส์พยายามทำตัวลีบเล็กเพื่อจะเดินผ่านเขาไปเดินหาห้องว่างสักห้อง แต่ทุกครั้งที่เงยหน้าเขาก็จะเจอกับสายตาของเด็กผู้หญิงที่มีสีหน้าเหมือนถูกสะกดจิตและพยายามไถลตัวเข้าไปใกล้เขาให้มากที่สุด บางคนก็พยายามหาเรื่องทักทาย 



สไตลส์เกิดความรู้สึกรำคาญแปลบๆ อย่างประหลาดเมื่อเขาเดินจากมา ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่เรียนมา เขาสะดุดตากับเดเร็คคนนี้ตลอด เมื่อครั้งเขายังเด็กเขาไม่ฮอตขนาดนี้ แต่พอเขาได้ขึ้นเป็นกัปตันทีมควิดดิช สาวๆ ก็หันมานิยมชมชอบเขา ไม่ชอบเลย...



ในที่สุดสไตลส์ก็เจอห้องว่างห้องหนึ่ง และรีบเข้าไปนั่งอย่างโล่งใจ เขานั่งลงและทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง นึกถึงวันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาสู่โลกเวทมนตร์ หมวกคัดสรรเลือกให้เขาอยู่บ้านเรเวนคลอ บ้านที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา แต่ก็นั่นล่ะ เขาเกิดจากมักเกิ้ล ใช้ชีวิตคีแบบมักเกิ้ลมาตลอดจนอายุ 11 ปี เขาไม่มีความรู้เรื่องโลกเวทมนตร์ และเขาต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ หนังสือจึงช่วยอธิบายทุกเรื่องได้ดีที่สุด



สไตลส์หยิบหนังสือสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ออกมาและตั้งใจอ่านเพื่อทำความเข้าใจ การเป็นนักเรียนปีห้าที่รู้เรื่องสิ่งมีชีวิตในโลกเวทมนตร์น้อยมากทำให้เขารับไม่ได้ และหลายเรื่องที่เขาต้องทำความเข้าใจว่ามันคือความจริงไม่ใช่จินตนาการ




อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สไตลส์จะทันได้อ่าน ก็มีเสียงเอะอะอยู่นอกประตูห้อง เด็กสาวปีสี่กลุ่มหนึ่งกำลังกระซิบกระซาบและหัวเราะคิกคักกันที่อีกด้านของกระจก



"นั่นเดเร็ค เฮล"



"เขาดูฮอตขึ้นอีกแล้ว"



"กัปตันทีมกริฟฟินดอร์เชียวนะ"



"เธอทำสิ"



"ฉันเอง!"



แล้วหนึ่งในกลุ่ม เด็กสาวท่าทางเก่งกล้าที่มีดวงตาสีฟ้า ผมบรอนซ์ยาวก็เบียดตัวผ่านกระจกไป สไตลส์เงี่ยหูฟัง



"สวัสดี เดเร็ค" เธอพูดเสียงดังอย่างมั่นใจ "ทำไมเธอไม่ไปนั่งกับเราในห้องล่ะ ห้องเรามีที่ว่างเยอะเลย" เธอเสริมด้วยเสียงกระซิบที่ดังพอได้ยินไปทั่ว บุ้ยไบ้ไปทางตู้ที่เธอเดินจากมา



"ไม่ล่ะ ขอบใจ" เขาพูดเสียงเรียบ



"โอ๊ะ" เด็กสาวมีสีหน้าประหลาดใจ "งั้นก็ได้ แต่ถ้าเธอเปลี่ยนใจ"



เดเร็คไม่มีท่าทีสนใจ เธอก็ถอยหลังกลับไป



"นายฮอตขึ้นจมตั้งแต่ได้เป็นกัปตันทีม" ใครสักคนเอ่ยขึ้น 



"สาวๆ พวกนั้นสนใจแต่ตำแหน่งกัปตันของฉันเท่านั้นแหละ" เดเร็คตอบห้วนๆ "พวกเธอหวังจะได้อวดเพื่อนๆ ถ้าได้ควงกัปตันทีม"



"แน่นอนสิเพื่อน เป็นแฟนกับกัปตันทีมกริฟฟินดอร์น่ะเจ๋งจะตาย" อีกคนยิ้มแป้น 



สไตลส์ถอนหายใจอย่างเห็นด้วยและก้มลงอ่านหนังสือต่อ 



"ทีมที่แพ้สลิธีรินย่อยยับเมื่อฤดูกาลที่แล้วน่ะหรอ" เสียงเดเร็คพูดแผ่วๆ แล้วก็มีเสียงตึกๆ ดังขึ้นแทน



อากาศนอกหน้าต่างรถไฟเปลี่ยนแปลงเป็นหย่อมๆ เหมือนสภาพอากาศตอนหน้าร้อน รถแล่นเข้าเขตที่เต็มไปด้วยหมอกหนาวชื้น แล้วก็ออกมาสู่บริเวณที่มีแสงแดดอ่อนๆ ปลอดโปร่ง ระหว่างนั้นการที่สไตลส์พยายามเพ่งสมาธิสำหรับการอ่านหนังสือทว่ามันก็ไม่สามารถช่วยให้เขาเข้าใจได้เลยเมื่อเสียงดังตึกๆ ข้างนอกห้องยังคงดังอย่างต่อเนื่อง



สไตลส์ตัดสินใจลุกไปที่ประตูเลื่อนเปิดออก เดินกลั้นหายใจไปที่กลุ่มเด็กปีห้าบ้านกริฟฟินดอร์



"เฮ้ จะว่าอะไรมั้ย" เขาตะกุกตะกักเมื่อสบตากับเดเร็ค และหน้าก็รู้สึกร้อนผ่าว "คือ...ฉันกำลังพยายามอ่านหนังสือ แต่พวกนายทำเสียงดังมากจนฉันอ่านไม่ได้" 



"อย่างนั้นหรอ" เขาหันมาใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม "แล้วนายรู้ได้ไงว่าเราไม่ได้พยายามซ้อมควิดดิชกันอยู่ตรงนี้"



"ก็ใช่" สไตลส์ตอบ "แต่นี่มันบนรถไฟ และฉันก็มั่นใจว่าควิดดิชต้องซ้อมที่สนามโล่งๆ"



"คือ..ฉันมั่นใจว่าลูกควัฟเฟิลในมือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ซ้อมได้" เดเร็คโยนลูกควัฟเฟิลใส่เพื่อนที่รับเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดและโยนกลับคืนมา "เห็นมั้ย"



สไตลส์จับจ้องใบหน้าหล่ออย่างไม่รู้จะหาคำไหนมาพูด เขาหันหลังและตั้งใจจะเดินจากมาทว่าอีกคนกลับเรียกเอาไว้



"เฮ้ เดี๋ยวก่อนๆ" เดเร็คเดินเข้ามาหายื่นลูกควัฟเฟิลไปตรงหน้า "ถ้านายแย่งบอลจากฉันได้เราอาจจะเลิกซ้อมที่นี่"



สไตลส์ตัดสินใจว่าเขาควรจะลองดู เขาสูดหายใจเข้าเมื่อเดเร็คเดินเข้ามาใกล้



"ลองดูสิ ง่ายจะตาย"



เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโยนลูกควัฟเฟิลไปมาอย่างชำนาญ สไตลส์ทำได้เพียงขยับตัวตามและถึงแม้มันจะช้ากว่าถึงสามจังหวะแต่เขาก็ยังพยายาม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยแตะกีฬาของโลกเวทมนตร์ชนิดนี้เลย ถ้าเป็นกีฬาในโลกมักเกิ้ลมันอาจจะใกล้เคียงเบสบอลผสมบาสเกตบอลซึ่งเขาไม่เคยแตะเลยทั้งคู่ ที่เล่นบ้างก็ลาครอสกีฬายอดฮิตของชาวเมืองบีคอนฮิลส์ซึ่งใกล้เคียงฮอกกี้



สไตลส์ค้นพบว่านี่คือเรื่องงี่เง่าที่สุดที่เขาคิดว่าเขาอาจจะสามารถแย่งบอลจากเดเร็คได้ และงี่เง่าที่สุดที่เขาคิดว่าการทำแบบนี้คือการหาเหตุผลที่จะสามารถคุยกับอีกคนได้ แต่ไม่เลย ทั้งหมดนี่ทำให้เขาดูเป็นตัวตลก และเขาควรหยุด



สไตลส์หยุดเคลื่อนไหวตามจังหวะที่เดเร็คชักนำ เขายืนนิ่งๆ มองเดเร็คควงบอลไปมาพลางสูดหายใจเข้า เขาส่ายหัวน้อยๆ และหันหลังเดินจากมาอีกครั้ง 



เดเร็คหยุดควงบอลหันไปมองอีกคนที่เดินตรงเข้าไปที่ตู้รถไฟของตัวเองเลื่อนประตูเปิดแทรกตัวเข้าไปอย่างเงียบๆ 




สไตลส์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมหันหน้าออกนอกหน้าต่าง ถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านตามเดิม แม้มันจะไม่เข้าหัวเลยสักนิดก็เถอะ




เสียงประตูเลื่อนเปิดอีกครั้งพร้อมกับใครบางคนที่แทรกตัวเข้ามา 



"ขอโทษด้วยเรื่องเมื่อกี้" เดเร็คพูดขึ้นพลางเลื่อนประตูปิด ดวงตาจับจ้องอยู่ที่คนกำลังอ่านหนังสือ เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาแล้ววกกลับไปสนใจหนังสือในมือ



"ช่างมันเถอะ"



เขาเดินเข้าไปใกล้ ชะโงกหน้าดูหนังสือที่สไตลส์กำลังตั้งใจอ่าน



"เฮ้ นายชื่ออะไร"



"ขอโทษนะ แต่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่" สไตลส์พูดแทรกขึ้น และก้มหน้าหลบสายตาเขาอีกครั้งก่อนจะบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่นและพูดต่อให้จบ "ถ้านายยังไม่ทันเห็น"



"โอเค" เดเร็คยิ้ม ซึ่งเป็นยิ้มที่ดูดีและมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองมาก "ฉันจะไม่รบกวนนายอีกหลังจาก...ที่นายบอกชื่อนายมา"



สไตลส์เงยหน้าขึ้นสบตา พยายามค้นหาคำตอบจากสายตาเจ้าเล่ห์นิดๆ นั่น และมันทำให้เขาหวั่นไหวพอดู สไตลส์ต้องพยายามอย่างมากที่จะควบคุมน้ำเสียงให้ฟังดูเหมือนเขาไม่พอใจ



"ได้ ฉันจะบอก" เขาพูดพลางสูดหายใจเข้าลึก "ถ้านายเสกคาถาอะไรก็ได้สักคาถาให้ฉันดู"



"แค่อย่างเดียวหรอ" เขาถามด้วยรอยยิ้ม



"แค่อย่างเดียว"



"คาถาอะไรก็ได้ใช่มั้ย" เดเร็คเดาะลิ้น แล้วเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับสไตลส์



เดเร็คหยิบหนังสือที่สไตลส์อ่านอยู่ขึ้นมาปกมันค่อนข้างเก่าและเกือบขาด แล้วล้วงเอาไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนสีซีดที่เขาใส่อยู่ แตะมันลงที่ปกหนังสือแล้วพูดว่า "เรปาโร" หนังสือสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ก็กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ถึงกับเหมือนใหม่ แค่ปกไม่ขาดวิ่นเหมือนเดิม เขาส่งกลับคืนมาให้สไตลส์พร้อมเปิดหน้าที่เขาอ่านค้างไว้ให้ด้วย



"ฉันชื่อสไตลส์" เขาบอกอย่างไม่มีข้อแม้ "ทีนี้ออกไปได้แล้ว ฉันจะได้อ่านหนังสือสักที"



เดเร็คยิ้ม และอยากจะแนะนำตัวเองบ้าง



"ฉันชื่อ--"



"ฉันรู้ว่านายชื่ออะไร" สไตลส์โพล่งขึ้น 



แม้จะมีท่าทางแปลกใจแต่เขากลับไม่เอ่ยอะไรต่อ เขาลุกขึ้นเดินไปที่ประตู เลื่อนเปิดออกด้วยรอยยิ้มที่ยังเปื้อนเต็มใบหน้า ในขณะที่สไตลส์พยายามควบคุมสายตาให้อยู่แค่ที่หน้าหนังสือ 



เดเร็คออกไปแล้ว และสไตลส์เองก็แทบจะสำลักเพราะการสูดหายใจเอาอากาศเข้าปวดอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ตัวสักนิดว่าเผลอกลั้นหายใจไว้ตลอดเวลาที่เขานั่งอยู่ใกล้ๆ 


.
.


หลังจากเหตุการณ์บนรถไฟสไตลส์ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นเดเร็คอีกเลย สองอาทิตย์แล้วตั้งแต่เปิดเทอมกับชีวิตนักเรียนปีห้า ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามมองหาเขาตามระเบียง ตามทางเดินหรือแม้แต่ห้องโถงเวลาอาหารสไตลส์ก็ไม่พบเขาเลย



สไตลส์เดินเอื่อยๆ เมื่อมีคาบว่างตั้งใจจะไปหมกตัวที่ห้องสมุดสักพัก เดินผ่านบันไดหินอ่อนเข้ามาในปราสาท เดินไปตามระเบียงต่างๆ และหยุดอยู่มุมทางเดินมุมหนึ่งเมื่อเห็นว่าคนที่เขามองหามาตลอดกำลังเดินมาทางนี้กับเด็กนักเรียนปีหนึ่งคนนึง



"เคยเห็นเกมควิดดิชมั้ย เลียม" เสียงเดเร็คเอ่ยถามเด็กปีหนึ่งหน้าตาน่าเอ็นดูอย่างตื่นเต้นและปิติยินดี



"ไม่ครับ" เด็กคนนั้นส่ายหน้าเงียบๆ 



"รูปร่างนายเหมาะจะเป็นซีกเกอร์" เดเร็คบอก ตอนนี้เขาเดินไปรอบๆ เด็กคนนั้น และพิจารณา  "น้ำหนักเบา -- เร็ว -- เราต้องหาไม้กวาดดีๆ ให้นาย ไม้กวาดนิมบัสสองพัน หรือไม่ก็คลีนสวีปเจ็ด ฉันว่า"



เด็กปีหนึ่งมองเขาผ่านแว่นตาด้วยท่าทางงุนงง 



"ฉันอยากได้ยินนายจะขยันฝึกนะเลียม ศาสตราจารย์ฟินสต็อคบอกนายมีพรสวรรค์ และนายเป็นความหวังของพวกเรากริฟฟินดอร์" เขาดูจะพูดมากขึ้นเยอะเมื่อเด็กปีหนึ่งเอาแต่ฟังเงียบๆ ด้วยท่าทางน่าเอ็นดู "สวรรค์ก็รู้   เราต้องการทีมที่ดีกว่าปีที่แล้วนะ ที่แพ้บ้านสลิธีรินยับเยินในเกมนัดสุดท้ายน่ะ แน่นอนนายไม่รู้ ฉันลืมไปว่านายอยู่กับครอบครัวมักเกิ้ล เลียม ดันบาร์"



เมื่อได้ยินชื่อชัดๆ สไตลส์ก็ต้องพิจารณาเด็กปีหนึ่งที่เดินมากับเดเร็คอีกครั้ง เลียม ดันบาร์ เด็กที่สก็อตเอาแต่พูดถึงตั้งแต่เปิดเทอม หน้าตาน่าเอ็นดู และท่าทางหวาดระแวงจนเหมือนคนเก็บตัวไม่ได้เย่อหยิ่งสักนิด



"เอาล่ะเลียม เจอกันคืนนี้หนึ่งทุ่มตรงเพื่อฝึกซ้อมครั้งแรก" 



"ครับ" เลียมวิ่งออกไปด้วยรอยยิ้ม คงเฝ้ารอเวลาให้ถึงหนึ่งทุ่มแทบไม่ไหว 



ผู้ชาย ... ต่อให้อายุเท่าไหร่ก็คลั่งกีฬาเหมือนกันทุกรุ่น 




หนึ่งทุ่มหรอ..



ต้องบ้าแน่ๆ ที่นายคิดจะออกมาดูเดเร็คซ้อมควิดดิชให้เลียม 


.
.


เมื่อเวลาหนึ่งทุ่มใกล้เข้ามา สไตลส์ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเดินมาถึงสนามควิดดิชในเวลาที่แสงโพล้เพล้แล้ว สไตลส์ไม่เคยอยู่ในสนามกีฬามาก่อน ที่นั่งรอบสนามจำนวนนับร้อยบนอัฒจันทร์ยกขึ้นไว้สูงมาก เพื่อให้ผู้ชมอยู่สูงพอที่จะมองเห็นเกมการเล่นได้ถนัด สุดสนามแต่ละข้างมีเสาสีทองสามต้นสูงจากพื้นสิบห้าเมตร แต่ละต้นมีห่วงที่ปลายเสา มันทำให้เขานึกถึงแท่งพลาสติกเล็กๆ ที่ตอนเด็กๆ ในชีวิตมักเกิ้ลใช้จุ่มสบู่และเป่าเป็นฟองเล่น



เขาแอบซ่อนตัวอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งในมุมที่มีเสาบังและค่อนข้างลับตา สักพักเขาก็เห็นเลียมเดินเข้าสนามมาพร้อมกับไม้กวาดด้ามใหม่เอี่ยมและเจ้าตัวเล็กคงอดใจไม่ไหว ขึ้นขี่ไม้กวาดบินโฉบเข้าโฉบออกเสาประตู 



"เฮ้ เลียม ลงมา!"



เดเร็ค มาถึงแล้ว เขาหนีบกล่องไม้ใบใหญ่มาใต้แขน เลียมร่อนลงจอดใกล้ๆ เขา



"ดีมาก" เดเร็คบอกตาเป็นประกาย "ฉันเข้าใจแล้วว่าศาสตราจารย์ฟินสต็อคหมายความว่าไง... นายนี่มีพรสวรรค์จริงๆ ค่ำนี้ฉันจะสอนกฎต่างๆ ให้นาย แล้วนายก็ต้องมาร่วมฝึกในทีมอาทิตย์ละสามหน"



สไตลส์ตั้งใจฟังสิ่งที่เดเร็คบอกเลียม โดยให้เหตุผลกับตัวเองว่า การที่แอบชอบนักกีฬาควิดดิชมันก็จำเป็นต้องรู้เรื่องควิดดิชบ้าง



เขาเปิดกล่อง ข้างในมีลูกบอลขนาดต่างๆ กันสี่ลูก



"เอาล่ะ" เดเร็คว่า "ควิดดิชนี่เข้าใจง่าย แม้ว่าจะเล่นไม่ได้ง่ายๆ หรอก แต่ละข้างมีผู้เล่นเจ็ดคน สามคนเรียกว่า เชสเซอร์"



"เชสเซอร์สามคน" เลียมทวน และสไตลส์เองก็เผลอทวนคำตามเด็กเลียมด้วย เดเร็คหยิบลูกบอลสีแดงสดออกมา มันมีขนาดเท่าลูกฟุตบอลทั่วไป และเป็นลูกที่เขาโยนเล่นบนรถไฟ



"นี่เรียกว่า ควัฟเฟิล" เขาบอก "พวกเชสเซอร์จะโยนลูกควัฟเฟิลให้พวกเดียวกันเอง แล้วพยายามโยนเข้าห่วงเพื่อจะได้แต้ม จะได้สิบแต้มทุกครั้งที่โยนควัฟเฟิลเข้าห่วงใดห่วงหนึ่ง ตามทันไหม"



สไตลส์เผลอพยักหน้าแล้วย่นคิ้วให้ตัวเอง 



"พวกเชสเซอร์โยนควัฟเฟิล แล้วโยนใส่ห่วงให้ได้คะแนน" เลียมท่อง "ก็คล้ายๆ เกมบาสเกตบอล เพียงแต่ขี่ไม้กวาดแล้วก็มีหกห่วง"



"บาสเกตบอลอะไร" เดเร็คถามอย่างสนใจ คราวนี้สไตลส์ยิ้มกว้างเพราะเขารู้ว่าบาสเกตบอลคืออะไร ใช่สินะ ถ้าจำไม่ผิดเด็กน้อยเลียมถูกเลี้ยงมาโดยครอบครัวมักเกิ้ลเหมือนเขา



"ไม่มีอะไรหรอก" เลียมตอบ



"เอาล่ะ แล้วแต่ละข้างก็จะมีผู้เล่นอีกคนหนึ่ง เรียกว่า คีปเปอร์ ฉันเป็นคีปเปอร์ของทีมกริฟฟินดอร์ ฉันต้องบินไปรอบๆ ห่วงของฝ่ายเราแล้วสกัดฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ทำแต้มได้"



"เชสเซอร์สามคน คีปเปอร์หนึ่ง" เลียมท่อง และเป็นอีกครั้งที่สไตลส์เองก็ท่องตาม ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจำให้ได้ทั้งหมด "พวกเขาเล่นกับควัฟเฟิล โอเคเข้าใจแล้ว แล้วนี่ใช้ทำอะไรล่ะ" เลียมชี้ไปที่ลูกบอลที่เหลืออีกสามลูกในกล่อง 



ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงกว่าเดเร็คจะอธิบายถึงบอลลูกที่เหลือทั้ง บลัดเจอร์ ลูกบอลสีดำที่มีหน้าที่พยายามชนผู้เล่นให้ตกจากไม้กวาดและมีตำแหน่ง บีตเตอร์ ซึ่งก็คือฝาแฝดเอเด็นอีตันคอยถือไม้หวดออกไปให้พ้นทีม 



และลูกสุดท้ายคือ โกลเด้นสนิช ลูกบอลสีทองขนาดเท่าวอลนัตที่จะบินโฉบไปมา เป็นหน้าที่ของซีกเกอร์นั่นก็คือเลียมที่ต้องไล่จับ ทีมไหนที่จับสนิชได้จะทำแต้มเพิ่มให้ทีมอีกร้อยห้าสิบแต้ม และเกมจะหยุดลงเมื่อลูกสนิชถูกจับได้เท่านั้น



หลังจากซ้อมได้ครึ่งชั่วโมงก็มืดสนิทพวกเขาไม่สามารถซ้อมต่อได้ สไตลส์แอบย่องตามหลังพวกเขาไปทิ้งระยะห่างพอสมควร และเมื่อเดินพ้นโถงเขาต้องเลี้ยวไปยังหอนอนของบ้านเรเวนคลอ 



สไตลส์ลังเลที่จะเดินตรงไปที่หอนอนหรือจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ก่อน เขาเดินขึ้นบันไดหินอ่อนไป เดินทอดน่องตามทางเดินที่ร้างผู้คนเพราะส่วนใหญ่คนกำลังทานอาหารมื้อค่ำกันอยู่ที่โถง



"เฮ้" เสียงทักทายจากมุมมืดฉุดสไตลส์ให้ยืนอยู่กับที่และหมุนตัวกลับทันที ดวงตากลมเบิกขึ้นอย่างตกใจเมื่อพบว่าคนที่ยืนพิงตัวอยู่ในเงามืดริมระเบียงนั้นคือใคร



"นาย..." สไตลส์มองไปรอบๆ ขณะที่เขาขยับเข้ามาหา "มาทำอะไรตรงนี้หรอ" 



"ไม่รู้สิ" เดเร็คตอบพลางยักไหล่ "ไม่เจอกันนานเลยนะ"



"ก็... ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร" สไตลส์ตอบ



"ไม่เห็นนายไปทานอาหารที่โถง" สไตลส์ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นประโยคบอกเล่าหรือคำถามกันแน่ เขาจึงไม่ได้ตอบอะไร 



"นายก็ไม่" สไตลส์บอก "ตอนนี้นายควรจะอยู่ที่ห้องโถงแต่นายอยู่นี่ ตรงนี้" 



เดเร็คยิ้มด้วยใบหน้าที่สดใส ท่าทางอารมณ์ดีเอามากๆ แน่นอนเพราะเขาเพิ่งได้ซีกเกอร์มือดีมาร่วมทีมนี่นา เขากลายเป็นผู้ชายยิ้มง่าย และท้องไส้สไตลส์จะมีอาการประหลาดๆ ทุกครั้งที่เขายิ้มละก็...อืม เขาอาจจะเรียนรู้อะไรกับมันได้ และสไตลส์เดาว่าเขาคงทำให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกแบบนี้



"นายอยู่เรเวนคลอ" น้ำเสียงหยอกเย้าของเขาปลุกสไตลส์ตื่นจากภวังค์



"และนายกริฟฟินดอร์" สไตลส์หันไปมองหน้าเดเร็คที่สวมชุดคลุมประจำบ้านอยู่ เขาเองก็เช่นกัน



"มื้อค่ำของนายน่ารื่นรมย์ดีมั้ย" จู่ๆ เดเร็คก็ถามขึ้น หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้สไตลส์ใช้เวลาแอบดูเขาซ้อมควิดดิชให้เลียมตลอด หมายความว่าไง เขารู้หรอ เขาจับได้รึเปล่าว่าแอบดูพวกเขา



"ก็... ดีทีเดียว" 



"ดี"



"เอ่อ--  เป็นช่วงเวลาที่สงบสุขมาก" สไตลส์ขยับตัวไปยืนพิงซอกกำแพง พลางสูดหายใจเข้าอย่างประหม่า "แล้วนายล่ะ"



"ดี" เขาพูดอย่างใจลอย "ดีมากจริงๆ"



"งั้นหรอ" สไตลส์ยิ้มบางๆ รู้สึกโล่งใจนิดๆ ที่ไม่ใช่การจับผิดอะไร "แล้ว...ทำไมนายมาอยู่ตรงนี้ล่ะ"



"สไตลส์" เขาเรียก และสไตลส์เอียงศีรษะในกิริยาที่ดูเป็นการบอกว่า 'ว่าไง'



"ทำไมนายไม่ไปดูฉันแข่งควิดดิชกับสลิธีรินอาทิตย์หน้าล่ะ" 



สไตลส์ตอบเขาด้วยสีหน้างุนงง



"ฉัน...ไม่รู้สิ นายอยากให้ฉันไปดูนายแข่งรึเปล่า" 



"แน่นอน" เขาตอบ "ฉันอยากให้นายไป แต่ฉันไม่หวังว่านายจะตอบตกลงหรอกนะ ดูท่าทางนายไม่ค่อยชอบฉัน"



"ฉันเปล่า" สไตลส์โพล่งขึ้น "คือฉันหมายถึง นายเองต่างหากที่ไม่น่ามาชวนฉัน คือฉันน่ะ ไม่มีใครคนไหนชวนฉันหรอก"



"อย่างี่เง่าไปหน่อยเลย สไตลส์" เขากระซิบ "พวกนั้นโง่มากเลยล่ะถ้าไม่ต้องการนาย" สไตลส์จ้องหน้าเขา ตาไม่กะพริบ เลียริมฝีปากที่จู่ๆ ก็เกิดแห้งผาก ด้วยไม่คุ้นกับความตึงเครียดที่แวดล้อมอยู่ในขณะนี้



"ถ้าอย่างนั้น ในฮอกวอตส์ก็คงมีแต่พวกโง่อยู่เต็มไปหมด เพราะไม่เคยมีใครชายตามองฉันซ้ำสองเลย"



"พวกฮอกวอตส์งี่เง่า" เขาโน้มเข้ามาใกล้กระซิบที่หูเบาๆ



ริมฝีปากสไตลส์เผยอออกด้วยความประหลาดใจ เขายิ้มให้และนิ่งไป สไตลส์หายใจอย่างแผ่วเบา ตกใจกับความรู้สึกแปลบปลาบเหมือนกระแสไฟฟ้าที่แล่นเข้าสู่ร่างกายเช่นนี้ การอยู่ใกล้เดเร็คมันน่าตื่นเต้นเสมอ 


เดเร็คถอยกลับเล็กน้อย แค่ไกลพอจะมองเห็นหน้าอีกคนได้ ดวงตาโตที่คอยแต่จะหลบสายตา แววสีน้ำตาลอ่อนล้ำลึกนั้นเต็มไปด้วยความฉงน แต่เขากลับไม่รู้จะทำอย่างไรให้กลายเป็นคำพูดได้



"เอ่อ--"  เสียงหัวเราะหึดังขึ้นในอกของเขา



"โอเคใช่มั้ย" เดเร็คถาม เขายิ้มอย่างมีความหวัง "นายจะไปดูฉันแข่งใช่มั้ย-- สไตลส์" 



เขาได้แต่พยักหน้า



.
.

สไตลส์ยังจำความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อคืนได้ แม้นี่จะเป็นเวลาเช้าของอีกวันเข้าไปแล้ว และเริ่มรู้สึกรำคาญลิเดียที่จับสังเกตได้บ่อยๆ เวลาที่เขาเหม่อ



"สก็อต นายกลับไปที่โต๊ะกริฟฟินดอร์เถอะ" สไตลส์พูด แม้จะทุ่มเถียงกับสก็อตมาตลอดทางเรื่องที่เขาบอกสก็อตว่าจะไปดูควิดดิชนัดที่จะถึงนี้



"จริงดิ ฉันยังพูดไม่หมดเลยว่านายต้องรู้อะไรก่อนไปดูควิดดิช" สก็อตพูด แล้วปล่อยมือสไตลส์เมื่อเลี้ยวเข้าประตูโถง โถงใหญ่มโหฬารที่มีเด็กนักเรียนแต่ละบ้านนั่งแยกกันตามโต๊ะยาวเหยียดเต็มไปด้วยอาหารมื้อเช้า



ลิเดียนั่งอยู่เกือบปลายโต๊ะบ้านเรเวนคลอ มีชามซุปวางอยู่ตรงหน้า ไอน้ำลอยจากชาม แต่ดวงตากลับจ้องเพดานเวทมนต์ที่ตอนนี้เป็นสีฟ้าราบเรียบ มีเมฆก้อนเล็กๆ บางๆ พาดเป็นสาย เหมือนกับท้องฟ้าบางส่วนที่มองเห็นได้ผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงที่มีโลหะกั้นแบ่งเป็นช่องเล็กๆ



"มีซุป" ลิเดียเอ่ย โบกช้อนทักทายสไตลส์ "กินมั้ย" เธอมองไปข้างหลังสไตลส์เห็นสก็อตจึงโพล่งขึ้น "สก็อต นายมาผิดบ้านล่ะ"


"บ้านไหนก็เหมือนกันน่า" สก็อตกระแอม


"สไตลส์ สติลินสกี อธิบายซิ" ลิเดียไม่สนใจฟัง ดวงตาโตจับจ้องที่เพื่อนร่วมบ้าน "เมื่อคืนนายหายไปไหนมา"


"เอ่อ..." สไตลส์สำรวจเธออยู่วินาที ลิเดียหมายถึงช่วงเวลาที่เขาอยู่กับเดเร็ค 


ทั้งสไตลส์และสก็อตไม่ตอบ ไม่จำเป็นเลย พวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าลิเดียแค่ถามเพื่อบอกให้รู้ว่าเธอจับได้แล้วที่เขาหายไป


"ฉันบอกแล้วให้ไปนั่งโต๊ะกริฟฟินดอร์" สก็อตพูด และโดนลิเดียถลึงตาใส่ 


"นายก็หายด้วยหรอสก็อต!" ลิเดียจุ่มช้อนลงชาม สก็อตเลิกคิ้วขึ้นพยักหน้าไปทางสไตลส์ เขามองชามซุปที่เธอคนเล่นก่อนหน้าสงสัยว่ารสชาติซุปนั่นจะเป็นยังไง


"พอน่า ลิเดีย" สไตลส์โอด "ปล่อยให้เรากินอะไรได้รึยัง"


ลิเดียเกร็งไหล่ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองสไตลส์ สีหน้าดูกังวลมากกว่าประหลาดใจ


"เธออาจทำให้บ้านถูกตัดคะแนน เธอสองคน!" 


สไตลส์แปลกใจที่สก็อตไม่โต้ตอบ เขามัวแต่อ้าปากค้างมองสองคนสลับไปมาที่สไตลส์เกิดรำคาญนิดๆ


"ฉันว่าฉันกลับไปนั่งโต๊ะบ้านดีกว่า" สก็อตว่า พลางหมุนตัวเดินออกไปดื้อๆ


ลิเดียมองตามสก็อตด้วยสายตาเฉยเมย


"น่าเลิกคบเหลือเกิน" ลิเดียพูด หน้าบึ้งมองเขาจากไป "เขาเป็นพรีเฟ็คนะ ยังทำตัวเป็นเด็กอยู่อีก" 



สไตลส์ทำเสียงคล้ายกลั้นหัวเราะ



"ลิเดีย บางทีเธออาจลืมไปว่าสก็อตอยู่คนละบ้านกับเรา ถ้าบ้านหมอนั่นโดนตัดคะแนน บ้านเราก็จะได้เปรียบ" 



"จริงด้วย" ลิเดียไม่ลังเลที่จะแสดงท่าทีชื่นบาน "ฉันน่าจะคิดเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าสก็อตโดน นายก็โดนด้วย เพราะนายหายหัวไปด้วยกันมาใช่มั้ย"



"ให้ตาย" สไตลส์กลอกตา ก่อนจะนั่งลงจัดการกับอาหารตรงหน้า หันหน้าเข้าหาประตูทางเข้า


"เอาล่ะ ฉันอิ่มแล้ว เจอกันที่คุกใต้ดิน" เธอตบบ่าสไตลส์เบาๆ สองครั้งก่อนลุกจากไป "เราต้องเรียนวิชาปรุงยา" 



สไตลส์มองตามลิเดียจนเธอเดินพ้นประตู


เขาต้องประหลาดใจที่เห็นใครคนหนึ่งเพิ่งเดินเข้าโถงมา เป็นหนุ่มหล่อเพื่อนสนิทของเดเร็ค และเมื่อเขาคนนั้นก้าวพ้นประตูมาได้สามก้าว เดเร็คก็เดินตามเข้ามา เขาดูเหมือนเพิ่งวิ่งมายี่สิบไมล์ หน้าแดง ตัวมีแต่เหงื่อ



สไตลส์จ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างหนัก เขายังไม่เคยคุยกับเดเร็คต่อหน้าผู้คน แถมเดเร็คตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากซุปเปอร์สตาร์ แต่เมื่อเดเร็คหันมา สิ่งที่สไตลส์ทำก็คือก้มหน้าก้มตากิน



เขาเหลือบมองเดเร็คอีกครั้งแต่เดเร็คไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิมแล้ว เขาถอนใจแล้วพึมพำเกือบเหมือนพูดกับตัวเอง


"หายไปไหนเร็วชะมัด" 

.
.



แล้ววันแข่งก็มาถึง ทั้งสองบ้านเดินออกมาสู่สนามท่ามกลางเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ปลายสนามกีฬาด้านหนึ่งแน่นเป็นพืดด้วยสีแดงและทอง อีกด้านเป็นทะเลสีเขียวและน้ำเงิน เด็กบ้านฮัฟเฟิลพัฟและเรเวนคลอเลือกเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วยเช่นกัน ท่ามกลางเสียงตะโกนและปรบมือสไตลส์แทรกตัวเข้าไปนั่งใกล้เด็กกริฟฟินดอร์สองคนที่เขาจำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของเลียม



"สไตลส์" ลิเดียเบียดผู้คนเข้ามานั่งข้างๆ เธอเป็นผู้ชมที่ดีเสมอ สาวสวยที่รักในเกมกีฬา "เธอเป็นยังไงบ้าง"


"ดี" สไตลส์ตอบ เขากำลังกวาดสายตามองไปทั่วสนาม



"ไม่ยักรู้ว่านายก็สนใจควิดดิช" 



สไตลส์หันหน้าไปมองเธอ ซึ่งลิเดียกำลังจ้องเขาอยู่



"ก็นี่มันนัดประวัติศาสตร์ไม่ใช่หรอ" เขาตอบ เสมองนั่นมองนี่เพื่อหลบสายตาเธอ "ก็แค่ไม่อยากพลาดนัดสำคัญ"



ทั้งสองหันไปสนใจในสนามที่เสียงโห่ร้องดังกึกก้องขึ้นที่ปลายสนามกีฬา ท่ามกลางเสียงตะโกนและเสียงปรบมือ สไตลส์มองเห็นผู้เล่นทั้งสองทีมเดินออกมาอย่างชัดเจน



เดเร็คก้าวออกไปยืนหน้ากรรมการ ซึ่งยืนเตรียมพร้อมปล่อยลูกบอลต่างๆ จากหีบไม้ เขาหันมาทิศทางที่สไตลส์นั่งอยู่และส่งยิ้มกว้าง



เสียงนกหวีดเป่าเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน ทุกคนแตะเท้าขึ้นอย่างแรง ทะยานจากพื้นที่จับเป็นน้ำแข็ง เหาะขึ้นไปไกล เลียมเหินบินไปทั่วขอบสนาม มองหาสนิช



"เอาล่ะครับ เริ่มกันแล้ว ผมคิดว่าทุกคนคงประหลาดใจเมื่อเห็นทีมที่เฮลจัดขึ้นปีนี้" เสียง บอยด์ จากบ้านฮัฟเฟิลพัฟเพื่อนสนิทของฝาแฝดเอเด็นอีตัน เป็นผู้บรรยายการแข่งขัน "กัปตันทีมสุดหล่อที่ดึงตัวผู้เล่นฝีมือฉกาจซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อปีกลายไปหลบซ่อนตัวที่ไหนกันมา"



คำพูดเหล่านี้ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงโห่ฮาและเสียงปรบมือจากกริฟฟินดอร์



"โอ้โห สลิธีรินพยายามจะทำประตูแรกแล้วและมาเลียจากทีมกริฟฟินดอร์ก็คว้าลูกควัฟเฟิลได้-- เธอเป็นเชสเซอร์หญิงที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว แล้วก็มีเสน่ห์ซะด้วย..." 



ลำไส้ของสไตลส์ปั่นป่วน


"แล้วเธอก็แล่นฉิวไป ส่งลูกต่อให้สก็อต แมคคอล นี่เป็นผู้เล่นอีกคนที่เดเร็ค เฮลค้นพบ เมื่อปีก่อนยังเป็นแค่ตัวสำรอง -- ลูกส่งกลับมาให้มาเลีย และ -- โอ้... สลิธีริน ได้ควัฟเฟิลไปแล้ว กัปตันทีมสลิธีริน แมต คว้าลูกควัฟเฟิลได้ แล้วพุ่งฉิวไป -- แมตบินเหมือนนกอินทรีทะยานสู่ฟ้า -- เขากำลังจะทำแต้ม -- แต่เฮลผู้รักษาประตูของกริฟฟินดอร์หยุดเขาไว้ได้อย่างสวยงาม"



พวกกริฟฟินดอร์ส่งเสียงเชียร์กันดังสนั่นไปทั้งสนามเย็นยะเยือก มีเสียงโห่ครางมาจากฝ่ายสลิธีริน สไตลส์ตื่นเต้นไปกับเกมและลุ้นระทึกทุกครั้งที่ลูกบลัดเจอร์บินเฉี่ยวหัวเดเร็ค



การแข่งขันผ่านไปครึ่งชั่วโมง กริฟฟินดอร์นำอยู่สี่สิบคะแนนต่อศูนย์ เดเร็คป้องกันประตูได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจหลายครั้ง บางครั้งด้วยปลายถุงมือแท้ๆ และสก็อตทำได้สามประตูจากสี่ประตูที่กริฟฟินดอร์ได้



"ดูเหมือนฝาแฝดของกริฟฟินดอร์กำลังถูกเล่นงานอยู่นะครับ แต่ไม่เป็นไรนั่นเพื่อนผม พวกเขาเก่งมาก" บอยด์ประกาศอย่างภูมิใจ ได้รับเสียงโห่กลับจากสลิธีริน


เอเด็นยิ้มกว้างและเล็งบลัดเจอร์ลูกต่อมาที่บินมาทางเขาใส่ผู้เล่นสลิธีริน ที่เพิ่งบินผ่านสก็อตไปทางทิศตรงข้าม และสไตลส์ได้ยินเสียง ผลัก หนักๆดังขึ้น หมายความว่าบลัดเจอร์ไปถูกเป้าหมาย


ดูเหมือนว่ากริฟฟินดอร์ไม่มีการทำผิดพลาดเลย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาทำแต้มได้ และครั้งแล้วครั้งเล่าที่เดเร็คป้องกันประตูได้อย่างง่ายดายตรงสุดสนามอีกด้าน



การขับเคี่ยวเป็นไปอย่างสนุกและระทึกขวัญเมื่อทางฝ่ายสลิธีรินเล่นสกปรกหลายต่อหลายครั้งและครั้งหนึ่งไม้กวาดของเลียมก็มีปัญหา เขาเกือบตกจากไม้กวาด 



บางทีอาจจะนานสักครึ่งชั่วโมงได้เมื่อเกมการแข่งขันเริ่มดุเดือด แล้วเลียมก็บินถลาลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว เขามองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ลูกสนิชบินหวือต่ำลง คนดูเห็นเขายกมือขึ้นปิดปากแน่นเหมือนจะอาเจียน -- เลียมเร่งความเร็วขึ้น เสียงลมหวีดอยู่ในหู กลบเสียงบรรยายของบอยด์ หรือแม้แต่เสียงคนดู และตอนนี้เลียมอยู่ห่างจากลูกสนิชแค่ฟุตเดียว มือของเขายื่นออกไปสุดแรง เอื้อมไปที่ลูกบอลเล็กกระจิริดที่กระพือปีก และจับมันได้พอดีกับไม้กวาดใกล้จะกระแทกผืนดิน เขาลงแตะพื้นพร้อมกันทั้งมือและเท้า -- วัตถุสีทองอยู่ในมือ



"ฉันได้สนิชแล้ว!" เขาตะโกน โบกลูกสนิชเหนือหัว แล้วการแข่งขันก็ยุติลงท่ามกลางความสับสนงุนงง



"ใช่แล้ว!!" สไตลส์ตะโกน เสียงกึกก้องก็ดังขึ้นเกือบจะกลบเสียงนกหวีดสัญญาณยุติการแข่งขัน



เสียงการเฉลิมฉลองดังสนั่นเดเร็คร่อนลงไปกอดเลียมและเพื่อนร่วมทีม หลายมือกรูกันเข้าไปจับเขาและเลียมผู้นำชัยชนะมาให้



"เราชนะ!!" ฝาแฝดอีตันตะโกน 



สไตลส์มองไปรอบๆ กลุ่มนักกีฬาของกริฟฟินดอร์ เมื่อการแข่งขันจบลงเขาก็ควรออกจากสนามสักที


"สไตลส์ นายจะไปไหน" เดเร็คร้องถาม เขาติดอยู่ในใจกลางกลุ่มกอดรัด 


สไตลส์ยิ้นให้อย่างยินดี เขายกมือขึ้นชี้ไปที่ทางออก บ่งบอกว่าเขาจะไปแล้ว


เดเร็คผละออกจากคนอื่นในทีมวิ่งตรงมาหาเขา เดเร็คมีสีหน้าเข้มแข็งเปล่งประกายเมื่อยกแขนขึ้นโอบสไตลส์ และโดยไม่ได้คิด ไม่ได้วางแผน ไม่ได้กังวลว่ามีคนอีกเป็นร้อยกำลังมองดูอยู่ เขาจูบสไตลส์



หลายนาทีผ่านไป -- หรืออาจจะราวครึ่งชั่วโมง -- หรือว่าจะผ่านมาแล้วเป็นวัน -- เมื่อเดเร็คผละออก รอบตัวก็แทบจะเงียบกริบ แล้วหลายคนก็ผิวปากหวือ และมีเสียงหัวเราะคิกคักอย่างตื่นเต้นดังขรม 



สไตลส์มองข้ามหัวเลียมไป เห็นสก็อตยืนอ้าปากค้าง ฝาแฝดยิ้มหน้าบาน แต่ตาของเขาสอดส่ายหาลิเดีย ในที่สุดเขาก็พบ สองคนมองดูกันเสี้ยววินาที แล้วเธอก็สะบัดหัวนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มร้าย ซึ่งสไตลส์เข้าใจว่าหมายความว่า 'นี่สินะ -- สาเหตุที่อยากมาดูควิดดิช'



สไตลส์เงยขึ้นสบตาเดเร็คที่ก้มลงมายิ้มให้ ยิ้มเขินๆ และชวนอีกคนเดินออกไปจากสนาม หาพื้นที่ลับตาคนสักพักเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กันตามลำพัง


.
.


ข่าวการคบกันของกัปตันทีมกริฟฟินดอร์ กับสไตลส์ สติลินสกี หนอนหนังสือบ้านเรเวนคลอดูเหมือนจะทำให้คนจำนวนมากสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิง และสไตลส์พบว่าเป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกเดือดร้อนกับเรื่องซุบซิบนี้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และแถมยังมีความสุขมากเสียด้วย




"ทำไม" สไตลส์พูดขึ้นในสายวันหนึ่งหลังจากพวกเขาหาโอกาสอยู่กันตามลำพังที่ระเบียงทางเดินช่วงใกล้คริสต์มาสที่ร้างผู้คน "ทำไมนายถึง...ชอบฉัน"



"ถามแบบนี้หมายความว่าไง" เดเร็คถามกลับทว่าดวงตาเป็นประกาย



"ทำไมนายถึงชอบฉันล่ะ" สไตลส์ยิ้มให้ดวงตาแสนซนนั้น พลางเดินอ้อมตัวเขาไปยืนพิงกำแพง



"ทำไมนายถึงคิดว่าฉันชอบนายล่ะ"



สไตลส์หรี่ตา กระตุกยิ้มที่มุมปากเบาพลางคิด



"จริงๆ นะตอนแรกฉันคิดว่า" สไตลส์พูดเรียบๆ "นายชอบฉันเพราะว่านายคิดว่าฉันไม่ชอบนาย"



"ตอนนี้นายเลยกังวลว่าถ้าฉันรู้แล้วว่านายชอบฉัน" เดเร็คยกแขนขึ้นค้ำที่กำแพงเลยดูเหมือนเขากักสไตลส์เอาไว้ในอ้อมแขน "แล้วฉัน...จะเลิกชอบนายมั้ยน่ะเหรอ"



"ไม่ได้กังวล" สไตลส์เลียริมฝีปากตัวเอง "แค่สงสัยว่านายจะเลิกชอบฉันเมื่อไหร่--"



เดเร็คยิ้ม ก้มลงประทับริมฝีปากลงบนปากของเขาแผ่วเบาก่อนจะผละออกแล้วตอบสไตลส์ด้วยดวงตาฉ่ำเยิ้ม





"แล้วถ้าฉันไม่มีวันเลิกชอบนายล่ะ" 








.
.







END

Octagon

------------

 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #21 mr.t_darkside (@Mymeyttuey) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 08:36
    เขินมากค่ะะ////-//// ไม่ไหวอ่า
    #21
    0
  2. #20 TRAITORQUEEN (@TRAITORQUEEN) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 22:40
    ไม่ไหวแล้วววว เขินนนนน
    #20
    0
  3. #18 mrtipmann (@mrtipmann) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 23:58
    อมกกกก เขินโว้ยยยยย
    #18
    0
  4. #17 neinarak46 (@neinarak46) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:15
    น่ารักดีค่ะๆ แอบปวดๆหน่อยๆในใจที่หลายๆบทพูดมันเหมือนกับที่เดเรคพูดกับเพจในวัยใสๆ แต่มันคืออารมย์ที่แบบว่า ถ้าไม่ใช่เพจแต่เป็นสไตล์คงจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม ฮืออออ ชอบค่ะๆ ขอให้แต่งของดีๆออกมาเรื่อยๆ
    #17
    0
  5. #15 Pum (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 18:41
    โอ๊ยยย ชอบบบ ยิ้มแก้มปริ >O<
    #15
    0
  6. #13 _Unloveable_ (@taoris) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2559 / 12:10
    มีความเขิน งุงิมากๆ กร๊าวใจ555
    #13
    0
  7. #12 D'em (@playzzz1) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2559 / 22:38
    ปลื้มปิติ

    หยุดนิ้วตัวเองไปกด Favourite ไม่ได้เลย
    #12
    1
    • #12-1 iioctagonii (จากตอนที่ 5)
      12 มิถุนายน 2559 / 11:37
      ปลื้มปิติเช่นกันที่ชอบจนกด Favorite ^^
      #12-1
  8. วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 00:39
    อ๊าก มันกร๊าวใจมสกเลยค่ะ น่ารักโฮก ชอบคู่นี้มากมาย
    #8
    0