Bounty Hunter เพชฌฆาตพันธุ์ดุ [จบ]

ตอนที่ 2 : Mission 1 - Deterioration Cognitive

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 พ.ค. 58

Mission 1 – Deterioration Cognitive

           เพราะการล่มสลาย เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างจนสูญสิ้นซึ่งเค้าโครงเดิมไว้

           ภาพของความรุนแรงกลายเป็นเรื่องที่ชินชาในสังคมสมัยนี้ไปเสียแล้ว

           สำหรับพวกเขา

           ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ ยกเว้นชายปริศนาที่กำลังเดินอยู่บนทางเดินเท่านั้นที่กลับไม่เป็นอะไร ทว่าภาพในความคิดของเขาเริ่มแวบขึ้นมาในหัวทันทีโดยไม่ทันตั้งตัวจนทำให้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีระหว่างที่เดินอยู่

           อาให้ตายสิ อีกแล้วเหรอ

ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิทลง และเขาก็เผลอสลบไป

[ย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีก่อน…]

คุณไม่รู้เลยรึไงว่าเขาเป็นปัญหากับเรามากแค่ไหน แล้วคุณไปรับเลี้ยงมาสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง ถ้าหากเราถูกจับได้ล่ะก็โดนลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลยนะ!!!” เสียงตะโกนของหญิงสาวปลุกให้หนูน้อยวัย 5 ขวบตื่นจากภวังค์พร้อมกับสีหน้าที่ไร้เดียงสาของเด็กในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น

ก็คุณบอกเองไม่ใช่เหรอ หา? ว่าคุณอยากได้เขาผมก็หามาให้ คุณอยากได้อะไรผมก็หามาให้คุณได้หมด แล้วทีนี้จู่ๆ คุณบอกว่าผมทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแถมยังเสี่ยงโดนประหารชีวิตอีก นี่คุณคิดจะให้ผมเป็นคนรับผิดคนเดียวรึไงหา!!!” ฝ่ายชายตวาดใส่หญิงสาวทันทีที่หญิงสาวกล่าวกับเขาด้วยถ้อยคำแบบนั้น พลางรู้สึกโกรธและหวาดระแวงกับสิ่งที่ตัวเองทำจนถึงขั้นเหงื่อตก

ก่อนจะตามมาด้วยเสียงก่นด่าและเสียงต่อว่ากันอย่างรุนแรง สำหรับหนูน้อยนั้นเป็นภาพปกติธรรมดาที่ทั้งสองจะยืนเถียงกันด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นนั้น ตัวเขาเองในตอนนั้นไม่เคยคิดจะเอ่ยคำเหล่านั้นเลยสักนิด หรือบางทีเขาแทบไม่อยากพูดออกมาเลยด้วยซ้ำ หากแต่กลับซึมซับพวกมันเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของตน

ไมค์คือชื่อที่ถูกตั้งขึ้นโดยชายหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งที่หนูน้อยไม่รู้จัก เขาแทบไม่รู้เลยว่าความหมายของมันหมายถึงอะไร มันสะกดด้วยตัวอักษรสี่ตัวสั้นๆ กับความหมายที่ไม่ค่อยจะเข้ากับหน้าตาของเขาสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเขาเริ่มเติบโตขึ้น ชื่อของเขากลับเริ่มมีความหมายมากขึ้น

มากจนทำให้ทุกอย่างในชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ไมค์เดิมทีมีนิสัยที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป เขาเป็นคนที่เกิดมาก็ถูกใครบางคนลักพาตัวไปเลี้ยงและอยู่ในที่ๆ เต็มไปด้วยอาชญากรรม การฉ้อโกง และคดีต่างๆ อีกมากมายที่สามารถเห็นได้ทั่วไปในชีวิตของหนูน้อยวัย 5 ขวบ ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านไปในย่านต่างๆ เหล่าชายฉกรรจ์มักจะเดินเข้ามาและพูดเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและหยาบคายเกือบทั้งหมดที่เขาได้ยินและซึมซับมันจนกระทั่งทุกวันนี้

ชายปริศนามองเห็นภาพความทรงจำเหล่านั้น น่าแปลกที่เขากลับจำมันไม่ได้เลยสักครั้งราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน ร่างกำยำมองร่างหนูน้อยวัย 5 ขวบเดินผ่านเข้าไปในซอกลืบด้วยสายตาที่ยังคงรู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะเดินตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่าร่างกายของเขากลับไม่ตอบสนองไปตามที่ต้องการ จึงทำให้ชายปริศนาได้แต่ยืนนิ่งโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยสักอย่าง

ภาพพวกนี้มันอะไรกันทำไมถึงช่างคุ้นตาจังแหะ

ชายหนุ่มคิดในใจ น่าแปลกที่เขากลับจำมันไม่ได้เลยสักครั้ง นับตั้งแต่ที่พ่อแม่บุญธรรมของเขาได้จากไปเพราะถูกสังหารโดยกลุ่มอัศวินข้อหากระทำความรุนแรงแก่เด็กและสตรีจนถึงแก่ชีวิต และข้อหาการก่ออาชญากรรมต่างๆ นาๆ ที่พวกเขาไม่เคยพูดถึง

           เฮ้! เจ้าหนูอย่าเพิ่ง-“

           [กลับมายัง ณ ปัจจุบัน]

           ชายปริศนาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะดันร่างกำยำที่หนักอึ้งของตนขึ้นมาพร้อมปืนลูกซองในมือและไม่ลืมที่จะบรรจุกระสุนเต็มรังทุกครั้งที่เข้าไปปะทะกับศัตรูข้างหน้า สังหารทุกคนให้หมด และหนีออกมาอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกกลุ่มอัศวิน จะแห่กันมาจับตัวเขา

           ดูเหมือนว่าจะเงียบเกินไปแล้วนะครับหนึ่งในชายชุดสูทกล่าวขึ้น พลางจับจ้องมองไปยังประตูทางเข้า

           “สงสัยหมอนั่นคงเป็นโรคประสาทตาย หรือไม่ก็คงกลัวพวกเราจะหดตัวหนีออกไปเลยก็ได้

            ชายชุดสูทอีกคน ถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากตกอยู่ในความกดดันนานกว่า 20 นาที

            ทว่าเพียงไม่นานนักหลอดไฟทุกดวงในห้องค่อยๆ เริ่มสลัวลงทีละดวง ทำเอาชายชุดสูททั้ง 5 คนและหัวหน้าประหลาดใจอยู่สักพัก

           หืม?”

           ไฟดับงั้นเหรอ? ไอ้สวะนั่นคงคิดจะหนีไปอีกแน่เลยแฮะ ถึงได้ทำแบบนี้

           และไม่นานนักทุกอย่างก็ตกอยู่ในความมืดมิด

           ไร้ซึ่งเสียงและวี่แววประหลาดใดๆ นอกจากเสียงหายใจถี่ของชายชุดสูทกับหัวหน้าของเขา ในขณะบริเวณโดยรอบนอกหน้าต่างก็ไม่มีร่องรอยอะไรเลยด้วยซ้ำ บรรยากาศอันตึงเครียดกลับกลายเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความงุนงงอย่างไม่มีสาเหตุ

           ชายชุดสูททั้ง 5 ค่อยๆ กระชับปืนบนมือแน่นพลางเล็งกวาดไปรอบๆ ในความมืดเพื่อมองหาวี่แววของชายปริศนา เพื่อให้แน่ใจว่าเขายังคงอยู่ที่นี้โดยไม่ได้หนีไปเสียก่อน

           ใจเย็นๆ พวกตั้งสติไว้ชายชุดสูทที่น่าจะเป็นผู้นำ โพล่งขึ้นก่อนหันปืนไปด้านหลังของตัวเอง

           ระหว่างที่ชายชุดสูททั้งห้าคนกำลังอยู่ในความมืด ไมค์รีบอาศัยจังหวะนี้ห้อยตัวลงมาจัดการหนึ่งในห้าที่ดูมีท่าทางหวาดระแวงจนไม่ทันสังเกตเสียงที่ตามมาด้านหลังของตัวเอง

           เสียงหายใจของหนึ่งในกลุ่มชายชุดสูท ดังขึ้นและถี่เรื่อยตามสภาพแรงกดดันในความมืด ไม่แปลกเลยที่มันจะให้ความรู้สึกกดดันกับพวกเขา ไมค์พยายามเดินเลียบไปทางกำแพงหลีกเลี่ยงเสียงฝีเท้าของพวกเขา การหลีกเลี่ยงการปะทะกันในความมืด ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับนักลอบสังหารติดอาวุธสงครามอย่างเขา

           “เฮ้ดูเหมือนมันจะเงียบเกินไปแล้วนะว่าแต่พวกแกได้ยินเสียงอะไรบ้างรึเปล่า?”

           “ไม่นะ ฉันไม่ได้เสียงอะไรเลย

เวลาผ่านไปอยู่ราวๆ กว่าหลายนาที แต่ดูเหมือนไมค์ดูจะไม่รู้สึกร้อนรนเลยแม้แต่นิดเดียว เขายังคงตั้งสมาธิจดจ่อกับการสังหารอย่างเงียบๆ ตามแบบฉบับของนักลอบสังหารไม่ผิดเพี้ยน แม้ว่าตนจะรู้ว่าการบุกเข้ามาอย่างดื้อๆ นั่นจะเป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีนักลอบสังหารคนไหนทำมากนักก็ตาม

เงียบแฮะเงียบอีกแล้วให้ตายสิ จะมีใครมา-“

จู่ๆ หนึ่งในชายชุดสูทก็ล้มลงไปนอนบนพื้น พร้อมกับเลือดที่ไหลอาบไปทั่วใบหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่หลอดไฟภายในห้องนั่นเริ่มค่อยๆ สว่างขึ้น เป็นสัญญาณลางๆ ว่า

เขาหมดหนทางที่จะหนีออกไปแล้ว

ผมเจอเขาแล้ว!”

ไมค์หันไปหาหนึ่งในชายชุดสูทที่โพล่งขึ้นมา พร้อมกับเล็งปืนบนมือมาที่ร่างของเขา ก่อนจะตามมาพร้อมด้วยชายอีกสามคน โดยหนึ่งในนั้นดูเหมือนจะมีหัวหน้าของพวกเขาแฝงมาอยู่ด้วย

โว้วๆ เฮ้พอดีว่าเอ่อไงเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกใช่หรือเปล่า ฮ่ะๆ

ชายหนุ่มหันมาทักทายกับศัตรูผู้เป็นเป้าหมายของตน พร้อมกับหัวเราะแห้งๆ เป็นการกลบเกลื่อน

ต้องขอโทษทีนะที่ฉันเผลอบุกเข้ามาแบบนั้น อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจหรอกว่าจะทำแบบนี้ แต่ว่าในเมื่อได้ภารกิจมาแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จเสร็จสิ้นเพียงอย่างเดียวนั่นล่ะนะนี่ใช่มั้ยที่พวกนักฆ่า ชอบพูดกันเป็นประจำ?”

แกเป็นใคร! และต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่!”

ชายชุดสูทอีก 10 กว่าคนรีบวิ่งขึ้นมาก่อนจะมุ่งหน้าเข้ามาและทำเช่นเดียวกับพวกเขาอีกสี่คน แน่นอนว่าสำหรับนักลอบสังหารธรรมดาๆ แล้วการอยู่ในกลางดงของพวกศัตรูที่มีจำนวนเยอะแบบนี้ เป็นเรื่องยากที่จะรับมือได้แน่ๆ หากพวกเขาไม่มีฝีมือมากพอ

ไมค์นิ่งไปสักพัก พลางเหลือบไปมองรอบๆ ดูเหมือนจะมีจำนวนมากกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่า แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องรู้สึกกังวลกับมันเลยแม้แต่น้อย ปืนลูกซองอัตโนมัติที่แนบอยู่ทางด้านหลังของเขาแม้ดูผิวเผินอาจเป็นอาวุธธรรมดาๆ แต่กลับมีหนึ่งในความสามารถบางอย่างที่แฝงเอาไว้อยู่ ซึ่งก็มีเพียงแค่เขาคนเดียวที่รู้จักมัน

โว้วดูท่าจะพาเพื่อนมาให้ฉันรู้จักเยอะเลยแฮะชายหนุ่ม พึมพำกับตัวเองระหว่างมองไปที่เหล่าชายชุดสูทเป็นจำนวนหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเยือกเย็นและหาทางกำจัดพวกเขาด้วยตัวเอง

ยิงมันซะ!!!”

ทว่าระหว่างนั้น ทุกอย่างกลับตกอยู่ในความมืดอีกครั้งท่ามกลางความงุนงงของเหล่าชายชุดสูทกว่า 10 คน

ดูเหมือนจะดับเป็นครั้งที่สองอีกแล้วแฮะ…”

อ่าหะ ใช่ฉันก็ว่างั้น…”

ความเงียบมักมาพร้อมกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเสมอ ไมค์อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังมึนงง ชักปืนลูกซองออกมาก่อนจะกราดยิงไปทั่วทั้งห้องในความมืดมิด ทำเอาพวกชายชุดสูทต่างพากันล้มตายกันเป็นจำนวนมากในยามที่ราตรีใกล้ส่องสว่าง  อันเป็นจุดสิ้นสุดของงานในครั้งนี้สำหรับเขา

อ้ากกก!!!”

ไอ้บ้าเอ้ย!!! สวะนั่นมันอยู่ข้างหลังพวกเรา!!”

ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่ว-“

เสียงกรีดร้องของความช่วยเหลือ อาจเป็นเพียงแค่เสียงที่ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นเพียงเท่านั้น ไมค์จัดการเหล่าชายในชุดสูทอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์กระหายเนื้อ ในขณะที่เสียงปืนยังคงดังต่อเนื่องที่มาจากการปะทะกันในความมืด

จนกระทั่ง เสียงปืนเริ่มเงียบลง และตามมาด้วยเสียงไซเรนตำรวจแทน

แสงไฟเริ่มกลับมาให้ความสว่างอีกครั้ง ไมค์บรรจุกระสุนปืนลูกซองจนหมด แล้วเดินไปแหงนดูที่หน้าต่างหลังจากจัดการกับเหล่าชายชุดสูทเสร็จ กลิ่นคาวเลือดฟุ้งไปทั่วห้อง เศษเนื้อกระจัดกระจายออกไปเป็นบางส่วนอันเนื่องมาจากการยิงในระยะประชิดของชายหนุ่ม ร่างของพวกชายชุดสูทนอนเกลื่อนไปพร้อมกับของเหลวสีแดงไหลลงบนพื้น

ล้อมที่นี่เอาไว้!!”

กลุ่มคนในเสื้อเกราะสีขาวตะโกนขึ้น และรีบวิ่งเข้าตึกไปโดยไม่มีใครหันมาสังเกตที่หน้าต่างเลยแม้แต่น้อย มีไม่บ่อยนักที่พวกเขาจะนำอาวุธประเภทปืนออกมาใช้ในกรณีที่เกิดเหตุฯ ฉุกเฉินแบบนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการปะทะกันระหว่างนักลอบสังหารและกลุ่มนักฆ่า

คาโต้ไมค์ เอ่ยขึ้นผ่านวิทยุสื่อสารขนาดเล็ก ในระหว่างหาทางปีนออกจากระเบียงอีกฝั่งที่ไม่มีพวกตำรวจล้อมเอาไว้

อือ ว่าไง?” เสียงของผู้เป็นเจ้าของชื่อตอบกลับ ขณะที่กำลังนั่งรออยู่ในรถคันสีดำทมิฬ

ฉันต้องการยานพาหนะของแกในตอนนี้ รีบเบิ่งมาให้ไวล่ะ ถ้าไม่อยากเคี้ยวกระสุนเป็นมื้อค่ำ

ไมค์ปิดวิทยุสื่อสารลง และปรับเปลี่ยนให้อยู่ในโหมดกึ่งอัตโนมัติพร้อมกับบรรจุกระสุนเป็นแม็กกาซีนเข้าไป ทำให้กระสุนที่ถูกบรรจุไว้ก่อนหน้าแล้วเข้าไปรวมกับมัน ก่อนจะพาดมันไว้ข้างหลังและค่อยๆ เดินออกจากห้องและหยิบปืนจากศพที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมา เป็นปืนลูกโม่กระบอกสีขาวที่ตกแต่งด้วยลวดลายสีทองอันสวยงาม

ไอ้นี่ท่าจะใช้การได้แฮะ…”

เสียงฝีเท้าของพวกกลุ่มอัศวินเริ่มทยอยแห่กันเข้ามาที่โถงทางเดินในระหว่างนั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไมค์ได้เดินผ่านพวกเขาไปพอดี

แต่มาเจอกับพวกนั่น คงจะใช้การไม่ได้งั้นเอาเป็น—“

ยังไม่ทันที่ไมค์จะพูดจบ กลุ่มคนในชุดเกราะสีขาวก็เปิดฉากยิงใส่ทันทีอย่างไม่รีรอคำสั่งจากหัวหน้าทีม ไมค์เก็บปืนเข้าเสื้อโค้ทของตนและออกตัวกระโจนออกนอกหน้าต่างทันทีระหว่างนั้น ก่อนจะกลิ้งลงมาบนพื้นและวิ่งไปบนทางถนนในช่วงเวลากลางคืน มุ่งหน้าไปยังตรอกแห่งหนึ่งที่ได้ตกลงกับคาโต้เอาไว้ ก่อนจะเปิดฉากยิงกับเหล่าชายชุดสูท

รายงานสถานการณ์ ขณะนี้ผู้ต้องหากำลังจะหลบหนี โปรดฟังอีกครั้ง ผู้ต้องหากำลังหลบหนี อัศวินทุกนายรีบขึ้นรถเดี๋ยวนี้ เปลี่ยน!” หนึ่งในกลุ่มคนเสื้อเกราะสีขาวพูดขึ้น พร้อมกับขึ้นรถของตนก่อนจะรีบขับตามชายใส่เสื้อโค้ทสีดำไป

ไมค์ควักปืนพกสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวทั้งสองข้างของเขา ยิงใส่รถของพวกกลุ่มอัศวินที่กำลังขับตามมาโดยไม่หันไปมอง หวังที่จะขัดขวางพวกเขาไม่ให้ตามเข้ามาได้ในขณะที่กำลังหลบหนี ซึ่งก็ดูเหมือนพวก กลุ่มอัศวินกลับไม่มีทีท่าจะเกรงกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย

ผู้ต้องหามีการยิงขัดขวางเจ้าหน้าที่ ใช้มาตรการกำจัดทันทีขอให้อัศวินทุกคนรับทราบ!”

ชายร่างกำยำเลี้ยวไปตามในย่านแห่งหนึ่ง พลางควักปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติขึ้นมาและเลือกชนิดของกระสุนเป็นประเภทเด้งกลับและยิงมันไปบนพื้นผลักให้ร่างของตนเองขึ้นไปบนกลางอากาศ ก่อนจะยิงไปทางด้านหลังของตัวเองอีกครั้ง ทำให้ร่างของตนเองพุ่งลงไปในแนวดิ่ง ลงไปยืนอยู่บนชั้นดาดฟ้า ต่อด้วยเลือกชนิดของกระสุนเป็นประเภทระเบิดค่อยๆ เล็งไปยังรถของ กลุ่มอัศวินที่เริ่มแห่กันมาแล้วในขณะนั้น

หึ…”

ก่อนที่ลูกกระสุนจะพุ่งไปยังบนพื้นถนน เกิดเป็นแรงระเบิดที่ดังขึ้นไปในบริเวณนั้น สร้างความเสียหายให้กับสิ่งก่อสร้างและรถหุ้มเกราะของเหล่ากลุ่มอัศวิน เสียหลักและคว่ำลงไป

ขออโหสิกรรมด้วยนะที่ต้องทำกันแบบนี้

ก่อนที่ชายร่างกำยำจะกระโดดลงไปแล้วมุ่งหน้าต่อ วิ่งไปถึงจุดที่มีรถคันสีดำจอดรอเขาไว้

ไมค์เปิดประตูรถเข้าไป ก่อนจะรีบสั่งให้คาโต้หนึ่งในลูกทีมของตนรีบเบิ่งเครื่องหนีออกจากบริเวณนั้น

นายทำแบบนั้นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” คาโต้ หันไปในระหว่างที่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

เรื่องนั้นค่อยเอาไว้อธิบายทีหลัง แต่เอาเป็นว่ามันอาจฟังดูเวอร์ เพราะงั้นรีบออกตัวซะ แล้วฉันจะค่อยอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบ ตกลงรึเปล่า?”

-ตามใจแล้วกัน ยังไงฉันก็ไม่เกี่ยวด้วยกับเรื่องนี้

รถคันสีดำพุ่งออกตัวจากที่แห่งนั้น เหลือไว้เพียงความพินาศและโศกนาฏกรรมในค่ำคืนของการไล่ล่าจนกระทั่งถึงรุ่งสาง

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #3 Arpapon (@nanny2014) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มีนาคม 2558 / 18:35
    อา...สนุกไม่เปลี่ยนเลย นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว ไมค์เอ๊ย...  แต่ชีวิตวัยเด็กของนายมันช่างมืดมนต์เหลือเกิน  
    #3
    1
    • #3-1 Gaster (@chaos67) (จากตอนที่ 2)
      28 มีนาคม 2558 / 13:09
      ตาไมค์เขาออกจะเทพครับ ใช้ปืนคนเดียวในกลุ่ม แถมฝีมือพี่แกถ้าเทียบกับ "แจ็คครอส" แล้วนี่ เทียบไม่ติดเลยทีเดียว 555+

      อยากจะบอกว่า เห็นหนุ่มๆ หุ่นลํ่าๆ แบบนี้ แต่มีแฟนแล้วนะ (หญิงด้วย)

      แต่จะเป็นใครนั้น...ไม่ขอสปอยนะครับ #ฮา
      #3-1