Bounty Hunter เพชฌฆาตพันธุ์ดุ [จบ]

ตอนที่ 14 : Last Mission - When the moon is rising

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 มิ.ย. 58

Last Mission – When the moon is rising (ตอนจบ)

ราตรีสวัสดิ์นะไอ้บึก

ไมค์ ยอมจำนนต่ออำนาจของพวกเขา ไปพร้อมๆ กับชีวิตที่กำลังจะจบลง เขารู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่าไม่ว่าจะดิ้นรนยังไง สุดท้ายตัวเขานั้นก็เป็นได้เพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งที่ต้องถูกดันออกไปนอกกระดานเพียงแค่นั้น

ผลกรรมและกิเลส ทั้งหมดที่ได้ทำ ย่อมต้องถูกลบล้างด้วยความตายเสมอ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ณ วินาทีนั้น

ผมสัมผัสได้ถึงความกลัวที่อยู่ในใจของผม

ผมรู้ว่านั้นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถ้าหากพวกเขารู้ว่าตัวผมนั้นกำลังจากไปด้วยฝีมือของผู้ทรงอิทธิพลจากใครบางคน

ผมไม่อาจ ลบล้างบาปของตัวเองได้

ผมรู้สึกเหมือนเดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีวันหันหลังกลับ มันเป็นเส้นทางที่นำผมไปสู่ความตายที่ผมไม่ได้ก่อขึ้น

มันเป็นเรื่องที่ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น การสูญเสียมันเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากลำบากนัก

พอๆ กับการได้ฆ่าใครสักคน ทั้งที่พวกเขาเองต่างปรารถนาอยากจะมีชีวิตอยู่ ในรูปแบบของตน

ขอโทษที่ต้องทำให้ทุกคนหนักใจเกี่ยวกับตัวฉัน หวังว่านายคงกำลังรอฉันพร้อมกับลิลลี่ ของนายนะ

คูเปอร์

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

-เฮ้ย!” เสียงตะโกนของชายหนุ่มดังลั่นขึ้น ภายในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากตัวป่าไปกว่าหลายกิโลเมตร

ตกใจอะไรกัน ก็แค่ข่าวนักลอบสังหารหนีออกจากสถาบัน H.W.A ไปก็แค่นั้น ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกตรงไหนเลย กอร์ดอนชายร่างอ้วนอีกคนกล่าวกับเพื่อนของเขา

นี่แกไม่คิดเลยเหรอว่าคนๆ นี้มันใช่ไอ้คนที่ไมค์พูดถึงอยู่เปล่าวะ?”

บ้าน่าไม่จริงหรอก ฉันไม่เคยได้ยินว่าจะมีพวกที่ใช้อาวุธยุ่งยากแบบนั้นมาหลายปีแล้วนะ อีกอย่าง ต่อให้เป็นนักลอบสังหารที่ฝีมือดีแค่ไหน การเข้าไปเรียนในสถาบันฯ นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตาย อยู่ดี

แกคงกำลังบอกฉันว่า ไอ้หมอนั่นพยายามใช้ชีวิตอย่างคนปกติ ทั้งๆ ที่ตัวเองมือเปื้อนเลือด แบบนั้นใช่ไหม?”

เออ คงงั้น

บรรยากาศในร้านมาดอนน่า ยังคงดูเงียบสงบเหมือนเช่นทุกวัน ชายสองคนนั่งถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องของข่าวที่ตนเองได้ยิน ก่อนจะโยงไปเรื่องของงานภารกิจที่ได้รับมอบหมายที่ผ่านมาอย่างเคย แคทเทอร์ ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเบาๆ ด้วยท่าทางที่อ่อนช้อย แสดงออกถึงอารมณ์สุนทรีย์อย่างเป็นที่สุด ขณะที่ทางด้านของแร็บบี้กลับตรงกันข้าม หญิงสาวหูกระต่ายกำลังนั่งเล่นหมากรุกกับเมดสาวกันอย่างเอาจริงเอาจัง

คราวนี้แหละ ยังไงฉันจะชนะเธอให้ได้!!”

ถ้าคุณแพ้ครั้งนี้อีก ค่าเครื่องดื่มทั้งหมดที่คุณกับแคทเทอร์ค้างจ่ายไว้ จะถูกเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่านะคะ

-ห้าเท่าเนี่ยนะ!!” ชายในชุดสีขาวถึงกับพ่นน้ำชาออกมาทันที ทำเอาชายอีกสองคนที่นั่งอยู่ทางด้านข้าง หันไปมองด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกสะใจที่ได้เห็นใบหน้าที่ตื่นตูมของชายในชุดสีขาวตรงหน้า

ใช่ค่ะ

น้ำเสียงที่เด็ดขาด และเยือกเย็นของเมดสาว ทำเอาทั้งสองถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างโอดครวญ เหตุเพราะตนเองนั้นไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าเครื่องดื่มเหล่านั้น ถึงกระนั้นตัวเมดสาวเองก็ไม่ได้โหดอะไรกับพวกเขามากนัก เธอรู้อยู่แล้วว่าการแสดงออกพวกนั้นเป็นเพียงแค่การปิดบังความรู้สึกจริงๆ ออกมา

ไม่ต่างอะไรจากชายทั้งสองคน ที่นั่งมองกระจกผ่านออกไปข้างนอกด้วยสายตาที่สิ้นหวังอยู่ลึกๆ

หมอนั่นยังไม่กลับมาอีกรึไงกันหายไปนานแบบนี้ ฉันเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแล้วนะเว้ย!!”

คาโต้ ตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกของเขาที่ตอนนี้ปนไปด้วยความโกรธเกรี้ยวรุนแรง

ผมกับแร็บบี้เองก็พยายามตามหาเขาไปทั่วเมืองแล้ว แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยล่ะครับแคทเทอร์ เอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าผิดหวัง

มีอะไรที่เราพอทำได้ นอกจากรอให้เจ้านั่นกลับมาบ้างล่ะ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างไหม?”

กอร์ดอน โพล่งขึ้นมาเป็นการต้องการความคิดเห็น ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับหรือใครเลยสักคนที่พอจะให้ข้อมูลให้กับเขา จนทำให้เขานั้นถอดใจและพ่ายแพ้ไปกับความเงียบงันในที่สุด

โอเคได้สรุปว่าไม่มีใครรู้เลยว่าไอ้หมอนั่นหายไปไหน ตอนนี้เราก็ทำได้เพียงแค่นั่งรอให้มันเข้ามาเองใช่ไหม

บรรยากาศภายในร้านเริ่มตึงเครียด เมดสาวตัดสินใจเดินหันหลังไปทำความสะอาดภาชนะในห้องด้วยสีหน้าเฉยชา ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของเขา ไม่มีใครรู้ว่า ณ ตอนนี้ไมค์นั้นหายไปอยู่ที่ไหน คำถามที่ผุดขึ้นมากมายในหัวกอร์ดอนเริ่มทำให้เขาเริ่มสับสน คาโต้จากที่อารมณ์ฉุนเฉียวก็นิ่งเงียบสนิท จริงอยู่ว่าการสูญเสียนั้นเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากลำบากสำหรับพวกเขา

แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อมันมาถึงมันก็ทำเอาแทบตั้งตัวไม่ทันไปเสียแล้วในตอนนี้

อัศวินตายไป 6 มีร่องรอยของเสียงปืนในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินกอร์ดอน พึมพำขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจไปสักพัก เขาเพิ่งนึกคิดขึ้นได้ว่าข่าวที่เขาไปตามสืบมานั้นมีจุดหนึ่งที่ความสงสัยเคลือบแคลงอยู่ในใจเขา ทว่าตัวเองกลับไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนัก เพราะเขาคิดว่าคงเป็นฝีมือของพวกนักฆ่าที่ผ่านมาแถวนั้น มากกว่าที่จะเป็นพวกนักลอบสังหาร

พล่ามอะไรของแกกัน กอร์ดอนคาโต้ หันหน้าไปหาเขา

คาโต้ ตอนที่แกออกไปข้างนอกเมื่อวานซืนที่ผ่านมา แกเห็นอะไรแปลกๆ บ้างรึเปล่า?”

เห็นเหรอ? รู้สึกว่าฉันเห็นแค่พวกนักฆ่า กับพวกนักลอบสังหารทำงานกันในเวลากลางคืน ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก…”

แล้ว คุณชายโลกสวย คุณได้เจออะไรแปลกๆ บ้างรึเปล่าสีหน้าของกอร์ดอน เริ่มฉายแววสงสัย บางทีไมค์อาจอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเขาคาดว่าการที่ตัวแคทเทอร์หาเขาไม่เจอในเมืองแห่งนี้ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าเขาต้องอยู่ภายนอกเมืองเป็นแน่แท้

เพียงแต่การออกไปในเขตนอกเมืองแกรนด์ โอเวอร์เซียร์ได้จะต้องทำการผ่านด่านตรวจของพวกกลุ่มอัศวิน ไป และทำการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่เว้นแต่พวกนักลอบสังหารเองก็ตามที่ต้องทำแบบนั้น ทำให้มันแทบมีโอกาสเป็นไปไม่ได้เลยที่ไมค์จะทำแบบนั้น เว้นเพียงแต่เขาจะใช้ วิธี เข้าไปในแบบของเขา ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องของการใช้กำลังเป็นส่วนใหญ่

เลิกเรียกนามนั่นสักทีสิครับ!!!” แคทเทอร์ โวยวายออกมา แล้วเริ่มบอกออกไปแบบตามตรง

ผมจำได้ว่าผมกับ แร็บบี้ พวกเราสองคนไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะ แล้วเดินเข้าร้านเสื้อผ้าในย่านการค้า จากนั้นก็เดินกลับไปที่พัก ไม่พบอะไรผิดปกติเลยนอกจากจะมีคนสะกดรอยตามเรามา แล้วแร็บบี้ก็จัดการซัดเขาจนสลบ

อาดีแล้วล่ะนึกว่าจะไปก่อวีรกรรมอะไรที่หนักหนาสาหัสมากกว่านั้นซะอีก…”

กอร์ดอน รู้สึกโล่งใจไปที่เขากับหญิงสาวไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก แถมยังจัดการกับคนที่สะกดรอยตามพวกเขามาด้วย นับว่าการเป็นนักลอบสังหารได้จะต้องระวังตัวเองพอสมควรโดยเฉพาะในเรื่องนี้

โอเคสรุปว่าก็ไม่มีใครมีเบาะแสที่ชี้ได้เลยใช่ไหม ว่าไอ้หมอนั่นไปอยู่ที่ไหนของมัน

คาโต้ โพล่งขึ้นหลังจากเงียบไปอยู่นานกว่าหลายนาที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตัดสินใจแสดงความคิดของตัวเองขึ้นมา หลังจากที่ชายหนุ่มได้หายตัวไป และไม่สามารถติดต่อกลับไปได้

เดี๋ยวก่อนสิฉันคิดว่าเราน่าจะมีทางเลือกอีกทางหนึ่งนะ แต่มันคงเสี่ยงต่อการโดนจับได้สักนิดหน่อย สนใจกันไหมทุกคน

วิธีอะไรของคุณล่ะครับ คุณกอร์ดอนแคทเทอร์ กล่าวออกมาด้วยความสงสัย

ก็อย่างเช่น…”

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่เป็นไรนะ เจ้ามนุษย์

ไมค์ อยู่ในสภาพนอนแน่นิ่ง พร้อมกับกองเลือดของตัวเองหลังจากโดนลูกธนูจำนวนมากปักเข้าลำตัวเกือบหลายแผล จนหมดสิ้นแม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง หมดสิ้นแม้แต่เรี่ยวแรงที่ยังเหลืออยู่ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าตัวเขานั้นถูกสังหารไปแล้ว

ไม่น่ามันต้องมีทางแก้สิหญิงสาวผิวสีฟ้า ค่อยๆ ทำการดึงลูกธนูออกไปทีละลูก เพื่อหวังจะช่วยให้เขา ฟื้นชีวิตขึ้นมาได้อีกครั้ง

เอาล่ะข้าหวังว่าเจ้าคงทนกระแสไฟฟ้านี่ได้ล่ะนะ…”

หญิงสาวค่อยๆ ทาบมือทั้งสองข้างลงไปบนหน้าอกและที่ซี่โครงเบาๆ และทันใดนั้นเอง กระแสไฟฟ้าจากในตัวเธอก็ไหลออกมาทำให้ร่างของเขากระตุกขึ้นมาหนึ่งครั้ง ทว่าร่างกลับยังคงนิ่ง ไม่มีการตอบสนองแม้กระทั่งกล้ามเนื้อของเขา

เธอปล่อยกระแสออกไปอีกเป็นครั้งที่สอง  พร้อมด้วยความหวังอันริบหรี่ของตน

ไม่จริงทั้งๆ ที่โดนกระแสไปขนาดนี้แล้ว…”

หญิงสาวแปลกใจที่ร่างของเขายังคงนอนแน่นิ่ง ทั้งที่กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกไปนั้นมากพอที่ร่างของเขาจะฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง ทำเอาเธอถึงกับหน้าถอดสีทันทีเมื่อช่วยเหลือเขาไว้ไม่ได้ทัน แต่เพราะด้วยความที่เธอเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น บวกกับความทรงจำอันขมขื่นเข้ามาในขณะนั้น ทำให้เธอตัดสินใจปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่ร่างของเขาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันกลับแตกต่างอย่างชัดเจน และเผลอปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูง อันเป็นพลังที่เธอเอาไว้สำหรับโจมตีใส่พวกศัตรูเพียงเท่านั้น

ไม่ยอมแพ้หรอกน่าข้าจะไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจแห่งความตายเด็ดขาด!!!”

และในจังหวะนั้นเองที่เธอเผลอปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาใส่ร่างของชายหนุ่ม จนทำให้ร่างกำยำถึงกับเบิกตาโพลง สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีด้วยความรู้สึกที่ราวกับตัวเองหลุดออกจากภวังค์แห่งฝันร้ายที่ไม่มีหวนกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนปกติอีกครั้ง

เฮือก!!”

หญิงสาวผละออกจากร่างกำยำทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัว ปล่อยให้เขาค่อยๆ ลุกขึ้นมาในสภาพร่างกายเจ็บระบมไปทั้งตัว และส่งเสียงร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวดออกมา

อานี่ฉันยังไม่ถึงเวลาตายของตัวเองทีใช่ไหม?” ไมค์ หันไปหาหญิงสาวผิวสีฟ้า ที่เขานั้นพยายามวิ่งตามหาเธออยู่นาน เพราะเกรงว่าจะโดนพวก สมาพันธ์ ลอบทำร้ายเข้าซะก่อน แต่กลับตาลปัตรกลายเป็นว่าตัวเขานั้นโดนเองเสียได้

ข้าแค่มาตามหาของป่าเอง ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะมานอนตายอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้นะเนี่ย

ผมก็แค่…” เรี่ยวแรงของเขาเหลือน้อยเต็มทีกว่าจะพูดให้อีกฝ่ายได้ยิน หญิงสาวรีบพยุงตัวเขาขึ้นมาทันที พลางระวังไม่ให้เขาล้มหมดสติ บาดแผลทั้งหมดบนตัวชายหนุ่มเริ่มทำการรักษาตัวเองไปทีละนิดๆ แต่เรี่ยวแรงของไมค์ยังคงเหลือเท่าเดิมไม่มีการเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ต้องการออกไปจากที่นี่…”

เรื่องนั้นทำไมถึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้ล่ะ อันที่จริงเจ้าก็แค่เดินตรงทางนี้ไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงทางออกแล้วแหละนะหญิงสาว บอกไปตามตรงด้วยสีหน้าอดเป็นห่วงไม่ได้ ที่อีกฝ่ายถึงกับวิ่งออกจากกระท่อมเพื่อตามหาตัวเธอ

ไม่คุณยังไม่รู้จักผมดีพอว่าผมเป็นอะไร ถ้าหากพวกเขาไอ้พวกหมูโสโครกนั่นรู้เข้าล่ะก็…”

อาการบาดเจ็บกำเริบออกมาทันทีที่เขากล่าวจบ ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวและความโกรธแค้นที่พวกสมาพันธ์ลอบทำร้ายเข้า แน่นอนว่านั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาโกรธมากที่สุดในตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรนอกจากการถูกผู้ว่าจ้างของตนทรยศ อีกต่อไปแล้ว และยังเป็นต้นเหตุของสงครามระหว่างนักลอบสังหาร และ นักฆ่าอีกด้วย นับว่าเป็นความผิดที่ทำเอาแทบรู้สึกคลุ้มคลั่ง หมายจะฆ่าอีกฝ่ายอย่างทรมานให้สาสม

ไม่ๆ ข้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเจ้าเป็น เพชฌฆาต ฆ่าคนไปทั่วเพื่อต้องการเงิน

ผมไม่ใช่ไอ้พวกนักฆ่าเฮงซวยพวกนั้น ผมเป็นเพียงแค่นักลอบสังหารที่ใช้ปืนเป็นอาวุธแค่นั้นเอง…”

ร่างกำยำโต้แย้งกลับไปทันที พร้อมหันไปถลึงตาใส่

โอ้ งั้นข้าขอโทษที่พูดแบบนั้นออกไปแล้วกัน

นี่เธอเห็นฉันเป็นอะไรกันแน่ อีกอย่างฉันยังไม่รู้จักชื่อของเธอเลยด้วยซ้ำ

หญิงสาวหันไปมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าเธอคงจะลืมแนะนำตัวเองไปเมื่อตอนอยู่ ณ ที่กระท่อมแห่งนั้น บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชายหนุ่มตามหาตัวเธอก็เป็นได้ แต่ดูจากสีหน้าและการกระทำของเขาแล้ว เธอคงคิดว่านั้นคงไม่ใช่เหตุผลที่ดีสักเท่าไหร่นัก ดังนั้นเองเธอจึงตัดสินใจบอกนามของตัวเองไปแบบตรงๆ

เรียกข้าว่า ธันเดอร์สตรอม

หมายถึงไอ้ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ น่ะหรือ?”

ใช่ข้าหมายถึงอย่างนั้น

หญิงสาว เดินพยุงร่างของชายหนุ่มไปจนเกือบถึงเส้นทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรที่เป็นมนุษย์อาศัยอยู่ และมีจำนวนไม่มากนัก

ข้าคงพามาส่งได้เพียงเท่านี้ล่ะนะธันเดอร์สตรอม ค่อยๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินไปเอง เมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บได้รักษาจนหมดแล้วเรียบร้อย

งั้นยังไงฉันก็…” ไมค์ กล่าวลาหญิงสาว แล้วค่อยๆ ผละออกจากร่างของเธอ เขารู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าขนาดเล็ก จี้ไปบริเวณฝ่ามือของเขากับเธอระหว่างที่ผละตัวออกจากกันในช่วงระยะหนึ่ง ก่อนจะหายไปด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

หือ?”

เอ่อคือร่างกายของข้า เวลาที่มันแตะตัวพวกมนุษย์เพศชายอย่างเจ้า มันจะส่งกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ออกมาเหมือนเป็นการเชื่อมต่อกัน ไม่มีอะไรหรอกหญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางดูขัดเขินเล็กน้อย บวกกับน้ำเสียงของเธอที่ดูแตกต่างจากเมื่อครู่ที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด คำว่าเชื่อมต่อในที่นี่สำหรับเธอแล้ว มันให้ความรู้สึกคล้ายกับการ ทำความรู้จักกัน หรือการเชื่องโยงความสัมพันธ์บางอย่างที่ตัวเขานั้นไม่อาจรู้ได้

แบบนั้นเองไม่ยักกะรู้มาก่อนว่าพวกโครนัส (Cronus) จะมีความสามารถแบบนี้อยู่ด้วย

โครนัส?” เธอเลิกคิ้วอย่างสงสัย

ผมหมายถึงเป็นพวกสิ่งมีชีวิตที่สามารถแปลงตัวเองเป็นสัตว์ ได้น่ะ แต่ดูจากพลังกับสีผิวแล้ว คงทำอย่างนั้นไม่ได้ใช่ไหม?” น้ำเสียงของไมค์ ฟังดูเบาลงเล็กน้อย เมื่อเขาพูดเกี่ยวกับคำว่าสัตว์ขึ้นมา มันส่อแววทำให้หญิงสาวถึงกับหุบยิ้มด้วยอาการงอนเขาเล็กน้อย ที่พูดออกมาแบบนั้น

ข้าไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหน่อย!” ไม่เพียงพูดเปล่า เธอปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่ร่างของไมค์ออกไปเบาๆ พอให้เขารู้สึกเจ็บแปลบเพราะเผลอพลั้งคำพูดที่เป็นการดูหมิ่นอีกฝ่าย

โอ๊ย!”

ยังไงเสียแล้ว ตัวข้าคงต้องขอลาไปหาที่อยู่ใหม่ก่อนเสียแล้วกัน

หาที่อยู่ใหม่? ทำไมเธอไม่ไปอาศัยอยู่กับมนุษย์พวกนี้ก่อนล่ะ บางทีพวกเขาอาจช่วยเธอได้นะไมค์ ตอบกลับ

เกรงว่าจะไม่ได้ พวกมนุษย์นั้นมีตัณหา และความโลภเกินกว่าที่ข้าจะยุ่งเกี่ยว ฉะนั้นข้าขอตัวลาล่ะ

หรือว่าคุณจะไปกับผมก็ได้นะ!”

ธันเดอร์สตรอม หันควับไปหาชายหนุ่มทันที ก่อนที่เธอจะเดินหันหลังกลับไปยังที่ป่าอีกครั้ง ไมค์รู้ว่าเรื่องนี้เขาไม่ควรเอาคนภายนอกมายุ่งเกี่ยวด้วย แต่ลำพังความสามารถของตัวเองและพรรคพวก เกินกว่าที่ตัวเขานั้นจะจัดการมันไหว

ที่แกรนด์ โอเวอร์เซียร์มีพวก กลุ่มอัศวิน คอยช่วยเหลือพวกคนต่างเผ่าพันธุ์ไว้อยู่ ผมมีคนรู้จักของผมอยู่ที่นั้น ไม่แน่ว่าเขาอาจจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง อย่างน้อยแล้วถึงคุณจะไม่ได้มาร่วมงานกับผม แต่การที่ต้องปล่อยให้ผู้หญิงอย่างคุณต้องมาเผชิญหน้ากับอันตรายแบบนั้นผมยอมรับมันไม่ได้หรอก

ข้อเสนอที่เจ้าว่าดูน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวแต่ข้าคงมิอาจละทิ้งบ้านเกิดของข้าไปได้หรอกเสียนะ

ชายหนุ่มทำหน้าผิดหวัง เขากะไว้แล้วว่าข้อเสนอที่ตัวเองคิดขึ้นจะสามารถทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจไปบ้าง ทว่ามันก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ไมค์กล่าวขอบคุณหญิงสาว ก่อนที่เขาจะค่อยๆ หันหลัง แล้วก้าวเท้าเดินไปทางหมู่บ้านด้วยสภาพที่ยังคงมีรอยปักของลูกธนูและอาการบาดเจ็บ

เดี๋ยวก่อน…”

จู่ๆ ไมค์ชะงักเล็กน้อย และหยุดอยู่กับที่ในสภาพที่หันแผ่นหลังให้กับหญิงสาว

เจ้าอาจพูดถูก ข้าควรจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคน ดีกว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ป่าแห่งนี้อีกครั้ง ถึงตลอด 120 ปีที่ผ่านมาพวกคนในหมู่บ้านนี้พยายามดูแลรักษาป่านอร์วาเรียของข้าอย่างสุดกำลัง ข้าเห็นพวกเขามากมายต่างยอมถวายชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาบ้านเกิดของข้า ทั้งหมดมันเป็นความผิดของข้าเองที่คิดเช่นนั้น…”

หมายความว่าไง เรื่องที่ว่าพวกเขาทั้งหมดยอมเสียสละเพื่อช่วยคุณน่ะไมค์ ถามออกมาด้วยความสงสัย

เดิมทีบรรพบุรุษของเราเคยใช้ชีวิตที่นี่มาก่อน ข้ากับครอบครัวต่างใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข กระทั่งเวลาผ่านไป ปีศาจร่างสีแดงตนหนึ่งก็เข้ามาทำลายพื้นที่นี่ไปเกือบหมด โชคยังดีที่ในตอนนั้นยังพอมีมนุษย์คนหนึ่งที่คาดว่าเป็นนักเดินทางผ่านมาช่วย ไม่งั้นตัวข้าคงไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้เพราะเขาแน่ๆ

นักเดินทางที่คุณว่าเขาได้บอกชื่อหรือเปล่าครับ?”

ไม่หรอกข้ารู้อย่างเดียวเสียว่าเขานั้นเป็นผู้ใช้พลังเลือด ที่มีฝีมือไม่แพ้พวกผู้ใช้เวทเลยล่ะนะ

ผู้ใช้พลังเลือด? หรือว่า

มีอะไรข้องใจงั้นหรือ?”

อ่อ ปล่าวหรอกครับเอาเป็นว่าผมคงต้องขอตัวลาไปก่อนแล้วกัน ยังไงถ้าสนใจก็เอ่อ…”

เนื่องจากตัวเขานั้นไม่ใช่มีพลังธาตุ หรือมีอุปกรณ์สื่อสารอะไรมากนัก ทำให้ยากต่อการตามหาตัวเองเจอ นอกเสียจากว่าเขาคนนั้นจะมีความสามารถมากพอ หรือไม่ก็สะกดรอยตามเขา แน่นอนการถูกสะกดรอยตามสำหรับพวกนักลอบสังหาร เป็นการฆ่าตัวตายอย่างเห็นได้ชัด และมันคงไม่ดีแน่หากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีใครสักคนมองเขาอยู่ห่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนั้นข้าจัดการเองได้ หญิงสาวส่งยิ้มบางๆ ให้กับชายหนุ่ม

งั้นก็ขอให้โชคดีนะครับ!”

เจ้าเองก็เช่นกัน…”

ไม่นานนัก ทั้งสองต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตน หญิงสาวผู้มีนามว่าธันเดอร์สตรอม นั้นดูแล้วมีความสวยงามไม่แพ้กับแฟนสาวของเขา แถมยังมีสัดส่วนรูปร่างที่ชวนรู้สึกใจอ่อนไม่ใช่เล่นๆ ถึงอย่างนั้นไมค์เองกลับพยายามไม่หันเหไปสนใจในตัวเธอมากนัก การซื่อสัตย์กับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก ถือเป็นหนึ่งในคำสัตย์ที่กลุ่มอัศวินและตัวเขายึดถือมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แน่นอนว่าถึงแม้ในตอนนี้เขาจะไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้นแล้ว แต่ความเชื่อที่ว่าการซื่อสัตย์กับคนรัก นั้นก็เป็นหน้าที่ๆ ผู้ชายอย่างเขาควรทำอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะต่อให้อีกฝ่ายจะมองว่าเขาเป็นเพียงแค่ผู้ชายเหลวไหลแค่ไหนก็ตาม

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในวันที่แสงสว่างได้ดับลง เหลือเพียงแค่ความว่างเปล่าและความมืด ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอยู่ภายในมุมมืดของสังคม ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับตัวเขา ไม่มีใครรู้ถึงชะตากรรมที่เขาเลือก ไมค์แหงนมองพระจันทร์สีเลือดด้วยสายตาที่ขึงขัง สุดท้ายแล้วช่วงเวลาที่เขาไม่ต้องการมันก็มาถึงจนได้ ช่วงเวลาที่ตัวเขานั้นจะต้องพบกับอุปสรรค และจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ก่อนที่จะหยิบบุหรี่มวลสีดำมวลสุดท้ายขึ้นมาจุดสูบด้วยอารมณ์ปลดปล่อยเรื่องราวทั้งหมด

ปลดปล่อยให้มันล่องลอยไปพร้อมกับความคิดอันขุ่นมัวของเขา

ปลดปล่อยให้มันอันตรธานไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ชายหนุ่มได้ตระหนักถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำมันลงไปในตั้งแต่ต้น ระหว่างที่ตนเองกำลังนั่งอยู่ในบ้านพักของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่เห็นเขาสลบเหมือดไปบนพื้นซะก่อนเดินไปถึงตัวหมู่บ้าน อันเป็นจังหวะเดียวกันที่ทั้งสองจะพาตัวเขามายังที่บ้านพักของตน ซึ่งเป็นบ้านพักที่อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก

อาหารไม่อร่อยเหรอครับ?” ชายแก่ ผู้เป็นเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มนั่งเหม่อลอยไปตั้งแต่เมื่อครู่ที่แล้ว

ปล่าวครับยังไงก็ขอบใจที่ช่วยทำแผลให้กับผม เรื่องค่าตอบแทนผมคง—“

โอ้! พ่อหนุ่มเรื่องเงินๆ ทองๆ พวกเราไม่ถือสาหรอกว่าแต่หุ่นดีจังนะ ไม่ทราบว่ามาทำอะไรที่หมู่บ้านแห่งนี้งั้นเหรอจ๊ะ?” หญิงชรา เอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นกล้ามแขน และผิวมืออันหยาบกร้านของเขา

เอ่อคือ…” ไมค์ นิ่งเงียบไปสักพัก แล้วตอบออกไปว่าผมมาสูดอากาศน่ะครับ

สูดอากาศเหรอ? ข้าไม่คิดว่าชายฉกรรจ์อย่างเจ้าจะสนใจเรื่องนั้นหรอกนะแต่ว่าก็ว่าเถอะอาวุธพวกนั้นน่ะ…”

ชายชราคนตรงหน้า หันไปมองปืนลูกซองกระบอกสีดำสนิท กับปืนพกอีกสองกระบอกถูกวางไว้อย่างระมัดระวังบนโต๊ะไม้สำหรับเอาไว้รับแขก ด้วยสายตาแปลกประหลาดใจเล็กน้อย เหตุว่าพวกเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน เนื่องจากหมู่บ้านที่นี่ไม่ค่อยมีใครพกพาอาวุธที่ล้ำสมัยแบบนั้นมากนัก แค่ปืนกระบอกเดียวก็ราคาแพงเกินไปแล้วที่จะซื้อพวกมันมาใช้งาน

อ๋อของพวกนั้นมันเป็นมันคือของที่ผมเอาไว้ป้องกันตัวน่ะครับ ฮ่าๆ

ป้องกันตัวเหรอ?” ชายชรา ถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย

ใช่ครับ

ชายหนุ่มเหงื่อตกเล็กน้อย เมื่ออีกฝ่ายเริ่มออกอาการสงสัยเกี่ยวกับตัวเขา และอาวุธที่เขานำติดตัวมา คงเพราะด้วยลักษณะการแต่งตัวที่ดูแตกต่างจากคนทั่วไป ทำให้ชายชราและหญิงแก่ต่างตื่นตระหนกกันยกใหญ่ จนกระทั่งชายหนุ่มตื่นขึ้น และพยายามอธิบายด้วยเหตุผล (ที่สร้างขึ้นมาแบบเนียนๆ) ให้ฟัง และหว่านล้อมจนพวกเขานั้นเชื่อสนิทว่าเขามาที่นี่ในฐานะนักเดินทาง คนหนึ่งที่หาทางกลับบ้านตัวเองเพียงเท่านั้น

เออนี่ว่าแต่เจ้าหนุ่ม ขอถามหน่อยเถอะ ทำไมเจ้าถึงเลือกมาเดินสูดอากาศที่นี่กัน ทั้งที่ข้าเคยได้ยินมาว่าเมืองที่เจ้าอยู่เองก็มีป่าเขาอันสวยงามกว่าที่นี่ตั้งหลายล้านเท่า?” ชายแก่ถามอย่างไม่สบอารมณ์ ทำเอาไมค์รู้สึกอ้ำอึ้งไปเล็กน้อยที่จู่ๆ เขาก็ถามออกมาแบบนั้น

แหม่ๆ คุณเลิกถามคำถามนั่นกับเขาสักทีเถอะค่ะ ปล่อยให้เขาพักค้างแรมที่นี่สักคืนจะเป็นไรไป อีกอย่างข้าเองก็ไม่อยากให้คนในหมู่บ้านแตกตื่น เพียงเพราะมีใครที่ไหนไม่รู้มาที่นี่ด้วย เอาเป็นว่าพวกเราจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนะ ตกลงมั้ยเอ่ย?”

ก็ได้ครับ ฮ่ะๆ

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจถึงทำให้ไมค์รู้สึกมีความสุขเล็กน้อย เมื่อเขามองสองสามีภรรยาตรงหน้าที่ต่างเล่นหยอกล้อกัน หวนให้เขานึกถึงช่วงที่เขากับคลาเซตร้าเพิ่งคบกันใหม่ๆ แน่นอนเวลาที่เขากับเธออยู่ด้วยกัน มันช่างเป็นความสุขและความอบอุ่นเสมอ ผิดกับช่วงเวลางานที่เขาต้องข่มอารมณ์พวกนั้นไว้ เหลือเพียงสายตาที่ดุดัน และสีหน้าเลือดเย็นไร้ความปราณีและเสียงปืนที่ออกจากปากกระบอกปืนแต่ละครั้ง หลายครั้งที่แฟนสาวของเขาพยายามเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้และพยายามลากให้ตัวเขานั้นออกมา

แต่ไม่ว่าจะทำแบบนั้นไปกี่ครั้งผลที่ได้ก็มักจะลงเอยด้วยบรรยากาศที่เงียบงันทุกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะจบลงกันบนเตียง และจากกันด้วยรอยแผลที่ต่างฝ่ายต่างสร้างมันขึ้นมาในที่สุด

สงครามกำลังเริ่มต้นขึ้น

ชายหนุ่มหันไปแหงนมองพระจันทร์สีเลือดดั่งเดิม เหมือนเมื่อครั้งที่แล้วพร้อมกับความทรงจำอันแสนหอมหวาน ที่เขาไม่อาจนำกลับมาได้อีกครั้ง

ฉันขอโทษด้วย ทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของฉันเอง ฉันควรจะฟังคำเตือนของเธอตั้งแต่แรกนับตั้งแต่วันที่เราได้คบกัน

รอยยิ้มแห่งความโศกเศร้าของเขา เผยออกมาก่อนจะตามมาด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อภาพของความทรงจำที่หอมหวานนั้น แตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยวที่ยากจะซ่อมมันให้เป็นเหมือนเดิม เสียงกรีดร้องของรอยแผลในใจทั้งสองฝ่ายที่อยู่ห่างไกลออกไปเริ่มกรีดร้องดังขึ้นเรื่อยๆ เสมือนว่ากำลังร้องขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ฉันรู้ตัวดีว่าฉันอาจไม่ใช่ผู้ชายที่ดีในสายตาของเธอ แต่ไม่ว่ายังไงฉันขอสัญญาด้วยหัวใจทั้งหมด

รถคันสีดำวิ่งตัดผ่านถนนไปในยามค่ำคืนของนักล่าอย่างโดดเดี่ยว ก่อนจะค่อยๆ หักเลี้ยวไปบนทางถนนเส้นหนึ่ง

ฉันขอสัญญาด้วยหัวใจของฉัน

เด็กหนุ่มนั่งทอดสายตามองพระจันทร์บนฟ้าด้วยดวงตาว่างเปล่าไปสักพัก ก่อนจะเลื่อนผ้าปิดปากสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา แล้วจึงรีบลุกขึ้นออกตัววิ่งไปบนหลังคาดาดฟ้าด้วยความรวดเร็ว อย่างไร้จุดมุ่งหมาย

ว่าฉันจะดูแลพวกเขา

คลาเซตร้านั่งจดจ่ออยู่กับหนังสือการเรียนรู้ ไปพร้อมๆ กับปรับแต่งอาวุธของเธออย่างขะมักเขม้น ภายในห้องนอนที่เต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนของปืนชนิดต่างๆ ที่เธอแยกชิ้นส่วนพวกมันออกมาจนรกไปทั่วห้อง

ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาพรากสิ่งสำคัญของฉัน

ช่วยบอกหน่อยเถอะครับ ว่าคุณพอจะเห็นชายใส่เสื้อคลุมสีดำสนิท ที่พกปืนลูกซองพาดหลังอยู่ตลอดเวลาบ้างรึเปล่า?”

ฉันไม่รู้!!”

แคทเทอร์ ใช้ไม้เท้าบนมือตบเข้าที่ใบหน้าของชายฉกรรจ์ไปหนึ่งครั้ง พร้อมกับเสกแมวตัวหนึ่งข่วนหน้าเขาจนเป็นรอยแผลเล็กๆ และจางหายไป

ไม่ยอม

เอเวอร์ลีน สั่งให้ลูกน้องทั้งหมดของตัวเองเดินลาดตระเวนไปทั่วทั้งเมือง ขณะที่ตัวเธอเองกำลังนั่งคิดแผนการบางอย่างอยู่ในหัวอยู่ในห้องเพียงลำพัง ต่างจากมิเชลล์ลิบลับ ที่เธอนั้นกลับนั่งวุ่นอยู่กับจอคอมพิวเตอร์แบบพกพา และอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาจากเมืองแห่งเทคโนโลยี

อย่างเด็ดขาด

.

.

.

จบ Mission Complete…

ติดตามต่อได้ใน Shader บทที่ 13 ช่วงเวลาที่เหลืออยู่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #15 Arpapon (@nanny2014) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 22:04
    ขอโทษที่หายหน้าไปนานนะคะ แต่พอกลับมาอีกทีไรต์ก็ลงไปหลายตอนแล้ว ยิ่งอ่านยิ่งเข้มข้น ใจหายใจคว่ำหมดนึกว่านายไมค์ของเราจะไม่รอดซะแล้ว มีแต่อันตรายรอบด้านจริง ๆ เลย...
    #15
    1
    • #15-1 Gaster (@chaos67) (จากตอนที่ 14)
      26 มิถุนายน 2558 / 10:14
      ไม่เป็นไรครับ ฮะๆ
      ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ :D
      #15-1