Bounty Hunter เพชฌฆาตพันธุ์ดุ [จบ]

ตอนที่ 13 : Mission 7 - Betrayal

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 มิ.ย. 58

Mission 7 – Betrayal

นาฬิกาชีวิตกำลังเดินหน้าไปอย่างช้าๆ

วันแรกที่แสงสว่างได้จางหายไป ผมก็ทิ้งความหวังและทุกอย่างที่ผ่านมาไปจนหมด

ผมจะไม่มีวันยอมหายไปกับความมืดหรอก

นอกเสียจากผมจะปล่อยให้มันกลืนกินผมไปเองก็เท่านั้น

 [10 ปีก่อนหน้านี้]

อดทนไว้เพื่อน เราต้องผ่านไปได้แน่!” เด็กหนุ่มร่างบางกล่าวขึ้น เขาค่อยๆ พยุงร่างของเด็กอีกคนขึ้นมา

ขอโทษด้วยนะแต่ฉันคงไปไหนไม่ได้แล้วล่ะฉันผิดเองที่หนีออกมาจากที่นั่นน้ำเสียงอันแหบพร่าของเด็กหนุ่มอีกคนกล่าวกับอีกคน

ไม่ พวก นายเป็นคนคิดแผนการมาด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอ ไม่มีวันที่ฉันจะทิ้งให้คนอย่างนายตายอยู่ที่นี่แน่…”

ไมค์ ในวัย 12 ปี ผละออกจากร่างของผู้เป็นเพื่อนสนิทคนแรกของเขา สติของเด็กหนุ่มเริ่มเลือนรางลง ด้วยความเหนื่อยล้าสุดขีดและได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณหน้าท้องและที่แผ่นหลัง จนทำให้เด็กหนุ่มอีกคนที่พยุงร่างของตัวเองมาด้วยต้องลำบากลากตัวเขามายังที่สถานที่แห่งนี้

ให้ตายสิแถวนี้น่าจะพอมีอะไรทำแผลได้

คูเปอร์ เวย์รอน เด็กหนุ่มจาก เมืองขนาดใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกของแกรนด์ โอเวอร์เซียร์ เดินไปทั่วภายในร้านยาแห่งหนึ่ง โดยที่พวกเขาแอบลักลอบเข้ามาหลบพวก กลุ่มอัศวินหลังจากไมค์ได้ร่วมมือวางแผนหนีออกจากค่ายอัศวินจนสำเร็จ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวก กลุ่มอัศวิน ก่อตั้งขึ้นมาเอาไว้สำหรับฝึกฝนกำลังพลที่เป็นเด็กจรจัด และเด็กที่ทำคดีติดตัวนำมาฝึกเพื่อให้เติบโตเป็นอัศวิน และทำหน้าที่ในการกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดทั้งปวงที่อยู่บนโลกใบนี้

โอเคนี่มันอาจช่วยให้อาการนายดีขึ้น

เหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเขา คูเปอร์หยิบเครื่องมือทำแผลที่ประกอบไปด้วย ผ้าพันแผล น้ำยาล้างแผล และยาระงับความเจ็บปวดอีก 1 ขวดเล็ก ก่อนที่เขาจะทำการรักษาแผลที่บริเวณแผ่นหลังอันเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มอีกคนอย่างระมัดระวัง

พูดตามตรงนะตั้งแต่ที่ฉันได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยเจอคนที่บ้าขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

ฮะ-เฮ้! นี่ฉันไม่ได้ล้อนายเล่นนะ ไอ้ตอนที่ฉันแอบวางระเบิดแล้วหนีออกมาจากที่นั่นได้ มันสุดยอดมากเลยนะ จะบอกให้ไมค์ รู้สึกแสบตรงแผ่นหลังเล็กน้อย เมื่อคูเปอร์หยิบผ้าสะอาดขึ้นมาซับแผลของเขา

สุดยอดเหรอ? แบบนี้แสดงว่านายก็ไม่ต่างอะไรจากพวกฆาตกรวัยเด็ก ที่เพียงแค่ฆ่าคนเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเลยสักนิดเรื่องแบบนั้นฉันรับไม่ได้หรอก!!”

ทว่าอีกฝ่ายกลับรู้สึกโกรธและไม่พอใจกับการกระทำของไมค์ อันที่จริงแล้ว มันมีอีกหลายวิธีมากในการออกมาจากที่แห่งนั้นได้ โดยปราศจากเหตุการณ์นองเลือดที่เขากับตนเป็นคนวางแผนร่วมกัน แม้ในตอนแรกคูเปอร์เองอาจไม่รู้สึกเห็นด้วยกับวิธีแบบนี้ก็ตาม

ก็แล้วยังไงล่ะสุดท้ายฉันเองก็หนีไม่พ้นการทำเรื่องสกปรกอยู่ดีไม่มีวันทำในสิ่งที่ดีได้หรอก

น้ำเสียงที่ฟังดูสิ้นหวัง เด็กหนุ่มที่โตมาพร้อมกับสภาพสังคมอันเลวร้ายอย่างเขาคงทำได้แค่เอาชีวิตรอดไปวันๆ ไร้แม้กระทั่งจุดมุ่งหมายในชีวิตของตัวเขา นับตั้งแต่วันที่มีใครบางคนลักพาตัวเขาออกมาจากโรงพยาบาลมา โดยที่ตัวเขานั้นไม่รู้เลยด้วยซ้ำเกี่ยวกับพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา ไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา และไม่เคยเลยที่จะได้สำนึกในบุญคุณของผู้ที่ทำให้เขาเกิดมา

จนกระทั่งเมื่อวันที่ไม่คาดคิดมาถึง ก่อนที่ภาพในความทรงจำที่แสนขมขื่นในวัยเด็กจะหายไป กลายเป็นเพียงฝุ่นผง ที่เพียงแค่รอวันทำความสะอาดเท่านั้น

ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อและแม่ของฉันเป็นใครบางทีฉันเองก็คิดว่าฉันเป็นลูกกำพร้ามารึเปล่า หรือเพราะมีใครก็ไม่รู้ลักพาตัวฉันมาอยู่ที่นั่น ตอนที่ฉันอยู่ในท้องของผู้ให้กำเนิดฉัน ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น รู้สึกได้ถึงความสุขของเธอ รู้สึกได้ว่าตัวฉันในตอนนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำที่หอมหวาน…”

คูเปอร์ ไม่รู้ว่าตัวเด็กหนุ่มอีกคนเจอกับอะไร ครอบครัวของเขานั้นยังอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าที่เมืองทางตะวันออก และรอวันต้อนรับกลับมาเสมออย่างอบอุ่น จนถึงขั้นส่งจดหมายมาหาเขาทุกครั้ง แทนการใช้เครื่องมือสื่อสาร เพราะรสนิยมส่วนตัวของผู้เป็นพ่อที่ชื่นชอบวัฒนธรรมสมัยเก่า มากกว่าสมัยใหม่ที่มีการติดต่อกันอย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง ซึ่งด้วยความคิดแบบนั้นเอง มักจะทำให้พ่อแม่ของเขามีปากเสียงกันเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเรื่องนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็มักจะลงเอยด้วยการที่ทั้งสองฝ่าย ต่างยอมรับปัญหาของกันและกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ถึงต่อให้ชายคนนั้นจะเก็บฉันมาเลี้ยง แต่ฉันก็ไม่มีทางเรียกเขาว่าพ่อได้เต็มปากหรอก

คนแบบนั้นไม่สมควรด้วยซ้ำที่เรียกตัวเองว่าพ่อหรอกว่าแต่นายพอจำได้ลางๆ บ้างรึเปล่าว่าใครเป็นคนลักพาตัวนายมาเมื่อตอนนั้นคูเปอร์ เอ่ยถามออกไปแบบตรงๆ

ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่าพวกเขาสองคนนั้นเป็นนักต้มตุ๋น พวกอัศวินพวกนั้นสังหารพวกเขาทั้งสองเอง ในตอนนั้นฉันได้เห็นร่างของพวกเขาร่างไร้วิญญาณและสายตาเบิกโพลงมองมาที่ฉัน

ไมค์ ยังคงเล่าต่อไปขณะที่ด้านนอกยังคงมีแสงไฟของพวกอัศวินลอดเข้ามา คูเปอร์ย่องไปปิดผ้าม่านลงเพื่อไม่ให้แสงไฟลอดผ่านเข้ามาในร้าน และล้มลงไปนั่งพิงบนกำแพง มองร่างของไมค์ที่กำลังทนความเจ็บปวดของบาดแผลทั้งภายในและภายนอกที่ค่อยๆ เผยออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ฉันฝันเห็นภาพพวกนั้น ร่างสูงคล้ายผู้ชายแต่ไม่มีแขน มันมีแค่ดวงตาและปากแหลมคม ฉันพยายามวิ่งหนีมันอยู่หลายครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนที่พวกกลุ่มอัศวินจับฉันเข้ามา หรือว่าตอนนี้ มันก็ยังตามล่าฉันอยู่ทุกครั้งให้ตายสิว่ะ ฉันไม่น่าพูดเรื่องนี้ให้แกฟังเลยด้วยซ้ำ เพื่อน เด็กหนุ่มสั่นเครือด้วยความกลัวเล็กน้อย เมื่อเขาเอ่ยถึงรูปร่างลักษณะของมันออกมา

เอาน่าๆ อย่างน้อยก็ระบายมันออกมาหมดแล้วนี่นา ฉันไม่ถือสากับเรื่องพรรค์นี้มากหรอก…”

เสียงของสายฝนที่สาดกระหน่ำลงมาเริ่มซาลง ตามมาด้วยแสงอบอุ่นจากบนฟ้าในยามเช้าถัดมาของวัน คูเปอร์ค่อยๆ เปิดผ้าม่านออกอย่างช้าๆ จนเริ่มแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีพวกอัศวินเดินอยู่แถวนั้น ก่อนจะเรียกให้ไมค์ที่เผลอหลับไปตลอด 8 ชม.ที่ผ่านมาให้ตื่นขึ้น เพราะเกรงว่าเจ้าของร้านอาจรู้ตัวเข้า และนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ถ้าหากเป็นแบบนั้นขึ้นมา

เดี๋ยวก่อน!” ไมค์ โพล่งออกมาทันทีที่เขาตื่นขึ้นและเห็นคูเปอร์กำลังกระโดดลงจากหน้าต่าง

พาฉันไปหน่อย สีหน้าของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ หลังจากปล่อยความอ่อนแอของตัวเองออกมา

โอเคงั้นเดี๋ยวฉันลงไปรับตัวนายข้างล่าง หวังว่ากระโดดลงมาได้นะ

เรื่องนั้นหายห่วงได้ ฉันแค่รู้สึกเจ็บที่หน้าท้องหน่อยๆ น่ะ ไมค์ ลุกขึ้นแล้วเดินลากขาไปที่หน้าต่าง

ระวังหน่อยแล้วกัน แผลนั่นที่หน้าท้องฉันยังรักษาไม่หาย แต่ว่าฉันห้ามเลือดไว้ให้นายแล้ว แนะนำว่าทางที่ดีตอนนี้เราคงต้องไปที่ร้านนั่นอีกคูเปอร์ กล่าวแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงมาบนพื้นด้วยเสียงฝีเท้าดังเล็กน้อย ตามมาด้วยไมค์ที่ค่อยๆ กระโดดลงตามมา โดยมีคูเปอร์คอยเป็นคนอ้าแขนรับร่างของเขาไว้

แต่ว่าพวกเราสองคนไม่ใช่นักลอบสังหาร ไม่ใช่เหรอ?”

ไม่ต้องห่วงหรอกฉันได้ยินมาว่าการที่เราจะเข้ารับตำแหน่งอัศวินได้ ต้องมีอายุสักราวๆ 16 หรือ 17 ปีได้มั้ง พวกเรายังเพิ่ง 12 ขวบกันอยู่เองนะ จำไม่ได้รึไงกัน?”

คูเปอร์ ถีบรั้วลวดออก จากนั้นค่อยๆ เดินออกมาบนถนนฟุตบาทในยามที่ถนนนั้นยังโล่ง ไร้กลิ่นเขม่าควันของรถยนต์ และเสียงชุดเหล็กกระทบกันของ กลุ่มอัศวิน

นั่นสินะ…”

[กลับเข้าสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน]

เสียงหยดน้ำไหลเป็นจังหวะ บวกกับกลิ่นอันหอมโชยที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ปลุกให้ยามเช้าของชายร่างกำยำในร่างเปลือยเปล่านั่นตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่เขาหันไปมองรอบๆ แล้วพบว่าตัวเองนั้นกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่ง คาดว่าเป็นกระท่อมขนาดเล็กในป่าแห่งหนึ่ง และไม่เคยมีความรู้สึกคุ้นเคยกับมันเลยสักนิด

เยี่ยมจู่ๆ ฉันก็ตื่นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ แบบนี้มันคล้ายกับหนังเรื่องอะไรสักอย่างเลยชัดๆ

ไมค์ บ่นพึมพำออกมาราวกับว่านั่นทำให้เขากลายเป็นคนโง่คนหนึ่ง ที่ถูกหลอกมาสามครั้งซ้อน และยังต้องเจอเรื่องราวในอดีตตามหลอกหลอนตัวเองอีกเป็นครั้งที่สอง พร้อมกับความผิดที่ถูกโยนเข้ามาทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจ

เจ้าควรทำใจให้ร่มๆ ก่อน แล้วค่อยมาเล่าให้ข้าฟังทีหลัง ทานนี่สิ เจ้ามนุษย์

หญิงสาวในชุดผ้ากันเปื้อนบางๆ ที่ทำจากใบไม้ เดินเข้ามาในห้องแล้ววางถ้วยลงไปบนโต๊ะไม้ไผ่ เรือนร่างสัดส่วนของเธอนั่นถือว่าดูสวยงามอยู่ไม่ใช่น้อย หากแต่ไมค์ในตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้น กลับกันเขาในตอนนี้กำลังอยู่ในอาการที่ หัวเสียอย่างเห็นได้ชัด กับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

คุณเป็นใคร?” ไมค์ ที่อยู่ในร่างเปลือยเปล่ารีบหยิบกล่องใส่ปืนขึ้นมาปกปิดที่ส่วนสงวนของตัวเองทันที เมื่อหญิงสาวผิวสีฟ้าตรงหน้าเดินเข้ามาที่ห้อง โดยไม่ได้ส่งสัญญาณให้เขาได้รับรู้อะไรเลย

โอ้ ไม่ต้องห่วงหรอกในฐานะของผู้รักษาผืนป่าแห่งนอร์วาเรีย ผู้นี้ไม่มีทางที่ข้าจะล่วงละเมิดแก่ชายผู้เป็นมนุษย์อย่างเจ้าแน่นอน สาบานได้…”

ไมค์ รู้สึกตัวแข็งทื่อและเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างมาก นับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ราวกับเขาหลุดออกมาจากโลกความจริงและได้พบกับโลกเวทมนตร์อะไรอย่างนั้น เมื่อได้ยินชื่อของผืนป่าแห่งนี้ที่เขาอยู่

นอร์วาเรีย?”

ใช่แล้วมีอะไรที่เจ้าไม่เข้าใจอีกงั้นรึ?” หญิงสาว แสดงทีท่ารังเกียจออกมาเล็กน้อย

เอ่อคือผม…”

เฮอะ! เจ้ามันก็แค่มนุษย์ผู้โง่เขลา หรือไม่ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ผู้ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ข้าคงอธิบายให้ก็ได้ว่าจริงๆ แล้วบนโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ไม่ได้มีแค่พวกเจ้าเพียงพวกเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่หรอกนะ

จริงอย่างที่หญิงสาวคนนั้นกล่าว ในโลกหลังสงครามระหว่าง The God และ The Evil ผ่านไปนานหลายปี ทำให้สถานที่เกือบทั้งหมดนั้นถูกจัดระเบียบขึ้นใหม่ โดยความร่วมมือของมนุษย์ด้วยกัน และเหล่าสิ่งมีชีวิตนอกเหนือสายพันธุ์อย่างโครนัส (Cronus) หรือแม้กระทั่งพวกปีศาจ (Demon) ที่เป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขาน ยากจะมีใครเชื่อเรื่องพวกนั้นอย่างเขา เพิ่งได้รับรู้จากมันมาก่อน แม้ตัวเขาเองเคยมีประสบการณ์ที่เคยเจอหนึ่งในเทพผู้ตัดสินความตายอย่าง The Evil มาแล้วตัวเป็นๆ แต่ดันน่าแปลกที่เขากลับไม่ได้รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกภายนอกหลังเมืองแกรนด์ โอเวอร์เซียร์

คุณเป็นมนุษย์ใช่ไหม?” ชายหนุ่มมองไปที่หัวจรดปลายเท้าของหญิงสาว ผิวสีฟ้าตรงหน้าที่แปลกกว่าสีผิวคนธรรมดาทั่วไป ทำให้เขารู้สึกสงสัยในตัวของเธอขึ้นมาราวกับไม่เคยเห็นมันมาก่อน

ไม่ใช่หรอก รูปลักษณ์ของข้าอาจเหมือนอย่างที่เจ้าว่า แต่พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตกินพืช ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่กินเนื้อเป็นอาหารหรอกนะ อีกอย่างตัวข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นมนุษย์เพศชายอย่างเจ้าเป็นครั้งแรกด้วยเหมือนกัน

ทันทีที่เธอกล่าวจบ หญิงสาวเดินออกไปด้านนอกเหมือนเป็นการปล่อยไว้ให้อีกฝ่ายใช้เวลาว่างของตัวเองไป ชายหนุ่มมองถ้วยซุปที่วางไว้ ก่อนตัดสินใจรับประทานจนหมด แล้วค่อยๆ เริ่มแต่งตัวจนเสร็จ พร้อมกับเดินออกมาจากกระท่อม โดยไม่ลืมที่จะเช็คอาวุธประจำตัวของตัวเองก่อนออกมาด้วยในเวลาเดียวกัน

ภายในป่านั้นดูสลับซับซ้อนและลึกลับ ยากจะหาทางออกไปได้ง่าย ชายหนุ่มหันหลังเดินกลับไปหาหญิงสาวผิวสีฟ้าที่เป็นเจ้าของกระท่อม แต่ปรากฏว่าเมื่อเขาเดินเข้าไปด้านในกลับไม่พบเธอเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นมาทันที

หายหัวไปไหนของเธอกัน

ฉับพลันนั้นเอง ที่มีบางอย่างพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างไม่ทันได้ระวังตัว มีดจำนวนกว่า 30 เล่มพุ่งตรงมาจากด้านหน้าและหลัง ส่งผลให้ไมค์ต้องรีบดึงสัญชาตญาณของตัวเองรีบก้มตัวแล้วพังกระท่อมออกไปหลบมีดที่พุ่งมาทันทีอย่างรวดเร็ว จนร่างของตัวเองเจ็บระบมไปทั้งตัว

ไมค์ รีบชักปืนลูกซองออกมาแล้วรีบชักลำกล้อง เล็งปืนลูกซองเล็งไปตรงจุดที่กำลังมีพวกนักลอบสังหารวิ่งออกมาทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย

กับดัก

อ้ากก!!” เสียงกรีดร้องจากปากของนักลอบสังหารหนุ่มและแก่ ดังออกมาเป็นระยะๆ

มัวทำบ้าอะไรอยู่ รีบฆ่ามันสิวะ!” หนึ่งในผู้ที่คาดว่าเป็นหัวหน้านักลอบสังหาร รีบสั่งให้ลูกน้องของตัวเองวิ่งออกไปจากต้นไม้ที่หลบกระสุนอยู่ทันที

มันเล่นใช้ปืนแบบนี้ แล้วพวกเราจะเข้าถึงมันได้ยังไงล่ะครับ หัวหน้า!!”

งั้นช่วยไม่ได้บอกให้ทุกคนหยิบอาวุธโจมตีระยะไกลออกมา!”

ศัตรูระลอกแรกจบไปด้วยการที่ชายหนุ่มได้รับบาดแผลเล็กน้อยตามตัว มาจากการโดนฟันด้วยดาบและมีด ถึงกระนั้นรอยแผลพวกนั้นไมค์ก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่ากับการต้องมาเผชิญหน้ากับศัตรูตรงหน้าอีกแล้ว

บ้าชะมัดไมค์ เช็คจำนวนลูกกระสุนที่อยู่ในปืน พลางหยิบกระสุนจำนวนที่เหลือมาบรรจุใหม่ใส่เข้าไปแทนของเดิมที่เหลืออยู่เพียงแค่ 1 นัด รวมกับกระสุนที่เขาเติมไปหลังจากปรับให้อยู่ในโหมดยิงแบบต่อเนื่องแทนการยิงแบบชักทีละลูกทันที ทั้งนี้เองการยิงแบบนี้เขาจะต้องรวบรวมสติและสมาธิให้ไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ตรงหน้าในระหว่างที่ยิงไป บวกกับต้องควบคุมไม่ให้แรงดีดของปืนทำให้ตัวเขานั้นเสียจังหวะพลาดท่าพวกนักลอบสังหารไป

ศัตรูระลอกที่สองเริ่มวิ่งใกล้เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนว่าพวกนักลอบสังหารนั้นจะเริ่มมีการใช้อาวุธระยะไกลเช่นเครื่องยิงลูกธนู และมีดปาเพิ่มขึ้นกว่าเก่า ทำให้การรับมือด้วยกระสุนที่จำกัดเช่นนี้ รังมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันมากขึ้นเท่านั้น

ไมค์ ตัดสินใจเก็บปืนลูกซอง พร้อมกับรีบออกตัววิ่งไปทันที ล่อให้พวกนักลอบสังหารพวกนั้นตามเขาไป และในระหว่างนี้เอง ชายหนุ่มก็ชักปืนพกสั้นกระบอกสีขาวออกมายิงใส่ทันที ตราบที่พวกเขาเหล่านั้นยังคงวิ่งตามเขามาอยู่โดยไม่รู้แผนทั้งหมดที่คิดขึ้นมาตั้งแต่แรก

อุ้ก!” หนึ่งในนักลอบสังหารหนุ่ม ถูกยิงเข้าที่หน้าท้องด้วยลูกกระสุนที่พุ่งออกมาเป็นลูกไฟขนาดเล็กสีส้ม จนกระเด็นล้มลงไปนอนดิ้น พลางกำหน้าท้องของตัวเองด้วยความเจ็บปวดสุดขีด

แผลแค่นั้นอย่างน้อยคงแค่นอนพักในโรงพยาบาลไปหลายวันล่ะนะ

ปืนพกของไมค์นั้นต่างจากปืนพกรุ่นอื่น คุณสมบัติของมันนั้นคือสามารถยิงลูกไฟออกมาได้อย่างไม่จำกัด หากแต่ต้องแลกมาด้วยการที่ลำกล้องปืนนั้นต้องมีการระบายความร้อนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมักใช้เวลานานเกินกว่าที่มันควรจะเป็น ทำให้เขานั้นต้องยิงมันออกมาเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ตัวลำกล้องนั่นมีความร้อนจนเกินไป และนั่นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกเกลียดและรู้สึกชอบมัน เวลาที่ได้ชักมันออกยิงในคราวเดียวกัน

รีบตามมันไป ไอ้สารเลวนั่นกำลังจะหนี!!”

นักลอบสังหารที่ยังเหลือรอดอยู่ วิ่งตามไมค์ไป พร้อมกับยิงลูกธนูและมีดปาที่พุ่งเข้ามาทางด้านของเขา ชายหนุ่มก้มตัวหลบพวกมัน พร้อมกับยิงด้วยปืนพกสกัดใส่อย่างไม่คิดชีวิต แม้ว่าถูกลูกธนูและมีดจำนวนหนึ่ง จะปักเข้าที่บริเวณแผงหน้าอกและที่หัวไหล่ทั้งสองข้างก็ตามที

ขืนวิ่งไปมั่วๆ แบบนี้มีหวัง

ไมค์ รู้สึกเจ็บระบมไปหมดทั้งแขนและแผ่นหลังของเขา โชคยังดีที่ธนูและมีดพวกนั้นไม่ได้ปักลงไปลึกถึงขั้นทำให้เขาตายภายในครั้งเดียว แต่กระนั้นมันก็ไม่ต่างจากการโดนมีดกรีดไปทั่วร่างกายเลยแม้แต่น้อย ชายร่างกำยำยังคงวิ่งไปอย่างไม่มีทีท่าหยุดพัก พวกนักลอบสังหารจากสมาพันธ์ จะตามล่าเขา จนกว่าเขาจะตายหรือหายสาบสูญไปจากบัญชีนักลอบสังหารที่พวกสมาพันธ์เป็นคนกำหนดขึ้น

เสียงปืนพกสั้นบนมือทั้งสองข้างยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศในป่าลึกที่ไร้แม้แต่ทางออก ศพพวกนักลอบสังหารจากสมาพันธ์กว่าหลายสิบคน ถูกกระสุนลูกไฟแผดเผาร่างอย่างน่าสยดสยอง ในขณะที่บางรายนั้นกลับโดนยิงกรอกปากจนเศษเนื้อกระจายออกไปเป็นชิ้นๆ สร้างความหวาดผวาพอสมควรให้กับนักลอบสังหารที่วิ่งผ่านไป

เยี่ยมดูเหมือนฉันคงหาทางออกจากที่นี่ไปไม่ได้แน่ ถ้าต้องฆ่าพวกเขาให้หมดซะก่อน แบบนี้เองใช่ไหมที่ต้องการร่างกำยำ พึมพำออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี พลางดึงมีดที่ปักอยู่ออก โดยไม่สนใจว่าร่างกายของตัวเองจะทนความเจ็บปวดได้ถึงแค่ไหนก็ตาม

เธออยู่ที่ไหนกัน

ยังไม่ทันไรที่เขาจะได้ระวังตัว ทันใดนั้นเองนักลอบสังหารร่างบางคนหนึ่ง ก็พุ่งเข้ามาหาไมค์ ระหว่างที่เขากำลังรอให้ปืนพกสั้นระบายความร้อนออกอยู่ แต่อนิจจาที่ชายหนุ่มใช้เท้าถีบส่งใส่ร่างนั้นได้ทัน ก่อนจะเก็บปืนพกเข้าในเสื้อและรีบหยิบปืนลูกซองที่พาดไว้ด้านหลังขึ้นมาลั่นใส่ร่างนั้นในระยะใกล้ จนลงไปนอนกับพื้นในสภาพปางตาย

ฉันบอกว่าให้—“

ไมค์ จัดการสังหารอีกฝ่ายทันทีอย่างไม่รีรอด้วยอาวุธบนมือ สร้างเสียงดังสนั่นไปทั่วจนพวกนักลอบสังหารนั้นกรูเข้ามาหาทันที

เขาอยู่นั้น!!”

ชายร่างกำยำใช้จังหวะนี้ ในการออกตัววิ่งเลี้ยวไปทางซ้ายของป่า มุ่งหน้าไปยังปากถ้ำที่อยู่ไม่ไกลไปจากจุดที่เขาอยู่ ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ พร้อมกับสลับเปลี่ยนเป็นใช้ปืนพกยิงสวนไปแทนการใช้ปืนลูกซอง เนื่องจากเหลือกระสุนเพียงไม่มากที่จะต่อกรพวกมันได้จนหมด

อย่าให้มันไปถึงในถ้ำได้!!” หนึ่งในนักลอบสังหาร ที่ไมค์คาดว่าเป็นคนบงการพวกนักลอบสังหาร ตะโกนไล่หลังมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

ฝีเท้าอันหนักแน่นของชายหนุ่มยังคงสับไป แล้วเริ่มค่อยๆ หยุดลงเพื่อให้สายตานั้นปรับสภาพให้เข้ากับความมืดภายในถ้ำ ไมค์พยายามหมอบตัวลง ลอดผ่านเข้าไปในรูถ้ำ และใช้เวลาในการซ่อนตัวอยู่สักพัก ก่อนจะถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าจากการถูกไล่ล่าอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่ามกลางเสียงฝีเท้าเป็นจำนวนมากของพวกนักลอบสังหารที่ไล่ตามมาราวกับวิญญาณติดตัวเขา

ท่านครับจะเอายังไงต่อดีครับเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของชายวัยเกือบกลางคน ท่าทางของเขาดูไม่ค่อยหวาดระแวงกับเหตุการณ์ตรงหน้าสักเท่าไหร่นัก

ถล่มถ้ำนี่ซะได้เอาระเบิดมารึเปล่า?”

เรื่องนั้นเราเตรียมไว้เสมอครับท่านแต่จะดีเหรอครับ ที่โบราณสถานเช่นนี้ ขืนเราถล่มมันมีหวังชื่อเสียงของสมาพันธ์นักลอบสังหาร อาจเสียชื่อก็เป็นได้นะครับ ท่าน

การทำลายล้างเป็นเรื่องรุนแรงพอสมควรสำหรับพวกเขา ไมค์เงี่ยหูฟังบทสนทนาของทั้งสอง ระหว่างที่ตัวเขานั้นเริ่มย่องเดินไปบนพื้นถ้ำอันขรุขระ ขณะที่อีกทางด้านหนึ่งยังคงสนทนากันในเรื่องของการระเบิดถ้ำนี่เพื่อขังเขาไว้ ซึ่งทำให้ตัวเขานั้นต้องรีบหาทางออกอย่างเร็วที่สุด เพื่อเอาชีวิตรอดและไปให้ถึงเมืองก่อนพระอาทิตย์ตกดิน อันเป็นวิธีเดียวที่เขาสามารถหลบพ้นจากการโดนไล่ล่าได้

ต้องรีบไปแจ้งเรื่องนี้ให้ทุกคนได้รับรู้

เวลานั้นค่อยๆ ผ่านไป ในขณะที่ความสงสัยยังเคลือบแคลงเหมือนว่าเรื่องของหญิงสาวแปลกเผ่านั้นยังคงติดค้างอยู่ในหัวของเขา ชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะสูญเสียคนที่เพิ่งได้ให้ข้าวเขากินไป ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาที่รู้จักกันเธอก็เป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งที่ช่วยเขาเอาไว้เท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไม่มีอะไรเลยที่เป็นจุดสนใจเว้นแต่สีผิวสีฟ้า และใบหน้าสละสวยงาม ที่ดูแล้ว สร้างความแปลกประหลาดใจพอสมควร

แสงสว่างจากปลายอุโมงค์ถ้ำ เริ่มปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้น มันอยู่ห่างไปจากจุดที่ไมค์นั้นกำลังปีนป่ายขึ้นไปหลายเมตรด้วยกัน ความสูงขนาดนี้ถ้าพลาดตกลงมาคงเละไม่เป็นท่า ชายหนุ่มพยายามตื่นตัวอยู่ทุกครั้งในการเกาะหินแต่ละลูกปีนขึ้นไปอย่างยากลำบาก พร้อมกับระวังไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกไปจนพวกนักลอบสังหารได้ยิน จนกระทั่งเสียงนั้นเริ่มเงียบไปจนเขารู้สึกเอะใจกับมันขึ้นมาเล็กน้อย

ความมืดและความเงียบงันกดดันให้ชายหนุ่มกลัว ทว่าโดนกลบด้วยเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้าและความหวังที่จะมีชีวิตรอดออกไป เหลือเพียงเหงื่อที่ไหลออกมาไปทั่วร่างกาย จนเกือบทำให้เขานั้นพลัดตกลงไป แต่ถึงอย่างนั้นไมค์เองก็ยังคงปีนขึ้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีการหยุดยั้ง และส่งเสียงความเจ็บปวดใดๆ ออกมาเลยสักนิดเดียว

จนในที่สุด เขาก็สามารถปีนขึ้นมาถึงปลายอุโมงค์ได้สำเร็จ โดยที่ไม่ได้เอะใจถึงเรื่องที่ว่าเหตุใดพวกนักลอบสังหารจาก สมาพันธ์ ถึงไม่ตามเขามาเลยสักคน

เหนื่อยฉิบ!!”

ชายหนุ่ม ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อให้นัยน์ตาตัวเองปรับสภาพเข้ากับแสงที่ส่องลงมา ก่อนจะหันไปมองรอบตัวเอง แล้วพบว่าพวกนักลอบสังหารกว่า 10 คนนั้นได้ยืนล้อมเขาไว้ พร้อมด้วยอาวุธหน้าไม้บนมือเรียบร้อยแล้วหลังจากที่เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปีนขึ้นมาถึงในเวลาอันยาวนานกว่า 2 ชั่วโมง

สวัสดี คุณนักลอบสังหาร

แต่ก็เปล่าประโยชน์

ไมค์ ยกมือขึ้นมาทั้งสองข้างทันทีในแบบที่ตัวเองไม่ทันตั้งตัว แล้วทิ้งตัวคุกเข่าลงเสมือนเป็นการยอมแพ้ต่ออำนาจของพวกสมาพันธ์ แน่นอนสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้เหนื่อยล้าและรู้สึกเจ็บปวดมากพอสมควร จนยากที่จะฝ่าออกไปหรือยิงต่อสู้กับพวกเขา

ตกใจรึเปล่าว่าทำไมเราถึงไม่ตามคุณมา ทั้งๆ ที่เรามีโอกาสตั้งมากมายที่จะฆ่าคุณ เหมือนกับที่ผมได้คุยกับลูกน้องของผมว่าจะระเบิดถ้ำนั่นทิ้งเสียงของชายท่าทางดูมีอายุ กล่าวขึ้นพลางเดินไปหาคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

“…ผมไม่รู้ ชายหนุ่ม ตอบกลับไปตามตรง

ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณนี่ตลกดีนะ ทั้งที่รู้ว่าไม่ว่าจะหนีไปไกลแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นเอื้อมมือของพวกเราอยู่ดี

ขอโทษด้วยที่ต้องทำให้พวกคุณต้องเสียกำลังคนไป แต่ผมทำเพียงเพราะป้องกันตัวเองเท่านั้น

ไมค์ ข่มอารมณ์ของตัวเองไม่ให้รู้สึกหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาพยายามกลอกตาไป มาเป็นการมองดูบรรยากาศรอบตัว และประเมินสภาพอากาศในเวลายามสายตอนนี้ ขณะที่ทางด้านของสมาพันธ์กลับยังคงเล็งหน้าไม้มาที่เขา พลางนิ้วค่อยๆ สอดเข้าที่ไก เป็นการตั้งท่าเตรียมยิงทันทีเมื่ออีกฝ่ายคิดจะหนี

รู้อะไรไหม? ร่างกายของมนุษย์เราถูกจำกัดขึ้นมาเพื่อไว้ใช้สำหรับการเอาชีวิตรอด มากเสียกว่าที่จะดิ้นรนอย่างไร้จุดมุ่งหมายซะอีกชายท่าทางมีอายุคนนั้น ค่อยๆ ใช้นิ้วชี้เชิดหน้าไมค์ขึ้น มองเข้าไปยังนัยน์ตาสีดำสนิทของเขา

แต่ก็น่าแปลกที่บางคนกลับเลือกจะมีชีวิตอยู่ ทั้งที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตข้างหน้าของตัวเองเป็นตายร้ายดียังไง เอาแต่คิดว่าช่างมัน เรื่องนั้นค่อยคิดทีหลังหรือจะรอให้มันมาถึงก่อน ไม่ต่างอะไรจากพวกวัวหายแล้วล้อมคอก ไม่ต่างอะไรจากพวกไร้อนาคตชะมัด

พลันทันใดนั้น ฝ่ามือของเขาก็ตบเข้าที่ใบหน้าของชายหนุ่มเข้าอย่างแรง เหมือนจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ได้มาเจอกับชายหนุ่ม ไมค์ คายเลือดออกจากปากตัวเองทันทีไปบนพื้นอย่างฉุนเฉียว และไม่ได้สนใจเรื่องที่คนตรงหน้าพล่ามออกมาเลยสักนิด เรื่องอันไร้สาระที่มีเพียงแต่พวกบ้าอำนาจอย่างพวก สมาพันธ์ เท่านั้นที่จะพูดออกมาได้อย่างไม่เจียมเนื้อเจียมตัว

ของแบบนั้นสำหรับเขามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่สุด เท่าที่เขาเคยฟังมาด้วยซ้ำ

จะฆ่าเขาเลยดีไหมครับ หรือว่าจะพาตัวไปที่—“

นักลอบสังหารคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาเป็นเชิงคำถามเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทางด้านของชายผู้เป็นหัวหน้าเงียบไปสักพัก ก่อนที่ตัวเขาจะโดนมีดที่อีกฝ่ายถืออยู่บนมือ แทงเข้าที่ลำคอ พลันเลือดสีแดงสดพุ่งออกมาทันทีอย่างน่าสยดสยองและล้มลงไปนอนบนพื้นแบบไม่เป็นท่า

เมื่อไหร่ที่แกเลิกถามว่าฉันจะฆ่าไอ้หมอนี่ได้เมื่อไหร่กัน เมื่อนั้นแหละที่ฉันจะเป็นคนปลิดชีพแก จำใส่หัวไว้ด้วยนะ การ์เนอร์

ไมค์ มองร่างนักลอบสังหารนอนตาย โดยที่นัยน์ตาค้างตึง พลันทำให้เขานึกถึงอดีตอันแสนเลวร้ายของพ่อและแม่ไม่แท้ที่หันมองมาด้วยนัยน์ตาเบิกโพลงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขา มองดูแล้วช่างเป็นภาพที่ทำเอาเขาขวัญผวาไปไม่ใช่น้อยๆ เลยที่ได้เห็นมันเป็นครั้งแรก ก่อนประสบการณ์และช่วงเวลาจะหล่อหลอมให้เขารู้สึกเฉยชากับภาพตรงหน้าไปในที่สุด

 “เอาล่ะดูสิว่าแกจะทนกับลูกธนูพวกนี้ได้มากแค่ไหน

ในช่วงเวลาที่ถึงทางตัน และแสงสว่าง ที่ชายหนุ่มได้ทอดทิ้งมันไปตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ความหวังที่ริบหรี่เริ่มดับวูบลง เหมือนกับช่วงเวลาที่เขาได้รู้ถึงชะตากรรมที่ตัวเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เปลือกตาทั้งสองข้างของไมค์ค่อยๆ ผลุบลง นึกถึงช่วงเวลาที่เขาได้อยู่กับเพื่อนของเขา ช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิต ช่วงเวลาที่เขาได้ใช้กับแฟนสาว ทุกอย่างในตอนนี้เริ่มพังสลายไปจนหมด เพียงเพราะการที่เขานั้น ถูกหลอก มาตั้งแต่แรกจากคนที่ไม่ แม้แต่จะหันมาดูแลเขา

มันคงถึงเวลาที่ฉันควรจะไปได้แล้วสินะ

ลาก่อนโลกอันแสนโสโครก

15 ความคิดเห็น