Bounty Hunter เพชฌฆาตพันธุ์ดุ [จบ]

ตอนที่ 12 : Mission 6 - Monster hide in my darkness (Part 3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 พ.ค. 58

Mission 6 – Monster hide in my darkness (Part 3)

ชายหนุ่มร่างกำยำค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาหลังสลบเหมือดไปราวหลายชั่วโมง ไมค์จำเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาของเขาไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น ก่อนที่อาการปวดหัวจะกำเริบอย่างกะทันหัน ทำให้เขาตัดสินใจกัดฟันกรอด และส่งเสียงแห่งความเจ็บปวดออกมาสักพัก

จนเมื่อผ่านไปได้สักพัก ความเจ็บปวดเริ่มบรรเทาลง เขาเริ่มยันขาทั้งสองข้างขึ้นมายืนบนกระเบื้องหลังคาบ้านหลังหนึ่ง อยู่ใกล้กับสถานที่ทำการของพวก กลุ่มอัศวิน ไปราวห้าร้อยเมตร

นั้นมันอะไรกัน?

ไมค์ สังเกตเห็นกล่องใส่ปืนขนาดใหญ่สีดำตั้งไว้อยู่ที่ระเบียงฝั่งตรงข้าม เขาไม่แน่ใจว่าในกระเป๋านั้นบรรจุอะไรไว้ข้างใน แต่สัญชาตญาณของนักลอบสังหารของชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ภายในนั้น แสงอาทิตย์กระทบลงมาส่องลงมาที่ตัวกล่อง แสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้นจนเริ่มแน่ใจแล้วว่ามีใครบางคนทิ้งมันเอาไว้ให้กับเขาจริงๆ

ชายหนุ่มถอยออกไปตั้งหลัก แล้วออกตัววิ่งแล้วกระโดดข้าม หวังจะให้ตัวเองขึ้นไปเกาะบนราวระเบียงทันที ทว่าดันกลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเขากลับกระโดดพลาดไปหลายเมตร และเกือบจะตกลงไปด้านล่างที่มีความสูงมากพอทำให้เจ็บระบมไปทั้งตัว ทว่าโชคยังดีที่ไมค์กลับคว้าบริเวณขอบหน้าต่างเอาไว้ได้ ทำเอาเขาใจหายใจคว่ำไม่น้อยเลยทีเดียว

โว้ว!!! เกือบจะได้ตามไปสารภาพบาปในนรกแล้วเชียว

เขาค่อยๆ ใช้ปลายเท้าเขย่งขึ้นไปเกาะบนพื้นระเบียง แล้วไต่ขึ้นไปด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง ความสูงอันน่าหวาดเสียวกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยสำหรับไมค์ เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ราวกับว่ามันทำเอาเขาใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่มีนักลอบสังหารคนไหนที่เคยตกลงมาจากที่สูงมาก่อน โดยเฉพาะกับกลุ่มแบล็คเชด ที่ทุกคนต่างช่ำชองดีในเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ในที่สูง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาไปโดยปริยาย

ไมค์สำรวจบริเวณด้านนอกของกล่อง สภาพของมันนั้นยังคงความใหม่เอี่ยมอยู่ราวกับเพิ่งถูกใช้งานเป็นครั้งแรก พร้อมกับมีแผ่นกระดาษสีเหลืองแปะไว้อยู่ที่บนตัวกล่อง เขียนไว้ด้วยปากกาสีดำข้อความว่าศูนย์บัญชาการกลุ่มอัศวิน ชายแก่อายุ 75 ปีสวมชุดเกราะสีขาวลายแถบสีดำ เงินค่าตอบแทน 50,000 โกล์ดจะถูกโอนเข้าที่บัญชีทันทีหลังจากงานเสร็จ มิเชลล์ ไวท์ซิลเวอร์

จะให้บุกเข้าไปที่นั้นเนี่ยนะ? คิดบ้าอะไรกันไมค์ บ่นพึมพำออกมาด้วยความแปลกใจ งานลอบสังหารคนของ กลุ่มอัศวิน เป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงอยู่มาก อีกทั้งยังไม่ค่อยมีนักลอบสังหารคนไหนตอบรับงานแบบนี้นัก ถึงอย่างนั้นค่าตอบแทนที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงไม่ใช่เล่น อีกทั้งนายจ้างส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นพวกคนในพื้นที่ของเมืองแกรนด์ โอเวอร์เซียร์ซะเป็นส่วนใหญ่ น่าแปลกที่เหตุใด คนนอกพื้นที่อย่างมิเชลล์ถึงได้จ้างงานแบบนั้นให้กับเขา

ชายหนุ่มเก็บเรื่องนั้นเอาไว้ในหัวทีหลัง ตอนนี้เขาเริ่มค่อยๆ เปิดกล่องใส่ปืนออกมา พบว่าข้างในนั้นบรรจุเป็นปืนลูกซองรุ่นกึ่งอัตโนมัติ เป็นรุ่นเดียวกันกับที่เขาใช้ หลังจากทำมันตกหายไปเมื่อครั้งที่ปะทะเข้ากับกลุ่ม G.C.F แบบไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งมันก็กลับเข้ามาในมือของเขาอีกครั้งด้วยสภาพที่แตกต่างจากของเดิมไปเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะส่วนปากกระบอกปืนแบบเก็บแสง กับศูนย์เล็งระยะยิงเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น

ขอบคุณสำหรับของขวัญ

ไมค์ ใช้เวลาไม่นานในการหยิบตลับแม็กกาซีนที่ได้มา บรรจุกระสุนเข้าไปจำนวนกว่า 20 นัด ก่อนจะเก็บมันใส่ในกล่องตามเดิม แล้วจากนั้นเขาก็ค่อยๆ หาทางลงไปจากระเบียง โดยการสะเดาะประตูห้องทางด้านหลัง แล้วจากนั้นจึงย่องออกจากที่นั้นอย่างเงียบๆ จนลงมาถึงพื้นล่างได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

 แสงตะวันในยามเย็นหลังฝนตก ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมสำหรับการเดินอย่างเอื่อยๆ ไปบนถนน ชายหนุ่มหยิบบุหรี่มวลสีดำขึ้นมาสูบบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผ่านมา อากาศอันหนาวเหน็บแบบนี้เริ่มทำให้เขาเริ่มรู้สึกท้องร้องขึ้นมา หลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ชายหนุ่มใช้เวลาในการเดินตามหาร้านอาหารแถวในเมืองไปเรื่อยๆ ในยามเย็นแบบนี้ ทว่ามันกลับมีไม่กี่ร้านเพียงเท่านั้นที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่ คงเป็นเพราะช่วงเวลาของนักลอบสังหารอาจทำให้พวกเขานั้นต่างหวาดระแวงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนั้นเป็นเรื่องเหนือการควบคุมที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น

ให้ตายสิแถวนี้ไม่มีร้านเบเกอรี่ หรือว่าร้านอาหารอะไรขายรึไงกัน?”

ไมค์ ใช้เวลาอยู่นานจนกระทั่งเขาดันไปเจอกับชายแก่ตรงหน้าอีกครั้ง หมวกใบเก่าๆ สีน้ำตาลกับชุดกันฝนแบบทรุดโทรมภายนอก แต่ภายในกลับเป็นเสื้อแนบเนื้อกับร่างของเขา

เฮ้ย! ลุง!”

ไง พ่อหนุ่มหายไปนาน นึกว่าจะไม่ได้กลับมาที่นี่แล้วซะอีก…” ชายแก่ กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

ว่าแต่คุณมาทำอะไรที่นี่?”

ฉันควรต้องถามเธอเองมากกว่า ว่ามาทำอะไรเวลายามวิกาลแบบนี้

น้ำเสียงของชายแก่ตรงหน้าเป็นห่วงตัวของไมค์เล็กน้อย นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่เขากับชายหนุ่มได้มาพบกัน หลังจากห่างหายไปนานหลายเดือน นับว่าทำเอาชายแก่แปลกใจอยู่เหมือนกันที่อีกฝ่ายนั้นยังคงแต่งตัวด้วยเสื้อชุดตัวเดิมอยู่

ผมแค่มาหาของกินแถวนี้

น้ำเสียงของเธอดูเปลี่ยนไปจากที่ฉันได้ยินนะ…” ชายแก่ พูดขึ้นพลางค่อยๆ เดินเข้าไปหาชายหนุ่ม น่าแปลกที่ไมค์นั้นกลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของชายแก่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ปกติแล้วเสียงฝีเท้าของพวกที่ไม่ใช่นักลอบสังหาร สัญชาตญาณในการได้ยินของพวกเขาจะสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีเท้าของใคร โดยเฉพาะพวกนักลอบสังหารที่ยิ่งมีฝีมือเก่งกาจ และหาตัวจับยากอย่างแจ็คครอส หรือไม่ก็เบลค เด็กสาวผู้มีความสามารถพิเศษที่ปัจจุบันไม่มีใครรู้ชะตาของเธอที่แน่ชัดแล้วในตอนนี้

ให้ฉันช่วยไหมน้ำเสียงของชายแก่ตรงหน้า แฝงด้วยแรงอาฆาต บางอย่างที่ชายหนุ่มรู้สึกได้

อย่าเลยดีกว่าครับ…”

ไมค์ เดินถอยออกไปพลางสอดมือข้างขวาเข้าในเสื้อโค้ท ทำท่าจะชักปืนพกสั้นสีขาวขึ้นด้วยความหวาดระแวง จนเริ่มไม่ไว้ใจกับสถานการณ์ตรงหน้าของตน บรรยากาศโดยรอบเริ่มเงียบ พลันทันใดนั้นเองที่ไมค์ยังไม่ทันได้ระวัง ชายแก่ตรงหน้าก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับมีดสั้นบนมือ เตรียมที่จะสังหารเขาทันทีอย่างไม่ทันระวัง

ชายหนุ่มกระโดดหลบไปด้านหลัง ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้เองมีดที่อีกฝ่ายตวัดเข้ามาหาเขา จะทำให้เกิดรอยแผลจนเลือดไหลออกมาที่คอ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกถึงความอันตรายของชายคนนี้

ฉันบอกอยู่แล้วไง ว่าถ้าให้ฉันช่วย รับรองเลยว่าเธอจะได้รู้สึกสบายโดยไม่ต้องกินอะไรเลย เจ้าหนุ่ม

ไมค์ ชักปืนพกสั้นสีขาวขึ้นมืออย่างรวดเร็ว แล้วลั่นไกยิงใส่อย่างความแม่นยำ แต่ชายแก่กลับเบี่ยงตัวหลบกระสุนที่พุ่งมาได้ทัน พร้อมต่อด้วยการใช้จังหวะที่ชายหนุ่มใช้สมาธิเล็งปืนใส่ พุ่งเข้ามาพร้อมมีดบนมือเตรียมแทงเข้าบนจุดตายทันที ทว่ายังไม่ทันไร  เขาก็ถูกผลักออกไปด้วยกล่องใส่ปืนบนมือที่ถือมาของไมค์ไปซะก่อน

ชายแก่ตั้งหลักกระโดดถอยออกไป และระหว่างนั้นเองที่มีเสียงฝีเท้าเป็นจำนวนมากกำลังวิ่งมาอยู่ทางด้านหลังเขาและชายหนุ่ม เสียงของมันดูคล้ายกับเสียงของกลุ่มอัศวิน มากจนไมค์นั้นคิดว่าพวก กลุ่มอัศวิน ได้แห่กันมาล้อมจับตัวเขาไว้เสียอีก

วางอาวุธลงซะ! นี่เป็นคำสั่ง ขอย้ำ นี่เป็นคำสั่ง!! ”

ซวยแล้วไงเจ็บจากรับภารกิจได้ ก็ต้องมาพบกับคนพวกนี้อีกแล้ว ไมค์ กล่าวพึมพำในใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เฮอะ! ดูท่าว่าเธอคงจะตกระกำลำบากรอบสองอีกแล้วนะชายแก่ เอ่ยพลางยิ้มที่มุมปาก

หมายความว่ายังไงกัน? นี่คุณจับตามองดูผมอยู่ตลอดเลยอย่างงั้นเหรอ?!”

ฉันเองก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะอดีตกลุ่มอัศวิน ที่ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์นี่เหมือนกันว่าแต่เธอล่ะ เจ้าหนุ่มฉันคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านไปกว่าหลายเดือน จะทำให้เธอได้รู้อะไรกว้างขวางขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ซะอีก…”

ดูท่าว่าครั้งนี้จะเป็นการปะทะกันที่หนักหน่วง และกดดันเลยทีเดียวสำหรับเขา กล่องใส่ปืนบนมือของไมค์ยังคงปิดสนิทเอาไว้เป็นอย่างดี และไม่ถูกนำออกมาจนกว่าถึงช่วงเวลาของนักลอบสังหาร ชายหนุ่มค่อยๆ วางกล่องปืนลง แล้วจากนั้นชักปืนพกอีกกระบอกขึ้นมาวางไว้บนพื้นอย่างช้าๆ ทำตามที่พวก กลุ่มอัศวิน สั่ง

คุณเองก็ด้วย วางอาวุธลงซะ!” อัศวินคนหนึ่งตะโกน พลางหันดาบไปหาชายแก่ที่ยืนนิ่งอยู่ในขณะนั้น

ไมค์ ใช้จังหวะนี้สังเกตดูท่าทางของอัศวินทั้ง 5 คนที่เดินเข้ามาหาเขา คนแรกเป็นชายรูปร่างสมส่วน ถือดาบเหล็กยาวบนมือ คนที่สองเป็นชายร่างอ้วน สวมผ้าคลุมสีน้ำตาล คาดว่าน่าจะเป็นคนของจักรพรรดิ ที่ส่งมาเพื่อทำงานในมาตรการจัดการนักลอบสังหารที่ได้ยินข่าวมาก่อนหน้า

ติดต่อไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่ บอกว่าเราพบผู้ต้องสงสัยจำนวน 2 คน

ครับผมอัศวิน นายหนึ่งรีบตอบรับทันทีตามคำสั่งของอัศวินนายหนึ่ง สวมหมวกเหล็กลวดลายนกนางนวล แล้วรีบหยิบวิทยุรูปร่างคล้ายกับโล่ขึ้นมา

ไมค์ ยังคงเงียบกริบและไม่พูดอะไรออกมา จนกระทั่งพวกเขาสั่งให้ตนนอนนิ่งไปกับพื้น ทว่าเจ้าตัวนั้นกลับไม่ได้แสดงทีท่าอะไรออกมาเลยแต่น้อย มีเพียงแค่ค่อยๆ คุกเข่าลงไป และมองร่างของชายแก่ที่กลับลุกขึ้นยืนอยู่เฉยๆ โดยไม่มีใครจับตัวเขาเลย เพียงเพราะตำแหน่งที่เป็นถึง อดีตอัศวิน ซึ่งไม่ได้มีบ่อยนัก ที่คนพวกนี้จะปรากฏตัวออกมาให้เห็น

คุณจัดการเขางั้นเหรอ?” อัศวินหนุ่มที่เคยสนิทกับชายแก่คนนั้น พูดขึ้นเมื่อเขาได้ถอดหมวกใบเก่าๆ สีน้ำตาลออก เผยเป็นใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่น ดวงตากลมโตสีดำ มีรอยสักเป็นรูปพระอาทิตย์บนศีรษะของเขา

ถ้าไม่ใช่ฉัน จะให้เป็นใครนอกเหนือจากนี้ล่ะ?” ชายแก่ เอ่ยออกมาราวกับคำถามนั้นเป็นคำถามที่เขา

ถึงคุณจะเป็นอัศวินเก่าแก่ ที่เกษียณตัวไปหลายปีตั้งแต่ช่วงที่เรายังไม่ได้เกิด แต่การกระทำที่ขัดต่อหน้าที่เช่นการสังหารคนในที่สาธารณะแบบนี้ มีแต่จะทำให้ความเชื่อถือของพวกเราลดลงได้นะครับอัศวินหนุ่ม ตอบกลับเสมือนเป็นเชิงคำเตือนเกี่ยวกับกฎข้อห้าม ที่พวกเหล่าอัศวินเคยได้ให้คำปฏิญาณเอาไว้

โธ่เรื่องแค่นี้เอง ไม่มีอะไรมากหรอก ไหนลองยกตัวอย่างมาสักข้อเท่าที่เคยเข้าใจมาสิว่าฉันต้องทำยังไง เมื่อเจอไอ้โง่ถือปืนไล่ฆ่าคนชายแก่หันมามอง ไมค์ ด้วยสายตาเหยียดหยาม

เอ่อคือผม…”

“‘คำปฏิญาณข้อที่ 15: จงอย่าได้กลัวแม้อันตรายตรงหน้าจะเป็นสัตว์ประหลาด หรือนักลอบสังหารผู้ไม่เกรงกลัวต่อบาป ที่ตนเองได้ทำข้อนี้ฉันจำได้ขึ้นใจเลย หวังว่าผ่านมาจนตอนนี้มันยังไม่เปลี่ยนไปทีนะ

ชายแก่หัวเราะร่วนออกมา ก่อนที่เขาจะเก็บมีดสั้นเข้าฝักที่ซ่อนในชุดกันฝนขาดรุ่งริ่ง พลางมองดูร่างกำยำของชายหนุ่มที่พยายามดิ้นรนจากการจับตัวของอัศวินหนุ่มผู้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดในเวลาต่อมา

อีกไม่นานเดี๋ยวคงได้รู้กันแล้วว่าเขาจะได้รับโทษอะไรล่ะนะ

ในระหว่างที่เหตุการณ์นั้นดำเนินไปอย่างเรียบง่ายนั้นเอง ทันใดนั้นกลับเกิดเหตุฯ ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีลูกธนูจำนวน 3 ลูกพุ่งเข้ามากลางวงของ กลุ่มอัศวินในระหว่างนั้น สร้างความแตกตื่นมากให้กับพวกเขาและชายหนุ่มร่างกำยำอย่างไมค์

เฮ้!! นั่น!!”

สาวร่างบางคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมกับลูกธนูและคันธนูสีแดงบนมือของเธอ รูปร่างของมันต่างจากธนูอื่นๆ ที่ไมค์เคยเห็นมาก่อน ปีกธนูนั้นเป็นลวดลายสวยงาม ดูแล้วคล้ายกับปีกของนกกาตัวหนึ่งซึ่งตัวเขาคาดว่าน่าจะเป็นนกที่ชื่อว่าโครลเวอร์ 

คุณผู้หญิง โปรดวางอาวุธนั่นลง—“

ทันใดนั้นเองเรื่องราวไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นมาอย่างน่าตกใจ เมื่อจู่ๆ ลูกธนูทั้งสามที่ปักไปบนพื้นดันเริ่มมีของเหลวที่คล้ายกับน้ำมันพุ่งออกมา ก่อนจะกลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้ไปทั่วทั้งบริเวณนั้นจนทำให้เหล่าอัศวินเกือบทั้งหมด ยกเว้นชายแก่ที่เป็นฝ่ายรู้ตัวได้เร็วก่อนพวกเขา ในขณะที่ไมค์นั้นกลับกระโดดหลบออกมาได้ทัน แม้ว่าเสื้อโค้ทสีดำของเขาจะถูกไฟนั้นเผาไหม้ออกไปเป็นบางส่วนก็ตาม

รีบหนีไปซะ…” เอเวอร์ลีน หยิบลูกธนูออกมาเล็งยิงใส่ชายแก่ที่กำลังพยายามช่วยเหลือพวกอัศวินให้ออกจากเพลิงพวกนั้น พลางหันไปหาไมค์ที่กำลังดับไฟที่ลุกไหม้เสื้อโค้ทสีดำของเขา

ไม่ได้ผมยังมีหน้าที่ต้องจัดการกับเขา และดูแลคุณ

ไมค์ วิ่งไปหยิบกล่องขึ้นมาบนมือ แล้วจากนั้นก็หยิบปืนพกสั้นสีขาวทั้งสองเก็บไว้ในเสื้อ และเอามืออีกข้างเล็งยิงใส่ชายแก่ที่กำลังช่วยเหลือพวกอัศวินเหล่านั้น ที่โดนเพลิงลุกไหม้ทั่วชุดเกราะเหล็กของพวกเขา

คงได้รับสารบางอย่างจากเธอคนนั้นแล้วสิท่า

ชายแก่คนนั้นรีบทิ้งร่างของอัศวิน เพื่อหลบกระสุนที่พุ่งมาทางตน เปลวเพลิงที่ลุกไหม้เริ่มค่อยๆ มอดหายไป พร้อมกับสร้างบาดแผลเป็นอย่างมากให้กับพวกอัศวินเหล่านั้น ชายแก่ใช้จังหวะนี้เองชิงดาบเหล็กของพวกอัศวินขึ้นมา แล้ววิ่งฝ่าเพลิง ตวัดดาบใส่หญิงสาวอย่างไม่ลังเลใจ ทว่าเอเวอร์ลีนกลับรีบหลบดาบนั้นได้ทันท่วงที และสวนกลับไปด้วยลูกธนูอีกสามลูก ยิงใส่ชายแก่คนนั้นจนมันไปปักบนร่างกายของเขา

ชื่อของนายคือ ไมค์ใช่รึเปล่า?” เอเวอร์ลีน กล่าวพร้อมหยิบลูกธนูอีกลูกขึ้นมาเล็งไปที่ชายแก่คนนั้น ที่ค่อยๆ ล้มลงไปนอน เพราะความสามารถของลูกธนูที่สามารถดูดอวัยวะภายในได้ แม้จะไม่โดนจุดตายก็ตาม ทว่ามันกลับใช้ได้เพียงแค่เฉพาะชุดที่ไม่ได้มีส่วนประกอบของเหล็กและโลหะเพียงเท่านั้น

มีอะไร อยากคุยกับฉันนักรึไงกัน?”

ฉันต้องการจะให้คุณสัญญากับฉัน เกี่ยวกับเรื่องบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ประโยคที่ออกมาจากปากของหญิงสาว ทำให้ไมค์รู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ ราวกับว่าตัวเธอนั้นกำลังมีบางอย่างที่จำเป็นมากๆ สำหรับเขา

สงครามระหว่างนักลอบสังหารและนักฆ่า จะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้านี่ และนั่นถือเป็นความผิดของนายเกือบทั้งหมดเอเวอร์ลีน กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

ว่ายังไงนะ!!” ชายหนุ่มทำเอาแทบพูดอะไรไม่ออกไปทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เขาแทบไม่เคยคิดเลยว่าวันที่เหนือความคาดหมายแบบนี้จะเป็นความผิดของเขา อย่างที่รู้ว่านักลอบสังหารกับนักฆ่านั้น ทั้งสองฝั่งเองล้วนไม่ต่างจากศัตรู ที่ต่างมีวิธีการทำงานของตน และมักเกิดเรื่องโต้แย้งกันบ่อย ทว่าตัวไมค์เองกลับไม่ได้สนใจเรื่องพรรค์นั้นนัก

เธอจะกล่าวหาว่านี่เป็นความผิดฉันหรือยังไงกัน บอกฉันมาทีว่านี่ไม่ใช่ความจริง แล้วเธอเป็นใครกันแน่!” ชายหนุ่มโต้แย้งทันที ด้วยอารมณ์เดือดดาลไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย จนถึงขั้นลั่นไกทำท่าจะยิงใส่เอเวอร์ลีน

เดี๋ยวนายก็จะได้รู้เอง…”

แต่ยังไม่ทันไรที่เขาจะได้ทำสิ่งนั้น ไมค์กลับถูกอะไรบางอย่างแทงเข้าที่คอของเขาเข้าอย่างจัง จนร่างของเขาล้มลงไปนอนกับพื้น ในระหว่างที่เอเวอร์ลีนกับชายแก่ต่างผลัดกันต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร แม้จะถูกยิงด้วยลูกธนูก็ตาม ร่างปริศนาของหญิงสาวจำนวนหนึ่ง แต่งตัวดูคล้ายกันคือใส่ผ้าคลุมสีแดง และชุดรัดรูปสีดำที่อยู่ข้างใน กระโดดลงมาจากชั้นหลังคาแถวบริเวณนั้นพร้อมกับพยุงร่างของไมค์ขึ้นมาและกล่องใส่ปืนของเขา

ในที่สุดเธอก็กลับมาอีกครั้งนะ เอเวอร์ลีนชายแก่คนนั้นพูดขึ้น หลังจากที่เขาปล่อยให้ชายหนุ่ม ที่เขาเพิ่งได้รู้ชื่อว่าไมค์นั้นกำลังคุยกับเธอ

หลบหนีไปที่นั่นได้อะไรกลับมาบ้างล่ะ

เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกัน คุณเอลเดอร์…” สาวร่างบางกล่าวพร้อมกับขานชื่อจริงของเขา

ไม่ๆ ต้องเรียกฉันว่าอพอลโล สิน่าจะถูกกว่า เอลเดอร์ แย้งกลับไปเรื่องชื่อของตน

ฉันศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ที่หายไปมานานหลายปี คนแก่ที่ไม่มีแม้กระทั่งความสำเร็จในชีวิต เป็นเพียงแค่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่ต่างอะไรจากคนไร้บ้านอย่างคุณ ไม่มีวันใช้ชื่อของเทพปกรณัมกรีกได้หรอก!”

ทันทีที่เอเวอร์ลีนพูดจบ เธอไม่รอช้าที่จะตีลังกาไปด้านหน้าสามตลบ จากนั้นยิงลูกธนูออกไปอีกสองลูกเข้าที่หัวและบริเวณต้นขาของเขาทันที เป็นการจบชีวิตของเขาทันที ก่อนที่ลูกธนูทั้งหมดจะถูกเก็บเข้าซองใส่ลูกธนูของเธอทันที

พาเขาไปให้ไกลจากที่นี่ให้มากที่สุด ก่อนที่พวกสมาพันธ์มาเจอเข้า เอเวอร์ลีน หันไปพูดกับหญิงสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านหลัง

ค่ะท่าน

ร่างของไมค์ค่อยๆ ถูกพวกเธออันตรธานไปในยามค่ำคืนพร้อมอาวุธของเขา เปลวเพลิงที่โชติช่วงได้ดับลงแล้วพร้อมกับร่างของอัศวินทั้งหกคน เอเวอร์ลีนสำรวจรอบบริเวณแถวนั้นเพื่อดูสภาพของแต่ละคน ก่อนที่ตัวเธอเองนั้นจะเดินออกมาที่บริเวณแห่งนั้น มันคงไม่ดีแน่หากใครก็ตามที่เผลอแวะเข้ามาพบเห็นศพของอัศวินทั้งหกคน นอนตายเกลื่อนด้วยสภาพที่โดนไฟลามทั่วทั้งร่างกาย บวกกับร่างหนึ่งที่โดนดูดอวัยวะภายในจนผอมแห้งแบบนั้น

ฉันจะไม่ขอขอบคุณเธอที่ช่วยฉัน แต่จะเอ่ยชมเลยว่าเธอเล่นตลบตะแลงได้เก่งมาก

ร่างของหญิงสาวในชุดคอวีสีดำ ปรากฏตัวพร้อมกับชายในชุดสูทสีดำอีกครั้ง รถสปอร์ตคันสีดำจอดรออยู่ในตรอกใกล้ๆ กับร้านขายอาหารใกล้กับจุดที่เกิดเหตุฯ เมื่อครู่นี้ ซึ่งเป็นใครไม่ได้นอกจากหญิงสาวผู้ลึกลับจากเมืองแห่งเทคโนโลยีนั่นเอง

อย่าเรียกว่าเป็นคนแบบนั้นเลยดีกว่า ฉันเป็นพวกมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วสำหรับเรื่องนี้ ยิ่งข้อมูลที่ได้มีค่าเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งอยากค้นหามันมากขึ้นเท่านั้นมิเชลล์ พูดขึ้นน้ำเสียงของเธอบ่งบอกความต้องการอย่างชัดเจน

เธอส่งเรื่องนี้ไปให้พวกสมาพันธ์รู้แล้ว ใช่ไหม?” เอเวอร์ลีน ถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

แน่นอน คนที่นี่เขารู้กันทั้งนั้นว่า สงครามเป็นความผิดทั้งหมดของเขา

ไม่หรอกทุกอย่างมันมีจุดเริ่มและจุดจบเสมอ เธอแค่เป็นคนบ้าที่อยากตายไวเท่านั้น

เอเวอร์ลีน เดินผ่านร่างของมิเชลล์ไปอย่างไม่สนใจ สายตาอันดุดันและเต็มไปด้วยความเคียดแค้นของเอเวอร์ลีน เปรียบได้กับเปลวเพลิงที่พร้อมจะลุกติดขึ้นได้ทุกเมื่อ เหมือนกับสิ่งที่เธอได้ทำกับพวกอัศวินเอาไว้อย่างไม่มีความปราณี มิเชลล์ไม่พูดอะไร เพียงแต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินผ่านไปพร้อมคำพูดเหล่านั้น หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนค่อยๆ ยิ้มตรงมุมปากอย่างมีนัยยะแอบแฝง และเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ให้อีกฝ่ายได้ยินเป็นการทิ้งท้ายคำบอกลาของเธอ

คุณเองก็เหมือนกัน เอเวอร์ลีน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

15 ความคิดเห็น