Bounty Hunter เพชฌฆาตพันธุ์ดุ [จบ]

ตอนที่ 11 : Mission 6 - Monster hide in my darkness (Part 2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 พ.ค. 58

Mission 6 – Monster hide in my darkness (Part 2)

เคลียร์!”

ทุกอย่างโอเคดี

ยานบินเริ่มค่อยๆ ลงจอดลงบนลานจอดส่วนตัวของที่ไหนสักแห่ง คาดว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองแห่งเทคโนโลยีไปมากพอสมควร เพราะที่นี่นั้นเต็มไปด้วยพื้นที่โล่งกว้าง ที่มีเพียงแต่พื้นดินอันว่างเปล่าเท่านั้น แตกต่างจากเมืองอย่างแกรนด์ โอเวอร์เซียร์ ที่พื้นที่โล่งแบบนี้มีให้เห็นไม่บ่อยนัก

ถึงแล้วล่ะมิเชลล์ กล่าวขึ้นมาเป็นคนแรก ทันทีที่เธอค่อยๆ ลงจอดยานอย่างชำนาญ และเปิดประตูหลังให้ไมค์กับฟาร์กัสลงไป

ชายหนุ่ม รีบถลาวิ่งลงไปทรุดกับพื้นเป็นคนแรกทันทีที่มาถึง และไม่ลืมที่จะสำรอกอ้วกออกมาอย่างกะทันหัน ตลอดระยะการเดินทางเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงที่เขากลั้นอาการของตัวเองไว้ แต่ก็ไม่วายที่มันจะทำให้เขารู้สึกอาเจียนจนต้องปลดปล่อยออกมาเป็นทุกครั้งคราว

ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันต้องเจอกับมันอีกตั้งรอบหนึ่ง ให้ตายสิว่ะ!”

ไมค์สบถออกมาก่อนที่เขาจะลงไปสำรอกบนพื้นอีกครั้ง ด้วยสภาพที่ดูผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ มิเชลล์ เห็นเป็นครั้งแรก

แต่อย่างน้อยยังดีกว่าที่นายต้องไปเผชิญโชคกับพวกมัน แถมปืนลูกซองของนายก็หายไปอีกด้วย

มิเชลล์ กระโดดลงออกจากยานทางด้านหน้าคนขับ พร้อมกับเสยผมสลวยสีเหลืองของเธอพลางมองดูร่างของไมค์ด้วยสายตาแฝงความสะใจเล็กน้อย

มาเถอะแขกของนายกำลังรออยู่

ชายหนุ่ม พยุงร่างตัวเองขึ้นมายืน พลางค่อยๆ เดินตามคนตรงหน้าตัวเองไปในสภาพที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ ไมค์มองดูวิวทิวทัศน์รอบๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า แฝงความโศกเศร้าบางอย่างที่ยากจะลืมภายในจิตใจของเขา พื้นที่โล่งๆ แห่งนี้ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงเวลาที่เขากับเหล่าพวกพ้องในแบล็คเชด (Black Shade) ได้เดินทางไปยัง ณ ป่าแบล็คฟอเรส (Blackforest) เมื่อนานมาแล้ว

เหม่ออะไรอยู่น่ะ รีบตามมาเร็วสิ!” มิเชลล์ หันไปตะโกนเรียกสติไมค์คืนมา หลังจากที่เห็นเขานั้นยืนมองพื้นดินอันว่างเปล่าเหล่านั้น

อ่าจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

และเขาก็ค่อยๆ หันหลังให้กับพื้นดินแห่งนั้น พร้อมกับเดินตาม มิเชลล์ ไปยังที่อยู่แห่งที่สองของเธอในเวลาถัดมา

ช่วงเวลาและความทรงจำ ว่ากันว่าสองสิ่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญเสมอ ที่ทำให้มนุษย์คนๆ หนึ่งสามารถเดินหน้าต่อไปตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้ เช่นเดียวกันกับไมค์ ชายหนุ่มเดินกวาดสายตามองไปบริเวณโดยรอบเพื่อมองหาสิ่งแปลกปลอม หรืออันตรายรอบด้านของตัวเองเพื่อเตรียมตัวป้องกันตัวในยามหนีทีไล่ แน่นอนว่าการเดินทางในสถานที่อันแปลกตาแบบนี้ การระวังตัวถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเขา

แถวนี้ไม่มีอะไรให้สำรวจมากหรอกนะ แล้วก็ไม่ต้องห่วงสำหรับเรื่องความปลอดภัย ฉันติดตั้งระบบบาเรียสำหรับป้องกันการค้นหาของพวก G.C.F แล้วล่ะมิเชลล์ เอ่ยในขณะที่ตัวเองกำลังเดินชมวิวทิวทัศน์รอบๆ ที่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออนจากในเมืองใหญ่

ระบบป้องกันการค้นหา?” ไมค์ เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

วิธีการทำงานคล้ายๆ กันกับพลังเวทย์ ฟิลด์ (Field)’ ที่เมืองของนายใช้นั่นล่ะ เพียงแต่เนื่องจากที่เมืองแห่งนี้ พลังเวทย์สำหรับพวกเราจะอยู่ในรูปแบบเป็นเทคโนโลยี ที่พวกเราใช้ประโยชน์กันอยู่มิเชลล์ อธิบายให้ฟังระหว่างทาง

หรือก็คือถ้าให้บอกตามตรง มันก็แปลว่าเทคโนโลยีส่วนใหญ่ในเมืองนี้ ล้วนมาจากพลังเวทย์ที่พวกคุณใช้กันนั้นแหละครับฟาร์กัส เดินไล่หลังตามเข้ามาเสริมให้อีกที

แบบนี้เองสินะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลแล้วกัน

ทั้งสามยังคงเดินต่อไปตามทางเดินที่ลาดชัน จนมาถึงยังบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่ง มีรูปทรงคล้ายกับบ้านไม้หลังเก่าๆ สีดำไม่มีผู้อยู่อาศัย มีเพียงแต่ต้นไม้ไร้ใบไม้เพียงไม่กี่ต้นที่เรียงอยู่รอบๆ ตัวบ้านเพียงเท่านั้น นับว่าแตกต่างจากภายในตัวเมืองเอามาก เพราะตลอดเวลาการเดินทางไปรอบๆ นั้น ต้นไม้แทบจะหายากด้วยซ้ำสำหรับที่นี่

แถวนี้มีต้นไม้ด้วยเหรอ?” ไมค์ กล่าวด้วยความประหลาดใจ หลังจากที่ได้เห็นสภาพบ้านและต้นไม้ตรงหน้า

ใช่แล้ว เห็นแบบนี้แต่มันก็ไม่เท่ากับต้นไม้จริงๆ หรอก ที่ผ่านมาในเมืองแห่งเทคโนโลยี สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ และ พลังงานสะอาด เป็นอะไรที่ผู้คนในเมืองต่างโหยหามันมาก ยิ่งถ้ากับเฉพาะฉันที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นด้วย ฉันแทบอยากจะเอามาเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

จริงดิ? นี่เธอไม่เคยเห็นต้นไม้จริงๆ เลยว่างั้น?” เขาซักถามหญิงสาวตรงหน้า

ก็เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงได้ชอบเมืองที่นายอยู่ มากกว่าที่นี่

บรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบสงบ ไร้ซึ่งกลิ่นของธรรมชาติที่แท้จริงและกลิ่นของสัตว์ป่าผู้อยู่อาศัย มีเพียงแค่พื้นที่โล่งๆ ที่ว่างเปล่าเพียงเท่านั้น มิเชลล์ก้มลงมุดเข้าไปในซอกไม้ที่ผุพังเข้าไป ก่อนจะปลดกลอนประตูเชิญให้ชายทั้งสองเข้ามาข้างในตัวบ้านพัก

ขอบคุณที่เปิดให้นะครับ แต่ผมว่าผมทำเองได้ฟาร์กัส เอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกเป็นห่วงหญิงสาว

ไม่ต้องหรอกนายเป็นบอดี้การ์ดของฉัน ว่าแต่ช่วยไปตามเอเวอร์ลีนลงมาด้านล่าง แล้วชงชามาให้สักสองแก้วให้ฉันกับไมค์หน่อย จะได้รึเปล่า?”

รับทราบครับ!”

ชายหนุ่มมองดูร่างของผู้เป็นบอดี้การ์ดเดินขึ้นไปบนขั้นบันไดไม้สภาพเก่าแก่ ที่ยังคงรับน้ำหนักได้ดีแม้กาลเวลาจะผ่านไปราวหลายสิบปีก็ตาม ในขณะที่รอบบริเวณชั้นล่างที่ไมค์ยืนอยู่นั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากห้องพักของตัวเองมากนัก ถึงแม้มันจะไม่กว้างมาก แต่ก็ใหญ่พอสำหรับเป็นสถานที่หลบซ่อนพวก G.C.F นั้นได้อย่างแนบเนียน และมีความปลอดภัยในแบบพอประมาณ เว้นเสียแต่ถ้าไม่มีเตาผิงไฟ กับบรรดาเฟอร์นิเจอร์สวยงาม และโคมไฟเชิงเทียนเก่าๆ ที่ยังคงใช้งานได้ ที่นี่ก็ดูไม่ต่างอะไรจากสถานที่รกร้างเลยสักนิด

สวัสดียามดึก คุณเอเวอร์ลีน มิเชลล์ หันขึ้นไปยิ้มให้กับ หญิงสาวร่างบางที่ค่อยๆ เดินลงมาจากบันไดพอดี ระหว่างที่เธอกำลังทำความสะอาดห้องโถงด้านล่างอยู่ในระหว่างนั้น

ฉันควรบอกลาเธอตอนนี้เลยรึเปล่า?” สาวร่างบาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง พลางมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก

จะบอกลาด้วยการเอาธนูนั่นยิงฉันเหรอคะ? อย่าเลยดีกว่าน่าคุณก็รู้นี่ค่ะ ว่าฉันไม่ได้มาเพื่อสังหารคุณสักหน่อยมิเชลล์ กล่าวขึ้น ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่รู้สึกหวาดกลัวคนที่อยู่ตรงหน้า

มันก็จริง…”

เอเวอร์ลีน ตัดสินใจสงบศึกชั่วคราวกับมิเชลล์ ก่อนที่เธอจะเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่ไมค์เดินเข้ามาในห้องโถงพอดิบพอดี หลังใช้เวลาอยู่นานในการสำรวจบริเวณบ้านพัก

ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น เมื่อหญิงสาวผู้มาใหม่ได้หันไปสังเกตชายหนุ่มที่เดินออกมา จากนั้นเธอจึงรีบชักมีดเล่มเล็กออกมา แล้วล้มร่างนั้นไปบนพื้นพร้อมกับจ่อมีดเข้าที่คอหอยเขาทันที

เฮ้ๆ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่-“ ไมค์ ที่อยู่ในสภาพโดนกดลงกับพื้น พยายามใช้มือทั้งสองข้างกันมีดที่ค่อยๆ เจาะลงที่คอหอยของเขา

แกเป็นนักฆ่าใช่ไหม!!?” เอเวอร์ลีน ตะคอกใส่ทันที พลางออกแรงพยายามดันมีดลง หมายจะสังหารอีกฝ่ายทิ้ง

ผมไม่ใช่นักฆ่า ผมคือนักลอบสังหารต่างหาก!!” ไมค์ ใช้เท้าถีบร่างเอเวอร์ลีน เซไปด้านหลังก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมา พร้อมกับชักปืนพกสั้นสีขาวทั้งสองกระบอกเล็งที่หญิงสาว

ใจเย็นๆ ก่อนทั้งสองคน!” มิเชลล์ เริ่มขึ้นน้ำเสียงเล็กน้อย

เธอแค่ไม่ถูกกับคนแปลกหน้า สบายใจได้ครับฟาร์กัส เดินลงมาจากบันได ในมือเขากำลังถือถาดถ้วยชา และเหยือกใส่น้ำชาอีกหนึ่งเหยือกมาให้ตามที่มิเชลล์สั่งเมื่อครู่นี้

ไม่ใช่แค่ไม่ถูกหรอกยิ่งเป็นถึงนักลอบสังหารด้วย ยิ่งต้องฆ่าให้ตาย!!”

ฉับพลันนั้นเองที่มีดบนมือเอเวอร์ลีน ถูกปาออกไปพุ่งเข้าใส่ที่มือของชายหนุ่ม จนปืนข้างหนึ่งที่ถืออยู่หล่นไปบนพื้น ไมค์พยายามรวบรวมสมาธิแล้วเริ่มจะลั่นไกยิงใส่เอเวอร์ลีน แต่ก็เกรงว่าเฟอร์นิเจอร์และบ้านนั้นจะพังลงมา บวกกับการที่เขานั้นไม่ต้องการใช้ความรุนแรงกับเธอด้วย จึงทำให้ตัดสินใจยอมรับมีดที่ปักอยู่บนมือ และเก็บปืนเข้าในเสื้อคลุมอีกข้างแทน

อึก!” ของเหลวสีแดงฉานไหลไปบนมือข้างขวาของชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะถูกสาวร่างบาง ใช้เข่ากระแทกเข้าที่คางเขาอย่างแรง จนไมค์ล้มลงไปนอนสลบเหมือดบนพื้น

ฟาร์กัส!” มิเชลล์ พยายามวิ่งเข้าไปหา เอเวอร์ลีนทันที เมื่อสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มชักไม่ดีขึ้น ชายหนุ่มผู้เป็นบอดี้การ์ดหยิบปืนช็อตไฟฟ้ายิงใส่ร่างเอเวอร์ลีนทันที จนร่างกายเธอนั้นชักกระตุกขึ้นอย่างรุนแรง จากนั้นเองที่มิเชลล์กางฝ่ามือแล้วตบเข้าที่ท้ายทอยของเธอ จนเธอนั้นสลบลงไปเช่นเดียวกับชายหนุ่ม

ฟู่ววเกือบได้ทำพิธีแล้วไงหญิงสาว เสยผมสีน้ำตาลอ่อนของตน พลางมองดูร่างทั้งสองแล้วค่อยหยิบปืนพกสีขาวขึ้นมาดู

โชคดีที่ผมไม่ได้ตั้งแรงดันไฟไว้ในระดับ 5 ไม่งั้น หัวใจเธอคงหยุดเต้นไปนานแล้วครับฟาร์กัส กล่าว

ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้นายตั้งสติดีๆ ก่อนจะใช้ปืนนั่น แต่ครั้งนี้ฉันยกโทษสำหรับเรื่องนั้นแล้วกัน

แล้วหลังจากนี้คุณหนูจะทำยังไงต่อไปล่ะครับ

เรื่องนั้นไม่เห็นต้องถามเลย ส่งเขากลับไปที่อยู่สิ

มิเชลล์ สอดปืนพกสั้นสีขาวกลับเข้าเสื้อไมค์ดั่งเดิม พร้อมกันนั้นยังได้บอกกับบอดี้การ์ดของตนพาร่างของไมค์ขึ้นไปที่ลานบินทันที ในขณะที่เธอเดินลงไปยังชั้นล่างของบ้านพัก แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในห้องแคบๆ ห้องหนึ่งที่มีอาวุธมากมายตั้งเรียงกันไว้ ก่อนที่จะออกมาพร้อมกับกล่องใส่ปืนลูกซองสีดำผิวเส้นใยคาร์บอนออกมา ซึ่งข้างในได้บรรจุปืนลูกซองแบบเดียวกับที่ชายหนุ่มใช้ในการต่อกรกับพวก G.C.F เว้นเพียงแต่มันกลับมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่เธอได้เสริมไว้ในตัวปืนนั้น

คุณมิเชลล์ครับ!” เสียงฟาร์กัสดังขึ้นจากด้านบน ในขณะที่หญิงสาวนั้นกำลังเดินขึ้นไปพอดีและไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องเก็บอาวุธแห่งนั้น

จัดการแล้วรึยัง?” มิเชลล์ เอ่ยถามชายหนุ่มผู้เป็นบอดี้การ์ดของตน

ครับ แล้วว่าแต่ในกระเป๋านั่นใส่อะไรไว้ข้างในเหรอครับ?” น้ำเสียงของฟาร์กัส รู้สึกสงสัยเล็กน้อยเมื่อเห็นไปสังเกตกระเป๋าที่หญิงสาวถือไว้บนมือ

อ๋อไม่มีอะไรมากหรอกก็แค่ของตอบแทนที่ หมอนั่น ช่วยชีวิตฉันเอาไว้เท่านั้นเอง

แล้วคุณเอเวอร์ลีนล่ะครับ?”

มิเชลล์ เงียบไปสักพักเมื่อเขากล่าวถึงชื่อเอเวอร์ลีน เธอหันไปมองร่างที่นอนสลบเหมือดเพราะแรงกระตุ้นจากปืนช็อตไฟฟ้าของชายหนุ่ม แล้วจึงตัดสินใจพูดขึ้นก่อนจะเดินไปยังยานบินว่า

พาเธอไปด้วย แล้วก็อย่าลืมเอายาลบความทรงจำนั่นไปด้วยแล้วกัน…”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กาลเวลาที่หลับใหลเริ่มตื่นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับข่าวสารประจำวัน และผู้ประกาศข่าวสาวไฟแรงประจำสำนักข่าวที่ทาง จักรพรรดิได้แต่งตั้งขึ้น เหล่าประชาชนทั้งหมดเริ่มเดินออกมาจากบ้านพักเก่าแก่ และโรงแรมสมัยใหม่ที่ดูแล้วช่างขัดกับสภาพความเป็นอยู่อย่างสิ้นเชิง

ถึงกระนั้นแล้ว ประชาชนภายในเมืองเองกลับยังคงรักษาประเพณีเก่าๆ เฉกเช่นในสมัยนั้นเอาไว้อยู่บ้างเล็กน้อย

ต่อไปนี้เป็นข่าวจากทาง กลุ่มอัศวิน นะค่ะ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่ย่าน สาวงามแห่งอาทิตย์อุทัยนะคะ เมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา 45 นาที ทางเจ้าหน้าที่อัศวินได้ตรวจสอบพบว่ามีร่องรอยของการต่อสู้กันเกิดขึ้น พบดินปืนและเศษระเบิดเป็นจำนวนมากกระจายไปโดยรอบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของพวกนักฆ่าค่ะ

เสียงประกาศนั้นดังไปทั่วเมือง กระจายไปโดยรอบทิศทางเป็นการบอกกล่าวให้แก่ทุกคนในเมืองรับรู้ เว้นเพียงแต่สำหรับชายในชุดเกราะสีเงินแวววาว ยืนกระดกกาแฟแก้วเล็กๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มองดูเหล่าประชาชนที่เดินผ่านไปมาอยู่ในบริเวณแถวย่านชุมชนการค้า ประจำเมืองแห่งนี้

ขอโทษทีที่ให้นายรอนานเสียงแหลมใสของหญิงสาวพูดขึ้น เมื่อเธอเดินมาที่รถยนต์ที่จอดไว้อยู่ใกล้กับร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ซานเตอรีโน่

ถ้าไม่ติดว่าฉันเป็นพวกจริงจังกับงาน ป่านนี้เธอคงได้ถูกไล่ออกแล้วชายหนุ่มพูดขึ้น พลางชักสีหน้าหงุดหงิด

เถอะน่าๆ พ่อคนดี อย่างน้อยพวกเราเองนานๆ ทีก็ได้หาเวลาว่างมาพักผ่อนด้วยล่ะเนอะ จริงไหม?”

เรื่องนั้นเอาไว้ค่อยหลังจากที่จัดการงานให้เสร็จก่อนเถอะ ฉันไม่อยากให้คอนเนล รอพวกเราเป็นเวลานานนะชายหนุ่มเอ่ยชื่อใครบางคนออกมา

ได้อยู่แล้ว รีบขึ้นรถเลยแซน!”

แซน เกรย์ฟอร์ด ชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งในบรรดาอัศวินไม่กี่คน ที่สง่างามและผู้คนต่างเคารพนับถือในตัวเขา เว้นเพียงแต่เจ้าตัวนั้นกลับไม่รู้สึกชื่นชมยินดีกับมันมากเท่าไหร่นัก การช่วยเหลือคนเป็นอะไรที่พวก กลุ่มอัศวิน ถือว่าเป็นเรื่องสามัญอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่ทำให้ทุกเช้า หลังจากตื่นนอนอัศวินทุกนายจะออกมาให้การช่วยเหลือ และตีสนิทพวกคนในเมือง ทำตัวให้เป็นมิตรและน่าเชื่อถือ

รถยนต์คันเก่งของหญิงสาว เริ่มวิ่งออกตัวไปตามทางถนนเหมือนอย่างเช่นเคยทุกวัน เขากับหญิงสาวผู้เป็นองค์รักษ์ส่วนตัว ที่ทางจักรพรรดิได้ส่งมาช่วยเหลือเขา มักจะแวะเวียนมาที่ย่านแถวนี้บ่อยๆ โชคยังดีที่นับว่าเมืองแกรนด์ โอเวอร์เซียร์แห่งนี้ได้รับการพัฒนาในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษาเป็นส่วนสำคัญ ทำให้ทุกครั้งที่รถยนต์นั้นวิ่งผ่านไปทางถนน แซนสังเกตเห็นเด็กนักเรียนจากสถาบันการฝึกสอนการใช้อาวุธและเวทมนตร์ทุกชนิดบนโลก หรือในชื่อที่ทุกคนเรียกกันว่า “High World Academy” เดินผ่านไปเป็นประจำ

ได้ข่าวอะไรบ้างไหม?” ไพโร กล่าวในขณะที่เธอนั้นกำลังขับรถอยู่

ไม่เลย นอกจากแค่การตามหาตัวพวกนักลอบสังหารเช่นเดิมทุกๆ วัน น้ำเสียงของแซนดูเหนื่อยหน่ายเมื่อหญิงสาว ถามข่าวสารต่างๆ ที่ผ่านมา

มีแค่นั้นจริงเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างนายจะรู้สึกเบื่อกับเรื่องพรรค์นี้ได้

แล้วเธอคิดว่าคนอย่างฉันรู้ได้ถึงขนาดนั้นเลยรึไงกัน เหนื่อยชะมัดเลย ให้ตายสิพับผ่าเอ้ย!!”

แซน ยืดแขนยืดขาแล้วนั่งเอาหลังแนบกับเบาะรถ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันทำให้เขาเริ่มโหยหาเวลานอนพัก และการได้เสพบรรยากาศธรรมชาติ มากเสียกว่าการที่ต้องมานั่งรถเล่นกับหญิงสาว ที่มักจะพูดเรื่องใต้สะดืออยู่เป็นประจำ สามสัปดาห์มาแล้วที่งานของเขานั้นมีเพียงแต่การตามหาเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ เฉกเช่นการตามหาคนหาย ของถูกขโมย หรือแม้กระทั่งงานง่ายๆ ที่แทบทำให้เขารู้สึกเบื่อเร็วขึ้นได้ทันที

ซึ่งนั่นผิดกับตำแหน่งอัศวินผู้สง่างามอย่างเขามาก

เอาน่าๆ ยังไงช่วงนี้ก็อยู่ในมาตรการจัดการกับนักลอบสังหารอยู่ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่คนอย่างนายจะไม่ได้ออกไปทำงานเสี่ยงอันตรายเหมือนกับคนอื่นๆ น่ะไพโร กล่าวปลอบใจ

ทำไมถึงคิดแบบนั้น?”

มาตรการจัดการกับนักลอบสังหาร เป็นมาตรการที่มีแต่อัศวินระดับสูง ผู้ที่ได้รับการไว้ใจจากจักรพรรดิเท่านั้นที่จะได้รับหน้าที่นี้ ต้องขอบคุณผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มอัศวิน ที่ได้มอบหมายงานเล็กๆ เช่นการแบ่งเบาภาระในการเป็น พี่เลี้ยง ให้กับพวกเด็กๆ หรือคนแก่ไงใบหน้าของไพโร ฉายแววยิ้มแป้นออกมาราวกับนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการให้เขาเป็น

นี่เธออำกันเล่นใช่ไหม ไพโร?” แซน อ้าปากค้างกับสิ่งที่เขาได้ยิน งานที่แสนละเอียดอ่อน ซึ่งต่างจากงานจัดการกับพวกนักลอบสังหาร และการใช้ความรุนแรงต่อกรกับพวกเขา นับเอาเขาแทบไม่ทันได้ตั้งตัวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเลยทีเดียว

ฉันไม่ได้อำเล่นๆ หรอกน่ายังไงซะ ตอนนี้ฉันแค่ไม่อยากให้นายตายไปก่อนก็เพียงแค่นั้น

หญิงสาว เปิดแอร์ในรถยนต์ของเธอ สร้างกลิ่นหอมอ่อนๆ คละคลุ้งไปทั่วภายในนั้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ว่าเป็นกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์ที่หญิงสาวมักจะพกติดตัวไว้ สำหรับเอาใจชายหนุ่มอย่างแซนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้กับใครฟัง นอกจากเธอจะเก็บงำความชอบของอีกฝ่ายเอาไว้อยู่เพียงคนเดียว

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เราพบตัวการสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดแล้วขอรับ

เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นดังขึ้น ภายในห้องพระราชวังของปราสาทที่อยู่ห่างไกลออกไปจากพื้นที่บนโลกหลายกิโลเมตร มีหมู่เกาะขนาดใหญ่ไม่มีชื่อตั้งอยู่ โดยมีปราสาทหลังมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บริเวณจุดสูงสุดของเกาะแห่งนั้น นับว่าน่าแปลกที่เกาะแห่งนี้กลับไม่มีสัตว์ป่า หรือสิ่งมีชีวิตอะไรอาศัยอยู่เลย นอกจากมนุษย์ที่อยู่ในปราสาทจำนวนกว่าหลายห้าร้อยคนเพียงเท่านั้น

หืม? ว่าใหม่อีกทีสิ

ตอนนี้พวกเราได้พบตัวการสำคัญ ที่เป็นคนฝ่าฝืนกฎที่พวกเราเป็นคนตั้งไว้ขอรับ ท่านลอร์ด

เอาข้อมูลนั่นมาให้ข้าดูสิ เจ้าบริวารชั้นต่ำ

หญิงสาวรูปงามนั่งมองชายผู้แต่งตัวมิดชิด ปกปิดด้วยผ้าคลุมสีดำ แสดงท่าทางรู้สึกหวั่นระแวงกับคนตรงหน้าอย่างมากหลังจากที่ได้เจอตัวเป็นๆ ชายร่างยักษ์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ทอดสายมองไปรอบๆ ห้องพระราชวังด้วยนัยน์ตาที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ ขณะที่หญิงสาวข้างๆ ตัวเขานั้นก็กำลังนั่งจิบไวน์รสชาติไม่ต่างจากเลือดมนุษย์อย่างสำราญใจ

ปราสาทอันมืดมนที่นี่ ช่างน่าเบื่อเสียจริงๆ เลยนะเพค่ะหญิงสาวรูปงามเอ่ยขึ้น

ข้าว่าข้าไม่คิดแบบนั้นนะ องค์หญิง ชายร่างยักษ์กล่าวตอบ

ทั้งๆ ที่ท่านเป็นถึงกับว่าที่กษัตริย์ ผู้ปกครองของเหล่า สมาพันธ์นักลอบสังหาร แท้ๆ แต่ท่านกลับทำตัวเยี่ยงราชาที่มอบหมายงานให้กับพวกโง่เขลาเหล่านั้น เพียงแค่นั้นเองหรือที่ท่านทำ

ข้าไม่ได้เป็นอย่างที่คนนอกคอกนั่นว่าเสียหน่อย เจ้าคิดไปเองทั้งนั้น องค์หญิงชายร่างยักษ์ โต้แย้งกลับไป

เฮอะ! ข้าล่ะกลุ้มใจกับท่านเสียจริง…”

ไม่นานนัก ชายผู้แต่งตัวมิดชิดคนนั้นก็รีบวิ่งถลาเข้ามาพร้อมกับแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งบนมือ แล้วยื่นให้กับองค์หญิงตรงหน้าทันที

ได้แล้วครับ องค์หญิง

หญิงสาวรับแผ่นกระดาษนั้นมา ก่อนจะเปิดดูมันด้วยมืออันแสนหยาบกร้าน เธอคลี่มันออกมาและพบว่าภาพที่อยู่ข้างในนั้นเป็นภาพของชายร่างกำยำ สวมเสื้อโค้ทสีดำ ปกปิดใบหน้าด้วยหมวกแก๊ปสีดำ ลักษณะของเขานั้นดูคล้ายกับพวกนักฆ่าไม่มีผิด ถึงกระนั้นเองเธอก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนตรงหน้านั้นกลับเป็นนักลอบสังหารได้

นี่เจ้าล้อข้าเล่นรึไงกัน!! เจ้ากำลังจะบอกว่า ชายฉกรรจ์รูปนี้เป็นคนฝ่าฝืนกฎงั้นเหรอ!?”

ใช่ครับ!” ชายคนตรงหน้า พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ใจเย็นๆ หน่อยสิ องค์หญิง ข้าว่าพวกเราคงจัดการเขาได้ ไม่ช้าก็เร็วชายร่างยักษ์ เอ่ยขึ้นเป็นการบอกให้หญิงสาวสงบสติลง

มันก็จริงของท่าน แต่ชายผู้ทรยศคนนี้เป็นผู้ใช้อาวุธปืนนะ! ท่านไม่คิดบ้างเลยเหรอว่าการที่มีนักลอบสังหารใช้อาวุธปืน มันหมายความว่าอะไร?”

ตามกฎข้อที่ 30 ว่าด้วยเรื่องประเภทของการใช้อาวุธในการสังหารเป้าหมาย กล่าวว่าถ้าหากนักลอบสังหารคนใด ใช้วิธีขัดขืนโดยการหันไปใช้อาวุธปืนหรืออาวุธสังหารระยะไกล ที่มีส่วนประกอบหรือคล้ายกับอาวุธปืน…” ชายร่างยักษ์ บอกกฎของการเป็นนักลอบสังหารให้หญิงสาว ฟังพอคร่าวๆ

เขาจะต้องได้รับโทษประหารทันที อย่างไม่มีการต่อรอง แม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้ทำงานร่วมกับสมาพันธ์ฯ ก็ตาม

หญิงสาว เอ่ยเสริมขึ้น ทันใดนั้นเองเธอก็ไม่รอช้าที่จะสั่งให้ชายผู้นั้นตรงหน้า รีบบอกให้พวกเขาเหล่านั้นรีบตามหาชายที่อยู่ในกระดาษบนมือทันทีเป็นจำนวนกว่า 50 คน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นนักลอบสังหารที่มีฝีมือเลื่องชื่อในเรื่องของการตามล่าผู้ใช้อาวุธปืน และพวกนักฆ่า

รีบตามหามัน และตัดคอไอ้สวะชั้นต่ำนั้นมาให้ข้าให้ได้ภายใน 3 วัน ไม่งั้นเจ้าจะหาว่าข้าไม่เตือนพวกเจ้า รีบไปได้แล้ว!!!”

หญิงสาว ตะโกนลั่นให้กับพวกนักลอบสังหารเหล่านั้น สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ ความชิงชัง และรู้สึกหงุดหงิดราวกับว่าชายฉกรรจ์คนนี้ ทำให้เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ยกเว้นชายร่างยักษ์เพียงคนเดียวที่ยังคงแสดงอาการสงบเสงี่ยม ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนตัวกับเรื่องที่ได้ยินเมื่อสักพัก

ข้าไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าจะยังมีนักลอบสังหารที่กล้าขัดกฎที่พวกเราเป็นคนสร้างขึ้นมาได้

องค์หญิงตราบใดที่นักลอบสังหารผู้นั้นไม่ได้ทำอะไรกับสมาพันธ์พวกเรา ข้าคิดว่าเจ้านั่นคงหนีไปไม่ได้ นอกจากจะตายด้วยมือของตัวเองแหละนะน้ำเสียงของชายร่างยักษ์ ฟังดูเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย เขารู้ดีถึงสิ่งที่ชายผู้นั้นทำ ซึ่งถ้าให้พูดแล้วก็มีแต่จะต้องโทษประหารชีวิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทั้งๆ ที่เรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมท่านยังถึงได้พูดแบบนั้นออกมาอีก? เขาฆ่าคนของเรา ฆ่าคนพวกนักฆ่า ถ้าหากว่าเขาเกิดเป็นคนจุดชนวนสงครามระหว่างพวกนักลอบสังหารกับนักฆ่าขึ้นมา ท่านไม่คิดว่านั่นจะเป็นการทำให้เราเสียผลประโยชน์มากมายเหรอ!?”

มันก็จริงอย่างที่เจ้าพูดแต่องค์หญิง เจ้ายังเป็นเพียงแค่เด็กน้อยบ้าอำนาจ สั่งการคนของพวกเราไปเพื่อตามล่าอย่างบ้าคลั่ง โดยที่เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขา แม้กระทั่งประวัติเองเจ้าก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นข้า ข้าจะทำหน้าที่เพียงแค่รับสารจากคนนอกแล้วพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จากนั้นก็จะส่งใครก็ได้สักคนที่พอจะล่อให้หมาป่าเดียวดาย นั่นเข้ามาติดกับดักที่ข้าได้คิดค้นขึ้นแล้วจากนั้นก็ปลิดชีพเขาอย่างเงียบๆ ลบประวัติการมีตัวตนอยู่ของเขาไปซะ

ชายร่างยักษ์ ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้บัลลังก์อันใหญ่โตของเขา พลางค่อยๆ เดินผลักประตูอย่างเบามือ โดยไม่กล่าวคำพูดหรือแสดงทีท่าอะไรให้กับองค์หญิง ไม่มีใครรู้ว่าภายในหัวสมองของเขานั้นกำลังคิดอะไร แม้กระทั่งหญิงสาวผู้เป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่ก็ตามที

แล้วนั่นท่านจะออกไปไหนกัน?” หญิงสาว เอ่ยถามด้วยความสงสัย

ข้าเพียงแค่อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อยเอง อยากจะตามข้ามารึเปล่าล่ะ องค์หญิง

หึ! ถึงท่านจะไม่บอก ข้าก็ต้องตามท่านออกไปอยู่แล้ว

โอ้ช่างน่าแปลกประหลาดเสียจริง

ชายร่างยักษ์กล่าวพึมพำเบาๆ พร้อมกับเดินผลักประตูออกไป และไม่ลืมที่จะยกร่างของหญิงสาวขึ้นมาเกาะบนไหล่ของเขา ประตูพระราชวังเริ่มค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า ก่อนที่มันจะถูกปิดลง เหลือไว้เพียงความโกรธที่ค้างคาอยู่ในหัวของหญิงสาว และความคิดอันแปลกประหลาดของชายร่างยักษ์เพียงเท่านั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

15 ความคิดเห็น