ภารตเทวะ เทพเจ้าแห่งชมพูทวีป

ตอนที่ 15 : พระพิฆเนศวร เทพแห่งการขจัดอุปสรรคทั้งปวงและศิลปศาสตร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ม.ค. 57





พระพิฆเนศวร
มหาเทพแห่งการขจัดอุปสรรคทั้งปวงและ
ศิลปศาสตร์


      พระพิฆเนศวร เป็นพระโอรสแห่งพระศิวะกับพระแม่อุมาเทวี บางตำนานกล่าวถึงการกำเนิดของพระองค์ว่า ทรงกำเนิดจากเหงื่อไคลของพระแม่อุมาเทวี พระองค์ทรงมีพระอนุชานามว่า       "พระขันธกุมาร" และมีพระชายาสองพระองค์คือ "สิทธิ กับ พุทธิ" พระองค์มีเทวลักษณะเศียรเป็นช้าง อ้วนมีพุง และมีงาข้างเดีัยว ซึ่งอีกข้างหนึ่งหักเป็น (ด้วยสาเหตุึในตอนที่พระศิวะเข้าสมาธิโดยวานให้พระพิฆเนศวรเฝ้าไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน แต่ฤษีนามว่า "ปรศุราม" มาเข้าเฝ้าพระศิวะ แต่พระพิฆเนศวรขว้างไม่ให้เข้าไป ฝ่ายฤษีก็ไม่ยอมจึงเกิดเรื่องกัน พระพิฆเนศวรจำต้องเข้าต่อสู้จนงาถูกขวานของฤษีจนหักขาดไป) และพระองค์ทรงมีหนูเป็นเทพพาหนะ






ตำนานการกำเนิดแห่งพระพิฆเนศวร 
     พระพิฆเนศวรทรงกำเนิดจากเหงื่อไคลแห่งพระแม่อุมาเทวี โดยมีเหตุว่า พระแม่อุมาเทวีทรงโปรดการสรงแต่ตอนพระแม่จะสรงน้ำทีไร จะถูกรบกวนการเป็นส่วนตัวทุกที พระแม่จึงคิดสร้างผู้คุมกันขึ้นมา โดยนำเหงื่อไคลที่ขัดจากตัวมาปั้นเป็นตุ๊กตาแล้วเสกให้กลายเป็นกุมารขึ้นมา แต่พระแม่กลับหลงรักจึงรับเป็นพระโอรสนามว่า    "คเณศ" จากนั้นพระคเณศจึงทำการเป็นผู้คุมกันไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนการสรงน้ำของพระแม่อุมาเทวี จนขณะนั้นพระศิวะเสด็จผ่านมาพระคเณศก็กันไม่ให้ผ่านเข้าไปรบกวนพระแม่ พระศิวะเกิดความโมโหจึงสั่งให้ข้าทาสบริวารจัดการกับพระคเณศ แต่ก็มิได้มีผู้ใดสามารถสู้พลังกำลังของพระคเณศได้ ถึงพระพรหมกับพระนารายณ์ก็มิอาจสู้ได้ พระศิวะกริ้วมากจึงขว้างตรีศูลตัดเศียรขาด พระแม่อุมาเทวีทราบก็ทรงเสียพระทัยมาก จนโมโห เหล่าเทวดาเกรงว่า ถ้าพระแม่โมโหก็กลายเป็นพระแม่กาลีแล้วโลกจะพินาศ พระศิวะจึงเห็นในข้อนี้ จึงให้บริวาร (บางตำนานว่าเป็นพระนารายณ์)ไปหาหัวของสิ่งมีชีวิตมา พอมาถึงก็พบกับช้าง จึงตัดมาจากนั้นก็นำมาต่อกับร่างของพระคเณศกุมารจึงฟื้นคืนชีพ จากนั้นพระคเณศจึงมีเศียรเป็นช้างนับแต่นั้นมา

 





 
ความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งการขจัดอุปสรรค
     เดิมทีพระศิวะเป็นผู้ทำลายล้างตามความเชื่อของการสร้างโลก ดังที่กล่าวไว้ว่า พระพรหม คือ ผู้สร้าง พระนารายณ์ คือ ผู้รักษา ส่วนพระศิวะ คือ ผู้ทำลาย ซึ่งพระองค์ทรงเป็นเทพด้านมืดมานานตั้งแต่บรรพกาลของศาสนาในยุคเริ่มแรก แล้วพระพิฆเนศวรทรงเป็นพระโอรสจึงทรงต้องเป็นด้านมืดเช่นเดียวกับพระบิดา และ พระมารดา คือ พระแม่อุมาเทวี ด้วย แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เห็นข้อที่สามารถด้านความชั่วร้ายแห่งพระเจ้า คือ เชื่อว่า พระศิวะเป็นผู้ทำให้เกิดความวิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ จึงมีการแก้ไขให้บูชากับพระองค์เพื่อไม่ให้พระองค์ประทานสิ่งชั่วร้ายนั้นแก่ตน ธรรมเนียมนี้กลายเป็นที่นิยม พระพิฆเนศวรซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้านายแห่งอุปสรรคทั้งปวง จึงทำการขอพรจากเจ้าตัวเสียเลยเพื่อไม่ให้พระองค์ประทานอุปสรรคมาให้ตน จากนั้นเป็นต้นมา พระศิวะจึงถูกดึงออกจากด้านมืดสู่เทพด้านสว่างเป็นที่เคารพแห่งเทพยดาและมนุษย์ ซึ่งพระพิฆเนศวรด้วย จึงบูชาความสำเร็จก็เกิด อุปสรรคก็กลายจากหนักกลายเป็นเบา พระองค์จึงกลายเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและขจัดอุปสรรคแต่นั่นมา...








 
ความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งศิลปศาสตร์
      แต่เดิมเทพเจ้าแห่งศิืลปศาสตร์นั่น ชาวอินเดียบูชาพระแม่สุรัสวดีเพราะเชื่อกันว่าพระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรที่ชาวอินเดียยังใช้อยู่ยังปัจจุบัน บางทีเป็นเทพแห่งการแสดง นักแสดงจะบูชาพระองค์ก่อน ซึ่งดูเหมือนกับความเชื่อของไทยกับจีนที่จะต้องบูชาพ่อแก่เสียก่อนที่จะทำการแสดง แต่เรื่องที่ว่าพระพิฆเนศวรทรงเป็นเทพแห่งศิลปศาสตร์ด้วยนั้น เกิดขึ้นในหมู่ศิลปินชาวไทยกันมายาวนาน ยิ่งในพิธีคล้องครูจะมีหัวโขนที่เป็นเศียรพระพิฆเนศวรอยู่ด้วย รัชกาลที่ 6 ยังบูชาพระองค์เป็นเทพแห่งครูด้านงานศิลป์ไม่ว่าเรื่องวรรณกรรม เรื่องศิลปดนตรีการ พระองค์ทรงสร้างเทวาลัยคเณศวร์ไว้ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม




      ด้วยพระองค์นับถือบูชาพระพิฆเนศวรทรงอัญเชิญเป็นตราประจำวรรณคดีสโมสร แล้วกรมศิลปากรนำมาเป็นตราประจำกรมต่อมา แล้วมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งเป็นแหล่งรวมแห่งศาสตร์ศิลปะก็นำพระองค์มาเป็นตราเช่นกัน เท่ากับว่าคนไทยนับถือท่านในฐานะเทพครูมาแต่โบราณ หาได้บูชาแบบเทพเจ้าแห่งความสำเร็จไหม แต่จะมาโบราณกันอย่างถูกต้องก็เร็วๆนี้ แต่ว่าไปยังมีตำนานอยู่ตำนานหนึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าพระองค์เป็นเทพแห่งศิลปศาสตร์




 
       ความเป็นมาของมหากาพย์ เรื่อง มหาภารตะ มีฤษีนามว่า "วยาสะ" ทรงอยากเขียนเรื่องราวของตระกูลซึ่งสืบเชื้อสายมาจากท้าวภรตะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีปในอดีต แต่ลูกพี่ลูกน้องผู้สืบสายเลือดเดียวกันกลับมาประหัตประหารกันเอง ท่านอยากให้คนรุ่นหลังได้อ่านเพื่ออย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จึงอัญเชิญพระพิฆเนศวรผู้ซึ่งเป็นเทพแห่งปัญญาลงมาช่วยรจนาเรื่องราว พระพิฆเนศวรทรงรจนาอักษรด้วยงาที่หักของพระองค์แทนพู่กันลงบนใบลาน แล้วฟังคำบอกเล่าจากฤษีวยาสะ แล้วแต่งเป็นวรรณกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ชื่อเรื่องว่า "มหาภารตะ" แต่นั้นมาด้วยตำนานนี้พระพิฆเนศวรจึงทรงเป็นเทพแห่งศิลปศาสตร์จนถึงปัจจุบันนี้







ความเป็นมาของเทพแห่งปัญญา
      ครั้งหนึ่งฤษีนารัทนำผลไม้วิเศษมาถวายพระศิวะ แต่พระพิฆเนศวรกับพระขันธกุมารต่างก็อยากลิ้มรสผลไม้นั้น จึงขอจากพระศิวะ แต่พระองค์มิกล้าจะให้ใครคนใดหนึ่งคนเพราะด้วยกลัวว่าจะไม่เป็นการยุติธรรม ฤษีนารัทจึงกล่าวให้พระพิฆเนศวรและพระขันธกุมารแ่ข่งขันกัน โดยให้เดินทางรอบโลก หากผู้ใดกลับมาถึงก่อนผู้นั้นย่อมได้ผลไม้วิเศษนี้ไป พระขันธกุมารขึ้นประทับบนนกยูงและเหาะทะยานไปในอากาศสู่จักรวาลแล้วจึงเหาะรอบโลก ฝ่ายพระพิฆเนศวรด้วยสติปัญญา จึงอัญเชิญพระศิวะกับพระแม่อุมาเทวีมาประทับด้วยกันแล้วเดินรอบ 3 รอบ ฤษีนารัทไม่เข้าใจในการกระทำของพระพิฆเนศวรจึงได้ถาม พระพิฆเนศวรทรงตอบว่า บิดา มารดาเป็นโลกของบุตร ฤษีนารัทจึงเข้าใจ พระศิวะชื่นชมในปัญญาของพระพิฆเนศวรจึงมอบผลไม้วิเศษนี้แก่พระพิฆเนศวร ด้วยตำนานนี้พระองค์ทรงเป็นเทพแห่งปัญญาด้วย...











 
ความเป็นมาทำไมพระพิฆเนศวรทรงมีงาข้างเดียว
       ครั้งหนึ่งพระศิวะทรงเข้าสมาธิ จึงโปรดให้พระพิฆเนศวรเป็นผู้เฝ้าไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวน เกิดฤษีนามว่า ปรศุราม ซึ่งก็คือ นารายณ์อวตาร เดินทางมาเข้าเฝ้าพระศิวะพอดี พระพิฆเนศวรจึงเข้าห้าม ปรศุรามไม่พอใจจึงเกิดการต่อสู้ ปรากฏว่าขวานของปรศุรามไปถูกงาของพระพิฆเนศวรจงหัก พระอุมาเทวีผู้เห็นเหตุการณ์จึงพิโรธต่อว่าปรศุรามอย่างหนัก พระศิวะเห็นว่าเรื่องจะไปกันใหญ่จึงออกจากสมาธิ จึงมาไกล่เกลี่ยเรื่องจึงจบลงด้วยความสงบ จากนั้นพระพิฆเนศวรทรงมีงาข้างเดียวแต่นั้นมา จึงมีนามอีกว่า "เอกทัตต์" แล้วงานั้นพระพิฆเนศวรใช้รจนาอาลักษณ์มหาภารตะอีกด้วย









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #5 แคร์ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 กันยายน 2554 / 15:53
    ชอบมากๆขอเก็บข้อมูลเป็นรายงานละกันนะ
    #5
    0
  2. #4 kif (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 / 13:20
    ชอบมากเลยอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องของพระเเม่อุมาเทวี
    #4
    0