บูรพาเทพ ตำนานเทพเจ้าจีน

ตอนที่ 12 : พระพุทธองค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,595
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    5 ต.ค. 53

      

      คราวเรามาเทพเจ้าฝ่้ายพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานกันบ้าง พระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งประเทศจีนมาอย่างยาวนาน จนปัจจุับันกลายเป็นศาสนาที่ชาวจีนนับถือกันมากที่สุด เช่นนั้นคงไม่แปลกประหลาดอะไรที่มีเทพเจ้าบ้างพระองค์ หรือ เกือบทุกพระองค์มีส่วนรวมในพุทธตำนานบ้าง อย่างที่เคยเล่าไปแล้วใน ตอน เทพผานกู่ ซึ่งมีตำนานหนึ่งกล่าวว่า ผานกู่เป็นศิษย์แห่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า แล้วได้รับพุทธโองการให้ไปเบิกฟ้าเปิดดินยังดินแดนทิศใต้ (โลกมนุษย์) ยังคงจำกันได้นะ หรือ แม่ทัพหลี่จิ้งที่มาพึ่งพระบารมีแห่งพระศากยมุนีพุทธเจ้ายังชมพูทวีปให้พระองค์ช่วยโปรดพยศนาจาบุตรชายนั้นเอง ในสายตาของชาวจีนมองพระพุทธองค์เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลานุภาพเหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้าองค์อื่น ขนาดเทพผานกู่ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการยกย่องของลัทธิเต๋ายังต้องมาเป็นศิษย์แห่งพระพุทธองค์เลย อันนี้แสดงว่้าพระพุทธศาสนาถูกยกย่องสูงเหนือลัทธิเต๋าอันเป็นศาสนาเก่าแก่ของคนจีน



                     พระเจ้าถังไท่จง                            พระนางบูเช็คเทียน


      พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในจีนช่วงราชวงศ์ถัง เคยมีตำนานว่า กษัตริย์นามว่า "ถังไท่จง" คุ้นๆไหมเอ๋ย ในครั้งที่พระองค์ทรงพระเยาว์นั้น พระองค์ทรงพระประชวรเป็นอย่างหนักและพระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระพุทธองค์และแล้วพระองค์ทรงทุเลาและหายขาดจากอาการพระประชวร จากนั้นมาพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นกำลัง และยังมีฮ่องเต้พระองค์หนึ่งซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเช่นกัน คือ "บูเช็คเทียน" ฮ่องเต้หญิงนั้นเอง พระนางทรงใช้พระพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองในขณะนั้นเป็นบันไดให้พระนางก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรได้เป็นสำเร็จ โดยพระนางอาจในพระสูตรหนึ่งซึ่งกล่าวว่า มีเทพธิดานามว่า "จื่อกวาง" ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากอดีตพระพุทธองค์พระองค์หนึ่ง แล้วอานิสงค์นั้นทำให้นางพอสิ้นบุญจากสวรรค์ก็ไปบังเกิดเป็นกษัตริย์หญิง ซึ่งพระนางบูเช็คเทียนใช้ความเชื่อนี้ให้พสกนิกรยอมรับพระองค์ ว่าการที่พระนางได้บัลลังก์มังกรนี้มาเพราะบุญเก่าที่พระนางสร้างไว้เช่้นเดียวกับเทพธิดาจื่อกวางนั้นเอง ไม่ทันนั้นพระนางยังเป็นผู้สนับสนุนพระพุทธศาสนาสร้างวัดวาอารามมากๆ


 

       สาธยายมาเยอะแยะแล้วมาเข้าเรื่องเลยล่ะกัน ในตอนนี้จะกล่าวถึงพระพุทธองค์ ทางมหายาน ซึ่งมีที่นิยมเคารพบูชา ชาวจีนยกมาเพียง 3 พระองค์ ซึ่งพระพุทธองค์ความจริงแล้วมีมากมายมากเสียกว่าเม็ดทรายใต้คงคาสวรรค์เสียอีก แต่ที่นำมา 3 พระองค์ ได้แก่ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระศากยมุนีพุทธเจ้า และ พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า ซึ่งในภาพนี้ภาพพระพุทธองค์ 3 องค์ซึ่งประทับอยู่เหนือกว่าเทพต่างๆ นี้เละคือพระพุทธองค์ทั้ง 3 ซึ่งความเป็นว่าทำไมชาวจีนจึงนำพระองค์มาเพียง 3 พระองค์







        พระอมิตาภะพุทธเจ้าทุกคนคงเคยได้จริงคำๆที่พระจีนหรือพระโพธิสัตว์กล่าวกัน คือ " อมิตาพุทธ " หรือที่ชาวจีนเรียกพระองค์ว่่า "ออนีทอฮุก"( ดูเสียงใกล้เคียงกันอยู่น่ะ ) ก็คือพระองค์นี้ด้วยความพระอมิตาภพุทธเจ้าทรงเป็นพระพุทธองค์สถิต ณ แดนสุขาวดีเบื้องทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ดวงวิญญาณของมนุษย์ที่ทำความดีจะได้ไปเยือนเพื่อรับการเทศนาจากพระองค์ ตามพุทธตำนานกล่าวว่า พระอมิตาภะพุทธเจ้าแต่เดิมเคยเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่ง นามว่า "จักริน" และทรงมีพระโอรส 2 พระองค์ นามว่า "โตซื่อ ปู้จวี้" กับ "หมีหมอ" พระองค์ทรงได้รับการเทศนาจากอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง จนบรรลุโสดาบัน เลยสละราชสมบัติและออกผนวช โดยตั้งมั่นจะเป็นพระพุทธเจ้าและตั้งพระปณิธานไว้ 48 ประการ หากปณิธานประการใดไม่สำเร็จก็จะไม่ยอมเป็นพระพุทธเจ้า หลักจากพระองค์ทรงบรรลุปณิธานเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระโอรสทั้งสองซึ่งตามผนวชด้วยก็บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์คู่พระบารมี คือ
- เจ้าชายโตซื่อ ปู้จวี้ คือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์กวนอิม )
- เจ้าชายหมีหมอ คือ พระมหาสถามะปราบต์โพธิสัตว์

 


      อีกพุทธตำนานหนึ่งกล่าวว่า เมื่อครั้งที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงประทับท่ามกลางเหล่าพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ และเทพยดาต่างๆมีจำนวนมากมายเหลือคณานับ ได้บังเกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นคือ พระฉวี(ผิว)ของพระองค์เปล่งรัศมีเรืองรองขึ้น พระอานนท์จึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

     "ข้าแต่พระองค์ เหตุไฉนพระฉวีแห่งพระองค์จึงเปล่งแสงสว่างเรืองรองเป็นเหตุอัศจรรย์เช่นนี้"

    "อานนท์เธออย่างตกใจในเหตุอัศจรรย์นี้เลย เพราะพระพุทธองค์ำพระองค์หนึ่งในอดีตก็มีพระฉวีที่เปล่งรัศมีสว่างงดงามไม่แพ้เราเช่นกัน"

   "พระพุทธองค์พระองค์นั้นคือ ใครกันพระเจ้าข้า"

   "เราจะเล่าในเธอและเหล่าพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ และเทพยดาที่มาประชุมใน ณ ที่แห่งนี้ฟัง"


 
ดินแดนสุขาวดี พุทธเกษตรฝ่ายตะวันตก 


    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนในอดีตกาลนานถึง 10 กัลป์นามว่า "พระอมิตาภะพุทธเจ้า" พระองค์ทรงมีพระฉวีอันสว่างไสวอันประมาณมิได้ พระฉวีแห่งพระองค์ส่องสว่างไปทั่วอย่างไร้ขอบเขตทั่วทั้งจักรวาล  แต่เดิมพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ซึ่งในกัลป์นั้นมีพระพุทธเจ้าอุบัติ นาม "พระโลเกศวรราชพุทธเจ้า" พระองค์ทรงอยากฟังพระธรรมจากพระโลเกศวรราชพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงจัดสถานที่ในพระอุทยานของพระองค์เป็นสถานที่ประทับแห่งพระพุทธเจ้าอย่างงดงาม โดยตกแต่งโดย ปลูกต้นตาลขึ้นเป็นแนว 7 แถว และมีตาข่ายทองคำพูดกั้นระหว่างกัน ยามลมพัดผ่านตาข่ายทองนั้นก็จะดังเหมือนเสียงบรรเลงดนตรีสวรรค์ และบริเ้วณรายรอบประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า และมีสระบัว 7 สระ ล้วนประดับประดาด้วยอัญมณีต่างๆมากมายอย่างดาษดา ซึ่งมีระบุว่าสระบัวนั้นจะมีดอบัวสีสันต่างๆ เ่ช่น ขาว ม่วง เหลือง ชมพู ขึ้นอยู่เต็มสระ และดอกหนึ่งจะบานก็มีขนาดดอกใหญ่เท่ากงล้อเกวียนว่า ไปเคยฐานบัวของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประทัับเลยนะนี้ และแต่ละสระบัวจะมีท่าสำหรับขึ้นและลงสระอย่างสะดวกสบายแล้วประดับด้วยอัญมณีอย่างสวยงาม และน้ำลึกพอประมาณที่กาสามารถก้มลงกินน้ำได้ มีเม็ดทรายเหลืองอร่ามดั่งทองคำ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับและทรงเทศนาแก่กษัตริย์พระองค์นี้ พระองค์ทรงพยากรณ์ว่าำกษัตริย์พระองค์จะทรงเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า และพระองค์จะเป็นใหญ่ในดินแดนสุขาวดี ที่มีลักษณะเหมือนกับพระอุทยานแห่งพระองค์ซึ่งมีสระบัวรายรอบ และมีพระวรกายส่องสว่างไปทั่วสามภพอย่างหาที่สุดมิได้
       ชาวจีนเคารพในพระพุทธเจ้าพระองค์นี้มาก เพราะความเมตตาแห่งพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุดเสมือนแสงสว่างแห่งพระวรกายพระิองค์ที่ไม่มีที่สุดสิ้นเช่นกัน และคาดว่าผู้ที่นำพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เข้ามาสู่จีนจนกลายเป็นพระพุทธเจ้าที่ชาวจีนเคารพมากที่สุด ก็คือ เจ้าชายชาวปาร์เถียนแห่งอิหร่าน ชาวจีนเรียกพระองค์ว่า "งันเชเกา"

    





      พระศากยมุนีพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าที่คนไทยกราบไหว้กันที่เรารู้จักกันในนาม "พระสมณโคดมพุทธเจ้า" หรือที่เราเรียนกันมาในพุทธประวัติว่า ท่านเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา เจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ มีพระชายานามว่า พระนางยโสธราพิมพา มีพระโอรสนามว่า ราหุล อะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งสรุปว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงเป็นพระพุทธองค์องค์ปัจจุบัน สถิต ณ โลกมนุษย์ในชมพูทวีป คงเคยดูในภาพยนตร์หรือละครบ้างนะครับ ก็องค์เดียวพระยูไลในเรื่องไซอิ๋ว ที่พระถังซำจั๋ง เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ต้องเดินทางไปแสวงบุญยังชมพูทวีป



 

      ด้วยพระศากยมุนีพุทธเจ้า ทรงประสูติในชนชั้นกษัตริย์และเป็นพระราชวงศ์ในราชวงศ์ศากยะ คงไม่เป็นการแปลกที่เรียกพระองค์ พระศากยมุนีพุทธเจ้า ชาวจีนเรียกพระองค์ว่า "ปึงซือเช็กเกียมมออนีฮุก"  ซึ่งพระพุทธองค์พระองค์นี้เป็นที่เคารพแห่งมนุษย์และเทพยดาเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นพระพุทธองค์ซึ่งประทับบนมนุษยโลกยังดินแดนชมพูทวีป ผิดกับพระอมิตาภะพุทธเจ้ากับพระไภษัชคุรุพุทธเจ้าซึ่งประทับบนสรวงสวรรค์ดินแดนพุทธเกษตร ตะวันออก กับ ตะวันตก

         

 
พระเจ้าฮั่นหมิงตี้ ผู้นำพระพุทธศาสนาเข้าสู่จีน



       ตามตำนานเล่าขานถึงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก นามว่า "ฮั่นหมิงตี้" ซึ่งพระองค์เคยพระสุบินว่า เห็นพระพุทธรูปทองคำเหลืองอร่ามขนาดใหญ่เท่าองค์พระประธานลอยลงมาจากฟากฟ้าเข้ามาในพระราชวัง พอพระองค์ทรงตื่นก็นำพระสุบินนี้ตรัสเล่าให้เหล่าขุนนางฟัง เหล่าขุนนางกล่าวว่า มีพระพุทธรูปที่มีลักษณะเหมือนกับที่พระเจ้าฮั่นหมิงตี้กล่าวซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ชมพูทวีป ซึ่งถูกสร้างไว้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหล่าขุนนางจึงลงความเห็นกันว่า อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นได้ที่ปรากฏในพระสุบิน พระเจ้าฮั่นหมิงตี้อยากทราบว่าพระพุทธเจ้าคือใคร จึงส่งขุนนางไปทำการสืบความเป็นมาของพระุพุทธเจ้าัยังชมพูทวีป และแล้วขุนนางก็ได้นำพระพุทธศาสนามายังจีน โดยมีพระคัมภีร์ (พระไตรปิกฏ) พระบรมสารีริกธาตุ และ พระภิกษุสงฆ์มาด้วย 2 รูป จากนั้นพระพุทธศาสนาก็ตั้งมั่นอยู่ในประเทศจีนแต่นั้นมาและมาเจริญอย่างมากในสมัยราชวงศ์ถังดั่งที่กล่าวไว้แล้ว ซึ่งช่วงที่พระพุทธศาสนาเข้ามานั้นเป็นช่วง พ.ศ.600 ในรัชสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกนั้นเอง






    พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า (เอี๊ยะซือฮุกโจ้ว) หรือ คนไทยรู้จักกันในนาม " พระกริ่ง " ที่คนบูชากันครับในนามเครื่องรางของขลัง แต่ท่านยังถูกเรียกอีกอย่างว่า " พระพุทธเจ้าหม้อยา " ซึ่งท่านจะมีหม้อยาเอาไว้รักษาสรรพสิ่ง บางทีพระพุทธรูปของท่านจะถือหม้อยาด้วย แต่บางทีก็ถือเจดีย์แทน  ชาวจีนเคารพนับถือพระองค์ในนาม เทพเจ้าแ่ห่งการรักษาโรค (เพราะพระนามของพระองค์ แปลตามตัว คือ พระพุทธเจ้าู้ผู้เป็นครูแห่งยารักษาโรคนั้นเอง) ชาวจีนเชื่อว่าพระองค์คืออีกภาคหนึ่งแห่งพระศากยมุนีพุทธเจ้าอีกด้วย เพราะท่านมีความเมตตากรุณา หากใครไม่สบายเจ็บไข้ได้ปวดก็จะมีขอพรจากพระองค์ ก็จะช่วยเป็นปลิดทิ้ง พระองค์ทรงสามาารถรักษาได้ทั้งโรคทางจิตใจและโรคทางกาย  รวมถึงอุปสรรคต่างๆ พระองค์ทรงสามารถขจัดพิษ3อย่างซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายนั้นคือ
1. การยึดติด
2. ความเกลียดชัง
3. ความโง่เขลา หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์




     ตามความเชื่อตามคติพระพุทธศาสนามหายาน เชื่อว่าพระองค์สถิต ณ ศุทธิไวฑูรย์ หรือ พุทธเกษตรทิศตะวันออก ซึ่งตรงข้ามกับพุทธเกตรแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้านั้นเิอง พระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชาของชาวจีนเป็นอันมาก แต่พระองค์กลับไม่เป็นที่นิยมในชมพูทวีป (อินเดีย) ตามพุทธตำนานกล่าวถึงก่อนที่พระองค์จะกลายเป็นพระพุทธเจ้ามีดังนี้

     ครั้งที่พระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์เคยตั้งปณิธานไว้ 12 ประการดังนี้

     1. ขอให้ร่างกายรุ่งเรืองด้วยรัศมีประดุจเปลวไฟ ส่องสว่างไปทั่วโดยปราศจากขอบเขต สมบูรณ์ด้วยพุทธลักษณะแห่งมหาบุรุษิทั้ง 32 ประการ และ ลักษณะวิเศษอีก 80 ประการ และขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในความเสมอภาคเช่นเดียวกับพระองค์

     2. ขอให้ร่างกายปราศจากมลทินทั้งภายในและภายนอก ทรงคุณธรรมยิ่งใหญ่ ประทับนั้งอย่างสงบ ทรงมีรัศมีสว่างกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทรงเป็นผู้นำปัญญามาสู่้สรรพสัตว์ที่หลงในกิเ้ลศ

   3. พอให้มีปัญญาอันหาขอบเขตมิได้ ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ล่วงพ้นจากความยากจนทั้งหลาย

   4. พระองค์จะนำพาสรรพสัตว์ที่เดินทางผิด ไปสู่แนวทางที่ถูกต้องสาวกยาน ปัจเจกยาน และมหายาน

   5. พระองค์จะนำสรรพสัตว์อันประมาณมิได้  ซึ่งปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งพระองค์ ไปสู่ความเป็นพระไภษัชคุรุก็จะไม่ตกอบายภูมิทั้งสาม

   6. ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่อ่อนแอ และพิการ หายจากอาการอ่อนแอและพิการต่อเมื่อได้ยินพระนามแห่้งพระองค์

   7. ขอให้สรรพสัตว์ที่หลายผู้มีความทุกข์ทรมานด้วยอาการปวดไข้ เป็นบุคคลอนาถาร ไร้ญาติขาดที่พึ่ง ขาดแพทย์รักษา และไร้ยารักษา เพียงได้ยินพระนามแห่งพระองค์ไซร้ ขอให้หายจากโรคภัยทั้งปวง และมีความสุขทางจิตใจและทางกาย

   8. หญิงใดต้องทนทุกข์ทรมาน เบื่อหน่ายในร่างของเพศอิสตรีแล้วไซร้ เพียงท่อนพระนามแห่งพระองค์ และตั้งจิตก็จะกลายเป็นบุรุษได้อย่างสมบูรณ์

   9. หากผู้ใดหลงผิดในอวิชชา พระองค์จะทรงโปรดให้ผู้นั้นพ้นจากความหลงผิด

   10. สรรพสัตว์ใดถูกจองจำ ต้องขัง ผูกมัด หรือถูกลงโทษทำร้ายได้รับความทุกข์ทรมาน เมื่อได้ยินพระนามแห่งพระองค์แล้วไซร้ ย่อมพ้นจากความทุกข์นั้น

   11. สรรพสัตว์ใดทรมานด้วยความหิวโหย ประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต ถ้าหากมีจิตระลึกถึงพระนามแห่้งพระองค์ท่าน จะเพียบพร้อมด้วยอาหาร และเครื่องดื่มแห่งธรรมะ (มิใช่อาหารจริง) นำพาไปสู่ความสุขที่แท้จริง

   12. สรรพสัตว์ทุกข์ทรมานด้วยความยากไร้ ปราศจากเครื่องนุ่มห่ม ได้รับความทุกข์จากการถูกแมลงกัดต่อย หรือ ทนร้อนทนหนาวจนทรมานแล้วไซร้ จนระลึกถึงพระนามแห่งพระองค์ แล้วจะได้รับผ้าแพรพรรณ เครื่องตกแต่ง และ เครื่องประดับทั้งหลาย


 


    คงเป็นเพราะพระปณิธานที่พระองค์ตั้งไว้โดยมุ่งหวังให้มวลมนุษย์หายจากการเจ็บป่วย ให้ทุกคนมีชีวิตที่มีความสุข โดยตามพระปณิธานมักกล่าวว่า หากผู้ใดกล่าวพระนามแห่งพระองค์จะหลุดพ้นจากการเกิดในท้องสัตว์ ไม่ตกนรก ทั้งยังหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด และยังไม่ต้องตายโหงด้วย (ซึ่งเป็นการตายที่ใครๆก็ไม่ปรารถนาที่จะตายแบบนี้ หรือที่มักเรียกว่า ตายแบบไม่รู้ตัว หรือ ตายผิดธรรมชาติ คือไม่ได้สิ้นอายุขัยไปตามชะตาแห่งฟ้านั้นเอง) เหล่าพุทธศาสนิกชนจึงเคารพนบน้อมพระองค์เป็นที่พึ่งพิงยามยากไร้นั้นเอง พระองค์ทรงพระมหากรุณาแก่สรรพสัตว์จริงๆ
   


 


   แต่ก็แล้วแต่ความคิดของใครนะ บางคนคิดว่า แล้วทำไมพระพทุธองค์จึงเยอะมากมายนัก เพราะตามประวัติศาสตร์จริงๆแล้ว น่าจะมีพระองค์เดียว คือเจ้าชายสิทธัตถะ หรือ พระสมณโคดม
( ศากยมุนีพุทธเจ้า) เท่านั้น แต่อย่าลืมว่า แต่ละศาสนาจะต้องการหาทางที่ให้ความยิ่งใหญ่ให้เกิดในแต่ศาสนาของตนเองครับ ซึ่งผมจะไม่กล่าวมากไปอีก คือว่าพระพุทธองค์หรือการที่จะอุบัติพระพุทธองค์ได้นั้น จะต้องมาจากการเป็นพระโพธิสัตว์เสียก่อนนะ ซึ่งผมจะกล่าวในครั้งต่อมา แล้วจากพระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญเพียรจนได้เป็นพระพุทธเจ้านะครับ ซึ่งเขาว่า อนาคตพระพุทธเจ้าคือ พระศรีอาริยเมตตรัย หรือ พระศรีอาริย์นะครับ ซึ่งชาวจีนรู้จักกันในรูปลักษณ์ตอนนี้ว่า คือ พระสังขจาย หรือ พระยิ้มครับ ซึ่งต่อจากนี้ไปอนาคตท่านจะเป็นพระพุทธองค์ต่อจากพระศากยมุนีพุทธเจ้าครับ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

75 ความคิดเห็น

  1. #75 ชิโนบุ คุง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 02:55
    กำลังมึน 555
    #75
    0
  2. #2 หมี่หลิง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2553 / 15:52
    ขอบคุณมากๆค่ะ
    #2
    0