เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 6 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

บทที่ 5


          Countdown เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่พวกเธอเข้าไปซื้อของ ชฎาไปหยิบตะกร้าคล้องแขนเดินไปเลือกซื้อเนื้อคนเดียวเงียบๆ อีกเช่นเคย โชคดีที่ไตรนิธิอยู่กับกลุ่มนิลเนตรจึงปลีกตัวออกมาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจเหมือนได้รับอิสระจากสายตาของเขา พวกเธอซื้อเนื้อมากมายพร้อมอาหารเช้าพรุ่งนี้และเบียร์อีกหลายลัง

หลังจากนั้นทุกคนไปต่อที่ฟาร์มปลาแซวม่อน เป็นร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยเนื้อปลาที่สด แน่น หวานอร่อย ร้านที่ตั้งเป็นร้านไม้ขนาดเล็กแบ่งเป็นสองโซนคือ หน้าเคาท์เตอร์ที่มีปลาสดหลายชนิดให้ชิม และโซนนั่งเล่น ส่วนด้านหลังมีสะพานไม้บนน้ำเป็นทางเดินไปดูปลา

หญิงสาวเดินมาพร้อมคนในกลุ่มกำลังเพลิดเพลินกับการดูคนให้อาหารปลา พวกมันแย่งยื้อกันขึ้นมางับอาหารเม็ดน้ำกระเซ็นไปมา สายตาเลื่อนมองไปบ่ออื่นจนไปสะดุดกับชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนเหม่อสายตาทอดมองไปบนสายน้ำท้าวมือกับรั้วกั้นไม้คนหนึ่งที่ดูคุ้นตา เมื่อมั่นใจว่าเป็นคนที่รู้จัก เธอจึงเดินเข้าไปทักทาย

“คุณริต คุณมาได้ไงเนี้ย”

เธอแปลกใจและดีใจในเวลาเดียวกันที่เจอเขาที่นี่

“ขับรถมา แล้วคุณหล่ะ” เขาหันมาเสียงร้องทักที่ฉุดเขาออกจากภวังค์ความคิด พูดออกไปแล้วถามเธอกลับ

“นั่งเครื่องบินเจ็ทมา เครื่องเพิ่งแลนดิ้งเมื่อกี้ แล้วลงเรือดำน้ำนั่งต่อมาโผล่ที่นี่แหละ” เธอจึงตอบกลับไปแบบกวนๆ เช่นกัน

“หึหึ ไร้สาระจริงๆ”

ยกมุมปากขึ้นอย่างอมยิ้มแสร้งทำหน้านิ่ง

“เอ้าคุณเริ่มก่อนเองน้า” เธอชี้มาที่เขาแล้วยักคิ้วให้หนึ่งที

การพูดคุยของทั้งคู่อยู่ในสายตาของคนมากมายที่กำลังเดินเข้ามาหาด้วยความสนใจ

ผู้ชายคนหนึ่งเดินกลับจากการสั่งซื้อปลาเข้ามาสมทบด้านหลังของชายหนุ่มคู่สนธนา กระซิบพูดกลับเขาก่อนจะหันมาคุยกับเธอ

“ไอริต ใครวะดูคุ้นๆ แต่น่ารักดี สวัสดีครับผมวรภัทรครับ”

ยื่นมือออกมาทักทายอย่างคล่องแคล่ว

“สวัสดีค่ะ ฉัน...”

เธอยังพูดไม่ทันจบเสียงของภาริตก็แทรกขึ้น

“นี่ดาด้า ส่วนนี้ไอภัทร อยู่ห่างมันจะดีที่สุด”

เขาคว้ามือเธอที่กำลังยื่นไปจับเพื่อทักทายชายหนุ่มที่มาใหม่ ส่วนมืออีกข้างปัดมือวรภัทรออก

“เห้ย! พูดอย่างนี้คุณดาด้าก็เข้าใจผิดหมดคิดว่าฉันเป็นบุคคลอันตรายดิว่ะ”

“เออหรือไม่จริง” เขาสวนเพื่อนรักกลับไป

“อย่าไปเชื่อมันนะครับ ผมเนี้ยแหละคนดีของสังคมและเมตตากับสาวๆ”

เรียกเสียงหัวเราะจากเธอ หันไปหาภาริต

“คุณก็อันตรายเหมือนกันนั่นแหละ” หญิงสาวเสริมขึ้น

ชายหนุ่มสองคนทำหน้างงๆ แต่วรภัทรกลับงงมากกว่าพร้อมหันมาหาเธอ

“ก็ครั้งก่อนนู้นที่ฉันไปนอนบ้านคุณ คุณบอกว่าคุณก็อันตราย”

“ผมไม่ได้บอกว่าผมอันตราย แต่แค่บอกว่าไม่มีอะไรรับประกันได้ต่างหาก” เขาปฏิเสธ

“งั้นคุณก็ไม่อันตรายใช่ไหม” เธอเถียง

“มันก็ไม่แน่นอนเสมอไปไง” เขาเถียงกลับในขณะที่มือของเขายังไม่ปล่อยข้อมือหญิงสาว

“เอ้า! นู่นก็ไม่ใช่นี่ก็ไม่ใช่”

เธอแสร้งทำหน้ามุ่ยชอบใจที่ได้แกล้งชายหนุ่มจนไปต่อไม่ถูก

เพื่อนหนุ่มแอบลอบสังเกตทั้งคู่เถียงกันไปมาเงียบๆ โดยรู้สึกว่าภาริตเริ่มมีการเปลี่ยนไปทีละน้อย

“อะแฮ่มแอบคุยกับใครอยู่หรอยัยดา”

เพื่อนสาวที่ทำงานคนแรกส่งเสียงถามเธอก่อนจะเดินมาถึงพร้อมสมาชิกอีกสามคน ชายหนุ่มถึงได้ปล่อยมือหญิงสาว

ความรู้สึกที่ชายหนุ่มจับมือเธอไม่เหมือนเวลาที่โดนไตรนิธิจับ เธอกับอยากจะสะบัดออก มือภาริตกับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ

“อ่าวคุณภัทรไม่เจอกันนานเลยนะคะ สวัสดีค่ะคุณภาริต” นิลเนตรร้องทักอย่างสนิท

“อ่าวคุณนิลมาเที่ยวหรอครับ” วรภัทรทักทายกลับหญิงสาวและเพื่อนเธออีกสองคน

ภาริตเพียงพยักหน้ารับแต่ไม่ได้พูดอะไร

นิลเนตรและเพื่อนสาวสองคนเคยเป็นพนักงานร้านคาเฟ่สักพักใหญ่ของสองชายหนุ่มมาก่อน แต่ด้วยความที่พักไกลจากที่ทำงานพวกเธอจึงเปลี่ยนงานกันมาที่ปัจจุบันซึ่งใกล้มากกว่า แต่ความใจดีของวรภัทรเป็นที่ตรึงใจของทุกคน

สาวรุ่นพี่หันไปแนะนำไตรนิธิให้ชายหนุ่มสองคนรู้จัก หลังจากทำความรู้จักกันเสร็จ วรภัทรก็เริ่มเปิดหัวข้อสนธนาพูดคุยกันต่ออย่างคนอัธยาศัยดีและเข้าได้กับทุกคน

สายตาของไตรนิธิจับจ้องมาที่ชฎาอย่างดุดัน ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดขยับเข้าหาภาริตต้องการที่กำบัง เขารับรู้ได้ถึงสายตาและการกระทำของเธอ พยายามบังเธอไว้ข้างหลังแกร่งก่อนก้มลงกระซิบข้างหู

“นายไตรนิธินี่คนนี้ใช่ไหมที่คุยเล่าให้ผมฟังบ่อยๆ”

“คนเดียวกันเนี้ยแหละคุณ ที่ฉันไปบ่นให้คุณฟังแล้วเวลาเขามาที่พักฉันทีไรถึงไปหลบบ้านคุณไง ไม่รู้ว่าไม่มีอะไรทำหรือไง”

ช่วงหลังเธอและเขาเจอกันบ่อยมากขึ้นเพราะเธอใช้บ้านของเขาเป็นแหล่งกลบดานเวลาไตรนิธิอ้างมาหานิลเนตร

มีอยู่ครั้งหนึ่งเขามาเคาะประตูบอกว่าจะขอมารอนิลเนตรที่ไปกินข้าวกับเพื่อนยังไม่กลับซึ่งก็ดึกมากแล้ว เธอจึงหาข้ออ้างว่าออกไปตามสาวรุ่นพี่ให้โดยไม่รอฟังชายหนุ่มคัดค้าน แล้วปล่อยไตรนิธิไว้ในห้อง ส่วนตัวเธอกลับไปหมกตัวอยู่ที่บ้านภาริต

ช่วงแรกเธอก็เกรงใจเขา แต่หลังๆ เขาถึงกับให้กุญแจสำรองในบ้านไว้เลย เพราะบางครั้งเธอต้องมาให้อาหารเจ้าเหมียวด้วย โดยเขาขออย่างเดียวว่าอย่าขึ้นไปชั้นสองเพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา ความช่วยเหลือทุกครั้งที่ยามเธอมีปัญหาทำให้เธอรู้สึกว่าชายหนุ่มชายหนุ่มแค่สร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ทุกคนกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ แต่จริงๆ เขาเป็นคนที่ใจดีมาก เธอไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเขาต้องสร้างภาพลักษณ์แบบนั้นขึ้นมาด้วย

ส่วนเขากลับรู้สึกว่าเธอเป็นคนเปิดเผยเมื่อรู้สึกอย่างไรก็พูดตรงๆ แต่ก็เป็นคนรู้กาลเทศะเวลาพูดว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร หญิงสาวเป็นคนเก็บอารมณ์ทางสีหน้าไม่ค่อยเก่งเมื่ออยู่กับเขา ทำให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรโดยไม่ต้องมานั่งเดา เวลาอยู่กับเธอเขารู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

“ผมสำคัญตอนให้ที่หลบภัยคุณสินะ”

เธอส่ายหัวไปมาก่อนตอบว่า

“คุณสำคัญตอนให้ข้าวฉันกินด้วย”

“ยกมือขึ้นมาสองข้างแล้วแลบลิ้นซิ”

เธอทำตามที่เขาบอก

“อืมเหมือนเลย”

ยกมือขึ้นยีหัวของเธอเบาๆ

“เหมือนอะไรดี เจ้าเหมียวอ้วนหรือลูกหมาโฮ่งๆ ดีหล่ะ” เธอทำเสียงและท่าทางเข้ามาคลอเคลียที่แขนชายหนุ่ม

“ปั๊ก ลูกหมาหน้าย่น” พร้อมผลักหัวเธออกไปเบาๆ

ทั้งสองหัวเราะกุ๊กกิ้กให้กันเบาๆ

“คุณรู้จักน้องดาได้อย่างไร”

คำถามที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนี้ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ทุกคนในวงสนธนา

“เอ่อ ผมก็เพิ่งรู้จักนี่แหละครับ” วนภัทรตอบออกไป ถึงแม้เขาคิดว่าเคยเจอเธอที่ไหนซักที่มาก่อนแต่เขาเพิ่งรู้จักวันนี้

ความเงียบจากภาริตเริ่มทำให้ไตรนิธิหงุดหงิด

“ดูคุณสนิทกับน้องดามากเลยนะครับ”

เมื่อเขาไม่ตอบชายหนุ่มจึงถามอีกคำถาม

“ยัยแมวจรจัดนี่หรอครับ”

เหล่ตาลงไปมองหญิงสาวอย่างแหย่ๆ

“คุณมาว่าฉันอย่างนี้ได้ไง” เสียงเธอแหวใส่

“ก็คุณมายืนเป็นลูกแมวตกน้ำอยู่หน้าบ้านผมไง แล้วไหนจะเป็นแมวขี้เมาหลับในบ้านผมอีก” คำพูดของเขาสร้างความสังสัยและสนใจในเวลาเดียวกันให้กับคนที่ได้ยิน

หญิงสาวกระโดดเอามือปิดปากผู้ชายตัวโตข้างหน้า

“คุณ! พูดอย่างนี้ฉันก็เสียภาพพจน์หมด เดี๋ยวฉันขายไม่ออก”

“หรือคุณอยากขายให้คุณไตรนิธิขาหล่ะ”

เขาก้มหน้าลงมากระซิบข้างหูเธออีกครั้งเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน เธอลังเลพักใหญก่อนตอบอย่างกวนๆ

“ไม่เอา เดี๋ยวฉันไปขายที่อื่นก็ได้”

“ถ้าขายไม่ออกเดี๋ยวผมรับผิดชอบให้”

เธออมยิ้มมองไปที่หน้าของเขา แล้วหัวเราะออกมาอย่างแก้เขินเบาๆ โดยลืมเจ้าของคำถามไปเลย

การกระทำของทั้งสองคนถูกจับจ้องในสายตาคนจำนวนมาก ที่อารมณ์แตกต่างกันออกไป

ภาริตในความทรงจำของนิลเนตรและสองสาวเป็นคนที่นิ่งๆ ไม่สุงสิงกับใครค่อนข้างไปทางเย็นชา แต่ก็แฝงด้วยความเท่มีเสน่ห์ชวนหลงไหล พอมาเห็นในโมเม้นหยอกล้อไปมาของทั้งคู่ พวกเธอกลับคิดว่าเป็นภาพที่น่ารักมาก

ส่วนคนที่คอยรอบสังเกตอย่างวรภัทรแอบดีใจที่เพื่อนเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เปลี่ยนไปมากเลยต่างหาก ทั้งคำพูดทั้งการให้ความสำคัญกับสาวตรงหน้า ทั้งที่แต่ก่อนตัวเขาแทบจะนับประโยคที่ภาริตพูดมาในแต่ละวัน ชายหนุ่มจะชอบจมอยู่กับความคิดของตัวเองไม่มีใครเข้าถึง เขาหวังว่าชฎาจะเป็นคนที่ฉุดเพื่อนรักของเขาขึ้นมาจากอดีตได้

แต่กลับมีชายคนหนึ่งที่หัวเสียเหมือนกับของที่เขาปรารถนากำลังถูกแย่งไป


หลังจากซื้อปลาเสร็จเรียบร้อย วรภัทรก็ถามว่าพวกเธอพักที่ไหน ซึ่งเขาและถาริตก็ได้เช่าบ้านค้างคืนที่นั่นอยู่ด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญบ้านทั้งสองอยู่ใกล้ๆ กันในระยะสามร้อยเมตรด้วย เขาจึงชวนลูกทัวร์ของเธอมาทำอะไรกินที่บ้านเขาด้วยกัน ซึ่งลูกทัวร์ฝั่งเธอก็เห็นพร้อมต้องใจด้วย ยกเว้นคนเดียวเท่านั้น ไตรนิธิ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา

“งั้นเราขับรถกลับไปที่บ้านพักของคุณภัทรเพื่อเอาของสดลงก่อนเลยนะคะ”

“ได้เลยครับ คืนนี้จะให้ไอริตโชว์ฝีมือให้ทานกันนะครับ”

“หูยอย่างนี้ก็เป็นลาภปากของพวกเราเลยนะคะ” นิลเนตรว่า

“ยินดีครับ”

ชายหนุ่มยิ้มรับ สร้างความประหลาดใจให้เพื่อนรักอย่างวรภัทร นิลเนตร และสองสาวที่ทำงาน เพราะภาริตหันมาตอบรับและยิ้มให้พวกเธอ

“ด้า คุณมานั่งคันผมไหม”

อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ถามขึ้นก่อนที่ทุกคนจะเดินไปขึ้นรถ

“เอ่อไหนๆ รถพวกเรากลับไปทางเดียวกันอยู่แล้ว และรถผมมีแค่ชายหนุ่มสองคนแล้วมันเงียบเหงา ถ้าได้คุณดามากับพวกเราช่วยเพิ่มสีสันในรถไงครับ”

เขาเอ่ยช่วยแก้สถานการณ์จากสีหน้าที่มองมาอย่างงงงวย และไอเพื่อนตัวดีไม่คิดที่จะอธิบายอะไร

“ถ้าคุณภาริตอยากได้ดีสันในรถ ผมแนะนำสองสาวให้ไปนั่งคันของคุณไหมครับ”

ไตรนิธิผายมือไปที่สองสาวที่อยู่ข้างๆ ชฎาและนิลเนตร พวกหล่อนยิ้มรับคำเชิญชวน

“เดี๋ยวดาไปเองดีกว่าค่ะ พอดีดามีเรื่องงานต้องคุยกับคุณริตต่อด้วย” เธออ้างเรื่องงานเลี้ยงเจ้าเหมียวขึ้นมา

“อะไรกันครับน้องดา เรามาเที่ยวกันนะครับเราไม่ได้จะมาคุยเรื่องงาน”

ชายหนุ่มโต้กลับอย่างไม่ยอม

“เอ่อพี่นิลไม่ว่าอะไรด้าใช่ไหมค่ะ ถ้าหากด้าจะไปนั่งคันคุณภัทรและคุณริต”

เธอไม่อยากจะเถียงกับไตรนิธิต่อ คิดว่าพูดต่อไปคงไม่จบ เลยหันไปหาสาวรุ่นพี่ให้ช่วยพูดแทน

“พี่จะว่าอะไรด้าหล่ะ เอาหน่าสามให้ด้าไปนั่งคันนั้นเถอะ ยังไงเราก็กลับไปที่พักเดียวกันอยู่แล้ว แบ่งน้ำหนักออกไปบ้างจะได้ไม่เปลืองน้ำมันรถ”

หญิงสาวเข้ามาเคลียสถานการณ์ให้ ถึงแม้จะอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมชายหนุ่มถึงต้องห้ามรุ่นน้องของเธอไปนั่งที่รถคันนั้น แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

ไตรนิธิเดินกลับขึ้นรถไป ทุกคนจึงแยกย้ายไปที่รถของตัวเอง ชฎาเดินตามสองหนุ่มไปที่รถบีเอ็มดับเบิ้ลยูสีขาวรุ่นเอกซหกคันใหญ่

หลังจากขึ้นมาบนรถหญิงสาวพ่นลมออกจากปากอย่างโล่งอก วรภัทรจึงเริ่มชวนคุยในขณะขับรถไปข้างหน้า

“วู้วหนาวจังเลย” เธอพูดพร้อมถูมือไปมาแล้วแนบเข้าที่คอ

ภาริตเพิ่มอุณหภูมิฮีทเตอร์ในรถให้อุ่นขึ้น แล้วหันกลับไปมองวิวข้างนอกหน้าต่างต่อ

“คุณไตรนิธิเป็นแฟนคุณดาหรอครับ” คนขับรถเปิดประเด็นขึ้นถามเธอ

“เปล่าค่ะ พี่สามไม่ใช่แฟนดาหรอกค่ะ”

“เรียกซะสนิทสนมกันจังเนอะ”

เสียงของชายที่นั่งข้างคนขับแทรกขึ้นมา

“ก็พี่สามเขาเป็นคนคุยของพี่นิลที่ฉันสนิทด้วยหนิ จะให้เรียกคุณไตรนิธิเต็มยศตลอดก็ฟังดูห่างเหินแปลกๆ พิกลน่ะสิ”

เธอบอกเหตุผลออกไป อีกอย่าชายหนุ่มแทนตัวเองอย่างนั้นให้เธอเรียกแบบอีกมันก็แปลกไปหน่อย

“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เธอสนิทกับคุณนิล ไม่ได้สนิทกับเขาสะหน่อย” เขาว่าต่อ

“แสดงว่าคุณสามเป็นแฟนคุณนิลหรอครับ”

เสียงของวรภัทรถามดังขึ้น

“ยังค่ะ พี่นิลยังไม่คบแค่คุยๆ กันอยู่ เฮ้อสบายใจจัง” พูดจบเธอถอนพ่นลมออกมาจากปากแสดงอารมณ์ท้ายประโยค

“สบายใจอะไรครับคุณดา” วรภัทรถามด้วยความสงสัย

“อ๋อสบายใจที่ได้มานั่งรถของคุณภัทรนะคะ” เธอตอบเลี่ยงๆ

“หรอ ไม่ใช่ว่าสบายใจที่หลบสายตาใครบางคนมา”

“ว้าคุณริตรู้ทันอีกแล้ว”

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ กับท่าทางที่เธอเหมือนถูกเขาจับได้

“คุณรู้ไหมตอนแรกเขาบอกจะไม่มาทริปนี้ฉันถึงยอมมา กลายเป็นว่าเขาบอกให้พี่นิลตีรถกลับมารับ ฉันอยากจะขอลงจากรถแทน ฉันไม่รู้ทำไมเขาชอบมองมาที่ฉันบ่อยๆ ฉันโคตรจะอึดอัดเลย”

เธอระบายความในใจออกมาให้ภาริตฟังอย่างเคยชิน เขาที่นั่งฟังเธอบ่นอย่างเงียบๆ ส่วนคนขับรถกลายเป็นผู้ถูกลืมไปจากบทสนทนาเขาจึงสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนรักต่อไป

“คุณดาไม่ชอบคุณสามหรือครับ”

หลังจากหายไปจากบทสนธนาอยู่นาน เขาเอ่ยถามต่อ

“ไม่ได้ไม่ชอบหรอกค่ะ แค่รู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วอึดอัดมากกว่า”

“ทำไมคุณดาไม่บอกคุณนิลหล่ะครับ”

“ดาก็อยากจะบอกนะคะ แต่ดาไม่อยากทำให้พี่นิลเสียใจมากกว่าดูเขาจะปลื้มพี่สามอยู่มาก”

ถ้านิลเนตรปลื้มชายหนุ่มไม่มากขนาดนี้ ไม่แน่เธออาจจะลองพูดออกไป แต่สิ่งที่เธอกลัวมากกว่าคือเกิดกาารแตกหักหรือความเชื่อใจจะไม่เหมือนเช่นเคย


“เป็นห่วงเขา แล้วไม่เป็นห่วงตัวเองหรือไง” ภาริตเอ่ยออกมาเหมือนว่ากล่าว แต่คนขับรถอย่างวรภัทรรู้ว่าเพื่อนของเขากำลังเป็นห่วงหญิงสาวที่นั่งข้างหลัง

ระหว่างทางพวกเขาเปิดเพลงเบาๆ พูดคุยเรื่องทั่วไปอย่างสนุกสนาน วรภัทรรู้เลยว่าเพราะหญิงสาวคนนี้เป็นคนตลกร่าเริงเข้ากับคนง่าย ทัศนคติที่คิดบวก และน่าแกล้งในหลายๆ ครั้ง เพื่อนของเขาถึงได้ชอบแหย่เธอเป็นประจำ

เมื่อมาถึงที่พักของภาริตและวรภัทรในเวลาเกือบห้าโมงเย็น รถอีกคันที่ขับตามมานำของสดที่ซื้อมานำมาเสริมกับของสองชายหนุ่ม ภาริตไปล้างมือกำลังเริ่มทำอาหารโดยมีชฎาอาสาเป็นลูกมือ ส่วนคนอื่นก็นั่งรออาหารเย็น สองสาวที่ทำงานกลับไปอาบน้ำที่บ้านพัก ไตรนิธิเลยต้องขับไปส่งและรออยู่ที่นั่น นิลเนตรช่วยวนภัทรปิ้งย่างบาบีคิวอยู่ลานหน้าบ้าน ถึงแม้อากาศจะหนาวเย็นแต่ความร้านจากเตาทำให้อุ่นขึ้น

คนที่อยู่ในครัวทั้งคู่ตอนนี้คนหนึ่งกำลังล้างผักหั่นผัก ส่วนอีกคนกำลังผสมเครื่องปรุงหมักไก่ ใส่กระเทียมสับคลุกเคล้ากับพริกไทยดำทับด้วยผงปาปีก้าอีกชั้น นำเห็ดแครอทที่หั่นใส่ลงไปในถาดราดน้ำมันมะกอกโรยเกลือเล็กน้อย จากนั้นก็เอาเข้าเตาอบ เตรียมกระทะที่มีไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อนเล็กน้อยใส่น้ำมันรอจนกระทะร้อน หย่อนเนื้อปลาแซวม่อนที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ลงกระทำใส่เกลือเล็กน้อยรอข้างนอกสุกแล้วนำขึ้น


“เนื้อปลาแซวม่อนคุณต้องแล่ให้มันเท่าๆ กัน”

ชายหนุ่มว่าพลางเดินเข้ามาหา

“เข้าปากมันก็เหมือนกันหมดแหละ”

เธอกำลังจะหั่นต่อ

เขายืนประกบข้างหลังเธอยื่นมือออกมาจับมือทั้งสองข้างของเธอ แผ่นหลังของเธอชิดกับอกแน่นของเขา หน้าของเขาเกยมาที่ไหล่ของเธอสาธิตการแล่เนื้อปลาที่ถูกวิธี

“เวลาแล่เนื้อปลาต้องเอียงมีดหกสิบองศาแบบนี้ อีกมือประคองไว้อย่าขยับแล้วลงมีดไปทีเดียว เนื้อต้องไม่บางเกินไปหนาซักประมาณเซ็นกว่าๆ กำลังดี”

แต่ตอนนี้สติสตางค์ของเธอกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว หัวใจทำงานหนักมากมันเต้นไม่เป็นจังหวะรัวเร็วเหมือนกลองที่ถูกกระหน่ำตีอย่างรวดเร็วในแบบที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อนนอกจากตอนเกรดออกแต่มันคนละอารมณ์

“อย่าเกร็งสิคุณ”

เขาเอ่ยเตือนก่อนแอบขำกับท่าที่และหน้าตาที่พยายามเก็บอารมณ์ของเธอ

เมื่อแล่เนื้อปลาเสร็จ เขาก็ปล่อยเธออกเป็นอิสระ เขานำเนื้อใส่ลงชามบีบเลม่อนลงไป ใ่ส่เกลือและน้ำตาลเล็กน้อยเพิ่มรสชาติให้น้ำยำ


อีกคู่ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่หน้าบ้านอมยิ้มกับภาพที่พวกเขาเห็นตรงหน้า คนหนึ่งถือที่คีบพลิกเนื้อไปมา อีกคนเอาเนื้อมาลง แสงแดดอ่อนๆ ที่กำลังลาลับขอบฟ้าไป ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีส้มผสานกับสีฟ้าปนชมพูอย่างลงตัว

“คู่นั้นน่ารักดีนะคะ”

“ครับผมเห็นด้วย”

ชายหนุ่มล้วงมือไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมา เข้าแอปพลิเคชันถ่ายวิดีโอภาริตและสาวน้อยในอ้อมแขนแกร่งก่อนจะพิมพ์ว่า ‘ไอริตกำลังจะมีเมียแล้วโว้ย’ กดแชร์สตอรี่เรียบร้อยแล้วยืนยิ้ม

ไม่นานคนที่เข้ามาดูต่างทักมาหาเขากันอย่างประหลาดใจ บางคนพิมพ์มาว่า

‘ใครวะ รายงานสถานการณ์มาดิ’

‘ไอริตจะเลิกเป็นหมาหงอยแล้ว’

‘เฮียริตของน้องเปลี๋ยนไป๋’

‘ต้องสตรองขนาดไหนถึงดามใจไอริตได้’

‘อิจฉาคนจะมีเมีย’

หรือไม่ ‘อย่างนี้ต้องฉลอง’ และคอมเม้นอีกมากมาย

“คุณภัทรขำอะไรหรอคะ” เธอถามขึ้นเพราะเห็นเขาเดี๋ยวๆ ก็ยิ้มเดี๋ยวๆ ก็ขำออกมาคนเดียว

“นี่ไงครับ”

ยื่นโทรศัพท์ออกไปโชว์วีดีโอและคอมเม้น

“ตายแล้วถ้าคุณภาริตมาเห็นจะไม่โกรธหรอค่ะ”

“ไอริตมันไม่เห็นหรอกครับ มันไม่เล่นโซเชียลนานแล้ว” ตอบไปพลางเลื่นลงไปเรื่อยๆ

“ยังมีผู้ชายที่ไม่เล่นโซเชียลอยู่หรอค่ะ”

เธอถามด้วยความสงสัย เพราะภาริตจัดว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากๆ คนหนึ่งเช่นเดียวกับไตรนิธิที่หล่อกันคนละแบบ แต่รายนั้นค่อนข้างเป็นหนุ่มสังคม ทั้งไลน์ เฟตบุค อินสตราแกรม แทบจับโทรศัพท์เข้าดูตลอดเวลา

“ครับมันเนี้ยแหละ”

“ทำไมคุณภาริตถึงไม่เล่นหละคะ” ถามต่อด้วยความสงสัย

“เอ่อ... มันคงโลกส่วนตัวสูงมั้งครับ”

เขาตอบแบบอึกอักพยายามหาข้ออ้างที่เข้ากับเพื่อนมากที่สุด จริงอยู่ที่แต่ก่อนภาริตก็เล่นทุกอย่าง แต่หลังจากเรื่องครั้งนั้นเพื่อนเขาก็เก็บตัวเงียบไม่แตะอะไรที่เป็นโซเชียลอีก เรียกได้ว่าปลีกวิเวกออกไปเลย ทั้งขรึม ทั้งพูดน้อยลง จนไม่มีใครเดาความคิดของชายหนุ่มออก เขาจึงคอยดูแลเพื่อนรักอย่างห่วงๆ แต่วันนี้เขาคิดว่าคงได้ผู้ช่วยที่อาจจะเข้ามาทำหน้าที่แทนเขาแล้ว

“โอ๊ย!”

“คุณนิลเป็นอะไรมากไหมครับ”

มือของหญิงสาวที่กำลังลงเนื้อ ไม่ทันระวังช่วงข้างฝ่ามือโดนเข้ากับตะแกรงเตาย่างชักมือออกทันที

ชายหนุ่มรีบจับมือหญิงสาวมาดู เห็นอาการเริ่มบวมแดงจึงจับมือหญิงสาวเข้ามาในบ้านตรงไปที่ซิงค์ล้างจาน เปิดน้ำเย็นดึงมือของเธอเข้าไปหาน้ำเย็นจัดที่กำลังไหลโดยมือเขายังประคองมือเธออยู่ด้วย

“คุณภัทรไม่ต้องเอามือมาแช่น้ำด้วยก็ได้ค่ะ น้ำมันเย็นมากเดี๋ยวมือคุณจะแข็งเอานะคะ”

เธอบอกด้วยความเกรงใจเพราะมือเธอถูกเขาจับแช่น้ำไปด้วยกัน

“ไม่เป็นไรครับแล้วคุณเจ็บมากไหม”

“เจ็บค่ะแต่แค่นี้เองสบายมาก”

ชฎาเมื่อเห็นวรภัทรจับมือของส่วรุ่นพี่ของเธอจึงเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

“พี่นิลเป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ”

“คุณนิลถูกตะแกรงเตาย่างครับ ผมวานคุณดาช่วยไปดูเนื้อที่กำลังย่างที่ได้ไหมครับ ไอริตแกไปหยิบว่านหางจระเข้ที่อยู่ในกล่องยาเล็กหลังรถให้ที”

สั่งการเสร็จหันกลับไปสนใจมือเล็กที่อยู่กลางสายน้ำ

“ได้ค่ะ”

เธอกำลังเดินออกไปที่เตาย่างบาบีคิวลานหน้าบ้าน อยู่ๆ แขนของเธอก็ถูกจับโดยภาริต

“คุณไปหยิบยาเดี๋ยวผมไปดูเนื้อที่เตาเอง”

เขาเป็นห่วงว่าเธอจะซุ่มซ่ามไปโดนตะแกรงเหมือนเช่นนิลเนตร เลยให้เธอไปหยิบยาที่รถดีกว่า

“อ๋อก็ได้ค่ะ”

เธอวิ่งไปที่รถแล้วหาหลอดว่านหางจรเข้ เมื่อเจอแล้วก็นำมันมาให้วรภัทร

เขาทายาลงให้แบบเบามืออย่างกลัวว่าจะทำให้หญิงสาวตรงหน้าเจ็บ ความนุ่มนวลที่เขาทำให้เธอค่อยๆ ซึมลึกเหมือนน้ำที่ชโลมลงรากต้นไม้ให้มันได้รับความชุ่มฉ่ำ ใบแบบที่เธอไม่เคยได้รับจากไตรนิธิ

เธอชอบวรภัทรในฐานะเจ้านายที่ใจดีและเข้าใจลูกน้องและความขี้เล่น กวนๆ แต่วันนี้ความรู้สึกนั้นกลับเพิ่มมากกว่าเดิม ความใส่ใจของเขามันกลับทำให้คนอื่นคิดไปไกลได้เลยทีเดียว



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น