เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

บทที่ 4


หญิงสาวตื่นขึ้นมาในแสงอรุณเริ่มขึ้นเหนือหัวบ่งบอกเวลาว่าสายแล้ว โชคดีที่เป็นวันเสาร์จึงไม่ต้องไปเรียน ก่อนที่จะได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาแตะที่จมูก เธอหันไปมองรอบๆ ตัวรับรู้ได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องของเธอ นึกย้อนความทรงจำถึงรู้ว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้กลับห้องและนอนอยู่ที่นี่

“ตื่นแล้วหรอคุณ แปรงสีฟันอันใหม่อยู่หน้าอ่างล้างหน้า” เสียงทักทายจากชายหนุ่มที่กำลังจัดโต๊ะอาหาร

“คุณเตรียมให้ฉันหรอค่ะ”

เขาพยักหน้าให้เป็นเชิงตอบว่าใช่ เธอเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันประมาณห้านาทีแล้วเดินออกมาที่โต๊ะอาหารที่มีซุปฟักทองกรุ่นสองชาม

“โหหน้าตาดูดีน่ะเนี้ย ขอชิมหน่อยว่ารสชาติจะดีเหมือนหน้าตาหรือป่าว”

“เมื่อคืนคุณน่าจะดื่มมาหนัก เช้านี้คุณน่าจะกินอะไรไม่ค่อยลงซุปจะช่วยให้คุณทานง่ายขึ้น”

มองสาวน้อยตรงหน้าเริ่มจัดการกับซุปสีเหลือง

“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างคุณจะเป็นพ่อศรีเรือนเหมือนกันน่ะเนี้ย” ปากก็พลางกัดขนมปังปิ้งที่ถูกตัดเป็นสามเหลี่ยม “ว่าแต่คุณเป็นเชฟหรอถึงทำอาหารเก่งแบบนี้” ถามไปที่ชายหนุ่ม

“ก็ไม่เชิงหรอก ทางร้านจ้างผมไปทำอาหารสัปดาห์ละสองวัน”

ใช่เขาจ้างตัวเองไปทำโดยเพื่อนลากเขาเข้าครัวแล้วสั่งให้ทำอาหารในวันที่คนเยอะ

“อ่าวอย่างนี้เงินที่ได้ก็ไม่พอก็บค่าใช้จ่ายน่ะสิ ไหนจะค่าเช่า ค่ากิน ค่ารถคุณอีก งั้นคุณต้องประหยัดมากๆ ที่จะให้รายรับเพียงพอกับรายจ่าย”

เธอแกล้งทำท่าคิดค่าใช้จ่ายแล้วแสดงความสงสารเห็นอกเห็นใจชายหนุ่ม แล้วตบที่บ่าของเขา

“บ้านหลังนี้เขาให้ผมอยู่ฟรีแค่ต้องทำความสะอาด”

เขาเริ่มสนุกที่ได้แหย่หญิงสาวเล่นเลยแสดงบทตามน้ำ

“ถ้าคุณเงินไม่พอใช้มายืมฉันก่อนได้น่ะ ฉันใจดีคิดดอกเบี้ยถูกๆ ให้”

เธอพูดแบบจริงจังมีความคิดที่เริ่มเห็นช่องทางหารายได้ทางใหม่จึงเสนอให้อย่างคนใจดี ที่จริงแล้วเธอรู้ว่าเขาพูดเล่นเพราะจากสิ่งของที่เขาใช้ทุกอย่างเป็นแบรนด์หรูทั้งหมด

“คุณยังจะคิดดอกเบี้ยผมอีกหรอ” เขาขำกับคำพูดและท่าทางของเธอ

ภาริตเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนเปิดคาเฟ่แห่งใหญ่ใจกลางเมือง ทางบ้านของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้ารถหรูที่ใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองไทย บ้านหลังนี้เป็นของพี่ชายเขาที่ซื้อไว้เพื่อมาพักผ่อนและติดต่อธุรกิจแต่ให้เขามาอยู่เพราะช่วงแรกที่เขามาเรียนต่อที่นี่ ส่วนเหตุผลที่เขามาเลือกเรียนที่แทนอังกฤษหรืออเมริกาก็เพราะคนๆ หนึ่งที่ทำให้เขาต้องสร้างกำแพงจากผู้คน

หลังจากกินข้าวเช้าเรียบร้อยรอบนี้หญิงสาวอาสาล้างจานให้ เอาจานทั้งหมดมาล้างน้ำออกแล้วเอาไปใส่ตู้ล้างจาน จากนั้นก็ขอตัวกลับก่อน ชายหนุ่มเดินมาส่งที่หน้าบ้าน

“วันหลังอย่าเที่ยวไปนอนบ้านคนอื่นแบบนี้อีก มันอันตราย” เตือนหญิงสาวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง

“แสดงว่าคุณปลอดภัย” ตอบอย่างกวนๆ

“ไม่มีอะไรรับประกันได้ตลอด” หญิงสาวยิ้มให้กับคนหน้านิ่งก่อนเดินจากไป



ประเทศไทย

“โอ๊ยอะไรว่ะ เอะอะๆ ก็ติดแต่งาน ที่มันผ่านมาหลายเดือนละน่ะที่ไอเตชิดมันไม่มาหาฉันเลย”

อชิราปาโทรศัพท์ไปที่โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้ม

“โหยน้าจะอารมเสียทำไมเนี้ย”

รสรินที่นั่งดูทีวีอยู่หันมาหาน้าสาว

“นังหลานคนเล็กของมันก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆไม่รู้ไปตายที่ไหนหรือยัง”

อารมณ์หงุดหงิดก็พานไปหาตัวต้นเหตุที่ทำให้หล่อนยังคงทำได้แค่รอ

“เออน้าแล้วคนบ้านนั้นไม่ออกตามหากันบ้างหรอ ไม่เป็นห่วงสักนิดเลยหรอน้า” หลานสาวรู้สึกสงสัย รู้มาจากน้าของเธอว่าเตชิดรักหลานสาวเหมือนลูกของตัวเองขนาดไหน

“เออว่ะฉันก็สงสัยเหมือนกัน” น้าสาวคล้อยตามเธอจะว่าไป

อชิราเองก็แอบสงสัยมานานแล้วเหมือนกัน ว่าทำไมคนบ้านนู้นถึงได้นิ่งเฉยขนาดนี้กันได้

“เรื่องอีนั่นเอาไว้ก่อน เอาเรื่องคุณเตของน้าก่อนดีกว่าไหมน้า หรือว่าเขาจะไปมีผู้หญิงใหม่จริงๆ”

กลัวว่าถ้าน้าสาวพลาดทำเตชิดหลุดมือ จากที่เธอใช้เงินได้มือเติบก็จะกลับไปทำงานงกๆ

“จะพูดให้ฉันเครียดกว่าเดิมทำไมอีนี่” ฟังจบแล้วหันไปแหวใส่คนพูด

“ที่พูดเนี้ยก็ด้วยความหวังดีหรอกน่ะน้า เพราะถ้าเขาไปมีใครอื่น น้าไม่ได้กินนอนสบายแบบนี้อีกแน่”

เธอเบ้ปากให้กับความเจ้าอารมณ์ของน้าสาว

เสียงแตรจากมอเตอร์ไซค์หน้าบ้านดังขึ้นจากหน้าบ้าน

“ใครมาอ่ะนะ” รสรินเดินไปชะโงกหน้าดูที่หน้าต่าง

“เออๆ แกกลับไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยววันหลังฉันชวนแกมาใหม่”

อชิรารีบไล่หญิงตรงหน้าให้กลับไป

“นั่นมันไอบอลเด็กแว๊นที่น้าเคยคั่วด้วยหนิ อย่าบอกน่ะว่าน้าแอบไปกินกับมัน”

เมื่อมองจากลักษณะแล้วเธอจึงคับคล้ายคับคาว่าเป็นคู่นอนเก่าของน้าสาว เมื่อสมัยที่เริ่มเป็นสาว

“นังรส! หุบปาก ถ้าไอเตชิดมันมาหาฉัน ฉันก็คงไม่แอบไปกินหรอก แต่นี่มันไม่มาเลย แล้วแกอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกให้ใครรู้น่ะ ไม่งั้นฉันเอาแกตายแน่”

น้าสาวชี้หน้าสั่งให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

“รู้แล้วหน่าน้า ฉันไม่เอาไปพูดหรอก”

ฉันไม่เอาความมักมากและกินของสกปรกของน้าไปพูดหรอก เพราะถ้าฉันจะเลือกกิน ฉันต้องกินของที่มีราคาเท่านั้น เธอคิดในใจ หลังจากที่เข้ามาอยู่บ้านน้าสาวความคิดและความต้องการก็เปลี่ยนไป อะไรที่นิราและชฎาได้ เธอเองก็สงควรที่จะได้เช่นเดียวกัน

ฝ่ายเตชิกำลังชมภาพจากไอแพทของนิราที่โชว์แต่ละภาพของหลานสาวคนเล็กที่ยิ้มแย้มสดใสท่าทางทะเล้น

“น้องเราไปอยู่นิวซีแลนด์เงินพอใช้ใช่ไหมราร่า”

นิ้วก็เลื่อนไปเรื่อยๆ ในใจรู้ดีว่าหลานคนเล็กกินเก่งขนาดไหน กลัวเงินที่ได้จะไม่พอ

“ค่ะอา เห็นปั้นหยาบอกว่าดาด้าไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารไทยน่ะค่ะ หักค่าเช่าอะไรไปยังพอมีเก็บบ้าง” หลานคนโตตอบกลับไปพร้อมยิ้มที่อาหนุ่มคิดถึงน้องสาวของหล่อน

“ดีอาชอบให้ด้าเขาออกไปหาประสบการณ์ มันจะทำให้ด้ามีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

เขาหวังว่าชฎาเมื่อกลับมาแล้วจะไม่ทำอะไรวู่วาม

“อาคิดว่าด้าจะกลับมาเมื่อไหร่ค่ะ” หล่อนถามเขากลับ

“ถ้าเขาสบายใจเมื่อไหร่ เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง”

“ร่ากลัวเขาจะไม่กลับมาน่ะสิค่ะ ถ้าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่” พูดพลางชำเลืองมองที่อาหนุ่ม เขาได้แต่เงียบไม่ได้พูดอะไรออกมา ไม่มีใครรู้ความคิดของนิราภายใต้คำถามนี้

เขาและนิรารู้ตั้งแต่อาทิตย์แรกที่ชฎาจากไปแล้วว่าหลานสาวไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรจากการรายงานของเพื่อนสนิทของเธอ เพราะนิราขอร้องแกมบังคับให้ปั้นหยาต้องพูดโดยอ้างถึงความเป็นห่วงและความปลอดภัยของเธอ หลังจากนั้นปั้นหยาจึงเป็นคนรายงานสถานการณ์ตลอด



วันเวลาที่ผันเปลี่ยนเช่นเดียวกับฤดูการที่เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัว บางวันอุณหภูมิลงเกือบไปลบสิบองศา บางวันอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นทำให้การเดินไปทำกิจกรรมของหญิงสาวจัดว่ายาก วันไหนที่หนาวมากๆ เธออยากจะนอนซุกตัวอยู่แต่ใต้ผ้าห่ม เวลาออกไปข้างนอกหญิงสาวต้องใส่เสื้อมากกว่าสามชั้น กับรองเท้าบูทกันความหนาวเย็น

เนตรชวนชฎาไปทริปสุดสัปดาห์นี้ เธอปฏิเสธไปในตอนแรกคิดว่าไตรนิธิต้องไปด้วยแน่ๆ แต่นิลเนตรกลับมาบอกเธออีกครั้งว่าชายหนุ่มไม่ไป เธอจึงตอบตกลงร่วมไปด้วย ความสัมพันธ์ของรุ่นพี่สาวและเขายังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ยังไม่ตกลงเป็นแฟนกัน

สมาชิกการเดินทางครั้งนี้มี เธอ นิลเนตร และเพื่อนที่ทำงานด้วยกันอีกสองคน การเดินทางนี้นิลเนตรเป็นคนขับรถ เมื่อรถแล่นออกนอกเมืองสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้ากว้าขวางไกลลิบตามีภูเขามากั้น ต้น Cypress ที่มีลักษณะเป็นพุ่มสามเหลี่ยมสูงใหญ่หลายต้นถูกปลูกในแนวเดียวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ฝูงแกะจำนวนมากยืนอาบแดดในอากาศที่หนาวเย็นเป็นกลุ่มๆ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายลงสตอรี่อินตราแกรม สักพักโทรศัพท์ของคนขับรถดังขึ้น พูดคุยซักพักก่อนที่จะวางสายแล้วหันมา

บอกพวกเธอว่า

“เดี๋ยวพี่จะวนรถกลับเข้าไปในเมืองก่อนน่ะ”

“อ่าวทำไมหล่ะนิล” เพื่อนคนนึงเป็นตัวแทนถามขึ้นมาในความสงสัยของทั้งหมด

“ก็อีเจ้าของรถมันถามว่าจะไปไหนกัน พอเราตอบไปนางบอกว่าขับไปไกลอันตรายนางจะขับไปให้แทน” บ่นไปพลางเลี้ยวรถวนกลับ


ชฎาคิดว่าเจ้าของรถคงเป็นเพื่อนสาวของนิลเนตรจากสรรพนามที่ใช้แทน ไม่ถึงสิบนาทีรถได้จอดข้างทางเพื่อรอใครคนหนึ่ง ทุกคนย้ายที่นั่งในรถกันโดยนิลเนตรนั่งข้างคนขับ ส่วนเธอย้ายมานั่งข้างหลังกับเพื่อนอีกสองคน ไม่นานประตูฝั่งคนขับก็เปิดพร้อมผู้มาใหม่เข้ามานั่ง

“สวัสดีครับสาวๆ”

เสียงของไตรนิธิ! ไหนนิลเนตรบอกเธอว่าเขาไม่ไปอย่างไรเล่า

“สวัสดีค่ะคุณสาม พวกเราก็นึกว่าคุณสามจะไม่มาด้วยซะแล้ว” เพื่อนคนที่หนึ่งทักทายก่อนคนอื่นจะทักทายตาม

“ตอนแรกเขาก็ไม่ไปหรอก อยู่ๆ ก็โทรบอกให้เรากลับรถมารับทำให้เราเสียเวลาต้องกลับรถ”

รุ่นพี่สาวรีบชิงฟ้องแล้วชี้ไปที่ชายหนุ่มตัวต้นเหตุ

“ผมจะปล่อยสาวๆ ไปกันตามลำพังได้ไงหล่ะครับ ผมเป็นห่วง” พูดจบก็ยิ้มโปรยเสน่ห์ส่งไปทั้งคันรถแล้วเหล่มองเธอผ่านกระจกด้านหลัง เธอจึงแสร้งยิ้มแล้วหันไปทางอื่น

“โหยคุณสามนี่ทั้งหล่อแล้วยังใจดีอีก ถ้าไม่ใช่นิลแฟนคุณสาม แพรวจะขอฟาดเองค่ะ”

เพื่อนคนที่สองเริ่มเสริมขึ้นบ้างอย่างมีส่วนร่วม

“ยังไม่ใช่แฟนซักหน่อย ขอเวลาดูพฤติกรรมสามก่อน”

นิลเนตรพูดปฏิเสธถึงแม้จะเทใจไปมากกว่าครึ่งให้เขาแล้ว

“ดูพฤติกรรมหลายเดือนไปไหมจ๊ะหล่อน ของดีแบบนี้เดี๋ยวก็มีคนคาบไปกินหรอก” เพื่อนคนที่สองพูดต่อ

แต่ในใจเธอคิดว่าชายหนุ่มคงไปคาบคนอื่นมากินมากกว่า

บทสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ สร้างเสียงหัวเราดังทั้งคันรถแต่ยกเว้นคนเดียวที่หัวเราะไม่ออกนั่นคือชฎา เธออยากจะขอลงจากรถซะเดี๋ยวนี้เลย แต่ก็กลัวคนอื่นจะถามว่ามีปัญหาอะไร หลังจากงานปาร์ตี้วันนั้นชายหนุ่มก็เริ่มเข้าหาเธอมากขึ้นโดยลับหลังนิลเนตร ทั้งส่งสายตา ทั้งสัมผัสตัวเธอ ทั้งประโยคหวานๆ ที่ส่งมาให้ หรือแม้แต่ข้อความที่ส่งมาทางอินตราแกรม บางครั้งหญิงสาวก็ทำเมินไม่รู้ไม่ชี้ บางครั้งก็ไม่เข้าไปตอบ พยายามหลบหลีกในแบบที่ไม่โจ่งแจ้งและน่าเกลียด ใจจริงแล้วเธออยากจะบอกให้รุ่นพี่สาวรับรู้ แต่เธอกลัวว่าจะกลายเป็นตัวสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ของพวกเขาเพราะหล่อนเริ่มรักเขามาก

หญิงสาวหยิบหูฟังขึ้นมาใส่เปิดเพลงพร้อมมองวิวข้างทางที่ขับรถผ่านเพื่อไม่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดกับสายตาของชายหนุ่มที่ชอบลอบมองมาที่เธอ

จุดพักรถที่แรกเป็นทะเลสาบใหญ่น้ำใสที่มองเห็นหินใต้น้ำ น้ำที่ไกลออกไปเป็นสีฟ้าแทบจะกลืนไปกับสีของท้องฟ้า หินก้อนเล็กก้อนน้อยอยู่เกลื่อนอยู่ชายฝั่ง ในฤดูนี้ต้นหญ้าจากสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้งๆ เป็นหย่อมๆ ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่กิ่งก้านไร้ใบไม้อยู่ข้างสะพานพื้นไม้มีราวเหล็กสีขาวยาวไปจรดอีกฝั่ง ภูเขาลูกใหญ่ที่ดูเหมือนไม่ใกล้ไม่ไกลถูกล้อมด้วยต้นไม้จำนวนมากที่มีใบสีส้มบ้าง สีเขียวบ้าง โบสถ์ขนาดเล็กกำแพงหินสีน้ำตาลปูทับด้วยหลังคาอิฐสีเทาตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่ง

“ด้าไปถ่ายรูปกันเร็ว” นิลเนตรหันมาชวนเธอเข้าไปในโบสถ์

“เดี๋ยวด้าตามไปค่ะ”

สามสามจึงเดินเข้าไปก่อน เธอเดินแยกข้ามสะพานไปอีกฝั่งนึงที่จะดูจะห่างไกลจากผู้คนเพราะอยากที่จะเดินคนเดียวและหลีกเลี่ยงสายตาจากไตรนิธิ แต่ยิ่งหนีก็เหมือนยิ่งตาม

“น้องดาอยากถ่ายรูปไหมครับ เดี๋ยวพี่ถ่ายให้”

ชายหนุ่มเสนอตัวพร้อมหยิบกล้องที่สะพายห้อยคอขึ้นมา

“ขอบคุณค่ะพี่สาม แต่ดาอยากเดินดูรอบๆ มากกว่า” ปฏิเสธออกไป หันหลังกำลังจะเดินต่อ

“งั้นพี่ขอเดินเป็นเพื่อนน่ะ” แล้วเดินขึ้นมาข้างๆ กับเธอ

หญิงสาวไม่ตอบอะไรแต่พยายามเดินให้เร็วขึ้นแต่อยู่ๆ ข้อมมือของเธอก็ถูกจับจากมือชายหนุ่ม

“เอ่อ พี่สามค่ะ จับข้อมือดาทำไมค่ะ” พูดไปพลางหันซ้ายแลขวากลัวใครมาเจอเข้า

“ทำไมไม่ค่อยตอบข้อความพี่ในไดเร็กอินสตาแกรมเลยหล่ะค่ะ” เขาเริ่มถามขึ้น

“ดาไม่ได้ตั้งแจ้งเตือนน่ะค่ะ เลยไม่เห็น”

ความจริงแล้วเธอเห็นแต่ไม่อยากตอบ

“ทำไมช่วงหลังพี่ไปหาแล้วไม่ค่อยเจอน้องดาเลยหล่ะค่ะ”

เขาไปหานิลเนตรทีไรชฎาจะไม่เคยอยู่ห้องเลย นานๆ ครั้งถึงจะได้เจอกันสักที แต่เธอก็จะมีข้ออ้างไปนู้นไปนี้ตลอด

“ดาคงติดงานมั้งค่ะ” ตอบไปพยายามแกะข้อมือชายหนุ่มออก

“หวังว่าวันหลังพี่คงได้เจอน้องดาบ่อยๆ น่ะค่ะ”

เขาอบท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธอ เหมือนเหยื่อที่กำลังหาทางออก และเขามีหน้าที่เป็นผู้ล่า ยิ่งเธอหลีกหนีเขา เขายิ่งไล่ล่าเธอ ยิ่งเธอหลบเขา เขายิ่งอยากครอบครอง

“พี่นิล!” หญิงสาวตะโกนเรียกทำให้ชายหนุ่มหันไปมอง “พี่นิลคงจะมาตามแล้วหล่ะค่ะ” ใช้จังหวะทีเผลอบิดข้อมือออกจากการจับกุม

เธอรีบเดินข้ามสะพานกลับมารวมกลุ่ม คิดว่าอาจจจะปลอดภัยกว่าการอยู่คนเดียว

“อ้าวไปไหนกันมาหน่ะสองคน” นิลเนตรถามเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวเดินกลับมา

“ไปดูวิวทางฝั่งนู้นมาค่ะพี่นิลสวยมากเลย แต่เสียดายน้อยกว่าน้องคนนี้นิดนึง”

เธอชี้ไปอีกฝั่งนึง ทำท่าประกอบใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งงอเข้าหากันสื่อความหมายว่านิดเดีนว

“ไม่จริงหรอกยังไงความสวยของน้องก็น้อยกว่าพี่อยู่ดีจ้ะ”

“ผมเห็นด้วยครับ” เดินมาหานิลเนตรแล้วกระซิบลงข้างหู “คุณสวยที่สุดในสายตาผมอยู่แล้ว” เหล่มามองที่สายตาของเธอเพื่อสื่อความหมายมาให้ ความดังของเสียงกระซิบทำให้ทุกคนได้ยินกันอยู่ดี

“บ้าพูดอะไรแบบนั้น”

สาวรุ่นพี่ขวนเขินก่อนจะตีที่ไหล่ชายหนุ่มเบาๆ

“โอ้ยอิจฉาเจ๊นิลจังเลยค่ะ แพรวอยากจะมีบ้างซักคนจะไปหาที่ไหนได้บ้าหนอ”

เสียงกรี๊สกร๊าดของเพื่อนสาวที่ทำงานดังข้างเธอ จนต้องแอบเบ้ปากมองบนใส่กับความน่าหมั่นไส้ของชายหนุ่ม

หลังจากที่ทุกคนถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้วได้กลับขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ที่พัก สองข้างทางเป็นพื้นที่โล่งมีภูเขากั้นขนาบ รถเลี้ยวเข้าไปตามที่ป้ายบอกก่อนจอดหน้าออฟฟิศที่ทำการ Reception ตกลงราคาแล้วจ่ายกันเรียบร้อย หารเฉลี่ยคนละหกสิบเหรียญต่อหนึ่งคืน

ขับรถเข้าไปที่บ้านพักที่อยู่ท่ามกลางที่ราบกว้าง ที่เน้นว่า

กว้างมากๆ ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา โดยบ้านพักแต่ละหลังจะอยู่ห่างกันประมาณห้าสามร้อยถึงห้าร้อยเมตร หรือบางบ้านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็จะห่างไปเป็นกิโล ก่อนจะเช่าค้างคืนต้องบุ๊คจองในเว็บก่อน

ภายในตัวบ้านเป็นบ้านชั้นเดียวเมื่อเปิดประตู้เข้ามาเป็นห้องรับแขกมีโซฟาสีขาวสองตัวใหญ่ กับโต๊ะไม้ขนาดเตี้ยกั้นอยู่ตรงกลาง ที่มีเครื่องครัวทำอาหารพร้อมในห้องนี้เลย กระจกที่เชื่อมระเบียงออกไปสู่ข้างนอก ทางเดินเชื่อมไปห้องต่างๆ ห้องแรกทางขวามือห้องนอนที่มีเตียงเดี่ยวลายขวางสีเทาพื้นขาวหนึ่งเตียงและเตียงสองชั้นอีกหนึ่งเตียงเท่ากับว่าห้องนี้มีทั้งหมดสามเตียง ห้องตรงข้ามคือห้องอาบน้ำที่

ชักโครกแยกไปอีกห้องหนึ่งพร้อมห้องซักผ้า ถัดไปเป็นห้องนอนเตียงสองชั้นลายสก็อตสีน้ำเงิน และห้องนอนเดี่ยวสองห้องใหญ่ที่อยู่ติดกัน โดยห้องหนึ่งมีห้องน้ำอยู่ในตัว

นิลเนตรและเพื่อนสาวอีกสองคนตัดสินใจเลือกห้องนอนที่มีสามเตียงเพื่อจะนอนเมาส์มอยกันทั้งคืน ชฎาเลือกห้องนอนเดี่ยวติดกับห้องน้ำเพราะเธอติดใจวิวของหน้าต่าง เปิดผ้าม่านออกจะมองเห็นภูเขาและทุ่งหญ้า ไตรนิธิเลือกห้องนอนเดี่ยวเช่นกันที่ติดกับห้องของเธอ

เมื่อทุกคนจัดข้าวของเข้าห้องพักเรียบร้อยและเพลิดเพลินกับการเดินสำรวจตัวบ้านอยู่พักใหญ่ๆ บ่ายแก่ๆ นิลเนตรจึงชวนออกไปซื้อของเพื่อมาทำกับข้าวในค่ำคืนนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น