เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ม.ค. 62

บทที่ 2


เช้าวันใหม่หญิงสาวตื่นตามเวลาปกติจัดการกับตัวเอง

อยู่พักใหญ่ ปิ้งขนมปังทานกับน้ำผลไม้เรียบร้อย เดินออกจากบ้านไปตามกูเกิลแมพแอพในโทรศัพท์ เนื่องจากนิลเนตรกับเธอมีเรียนคนละเวลากัน ทำให้เธอต้องเดินไปเรียนคนเดียว

วันนี้อากาศสดใสเหมือนเช่นเคยกับอุณหภูมิที่ไม่ค่อยหนาวมากนัก เดินตามทางผ่านบ้านเรือนหลายหลัง ลัดเลาะผ่านสนามเด็กเล่นที่มีหญ้าเขียวขจีตัดสั้นที่บ่งบอกว่าได้รับการดูแลต้นไม้หลากสีสันที่แผ่ไปตามทางเดิน จนกระทั่งพบแมวอ้วนตัวใหญ่สีขาวล้วนดูสะอาดเดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่งที่ดีไซน์แตกต่างจากหลังอื่น โดยบ้านหลังนี้ผสมผสานระหว่างโมเดิร์นกับวอร์มโทนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวบ้านภายนอกเป็นสีน้ำตาลนู๊ดทั้งหลัง ประตูโรงรถเป็นไม้สีน้ำตาลแกมส้มเล็กน้อย หน้าต่างหลายบานที่สูงจากพื้นเกือบถึงเพดานทำให้ดูมีความปลอดโปร่ง ข้างหน้าประตูปลูกต้น Thuja ขนาดเล็กเป็นพุ่มเรียงกันสามต้น เจ้าแมวอ้วนเดินมาคลอเคลียที่ขาแล้วล้มตัวลงนอนกางพุงให้

เธอหัวเราะให้กับท่าทางของมันก้มลงเกาพุงย้วยๆ เลยขึ้นไปที่คางให้สร้างความชอบใจให้กับมันเป็นอย่างมาก มันหลับตาพริ้มก่อนจะเลียเข้าที่มือของหล่อน


“แกจะทำให้ฉันสายแล้วนะเจ้าแมวอ้วน เอว่าแต่แกจะฟังภาษาไทยออกไหมน่ะ งั้น I have to go away from you now, I’ m going to study and see ya again.”

ไม่รอช้าเจ้าเหมียวขานรับทำเหมือนเข้าใจ หญิงสาวรีบลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

เดินมาถึงคอลเลจที่เรียนเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนระร้าระรังอยู่หน้าประตูทางเข้า ชฎาเข้าไปดูเห็นใบกระดาษเอสี่ที่บ่งบอกคนที่เข้ามาเรียนใหม่อาทิตย์นี้ โดยแต่ละอาทิตย์จะมีนักเรียนใหม่เข้ามาเริ่มเรียนทุกๆ วันจันทร์ จึงหันไปทักทายคนที่อยู่ข้างๆ เป็นภาษาอังกฤษ

“ไฮ ฉันชื่อชฎานะ” ยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อทักทาย

“แฮลโล่ ฉันชื่อโนริโกะ มาจากญี่ปุ่นแล้วคุณหล่ะมาจากประเทศไหน” หญิงสาวญี่ปุ่นตอบพร้อมยื่นมือออกไปจับเพื่อตอบรับคำทักทาย

“เรามาจากประเทศไทย”

หญิงสาวเปิดประตูให้เพื่อนต่างชาติเดินเข้าไปก่อน รีเซปชั่นบอกทางให้ทั้งสองเดินเข้าไปรอในห้องหนึ่ง เป็นห้องสำหรับ Orientation day หรือ ปฐมนิเทศวันแรก

โนริโกะสาวญี่ปุ่นผมซอยสั้นตัวเล็กความสูงไม่น่าเกินหนึ่งร้อยหกสิบหรืออาจจะสูงพอๆ กับเธอ อายุยี่สิบห้าปี ก่อนมาเรียนต่อเคยทำงานเป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลชื่อดังในโตเกียว

หลังจากนั่งรออยู่พักใหญ่ คนต่างชาติจำนวนมากเริ่มทยอยเข้ามาทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน บราซิล โคลัมเบีย และอื่นๆ ซึ่งรวมๆ แล้วก็ได้ประมาณสิบสิงถึงสิบสามคน อาทิตย์นี้มีเธอเป็นคนไทยแค่คนเดียว

ช่วงแรกมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาพูดถึงรายละเอียดการเรียน ที่อยู่อาศัย การจัดกิจกรรมหรือออกไปแค้มปิ้งทุกๆ อาทิตย์ จากนั้นเริ่มทำแบบทดสอบกับคอมพิวเตอร์พาทแรกเป็นแกรมม่ามีช้อยมาให้เลือก พาทที่สองเขียน Essay หรือเรียงความที่มีคำถามแล้วให้เราตอบลงไป จากนั้นพาทสุดท้ายทีชเชอร์ผู้ชายเรียกเธอกับนักเรียนใหม่อีกคนเข้าไปพร้อมกันแล้วเริ่มถามคำถาม ให้เธอพูดตอบกับเขา คำถามจะประมาณว่าคุณทำงานอะไรมาก่อน ทำไมถึงเลือกมาที่นี่ แล้วเลือกเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร และอื่นๆ อีกมากมาย

การทดสอบทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเป็นเวลาเที่ยงพอดีทางคอลเลจให้กลับบ้านได้และจะได้ทราบผลการทดสอบในวันพรุ่งนี้ว่าใครจะได้ระดับเท่าไหร่ ต้องไปเรียนที่ห้องไหน

ชฎาชวนสาวญี่ปุ่นไปนั่งทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร ซึ่งโรงอาหารได้แยกออกมาจากคอลเลจมีสนามหญ้าผืนใหญ่สีเขียวคั่นไว้ ตรงข้ามโรงอาหารเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่สองชั้นที่ค่อนข้างเงียบแต่ดูน่าเข้าไปใช้มาก

โรงอาหารที่นี่มีร้านซูเปอร์มาเก็ตขนาดเล็กหนึ่งร้าน ขายพวกขนม ช็อคโกแลต น้ำ และพายขนมปัง แซนวิช กับร้านอาหารอีกหนึ่งร้าน ร้านอาหารบางวันจะมี Nachos เป็นอาหารแม็คซิกันเป็นแผ่นแป้งคล้ายๆ ขนมทอดกรอบโปะด้วยหมูสับผัดพริกหยวกกับหอมใหญ่ราดทับด้วยชีส หรือไม่บางวันก็เป็นข้าวผัด แต่ทุกๆ วันจะมี Fish and chips ที่ทอดกรอบใหม่ราดด้วยซอสบาบีคิว ภายในโรงอาหารมีชุดโต๊ะเก้าอี้แต่งต่างกันไป บางตัวถูกดีไซน์มาให้เป็นชุดโซฟา บางตัวเป็นโต๊ะสูงเก้าอี้สูง หรือไม่บางตัวก็เป็นโต๊ะกินข้าวปกติ

ทั้งสองสาวเดินเข้าไปนั่งในโรงอาหารเลือกโต๊ะที่เป็นโซฟาพร้อมอาหารกลางวันที่หิ้วกันมาจากบ้านใส่กล่อง ของชฎาเป็นมันฝรั่งหั่นชิ้นผัดเนยใส่ข้าวโพด ถั่วลันเตา และแครอท ส่วนของอีกคนเป็นซูชิอะโวคาโด้ ทั้งคู่เพลิดเพลินกับอาหารกลางวันของตัวเองแล้วแบ่งให้อีกฝ่ายได้ชิม หลังจากสิ้นสุดภารกิจของวันนี้แล้วได้แยกย้ายกันกลับที่พัก

เมื่อเดินกลับอพาร์ทเม้นท์ทางเก่าพบเจ้าเหมียวจอมอ้วนที่นอนหมอบอาบแดดอยู่กลางทางเดินบ่งบอกความขี้เกียด เธอเดินเข้าไปทักทายแล้วเล่นกับมัน

“ไงเจ้าเหมียวอ้วนกินข้าวยังเอ่ย Are you hungry?”

เจ้าเหมียวขานรับเหมียว ทำให้เธอหัวเราชอบใจกับความฉลาดของมัน

“งั้น Just a little bit แล้วกันเดี๋ยวเจ้านายเธอมาเห็นแล้วว่าฉัน”

หล่อนหันซ้ายหันขวาล้วงมือลงไปหยิบคุกกี้แอลมอลนมสีครีมของขึ้นชื่อออกมาหักเป็นเศษเล็กๆ เพื่อให้เจ้าเหมียวกิน


เจ้าเหมียวเดินเข้ามากินจากที่มือ แล้วยกเท้าหน้าขึ้นเขี่ยเมื่อเศษคุกกี้หมดแล้ว

“ฮาฮา เจ้าแมวจอมตระกะ Do you want a cookie more? โอเคให้อีกนิดเดียวน่ะ”

หักเศษคุกกี้เพิ่มให้ มันกินด้วยความรวดเร็วไม่ทันไรก็หมดอีกเช่นเคย หญิงสาวลุกขึ้น ปัดเศษคุกกี้ออกจากมือ แล้วบอกลาเจ้าแมวอ้วนตัวนี้ มันขานรับเหมียวๆ เหมือนเช่นเคยก่อนเข้ามาคลอเคลีย

วันถัดมาชฎามาถึงคอลเลจตอนเช้ากำลังไล่รายชื่อจากแผ่นกระดาษที่ติดบนบอร์ดว่าตัวเองไปเรียนห้องไหน กระทั่งถึงแผ่นสุดท้ายจึงเห็นรายชื่อของตัวเอง Level 400A ซึ่งเทียบเป็นระดับ Intermedia ถึงแม้คะแนนอย่าง Writing กับ Speaking จะอยู่ในระดับ Upper intermedia แต่เธอรู้ตัวดีว่าพวก Reading และ Gramma เธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เช่นเดียวกับโนริโกะเพื่อสาวชาวญี่ปุ่นที่ได้ระดับเดียวกับเธอและยังได้เรียนห้องเดียวกันอีกด้วย

ทั้งสองคนเริ่มเดินไปหาห้องเรียน คอลเลจแห่งนี้จะเป็นตัวอาคารตึกชั้นเดียวที่เชื่อมกันยาว ตามทางเดินและห้องเรียนจะใช้เป็นกระจกใส ตรงกลางตึกจะมีสนามหญ้าสร้างความโปรดโปร่งไม่อึดอัด ที่มีผ้าม่านสีน้ำเงินใช้เวลาแดดส่องเข้ามา แต่ละห้องจะมีทีวีติดกำแพงอย่างละหนึ่งเครื่อง โต๊ะเรียนจะหันหน้าชนกันหากันเป็นกลุ่มๆ จำนวนผู้เรียนในห้องมีอยู่ประมาณสิบสี่ถึงสิบสามคนเท่านั้น

เมื่อถึงห้องเรียนสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องเห็นผู้มาเรียนใหม่ก็กล่าวทักทายอย่างมีไมตรี ผ่านไปไม่กี่นาทีทีชเชอร์เดินเข้ามาในพร้อมให้สมาชิกทุกคนแนะนำตัวก่อนที่จะเริ่มเรียน ชั่วโมงแรกเริ่มจากเรียน Gramma ในหนังสือพักสิบห้านาที เรียนต่ออีกหนึ่งชั่วโมงกับการ Speaking พักต่ออีกสิบห้านาที เริ่มเรียนต่อกับ Writing ในแบบการเล่นเกมอีกหนึ่งชั่วโมง ซึ่งบางวันก็เปลี่ยนเป็น Reading แล้วพักสิบห้านาที จากนั้นสี่สิบห้านาทีสุดท้ายจะเป็นการเล่นเกมบ้าง ออกไปสำรวจพื้นที่บ้าง หรือดูหนังบ้างแล้วแต่วันที่ทีชเชอร์เป็นคนจัดการ ในทุกๆ วันจันทร์จะมีการเทสเพื่อปรับระดับคลาสใครทำคะแนนได้ดีก็มีสิทธ์ที่จะได้อัพคลาสขึ้นไป

เวลาเลิกคลาสแล้วสองสาวต่างชาติเดินไปกินข้าวที่โรงอาหารพร้อมเพื่อนใหม่อีกคนที่เป็นชาวไต้หวันตัวท้วมๆ ผิวขาวซึ่งมาเรียนวันแรกเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเธอขอแยกจากเพื่อนใหม่เพื่อกลับที่พัก เดินมาเรื่อยๆ ก็ไม่ลืมที่จะนำขนมอร่อยๆ มาให้เจ้าเหมียวอ้วนที่ออกมาเดินป้วนเปี้ยนหน้าบ้านทุกวัน

กลับมาถึงที่พักชฎาเปิดโน๊ตบุ้คยี่ห้อหรูเพื่อจะหาซีรี่ย์ดูแก้เบื่อ ภาพบนหน้าจอที่เด้งขึ้นมาเป็นรูปถ่ายของคนสามคนซึ่งก็คือเตชิด นิรา และตัวเธอที่กำลังยืนยิ้มแป้นทะเล้นออกมา



ภาพนั้นทำให้เธอเกิดความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ผสมกันทั้งคิดถึง ทั้งน้อยใจ ว่าทำไมตอนที่อยู่กันสามคนก็มีความสุขดีทุกคนพร้อมที่จะตามใจและเข้าข้างเธอ แต่พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามาในชีวิตเตชิด สิ่งที่เธอทำก็กลับผกผันกลายเป็นผิดซะทุกอย่าง เธอพยายามที่จะเข้าใจและมองข้ามไปบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่า นางยิ่งได้ใจยิ่งทำสิ่งที่น่าเกลียดให้เธอหมดความอดทน พอเธอไม่ยอมก็กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ทำให้คนรอบข้างต้องหนักใจ งั้นรอวันที่เธอพร้อม เธอจะเดินกลับไปเอง


ประเทศไทย

ขณะเดียวกันบ้านเดียวขนาดชั้นเดียวไม่ใหญ่และไม่เล็กมีสองห้องนอน สองห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น อชิราที่คุยกับหลานสาวอย่างเคร่งเครียด

“นังชฎามันหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วยังไม่มีใครรู้เลยว่ามันไปไหน ทิ้งไว้แต่โน๊ตแผ่นเล็กๆ” หล่อนพูดจบทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา

“โหยแล้วน้าจะไปเครียดทำไมเนี้ย มันหายหัวไปก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ จะได้ไม่ต้องมีตัวขัดอารมณ์น้าไง”

หญิงสาวที่เรียกอชิราว่าน้าพูดพลางหยิบขนมเข้าปาก

รสรินหลานสาวของอชิราที่มีอายุห่างกันแค่สามปีเพราะน้าสาวเป็นลูกหลง เรียนไม่จบมัธยมศึกษาปีที่หก ก็มีข่าวฉาวโฉ่ตบตีกับนักเรียนอีกคนเรื่องชู้สาว จากนั้นจึงเดินตามรอยน้าสาวไปเป็นเด็กนั่งดริ๊งเพราะหาเงินง่าย และรูปร่างหน้าตาดี

“ดีบ้าอะไรหล่ะ มันหายไปแผนการของฉันก็ดำเนินต่อไม่ได้ไง

นังโง่ ถ้าแผนการฉันสำเร็จเท่ากับว่ามันจะอยู่ในกำมือของฉัน” เธอหันขวับมาที่หลานสาว

“พี่สาวมันก็อยู่หนิน้า ทำไมไม่เปลี่ยนจากมันเป็นพี่สาวมันแทนหล่ะ” พูดไปก็พรางกอกตาไปกับความเจ้าอารมณ์ของน้าสาว

“นังซื่อบื้อนั่นน่ะหรอ มันซื้อบื้อโอนทุกอย่างเป็นชื่อน้องมันหมดแล้วไง บื้อจนไม่รู้จะหาไรมาเปรียบละ” พูดแล้วก็ยิ่งแค้น

ถ้านิราไม่โอนทรัพย์สินทั้งหมดไว้เป็นชื่อนางน้องสาว ป่านี้เธออาจจะรีดไถได้สักอย่างสองอย่าง

“เอ้าแล้วน้าจะไปแคร์ทำไมเนี้ย ยังไมคุณเตชิดก็หลงน้าขนาดนี้มาหาน้าออกจะบ่อย”

“บ่อยบ้าไรหล่ะ ทุกวันนี้เดือนนึงมาแทบจะนับครั้งได้ หรือไม่ก้ไม่มาเลย”

พรางคิดว่าถ้าเตชิดไม่มาหาเธอบ่อยๆ แล้วเธอจะอ้อนขอเงินไปจ่ายค่าปาร์ตี้ที่ออกเที่ยวทุกคืนได้อย่างไร กับอีแค่บัตรเครดิตใบนึง เธอก็ใช้เต็มวงเงินตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว

“หรือว่าเขาจะเบื่อน้าแล้ว” ถามอย่าสงสัย

ก่อนที่จะโดนน้าสาวปาหมอนใส่ด้วยคำพูดไม่เข้าหู


“อีนังรส ไม่งั้นฉันคงต้องใช้ตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาให้อีเด็กนั่นมันรับกลับมาแล้วแหละ ก่อนที่ทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันมันจะหลุดหายไป”



ผ่านไปหลายอาทิตย์ต่อมาชฎาไปเรียนตามปกติวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ทุกๆ วันหยุดเสาร์อาทิตย์จะจัดทริปไปเดินเขาบ้าง ไปเที่ยวแคมป์ปิ้งบ้างกับพวกใหม่ที่คอลเลจ ด้วยความที่เธอเป็นคนตลก มีน้ำใจ เธอเป็นคนที่ติดขนมและช็อกโกแลต เวลาซื้ออะไรก็จะเอาไปแบ่งให้เพื่อนทั้งห้อง ทำให้เธอค่อนข้างสนิทกับเพื่อใหม่เร็วมาก

หลังเลิกเรียนเธอเริ่มไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารใน ซึ่งเลือกทำกะบ่ายสองถึงสองทุ่มเป็นเวลาสี่วันต่อหนึ่งอาทิตย์ คือวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี โชคดีที่ร้านนี้มีนิลเนตรทำงานอยู่ด้วยและเป็นผู้ชวนเธอมาทำงาน อีกอย่างร้านนี้อยู่ใกล้กับที่พักของเธอสามารถเดินไปทำงานได้แค่สิบห้านาที

ในร้านอาหารมีพนักงานเกือบๆ สิบห้าคน คนที่ทำงานในครัวมีประมาณเจ็ดคน ยืนประจำหน้าเค้าท์เตอร์หนึ่งคน ที่เหลือคือพวกเอาของมาเสิร์ฟรับออร์เดอร์บริการ ซึ่งชฎาจัดอยู่ในประเภทหลังเนื่องจากมีภาษาที่ดีด้วย ช่วงเวลาห้าโมงเย็นถึงสองทุ่มจะค่อนข้างวุ่นวายซึ่งเป็นเวลาเลิกงานทำให้ในเวลานี้จะมีลูกค้าที่เยอะมาก

“อ่าวพี่ดาจะกลับแล้วหรอค่ะ” เด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเธอ

“อ๋อใช่จ้ะนี่มันก็สองทุ่มกว่าแล้ว มีไรรึป่าวน้องนิว”

ชฎากำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านหลังจากที่ทำงานหนักมาหลายชั่วโมงติดกัน ยังไม่ได้นั่งเลย

นิวหรือเวนิตาสาวร่างเล็กอายุยี่สิบเอ็ดปีผมยาวถูกรวบเป็นหางม้า เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วมาเรียนภาษาและทำงานอยู่ที่นี่ได้หลายเดือนแล้ว

“พี่ดาค่ะ ทำไมพี่นิลถึงเรียกพี่ว่าดาด้าอ่ะค่ะ งั้นนิวขอเรียกพี่ว่าพี่ดาด้าด้วยได้ไหมค่ะ” สาวน้อยผมหางม้าถามพรางเขยิบเข้ามาใกล้

“อ๋อได้สิ ดาด้าเป็นที่เรียกของคนสนิทน่ะจ้ะ” เธออนุญาติให้เวนิตาเรียกได้

“ดีจังเลยค่ะ เอ๋! นาฬิกาพี่ดาด้าสวยจังเลยค่ะซื้อที่ไหนหรอค่ะ น่าจะแพงมากๆ แน่เลย”

หล่อนจับแขนที่สวมนาฬิกาของเธอมาดูใกล้ๆ

“อาพี่เป็นคนซื้อให้น่ะแต่ราคาเท่าไหร่พี่ก็จำไม่ได้เหมือนกัน”

เธอมองไปที่นาฬิกานึกถึงวันเกิดปีที่แล้วที่ผ่านมา เตชิดซื้อนาฬิกาหรูมาเซอร์ไพร

“เนี้ยอีกสองวันข้างหน้ามีงานปาร์ตี้วันเกิดเพื่อนของนิว นิวอยากได้นาฬิกาใหม่ แต่แดดดี้ยังไม่โอนตังมาให้เลยค่ะสงสัยยังทำงานอยู่ต่างประเทศ นิวไม่รู้จะทำยังไงดีค่ะ”

สาวรุ่นน้องเริ่มทำมุ่ยหน้าน้อยใจแบบไร้เดียงสา”

“นิวยืมตังพี่ก่อนไหมหรือถ้านิวไม่รังเกียจอะไรยืมของพี่ไปใส่ก่อนก็ได้น่ะ แล้วค่อยเอามาคืน” เธอเลยเสนอทางแก้ให้อย่างใจดี

“ได้หรอค่ะ ว้าวพี่ดาด้าใจดีที่สุดเลยค่ะ นิวขอแค่ยืมก็พอแล้วค่ะนิวเกรงใจ งั้นพรุ่งนี้นิวขอไปเอาที่บ้านพี่ดาด้าละกันน่ะค่ะ” พูดจบก็คล้องแขนชฎาไว้อย่างดีอกดีใจ

เธอจึงยิ้มแล้วพยักหน้าให้แทนคำตอบก่อนเดินผละออกมา

ทางเดินระหว่างร้านอาหารกลับไปที่พักเสาไฟแต่ละต้นห่านกันประมาณห้าสิบเมตร แสงไฟสีส้มนวลสาดส่องมาที่พื้นทำให้ไม่มืดมาก ยังคงต้องผ่านหน้าบ้านเจ้าเหมียวอ้วน ที่มันมานั่งหน้าบ้านเหมือนมารอต้อนรับ วันนี้หญิงสาวมีห่อปลาเส้นที่หยิบออกจากกระเป๋าสะพายหลัง ด้วยรสชาติเค็มๆ หวานๆ และกลิ่นหอมอย่างปลาหมึกย่างทำให้เป็นที่ชื่นชอบของเจ้าเหมียว ยื่นให้มันกินทีละสองสามเส้น มันกินอย่างเอร็ดอร่อยรวดเร็วจนเกือบครึ่งห่อ เสียงลมพัดหวิวๆ ในคืนที่ดาวเต็มท้องฟ้าทำให้ทั้งคนทั้งแมวเพลิดเพลินกันพักใหญ่ก่อนที่แสงจากรถมอร์เตอไซค์บิ๊กไบท์แล่นเข้ามาจอดบนสนามหญ้าหน้าบ้าน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ภายใต้หมวกกันน็อคปิดหน้าดับเครื่องยนต์ก้าวลงจากตัวรถ

หญิงสาวรีบเก็บปลาเส้นใส่กระเป๋าสะพายแล้วพูดกับเจ้าแมวอ้วน

“เจ้าเหมียวอ้วนอย่าให้บอสของแกรู้ะว่าฉันเอาขนมมาให้กิน” ก่อนจะลูบหัวเจ้าเหมียวน้อยสองถึงสามทีแล้วลุกขึ้นยืนหันมาพูดกับชาย ผู้อยู่ภายใต้หมวกกันน็อคใบโต “Hi, your cat’ s so pretty” ฉีกยิ้มหวานแล้วก็เดินจากไป

เจ้านายของแมวอ้วนมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวสลับกับก้มลงมองเจ้าเหมียวที่กำลังเดินมาออกอ้อนที่ขา เขารอจนเธอเดินเลี้ยวเข้าซอยหายไปก่อนเดินกลับไปเปิดประตูในบ้าน

ช่วงบ่ายๆ ของวันเสาร์สาวรุ่นน้องที่ทำงานด้วยก็โทนหาชฎาบอกว่าอยู่ข้างล่างหน้าหอแล้ว เธอสวมเสื้อคลุมแล้วเดินลงบันไดไปรับเวนิตาที่อยู่ในชุดเดรสสีดำเกาะอกกับเสื้อโคทสีน้ำตาลเข้ม

“สวัสดีค่ะพี่ดาด้า นี่นิวมารบกวนรึป่าวค่ะ” ส่งยิ้มสดใสให้กับเธอ

“อ๋อไม่หรอกจ้ะ พี่กำลังทำความสะอาดห้องอยู่น่ะ เข้ามาก่อนสิ”

เธอเปิดประตูให้ เดินนำขึ้นไปบนห้อง เมื่อเข้ามาในห้องเธอหยิบน้ำให้สาวรุ่นน้องและให้นั่งรออยู่ห้องครัว เธอจะเข้าไปหยิบนาฬิกามาให้

“พี่ดาด้าค่ะ นิวขอไปด้วยดีกว่าค่ะ”

หล่อนเดินตามเจ้าของห้องเข้าไป ชฎาเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบนาฬิกาที่วางอยู่ในชั้นเก็บของ

“โหเสื้อผ้าพี่ดาสวยๆ ทั้งนั้นเลยน่ะค่ะน่ะ” แขนเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมขนเฟอสีชมพูโรสโกลขนสัตว์ตัวหรูที่แขวนอยู่ในตู้ออกมาสวมทับแล้วเดินไปส่องกระจก “พี่ดาด้าว่ามันเข้ากับนิวไหมค่ะ” หันมาถามชฎาที่หยิบนาฬิกาออกมาให้

“ก็เข้าดีนะสวยดีจ้ะ อ่ะนี่นาฬิกาที่นิวขอยืมพี่เมื่อวันก่อน”

ยื่นมันไปให้กับสาวที่กำลังเพลิดเพลินเสื้อคลุมขนเฟอ

“ขอบคุณน่ะค่ะพี่ดาด้า เอว่าแต่พี่ดาด้าไม่มีเครื่องประดับหรอค่ะ” ถามเสร็จสายตาก็สอดส่องไปทั่วห้อง

“พี่เป็นคนไม่ค่อยชอบใส่เครื่องประดับน่ะ พี่ว่ามันเกะกะแล้วกลัวเผลอถอดทิ้งด้วย จะใส่ก็มีแต่นาฬิกาอย่างเดียว” เธอปฏิเสธเพราะเธอไม่เอ็นจอยเวลาใส่ซักเท่าไหร่ ด้วยเป็นคนไม่ค่อยระวังกลัวว่าอาจจะทำหล่นหายได้

“งั้นถ้านิวขอยืมเสื้อคลุมตัวนี้ไปด้วยได้ไหมค่ะ” ใช้สายตาวิงวอนส่งมาให้

“อ๋อได้สิตัวนั้นมีคนพี่สาวซื้อมาให้พี่ พี่ไม่ค่อยได้ใส่หรอกมันดูหรูไปรุงรังด้วย”

เธอไม่รู้ว่าจะเอาไปใส่ในโอกาสไหนเพราะเธอไม่ค่อยได้ออกไปปาร์ตี้สังสันซักเท่าไหร่

“ดีจังเลยน่ะค่ะมีแต่คนซื้อของแพงๆ ให้พี่ดาด้า” พูดพรางหันมายิ้มใสซื่อให้เธอ

“ไม่หรอกจ้ะ น้องนิวมากกว่าที่แดดดี๊ซื้อของดีๆ มาให้ทั้งนั้น”

สังเกตได้จากกระเป๋าที่ค่อนข้างมีราคาหลายใบที่เจ้าตัวใส่มาบ่อยๆ และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

“ก็จริงค่ะ งั้นนิวขอตัวกลับก่อนนะคะขอบคุณสำหรับนาฬิกาและเสื้อคลุมนะคะพี่ดาด้า” พูดจบหญิงสาวรุ่นน้องก็ขอตัวลากลับไปเนื่องจากต้องไปงานปาร์ตี้ต่อ

0 ความคิดเห็น