เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    3 ก.พ. 62

ตอนที่ 20


ท้องฟ้าไล่ระดับจากสีครามไปสีส้มต้อนรับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือขอบฟ้าไกลสุดลูกตาในวันใหม่ น้ำทะเลได้รับแสงสะท้อนเกิดเป็นสีฟ้าใสชวนลงไปเล่น คลื่นน้ำไหวไปตามสายลมซัดเข้าชายฝั่งหาดทรายสีขาวนวลละเอียด

ชฎาลงมาห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยโทน Earth สีน้ำตาลไม้ตัดกับสีดำให้ความรู้สึกเฉียบหรู อาหารเช้าเป็นบุฟเฟ่ต์ที่เดินไปเลือกตัดด้วยตนเอง ขนมปังหลายชนิดวางเรียงกันมากมายอยู่ตรงข้ามสลัดผักหลายสี เชฟในชุดสีขาวยืนทำออมเล็ตยังมีเบคอนกลิ่นหอมที่โชยมา ทั้งอาหารมากมายในถาดที่ถูกปิดเพื่อรอให้ลูกค้ามาเปิดตักไปทาน เธอตักนู่นนิดนี่หน่อยใส่ในจานเดินมานั่งโต๊ะข้างนอกใกล้ชายหาด

“คุณชอบทะเลไหม”

ภาริตที่เดินลงมาห้องอาหารเห็นหญิงสาวเดินถือจานออกมานั่งข้างนอกจึงเดินไปชงกาแฟแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ

“ทั้งชอบและไม่ชอบ” เธอตอบจิ้มไส้กรอกเข้าปาก

เขายกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถามต่อ

“ฉันชอบท้องฟ้าของทะเลตรงที่มันไกลสุดลูกหูลูกตาจนไม่มีขอบเขตร ทำให้คิดอะไรเพลินๆ ชอบความใสของน้ำที่มองเห็นหาดทรายสีขาว”

เขานั่งฟังอย่างเงียบๆ

“แต่ฉันไม่ชอบคลื่นเพราะฉันเมาคลื่น” เธอหยุดหัวเราะ “ไม่ชอบความลึกของน้ำทะเลมันทำให้รู้สึกกลัวว่าจะมีตัวอะไรอยู่ข้างใต้นั้น”

“คุณรู้ไหมทะเลเหมือนใจคนยังไง”

มือสองข้างของเขาประคองแก้วกาแฟเงยหน้าขึ้นมาถาม

“เหมือนยังไง?” เธอถามกลับ

“เวลาคนๆ หนึ่งรู้สึกผิดหวังกับการกระทำอีกคน มันเหมือนการขว้างก้อนหินลงไปในทะเล ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่าก้อนหินมันลงไปลึกขนาดไหน”

เขาอธิบายอย่างเรียบๆ พร้อมมองหน้าของเธอ มันทำให้เธอรู้สึกว่าเขากำลังสื่อมาให้เธอรู้ตัว

“แล้วทำไมอีกคนถึงไม่เลือกเก็บก้อนหินไว้ดีๆ ละ มันจะได้ไม่หล่นลงไปในทะเล” เธอถามกลับ

“นั่นสิผมก็อยากรู้เหมือนกัน”

เขายังคงมองหน้าเธอ

“ฉันว่าอีกคนก็คงมีเหตุผลที่รู้สึกผิดหวังเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่เลือกโยนก้อนหินลงไปหรอก”

เธอตอบกลับพร้อมมองหน้าเขาเช่นกัน

“คุณภาริตตื่นเร็วจังเลยนะครับ”

เสียงของธนากรดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับเธอ

“ครับ แล้วคุณกรจะไปคุยกับลูกค้าเหรอครับ” ภาริตมองไปที่ชุดหนุ่มข้างหน้า

ธนากรแต่งตัวดูเนียบกว่าทุกวันแต่คงไว้ด้วยความชิวตามไลฟ์สไตล์

“ใช่ครับมีนัดคุยงานตอนสายๆ นะครับ แต่ผมลงมาเตรียมความพร้อมทุกอย่างก่อน” เพื่อนหนุ่มตอบ

“ไหนแกบอกว่าวันนี้ไปดำน้ำไม่ใช่อ๋อ”

เธอจำได้ว่าเพื่อนหนุ่มบอกว่าวันนี้จะไปล่องเรือเพื่อดำน้ำดูปะการังตามเกาะต่างๆ

“ใช่” สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ

“อ่าวแต่แกไม่ไป?” เธอรู้สึกงงงวยกับคำตอบของเพื่อน

“ฉันจองเรือให้พนักงานมาคอยบริการและพาแกเที่ยวแล้ว” ธนากรบอก “อ่อแล้วลูกค้าของฉันฝากลูกของเขาสองคนไปเที่ยวกับพวกแกด้วยนะ”

ลูกค้าของชายหนุ่มได้พาครอบครัวมาพักผ่อนด้วย คนเป็นพ่อต้องมาคุยงานธุรกิจเมื่อทราบว่าธนากรพาเพื่อนมาด้วยและจะไปดำน้ำวันนี้จึงไว้ใจฝากให้พาลูกของเขาไปเที่ยวด้วย

ฝากฝังเรียบร้อยเพื่อนหนุ่มขอตัวแยกจากไปดูเอกสารอีกรอบหนึ่ง ในเวลาสายๆ ชฎา นิรา และภาริตลงมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมเพื่อเตรียมตัวออกไปล่องเรือดำน้ำ เด็กชายหญิงวัยสิบหกถึงสิบเจ็ดปีสองคนเดินมาพร้อมกับธนากรเข้ามาทำความรู้จักกับพวกเธอ

วันนี้เตชิดไม่อยากไปด้วยบอกว่าเป็นกิจกรรมของพวกเด็กๆ จึงขอตัวไปดูสนามกอล์ฟของโรงแรมดีกว่า

ทั้งห้าคนนั่งรถตู้ของทางโรงแรมมาท่าเรือเพื่อไปล่องเรือ เรือที่ธนากรจองให้เป็นเรือยอร์ชทรงสปอร์ตที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากเดินขึ้นมาด้านบนเป็นโซฟาติดผนังที่มีโต๊ะกลมเพื่อนั่งรับลมพร้อมเบาะที่นั่งไว้นอนเล่นอาบแดด ข้างๆ เป็นที่บังคับเรือของกัปตันมีทางเดินลงไปห้องข้างล่าง

โซนข้างล่างเมื่อเดินลงมาเป็นห้องแอร์รับแขกโซฟาติดผนังเรือกับโต๊ะสี่เหลี่ยมตรงกลางที่ตรงข้ามเป็นห้องครัวมีตู้เย็นขนาดเล็กถึงสองตู้ ถัดไปห้องข้างๆ เป็นห้องน้ำขนาดเล็กที่มีอุปกรณ์ครบครัน ห้องนอนสองห้องขนาดพอดีกับที่นอนสีขาวสะอาด

พนักงานที่ขึ้นมาบนเรือด้วยกันมีกัปตันหนุ่มขับเรือหนึ่งคนและนักดำน้ำสาวที่พาเที่ยวอีกหนึ่งคน ภายในเรือธนากรสั่งอาหารทั้งสดและที่ทำมาให้เรียบร้อยแช่อยู่ในตู้เย็นของเรือเผื่อมีใครหิวได้เอามาทำทานกัน

เรือยอร์ชแล่นออกจากท่ามาได้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมงจอดพักที่แรกท่ามกลางท้องฟ้าใสเห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายกันไปมาเพื่อให้ทุกคนได้ลงไปดำดูปะการังข้างล่าง

ชฎาอยู่ชุดทูพีชเสื้อแขนยาวสีดำเอวลอยรูดซิปลงมาโชว์บิกินี่ข้างในกับกางเกงว่ายน้ำขาสั้นตัวจิ๋ว ชุดว่ายน้ำของเธอไม่ทำให้โป๊แต่ให้ความเซะซี่ที่แอบซ่อนไว้เน้นสัดส่วนนูนเว้าอย่างเห็นได้ชัดสวมหน้ากากสน็อกเกิ้ลกำลังผูกผมมัดเป็นจุกกลางหัวไรผมคลอเคลียกับคอยาวระหง ทำให้ภาริตมองอย่างเผลอตัวก่อนกระแอมรีบกลบเกลื่อนมองไปทางอื่น

เธอโดดลงไปในน้ำอย่างสนุกสนานพร้อมเด็กชายหญิงอีกสองคนว่ายน้ำมองลงไปใต้ท้องทะเลชมความงามของธรรมชาติพร้อมการบรรยายของนักดำน้ำเกี่ยวกับปลาดาว

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเธอขึ้นจากน้ำก่อนคนอื่นด้วยความรู้สึกมึนเมาจากคลื่นทะเลทำให้เกิดอาการพะอืดพะอมเล็กน้อย มานั่งอยู่ที่ดาดฟ้าเรือพร้อมจิบน้ำเย็นๆ เข้าไป สีหน้าที่เริ่มซีดเซียวเล็กน้อยทำให้เธอหลับตาลงเอนหลังพิงผนังเรือ

ผ่านไปสักพักเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ก่อนที่หยดน้ำจากความเปียกชื้นจะหยดลงขาของเธอให้เธอลืมตาขึ้นมา

“คุณโอเคไหม”

ภาริตถามขึ้นเดินมานั่งลงข้างๆ

“เมาคลื่นนิดหน่อย” เธอตอบ

“แล้วทำไมไม่บอกผม”

“ฉันไม่อยากทำให้คุณกับพี่ร่าต้องหมดสนุก” เธอยกน้ำในแก้วขึ้นจิบต่อ

“แต่ยังไงคุณก็ควรจะบอกผม”

ขณะที่เขากำลังดำน้ำดูปะการังสีสดใสเขาเห็นเธอเดินขึ้นเรือด้วยสีหน้าที่ซีดขาวทำให้เขาตามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

“ทำไมฉันต้องบอกคุณด้วยละ” ฉันไม่ใช่คุณลินลี่กับยัยรสรินนี่

ประโยคหลังเธอพูดในใจด้วยความหงุดหงิดจากอาการเมาคลื่นและหงุดหงิดตัวเองหลายวันที่ผ่านมาหัวใจของเธอมันชอบหวั่นไหวกับการกระทำและสายตาของเขาตลอดเวลาทำให้เธอพูดเพื่อต้องการเตือนตัวเธอเอง

พูดจบเธอก็หลับตาลงนั่งพิงเบาะของเรืออีกครั้งเพื่อซ่อนอารมณ์ทั้งหลายที่แปรปวนอยู่ข้างใน

ภาริตรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าหนึ่งทีกับคำพูดของเธอ ใช่! ทำไมเธอต้องบอกเขาขนาดตอนเธอกลับมาเมืองไทย เธอยังไม่บอกเขาเลยสักคำ เขานั่งนิ่งข้างเธอเพื่อระงับอารมณ์โกรธเช่นเดียวกัน

แสงแดดที่สาดเข้าที่ใบหน้าของเธอทำให้เขายกมือขึ้นเพื่อบังแดดที่กระทบกับเปลือกตาของเธอ การกระทำของเขาอยู่ในความรับรู้ของหญิงสาวแม้จะหลับตาอยู่ก็ตาม

ความอ่อนโยนเอาใจใส่ของเขามันทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวไปมากกว่าเดิม เธอไม่อยากกลับไปรักเขาถึงแม้เธอไม่เคยเลิกรักเขาเลยก็ตาม เธอไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้แล้ว ถ้าวันนั้นเธอไม่เห็นภาพของลินลี่และเขาหรือการที่เขารู้จักกับรสรินผู้หญิงที่เธอไม่ชอบหน้า เธออาจจะคิดจริงๆ ก็ได้ว่าเขารักเธอเช่นเดียวกัน แต่มันคงเป็นเรื่องไร้สาระเพราะความจริงมันไม่ใช่เลยทำให้เธอไม่เข้าใจว่าเขายังมาวนเวียนอยู่ใกล้เธอเพื่ออะไร

ในเวลาเที่ยงเรือแล่นมาจอดที่เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่งเพื่อพักทานข้าวซึ่งมีเรืออีกมากมายหลายลำก็แล่นมาจอดที่นี่เช่นกัน หาดทรายสีขาวละเอียดที่โดนน้ำใสสีฟ้าอ่อนพัดเข้าฝั่ง ปลาตัวเล็กว่านเวียนวนแถวชายฝั่งไม่ไปไหน สะพานไม้ยาวทอดออกไปในทะเลมีเชิงหินสีน้ำตาลอ่อนด้านล่างวางเรียงตัวเป็นทางไปยังห้องอาหาร

ทุกคนทยอยลงจากเรือโดยภาริตที่อยู่ในกางเกงว่ายน้ำขาสั้นสีดำกับเสื้อฮาวายพลิ้วสีขาวปลดกระดุมข้างบนสองเม็ดให้เห็นแผงอกขาวล่ำลงไปเป็นคนแรกเพื่อรอรับคนอื่นๆ ส่วนเธอลงเป็นคนสุดท้าย เขายื่นมือมาให้เธอจับเพื่อช่วยพยุงเธอลงมา ตอนแรกเธอแอบลังเลเล็กน้อยก่อนยื่นมือออกไป

เธอกระโดดลงมาเสียหลักเล็กน้อยทำให้หน้าทิ่มไปซบอกที่เปลือยไม่ได้ติดกระดุมของชายหนุ่มซึ่งเขารีบโอบกอดเธอไว้กลัวว่าเธอจะล้ม

“ระวังหน่อยสิ” เขาเอ่ยเตือน

“ขอโทษค่ะ”

เธอไม่รู้ว่าแดดมันแรงหรืออย่างไรทำให้แก้มเธอร้อนขึ้น ผละออกจากเตรียมจะเดินจากไป

“เดี๋ยว!”

เสียงของเขาทำให้เธอหันกลับไปหา เขาเดินเข้ามาใกล้เธอจนอยู่ในระยะประชิด โชคดีที่เขาสูงไม่เห็นหน้าที่ทำให้ใบหน้าของเธออยู่ที่อกเขา เขาเอื้อมมือมาที่เสื้อว่ายน้ำแขนยาวของเธอก่อนจะรูดซิปขึ้นเพื่อปกปิดเนินอกในบิกินี่ตัวจิ๋ว

เขาไม่อยากให้ผู้ชายคนอื่นเห็นถ้าพูดสั้นๆ ง่ายๆ คือเขาหวง แค่สัดส่วนที่โค้งเว้าภายใต้ชุดว่ายน้ำที่แนบเนื้อก็เกือบทำให้เขาอยากหาอะไรมาคุมให้แล้ว

“มันโป๊”

พูดจบเขาก็เดินตามคนอื่นไปข้างหน้า

“โป๊ตรงไหน”

เธอก้มลงมองชุดของตัวเองพึมพำเบาๆ แต่ก็แอบเขินกับการกระทำของเขาเมื่อกี้นี้

ร้านอาหารกลางเกาะเป็นบุฟเฟต์ที่ให้เลือกตักเองตามใจชอบ อาหารทะเลตัวใหญ่ๆ ทั้งกุ้งปลาหมึก ที่นำมาผัดคลุกเคล้าให้ดูน่าทาน ด้วยความหิวจากการเล่นน้ำทำให้ทุกคนเจริญอาหารกันเป็นอย่างมาก เด็กสองคนที่เป็นลูกของลูกค้าธนากรดูเข้าได้ดีกับนิราทำให้ทั้งสามคนสนิทกันเร็ว

เมื่อทานอาหารเรียบร้อยแล้วเธอแยกตัวไปเดินดูรอบๆ เกาะ หาดทรายแนวยาวที่อยู่ท่ามกลางทะเลน้ำใสทั้งสองข้างซัดเข้าฝั่งตามสายลม สะพานไม้เล็กๆ เป็นทางเดินเพื่อขึ้นไปบนเนินเขา เธอเดินตามทางขึ้นไป บรรยากาศรอบๆ ทำให้เธออดคิดถึงตอนไปเดินเขากับภาริตไม่ได้ ตอนนั้นเธอมีความสุขมากที่ได้เดินจับมือไปกับเขา ได้หยอกล้อถ่ายรูปไปด้วยกัน ถึงแม้วิวทิวทัศน์และอากาศจะแตกต่างกันแต่ความความทรงจำของเธอไม่ทำให้ตกหล่นเลยสักนิด

เดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงเนินเขาลูกหนึ่งที่มีคนกำลังปีนป่าย เนินเขานี้ถูกสร้างเป็นผาจำลองเพื่อให้ผู้คนที่ชอบกิจกรรมท้าทายอย่างปีนเขามาร่วมประลองเล่นสนุกสนาน

เธอเดินตรงเข้าไปเคาท์เตอร์ข้างหน้าทันทีเนื่องจากเธอเป็นคนที่ชอบกิจกรรม Adventure และเคยปีนหน้าผาจำลองมาก่อนทำให้เธอรู้สึกอยากยืดเส้นยืดสายสักหน่อย

เธอบอกไซต์รองเท้าเพื่อรับรองเท้าปีนหน้าผามาสวม ใส่ Harness เป็นอุปกรณ์ safety ที่ใช้สวมรัดบริเวณสะโพกและเอว จากนั้นพนักงานมาอธิบายการผูกเชือกและโหนตัวลงมาให้ฟังและให้พนักงานอีกคนเป็นผู้จับเชือกดูแลเวลาเธอโหนตัวลงมา ด้วยความที่เคยปีนมาก่อนทำให้ทุกอย่างคล่องมือคล่องไม้ไปหมด

สองมือจับหินข้างบนออกแรงแขนและขาดันตัวเองขึ้นไปข้างบนโดยเธอจะต้องปีนไปตามสีที่กำหนดจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น เธอปีนขึ้นและโหนตัวลงอยู่หลายรอบจนหยาดเหงื่อไหลไปตามโครงหน้าของเธอ

ขณะที่เธอกำลังปีนอยู่นั้นด้วยความที่ไม่ได้เล่นมานานทำให้แรงแขนและขาของเธอหมดลงจึงห้อยอยู่ข้างบน รอพนักงานข้างล่างค่อยๆ ปล่อยเชือกให้เธอลงมา เมื่อลงมาใกล้ถึงพื้นพนักงานหญิงมือลื่นทำให้ปล่อยเชือกหลุดมือร่างของเธอจึงหล่นกระแทกกับพื้น

ภาริตและคนอื่นที่เดินขึ้นเขามาเห็นเธอกำลังปีนหน้าผาจำลองจึงหยุดยืนดูเธอปีนอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นก็เห็นเหตุการณ์ที่เธอร่วงตกลงพื้น ด้วยความตกใจเขารีบวิ่งเข้าไปหาเธออย่างตื่นตระหนก

“ดาด้าเป็นอะไรมากไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

เขาจับที่ไหล่แล้วรีบสำรวจที่ร่างกายของเธอหาบาดแผล

“ไม่ ไม่ ไม่เป็นไร”

ด้วยความตกใจอยู่แล้วและอาการหน้าตื่นของชายหนุ่มทำให้เธอ ในตอนแรกที่ตั้งตัวไม่ทันกลับรู้สึกขำใบหน้าของเขา

“หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้ง”

พนักงานสาวที่จับเชือกลนลานมาขอโทษเธอหลายครั้งหลายรอบมากอย่างรู้สึกผิด

ภาริตมองไปที่พนักงานหญิงผู้โชคร้ายที่ทำให้เกิดความรู้สึกชวนอึดอัดแฝงไปด้วยความน่ากลัว หล่อนไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง

“ดาด้าเป็นอะไรมากไหม”

นิราเข้ามาช่วยคลายสถานการณ์ตึงเครียดก่อนที่พนักงานคนนั้นจะถูกภาริตจับกิน

“โชคดีที่ไม่เอาหน้าลงไม่งั้นมีหวังได้ไปโมหน้าใหม่ที่เกาหลีแน่” เธอพยายามพูดติดตลกเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้นพร้อมลุกขึ้นยืน

ไม่ทันที่จะยืนเต็มเท้าเธอก็ล้มเกือบลงไปกองกับพื้น ดีที่ชายหนุ่มยืนอยู่ใกล้คว้าตัวเธอพยุงเข้าหาตัวได้ทัน ข้อเท้าของเธอแดงเริ่มบวมเล็กน้อยอาจจะเป็นเพราะตอนที่เธอร่วงลงมาได้ทับกับข้อเท้าข้างนั้นทำให้เกิดขาพลิก

“ไหนบอกว่าไม่เป็นอะไรไง” ภาริตเริ่มกดเสียงต่ำอย่างตำหนิ

“ก็ตอนแรกมันไม่เป็นอะไรนี่” เธอบอกอย่างเสียงอ่อยๆ

เมื่อเกิดความวุ่นวายพนักงานอีกคนเดินไปตามผู้จัดการของที่นี่ออกมาเพื่อช่วยเพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการรีบเดินออกมาเมื่อทราบข่าว

“ขอโทษนะคะ มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าคะ”

ผู้จัดการผู้หญิงใส่เสื้อเชิ้ตสีแดงติดโลโก้ Climbimg บ่งบอกชื่อสถานที่

“คุณอบรมพนักงานยังไงจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างนี้” เขาเอ่ยปากพยายามระงับโทสะมากที่สุด

“คุณอย่าไปว่าเขาเลย เรื่องแค่นี้เอง”

เธอรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของเขา ไม่อยากให้เขาเอาเรื่องไม่งั้นคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

“เรื่องแค่นี้เหรอ ถ้าคุณตกลงมาขาหักหรือร้ายแรงกว่านั้นจะทำยังไง” เขาหันมาว่าเธอท่ามกลางผู้คนอย่างลืมตัว

เธอเงียบลงทันทีเริ่มน้อยใจเขาที่ว่าเธอต่อหน้าผู้คนมากมาย

“ถ้าดาด้าเป็นอะไรคุณและคุณเตรียมหางานใหม่ได้เลย”

เขาหันไปมองหน้าผู้จัดการสาวใหญ่และพนักงานผู้โชคร้าย

“พนักงานคนนี้ทำอะไรเหรอคะ” เสียงของผู้จัดการผู้จัดการถามอย่างทั้งเกรงทั้งกลัวภาริต

เขาไม่ตอบทำเหมือนคำถามนั้นเป็นเสียงล่องลอยไม่ได้เข้าหูก่อนหันไปพูดกับนิรา

“คุณราร่าครับ ฝากทางนี้ด้วยนะครับผมจะพาดาด้ากลับไปที่เรือก่อน”

“ได้ค่ะ คุณภาริตรีบพายัยด้ากลับไปก่อนเถอะค่ะ” นิราบอกเพราะกลัวว่าถ้าภาริตอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ทั้งผู้จัดการและพนักงานคงไม่มีเงาหัวกันแน่ๆ

เขาหันมามองหน้าชฎาอีกครั้งที่ตอนนี้เธอกำลังมองเขาอย่างไม่พอใจ ย่อตัวลง

“ขึ้นมา”

เขาบอกแต่เธอยังคงนิ่งทำเมินไม่ขยับ

“จะขึ้นมาหรือให้ผมอุ้มคุณ”

ด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีอยู่แล้วทำให้น้ำเสียงของเขาบ่งบอกความหงุดหงิดยิ่งทำให้เธอคิดว่าเขาไม่พอใจเธอที่ทำให้เกิดปัญหา

เธอยอมขึ้นไปขี่หลังของเขาอย่างไม่พูดอะไรออกมา เมื่อเธอขึ้นมาแล้วเขาลุกขึ้นแล้วเดินจากไป สองแขนโอบที่ต้นขาเปลือยของเธอเดินลงสะพานไม้ไปอย่างรีบเร่ง

เมื่อมาถึงเรือเขาพาเธอไปนั่งโซฟาห้องรับแขกใต้ท้องเรือ เธอจึงเปิดประเด็นขึ้น

“คุณไม่น่าไปพูดอย่างนั้นใส่พนักงานสองคนนั้นเลย”

เธอคิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุที่พนักงานไม่ได้ตั้งใจและไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น คำพูดของเขามันดูร้ายแรงไปหน่อยสำหรับเธอ และด้วยที่โดนว่าต่อหน้าผู้คนทำให้เธอไม่พอใจเขาด้วย

“ทำไมผมจะพูดไม่ได้ ก็เห็นอยู่ว่าคุณเจ็บตัวก็เพราะเขา”

ตอนที่เขาเห็นภาพเธอตกลงมามันทำให้เขาตกใจและเป็นห่วงอย่างมาก เมื่อเห็นว่าเธอบาดเจ็บเขายิ่งโกรธจนควันแทบออกหู

“คุณควรควบคุมอารมณ์มากกว่านี้นะ”

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องโกรธอะไรขนาดนี้คิดว่าเขาเหวี่ยงโดยไม่มีสาเหตุ

“นี่ผมผิดเหรอ” เพราะเขาเป็นห่วงเธอมากทำให้เขาไม่ได้ควบคุมอารมณ์

“คุณไม่ผิดแต่มันไม่ใช่เรื่องของคุณไง” เธอยังไม่หายโกรธเขาที่ว่าเธอต่อหน้าคนอื่นมันเหมือนเขาไม่ไว้หน้าเธอเลย

“เลิกพูดคำนี้สักทีได้ไหมมันดูเหมือนผมไม่สำคัญอะไรกับคุณเลย”

“ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกัน” เธอตอบกลับ

คำตอบของเธอทำให้เขารู้สึกเสียใจที่เธอพูดห่างเหิน เขาหันหลังเดินลงจากเรือไปทันที ไม่ต่างจากเธอที่รู้สึกเสียใจเช่นกันที่พูดคำนั้นออกไป ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรมันคือเรื่องจริง เธอกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น