เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 19

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 ก.พ. 62

ตอนที่ 19


เครื่องบินลงจอดที่สนามบินภูเก็ตในช่วงเวลาเที่ยงๆ ผู้คนยืนออกันตรงทางลงสักพักทยอยลงมา บางคนเดินไปเข้าห้องน้ำบางคนเดินไปรอกระเป๋า ไม่นานสายพานกระเป๋าค่อยๆ ลำเลียงกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารออกมา เมื่อทุกคนได้กระเป๋าครบแล้วเดินออกไปเพื่อรอรถจากทางโรงแรมมารับเข้าที่พัก

โรงแรมถูกดีไซน์แบบไทยโมเดิลร่วมสมัยซึ่งแฝงด้วยความหรูหรา สระน้ำขนาดใหญ่ตั้งโชว์อยู่ที่หน้าทางเข้า เดินเ้ขามาในล็อบบี้มีเคาท์เตอร์ขนาดใหญ่เป็นไม้ขัดเงาสีน้ำตาลอ่อนตัดกับหินอ่อนสีดำ ผนังแกะสลักไม้เป็นลายเครื่องกล พัดลมโบราณคลาสสิกติดบนหลังคาห้อยลงมาหมุนเบาๆ สร้างลมอ่อนๆ ที่นั่งพักคล้ายชิงช้าที่ไม่มีพนักพิงขนาดใหญ่เบาะสีฟ้าครามบนไม้รองถูกแขวนลงมา

เช็คอินกับพนักงานเรียบร้อยแล้ว ชฎาเดินนำกุญแจห้องมาให้สมาชิกทุกคน โดยเธอนอนกับนิรา เตชิดนอนห้องเดี่ยว

สองวันก่อนธีภพโทรมาบอกว่าติดเคสผ่าตัดด่วนทำให้มาร่วมทริปครั้งนี้ด้วยไม่ได้

“ตัวกับเค้านอนห้องเดียวกันละกัน ประหยัดตังค์ดี” เธอพูดพร้อมยื่นคีย์การ์ดห้องให้กับพี่สาว

“ตัวไม่เก็บไว้เองละ” นิราถาม

“ตัวก็รู้ว่าถ้าเค้าเก็บได้ลืมไว้ในห้องอีกแน่ๆ”

หลายครั้งที่เธอเผลอลืมคีย์การ์ดไว้ในห้องตอนที่ออกไปเที่ยวทำให้ต้องเรียกพนักงานมาเปิดห้องให้ทุกที

นิรายื่นมือไปรับคีย์การ์ดมาเก็บไว้ในกระเป๋าชำเลืองมองน้องสาวที่ชะเง้อมองซ้ายขวา

“มองหาเจ้ากรเหรอ” นิราถาม

“อาฮะ” เธอตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจ จริงๆ แล้วเธอมองหาชายหนุ่มอีกคนมากกว่า

“เห็นว่ามาพร้อมกับคุณภาริตนะ” พี่สาวแกล้งหยอกเย้า

“ตัวรู้ได้ยังไง” เธอหันมาอย่างสนใจทันที

“เจ้ากรบอกมา คุณภาริตมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”

“แล้วทำไมไอกรไม่บอกเค้า” เธอพึมพำเบาๆ คนเดียว

“ก็ตัวไม่ได้ถามหนิ” พูดจบนิราเดินตามพนักงานยกกระเป๋าไปที่ห้องทันที

ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไปธนากรส่งข้อความมาบอกว่ารออยู่ที่ล็อบบี้จะพาออกไปทานอาหารกลางวันให้ทุกคนลงมาพบได้เลย เมื่อทั้งสามอาหลานลงมาข้างล่างพบกับเพื่อนหนุ่มของเธอและภาริตที่อยู่ในเสื้อเชิตฮาวายพริ้วสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขาสั้นสีขาวในลุคสบายๆ ชิวๆ

“คุณภาริตมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี้ย” เตชิดเอ่ยปากทักทาย

“สวัสดีครับคุณอาเต ผมมาพร้อมคุณกรถึงเมื่อตอนสายๆ ครับ” ภาริตตอบพลางมองชฎาในชุดสายเดี่ยวสีขาวยาวลายลูกไม้ที่ทำเมินมองไปทางอื่น

“สวัสดีค่ะคุณภาริต” นิราเอ่ยทักทายบ้าง

“สวัสดีครับคุณราร่า วันนี้คุณดูน่ารักมากเลยนะครับ”

นิราอยู่ในชุดเดรสเอี๊ยมกระโปรงสีเหลืองอ่อนที่ทำให้ดูอ่อนวัยอย่างเด็ก

“ขอบคุณค่ะ มีแต่คนบอกว่าร่าเหมือนเด็กประถม” หญิงสาวก้มมองชุดของตัวเองหัวเราะเล็กน้อย

“ก็แอบเหมือนอยู่นะครับ” เขาเอ่ยเล่นอย่างขบขันเล็กน้อย

“ทุกคนคงจะหิวกันแล้วเดี๋ยวผมจะพาไปทานอาหารอร่อยๆ นะครับ” ธนากรพูดขึ้นมาก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาบ่ายโมงนิดๆ

“ดี! ฉันโคตรหิวเลย หิวจนจะแทะโต๊ะกินอยู่แล้ว” เธอตอบเพื่อนหนุ่มพลางเอามือลูบที่ท้อง

“นั่นมันอาหารจานรองของแกนี่” ธนากรเอ่ยสร้างความงุนงงให้กับเธอ

“จานรองไรอะ” เธอหันไปถามเพื่อนหนุ่ม

“ก็แกเป็นพญาปลวกแทะไม้ไง ส่วนอาหารจานหลักแกก็เป็นพญานก นกผู้ตลอดเวลา”

หมัดเล็กๆ กระแทกเข้าที่แขนของธนากรอย่างหนักๆ หนึ่งทีก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้น

“ไอกร! ของขวัญแกปีนี้ฉันรู้แล้วจะซื้ออะไรให้แกดี” อยู่ๆ เธอก็เปลี่ยนเรื่องขึ้น

“แกจะซื้ออะไร” เพื่อนหนุ่มถาม

“ครีมอาบน้ำไง” เธอตอบอย่างยิ้มกวนๆ

“เอามาทำไรวะ” เพื่อนหนุ่มเริ่มสงสัย

“อาบน้ำให้หมาในปากแกไงเพื่อจะได้สะอาดขึ้น”

คำตอบของเธอเรียกเสียงหัวเราะอีกครั้ง

รถยนต์สีขาวคันใหญ่ห้าที่นั่งที่พอดีกับจำนวนคนเคลื่อนตัวออกไปจากโรงแรม ถนนสองเลนที่วิ่งสวนกันไปมาด้วยจำนวนรถที่น้อยกว่ากรุงเทพมากทำให้การจราจรไม่ติดขัด รถวิ่งไปได้อย่างเรื่อยๆ สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ไม่นานนักรถมาจอดอยู่ที่หน้าร้านอาหารขึ้นชื่อของที่นี่

ตัวร้านเป็นสามห้องติดมีขนาดสองชั้นสไตล์ชิโนโปรตุกีสสีฟ้าอ่อนน้ำเงิน ให้เข้ากับบรรยากาศตึกเก่าบริเวณนั้นแต่มีความโมเดิร์นด้วยเฟอร์นิเจอร์และภาชนะที่ใส่ ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบหรูดูอบอุ่น

หลังจากทุกคนทานอาหารเที่ยงกันเรียบร้อยได้มุ่งหน้าไปวัดเพื่อไปกราบไหว้และชมความงามของพระพุทธรูป

วัดนี้มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่มีสีขาวที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาเป็นจุดที่สามารถมองลงไปเห็นเมืองและท้องทะเลสีฟ้าใส

ชฎาปักธูปเรียบร้อยเดินไปเสี่ยงเซียมซีเล่น ไม้เซียมซีบอกเลขสิบแปดหล่นออกจากกระบอก เธอเดินไปหยิบใบกระดาษคำทำนายขึ้นมาอ่าน

‘ใบที่สิบแปดนั้นท่านว่ามีมิตรที่รัก

ครั้นก่อนพลัดพรากได้กลับมาพบ

เรื่องใดขัดข้องมากน้อยที่ประสบเจอ

อย่ารอเผลอเวลาให้ผ่านไป

คนใกล้ชิดหรือศัตรูนำพาเรื่องข้องใจ

อย่าเก็บไว้โยนทิ้งไปปลดปล่อยหนอ

อีกไม่นานไม่กี่อึดใจปัญหาเข้ามาออ

เจ้าจงรอตรึกตรองอย่าใช้แต่อารมณ์

ค่อยๆ คิดค่อยๆ แก้จะไม่จม

คนคอยสมน้ำหน้านั้นมีไม่มาก

เพราะบุญเก่าที่เคยทำให้มีไม่เคยจาก

ผลกรรมฝากให้เรื่องมันผ่านพ้นไป เอย’


เธอยืนอ่านเพลินๆ ภาริตเดินเข้ามาใกล้พร้อมเปิดฝายื่นขวดน้ำดื่มให้แก่เธอ

“เซียมซีดีไหม” เขาเอ่ยถาม

“ขอบคุณค่ะ คิดว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ” เธอยื่นมือไปรับขวดน้ำมาดื่ม

“มันว่ายังไงบ้างละ” เขาถามถึงเนื้อหาในใบทำนาย

“มันบอกว่าจะได้เจอมิตรเก่าที่จากกันแล้วก็จะมีปัญหาให้ค่อยๆ แก้อย่าใช้อารมณ์”

“ก็ตรงอยู่นะ” เขาเอ่ยแล้วกระดกขวดน้ำน้ำขึ้นดื่ม

“คะ?” เธอเอ่ยอย่างงงๆ

อยู่ๆ เขาดึงหมวก Bucket Adidas สีดำออกจากหัวตัวเองแล้วเอามาสวมที่หัวของเธอดึงปีกหมวกลงมาให้ปิดตาของเธออย่างเย้าแหย่

“ใส่สะ”

“อะไรของคุณเนี้ย ผมฉันยุ่งหมด คุณเอาหมวกของคุณมาให้ฉันทำไม”

เธอดึงหมวกออกจากผมให้เข้าที่ถามอย่างหน้ามุ่ยๆ

“แดดมันแรงหน้า”

เขามองมาที่หน้าของเธอที่ขาวอมชมพูแดงระเรื่อที่ได้รับความร้อนจากไอแดดให้ความน่าเอ็นดู

“ฉันก็เอาหมวกมาแต่ลืมไว้ที่โรงแรม” เธอจัดหมวกให้เข้าที่กับผม คิดในใจว่าดีเหมือนกันเพราะอากาศร้อนมาก

“คุณขี้ลืมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ” เขาอมยิ้มยกน้ำอัดลมกระป๋องขึ้นดื่มอีกครั้ง

ความหมายของเขาหมายถึงตอนที่ไปเดินเขาเที่ยวทริปครั้งก่อน ภาพตอนที่เขาสวมหมวกไหมพรมกันความหนาวกับถุงมือที่ใส่กันคนละข้าง


“ใช่ฉันขี้ลืม ฉันเป็นคนลืมอะไรง่ายอยู่แล้ว” ภาพนั้นทำให้เธอแอบยิ้มตามแต่ก็ต้องรีบกลบเกลื่อนกลัวเขาจะรู้ว่าเธอเองก็คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ

“แน่ใจหรอว่าคุณลืมไปหมดแล้ว”

คำตอบของเธอทำให้เขาแอบชะงักบอกความรู้สึกไม่ถูกแค่รู้ว่ามันจุกที่อกเหมือนเธอต้องการจะลืมเรื่องทุกอย่าง

“แล้วฉันควรจำอะไรละ”

จำว่าเธอเคยมีความสุขมากและเจ็บปวดมากในวันที่เดินออกมาอย่างนั้นหรอ ถ้าเลือกได้เธอไม่อยากที่จะจำเลย

ก่อนที่ภาริตจะเอ่ยอะไรออกไปต่อ ธนากร นิราและเตชิดเดินเข้าสมทบ

“อาก็นึกว่าเราหายไปไหนที่แท้มายืนหลบแดดอยู่ตรงนี้เอง” เตชิดทักขึ้น

“ก็มันร้อนนิค่ะ อาเตก็รู้ว่าด้าไม่ค่อยถูกกับวัด”

“เข้ามาแล้วร้อนใช่ไหม” ธนากรหันมาถาม

“ใช่” เธอลากเสียงยาว

“เจ้ากรรมนายเวรแกเยอะไง” เพื่อนหนุ่มเอ่ยแซว

“รวมถึงแกด้วยคนหนึ่ง” เธอตอบพลางชี้กแล้วเอานิ้วจิ้มที่อกเพื่อนรักแรงๆ สองสามทีอย่างขบขัน

ธนากรสังเกตหมวกสีดำที่อยู่บนหัวของเพื่อนพร้อมเอ่ยแซวเพื่อนต่อ

“แต่แดดแรงแค่ไหนแกก็คงไม่ร้อนแล้วแหละ”

“ทำไมอะ”

“ก็แกได้หมวกคุณภาริตมากำบังพักใจแล้วไง”

จบคำของธนากร เตชิดและนิราหันมามองหน้ากันอย่างอมยิ้มน้อยๆ ส่วนชฎาทำหน้ามุ่ยใส่อย่างแก้เขิลยกมือขึ้นจะถอดหมวกคืนภาริตที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ใส่ไว้นั่นแหละ” เขาเอ่ยจบเดินออกไปที่รถทันทีทิ้งให้สี่คนเดินตามหลังมา

แวะไหว้พระอีกสองวัดก็ล่วงเวลาเข้าสู่ตอนเย็นทุกคนไปโรงละครชื่อดังของที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีส่วนสำคัญคือการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยผสมผสานเทคโนโลยีระดับโลกที่มีอาหารบุฟเฟ่ต์ทั้งไทยและนานาชาติ

ทางเดินเข้าด้านในตกแต่งด้วยไฟสวยงามมากมายพนักงานต้อนรับสวมชุดไทยสไบสีขาวเข็มกลัดสีเงินคาดอยู่ที่เอว เดินเข้ามาข้างในเห็นเมืองจำลองโดยแต่ละซุ้มก็จะมีเอกลักษณ์ผสมผสานกันไประหว่างความเป็นไทยและจินตนาการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีบ้านทรงไทยที่เป็นคาเฟ่เล็กๆ ตรงกลางและมีภัตรตาคาใหญ่ตกแต่งรูปแบบไทยวิจิตรา

ทุกคนเดินชมอาณาจักรมหัศจรรย์ที่รวบรวมความบันเทิงภายในกันพักใหญ่ก่อนที่จะทานอาหารเย็นกันจนอิ่มหนำสำราญเพลิดเพลินไปกับการแสดงโชว์ก่อนที่ทุกคนจะกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนหลังจากที่ตะลุยเที่ยวมาทั้งวัน


ธีภพออกจากห้องผ่าตัดตอนค่ำๆ หลังจากที่ใช้เวลาอยู่ข้างในเกือบสี่ชั่วโมงความเหนื่อยล้าและหิวโหยทำให้เขาอยากหาอะไรทานรองท้องและกลับไปสลบบนเตียงนอน ระหว่างทางเดินเขาพบกับปิ่นปราณีที่เพิ่งออกเวณมาพร้อมกัน หญิงสาวร่างบางในชุดเดรสกระโปรงสีหวานที่กำลังถือแฟ้มเอกสารคนไข้

“อ่าวพี่ธีออกเวรแล้วเหรอคะ” ปิ่นปราณีเอ่ยทักทาย

“ครับพี่เพิ่งผ่าตัดเคสล่าสุดเสร็จเอาหมดพลังงานเลย” หมอหนุ่มตอบกลับ “แล้วนี่จะกลับบ้านเหรอครับ”

“ใช่ค่ะปิ่นว่าจะออกไปหาอะไรทานก่อนกลับเข้าบ้านแต่ไม่ค่อยรู้จักร้านอาหารอร่อยๆ เลย พี่ธีสนใจไปเป็นเพื่อนปิ่นไหมคะ”

“เอ่อ พอดีพี่กะว่าจะกลับไปทานข้าวที่บ้านนะครับ”

เขาปฏิเสธคำชวนของหญิงสาวรุ่นน้องเพราะมีนัดทานข้าวกับที่บ้านของเขาก่อนอยู่แล้ว

“ว้าน่าเสียดายจังอย่างนี้ปิ่นก็คงต้องไปทานข้าวคนเดียวนะสิคะ” หล่อนทำหน้าผิดหวัง

“เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะครับ”

เขาบอกก่อนที่จะขอตัวจากไปขึ้นรถขับกลับบ้าน ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีรถหรูคันใหญ่สีดำวิ่งมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ ประตูเลื่อนอัตโนมัติเปิดออกให้เขาขับเข้าไปที่จอดรถที่มีรถสองคันจอดรอก่อนอยู่แล้ว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหานิรา

Tepop : วันนี้เป็นไงบ้างครับ

Nira : วันนี้มาถึงก็ตระเวนไหว้พระเลยค่ะ

พร้อมส่งรูปถ่ายวัดสามรูปมาให้เขาดู

Tepop : น่าไปจังเลยครับ

Nira : ก็คุณหมอพลาดไม่มาเอง

Tepop : ผมติดผ่าตัดเคสด่วนนิครับ

Nira : เป็นไงบ้างคะ เหนื่อยไหม

แค่คำถามของเธอคำเดียวก็ทำให้เขายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

Tepop : เหนื่อยมากเลยครับ

Nira : พักผ่อนนะคะ เดี๋ยวร่าจะซื้อของไปฝากเยอะๆ เลย

Tepop : คุณราร่าเป็นห่วงผมเหรอครับ

Nira : เปล่าค่ะ ร่ากลัวไม่ได้คอร์สทำหน้าฟรี

Tepop : อย่างนี้คุณราร่าต้องเหมาของฝากมาให้หมดจังหวัดแล้วละครับ

ส่งข้อความเสร็จเขาเลยเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงเดินลงจากรถเข้าไปในบ้าน

หญิงสาวสูงวัยภูมิฐานกำลังสั่งเด็กรับใช้ให้นำอาหารมาวางที่โต๊ะพร้อมจัดจานช้อนส้อม

“กลับมาแล้วเหรอตาธี” หญิงสูงวัยเอ่ยทัก

“ครับแม่”

“วันนี้ได้ข่าวว่ามีผ่าตัดเคสกะทันหัน” หล่อนได้ยินพยาบาลที่วอร์ดพูดคุยกันที่เกิดอุบัติเหตุกะทันหัน

“ใช่ครับสี่ชั่วโมงหมดแรงเลย”

เขาเดินเข้ามากอดหญิงสาวผู้เป็นมารดาจากทางด้านหลังอย่างออดอ้อนแสดงความอ่อนล้า

“เหนื่อยมากไหมลูก ไปๆ ขึ้นไปอาบน้ำแล้วลงมาทานข้าว วันนี้แม่ทำกุ้งแม่น้ำราดซอสมะขามหวานให้”

หล่อนชูจานกุ้งตัวใหญ่หลายตัวให้ลูกชายดู

“ฝีมือแม่น่าทานหมดนั่นแหละครับ” เขายิ้มไม่ยอมปล่อยมือที่กอดมารดา

“ปากหวานจริงๆ เลยไปอาบน้ำได้แล้ว”

หล่อนไล่เขาอีกรอบทำให้เขาต้องคลายมือที่กอดมารดาเดินขึ้นไปชั้นสองเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย

สิบห้านาทีผ่านไปเขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยเดินลงมาชั้นล่างเพื่อรับประทานอาหาร แต่ก็ต้องแปลกใจที่มีแขกมาที่บ้านในเวลานี้โดยที่เขาไม่รู้ ทุกทีถ้ามีแขกแม่เขาจะเอ่ยปากบอกล่วงหน้าก่อน

“อ่าวนั่นตาธีลงมาแล้ว” มารดาหันมาเรียกเขา

“พี่ธี” เสียงหวานทักทายขึ้น

“น้องปิ่น มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”

ปิ่นปราณีนั่งอยู่ข้างมารดาของเขาที่โซฟาหันมายิ้มหวานให้เขา

“น้องโทรมาถามว่ามีร้านอาหารอะไรอร่อยๆ บ้าง แม่เห็นว่าน้องเขาต้องไปทานข้าวคนเดียวแม่เลยชวนน้องมาทานด้วย” มารดาอธิบายให้ฟัง

“ปิ่นไม่ได้มารบกวนใช่ไหมคะ” หญิงสาวบอกทำสีหน้าเกรงใจ

“ไม่หรอกจ้าหนูปิ่น ไม่รบกวนเลยดีสะอีกมาทานกันหลายคนจะได้ไม่เงียบเหงา”

พูดจบหญิงสูงวัยโอบเอวหลวมๆ คนร่างบางเดินนำไปที่โต๊ะอาหารโดยธีภพที่ทำหน้างงๆ เดินตามหลังมา

“ขอบคุณคุณป้าที่ชวนปิ่นมาทานข้าวเย็นด้วยนะคะ”

ปิ่นปราณียกมือไหว้มารดาของฝ่ายชาย

“ไม่เป็นไรจ้ะหนูปิ่น ถ้าวันไหนทานข้าวคนเดียวก็มาทานด้วยกันอีกก็ได้นะจ๊ะป้ายินดีต้อนรับเสมอ” มารดาของธีภพบอกอย่างผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่อ่อน

ระหว่างรับประทานอาหารมารดาของธีภพถามสารทุกข์สุกดิบของปิ่นปราณีหลังจากย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่และได้เล่าเรื่องอดีตวันวานของทั้งคู่ในวัยเด็กทั้งวีรกรรมต่างๆ ที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองถึงกับปวดหัวสร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนทั้งโต๊ะอาหาร

เมื่อทุกคนรับประทานข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อยมีของหวานปิดท้ายด้วยวุ้นนมสดมะพร้าวอ่อนที่ใส่น้ำตาลน้อยแต่มีความกลมกล่อมกับเนื้อมะพร้าวที่นุ่มเนื้อบางๆ

หลังจากอาหารค่ำจบลงมารดาให้ธีภพเดินมาส่งปิ่นปราณีที่รถยนต์สีขาวหน้าบ้าน

“พี่ธีคะ”

อยู่ๆ หญิงสาวหันมาเรียกชื่อเขา

“ครับ?”

หญิงสาวจับมือของเขาขึ้นมากุมข้างหนุ่งพร้อมมองมาอย่างเว้าวอน

“ถ้าปิ่นขออะไรพี่ธีบางอย่าง พี่ธีจะให้ปิ่นได้ไหมคะ”

คำถามของเธอสร้างความงุนงงให้กับเขา

“ขออะไรเหรอครับ”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น