เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 การเริ่มต้นในดินแดนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ม.ค. 62

บทที่ 1


ร่างเพรียวบางในชุดเดรสรัดรูปเว้าหลังสีดำบนรองเท้า

ส้นสูง เสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นเป็นจังหวะ บ่งบอกอารมณ์คนกำลังช็อปที่กำลังเพลิดเพลินกับการลองชุดร้านนี้ ซื้อชุดจากร้านนั้น ทั้งแสงสีเสียง โปรโมชั่นทำให้กระตุ้นการช็อปปิ้ง แขนเรียวเจ้าเนื้อหิ้วเสื้อผ้ากว่าสิบถุงทั้งสีดำสีขาวโลโก้แดง และถุงใสอีกจำนานมากมายไปเก็บที่ลานจอดรถ

‘ด้านั่นมันอาสะใภ้แกป่ะนั้น’

ปั้นหยากระทุ้งแขนชฎาเบาๆ และชี้ไปที่ผู้หญิงชุดดำที่กำลังเดินผ่านที่หิ้วของเริ่มพะรุงพะรัง

ปั้นหยาคือเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยประถมของชฎา แม้มัธยมจะเรียนกันคนละที่แต่ก็นัดเจอกันบ่อยๆ จนกรทั่งปั้นหยาไปเรียนต่ออเมริา ทั้งคู่จึงได้เจอกันแค่ปีละ2-3ครั้ง แต่ความสนิทก็ไม่เคยลดลง

‘ฉันไม่นับยัยนั่นว่าเป็นอาสะใภ้ฉันหรอก แก่กว่าชั้นแค่ห้าปีเอง อีกอย่างเกาะเป็นปลิงสูบเลือดอาเตของฉันขนาดนั้น แค่นั้นไม่พอน่ะแก จำที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ไหมที่ชอบมาหยิบของฉันไปเป็นประจำใช้โดยไม่ขอซักคำ แล้วมีหน้ามาพูดว่ายืมไปแค่เล็กน้อยจะมีปัญหาอะไร’ ชฎาบ่นให้เพื่อนรักฟังแล้วมองตามนิ้วที่เพื่อนชี้

‘นางร้ายอ่ะ แล้วแกยอมหรอ’

หญิงสาวเคยรับฟังเรื่องราวอาสะใภ้สาวของเพื่อนรักบ่อย

‘ไม่ยอมก็ต้องยอมดิแก ฉันอยากจะเอาหมามุ่ยแอบหยอดใส่ของที่นางจิ๊กฉันไปใช้แล้ว แต่เห็นแก่อาเต ไม่อยากให้เขามีเรื่องปวดหัวเพิ่ม’ ชฎาตอบแบบเสียงหงอยๆ

‘อย่างแกเนี้ยนะยอม เอ๊ะว่าแต่นั่นมันรถแกไม่ใช่อ๋อ’

ปั้นหยามองไปที่รถเมอร์ซิเดสเบนซ์สีขาวเคลือบมุกที่สาวชุดดำกำลังเปิดประตูรถเพื่อเก็บของใส่ กำลังจะถามเพื่อนว่าเอาไงต่อ แต่ช้าไปกว่าชฎาที่เดินลิ่วเข้าไป

‘อชิรา! นี่มันรถของฉัน’ หญิงสาวเดินมาที่หน้ารถพร้อมกับมองไปที่ป้ายทะเบียน

‘ไม่คิดจะยกมือไหว้ อาสะใภ้คนนี้หน่อยหรอค่ะหลานดาด้า หรือพ่อแม่ไม่เคยสอนมารยาทเวลาทักทายผู้ใหญ่’

ผู้ถูกเรียกตอบรับยียวนก่อนจะปิดประตูรถแล้วเดินเข้ามาหาสองสาวตรงหน้า

อชิราหรืออาสะไภ้อดีตสาวนั่งดริ๊งค์ ด้วยรูปร่างสัดส่วนที่มีความอึ๋มเป็นที่ชื่นชอบของบุรุษเพศทั้งหลาย และความที่รู้จักเยินยอ ออดอ้อน เอาอกเอาใจพวกผู้ชาย ทำให้พ่อหม้ายอย่างเตชิดหลงหัวปักหัวปรำ ถึงขนาดซื้อบ้านและรถให้แต่มันก็ยังไม่มากพอกับความต้องการของอชิรา ซึ่งหล่อนคบกับเตชิดได้เกือบปีนึงแล้ว แต่ก็ยังไม่ลงรอยกับหลานสะไภ้ซักที เตชิดยังไม่เปิดตัวหล่อนในฐานะภรรยาซักทีทำให้หล่อนยังรู้สึกไม่มั่นคงและสั่นคลอนกับสถานะนี้

‘ผู้ใหญ่ที่มีสมองและวุฒิภาวะ แก่กว่าเรื่องประสบการณ์กับความรู้ดิฉันเคารพค่ะไม่ใช่แก่กว่าแค่อายุและหนังหน้า แล้วตัวคุณหล่ะค่ะดีพอให้เคารพหรือป่าว’ ตอบกลับไปแล้วก็ยกคิ้วข้างนึงขึ้นสูง

ทำให้อชิราอยากที่จะปราดเข้ามาตบให้ปากของชฎาฉีก แต่ก็ทำได้เพียงระงับอารมณ์ที่เดือดพล่านและยิ้มตอบกลับไป

‘เอ ประสบการณ์ด้านไหนดีหล่ะ ถ้าด้านเรื่องบนเตียง ฉันก็ถือว่าเป็นนักปราชน์เลยน่ะ’

อชิราเดินเข้ามากระซิบลงข้างใบหูของหญิงสาว สร้างความขยะแขยะสุดที่จะทน ชฎาไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงคนไหนน่าขยะแขยงได้เท่าอชิราอีกแล้ว

‘คำว่ายางอายคงสะกดไม่เป็นสินะคะ’ พูดจบก็ผลักอีกฝ่ายออกไปให้ห่าง

‘ถึงจะสะกดไม่เป็นแต่ก้ได้ทั้งบ้านทั้งรถมาขับแล้วกัน’ นางพูดอย่างภูมิใจพร้องพ่ายมือไปทางรถหรูประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าของ

‘แต่นั่นมันรถของฉัน อาเตซื้อให้ฉัน คุณไม่มีสิทธิ์เอาไปใช้’

หญิงสาวพูดอย่างเหลืออด ทนกับคำพูดของคนตรงหน้าไม่ไหว ทั้งคำพูด กริยา วาจาช่างหน้าสะอิดสะเอียน

‘เมาควันรถมาหรอย้ะ มันจอดอยู่ที่บ้านคุณเตมันก็คือของคุณเต เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นของฉันด้วยสิย้ะ แต่ถึงจะเป็นของเธอแต่เงินคุณเตยังไงฉันก็มีสิทธิ์ใช้ งั้นก็ถือซะว่าฉันยืมมาขับเล่นละกันวันหนึ่ง’ พูดออกไปด้วยความมั่นใจ



ไม่ว่าอย่างไรเตชิดก็ไม่มีทางมาว่าเธออยู่แล้ว จึงเตรียมเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ เพื่อขับออกไป

‘โหยัยด้า อาสะไภ้แกเนี้ยคิดเองเออเองเสร็จสับ นี่ถ้าไปเป็นนักชีวะพันธุ์สัตว์ จับแรดผสมพันธุ์กับควาย โลกเราอาจจะได้สัตว์โลกน่ารักที่มีสามเขาก็ได้น่ะ มโนเก่งแบบนี้ แต่จริงๆ อาสะใภ้ก้มีสามเขาแล้วน่ะ เขาเอือมระอา เขาเริ่มเบื่อ เขากำลังจะทิ้ง หูยอย่างนี้คุณก็เป็นสัตว์โลกน่ารักแล้วนะคะ’ ประโยคสุดท้ายปั้นหยาหันไปพูดกับอชิรา

ทำให้หญิงสาวโกรธมาก คว้าแก้วน้ำที่มีกาแฟเหลือกว่าครึ่งแก้วสาดไปที่ชฎาและเพื่อน ทำให้เสื้อผ้าทั้งคู่เลอะเทอะไม่มากนักยังดีที่หลบได้บ้าง

‘อุ๊ยฉันเห็นว่าปากเน่ากัน เลยช่วยสงเคราะห์ล้างให้’

สาดกาแฟออกไปด้วยความสะใจแล้วหยิบฝามาปิดแก้วที่เหลือแต่หยดน้ำ ชฎายกมุมปากขึ้นยิ้มให้กับอชิราพร้อมทั้งล้วงมือลงไปในกระเป๋าถือเพื่อหยิบสิ่งของบางอย่าง

มีด!

‘นังดาด้านี่แกจะทำอะไรฉัน ฉันแค่สาดน้ำใส่พวกแกเองน่ะ’

ด้วยความกลัวว่านังเด็กตรงหนังจะบ้าดีเดือดเอามีดสั้นพับได้มากรีดใบหน้าตัวเองเลยยกมือทั้งสองข้างปิดที่แก้ม และลนลานถอยไปข้างหลัง

‘เอากระเป๋าของคุณมา’

อาสะใภ้สาวรีบยื่นกระเป๋าให้หญิงสาวอย่างหวาดหวั่น เพราะพอรู้จักนิสัยของคนตรงหน้าดีว่าเป็นคนเอาจริงแค่ไหนเวลาโกรธ เมื่อชฎารับกระเป๋าไปแล้ว เดินเข้าไปใกล้อชิราจนหญิงสาวต้องถอยหลังไปหลายก้าว แล้วง้างมือขึ้นสูงแล้วปักฉึกไปข้างหน้า

ฟี้~ เสียงลมไหลออกจากล้อรถที่มีลายดอกเสียดทานกับมีดที่ปักอยู่

‘มีใครเคยบอกคุณไหมว่าฉันเป็นคนที่หวงของมาก ถ้าฉันไม่อนุญาตไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์’ กล่าวจบถอยหลังออกมาจากตัวอชิราที่ตอนนี้ยืนแข็งไปทั้งตัว เปิดกระเป๋าตังค์หยิบบัตรเครดิตที่มีวงเงินหลายหมื่นออกมาแล้วหักทิ้ง จากนั้นก็รวบธนบัตหลายใบออกมาจากกระเป๋า ‘ส่วนเงินนี้ถือว่าเป็นค่าทำขวัญให้พวกฉันไปซื้อชุดเปลี่ยนใหม่แล้วกันน่ะ’ กล่าวจบก็เดินจากไปโดยไม่คิดหันกลับมามองคนที่ยืนแข็งแทบจะเป็นหิน

‘รถคันนี้มันสกปรกแล้ว ฉันฝากแกขายทีนะหยา’ หญิงสาวหันไปพูดกับปั้นหยาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

‘แสบจริงๆ เลยนะแก แต่เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการให้ จะขายให้ได้ราคางามๆ เลย’ เพื่อนสาวพูดด้วยสีหน้าสะใจ

แต่ไม่กี่วินาทีผ่านไปก็มีเสียงแว๊ดตามหลังมา เมื่อคนที่ยืนแข็งเป็นหินเริ่มได้สติกลับมา

‘ไอเด็กบ้า โรคจิต ฉันจะฟ้องคุณเตว่าแกทำร้ายฉัน แกเอาตังค์ฉันไปแล้วฉันจะกลับยังไง!’


“คุณค่ะ คุณค่ะคุณ กรุณาปรับเบาะและรัดเข็มขัดด้วยค่ะ อีกสักครู่เครื่องจะลงจอดแล้วค่ะ” เสียงหวานนุ่มนวลของแอร์โฮสเตสสาวพูดเป็นภาษาอังกฤษ ปลุกให้คนที่นั่งเหมอคิดเรื่องเก่าๆ หลุดออกจากภวังแล้วปรับเบาะขึ้นทำตามคำขอร้องของพนักงาน


ตั้งแต่เรื่องครั้่งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกับอชิรา และเป็นครั้งสุดท้ายที่อาเตชิดคุยด้วย หลังจากเตชิดกลับจากดูงานต่างประเทศ อชิราก็วิ่งเข้ามาฟ้องร้องห่มร้องไห้ เขาโกรธที่แฟนสาวเอารถของหลานสาวไปใช้ แต่ก็โกรธมากกว่าที่หลานสาวทำลายข้าวของและขายรถที่เขาซื้อให้เป็นของขวัญทิ้ง เรียกหลานสาวคนเล็กมาต่อว่า ทำให้เธอน้อยใจคิดว่าอาเตชิดเข้าข้างคนอื่นมากกว่าตน จึงเก็บข้าวของกลับมาอยู่บ้านที่มารดาทิ้งไว้ให้

ชฎานั่งเครื่องมานานกว่าสิบเอ็ดชั่วโมงเพื่อบินจากประเทศไทยเพื่อมาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ คนที่บ้านไม่มีใครรู้ว่าหญิงสาวไปที่ใด เพราะเธอต้องการขาดการติดต่อกับทางบ้านและทิ้งจดหมายไว้ว่า ‘ถ้าพร้อมเมื่อไหร่จะกลับมาเอง’ เงินที่นำมาใช้เรียนต่อได้มาจากการขายรถครั้งนั้น โชคดีที่ยังมีอาจารย์คนสนิทด้วยเป็นผู้ดำเนินเอกสารให้จึงทำให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยเวลาที่รวดเร็ว เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบิน หญิงสาวก็เดินไปรับกระเป๋าเดินทางแล้วเดินออกมาที่ช่องรอรับผู้โดยสาย สายตาสอดส่ายไปเห็นแผ่นกระดาษเขียนว่า CHADADA กำลังโบกพริ้วไหวซ้ายขวาโดยหญิงร่างอ้วนท้วมผิวขาว

“คิดถึงจังเลยค่ะครู มารอหนูนานไหมคะ”

สวมกอดหญิงที่มีใบหน้าใจดีร่างจ้ำมำผมสีดำแซมสีดอกเหล่าขึ้นมา บ่งบอกถึงวัยสี่สิบปี ถือเป็นผู้มีพระคุณของหล่อน คอยช่วยเหลือเวลามีเรื่องเดือดร้อน คอยแนะนำเวลามีปัญหา คอยช่วยหาทางออกเวลาเจอทางตัน ได้แต่งงานและย้ายมาอยู่ที่นิวซีแลนด์อย่างถาวร แต่ไม่เคยขาดการติดต่อกับหล่อนเลย

“โอ๊ยไม่นานเลย แล้วนี่เป็นไงบ้างจ้ะดาเหนื่อยไหม หิวรึเปล่า หนาวไหม กระเป๋าหนูมีมาแค่นี้เองหรอ มาๆ ครูช่วยหิ้วขึ้นรถ”

ชฎาไม่รู้จะเริ่มตอบคำถามไหนดีก่อนกัน จึงเดินลากกระเป๋าตามพร้อมฟังเรื่องมากมากที่คนเดินนำหน้าเริ่มสาธยายให้ฟังอย่างเพลิดเพลิน

คนตัวเล็กสวมเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินนั่งอยู่เบาะหน้ารถโดยที่ไม่ต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิข้างนอกสิบแปดองศาเริ่มเจ้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงสำหรับที่นี่พอดี มองวิวข้างทางที่สวยงามต้นไม่สูงใหญ่เสมอเท่าๆ กันมีใบหลากสีสันที่มากกว่าสีเขียว เช่นสีเหลือง สีส้ม สีแดงต่างกันไป บางใบกำลังร่วงหล่นลงจากต้น ปลายใบพริ้วขึ้นเล็กน้อยต้านทานลมที่พัดผ่าน บางใบที่ร่วงลงสู่พื้นก้ทับกันเป็นกอง ท้องฟ้าสีสดใสปรอดโปร่งที่มีปุยเมฆสีขาวที่ชัดเจน รถแล่นไปบนถนนเรื่อยๆ จนมาถึงอพาร์ทเม้นท์

ตึกอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้มีความสูงแค่ห้าชั้น ชั้นที่เธออยู่เป็นชั้นสองเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องจะพบกับห้องครัวที่ไว้ใช้ทำกิจกรรมส่วนรวม ถัดไปเป็นห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่ไว้ใช้ร่วมกัน ประตูตรงข้ามสามบานคือห้องนอนแบบ single room หรือห้องนอนเดี่ยว ภายในห้องนอนขนาดไม่กว้างนักมีเตียงขนาดนอนคนเดียวได้สบาย โต๊ะเขียนหนังสือตัวสีขาวติดกำแพงที่มีหน้าต่างบานเลื่อนสีขาวไว้เปิดรับแสง ด้านบนโต๊ะวางโคมไฟอ่านหนังสือสีเงิน พร้อมเก้าอี้พนักพิงสีแดงเลือดนก ตู้เสื้อผ้าไม้สีขาวขนาดเล็กแต่มากพอที่จะยัดกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เก็บเข้าไป บานประตูติดกระจกที่สามารถส่องได้ทั้งตัว พื้นปูด้วยพรมสีเทาทั้งห้องแม้กระทั้งทางเดินยกเว้นห้องครัวกับห้องอาบน้ำ เพื่อกันความหนาวเย็นจากพื้นในช่วงฤดูหนาว แต่อากาศตอนนี้ก็จัดว่าหนาวสำหรับเธออยู่ดี

“เป็นไงบ้าง ชอบไหม แต่ครูว่าก็โอเคเลยน่ะต้องไปซื้อผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่มกับของใช้ส่วนตัวเพิ่ม อะนี่ HOP Card ไว้สำหรับขึ้นบัส พอดีครูไม่ได้ใช้แล้วให้เราแล้วกัน”

หญิงร่างท้วมเดินสำรวจห้องพร้อมยื่นบัตรโดยสารรถบัสของนิวซีแลนด์ให้สาวน้อยที่ย้ายมาใหม่

“ขอบคุณมากๆ เลยค่ะครู แค่นี้หนูก็เกรงใจครูจะแย่แล้วค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วรับบัตรมาถือไว้

“ซูเปอร์มาเก็ต Countdown ที่ใกล้ที่สุดเดินไปได้ห่างจากที่นี่แค่สองกิโลเมตร แต่ถ้าจะเข้าไปในห้างก็นั่งรถบัสเข้าไป เดินไปขึ้น Bus stop ข้างหน้านี้ ส่วนคอลเลจอยู่ไม่ห่างจากอพาร์ทเม้นท์มากนักเดินไปเรียนไม่น่าเกินสิบนาที ถ้ามีปัญหาหรือสงสัยอะไรก็โทรมาหาครูได้ตลอดเลยน่ะ เดี๋ยวครูต้องไปแล้วพอดีมีธุระต้องไปรับลูกต่อ โชคดีน่ะจ้ะดา”

หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามากอดก่อนเปิดประตูเดินจากไปขึ้นรถยนต์สีเงินกลางเก่ากลางใหม่แล้วขับออกไป

หญิงสาวใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการจัดของเข้าที่เข้าทางทั้งหมด แล้วออกมาล้างหน้าล้างตาเพื่อไปซื้อของใช้ที่ห้าง ผ้าขุนหนูซับหยดน้ำบนใบหน้าและที่เกาะเส้นผมเล็กน้อย เดินออกจากห้องน้ำโทรศัพท์สั่นขึ้นโชว์แอพพลิเคชั่นไลน์มีคนคอลเข้ามาแสดงชื่อ ‘ปั้นหยา’ เธอจึงกดรับสายด้วยอารมณ์คิดถึง โชคดีที่อพาทเม้นแห่งนี้มีไวฟายให้ผู้พัออาศัยได้ใช้ฟรี บทสนทนาผ่านทางโทรศัพท์นานกว่าสิบนาทีก่อนจบลงเพราะเธอต้องรีบออกไปซื้อของ


“คนไทยเหมือนกันหรอค่ะ” เสียงทักขึ้นจากห้องครัว หญิงสาวหันกลับไปหาต้นเสียงของคำถาม

“ใช่ค่ะเพิ่งมาถึงวันนี้ ดิฉันชฎาค่ะ เรียกว่าดาก็ได้ แล้วคุณ?”

เธอยิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้าที่มีผมสั้นประมาณบ่าผิวสีน้ำผึ้งดวงตากลมโตรับกับรูปหน้าไข่ จมูกจุ๋มจิ๋มไม่เล็กไม่ใหญ่ กับปากที่ยิ้มแล้วทำให้ดูเป็นมิตร

“ดิฉันนิลเนตรค่ะ เรียกว่านิลเฉยๆ ก็ได้ค่ะ” สาวผมประบ่าตอบพรางหันไปหยิบช็อกโกแลตในตู้

หลังจากพูดคุยทำความรู้จัก จึงได้รู้ว่านิลเนตรอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้วแต่มีหน้าที่คมอ่อนเยาว์ ผิวสีน้ำผึ้งออกสีแทนเล็กน้อย ชฎาเลยเรียกหญิงสาวว่าพี่ ซึ่งหล่อนมาเรียนภาษาอยู่ที่นี่ได้สามเดือนกว่าๆ ด้วยอุปนิสัยที่ทั้งคู่เป็นคนเฮฮาทำให้เข้ากันได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นนิลเนตรเลยสวมบทเป็นไกด์พาชฎาออกไปซื้อของที่ห้าง

เดินออกมารอรถบัสที่ป้ายหยุดรถโดยสาร ไรแดดยามบ่ายสามโมงของที่นี่จัดว่าแรงแต่อุณหภูิที่เย็นเลยทำให้อากาศสบายๆ ถนนสายนี้รถไม่ค่อยพลุกพล่านมากมายนัก ยืนรออยู่ประมาณสิบห้านาทีมีรสบัสคันสีเขียววิ่งเข้ามาจอดเทียบท่า ประตูรถเปิดสาวรุ่นพี่เดินนำขึ้นไปแตะบัตรรถกับเครื่องแตะบัตรข้างๆ คนขับ แล้วเดินเข้าไปนั่ง ชฎาไม่รู้ว่าเงินในบัตรมีอยู่เท่าไหร่ เพียงพอกับการขึ้นหรือป่าวจึงทำการ Top up เงินลงบัตรโดยบอกกับพนักงานขับรถ แตะบัตรก่อนเดินตามไปนั่งข้างๆ นิลเนตร


ถนนสายเล็กมุ่งสู่ถนนสายหลักเพิ่มจำนวนเลนจากสองเลนที่ใช้สวนกันเป็นสี่เลน รถบัสไหลคล่องตัวมากเรียกได้ว่าไม่มีอาการรถติดเหมือนกรุงเทพประเทศไทยเลย เมืองค่อนข้างที่จะเงียบสงบ คนส่วนมากเลือกที่จะโดยสารด้วยรสบัส และมีผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์น้อยมากแทบนับคันได้เลยทีเดียว เวลานี้มีนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนเต็มคันรถ สวมใส่ยูนิฟอร์มเสื้อสูทสีเขียวเข้มทับเสื้อเชิ้ตสีขาวข้างใน เด็กผู้หญิงสวมใส่กระโปรงสีเขียวลายสก็อตคุมเข่าขณะที่ของผู้ชายเป็นกางเกงสีดำขายาวกับรองเท้าหนังสีดำ เสียงคุยกันเจื้อแจ้วบนรถมุ่งหน้าไปห้างสรรพสินค้า

รถจอดตรงข้ามห้างมีสัญญาณไฟจราจลไว้ให้สำหรับคนข้ามถนน นิลเนตรเดินไปกดปุ่มเพื่อข้ามทางม้าลายยืนรอสัญญาณไฟ ห้างแห่งนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากมายเป็นสองชั้นที่ค่อนข้างยาว ส่วนตึกข้างๆ จะสำหรับอุปกรณ์ของใช้ที่เกี่ยวกับบ้านทุกอย่าง เธอเลือกเดินเข้าไปในนั้น ประตูเลื่อนเปิดอัตโนมัตพร้อมพนักงานที่ยืนหน้าเค้าท์เตอร์กล่าวทักทาย เสียงเพลงยุค80 เปิดเบาๆ ทาให้รู้สึกสบายๆ หญิงสาวสองคนเดินไปแผนกที่นอนตามคำแนะนำของพนักงาน

“เดี๋ยวพี่เดินไปดูโหลแก้วทางนั้นก่อนน่ะ” นิลเนตรบอกก่อนที่จะเดินแยกออกไป

สาวรุ่นน้องพยักหน้ารับรู้แล้วหันมาสนใจผ้าปูที่นอนหลากหลายสีสันที่วางเรียงบนชั้น พร้อมโยกหัวเล็กน้อยไปตามจังหวะเพลงสายตามองไปที่ผ้าปูที่นอนแต่ละผืนอย่างจริงจัง หัวคิ้วยกขึ้นอย่างครุ่นคิดจินตนาการว่าสีนี้จะเข้ากับห้องนอนไหม จนมาหยุดที่ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มสีขาวลายดำแบบมีลูกเล่น เมื่อคิดว่าสีนี้มันใช่สำหรับห้องนอนของเธอก็คลี่ยิ้มบางๆ กับตัวเอง กระโดดเหย่งๆ เพื่อหยิบลงมา สร้างความขบขันในสายตาของชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนเลือกซื้อผ้าห่มเช่นกัน ด้วยรูปร่างที่สูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเซ็นติเมตรบนรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้เสริมส้น ใบหน้ารูปรีไข่รับกับดวงตาที่กลมโต จมูกโด่งเป็นสัน ปากบางที่ชมพูเล็กน้อย คิ้วไม่เข้มมากบ่งบอกว่าได้เขียนไว้นานแล้ว ผมรวมขึ้นสูงม้วนอยู่กลางหัวดูยุ่งเล็กน้อย ทำให้ดูเหมือนเด็กน้อยมอต้นที่กำลังจะแย่งของบางอย่างจากที่สูง

หญิงสาวหันไปมองชายที่กำลังยืนมองเธอด้วยสายตานิ่งๆ อย่างสนใจ ก่อนที่จะเดินเข้าไปหา

“ขอโทษน่ะค่ะ ช่วยหยิบผ้าสีขาวลายสีดำอันนั้นให้หน่อยได้ไหมค่ะ พอดีมันอยู่สู้งสูงและก็ลึ้กลึก” พูดออกไปเป็นภาษาอังกฤษพร้อมทำหน้าวิงอนแบบเด็กมาขอลูกอม

ชายหนุ่มผิวขาวคิ้วดกดำได้รูปรับกับดวงตากลมเฉี่ยวขึ้นในเสื้อแจ๊คเก็ตสีดำทับเสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงสีดำเช่นกันก้าวอาดๆ เดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะแค่เอื้อมมือขึ้นไปหยิบด้วยความสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ทำให้หญิงสาวที่สูงถึงแค่ปลายคางของเขา ใบหน้าของหล่อนเกือบชนกับอกล่ำ กลิ่นน้ำหอมหอมจางๆ ที่บ่งบอกความคูลและรสนิยมของเจ้าของลอยเข้ามาแตะจมูกเธอ อยู่ๆ หัวใจของหญิงสาวเต้นเร็วรัวๆ ชายหนุ่มยกลงมาพร้อมก้าวถอยหลังแล้วยื่นให้ เธอเอื้อมมือไปรับของที่ชายหนุ่มส่งมาแล้วกล่าวขอบคุณแล้วยิ้มให้ตาหยี เขาเดินจากไปโดยไม่กล่าวอะไร

ชฎามองตามแผ่นหลังกว้างแกร่งแล้วหันกลับไปเลือกซื้อของอย่างอื่นต่อ เมื่อได้ของที่ครบแล้วก็เดินไปซุปเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ พร้อมกับรุ่นพี่สาวเพื่อซื้อของสดกลับไปทำอาหาร นิลเนตรบอกหล่อนว่าไม่นิยมที่จะกินอาหาร ข้างนอกบ่อยนักด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงและรสชาติส่วนมากไม่ค่อยถูกปากคนกินรสจัดอย่างเธอ ซึ่งทำกินเองจะประหยัดมากกว่า หุงข้าวทำกับข้าวหนึ่งครั้งอาจจะกินได้ถึงสามมื้อ

เมื่อกลับมาถึงที่พักก็เริ่มเย็นมากแล้ว ได้พบกับรูมเมทสาวชาวญี่ปุ่นที่มาพักได้สี่เดือนแล้วด้วยความที่นางมีแฟนจึงไม่ค่อยอยู่ห้องซักเท่าไหร่ แนะนำให้รู้จักกันเรียบร้อยนิลเนตรทราบว่ารุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักคงจะเพลียมากเต็มที่แล้วจากการเดินทาง จึงให้เธอเอาของไปเก็บในห้องแล้วจัดการกับที่นอนของเธอและไปอาบน้ำ ส่วนหล่อนอาสาทำกับข้าวเลี้ยงต้อนรับหญิงสาวเอง

ทานอาหารเย็นแล้วล้างจานเรียบร้อย หญิงสาวก้นั่งคุยกันเล็กน้อยก่อนรุ่นพี่สาวจะอาสาเป็นไกด์อีกครั้งนำเที่ยวในวันพรุ่งนี้ จากนั้นเธอเลยขอตัวไปพักผ่อนเพราะตาของเธอฝืนแรงโน้มถ่วงเต็มที่แล้ว เมื่อหัวถึงหมอนกับอากาศที่เย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์ทำให้เธอเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว



ตือ... เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

หญิงสาวเอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกที่บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ลุกขึ้นเก็บที่นอนออกไปอาบน้ำ จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเธอเดินเข้าไปห้องครัวเพื่อที่จะหาอะไรทานรองท้อง

“กู๊ดมอร์นิ่งจร้ะ เพิ่งจะแปดโมงครึ่งเองตื่นเช้าจังเลย งั้นรอพี่แต่งตัวซักครึ่งชั่วโมงน่ะแล้วเดี๋ยวออกไปกันเลย”

สาวรุ่นพี่หน้าเด็กเดินออกมาในชุดนอนกางเกงวอม


“ดาตื่นเวลานี้เป็นปกติค่ะ พี่นิลจะรับอะไรรองท้องดีค่ะ เดี๋ยวดาบริการให้” ชฎาถามพรางกัดขนมปังที่ทาด้วย Peanut butter หนึ่งชั้นทับด้วยแยมบลูเบอร์รี่

“งั้นพี่ฝากชงกาแฟให้พี่หน่อยน่ะฉีกซองแล้วชงเลยกับขนมปังปิ้งซักสี่แผ่นละกัน” พูดจบก็เดินกลับห้องไป

สาวน้อยกัดขนมังอีกคำแล้ววางลงบนจานทรงกลมเล็กหยิบน้ำแอปเปิลดื่มหมดแก้วภายในอึกเดียว ก่อนเดินไปทำอาหารเช้าให้กับรุ่นพี่สาว

สิบโมงนิดๆ เป็นเวลาออกเดินทางหลังจากสองสาวจัดการกับธุระส่วนตัวและอาหารเช้าเสร็จ ชฎาอยู่ในเสื้อสเวตเตอร์สีฟ้ากับกางเกงรัดรูปสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว แต่งหน้าอ่อนๆ ส่วนนิลเนตรสวมเสื้อยืดสีเหลืองทับด้วยแจ็คเก็ทยีนสีซีดกางกับกระโปรงยีนส์ ทำให้ในสายตาคนภายนอกดูเหมือนเด็กน้อยชั้นประถมกำลังไปทัศนศึกษา

สองสาวเดินไปป้ายรถบัสอีกแห่งหนึ่งเพื่อขึ้นบัสสายสีม่วง บ้านเรือนของคนที่นี่นิยมปลูกแบบชั้นเดียวหรืออย่างมากสุดก็สองชั้น ทำให้ความสูงของแต่ละบ้านมีขนาดสม่ำเสมอกันมีแค่รั้วไม้เล็กๆ หรือพุ่มไม้เป็นตัวแบ่งอาณาเขตร ตัวบ้านจะเป็นไม้บ้าง อิฐส้มบ้างสลับๆ กันไป ตามทางเดินวัยรุ่นส่วนมากจะใช้สเก็ตบอร์ดเด็กเล็กใช้สกูตเตอร์แทนการเดิน ใช้เวลาในการเดินประมาณสิบห้านาทีก็มาถึงป้ายรถบัส

เมื่อรสบัสมาถึงสองสาวขึ้นไปนั่งติดริมหน้าต่างวิวทิวทัศน์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามทางที่รถวิ่ง บ้านชั้นเดียวตั้งเรียงตามแนวทางถนน ด้านหลังบ้านเป็นทางลาดยาวไปสุดเนินเขาหรือภูเขาหลายลูกไกลๆ สีเขียวแซมน้ำตาล บ้างเป็นตึกออฟฟิตขนาดสองถึงสามชั้น รถบัสวิ่งผ่านวงเวียนใหญ่ซึ่งตรงกลางเป็นต้นไม้น้อยใหญ่สีเขียวขจีขึ้นปกคลุม ด้านหลังเป็นเนินเขาสามลูก วิ่งมาเรื่อยๆ วิวทิวทัศน์ปรากฏภาพทะเลขนาดใหญ่ที่แสงกำลังตกกระทบกับพื้นผิวน้ำสะท้อนสอดส่องไป ห้าสิบกว่านาทีผ่านไปเกือบจะหนึ่งชั่วโมงรถบัสจอดที่ป้ายสุดท้าย

ก้าวลงจากรถบัสมีตลาดเล็กๆ ตั้งขึ้นตรงทางเข้าชายหาด บางร้านขายของเสื้อผ้าโบฮีเมียน บางร้านเอาเสื้อผ้ามาขายมือสองที่คุณภาพดี หรือร้านนี้ที่ขายเครื่องประดับ ตั่งหู กำไลข้อมือ สร้อยคอ แหวน เป็นงานแฮนเมททั้งร้าน

เดินเข้ามาที่ชายหาดเม็ดทรายสีขาวสะอาดเนื้อเนียนยาวสุดลูกตา มีคนมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่กำลังเล่นเซิร์ฟหรือกระดานโต้คลื่นอย่างสนุกสนาน นกนางนวลบินเป็นฝูงอยู่บนฟ้าล่อนลงบนหาดทราย เนินเขาโขดหินตั้งอยู่ตรงกลางหาดทรายข้างๆ ร้านอาหารมีทางเดินเล็กๆ ที่ให้ปีนขึ้นไปถึงข้างบน น้ำทะเลสีฟ้าใสสาดกระเด็นขึ้นมากระทบกับโขดหินข้างล่าง ภูเขาสูงชันข้างๆ คั่นด้วยถนนกลับมีบ้านมากมายตั้งบนเชิงเขาเรียงเป็นระเบียบ สีสันที่หลากหลายจนอดใจไม่ไหวต้องหยิบกล้ิงจากโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเก็บไว้

สองสาวเดินตามทางมาเรื่อยๆ เป็นจุดที่ไม่ค่อยมีผู้คนนักท่องเที่ยวซักเท่าไหร่

“น้องดา มาเป็นนางแบบให้พี่หน่อยสิ”

นิลเนตรสะพายกล้องราคาแพงห้อยต่องแต่งอยู่ที่คอ

“ให้เล่นใหญ่เท่าไหร่ดีค่ะพี่นิล เดี๋ยวน้องจัดให้ค่ะ” ชฎาหันไปยิ้มให้กับตากล้องคนสวยพลางเอ่ยถามออกไป

“น้องมีเท่าไหร่ก้จัดมาให้พี่แบบสุดๆ เลยค่ะ” พร้อมกวักมือเรียกแบบท้าทาย สาวรุ่นน้องเอามือปิดปากแล้วยิ้มแบบมีจริตจะก้าน

เธอเอาผ้าคลุมของตากล้องมาผูกที่เอว ลมพัดทำเหมือนชายกระโปรงที่กำลังปลิวตามลม จากนั้นก็โพสท่าเป็น Marilyn Monroe นักแสดงหญิงชื่อดังในปี 1950 สาวชุดสีขาวผมดัดสั้นที่ทำท่าปิดกระโปรง หรือท่าจิกกล้อง ยกมือขึ้นพาดหัวหักข้อมือลงมา มืออีกข้างบิดแล้วดัดเข้าใบหน้าด้านล่างบิดเอวไปอีกทางแล้วย่อไปข้างหน้า หรือแม้แต่ท่าตาจิกล้อง กัดริมฝีปากล่างให้เผยอ เอามือสองข้างท้าวเอวแล้วโก่งตัวไปข้างหน้า สร้างความตลกขบขันให้แก่สาวรุ่นพี่เป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวตรงหน้าที่เพิ่งรู้จักจะรั่วได้ขนาดนี้

เช่นเดียวกับชายหนุ่มร่างสูงคนนึงที่จอดรถมอเตอร์ไซค์บิ๊คไบท์สีดำเรียบหรูไว้ข้างทางสายตากำลังจับจ้องสาวน้อยนางแบบที่กำลังหัวเราะและพยายามโพสต์แต่ละท่าได้อย่างเกินคำบรรยายมุมปากยกขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัวกับความรั่วที่ไม่ห่วงสวยเลยซักนิด

“เห้ยไอริตดูผู้หญิงคนนั้นดิตลกชิบเลยว่ะ คนไทยด้วยใช่ป่ะว่ะเหมือนฉันจะได้ยิทที่เขาสองคนพูดกัน” เสียงของชายอีกคนที่เดินเข้ามาหาและชี้ไปทางสองสาว

“เออคนไทย แต่บ้าบอหล่ะสิไม่ว่า” พูดจบก็พลางส่ายหน้าให้กับภาพตรงหน้า หุบยิ้มแล้วหันมาหาชายที่ยืนข้างๆ

“แกยังไม่เลิกคิดถึงเรื่องเก่าๆ อีกหรอว่ะถึงมาที่นี่อีก นี่ก้ผ่านมาเกือบสองปีละน่ะเว้ย เลิกซักทีเหอะว่ะ แกเงียบขรึมจนคนรอบข้างกลัวไม่กล้าเข้าใกล้กันไปหมดแล้ว อ่าวแล้วนั่นแกจะไปไหน” พูดยังไม่ทันจบผู้ชายคนข้างๆ ก็หันไปหยิบหมวกกันน็อคสีดำมาใส่ ก้าวขายาวๆ พาดไปที่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่

“กลับ ไม่มีอารมณ์”

บิดรถสองล้อดังหึมๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจชายอีกคนที่ยืนบ่นเป็นหมีกินผึ้งให้อยู่ที่เดิมกับรถมอเตอร์อีกคันสีแดง

หลังจากโพสต์ท่าถ่ายรูปกันหนำใจแล้ว ทั้งสองเดินกลับมาที่ร้านอาหารขนาดเล็กสอมสามร้านอยู่ติดกัน ต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีใบเป็นเส้นอยู่หน้าร้าน สั่ง Fish and chips มาทาน ไซต์กล่องถือว่าขนาดใหญ่สำหรับเธอที่สามารถเก็บไว้สำหรับทานอีกมื้อนึงยังได้ เนื้อปลาขาวนุ่มๆ ข้างในเคลือบด้วยแป้งที่ทอดกรอบๆ สีเหลืองอร่าม เฟรนฟรายแท่งใหญ่กรอบนอกนุ่มใน แต่น่าเสียดายซอสบาบีคิวที่ให้มาน้อยเกินไปจึงไม่พอ

นาฬิกาบอกเวลาบ่ายแก่ๆ ทั้งสองเดินกลับไปรอที่ป้ายรถบัส สี่สิบห้านาทีผ่านไปรถบัสเข้ามาจอดเทียบป้าย แล้วขับออกไปมุ่งไปสู่จุดหมายข้างหน้า สาวน้อยนักโพสท่าเริ่มรู้สึกหนักเปลือกตาเต็มแก่ จึงพลอยหลับไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น