เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ม.ค. 62

ตอนที่ 18


เช้าวันเสาร์แสงแดดอ่อนๆ ที่สอดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนกับการนอนจมอยู่บนเตียงนอนเป็นสิ่งที่ชื่นชอบที่สุดสำหรับพนักงานออฟฟิศสาวอย่างชฎา แอร์คอนดิชันเนอร์ที่ทำงานหนักมาทั้งคืนให้ความเย็นฉ่ำเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เธอนอนกลิ้งไปมาไม่ยอมลุกจากเตียงนอน

เสียงข้อความดังขึ้นพร้อมหน้าจอที่สว่างจากการแจ้งเตือน หญิงสาวในชุดนอนกางเกงขาสั้นเนื้อผ้าลื่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะตาสว่างขึ้นมาทันที

‘ไอด้าตื่นยัง สิบโมงฉันเข้าไปรับแล้วไปช็อปปิ้งเป็นเพื่อนหน่อย’

เธอมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาเก้าโมงครึ่งรีบกระโดดออกจากผ้าห่มที่คลุมตัวลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน

เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไปเธอยืนมองความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกก่อนจะเดินออกจากห้องลงมารอธนากรข้างล่างที่ห้องรับแขก เมื่อเดินลงบันไดมาก็ต้องแปลกใจที่เพื่อนหนุ่มมานั่งรอพร้อมแขกอีกคนที่เธอไม่ทราบว่ามาทำอะไรที่บ้านของเธอแต่เช้า

พี่ชายของภาริตเพิ่งกลับจากต่างประเทศได้ซื้อของมาฝากเตชิดที่รู้มาจากน้องชายว่าเตชิดคือคนที่ทำงานให้บริษัทของเขาและบ้านอยู่ข้างๆ กัน ให้ชายหนุ่มนำของไปให้เตชิด

เมื่อเธอเดินลงมาถึงข้างล่างเตชิดที่นั่งคุยกับสองหนุ่มหันมาทักทายเธอ

“ดาด้าลงมาแล้วหรอลูก นี่เจ้ากรมานั่งรอได้แป๊บหนึ่งแล้ว”

“ค่ะ” เธอขานรับ

“แล้ววันนี้จะออกกันไปไหนละลูก” เตชิดหันไปถามธนากร

“ผมว่าจะชวนดาด้าไปช็อปปิ้งช่วยซื้อของแต่งห้องนะครับ” เพื่อนหนุ่มตอบแบบยิ้มๆ

ธนากรจะชวนหญิงสาวไปช่วยตกแต่งห้องที่คอนโดใหม่ที่อยู่ใกล้กับที่ทำงานของเขา

“เอาไว้เป็นเรือนหอหรือเปล่า” อาของเธอแซวอย่างขำๆ

“ก็คงรอว่าที่เจ้าสาวตอบตกลงสักทีสิครับ” เพื่อนหนุ่มตอบรับมุก

ชายหนุ่มทั้งสองคุยกันขำๆ แบบไม่คิดอะไร แต่อีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกับเริ่มรู้สึกไม่พอใจ

“แล้วเมื่อไหร่เขาจะตกลงสักทีละ” เตชิดเหล่ไปทางหญิงสาว

“เขาบอกว่ารอเขาสักสี่สิบครับอาเต แต่ผมคงรอไม่ไหวหรอกครับ” ธนากรบอก

“ทำไมถึงรอฉันไม่ได้หะ” เธอถามกลับ

“ก็แกเหี่ยวก่อนไง”

คำตอบของเขาสร้างเสียงหัวเราพให้ทุกคนแม้แต่ภาริตยังยิ้มขำๆ

“ไอตูดลิง! ฉันลดให้ก็ได้เหลือสามสิบห้า”

เธอบอกอย่างกับต่อรองซื้อของในตลาดสด

“ฉันไม่อยากวิ่งไล่จับลูกตอนแก่ ให้มากสุดสามสิบไม่งั้นฉันหันไปหาเด็กเอ๊าะๆ มาเคี้ยวกรุบๆ ดีกว่า”

จบคำฝ่ามือเล็กๆ ก็ฟาดที่แขนเขาเบาๆ อย่างเล่นๆ

“ไอลิงแก่ แกให้เวลาฉันหาผู้แค่เจ็ดปีเอง แล้วฉันจะหาได้ไหมยะ” เธอโอดครวญพร้อมย่นจมูกใส่เขา

“ไม่แน่แกอาจจะหาได้แล้วก็ได้นะ”

ธนากรพูดจบพร้อมหันไปหาภาริตที่นั่งมองมาอย่างเงียบๆ

เตชิดมองตามสายตาของธนากรไปหาชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามพร้อมกับเกิดความเข้าใจบางอย่างในใจจึงกระแอมขึ้นมา

“นี่พี่ชายคุณภาริตเอาของมาฝาก ที่จริงไม่ต้องก็ได้นะครับเกรงใจจังเลยครับ”

เตชิดหันมาหาชายหนุ่มอีกคนที่เหมือนถูกลืมไปชั่วขณะ

“ไม่เป็นไรครับบ้านใกล้กันแค่นี้ แล้วพี่ชายของผมรู้สึกขอบคุณที่ทางคุณอาเตช่วยเหลือมาหลายงานแล้วครับ”

“ยินดีเสมอครับ ถ้ายังไงเย็นนี้เชิญคุณริตมารับประทานข้าวเย็นด้วยกันนะครับ วันนี้ที่บ้านผมจะจัดบาบีคิวรวมถึงเราด้วยนะเจ้ากร”

เตชิดเอ่ยชวนชายหนุ่มทั้งสอง

“เนื่องในโอกาสอะไรเหรอครับ” ภาริตถาม

“ไม่ใช่โอกาสอะไรหรอกครับ แต่เป็นวันครอบครัวที่จะมาอยู่กันพร้อมหน้าจัดปาร์ตี้ทำกินกันเองนะครับ”

บ้านของเธอตั้งกฎไว้ว่าจะห้องหาสักวันหนึ่งของเดือนต้องมาอยู่กินข้าวพร้อมหน้ากันหนึ่งมื้อโดยจัดปาร์ตี้ทำกินกันที่บ้าน เนื่องจากทุกคนมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำในแต่ละวัน เวลาจะกินข้าวแทบไม่เคยอยู่พร้อมหน้ากันเลย

สมัยที่เธอเรียนคิดว่ายากแล้วที่จะมาทานข้าวพร้อมหน้ากัน ไหนเตชิดติดงาน ไหนเธอติดโปรเจค แต่เธอมาทำงานกับหาเวลายากกว่าเดิมอีก

“แน่นอนครับ ผมต้องมาแน่” เขาตอบพลางหันไปมองหญิงสาวที่ทำเป็นหันหน้าไปทางอื่น

“มื้อนี้โรคเบาหวานจะถามหาผมไหมครับ”

ธนากรจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ให้เพื่อนสาวของเขาทำอาหารเธอเล่นใส่น้ำตาลแทนเกลือทำให้รสชาติจานนั้นหวานจนกินไม่ได้

“ไอกร! ตอนนั้นฉันนึกว่ายังไม่ได้ใส่น้ำตาลหนิหว่า” เธอเถียงอย่างอายๆ

“ป้ำๆ เป๋อๆอย่างนี้ไงใครจะเอาแก”

ธนากรพูดเอามือจิ้มที่หน้าผากหญิงสาวหนึ่งที

“แกไง” เธอยกมือชี้มาที่เพื่อนหนุ่มอย่างขำๆ

ก่อนจะแยกตัวออกไปพร้อมธนากรเดินไปขึ้นรถหรูสีดำที่หน้าบ้านมุ่งหน้าไปสู่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง


ที่โรงพยาบาลเอกชนนิราเดินไปที่แผนกทำสปาเพื่อมานวดหน้าจากคอร์สที่ธีภพมอบให้มา พนักงานเดินนำเข้าไปในห้องที่จุดเทียนหอมให้ความผ่อนคลาย เมื่อเธอขึ้นนอนบนเตียงพนักงานในยูนิฟอร์มที่ต่างกันไปเดินเข้ามานั่งเพื่อทำการขัดผิวให้เธอขั้นตอนแรกและตามด้วยครีมบำรุงต่างๆ นานเกือบครึ่งชั่วโมง

เมื่อเธอนวดหน้าเสร็จเรียบร้อยจึงเดินออกมาข้างนอกเห็นหมอหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ที่โซฟาด้านหน้าแผนก

“เพิ่งจะรู้นะคะเนี้ยว่าคุณหมอย้ายแผนกแล้ว” เธอเอ่ยทักขึ้น

“ฮาฮาฮ่าผมมารอคุณราร่าต่างหากครับ” เขาตอบอย่างหัวเราะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง

“มารอร่าทำไมเหรอคะ”

“ผมเพิ่งออกเวรครับว่าจะชวนคุณไปหาอะไรทำพักผ่อน” เขาบอก “วันนี้คุณว่างไหมครับ”

“ว่างค่ะ ว่าแต่คุณหมอทราบได้ไงคะว่าร่าเข้ามาทำหน้าที่นี่” เธอไม่ได้บอกเขาจึงถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ เธอไม่ได้บอกเขา

“สายผมเยอะนะครับ” เขาเอ่ยอย่างติดตลก

“แสดงว่าสาวคุณหมอเยอะใช่ไหมคะถึงมีสายคอยรายงานตลอด” เธอแกล้งแหย่เขา

“ไม่มีหรอกครับแต่ผมบอกพนักงานไว้ว่าถ้าคุณเข้ามาให้มาบอกผม ผมจะได้ไม่ต้องเหงากินข้าวคนเดียวไงครับ”

คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเขินอย่างมาก เลือดสูบฉีดทำให้หน้าเริ่มชมพูเรืองแดงหน่อยๆ ธีภพแอบอมยิ้ม

ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากโรงพยาบาลไปที่จอด เสียงเรียกชายหนุ่มดังขึ้นฉุดรั้งทั้งสองหันกลับไปมองคนเรียก ผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาหาทั้งคู่ ผู้หญิงคนหนึ่งวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานสมอายุ ส่วนอีกคนหน้าตาน่ารักที่อายุน่าจะไม่เกินยี่สิบห้าปี

“ธีกำลังไปไหนลูก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยทัก

“ผมเพิ่งออกเวรครับกำลังจะไปข้างนอก นี่คุณนิราหรือราร่าหลานสาวคุณเตชิดที่ทำบริษัทออร์แกไนท์ให้โรงพยาบาลของเราไงครับ” เขาบอกหญฺงคนนั้นก่อนหันมาหาเธอ “คุณราร่าครับ นี่คุณแม่ผม”

คุณแม่ของธีภพเป็นหมอควบตำแหน่งผู้บริหารของโรงพยาบาลที่นี่ นับได้ว่าเป็นคนเก่งและมากความสามารถคนหนึ่ง

นิรายกมือไหว้อย่างนอบน้อม อีกฝ่ายรับไหว้อย่างเอ็นดูพร้อมหันมายิ้มกับธีภพอย่างกระเซ้า

“ว่าแล้วว่าเจ้าธีมันหายไปไหนบ่อยๆ ที่แท้ก็ชอบไปกินข้าวกับสาวสวยนี่เอง คุณเตชิดสบายดีนะคะ” แม่ของธีภพหันมา

“ช่วงนี้ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ” เธอบอก

หญิงวัยกลางคนยิ้มพยักหน้าให้อย่างรับรู้ก่อนจะหันไปหาหมอหนุ่ม

“ธีจำน้องได้ไหมน้องปิ่นเป็นลูกเพื่อนแม่ ที่ตอนเด็กๆเราเล่นด้วยกันบ่อยๆก่อนที่น้องเขาจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่ไง”

ธีภพหันไปมองหญิงสาวที่ยืนข้างมารดาของเขายกมือไหว้ขึ้นก่อนจะทำหน้าเหมือนจำได้

“อ๋อน้องปิ่นที่ตัวปุ๊กลุกตอนเด็กคนนั้นเหรอ โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นเยอะเลยนะครับ นี่น้องกลับมาที่กรุงเทพแล้วเหรอครับ” เขาหันไปถามมารดา

ปิ่นปราณีเคยเป็นเพื่อนเล่นของธีภพในวัยเด็กก่อนที่มารดาหล่อนจะย้ายไปอยู่ที่ภาคเหนือ หล่อนเรียนจบแพทย์ที่นั่นเมื่อมารดาของชายหนุ่มรู้จึงชวนมาทำงานที่นี่ด้วยกัน

คำพูดของเขาสร้างรอยยิ้มน้อยๆ ให้กับสาวน้อยอย่างเขินอาย

“ใช่น้องเพิ่งจบมาแม่เลยชวนน้องเขามาทำงานด้วยกัน” มารดาบอกลูกชาย

“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะพี่ธี” ปิ่นปราณีเอ่ยขึ้น

“ได้สิครับ แต่ยังไงวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ผมจะออกไปข้างนอกกับคุณราร่า” ธีภพขอตัวจะเดินออกไป

“ว่างๆ ธีก็พาน้องไปสำรวจรอบๆ ในกรุงเทพบ้างก็ได้นะ พอดีน้องเพิ่งกลับมาไม่คุ้นเคยเส้นทาง” คนเป็นแม่เอ่ยขอ

“แน่นอนครับ”

ธีภพและนิราเอ่ยลาสาวทั้งสองคนก่อนเดินก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่จอดไว้

ปิ่นปราณีมองดูแผ่นหลังของชายหนุ่งที่เดินจากไป ยิ้มหวานให้กับตัวเองนึกถึงพี่ธีในวันวานที่คอยดูแลอย่างดีและชอบแกล้งหล่อนในวัยเด็ก


ห้องของธนากรเป็นกำแพงที่ตกแต่งด้วยอิฐสีน้ำตาลแดงที่มีหน้าต่างบานใหญ่ใสขอบสีดำ พื้นกระดานไม้สีน้ำตาลอ่อนถูกกั้นด้วยผนังกระเบื้องสีดำเทาที่อยู่ข้างหลังโซฟาสีดำเรียบหรูปูพรมสีขาวมีขนนิ่มๆ เล็กน้อยมีโต๊ะกระจกสีดำวางอยู่ข้างบน ด้านหลังกำแพงสีดำเทาเป็นโต๊ะกินข้าวและบาร์ครัว

พวกเธอสองคนเดินไปหาซื้อของเฟอร์นิเจอร์เล็กน้อยเพื่อตกแต่งห้องใช้เวลาจนถึงเย็น

ของมากมายเต็มหลังรถของเพื่อนหนุ่มขับมุ่งไปสู่หน้าบ้านของเธอที่มีคนกำลังวุ่นวายเดินไปเดินมาจัดโต๊ะ เก้าอี้ อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงภาริตที่กำลังช่วยยกของจากในบ้านมาที่ลานสนามหญ้าหน้าบ้าน

รถจอดนิ่งสนิทชฎาสะพายกระเป๋าใบเล็กก้าวลงมาจากรถคันใหญ่สีดำพร้อมธนากรที่เดินตามมาติดๆ พร้อมหิ้วของสดเพื่อเข้ามาทำกินเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าหน้าบ้านกำลังวุ่นวายเพื่อนหนุ่มไล่หญิงสาวเดินเข้าไปในบ้านก่อนเพื่อนช่วยคนหน้าบ้านที่กำลังวุ่นวาย เธอถือถุงของสดเดินเข้าไปในครัวเพื่อนำไปทำอาหาร ธนากรเดินมาหาภาริตที่ยกของเพิ่งเสร็จนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กอะลูมิเนียมสีขาวแล้วนั่งรถที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม

“สวัสดีตอนเย็นครับคุณภาริตครับ” ธนากรเริ่มทักก่อน

“ครับ สวัสดีครับคุณธนากร” ภาริตทักกลับพลางจิบน้ำหันไปทางอื่นอย่างไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วย

“คุณภาริตมานานยังครับ”

ธนากรยังคงถามต่อถึงแม้จะพอรู้ว่าคนตรงหน้าไม่อยากคุยกับตนเอง

“ผมเพิ่งมาถึงครับ” เขายังคงตอบอย่างประหยัดถ้อยคำ

“ผมพาดาด้าไปช่วยช็อปของเข้าบ้านใหม่ครับนี่ก็เพิ่งกลับมา”

เพื่อนหนุ่มของหญิงสาวเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบางอย่างลองเชิงดูปฏิกิริยา

“ครับ”

จิบน้ำในแก้วอีกรอบหนึ่งอย่างรู้สึกไม่ค่อยชอบใจ

“คุณภาริตเคยพบดาด้าที่ต่างประเทศมาก่อนเหรอครับ” ชายหนุ่มเริ่มเข้าประเด็น

“ครับ” ภาริตทำหน้าสงสัยกับคำถามของหนุ่มตรงหน้า

“ดาด้าเล่าให้ผมฟังนะครับ”

จบประโยคภาริตหันกลับมาอย่างสนใจทันทีเมื่อพูดถึงชื่อหญิงสาวคนหนึ่ง

“เล่าว่าอะไรเหรอครับ”

“ด้าบอกว่าคุณภาริตคอยช่วยเหลือมันทุกอย่างเวลามันมีปัญหา”

ธนากรเห็นดังนั้นจึงเล่าสิ่งที่ได้ฟังจากชฎาให้คนตรงหน้าฟังอย่างละเอียดครบถ้วน

“ดูพวกคุณสนิทกันจังเลยนะครับ”

ภาริตรู้สึกว่าธนากรดูเป็นผู้ชายที่ชฎาไว้ใจมากถึงได้เล่าทุกอย่างให้ฟัง แต่ก็แอบน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมตัวของเขาเองหญิงสาวถึงไม่อยากคุยด้วย

“แน่นอนสิครับ ผมกับด้าเราเป็นเพื่อนกันมาก็เกือบสิบสองปีแล้วครับ”

เพื่อนหนุ่มพูดถึงความสัมพันธ์เมื่อครั้งยังเยาว์วัย

“แล้วไม่คิดเป็นอย่างอื่นบ้างเหรอครับ” เขาถามต่อ

“ไม่ละครับ ผมขอบายดีกว่า ผมคงเอาเจ้าด้าไม่อยู่หรอกครับ” ธนากรเงียบไปแป๊บหนึ่ง “แต่ถ้าคนตรงหน้าผมก็ไม่แน่นะครับ”

“…” เขาเงียบอย่างอึ้งๆ

“ฮาฮาฮ่า คุณภาริตอย่าทำหน้าอย่างนี้ใส่ผมสิครับ ผมพูดจริงๆ น้ามีไม่กี่คนหรอกที่ทำให้ดาด้ามันงอนได้”

ในตอนแรกภาริตรู้สึกไม่ชอบใจธนากรเท่าไหร่เพราะความสนิทสนมของพวกเขาสองคน แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าธนากรเหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่ากำลังเชียร์เขาอยู่ ทำให้เขารู้สึกดีกับชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาทันที

“ทำไมละครับ”

“ทุกทีมันไม่ค่อยสนใจโลกสักเท่าไหร่”

เพื่อนหนุ่มบอกถึงนิสัยของเพื่อนสาวที่ไม่ค่อยชอบยุ่งกับใครอยู่กับกลุ่มผู้ชายไม่ค่อยมีอะไรให้คิดจุกจิกคิดเล็กคิดน้อย

“…” ภาริตเงียบฟังต่อ

“แบบไม่ค่อยเก็บอะไรมาใส่ใจนอกจากเป็นคนที่สำคัญสำหรับเขา”

“แล้วคุณดาด้างอนอะไรผมหรอครับ”

เขาถามถึงที่ตัวเองสงสัยที่เมื่อสักครู่ธนากรได้พูดออกมา

“คุณต้องไปหาคำตอบเอง เรื่องนี่เป็นเรื่องของพวกคุณ” เพื่อนหนุ่มทำหน้าที่ได้แค่เป็นคนเปิดเส้นทาง การค้นหาต้องเป็นหน้าที่ของพวกเขาเองว่าจะแก้ปัญหาจะเจอเส้นชัยไหม “แต่ผมขอแนะนำว่าถ้าคุณสงสัยอะไรลองถามไปตรงๆ ดูนะครับ ด้ามันเป็นคนตรงอยู่แล้ว”

อาหารเริ่มทยอยออกมาตามด้วยผู้คนที่เริ่มมานั่งล้อมกันบนโต๊ะที่ลานหน้าบ้าน พร้อมกับนิราที่ลงจารถของธีภพและกำลังเดินเข้ามาร่วมวงด้วย

รสรินที่กำลังเดินออกมาจากบ้านเห็นทั้งคู่จึงสะกิดและชี้ให้อชิราที่เดินตามมาดู หล่อนเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างกระซิบ

“ทำไมสองคนนั้นถึงมาด้วยกันได้”

“ฉันบอกน้าแล้วว่ายัยราร่ามันไม่ธรรมดา”

รสรินยืนยันที่หล่อนเคยพูดกับน้าสาว

“ถ้าอย่างราร่ามันได้หมอมากิน แกก็ต้องได้คุณภาริตเขามากินสิจะได้เหนือมัน”

อชิราซึ่งไม่รู้ว่าธีภพเป็นลูกของหุ้นส่วนใหญ่โรงพยาบาลเอ่ยเยินยอหลานสาวตัวเอง

“แน่นอนสิน้าอย่างฉันต้องอยู่เหนือพวกมันอยู่แล้ว” หลานสาวพูดอย่างมั่นใจ

ชฎาเดินออกมาจากประตูหน้าบ้านทำให้สองน้าหลานรีบสงบปากสงบคำแล้วเดินไปที่โต๊ะ หัวโต๊ะทั้งสองฝั่งถูกจับจองโดยเตชิดและหลานสาวคนเล็ก อาหารเย็นเริ่มขึ้นด้วยเสียงฉอเลาะพูดคุยของอชิราก่อนจะหันมาถามหมอหนุ่ม

“คุณหมอไปไงมาไงถึงได้มากับราร่าได้คะ”

“วันนี้คุณราร่ามาทำหน้าที่โรงพยาบาลนะครับ” ธีภพตอบ

“อรไม่เห็นเคยรู้เลยว่าราร่าไปทำหน้าที่โรงพยาบาลด้วย” อชิราหันมาหานิราเป็นเชิงถาม

“คุณหมอให้คอร์สฟรีร่ามานะคะ”

นิราหยิบผ้ามาเช็ดปากก่อนตอบอาสะใภ้

“รสอยากได้คอร์สทำหน้าฟรีบ้างจังเลยค่ะ” รสรินแทรกขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร

หมอหนุ่มได้แต่ยิ้มรับตอบออกไป

“ไว้ผมจะหามาให้นะครับ” ธีภพพูดจบพลางกินต่อ

ธนากรเห็นว่าบทสนทนาจบลงทำให้โต๊ะอาหารกลับมาเงียบจึงชวนชฎาคุยเพื่อสร้างบรรยากาศ

“ไอด้าสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้แกว่างเปล่า”

“ก็ว่างนะไม่มีแพลนไปไหน ทำไมอะแกจะชวนฉันไปไหน”

หญิงสาวตอบเพื่อนหนุ่มพลางใช้ช้อนจิ้มเนื้อเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

“ฉันจะไปคุยงานที่ภูเก็ต แกสนใจไปด้วยกันไหม”

สุดสัปดาห์หน้าธนากรมีนัดคุยงานกับลูกค้าชาวต่างชาติที่ทะเลทางภาคใต้จึงชวนหญิงสาวไปเที่ยวพักผ่อนด้วย

“ถ้าฟรีฉันไป” เธอตอบอย่างกวนๆ

“ขอแค่แกไป ฟรีทุกอย่าง” เพื่อนหนุ่มตอบกลับ

เรื่องแค่นี้พวกเขาสองคนจ่ายแทนกันได้ตลอดอยู่แล้ว ครั้งหนึ่งเมื่อเพื่อนสาวอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นชายหนุ่มโดนลากไปด้วยโดยที่ไม่ต้องจ่ายตังค์เลยสักบาท ส่วนตอนที่ชายหนุ่มอยากไปดูบอลที่ยุโรปเธอก็ไม่ต้องเสียเงินเลยซักแดงเดียว ด้วยความที่จ่ายให้กันจนเป็นเรื่องปกติของเพื่อนทั้งสองคนนี้

“รสอยากไปภูเก็ตด้วยจังเลยค่ะ”

รสรินได้ยินว่าธนากรจะออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้กับชฎาทั้งหมดจึงแทรกขึ้นมา หล่อนยังไม่เคยได้ไปเที่ยวภูเก็ตเลยสักครั้งได้ยินแต่เพื่อนร่วมงานบอกว่าที่นั่นสวยมาก น้ำทะเลใสแจ๋ว

“อะไรที่เป็นของฟรีดูคุณรสรินอยากได้หมดเลยนะคะ”

ชฎาเอ่ยออกไปอย่างนึกหมั่นไส้ ทำให้รสรินหน้าเสียกลางโต๊ะอาหาร

“ยัยรสไม่เคยไปเที่ยภูเก็ตก็คงอยากไปตามภาษาเด็กแหละค่ะ” อชิราเอ่ยช่วยหลานสาวพลางหันไปขอความเห็นใจเตชิด

“อาเต พี่ร่า หมอธีไปเที่ยวด้วยกันนะคะ”

ชฎาทำเมินเป็นไม่ได้ยินหันไปชวนทั้งสามคน พวกเขาหันไปมองหน้ากันเป็นเชิงว่าจะเอายังไงดี

“ไอกรจองไปเลยสี่ห้อง เดะรอบนี้ฉันออกเอง”

ไม่รอให้ทุกคนตอบรับหญิงสาวหันไปสั่งเพื่อนหนุ่มอย่างรวดเร็วเสร็จสรรพ

“คุณภาริตไปด้วยกันไหมครับ” ธนากรหันมาถามชายหนุ่มผู้ถูกลืมบนโต๊ะอาหาร

“น่าสนใจดีนะครับ ตั้งแต่กลับมาผมยังไม่ได้พักผ่อนเลย” ภาริตตอบรับ

“อาเต” รสรินเมื่อเห็นว่าภาริตไปด้วยจึงหันไปอ้อนเตชิดเพื่อจะขอตามไปด้วย

“อาเตคะเราไม่ได้ไปเที่ยวกันแบบครอบครัวนานแล้วนะคะ” ชฎาเน้นคำว่าครอบครัวอย่างชัดเจน

“อาเตคะ” รสรินไม่ยอมแพ้ยังคงอ้อนเตชิดอีกครั้ง

“ทริปครั้งนี้ด้าเป็นคนจ่าย ด้าอยากให้มีแค่เราเท่านั้น” เธอประกาศออกมาอย่างชัดเจนในเจตนารมณ์ของตนเอง

“เอาไว้ครั้งหน้าก็แล้วกันนะหนูรส”

เตชิดทำหน้าลำบากใจตอบออกไป ทราบดีว่าหลานสาวคนเล็กคงไม่ยอมแน่นอนถ้าเกิดเขาอนุญาติ

หลังจากอาหารเย็นจบลงทุกคนแยกย้ายกลับไปบ้านของตนเอง ภาริตกับธนากรขอตัวขับรถจากออกไป เตชิด นิรา ชฎาเดินกลับเข้าไปในบ้านเตรียมตัวอาบน้ำ รสรินลากอชิราไปคุยที่หลังบ้าน

“น้าอร! ฉันไม่ยอมนะ นังดาด้ามันหักหน้าฉันกลางโต๊ะอาหาร” รสรินพูดอย่างหัวเสีย

“แกไม่ยอมแล้วแกจะทำอะไรได้” น้าสาวถามกลับ

“แล้วน้าไม่คิดที่จะไปด้วยเหรอ”

“ไม่อ่ะ พวกมันไม่อยู่สิดี ฉันจะได้ไปตามนัดของฉันบ้าง” อชิราตอบอย่างระริกระรี้

“น้านัดกับคู่ขาเก่าของน้าอีกแล้วเหรอ” หลานสาวเอ่ยถึงคู่ควงยามเล่นของน้าสาว

“เออสิ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้ฉันหาโอกาสยากมากเวลาออกจากบ้านได้แต่ละครั้ง” คนเป็นน้าบ่นออกมาอย่างเบื่อๆ

“น้าครั้งนี้คุณภาริตไปด้วยนะ ฉันอยากไปอะ” หล่อนยังไม่หยุดคิดว่าจะใช้น้าสาวไปพูดกับเตชิด

“แล้วแกมีตังค์พอจ่ายไปเองไหมล่ะ แค่ค่าที่พักก็แทบจะเท่ากับงานที่แกต้องวิ่งไปรับเกือบสามสี่งาน” อชิราพูดอย่างเริ่มรำคาญ

“น้าก็ไปพูดกับคุณเตให้ฉันหน่อยสิ”

รสรินเข้ามาเขย่าแขนของอชิรา

“โอ๊ยถ้าเขาให้แกไปเขาพูดไปตั้งนานแล้ว ก็เห็นอยู่ว่าเกรงใจหลานสาวอย่างกับอะไรดี” อชิราพูดพลางสะบัดแขนออก “แกก็เอาไว้ครั้งหน้าแล้วกัน คุณภาริตไม่หนีแกไปไหนหรอก”

พูดจบน้าสาวหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านตัดความรำคาญทันที เพื่อโทรนัดคู่ขาของตนเองปล่อยให้รสรินอยู่อารมณ์เสียอยู่หน้าบ้านคนเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น