เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    16 ม.ค. 62

ตอนที่ 17


หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเตชิดกลับมาต่อว่าหลานสาวคนเล็กอย่างหนักที่แสดงกิริยาก้าวร้าวแบบนั้นทำให้เธอโกรธอาหนุ่มมากไม่ยอมคุยด้วยอีกเลยนอกจากเรื่องงานเป็นเรื่องเดียวที่เธอยอมเปิดปากคุยกับเขาเช่นเดียวกับภาริตที่เธอไม่ยอมเจอหน้าและพูดคุยกับเขา

วันนี้เป็นวันที่บริษัทของภาริตจัดงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าโดยงานถูกจัดขึ้นตอนเย็นในธีมงาน Retro ซึ่งในตอนแรกเธอกะว่าจะไม่ไปเพราะเธอทำงานให้เขาเสร็จแล้วและไม่อยากเจอหน้าเขา แต่นิราพี่สาวของเธอบังคับให้เธอไปเป็นเพื่อนแสดงความยินดีและขอบคุณที่เขาใช้บริการบริษัทเรา ทำให้เธอต้องลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว

ธีมงาน Retro เป็นสไตล์ช่วงยุคแฟชั่นช่วง 1940s-1990s เธอจึงหยิบชุดเดรสกระโปรงสั้นแขนสั้นสีดำล้วนที่ดูเรียบๆ เพิ่มสีสันด้วยหมวก Beret สีเหลืองสดเป็นหมวกทรงกลมแบน ไม่มีปีกหมวกกับถุงน่องลายเหลืองดำ รองเท้า Brogue สีดำมีเส้นเล็กน้อยเป็นรองเท้าที่มีความคลาสสิครูปทรงคล้ายๆ รองเท้าของผู้ชาย

สถานที่จัดงานเป็นห้องจัดเลี้ยงหรูปูพรมสีแดงไวน์แดงตัดกับสีเก้าอี้นวมตัวเล็กสีขาวลายสีน้ำตาลเงินหรือไม่ก็เป็นสีแดงราสเบอร์รี่ที่ถูกวางเป็นชุดๆ บางชุดโต๊ะกลมเล็กหนึ่งตัวกับเก้าอี้นวมสามตัว แต่ละชุดถูกจัดให้มีระยะที่ห่างกันเพื่อความไม่แน่นหนาสบายตา โคมระย้าที่เป็นตัวผีเสื้อถูกห้อยลงมาเป็นกลุ่มกับไฟสีฟ้าอ่อนสว่าง

มาถึงโรงแรมที่เป็นที่จัดงานสองพี่น้องเดินตรงไปที่ห้องจัดเลี้ยงทันที ทุกคนในงานแต่งมาหลากหลายสไตล์ บางคนก็สีสันสดใส บางคนก็เรียบหรู ส่วนผู้ชายบ้างก็อยู่ในสูททักซิโด้ บ้างก็ใส่สายเอี้ยมผูกโบหูกระต่าย

ภาริตที่อยู่ในสูทลายสก็อตสีเทาดำกำลังยืนคุยกับแขกในงานที่เดินเข้ามาทักทาย ชฎาที่ถูกกลากเดินไปทักทายอย่าไม่ค่อยเต็มใจ

“สวัสดีค่ะคุณภาริต” นิราเอ่ยทักทาย

“สวัสดีครับคุณนิราและคุณดาด้า” เขามองสาวน้อยที่จ้องหน้าเขาอย่างไม่ค่อยพอใจ

หลังจากวันนั้นเขาก็หายโกรธเธอแล้วพยายามที่จะเข้าไปคุยกับเธอตามปกติแต่รู้สึกเธอพยายามที่จะหนีเขาเหมือนเขาทำอะไรผิดบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว ถ้าเป็นเรื่องที่เขาว่าเธอเขาคิดว่าเธอคงไม่เก็บมาโกรธนานขนาดนี้ เพราะเธอเป็นคนที่โกรธยากหายง่าย

เธอนิ่งเงียบแกล้งมองไปทางอื่น นิราจึงใช้ข้อศอกสะกิดน้องสาวเบาๆ เหมือนเรียกสติ

“สวัสดีค่ะคุณภาริต” เธอเน้นออกไปทุกเสียงอย่างชัดเจน

“หวังว่าคุณภาริตจะชอบงานที่เราจัดให้นะคะ” นิราพูดขึ้นถาม

“ครับงานจัดออกมาได้ดีมาก ยกเว้น...”

เขาหยุดพูดสร้างความสงสัยให้แก่นิราและชฎาที่ทำเหมือนไม่สนใจแต่ในใจถามเขาออกไปแล้วว่ายกเว้นอะไร

“ยกเว้นอะไรเหรอคะ”

นิราเป็นคนถามขึ้นแทนเธออย่างอ่านใจเธอออก

“ยกเว้นสีหน้าของผู้จัดงานเนี้ยแหละครับ ยับยู่ยี่เหมือนจะไล่แขกในงานของผม” เขาแกล้งพูดแหย่เธอออกไปดู

“คุณว่าฉันเหรอ” เธอหันมาแหวใส่เขา

“ใช่ครับ” เขาตอบอย่างตรงๆ

สร้างเสียงหัวเราะให้กับนิราที่ยืนมองทั้งคู่อยู่ เธอรู้สึกว่าชายตรงหน้าคนนี้เป็นคนที่ทำให้น้องสาวของหล่อนยอมเขาได้ ชายหนุ่มที่นิ่งใส่ทุกคนกลับแหย่ แกล้ง และจับจ้องแต่กับสาวน้อยคนนี้ ส่วนน้องสาวของหล่อนก็คอยแต่แอบมองชายหนุ่มเช่นกัน หล่อนรู้สึกว่าสองคนนี้ต้องมีอะไรบางอย่างที่หล่อนยังไม่รู้

อยู่ๆ ก็มีเสียงทักทายของสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงลายจุดกระโปรงบานๆ ใส่ถุงมือสร้างความหรูหรา แต่เมื่อเทียบกับชฎาเขากับรู้สึกชอบใจกับชุดที่สื่อถึงความน่ารักสดใสแบบเด็กๆ

“อ่าวพี่ราร่าทำไมจะมาไม่บอกก่อนคะ เราสามคนจะได้มาพร้อมกันเลย”

พูดจบก็เข้าไปควงแขนของชายหนุ่มทำให้เห็นถึงความสนิทสนม ทำให้ชฎากลอกตาเบ้ปากใส่ต่อหน้า

“พี่ไม่รู้ว่าเธอจะมาด้วย” นิราพูดออกไป

“รสก็ต้องมาเป็นตัวแทนอาเตสิคะ”

คำตอบของรสรินทำให้เธอส่งเสียงเหอะออกมาดังๆ ด้วยความรำคาญ

“คุณริตคะถ้าบริษัทของฉันจัดงานตรงไหนไม่โอเคคุณบอกฉันได้เลยนะคะ” รสรินวางท่า

อยู่ๆ ก็มีคนเอามือมาปิดตาของเธอ เธอยกนิ้วขึ้นลูปมือคู่นั้นสัมผัสได้ว่าเป็นมือของผู้ชาย ไม่ต้องรอให้เธอคิดนานเขาก็เปิดมือออกพร้อมพูดออกมาว่า

“เซอร์ไพรท์”

เสียงที่ลากยาวทำให้เธอเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง

“ไอตูดลิง!”

ไอตูดลิงคือชื่อที่เธอเรียกธนากรเพื่อนสนิทเพื่อนซี้ตั้งแต่มอต้นจนมันย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกาเมื่อสามปีก่อน

“ว่าไงจ้ะเมียจ๋า”

เมียจ๋าจะเป็นชื่อที่ชายหนุ่มไว้เรียกชฎา เนื่องจากเขารูปร่างหน้าตาหล่อคมเข้มทำให้สาวๆ มาผัวพันเยอะ เมื่อเพื่อนหนุ่มเบื่อต้องการจะโละทิ้งก็จะใช้เธอเป็นไม้กันหมาให้ออกโรง

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมไม่บอกฉัน?”

เธอถามออกไปอย่างตื่นเต้นและดีใจในเวลาเดียวกัน

“บอกก่อนก็ไม่เซอร์ไพรท์สิ”

“เออใช่ซี่ สามปีที่หายไปฉันมันไม่สำคัญแล้วไง” เธอแกล้งทำเสียงตัดพ้อ

“โอ๋เมียจ๋า กรก็กลับมาหาแล้วไงจ๊ะ” ทำเสียงง้องอนเธอกลับ

ภาพที่ทั้งคู่คุยกันทำให้ในใจของภาริตเริ่มร้อนรุ่มอย่างควบคุมให้มันเย็นลงไม่ได้ อยากจะรู้ว่าชายคนข้างหน้าเป็นใคร มีความสำคัญอย่างไรกับชฎา

“อ่าวกรกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี้ย”

นิราเอ่ยทักเพื่อนของน้องสาวอย่างคุ้นเคยด้วยที่ธนากรไปมาหาสู่กับน้องสาวเธอบ่อยๆ

“สวัสดีครับพี่ร่า ผมกลับมาได้สองสามวันแล้วครับ แต่ยังไม่ได้บอกใครต้องการมาเซอร์ไพรท์ไอด้าครับ” ชายหนุ่มตอบพลางวางมือไว้บนหัวหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนข้างๆ

“แกรู้ได้ไงว่าฉันจะมางานนี้” เธอถามอย่างสงสัย

“เรื่องของเมียจ๋า กรก็รู้หมดแหละ” แล้วหันมาทำเสียงน่ารักใส่เธอ

“แล้วแกมางานนี้ได้ยังไง” เธอถามต่อ

ธนากรหันมายิ้มกวนๆ ใส่เธอไม่ตอบคำถาม มือที่อยู่บนหัวเธอจับหันไปทางภาริต

“สวัสดีครับคุณภาริต ผมธนากรเป็นตัวแทนจาก TK Motor มาแทนคุณพ่อของผมครับ” ชายหนุ่มยื่นมือออกไปทักทาย

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณธนากร”

เมื่อชายหนุ่มตรงหน้าเป็นลูกค้าของเขาจึงยื่นมือไปจับทักทายตามมารยาท

“กร บ้านแกเป็นลูกค้าของบริษัทคุณภาริตด้วยเหรอ” สาวน้อยตัวเล็กเอ่ยถาม

“เออสิไม่งั้นฉันจะเรียนวิศวะเครื่องกลทำไม แกลืมว่าที่ธุรกิจในอนาคตของแกได้ยังไง”

ถ้าเป็นปกติเขาจะเรียกเธอแบบขำว่า ว่าที่เมีย

บ้านของธนากรเป็นลูกค้าที่เป็นตัวแทนดีลเลอร์บริษัทย่อยมาจากบริษัทใหญ่ยักษ์ของภาริต

“งั้นฉันขอรถซักคันเป็นของขวัญก่อนได้ป่ะ” เธอถามอย่างเล่นๆ

“ถือว่าเป็นของหมั้นก่อนก็ได้”

สร้างเสียงหัวเราะชอบใจให้กับหญิงสาว

“พูดแล้วห้ามคืนคำนะ”

เธอยกนิ้วก้อยชูขึ้นมาอย่างทำท่าสัญญา

“สวัสดีค่ะ ดิฉันรสรินเรียกว่ารสก็ได้ค่ะ เป็นหลานของอาเตเหมือนกัน”

ด้วยความที่ธนากรรูปหล่อพ่อรวยตามสเป็คของผู้ชายในฝันถึงแม้อาจจะไม่เท่าภาริต แต่ดูแล้วน่าจะเข้าได้ง่ายกว่าทำให้รสรินอยากที่จะทำความรู้จักกับเขา เผื่อจะเป็นโอกาสในอนาคตข้างหน้าของเธอได้

“ไอ้ด้า อาแกมีหลานแค่สองคนไม่ใช่เหรอ”

ธนากรหันมาถามชฎาอย่างสงสัยกับสาวหุ่นเซ็กซี่ข้างหน้าที่เพิ่งแนะนำตัว

“งอกออกมาใหม่มั้ง”

เธอตอบแบบไม่สนใจ ธนากรรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างเลยเลิกสนใจไปด้วยก่อนจะหันมาแซวเธอ

ส่วนรสรินก็แอบทำหน้าเจือนๆ ที่ชายหนุ่มไม่สนใจเธอ

“วันนี้แกแต่ชุดไรมาเนี้ย”

เขาถามแล้วก้มลงมองชุดของเธอ

“ทำไมอะ” เธอถามอย่างสงสัย

“อย่างกับพญาปลวก เอ้ย! พญาผึ้งเลย” เขาแหย่เธอเล่น

“แล้วแกอยากถูกผึ้งต่อยไหมล่ะ” พร้อมง้างหมัดขึ้น

“ไม่เอาอะ แค่แกไปซัดคู่ขาเก่าของฉัน ฉันก็รู้เลยว่าแกมันพลังช้างส่งมาเกิด”

ผู้หญิงคนหนึ่งพอรู้ว่าชฎาเป็นเพื่อนที่สนิทกับชายหนุ่มมาก จึงหึงไม่ยอมให้เพื่อนหนุ่มของเธอมาคบกับเธอต่อ แล้วมาหาเรื่องละลานเธอ เธอเลยจัดจุดใหญ่ให้ไป

“ส่วนแกก็พลังแรดส่งมาเกิด” เธอหันไปตอบกลับ

เมื่อทักทายแนะนำกันรู้จักเป็นที่เรียบร้อย ชฎาลากธนากรเข้าไปข้างในหาอะไรทานเล่นและพูดคุยให้หายคิดถึง

รสรินเดินเข้าไปในงานเช่นกัน นิราเห็นภาริตที่ยังคงจับจ้องไปที่สองเพื่อนต่างเพศก็เดินเข้ามาอธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้ชายหนุ่มฟัง

“ด้ากับกรเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่มอต้นแล้วค่ะ”

“คงสนิทกันมากน่าดูนะครับ” เขายกแก้วแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มสายตาเลื่อนมามองที่คนพูด

“ค่ะสนิทกันมาก กรคอยช่วยเรื่องเรียนยัยด้า ส่วนยัยด้าก็ช่วยจัดการเรื่องผู้หญิงให้เจ้ากร รายนั้นเขาเสือผู้หญิง”

นิราพูดขำเมื่อนนึกถึงวีรกรรมต่างๆ

“แล้วเขาคบกันเหรอครับ” ชายหนุ่มถามสิ่งที่เขารู้สึกสงสัยในใจ

“เปล่าค่ะ ไม่มีทางที่สองคนนั้นจะคบกันเด็ดขาด” หล่อนตอบแบบรับประกัน

“ทำไมเหรอครับ”

“เพราะทั้งคู่สนิทกันมากจนไม่คิดแบบนั้นกันเลยค่ะ ขนาดทางบ้านกรกับอาเตและร่าเองเคยคะยั้นคะยอให้พวกเขาคบกัน ยังต้องผิดหวังกันหลายรอบเลยค่ะ” นิรานิ่งเงียบไปแป๊บหนึ่ง “ดาด้าเองก็เคยบอกว่าเจ้ากรไม่ใช่สเป็คของเขาด้วย”

“คุณกรก็ดูดีทุกอย่าง ทำไมคุณดาด้าไม่ชอบละครับ” เขาถามต่อ

“ยัยด้าบอกว่าเจ้ากรนิสัยเด็ก เป็นเพื่อนกันอย่างนี้สบายใจกว่า”

“แล้วผู้ชายแบบไหนเป็นสเป็คคุณดาด้าเหรอครับ” เขาถามอย่างกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

นิราที่เริ่มจับความรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าต้องสนใจน้องสาวของเธออยู่แน่นอน ด้วยความที่เขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่ สงบ เงียบขรึม ทำให้เธอวางใจที่คิดว่าเขาจะต้องกำราบน้องสาวของเธอได้อย่างแน่นอน จึงตอบไป

“ถ้าผู้ชายแบบคุณภาริตก็ไม่แน่นะคะ น่าจะเอายัยดาด้าได้อยู่”

คำตอบของหล่อนแฝงไปหลายความหมายให้ตีความกันเอง

“แบบผมคือแบบไหนเหรอครับ”

เขาถามอย่างต้องการคำตอบ ถึงแม้จะจับความหมายที่นิราต้องการส่งมา

“ก็แบบเป็นผู้ใหญ่นิ่งๆ เงียบๆ มีเหตุผลคอย ไม่พูดเยอะแต่เอาจริง แบบนี้แหละค่ะที่เอายัยด้าอยู่”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” เขารู้สึกดีขึ้นมาถามแบบยิ้มๆ

“ใช่ค่ะ เจ้ากรเอายัยด้าไม่อยู่หรอก ถ้ายัยด้าอยากได้อะไรตานั่นตามใจทุกอย่าง ไม่ห้าม นิสัยเด็กเหมือนๆ กัน ยัยด้าไม่ชอบหรอกค่ะ” นิราพูดอย่างมั่นใจ

“เวลาเปลี่ยนคนก็อาจจะเปลี่ยนก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าไม่แน่สองคนนั้นอาจจะหวั่นไหวให้กันก็ได้นะคะ ดูสิค่ะสนิทสนมถึงเนื้อถึงตัวกันขนาดนั้น”

รสรินที่เดินกลับมาแล้วได้ยินประโยคสุดท้ายรู้สึกหมั่นไส้ที่ธนากรทำเป็นไม่สนใจหล่อนอีกทั้งชฎามีเพื่อนหนุ่มที่หล่อรวยและตามใจทุกอย่าง ชี้ไปที่สองหนุ่มสาวที่กำลังหัวเราะคิกคักโดยหัวของหญิงสาวพิงอยู่ที่ไหล่ของชายหนุ่มอย่างดูสนิทสนม

จากตอนแรกที่ใจของภาริตสงบลงแล้วด้วยคำพูดของนิรากลายเป็นปะทุหนักกว่าเดิม หันหน้าหนีเดินไปหยิบแก้วไวน์กระดกลงไปอย่างกับให้มันดับไฟในใจของเขา

ส่วนสองหนุ่มสาวที่กำลังไม่รู้เรื่องรู้ราว ธีรกรก็หันมาถามชฎา

“ไอด้า ฉันเห็นคุณริตมองแกไม่วางตาเลย กิ๊กกันเหรอวะ” ชายหนุ่มถาม

“บ้าหรอแก กิ๊กไรกันละไม่ได้เป็รไรกันสักหน่อย ฉันแค่มาทำงานให้เขาเฉยๆ” เธอตอบแบบเฉไฉ

“เออจริงเขาคงไม่เอาคนอย่างแกหรอก” เขาเอออออย่างเห็นด้วย

“คนอย่างฉันมันทำไม”

“เขาดูสุขุมฉลาด เวลามองก็โคตรเฉียบให้ความแอบน่ากลัวคงไม่หลงผิดมาเอาผู้หญิงปัญญาอ่อนแบบแกหรอก” เขาตอบพร้อมตั้งท่าเตรียมหนี

“อ่าวไอนี่! ฉันเองดาด้าเพื่อนแกไง”

ทั้งคู่หัวเราอย่างสนุกสนานพร้อมการไล่ตีแบบเด็กๆ ทะเลาะกัน

“เออว่าแต่สามปีที่ฉันไม่อยู่มีเรื่องอะไรบ้างป่ะ ตอนนี้ฉันกลับมาให้แกบ่นแล้ว”

ธนากรถามเล่นๆ แต่รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเพื่อนคนนี้ตั้งแต่เข้ามาในงาน

ชฎาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนหนุ่มฟังทั้งหมดตั้งแต่เจออชิรา เรื่องที่เธอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศโดยไม่มีใครรู้ และเรื่องของภาริตทุกอย่าง

เธอกับธีรกรไม่มีเรื่องต้องปิดบังกันอยู่แล้ว เวลาชายหนุ่มมีปัญหาเธอจะเป็นคนคอยรับฟังและช่วยเหลือ เช่นเดียวกับเธอที่เพื่อนหนุ่มจะยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ

ทั้งคู่จึงรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมา มอต้นเธอมีเพื่อนผู้ชายในกลุ่มเยอะเพราะพวกผู้ชายเป็นคงง่ายๆ สบายๆ ไม่คิดมาก ไม่ขี้นินทาเหมือนผู้หญิงทำให้เธอสบายใจที่จะอยู่กลุ่มนี้ แต่ก็ทำให้เธอไม่มีแฟนเลยเพราะทุกคนคิดว่าเธอกับธีรกรเป็นแฟนกัน

จากตอนแรกที่เธอไม่คิดว่าชายหญิงจะเป็นเพื่อนสนิทกันได้ กลายเป็นว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทผู้ชายคนเดียวในชีวิตของเธอเลย

“นี่แกหนีออกจากบ้านเป็นเด็กเลย”

คำพูดของเพื่อนหนุ่มทำให้เธอคิดถึงใครอีกคนขึ้นมาที่ว่าเธอแบบนี้

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง” เธอถามเขา

“แกก็ควรติดต่อฉันมาแล้วบินมาอยู่กับฉันไง” เขาบอก

“ไม่เอาอ่ะ เบื่อนั่งเครื่องนาน”

เธอเคยไปอเมริกามาก่อนนั่งเครื่องเป็นวัน ทำให้เธอเบื่อมากและเมื่อยมาก

“เรื่องแกกับคุณริตโคตรบังเอิญเลยวะ ไปอยู่นั่นก็ได้เขาช่วยเหลือ หนีเขากลับมาก็ตามมาเจอกันอีก พรหมลิขิตเปล่าวะ”

“ลิขิตให้ชีวิตฉันวุ่นวายกว่าเดิมนะดิ” เธอตอบแบบไม่จริงจัง

“แล้วเรื่องแฟนเก่าของเขายังคบกันอยู่เปล่า”

คำถามของธนากรกระแทกใจเธออย่างแรง

“ฉันไม่รู้ แต่กลับมาฉันก็ไม่เห็นแฟนของเขา”

ตั้งแต่กลับมาเธอไม่เคยเห็นลินลี่เลยและเขาก็ไม่เอ่ยถึงอีกด้วย เธอเองก็อดแปลกใจไม่ได้

“แล้วทำไมแกไม่ถามเขา”

“มันเรื่องส่วนตัวของเขาไหมล่ะ” เธอตอบแล้วตักอาหารเข้าปาก

“เรื่องแค่นี้ทำให้แกถึงขนาดต้องคิดมากเลยเหรอวะ แค่แอบรักเขาข้างเดียว”

เขาพูดแกล้งเล่นให้เธอรู้สึกดีและใช้มือยีหัวเธอ

“ไอบ้าฉันไม่ได้ชอบเขา” เธอเฉไฉ

“อ่อเหรอ ไม่ชอบเลยแต่หนีกลับมา” เขาแหย่เธอต่อ

“ก็อาเตไม่สบาย”

“ที่แกไม่ชอบคุณริตหรือแกน้อยใจคุณริตที่เข้าข้างสองน้าหลานคู่นั้นเหมือนอาเต”

เธอนิ่งก่อนพยักหน้าหงึกๆ เพราะเธอรู้ว่าปิดบังไปเพื่อนของเธอคนนี้ก็รู้อยู่ดี และคิดว่ธนากรรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงตั้งแต่ตอนเล่าแล้วด้วย

“แก ฉันเหนื่อยอะ”

อยู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมา

ธีรกรดึงเธอเข้าไปกอดแล้วใช้สองมือลูบที่หลังเบาๆ อย่างปลอบโยน ทำให้คิดถึงครั้งล่าสุดที่เขากอดปลอบเธอวันที่พ่อแม่ของเธอเสีย

ทุกอย่างทุกการกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของภาริตทุกอย่าง ตอนนี้ไม่มีใครเข้าหน้าเขาติดสักคน เขารู้สึกหงุดหงิด รำคาญทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ได้แต่กระดกเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าลงไปอย่างกับน้ำเปล่าจนไม่รู้แล้วว่าเขาดื่มไปเยอะแค่ไหน

เมื่อเห็นว่าชฎากำลังเดินไปทางห้องน้ำ เขารีบตามเธอออกไปก่อนจะดึงข้อมือของเธออย่างแรงจูงไปทางที่ลับตาคนไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน

“คุณภาริต คุณลากฉันออกมาทำไมเนี้ย”

เธอถามอย่างแปลกใจกับการกระทำของเขา เธอไม่เคยเห็นเขาหัวเสียหรือทำอะไรรุนแรงมาก่อน

“สรุปเป็นแค่เพื่อนหรือมากกว่านั้นละ”

“คุณเมาเหรอ” เธอถามอย่างเป็นห่วงเพราะกลิ่นแอลกอฮอล์หึ่งมาก

“ตอบคำถามของผมสิ”

“แล้วมันเรื่องอะไรของคุณละ” เธอถามกลับ

“คงไม่ใช่แค่เพื่อนสินะ”

“จะแค่เพื่อนหรือมากกว่านั้นมันก็เรื่องของฉัน ทีเรื่องของคุณฉันยังไม่เข้าไปยุ่งเลย”

“ถ้าเป็นเรื่องลินลี่ทำไมคุณไม่คิดที่ถามผมหรือรอให้ผมอธิบาย”

คำพูดของเขาเหมือนสิ่งที่กระตุ้นให้เธอรู้สึกโมโหขึ้นมา

“แล้วฉันมีสิทธิ์อะไรไปถามคุณเหรอ”

ใช่เธอมีสิทธิ์อะไร ความสัมพันธ์ของของเขา เธอควรยืนอยู่จุดไหน มันเป็นคำถามที่ค้างคาใจเธอ

ชายหนุ่มเงียบ ความเงียบของเขาทำให้เธอคิดว่าเขายอมรับว่าเธอไม่มีสิทธิ์

“แต่คุณก็ไม่ควรหนีกลับเป็นเด็กๆ แบบนี้”

เขารู้สึกเสียใจที่เธอกลับโดยไม่ล่ำลาไม่รอเขาอธิบายอะไรสักอย่าง

“คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก เด็กอย่างฉันก็คงสู้คุณลินลี่หรือรสรินไม่ได้หรอก งั้นเรื่องของเด็กคุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเหมือนกัน”

ด้วยเรื่องเก่าๆ กับสิ่งที่รสรินพยายามเข้าหาชายหนุ่มตรงหน้า และเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธทำให้เธอรู้สึกน้อยใจเขาและโกรธที่เขามาว่าเธออย่างมาก

เธอสะบัดข้อมือหลุดและรีบเดินกลับเข้าไปที่งานอย่างอารมณ์เสีย ทำให้ธีรกรที่กำลังคุยกับคนอื่นอยู่เดินเข้ามาหาใกล้ๆ

“ทำไมไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาหน้าบูดอย่างนี้ละ หรือตกผู้ที่ห้องน้ำไม่ได้” เขาพยายามพูดทำให้เธอขำ

“เจอคุณภาริต” เธอตอบอย่างไม่สบอารมณ์

“เขาตามแกไปหรอ”

“เออสิ”

“แล้วทำไมต้องทำหน้าบูดด้วยละ” เขาถามแปลกใจแค่เจอกันทำไมต้องอารมณ์เสีย

“คุณภาริตชอบว่าฉันว่าเป็นเด็ก ทำอะไรก็เด็กในสายตาเขาไปหมด ใครจะไปสู้แฟนเก่ากับยัยรสรินได้ละ”

“แล้วทำไมเขาถึงว่าแกอะ”

เขาสงสัยว่าคนที่ชื่อลินลี่กับรสรินว่าเกี่ยวอะไรด้วย

“เขาบอกฉันว่า เพราะฉันไม่ยอมฟังเขาแล้วหนีกลับมาก่อนแบบเด็กๆ”

เธอฟ้องธนากร

“ก็มันเด็กจริงนิหว่า แล้วทำไมแกไม่ถามเขา”

นอกจากเพื่อนหนุ่มยังไม่เข้าข้างยังโดนซ้ำอีก

“แล้วฉันมีสิทธิ์อะไรไปถามเขาละ”

เธอยังคงอารมณ์หงุดหงิดอยู่

“เอ้าก็ถ้าเขาคิดว่าแกไม่มีสิทธิ์เขาคงไม่โกรธแล้วหาเรื่องแกหรอก ฉันว่าเขาเป็นห่วงและหวงแกนะเว้ย”

จากที่หญิงสาวเล่าให้เขาฟัง เขาคิดว่าภาริตต้องรู้สึกดีกับเพื่อนของเขาไม่มากก็น้อย ทั้งสายตาที่จับจ้องทั้งความช่วยเหลือต่างๆ คนเป็นผู้ชายอย่างเขาย่อมดูออก แต่กลับคิดว่าผู้หญิงที่ฉลาดแบบชฎาทำไมถึงดูไม่ออกหรือความอคติทำให้เธอตาบอด

“ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว กลับกันเหอะ”

เธอทำท่าปิดหูไม่ฟังคำพูดของธนากรก่อนลากเขาออกไปจากงานโดยสายตาคู่เดิมยังคงจับจ้องไปที่ทั้งคู่อยู่


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น