ตอนที่ 17 : ตอนที่ 16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 ม.ค. 62

ตอนที่ 16


ช่วงเที่ยงๆ พนักงานที่ออฟฟิศเริ่มทยอยไปทานข้าว ชฎากำลังคุยงานกับรุ่นพี่ที่ทำงานเกี่ยวกับบูธของบริษัทช็อกโกแลตที่เปลี่ยนแพคเกจภาพลักษณ์ของแบรนด์จะโปรโมตอย่างไรกับยุคที่รักสุขภาพ พลันสายตาก็เห็นรสรินที่ควงแขนภาริตเข้ามาอย่างสนิทสนมทำให้เธอหลุดโฟกัสกับการประชุมเล็กๆ นี้

เมื่อเดินออกมาจากห้องประชุม เธอกำลังจะกลับไปที่ห้องของตัวเองก็ต้องแปลกใจที่รสรินพาภาริตมานั่งในห้องทำงานของเธอ

“เธอเข้ามาทำอะไรในห้องของฉัน”

ห้องนี้เป็นห้องทำงานของเธอที่เตชิดสั่งจัดให้ซึ่งเป็นอภิสิทธิ์ของหลานสาวเจ้าของบริษัทที่เธอต้องช่วยงานบริหารนิราเป็นงานเสริม แต่งานหลักของเธอก็เทียบเป็นเด็กฝึกงานใหม่ทั่วไปแค่เธอมีประสบการณ์ที่มากกว่าและทำงานภายใต้หัวหน้าผู้สูงศักดิ์กว่า

“ก็ห้องรับแขกมันเต็ม ส่วนห้องประชุมก็ใช้อยู่ ฉันจึงพาคุณริตมารอที่ห้องนี้”

“แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในห้องของฉัน”

ชฎาวางแฟ้มแรงๆ ที่โต๊ะแสดงถึงความไม่พอใจ ตอนนี้เธอไม่สนว่าภาริตจะมองเธออย่างไรแล้ว

“ไม่เอาหน่า เธอจะหวงทำไม ยังไงก็เป็นบริษัทอาของเรา ฉันก็กำลังทำงานต้อนรับลูกค้าอยู่นี่ไง”

“นี่สารอาหารคงไม่ไปเลี้ยงสมองเลยใช่ไหม”

ก่อนระงับอารมณ์แล้วหันมาหาภาริตเพื่อทำงานอย่างมืออาชีพ

“สวัสดีค่ะคุณภาริต ขออภัยด้วยที่คุณต้องมารับฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้” เธอพูดก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงาน

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องไร้สาระกว่านี้ผมก็เคยฟังมาแล้ว”

เขาพูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรแต่ความหมายกับชี้ชัดมาที่เธอ

ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้คำพูดที่เขาสื่อมาถึงตอนที่เธอชอบไปบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เขาฟังบ่อยๆ

“คุณภาริตมาวันนี้ต้องการอะไรคะ” เธอถามออกไป

“ผมต้องการคุณ”

คำพูดของเขาทำให้ทั้งหญิงสาวและรสรินต่างหน้าเหวอไปตามๆ กัน

“ผมต้องการให้คุณมาจัดงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าของผม”

เธอหันแอบไปพ่นลมออกจากปากอย่างโล่งอก ส่วนรสรินที่ตอนแรกนั่งไม่ติดก็เริ่มสงบอารมณ์เช่นกัน

“ดิฉันจะส่งคนเข้าไปดูแลงานนี้ให้คุณเอง” เธอบอกเพราะไม่อยากเข้าไปใกล้ชิดกับเขา ปากแผลของเธอยังไม่หายสนิท

“ทำไม?” เขาขมวดคิ้วถาม

“เพราะว่าตอนนี้ดิฉันมีหลายโปรเจคที่ทำอยู่ ถ้ารับงานของคุณเข้ามาดิฉันกลัวว่าจะทำงานของคุณออกไม่ได้ไม่เต็มที่”

เธอมีงานในมือที่ต้องทำเยอะจริงแต่เธอหาข้ออ้างมากกว่า

“ถ้าคุณไม่รับทำงานนี้ ผมจะขอถอดงานของบริษัทผมทั้งหมด”

“ไม่มีเหตุผล”

“ใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล คุณก็น่าจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง”

“ให้คนอื่นทำแทนฉันก็ได้ ฉันเพิ่งมาเริ่มทำงานประสบการณ์ยังน้อย ยิ่งงานใหญ่แบบนั้นด้วยฉันกลัวทำออกมาไม่ดีเท่าที่ควร”

เธอพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ ความจริงแล้วงานใหญ่กว่านี้เธอก็เคยทำมากับเตชิดแล้ว

“ทำไมต้องเป็นชฎาด้วยคะคุณริต” รสริสที่นั่งฟังทั้งคู่คุยกันเกิดสงสัยขึ้นมา

ภาริตนิ่งเงียบไม่ตอบนอกจากยิ้มที่มุมปาก เธอกลัวว่าภาริตจะพูดอะไรออกไปเลยตัดจบรับงาน

“ก็ได้ค่ะ แต่ฉันคงเข้าไปคุมงานไม่บ่อยนักนะคะ” เธอบอกด้วยน้ำเสียงจนใจ

“ตามใจคุณสิครับ”

เขายักคิ้วให้เธอหนึ่งที ส่วนเธอก็ได้แต่หงุดหงิดแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง

หลังจากภาริตและรสรินเดินออกจากห้องทำงานของชฎาไปที่จอดรถ ด้วยตัวออฟฟิตศป็นขนาดสองชั้นค่อนข้างกว้างโดยใช้กระจกเพิ่มความโปร่งแสงเพิ่มพื้นผิวผนังด้วยก้อนอิศสีคลาสสิคสว่างตัดกับไม้สีน้ำตาลเข็มให้ความเรียบหรูน่าทำงาน ทางเดินหน้าประตูวางยาวบนหญ้าสีเขียวทอดตัวออกไปถึงลานจอดรถด้านหลังขนาดกว้าง หญิงสาวก็อดสงสัยไม่ไหวจึงถามชายหนุ่มออกไป

“ทำไมคุณริตถึงเจาะจงให้ชฎาเป็นคนรับงานนี้คะ”

เขานิ่งเงียบ

“ผมเคยได้ยินว่าคุณดาด้าเป็นฝ่าย Create ที่เก่งคนหนึ่ง ผมอยากได้เธอมาร่วมงานกับผม”

“บริษัทของรสก็มีคนเก่งอีกเยอะแยะ” รสรินพยายามพูดให้ดูเหมือนเป็นเจ้าของ

“ครับ”

คำเดียวสั้นๆ ของเขาที่ทำให้หล่อนเริ่มรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาเอ่ยคำนี้แสดงว่าเขาไม่ต้องการสนทนาต่อ หล่อนจึงเริ่มสงบปาก

“คุณริตคะเดี๋ยวเราออกไปหาอะไรกินกันไหมคะ”

หล่อนเดินมาถึงรถสีน้ำเงินสุดหรูของเขาพลางเอ่ยถาม

“เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ ผมมีงานต้องไปทำต่อ” เขาปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวรสไปนั่งรอคุณก็ได้”

ถ้าหล่อนได้ไปนั่งรอเขาที่ออฟฟิศของเขาเท่ากับประกาศให้ทุกคนได้คิดว่าหล่อนกำลังเป็นแฟนของเขา

“อย่าดีกว่าครับ ผมไม่มีเวลาว่างออกมาต้อนรับคุณได้”

คำพูดของเขาสื่อความหมายว่าเขาไม่มีเวลาว่างมานั่งเล่นนอนเล่นแบบหล่อนได้

“เอ่อ...ก็ได้ค่ะงั้นไว้เราค่อยกินข้าวกันครั้งหน้านะคะ” เธอบอกแบบหน้าเจื่อนๆ

“ครับ” เขารับปากและยิ้มให้เธอหนึ่งทีก่อนจะขึ้นรถและทะยานออกไปด้วยความเร็วและสมรรถนะของมัน

หญิงสาวยืนทำหน้าเซ็งเล็กน้อยที่เขายังไม่มีท่าทางที่จะตกหลุมพรางที่หล่อนขุดไว้เลย ก่อนจะโทรนัดไฮโซหนุ่มอีกคนออกมาทานด้วย ถึงแม้เธออยากได้เขา แต่เธอยังคงต้องหาแหล่งเงินสำรองไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยเช่นเดียวกัน


หลายวันที่ชฎาเข้าไปดูงานที่จัดต้อนรับลูกค้าระดับสูงของบริษัทภาริต เขาเหมือนนกรู้ที่รู้ว่าวันไหนเธอจะเข้ามา คอยเฝ้ามองเธอทำงานอยู่ตลอดเวลา

วันนี้เธอเข้ามาคุยงานตอนบ่ายๆ อาศัยรถมากับพี่ทำงานด้วยเนื่องจากถนนแถวนี้รถค่อนข้าติดในเวลาตอนเย็น และเธอไม่ชอบขับรถบนการจราจรที่ติดขัด เธอจะเลือกกลับบ้านเร็วถ้าไม่มีคุยงานต่อแล้วหอบงานกลับไปทำที่บ้านหรือไม่ก็กลับช้าไปเลยนั่งทำงานจนกว่าจะดึกแล้วกลับบ้านมานอน ตอนนี้เธอกำลังจะกลับบ้านโดยแยกกับพี่ที่ทำงานแล้วเดินลงมาที่ชั้นล่างของออฟฟิศโชว์รูมเก็บรถหรู

ภาริตที่เดินตามเธอมาจากข้างหลังทักดังขึ้น

“ดาด้า คุณกลับบ้านยังไง”

เขารู้ว่าเธอไม่ได้เอารถมาเพราะตอนเข้ามาเขาเห็นเธอเดินลงมาจากรถรุ่นพี่

“คงจะเรียกวินมอเตอร์ไซค์แล้วไปขึ้นบีทีเอสนะคะแล้วเดินต่อเข้าบ้าน” เธอบอกรายละเอียด “คุณภาริตมีเรื่องงานอะไรหรือเปล่าคะ”

เธอคิดว่่าภาริตอยากจะเปลี่ยนแผนงานตรงไหนหรือเปล่า

“ให้ผมไปส่งไหม” เขาเสนอตัว

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้”

“วันนี้ยังไงผมก็ต้องกลับไปนอนบ้านพี่ชายผมอยู่แล้ว และผมอยากจะคุยรายละเอียดงานอีกที”

เธอสงสัยว่าเขาไม่เข้าใจตรงไหน เพราะเธอคิดว่าเธออธิบายอย่างละเอียดแล้ว

“งั้นคุยกันที่นี่ก็ได้ค่ะ” เธอไม่อยากกลับกับเขา

“ตอนนี้ผมยังไม่มีอารมณ์คุย”

เขาบอกและผายมือไปข้างหน้าเป็นการเชิญให้เธอเดินไปพร้อมกับเขา

“ก็ได้ค่ะ” เธอจำใจเดินออกไปขึ้นรถของเขาที่จอดอยู่โซนผู้บริหาร

รถหรูราคาแพงเคลื่อนตัวไปไม่นานก็มาจอดอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว หน้าร้านทั้งหมดตกแต่งด้วยไม้ที่เป็นซี่ๆ สีน้ำตาลอ่อนบนกระจก ต้นไม้สีเขียวปลูกเป็นพุ่มเล็กๆ ให้ความอบอุ่นเหมือนอยู่ญี่ปุ่นจริงๆ

ภาริตเดินนำมานั่งแถวหน้าบาร์ที่มีเชฟอาหารญี่ปุ่นใส่ชุดสีขาว บนหัวมีหมวกเพื่อป้องกันเส้นผมลงมา ยืนทำอาหารให้แต่ละจาน

“คุณอยากทานอะไร” เขาถาม

“คุณว่าอันไหนน่ากินก็สั่งให้ฉันเลย”

หญิงสาวยกมือเท้าคางแล้วหันมาทางเขา เขาสั่งอาหารให้เธอมาหลายอย่าง

“คุณเป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามเธอ

“ก็อย่างที่คุณเห็น ฉันสบายดีนอกจากเวลาที่เจอสองน้าหลานนั่น” เธอจงใจไม่ออกชื่อแต่ชายหนุ่มก็รับรู้อยู่ดี

“ทำไมคุณถึงไม่ชอบพวกเขาขนาดนั้น” เขาสงสัยเพราะเธอดูเป็นคนที่ไม่ใช่ไม่ชอบใครง่ายๆ

“สองคนนั้นเข้ามาแย่งอาเตไป” เธอตอบแบบขอไปทีไม่คิดที่จะอธิบายให้เขาฟัง

“เด็กขี้หวง” เขาว่าเธออย่างขำๆ

“ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาแย่งของของฉันไปถ้าคนนั้นไม่ดีพอ” เธอย้ำอีกครั้ง

“แต่อาคุณไม่ใช่สิ่งของนะ”

เขาเถียงขึ้นมารู้สึกว่าชฎาคนนี้ไม่ใช่คนเดิมค่อนข้างที่จะไม่มีเหตุผลเอาซะเลย

“ฉันไม่ห้ามที่อาเตจะมีคนอื่น แต่อชิราและรสรินแค่เลือกยืนผิดที่เท่านั้นเอง”

จริงๆ เธอไม่ได้หวงอาหนุ่มแต่อย่างใด เธอแค่ห่วงมากกว่าเพราะสองน้าหลานเข้ามาในชีวิตอาเธอมีแต่เรียกร้องอยากจะได้นู่นได้นี่ตลอดเวลา ซึ่งเธอไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก

สายตาของภาริตมองไปเห็นนิราที่มากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งจึงเอ่ยทักทาย เขารู้จักกับนิราเพราะเคยพบกันที่บริษัทหลายครั้งแล้ว

“อ่าวคุณนิรา สวัสดีครับ”

นิราและธีภพที่กำลังเดินไปนั่งที่โต๊ะหยุดชะงักหันมาหาเสียงที่ทักทายขึ้นมา เมื่อนิรามองมาเห็นภาริตและน้องสาวของตนนั่งอยู่ที่บาร์มุมหนึ่ง เธอแอบแปลกใจที่ทั้งคู่มาด้วยกัน

“สวัสดีค่ะหมอธี” ชฎาเอ่ยทักบ้าง

“สวัสดีครับคุณดาด้า” ธีภพเอ่ยทักตอบ

ภาริตชวนทั้งสองมาร่วมโต๊ะกันโดยย้ายไปนั่งโต๊ะรวมสี่คน นิราแนะนำธีภพให้ชายหนุ่มที่นั่งข้างน้องสาวรู้จัก

“คุณหมอมาเดท เอ๊ย! มาทานข้าวกับพี่เราเหรอ”

เธอแกล้งแหย่ธีภพเล่น ทำให้พี่สาวของเธอยกน้ำขึ้นดื่มด้วยความแก้เขิน

“ครับมื้อนี้คุณราร่าพาผมมาฝากท้องไว้ที่นีี่” หมอหนุ่มตอบอย่างยิ้มๆ

“หมอไม่ต้องห่วงนะมื้อนี้คุณริตใจดีเป็นเจ้ามือเลี้ยงทุกคนเลย” เธอพูด “ใช่ไหมคะป๋าริต”

เธอหันมาแหย่ภาริตเล่นๆ ด้วยความหมั่นไส้ในตอนแรกที่ลากเธอออกมาด้วย

“แน่นอนสิครับ หนูดาด้าจะกินเยอะแค่ไหนป๋าคนนี้ก็พร้อมจ่ายอยู่แล้วครับ” เมื่อเธอแหย่เขามา เขาก็แกล้งเธอกลับ “แต่ขออย่างเดียวอย่ากินจนแผละนะครับ”

สร้างเสียงหัวเราให้แก่คนบนโต๊ะอาหาร

“คุณว่าฉันอ้วนเหรอ” เธอทำหน้าน้อยใจ

ภาริตไม่ตอบแต่ยิ้มแบบกวนๆ

“คุณภาริตดูสนิทกับดาด้าจังเลยนะคะ” นิราเอ่ยถาม

“ไม่เลยเหอะ ตอนเค้าอยู่ที่นั่นคุณริตชอบแกล้งเค้า” เธอพูดออกไปอย่างพลั้งปากลืมตัว แล้วยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเมื่อนึกขึ้นได้พร้อมทำหน้าแบบไม่น่าพูดออกไปเลย

“คุณภาริตเคยอยู่ที่นิวซีแลนด์กับดาด้ามาก่อนเหรอคะ” พี่สาวเธอถามอย่างเริ่มสนใจ

“ครับ คุณดาด้าชอบมาเป็นแมวพเนจรหน้าบ้านผม” เขาพูดแบบขำๆ พร้อมมองหน้าบู้บี้ของเธอ

“ยังไงเหรอคะ” นิราถามต่อ

“ตัวเดี๋ยวเค้ากลับไปเล่าให้ฟัง”

เธอบอกกับพี่สาวที่มองมาแล้วหันกลับไปหาภาริตแสดงถึงอย่างไม่สนใจเธอ

ภาริตมองการกระทำของสองพี่น้องก่อนเกิดความสงสัยขึ้นในใจเขาจึงเล่าให้พี่สาวของเธอฟังที่ตั้งใจฟังสุดๆ และขำไปด้วยอย่างสนุกสนาน

“แล้วเมื่อไหรตัวจะกลับไป” เมื่อฟังภาริตเล่าจบหญิงสาวก็เอ่ยถามชฎา

“เอาอีกและ ตัวถามคำถามนี้อีกแล้ว เค้าบอกแล้วไงว่าเค้าไม่ไป” เธอตอบด้วยความหงุดหงิดแล้วส่งสายตาไปหาธีภพอย่างขอความช่วยเหลือ

“แล้วคุณภาริตไปอยู่ที่นั่นกี่ปีแล้วครับ” ธีภพช่วยเปลี่ยนประเด็นแก้ไขสถานกาารณ์

ภาริตให้ความร่วมมือกับธีภพอย่างดี ช่วยกันเบี่ยงเบนประเด็นคลายความอึมครึม

ขณะที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ สายตาของชฎาเห็นอชิราเดินเข้ามากับเตชิตที่ใช้ไม้ค้ำในการพยุงตัว เดินไปนั่งหันหลังให้ที่บาร์อาหาร

ด้วยไม้ที่ใช้กั้นเป็นซี่ๆ ถ้าไม่สังเกตุคนที่กำลังนั่งทานอยู่ก็จะมองไม่เห็นว่าเป็นใคร สองคนที่เดินเข้ามาใหม่เลยไม่รู้ว่าทั้งสี่คนนั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งนี้ด้วย

“วันนี้เป็นวันรวมญาติหรือไง”

อยู่ๆ หญิงสาวก็โพรงขึ้นมาทำให้ทั้งสามคนที่กำลังนั่งทานอยู่มองมาที่เธอ ก่อนมองไปตามสายตาที่เธอจ้องอยู่

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาพวกเขาคือชายหนึ่งหญิงหนึ่งกำลังสั่งอาหารและเป็นคนที่พวกเขารู้จัก

นิราเริ่มรู้สึกสังหรใจแปลกๆ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ฝ่ายหนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวที่นั่งอยู่ที่บาร์ อชิราจิ้มสั่งอาหารอย่างมากมาย บริกรเมื่อรับออร์เดอร์เสร็จขอตัวไปส่งออร์เดอร์ที่ห้องครัว อชิราหันมาออดอ้อนเตชิด

“คุณเตขา อรรู้สึกเบื่ออยากจะทำงานจังเลยค่ะ” อชิราพูดขึ้น

“แล้วคุณอยากทำอะไรหล่ะ ที่บริษัทเหรอ” ชายหนุ่มถามกลับ

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ที่บริษัท”

“แล้วคุณอยากทำอะไรละ”

“อรอยากเปิดร้านเสริมสวย” หล่อนตอบ

“ก็ดีนะ แล้วคุณจะเปิดที่บ้านคุณเหรอ”

เขาคิดว่าถ้าอชิราจะใช้บ้านที่เขาซื้อให้เพื่อทำเป็นหน้าร้านก็ดีเหมือนกัน เพราะที่ตรงนั้นเป็นเขตรที่คนพลุกพล่าน

“ไม่ใช่ค่ะ อรไม่ได้จะใช้ที่ตรงนั้น” เธอไม่ยอมโง่เอาบ้านตัวเองเปิดร้านให้คนเข้าๆ ออกๆ หรอก

“แล้วคุณอยากจะเปิดที่ไหนละ” เขาถามอย่างสงสัย

“คุณเตรับปากให้อรเปิดร้านได้ไหมคะ” เธอหันมาถามอย่างออดอ้อนก่อน

“คุณอยากทำงานผมก็รู้สึกดีใจแล้ว ถ้าคุณอยากเปิดที่ไหนผมจะสนับสนุนเต็มที่”

ตั้งแต่เตชิดรับอชิราเข้ามาอยู่ด้วย หล่อนไม่เคยคิดที่จะทำงานเลย เมื่อหล่อนบอกว่าจะทำงานทำให้เขารู้สึกดีใจ

“จริงนะคะ” หล่อนทำท่าดีใจ “อรอยากได้บ้านเก่าของหลานสาวคุณมาเปิดร้านนะคะ”

จบประโยคนั้น ชฎาที่นั่งอยู่ด้านหลังของทั้งคู่ได้ยินทุกประโยคแบบไม่ตกหล่นก็วางตะเกียบในมืออย่างแรงก่อนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เดินไปหาอาหนุ่มและหญิงข้างๆ

นิราเมื่อเห็นว่าน้องสาวลุกออกไปก็หันไปทำหน้าอยากจะร้องไห้มองหน้าภาริตและธีภพที่ทำหน้างงก่อนลุกตามออกไปอย่างเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“ฉันไม่ให้”

“ดาด้า!” เตชิดตกใจที่ชฎาโผล่มาด้านหลัง

“อย่ามายุ่งกับของของป๊าม๊าฉัน”

นั่นเป็นของที่พ่อกับแม่เหลือไว้ให้เธอก่อนที่จะจากไป

“คุณเตค่ะ” อชิราหันไปขอความช่วยเหลือเตชิดอย่างน่าสงสารที่เหมือนกระต่ายโดนสิงโตคำราม

“อาว่าเดี๋ยวเราค่อยเอาเรื่องนี้กลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่านะดาด้า”

คนในร้านที่มีไม่มากหันมามองให้ความสนใจทำให้อาหนุ่มหันมาบอกกับเธอ

นิราที่วิ่งตามมาเข้ามาดึงแขนของเธอให้กลับไปที่นั่ง

“ราร่าพาน้องกลับไปก่อน”

เมื่อเห็นว่ามีนิราเข้ามาจึงเรียกให้หญิงสาวมาดึงเธอกลับไป

“ค่ะอาเต” พี่สาวรับคำ

“อาเตอายเหรอคะ ขนาดด้ายังไม่อายเลยที่อาเตพาผู้หญิงหิวเงินคนนี้เข้ามาในบ้าน”

ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดมาก่อนหน้านี้อยู่แล้วเธอจึงอยากจะระเบิดออกตรงนี้เลย

“ดาด้า!” เป็นเสียงเรียกที่พยายามระงับอารมณ์

“อีกอย่างบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพี่สาวอาเตที่ทิ้งให้กับพี่ร่าและด้านะคะ อาไม่มีสิทธิ์ยกบ้านนั้นให้คนอื่นเข้าไปใช้”

เธอหันไปบอกกับอาหนุ่มอย่างไม่ยอม

“คุณดาด้าคะ บ้านหลังนั้นปล่อยไว้ก็ฝุ่นเลอะเปล่าๆ เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์เถอะค่ะ”

เสียงอชิราแทรกขึ้นมาข้างหลังเตชิดแล้วยิ้มเยาะให้เธอเห็น

“จริงด้วยดาด้า อาว่าเราเอามาใช้ก็ดีเหมือนกันนะ”

“อาเต! อาหลงผู้หญิงคนนี้ขนาดนี้เลยเหรอ เราไม่ได้ลำบากคับแค้นถึงขนาดต้องเอาบ้านนั้นมาใช้หากินนะคะ”

เธอหันไปเถียงอาหนุ่มที่เข้าข้างอชิรา

“ที่ดินแถวนั้นเป็นย่านเศรษฐกิจ คนพลุกพล่านมากถ้าเอามาใช้มันจะสร้างกำไรให้เรานะคะ”

เสียงอชิราแทรกขึ้นเหมือนพยายามอธิบายแต่จงใจโน้มน้าวเตชิดให้ตอบตกลง

“ฉันถามเธอเหรอ” ชฎาหันไปถามอชิรา

“คุณดาด้าลองคิดดูสิค่ะ คนตายไปแล้วถ้าปล่อยไว้ก็มีแต่จะขาดทุนนะคะ” หญิงสาวข้างหลังอาหนุ่มรู้สึกเสียหน้าเบาๆ กับคำถามนั้นแต่หล่อนไม่ยอมแพ้หาเหตุผลพูดต่อ

จบประโยคน้ำดื่มเย็นๆ ที่บริกรเดินนำมาวางบนถาดก็สาดใส่หน้าของอชิราทันที

“รอเธอตายก่อนแล้วกัน บ้านของเธอฉันจะเอาไปทำสุสานสัตว์เลี้ยงคงได้กำไลมากมาย” เธอพูดไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้นแล้ว

ภาริตที่เห็นว่าเหตุการณ์กำลังไปกันใหญ่ ลุกขึ้นจากโต๊ะเดินมาลากข้อมือของเธอออกจากร้านไปท่ามกลางสายตาของทุกคน ตอนแรกเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องในครอบครัว

ส่วนธีภพหมอหนุ่มก็เช่นกันที่ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องของครอบครัว เหตุการณ์วันนี้ทำให้สองหนุ่มรู้ว่าชฎาและอชิราไม่ถูกกันอย่างหนักมาก ถ้าอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ต้องมีเรื่องตลอดเวลา

เมื่อมาถึงที่จอดรถเขาก็ปล่อยมือเธออย่างโมโหกับการกระทำของหญิงสาว จากคนที่เคยน่ารักร่าเริงวันนั้นกลับกลายเหมือนคนแปลกหน้าในวันนี้

“ดาด้าคุณเอาน้ำไปสาดคุณอชิราทำไม” เขาถามขึ้น

“คุณไม่เห็นเหรอว่าอชิรากำลังแย่งบ้านของฉันไป” เธอไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องมองว่าเธอเป็นคนผิดตลอดเวลา

“ใช่ผมเห็น แต่คุณก็ไม่ควรทำอย่างนี้มันเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจไม่ได้อะไรดั่งใจก็ทำลายข้าวของ” เขาพูดเปรียบเทียบให้เธอฟัง เพราะสิ่งที่เธอทำวันนี้แค่สาดน้ำใส่ แล้ววันหน้าเธออาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้เขาเป็นห่วงในใจ

“แล้วใครขอให้คุณมายุ่งกับเด็กเอาแต่ใจอย่างฉันละ”

คำพูดของเขาทำให้ตีความว่าเขาเข้าข้างอชิราและกำลังว่าเธอเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต

ด้วยความที่เธอรักเขามากทำให้เธอน้อยใจเขามากเช่นกัน

ในเมื่อภาริตเลือกที่จะเข้าข้างอชิราก็เท่ากับว่าเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามของเธอ เขาจะไม่มีความหมายต่อเธออีกต่อไป

“ดาด้า!” เขาคำรามเสียงต่ำ

เขาโกรธมากเพราะเขาพูดด้วยความหวังดีแต่มันกลับถูกโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี

“เชิญคุณกลับไปหาผู้ใหญ่อย่างสองน้าหลานคู่นั้นแล้วกัน”

พูดจบเธอก็เดินจากเขาไปขึ้นรถแท็กซี่โดยไม่หันกลับมามองเขาอีก เธอกลัวว่าเธอจะแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น