เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ม.ค. 62

ตอนที่ 15


สามเดือนผ่านไป

ชฎาเข้าไปทำงานที่บริษัทในตำแหน่ง Creative ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดงานว่ากิจกรรมการตลาดควรจะมี Concept เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเธอเคยมาฝึกงานในช่วงปิดเทอมและหนึ่งภาคเรียนที่มหาลัยบังคับให้ทำ เธอคุ้นเคยกับพนักงานที่นี่ทุกคนด้วยความนอบน้อมและทำงานเก่งทำให้เป็นที่รักของพวกรุ่นพี่ที่ทำงาน

และอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญคือเธอจะต้องเข้าไปช่วยนิราในการบริหารด้วยที่ทำหน้าที่เตชิดซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากแต่ยังต้องใช้ไม้ค้ำพยุงตัวเองอยู่ด้วย

อชิราและรสรินยังคงอยู่ที่บ้านต่อไปโดยที่ให้เหตุผลว่าอยากอยู่ช่วยจนกว่าเตชิดจะไปทำงานได้ตามปกติ ในตอนแรกเธอไม่ยอมแต่เตชิดเดินมาพูดขอด้วยตัวเองทำให้เธอเห็นแก่หน้าอาหนุ่มไม่โวยวายอะไรออกไป

รสรินที่เข้ามาช่วยงานทำอะไรไม่ค่อยจะเป็น ให้ไปติดต่อกับลูกค้าก็ล่มไม่เป็นท่า ให้ทำงานเอกสารก็ทำได้ค่อนข้างช้า นอกจากคอยติดต่อกับกลุ่มพริตตี้ของตัวเองให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ หลายๆ งานรสรินก็ยังคงลงไปทำบ้างก็ถือว่ายังมีประโยชน์

เธอจึงไม่ว่าอะไรที่รสรินจะเข้าบริษัทบ้างไม่เข้าบ้าง แต่วันไหนที่มีงานแล้วหญิงสาวไม่เข้าเธอก็จะไปฉะถึงที่ทำให้รสรินไม่กล้าที่จะมาช้าหรือเบี้ยวงาน แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นเธอจะไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งด้วยเลย ทำให้ทุกคนในบริษัทค่อนข้างเคารพเธอกันอย่างมากแม้คนที่อายุมากกว่าเนื่องจากเธอเป็นคนจริงจังกับงาน แต่ถ้านอกงานเธอจะกลายเป็นเด็กน้อยที่น่ารักให้ทุกคนเอ็นดู


วันนี้เป็นงานเปิดตัวรถหรูรุ่นใหม่ซึ่งบริษัทของเธอต้องเข้าไปจัดงานอีเว้นท์ให้ เธอคอยประสานงานกับผู้จัดการของบริษัทรถหรูและจัดตามความต้องการของเขา โดยงานนี้รสรินก็รับหน้าที่เป็นคนหาพริตตี้มาให้และตัวเธอเองก็ลงไปทำด้วย เธอกำชับเป็นพิเศษว่าต้องการเรียบหรูดูมีระดับ ทำให้รสรินแอบเบ้ปากใส่เธอ

ภายในงานคนเข้ามาเป็นจำนวนมากส่วนมากเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างมีระดับและกระเป๋าเงินหนักทำให้รสรินแอบเล่นหูเล่นตากับพวกผู้ชายอยู่ไม่น้อย

“เจ๊คนนั้นหล่อเนาะ” เสียงเพื่อนพริตตี้ข้างๆ ดังขึ้นพร้อมชี้ไปชี้ผู้ชายหนึ่งกำลังเดินผ่าน

“คนนั้นฉันไปสืบจากพักงานบริษัทนั้นมาแล้วเป็นลูกชายคนเล็กของเจ้าของผู้นำเข้ารายใหญ่”

คนที่ถูกเรียกว่าเจ๊ตอบแบบภูมิใจที่หาข้อมูลมาได้

“โห! หล่อ โปรไฟล์ดี น่ากินอ่ะเจ๊”

“ได้ข่าวว่าไปอยู่เมืองนอกเกือบสิบปีนี่เพิ่งกลับมา” สืบลึกสืบจริงไว้ใจอีเจ๊ได้

“อยากได้อ่ะเจ๊ เผื่อฉันจะได้เป็นคุณหญิงของบริษัทนำเข้ารถหรูบ้างอะไรบ้าง”

สาวรุ่นน้องทำเสียงละเมอเพ้อฝัน

“ไม่ได้ย้ะฉันจองตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในงานแล้ว” เจ๊รีบสวนขึ้นมา

ทั้งสองเถียงกันไปมาในขณะที่รสรินจ้องไปที่ผู้ชายคนนั้นอย่างไม่วางตาพร้อมเก็บข้อมูลทั้งหมดที่ได้ยิน

ฝ่ายชฎาเมื่อประสานงานกับทุกฝ่ายและงานออกมาสำเร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็ให้ฝ่าย Producer ที่ทำหน้าที่ลงมือจัดทำกิจกรรมหรือคัดเลือกองค์กรภายนอกเข้ามารับช่วงงาน (Out Source) และดูแลรายละเอียดต่างๆ ของงาน เป็นผู้เก็บรายละเอียดงานที่เหลือ ส่วนตัวเธอขอตัวกลับออฟฟิศไปทำงานต่อ

เมื่องานทุกอย่างจบลงรสรินรีบเก็บของและขอตัวออกมาก่อนสร้างความแปลกใจให้เพื่อนร่วมงานเพราะทุกทีเมื่อทำงานเสร็จะออกไปฉลองก่อนหิ้วผู้กลับห้อง

หญิงสาวรีบวิ่งมาที่จอดรถเพื่อมาตามหาชายหนุ่มคนหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขากำลังขึ้นรถ Audi R8 สีน้ำเงินเข้มเคลือบเงาอย่างหรู และจะขับออกไป รสรินทำเป็นวิ่งตัดหน้ารถแล้วล้มไปที่พื้น รถเบรกเอี๊ยดก่อนที่ชายหนุ่มจะลงมาดู

“เป็นอะไรไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามแล้วเดินเข้ามาใกล้

“ไม่เป็นไรค่ะ โอ๊ย!” หล่อนทำเป็นลุกขึ้นแล้วล้มลงไปกับพื้น

“คุณดูเจ็บนะครับ”

เขาถามแต่ก็ไม่ได้เดินเข้ามา ทำให้รสรินแอบบจึปากเบาๆ ที่เขาไม่เข้ามาพยุงช่วยเธอ

“สงสัยข้อเท้าจะแพลงนะคะ” พูดพลางจับไปที่ข้อเท้า

“ครับ”

คำเดียวของเขาที่พูดออกมาทำให้หล่อนแทบจะทำหน้าเหวอทันที

“เอ่อ...คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ” หล่อนอ้อนวอนพลางส่งสายตาให้

“ไปหาหมอไหมครับ” เขาถาม

“เอ่อไม่เป็นไรค่ะ แต่คุณช่วยไปส่งฉันหน่อยได้ไหมคะ” หล่อนยังคงขอร้องต่อ

“แท็กซี่ไหมครับ”

เพราะเพิ่งเจอกันครั้งแรกชายหนุ่มจึงไม่ค่อยไว้วางใจสักเท่าไหร่ถึงแม้เขาจะรู้สึกผิดที่ทำให้หญิงสาวเจ็บ

“ฉันไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วงนะคะ พวกเขาไม่ชอบให้นั่งแท็กซี่” หล่อนหาข้ออ้างเฉไฉ

“ครับ”

“แล้ววันนี้บริษัทของฉันมาจัดงานที่นี่ ฉันมาทำงานแล้วไม่ได้เอารถมานะคะ” เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ทำตามแผนของหล่อนจึงอ้างบริษัทขึ้นมา

“บริษัทของคุณ?” เขาให้ความสนใจทันที

“ใช่ค่ะบริษัทของฉันจัดงานอีเว้นท์ให้รถหรูนำเข้านะคะ”

“TC Organizer?” เขาถามเพื่อความแน่ชัด

“ใช่ค่ะบริษัทของฉันเอง” หล่อนอวดอ้างต่อไป

“แสดงว่าบริษัทของคุณเป็นออร์แกไนท์เซอร์ให้บริษัทของผมเหรอครับ”

“ค่ะฉันรสริน เรียกว่ารสก็ได้ค่ะ แล้วคุณ?” เมื่อเธอหาโอกาสได้แนะนำตัวออกไป

“ผมภาริตครับ” ในเมื่อเธอแนะนำตัวเองและเป็นคนของบริษัทที่มาทำงานให้เขา เขาจึงแนะนำตัวออกไปอย่างเป็นมารยาท

“งั้นรสขอเรียกว่าคุณริตแล้วกันนะคะ”

หลังจากทำความรู้จักและรู้ว่าหล่อนเป็นใครแล้ว ชายหนุ่มเลยรับปากหญิงสาวมาส่งที่บ้าน รสรินพยายามชวนคุยไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความสนิทสนม ชายหนุ่มตอบบ้างนิ่งบ้างไม่ให้น่าเกลียด

เมื่อมาถึงหน้าบ้านชายหนุ่มแอบแปลกใจไม่ได้ที่บ้านที่รสรินให้มาส่งอยู่ข้างๆ บ้านของพี่ชายเขาที่มีแค่รั้วพุ่มไม้เตี้ยๆ กั้นไว้

“นี่บ้านของคุณรสเหรอครับ” เขาถามออกไป

“ใช่ค่ะนี่บ้านของอาเต อาของรสเองนะคะ”

เธอรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้บอกเขาว่านี้เป็นบ้านอาของเธอ

“อ๋อครับ” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่ได้คิดอะไร

ชายหนุ่มพยุงหญิงสาวเดินเข้ามาในบ้าน เดินเข้ามาที่ห้องโถงเจอกับเตชิดและอชิราที่นั่งอยู่บนโซฟาที่กกำลังดูรายงานในโทรทัศน์

“อ่าวยัยรสเป็นอะไร” เสียงของอชิราทักขึ้น

เมื่อเห็นชายหนุ่มพยุงรสรินเข้ามาเตชิดและอชิราก็เดินเข้ามาหาโดยเตชิดต้องใช้ไม้ค้ำ

“ขาแพลงนิดหน่อยค่ะ คุณริตเลยมาส่ง คุณริตค่ะนี่อาเตกับน้าอร” เธอผายมือไปที่สองคนข้างหน้า “ส่วนนี่คุณภาริตที่บริษัทของเราไปจัดงานให้กับเขาวันนี้”

“อ๋อบริษัทนำเข้ารถหรูที่จัดงานแถวๆ สยามใช่ไหม” เตชิดถามกลับไป

“ใช่ค่ะ คุณริตเป็นลูกชายคนเล็กที่เพิ่งกลับมาเมืองไทยนะคะ” พูดจบหันไปสบตากับอชิราอย่างรู้กัน

อชิราส่งสายตามาในเชิงว่าผู้คนใหม่นั้นไม่ธรรมดาเลย

จากนั้นเตชิดชวนภาริตทานข้าว ในตอนแรกเขาคิดจะปฏิเสธแต่คิดว่าเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจและบริษัทของเขาเองยังต้องใช้บริการออร์แกไนท์ที่นี่เรื่อยๆ

เมื่อทุกคนกำลังร่วมโต๊ะรับประทานอาหารโดยมีเตชิดนั่งหัวโต๊ะ อชิรานั่งทางด้านซ้ายมือ ส่วนขวามือเป็นรสรินที่ถัดไปเป็นภาริต

รสรินพยายามตักนู้นตักนี่ให้เตชิดอย่างเอาใจ เสียงคุยโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาจากหน้าบ้านพร้อมเสียงปิดประตูลง

“ได้ค่ะเดี๋ยวด้าจะรีบคิดไอเดียใหม่แล้วนำไปเสนอทางคุณอย่างเร็วที่สุด สบายใจได้งานเสร็จทันแน่นอนค่ะ ค่ะ ค่ะ สวัสดีค่ะ”

เสียงเธอคุยโทรศัพท์เสร็จกดวางสายเตรียมเดินขึ้นชั้นสองเพราะไม่ต้องการที่จะร่วมรับประทานอาหารกับสองน้าสาว

“ดาด้ามากินข้าวก่อนสิลูก”

เสียงเรียกชื่อนี้และน้ำเสียงที่เขารู้สึกคุ้นเคยทำให้เขาหันหลังไปมองหญิงสาวที่ถูกเรียกก่อนจะต้องตกตะลึง

“กินไม่ลงค่ะ”

หญิงสาวตอบก่อนหันมามองอาหนุ่มที่หัวโต๊ะ แต่สายตากับสะดุดชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างรสรินแล้วหันมามองเธอนิ่งๆ

เธอช็อกไปชั่วขณะ ทั้งตะลึงที่ไม่คิดว่าจะเจอคนที่ไม่ควรเจอในบ้านของเธอ ทั้งสงสัยว่าเขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งคิดถึงและอยากจะหายออกไปจากตรงนี้ทันที

“แล้วกินข้าวมาหรือยัง”

เธอนิ่งเงียบไม่ได้ตอบเพราะยังหาเสียงตัวเองไม่พบ

“ดาด้า อาถามว่าเรากินข้าวมาหรือยัง”

เตชิดถามย้ำอีกทีหนึ่งเพราะคิดว่าหญิงสาวแกล้งทำไม่ได้ยินเหมือนครั้งก่อนๆ ที่จะได้ไม่ต้องนั่งกินข้าวกับอชิราและรสริน

“ยะ ยังค่ะ”

เธอตอบออกไปอย่างเป็นความจริงเพราะสมองตอนนี้เธอไม่สั่งการใดๆ ทั้งสิ้น

“งั้นมานั่งทานข้าวด้วยกัน เดี๋ยวอาจะแนะนำคุณภาริตให้รู้จัก” เตชิดพูดพลางผายมือไปที่ชายหนุ่มอีกคน

“ด้ามีงานต้องทำค่ะ วันนี้ด้าขอตัวก่อนแล้วกันค่ะ” เธอคิดจะหนี

“ดาด้าอย่าเสียมารยาท” อาหนุ่มพูดเสียงเข้ม

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาเต ถ้าดาด้าไม่อยากทานเดี๋ยวรสสั่งให้แม่บ้านเอาขึ้นไปให้เธอเอง”

รสรินพูดอวดอ้างให้ภาริตรู้ว่าเธอเป็นเสมือนหลานของเจ้าของบ้านที่ดูมีอำนาจ

“ไม่ต้องลำบากคุณรสรินหรอกค่ะ แหม๋สั่งการอย่างกับเป็นเจ้าของบ้านเลยนะคะ”

เมื่อเธอได้สติกลับมาความไม่ชอบใจที่รสรินพูดก็ผุดขึ้นมาด้วย เธอเลยสวนกลับไป

ชฎาเดินมานั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเตชิด ซึ่งโต๊ะกินข้าวขนาดยาวแปดที่นั่งสร้างความห่างเหินจากสองน้าสาว

“ดาด้ามานั่งข้างคุณอรสิ” เตชิดพูดขึ้น

“ด้าสะดวกแบบนี้” เธอพูดกับอากนุ่มก่อนจะหันไปสั่งป้าแม่บ้าที่อยู่ในครัว “ป้าจันทร์คะ ด้าขอข้าวกินหน่อยค่ะตักกับราดข้าวมาเลยนะค่ะ”

ภาริตเพิ่งเคยเห็นชฎาในมุมแบบนี้ เธอแสดงออกเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจอย่างมาก และคอยหาเรื่องตลอดเวลา ไม่เหมือนกับชฎาที่ร่าเริงสดใสทำให้เขาหายเครียดแบบที่เขารู้จัก เขาเริ่มสงสัยว่าแบบไหนคือตัวตนที่แท้จริงของเธอกันแน่

ระหว่างที่รอข้าวเตชิดแนะนำชายหนุ่มให้เธอรู้จัก

“ดาด้านี่คุณภาริต” แล้วผายมือไปที่ชายหนุ่ม “คุณภาริตครับนี่หลานสาวคนเล็กของผม ดาด้า”

หญิงสาวนิ่งเงียบไม่รู้จะพูดอะไรออกไป ชายหนุ่มจึงชิงพูดก่อน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณดาด้า”

เธอรู้สึกแปลกใจที่ชายหนุ่มทักเหมือนคนไม่รู้จักกัน ทำให้เธอรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ เหมือนปากแผลที่ยังไม่หายสนิทเริ่มปลิออก

ยังไม่เอ่ยทักอะไรรสรินก็ตักอาหารมาให้ชายหนุ่มอย่างไม่รู้กาลเทศะแสดงความสนิทสนม ทำให้เธอแสยะยิ้มออกมาก่อนพูดทักทายกลับ

“สวัสดีค่ะคุณภาริต ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”

ก่อนที่จะพูดอะไรกันต่อ ป้าจันทร์ก็ยกจานข้าวเข้ามาให้เธอก่อน

“คุณดาด้าเป็นอย่างไรบ้างคะวันนี้” ป้าจันทร์ทักถาม

“เหนื่อยมากๆ เลยค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงออดอ้อนแบบเด็กแล้วตักข้าวเข้าปาก

“แล้ววันนี้ได้ทานข้าวกลางวันไหมคะ”

รู้ว่าหญิงสาวชอบลืมทานข้าวกลางวันบ่อยๆ เวลาออกไปทำงานข้างนอก

“ลืมค่ะ” เธอทำเสียงสูงยาวทำให้ดูน่ารักในสายตาคนมองยกเว้นสองสาวที่นั่งร่วมโต๊ะ

“อย่าลืมบ่อยสิคะเดี๋ยวโรคกระเพาะก็ถามหาหรอกค่ะ” ป้าจันทร์เตือนด้วยความเป็นห่วง

หญิงสาววางช้อนในมือลงแล้วเอื้อมมือไปสวมกอดร่างท้วมของหญิงสาวแล้วหันหน้าขึ้นมาทำตาวิ้งๆ

“งั้นป้าจันทร์ก็ต้องเตรียมอาหารกลางวันให้ด้าแล้วละค่ะ ฝีมือของป้าจันทร์อร่อยจนด้าต้องไม่ลืมกินข้าวแน่ๆ”

“จะประหยัดตังค์ค่าอาหารกลางวันก็พูดมาเถอะค่ะ” ป้าร่างท้วมเย้าแหย่

“ว้าป้าจันทร์รู้ทันอีกแล้ว” ทำท่าเอามือป้องปากเหมือนกระซิบแต่พูดดังๆ ให้ทุกคนได้ยินว่า “อาเตขี้งกให้เงินเดือนพนักงานตัวเล็กๆ อย่างด้าไม่พอกินหรอกค่ะ”

สร้างเสียงหัวเราให้กับเตชิดและป้าจันทร์อย่างมาก ภาริตยกยิ้มหัวเราะเบาๆ

“คุณป้าแม่บ้านคะ เอาอาหารมาเสิร์ฟเสร็จแล้วก็รู้หน้าที่สะบ้างว่าควรไปอยู่ตรงไหน” อชริาพูดขัดบรรยากาศ ทำให้ป้าจันทร์หน้าเจือนลงทันที

“อย่ามาว่าป้าจันทร์ของฉันนะ แล้วเธอละรู้หรือเปล่าว่าที่ของเธออยู่ตรงไหน” เธอจับมือของป้าจันทร์ไม่ให้เดินออกไป ปกป้องคนของเธอแล้วถามกลับไป

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะแย่ลงภาริตจึงเอ่ยขึ้น

“คุณเตครับเราคงจะได้เจอกับบ่อยขึ้นนะครับ”

“ทำไมเหรอครับ คุณภาริตจะเพิ่มงานให้บริษัทเราหรอครับ” เตชิดทำหน้าอย่างงๆ

“อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือบ้านพี่ชายของผมอยู่ข้างๆ บ้านของคุณเต” เขาพูดพลางชี้ไปบ้านข้างๆ “งั้นผมขออนุญาตเรียกคุณว่าคุณอาเตแล้วกันนะครับ”

“อ้าวจริงเหรอครับ ยินดีเลยครับ” เตชิดบอกด้วยความยินดี

“ฝีมือของป้าจันทร์อร่อยมากผมคงต้องมาฝากท้องหลายๆ มือด้วยนะครับ” ชายหนุ่มหันไปพูดกับป้าจันทร์ที่ยืนคอตกโดยมีหญิงสาวลูบที่มือเป็นเชิงปลอบ

“ยินดีเลยค่ะ” ป้าร่างท้วมเมื่อได้ฟังก็ยิ้มอย่าใจดี

สองน้าหลานที่คิดว่าจะได้เจอเตชิดบ่อยขึ้นก็ดีใจคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขามาหาพวกเธอ

ส่วนหญิงสาวอีกคนที่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวกลับรู้สึกหนักใจที่จะต้องเจอเขาบ่อยขึ้น


เตชิดไปทำกายภาพบำบัตตามที่หมอนัดมีนิรามาเป็นเพื่อน ส่วนชฎาอาสาเป็นขับรถมาให้เพื่อกันสองน้าหลานไม่ให้มาด้วยโดยเตชิดซื้อรถคันใหม่เป็นรถ Mercedes Benz รุ่น CLA Coupé ให้เธอแทนคันเก่าที่ใช้ต่อจากเขา สร้างความอิจฉาตาร้อนให้กับอชิราและรสรินเป็นอย่างมากที่ตัวเองกับใช้แค่รถญี่ปุ่นธรรมดาคันหนึ่ง

“น้า ฉันอยากได้รถบ้างอะ” รสรินบ่นขึ้นมา

“แกก็กลับไปเกิดเป็นหลานคุณเตเขาสิ” อชิราตอบกลับแบบเซ็งๆ

“คุณเตรักยัยดาด้าเกินไปเปล่าน้า แล้วอย่างนี้วันข้างหน้าจะเหลืออะไรตกมาที่เราบ้าง”

รสรินกลัวว่าอนาคตข้างหน้าเตชิดจะยกทุกอย่างให้กับชฎา และแน่นอนว่าหลานสาวตัวดีคงไม่ให้อะไรหลุดรอดมาถึงพวกหล่อนแน่นอน

“ขนาดฉันยังได้แค่รถญี่ปุ่น” น้าสาวรู้สึกไม่ต่างกัน

“โคตรลำเอียงเลย”

“แกก็รีบจับคุณภาริตไว้ให้ได้สิ ดูเหมือนเขาจะสนใจแกไม่ใช่น้อยนะ ยังรวยมหาศาลอีกด้วย” จากวันนั้นอชิราก็เชียร์ให้หลานสาวเข้าหาภาริตมากขึ้น

“โหยนิ่งยิ่งกว่าหินอีกฉันอ่านเขาไม่ออกเลย นี่ขนาดฉันทั้งอ่อยทั้งยั่วยวนยังไม่เดินตามเกมของฉันเลย”

ไม่ว่าหล่อนจะพยายามโทรนัดออกไปกินข้าวข้างนอก หรือไปหาถึงที่ทำงานชายหนุ่มก็ปฏิเสธบ้างตอบรับบางอย่างเป็นมารยาท ซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเข้าถึงยาก แต่ยังไงเขาก็เปรียบดั่งเนื้อที่หวานและน่าท้าทายกับผลลัพธ์ที่เธอจะได้

“หรือว่าเกมของแกมันเก่าไปแล้ว”

“ฉันไม่เคยพลาดนะน้า”

คำถามของน้าสาวทำให้ความมั่นใจของหล่อนลดลงฮวบแต่พยายามปลอบตัวเอง

“แต่แกไม่ต้องห่วงหรอกทุกอย่างต้องเป็นของฉัน ฉันจะทำให้นังดาด้าต้องโดนเหยียบให้จมดิน”

อชิราพูดอย่างมีแผนการในใจ

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลชฏาคอยยืนอยู่ข้างๆ เตชิดให้หมอดูอาการ จากนั้นไปที่ห้องกายภาพเพื่อทดสอบกับเครื่องบางอย่าง

นิราและชฎายืนมองอยู่ห่างๆ ไม่อยากเข้าไปเกะกะพยาบาลและเจ้าหน้าที่ ถึงแม้เธอจะกลับมานานแล้วแต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่คืบหน้า นิราคอยแต่ไล่ให้เธอกลับไปที่นิวซีแลนด์ ส่วนเธอก็ได้แต่ยืนกรานไม่กลับ ทำให้ช่วงหลังๆ นิราไม่แม้แต่จะพูดหรือมองหน้าเธอ หมอหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวเดินเข้ามาคุยกับพี่สาวของเธออย่างสนิทสนม

“สวัสดีครับคุณราร่า” หมอหนุ่มทักทาย

“สวัสดีค่ะคุณหมอ” นิราตอบกลับ

“ส่วนนี่คงจะเป็นคุณดาด้าที่คุณเล่าให้ผมฟังใช่ไหมครับ”

“สวัสดีค่ะ ดาด้าค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัว

“ผมธีภพครับ แล้ววันนี้คุณราร่ามีอะไรมาปรึกษาให้ผมช่วยอีกไหมครับ”

ชายหนุ่มทักทายเธอสั้นๆ ก่อนหันมาสนทนากับพี่สาวของเธอต่อ

“คุณหมอมองว่าร่าปัญหาเยอะเหรอค่ะ” หล่อนถามแกล้งทำหน้ามุ่ยน้อยๆ ทำให้คนที่มองหัวเราะเบาๆ อย่างคิดว่าน่ารัก

“ผมแค่กลัวว่าเวลาคุณไปทำงานแล้วหน้าเพลียๆ ลูกน้องจะตามปอเต็กตึ้งมาเก็บศพ” ชายหนุ่มพูดแหย่หล่อนเล่น

“คุณหมออะ! เวลาฉันทำหน้าเพลียๆ ดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

นิราเอามือขึ้นจับที่ใบหน้าของตัวเองแล้วทำสีหน้าตกใจ

“ผมล้อเล่นครับ แต่ผมมีคอร์สทำสปาหน้าฟรีของโรงพยาบาลมาให้คุณด้วย” เขายื่นกระดาษแข็งที่คล้ายใบโบชัวร์บางอย่างออกมาให้กับพี่สาวของเธอ

“ขอบคุณค่ะ แล้วคอร์สนี้ต้องแลกกับข้าวที่ร่าต้องเลี้ยงคุณหมอด้วยไหมคะ”

“แน่นอนสิครับ เป็นหมอจนๆ คงต้องฝากท้องไว้กับคุณราร่าอีกหลายมื้อ” ชายหนุ่มเอามือลูบที่ท้องของตัวเอง

“แต่ถ้าคุณหมอมีคอร์สฟรีมาให้บ่อยๆ ก็ถือว่าร่าไม่ขาดทุนนะคะ”

พูดจบทั้งสองก็หัวเราะกันโดยลืมเธอไว้เหมือนอากาศที่ลอยไปมา การสนธนาเมื่อครู่อยู่ในสายตาของเธอตลอดทำให้ทราบว่าพี่สาวของเธอดูผ่อนคลายและเป็นตัวเองอย่างมากเมื่ออยู่กับคุณหมอหนุ่ม ส่วนหนุ่มในชุดกาวน์เองก็ดูสนใจพี่เธอเป็นพิเศษถึงกับเอาคอร์สทำหน้าฟรีมาให้พี่สาวของเธอ ซึ่งราคาของมันก็ไม่ใช่น้อยๆ

หลังจากคุยกันหลายประโยคนิราขอตัวไปดูเตชิดที่แสดงสีหน้าเหนื่อยหอบออกมา หญิงสาวจึงเขยิบเข้ามาใกล้ธีภพ

“นี่คุณหมอ คิดจะมาจีบพี่สาวเราอ๋อ” เธอแกล้งทำเสียงยียวนกวนๆ อย่างที่เธอชอบทำ

“แล้วคุณดาด้าคิดว่ายังไงละครับ” เขาถามเธอกลับ

“ถ้าคุณหยอกไก่ เราก็จะเชือดไก่ให้ลิงดู” เธอทำท่าปาดคอตัวเองให้เขาดูอย่างแม่ไก่หวงไข่

หมอหนุ่มเงียบก่อนที่เธอจะพูดต่อ

“แต่ถ้าคุณจริงจังก็ขอให้ชนะใจพี่สาวเรา แล้วมาช่วยเราด้วยน้ะ” อยู่ๆ เธอก็อวยพรและยกมือพนมขอร้องเขา

“ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” เขายิ้มขำๆ กับความน่ารักของเธอ

“ไหนๆก็มีคนหลงเข้ามาแล้ว เรากลัวพี่ร่าจะขึ้นคานมากกว่า”

คำตอบจากเธอเรียกเสียงหัวเราะจากเขา

“แล้วจะให้ผมช่วยอะไรคุณ” เขาถามเธอต่อ

“พี่สาวเราชอบไล่เราให้ไปอยู่ไกลๆ เราก็ไม่รู้เพราะอะไร” เธอตอบทำหน้าบู้บี้

เวลาที่นิราเล่าถึงน้องสาวของหล่อน จะยิ้มไปเล่าไปอย่างมีความสุขแสดงให้เห็นถึงความรักและคิดถึงที่มีต่อน้องสาวคนนี้มาก แต่ทำไมกลับไล่ให้ไปอยู่ไกลๆ เขาเองก็แอบสงสัย

“เพราะคุณชอบไปกวนพี่สาวคุณหรือเปล่า” เขาพูดติดตลกอย่างปลอบใจเธอ

“แล้วทำไมคุณถึงสนใจพี่สาวฉัน” เธอถามอย่างไม่อ้อมค้อม

“แล้วทำไมผมถึงสนใจไม่ได้”

“ก็พี่สาวฉันถึงแม้จะดูเรียบร้อยแต่ก็ใช่ว่าใครจะเข้าถึงได้สักหน่อย” เธอรู้จักพี่สาวของเธอดีว่าเป็นคนเข้ากับคนอื่นได้ยากถ้าอยู่ด้วยแล้วไม่สบายใจ

“นั่นแหละที่ผมสนใจ” เขาตอบ

“แปลก” เธอว่า

“ก็พี่สาวคุณถึงแม้จะดูไม่มีพิษมีภัยหัวอ่อน แต่ก็แอบซ่อนความคม รู้ทันทุกอย่างดูฉลาดจะตาย”

เขารู้สึกชื่นชมในตัวนิราที่ทำให้เวลาอยู่ด้วยแล้วน่าค้นหา บางมุมที่เผยออกมาได้อย่างน่ารัก

“เฉียบ คุณได้ไปต่อ” เธอผายมืออย่างสง่างามและดูจริงจัง

“ไปต่ออะไร” เขาถามแบบงงๆ

“ไปต่อเป็นว่าที่พี่เขยของเรา หลานของเราที่ออกมาต้องเป็นเด็กที่ฉลาดแน่ๆ”

เขาหัวเราะให้กับคำพูดทะเล้นเฮฮาของเธอ ทำให้เขารู้สึกสนิทใจกับเธอเร็วขึ้น พี่น้องคู่นี้แตกต่างกันมาก คนหนึ่งเก็บซ่อน อีกคนเปิดเผย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น