เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ม.ค. 62

ตอนที่ 12


ชฎาและนิลเนตรมาเดินดูหนังกันอยู่ที่ห้างใจกลางเมืองในวันหยุดสุดสัปดาห์ แสงอาทิตย์และลมอ่อนๆ ทำให้เป็นวันที่อากาศแจ่มใสอย่างมาก หลังออกมาจากร้านปิ้งย่างอาหารเกาหลีพวกเธอกำลังจะเดินช็อปปิ้งต่อสายตานิลเนตรก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในร้านกระเป๋าหรูที่โดนชายร่างอ้วนท้วมมีอายุโอบกอดอย่างสนิทชิดเชื้อ

“ด้า นั่นใช่น้องนิวที่ร้านป่ะ”

นิลเนตรชี้ไปที่เวนิตาที่อยู่ในร้านตรงข้ามที่มีกระจกใสกั้นระหว่างกลาง

“ใช่ค่ะคงมากับพ่อเขาละมั้ง”

เวนิตาเคยบอกชฎาว่าแด๊ดดี้ของหล่อนต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศบ่อย นี่คงเยี่ยมลูกสาวละมั้ง

“เห้ย! พ่อลูกอะไรจะโอบกอดจับล้วงแบบนั้น”

ชฎามองตามไปที่มือของชายร่างท้วมที่อยู่บนตัวของเวนิตา ทั้งจับบั้นท้ายบ้าง ทั้งลูบแขนของหญิงสาวไปมาบางอย่างเกินเลย

“อย่าไปยุ่งเรื่องของเขาดีกว่าพี่นิล”

เธอบอกอย่างไม่อยากมีปัญหาตามมา

“แต่พี่ว่าผู้ชายคนนั้นหน้าคุ้นๆ นะ” นิลเนตรยังคงสนใจต่อ

เธอยอมรับเหมือนกันว่าชายคนนั้นดูคุ้นในสายตาแต่เธอที่จะไม่ตอบอะไรออกไป

“พี่จำได้แล้ว เจ๊มี่ที่เปิดบ้านให้คนไทยเช่าอยู่ไง”

นิลเนตรพูดออกมาอย่างนึกออก เจ๊มี่คือคนที่ตอนแรกพวกเธอจะเช่าบ้านอยู่ด้วยกันจะได้ประหยัดมากขึ้น แต่บ้านที่แกเปิดให้เช่าอยู่ดันมีคนตกลงย้ายเข้าไปอยู่ในวันที่พวกเธอจะไปดูพอดี ทำให้เจ๊มี่ต้องขอโทษพวกเธอ

“อย่าบอกนะว่าสองวันก่อนสร้อยข้อมือฝังเพชรที่เจ๊แกโพสต์ในเพจว่าของหายจะเป็นอันเดียวกับที่ยัยน้องนิวใส่อยู่”

เพจนี้เป็นเพจคนไทยที่อาศัยอยู่เมืองนี้จะเข้ามาร่วมกลุ่มเพื่อรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เช่น ที่ไหนรับสมัครพนักงาน เรื่องย้ายบ้าน การแจ้งเตือนภัยหรือโรคร้ายต่างๆ ที่เธอเองก็กดเข้าร่วม

“เราอย่าไปยุ่งเลยดีกว่าพี่นิล”

เธอรีบจูงนิลเนตรไปดูของที่ร้านอื่นก่อนจะกลับบ้าน เธอไม่อยากให้เวนิตาเห็นว่าพวกเธอสองคนรู้ความสัมพันธ์ของพวกเขา ถึงแม้จะไม่ทราบแน่ชัด เธอไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่ง

วันนี้เธอมีมาทำงานในเวลาปกติ และเช่นเคยที่ตอนเย็นๆ ลูกค้าเริ่มเข้ามาหนาแน่นมากขึ้น เธอและคนอื่นๆ เดินกันขวักไขว่ไปมาอย่างไม่ได้หยุดพัก ลูกค้าคนใหม่เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะ เธอจึงเดินไปรับออร์เดอร์

“Would you like to order?”

เธอถามเป็นภาษาอังกฤษเมื่อหล่อนยกมือเรียกเธอเพื่อจะสั่งอาหาร

หญิงสาวที่นั่งอยู่ที่ดต๊ะค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดอันใหญ่ที่ปิดหน้าออก

“ฉันต้องการของของฉันคืนละ”

ลินลี่พูดออกมาพลางยกมือเท้าแขน

“คุณ!”

เธอตกใจที่พบหล่อนที่นี่อีกครั้ง

“เธอจะคืนให้ฉันไหม” หญิงสาวปากสีแดงสวยถามต่อ

“ของที่คุณว่าถ้าเป็นคุณภาริตฉันคงคืนเขาให้คุณไม่ได้หรอกค่ะ” เธอไม่โง่ที่ไม่รู้ว่าของที่หญิงสาวตรงหน้าพูดหมายถึงอะไร

“ฉลาดดีนิที่รู้ว่่าของที่ฉันต้องการคืออะไร” หล่อนเอ่ยเหน็บแนม

“ดิฉันมีสมองมากพอค่ะ” เธอยิ้มเอ่ยตอบกลับไป

“ทำไมเธอจะคืนเขาให้กับฉันไม่ได้ หรือกลัวว่าบ่อเงินบ่อทองของเธอจะหลุดหาย”

ลินลี่พูดตะโกนดังๆ ให้คนทั้งร้านได้ยิน

“เพราะถ้าคุณริตเขาอยากกลับไปหาคุณฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปรั้งเขาไว้ แต่ถ้าเขาอยากมาหาฉัน ฉันก็ยินดี” พูดจบก็ยกมุมปากแสยะยิ้ม

“กล้าพูด!” ลูกค้าสาวชี้หน้าด่า

ผู้จัดการร้านเห็นว่าท่าไม่ดีจึงเดินเข้ามาไกล่เกลี่ยขอโทษและจะเปลี่ยนพนักงานเสิร์ฟให้

“ไม่! ฉันต้องการยัยนี่อยู่บริการฉัน” ลิลี่พูดพร้อมเชิดหน้าขึ้น

“ได้ค่ะงั้นคุณผู้หญิงจะรับอะไรดีคะ”

ชฎาปั้นยิ้มเดินเข้ามาถามใหม่

“ฉันเอา ยำนอแรด กะหรี่ปูดอง หม้อไฟอีตัว”

หญิงสาวหันมาพูดกระแทกทุกคำใส่หน้าเธอ

“ประทานโทษด้วยนะคะคุณผู้หญิง ร้านเราไม่มีของต่ำๆ ที่คุณผู้หญิงชอบทานหรอกค่ะ” ชฎาตอกกลับ

“ชฎา!”

เสียงของผู้จัดการเรียกขึ้นปรามให้เธอหยุด

“แต่ถ้าเป็นยำวุ้นเส้น ปูผัดผงกะหรี่ ต้มยำหม้อไฟ คุณผู้หญิงสนใจไหมคะ” เธอพูดแก้สถานการณ์ต่อเพื่อไม่ให้ผู้จัดการร้านต้องลำบากใจ

“งั้นก็เอามาทั้งหมดนั่นแหละ”

หลังรออาหารไม่นานทุกอย่างเริ่มมาเสิร์ฟทีละลำดับเริ่มจาก ปูผัดผงกะหรี่ ยำวุ้นเส้น และหม้อไฟร้อนๆ ที่เธอกำลังยกมา ยังไม่ทันที่จะวาง ลินลี่ยกมือปัดหม้อไฟร้อนๆ ให้หกราดแขนของเธอ เธอจึงปล่อยหม้อไฟตกลงพื้นด้วยความแสบปะร้อน

“อุ๊ย! เธออยากทานก็ไม่บอกไม่ต้องแยกฉันกินแบบนี้ก็ได้ งั้นฉันแถมยำวุ้นเส้นให้ด้วยแล้วกัน”

ลินลี่ยกจานยำวุ้นเส้นขึ้นก่อนจะราดลงหัวชฎาที่กำลังก้มลงไปเก็บหม้อไฟที่พื้นแล้วหัวเราอย่างสะใจ

หญิงสาวไม่ยอมให้โดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวยกปูผัดผงกะหรี่ราดใส่ตัวของสาวที่ทำเธอก่อน

“ฉันกลัวคุณไม่อิ่มกินข้าวหน่อยแล้วกัน”

เธอพูดต่อยกจานใส่ข้าวคว่ำบนหัวของคู่กรณี ทำให้เกิดเสียงกรี๊สร้องที่แสบแก้วหู ลูกค้าในร้านตกใจเป็นอย่างมากรวมถึงผู้จัดการร้านและพนักงานคนอื่นๆ ที่ต้องมารีบจับแยก

“ฉันจะแจ้งตำรวจให้มาจับแก”

ลูกค้าปากแดงชี้หน้าด่าและเอาตำรวจมาขู่อย่างบ้าเลือดโมโหสุดขีด

“ก็เอาสิฉันอาจจะเสียค่าปรับ แต่คุณได้ไปนอนในคุกแน่ที่เริ่มก่อน” ชฎาพูดออกไปอย่างไม่ยอม

“เรื่องไม่จบแค่นี้แน่!”

ลินลี่เมื่อเห็นว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้แล้วโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเดินออกจากร้านไปโดยไม่จ่ายค่าอาหารแต่อย่างใด

เมื่อคู่กรณีไปแล้ว เธอถูกผู้จัดการร้านเรียกไปต่อว่าไม่ไว้หน้าที่หลังร้านอย่างรุนแรงที่ไปทำกับลูกค้าแบบนั้น สร้างความเสียหายให้กับร้านและลูกค้าคนอื่นๆ และไล่เธอออก

เมื่อเธอเดินออกมาหลังจากไล่ออกเรียบร้อย นิลเนตรเป็นคนเดียวที่เดินเข้ามาดูอาการและปลอบใจเธอ

ขณะที่พนักงานคนอื่นจับกลุ่มเริ่มเมาส์มอยเธออย่าสนอกสนใจและออกรสออกชาติ

“ผู้หญิงคนนั้นหรอค่ะ เขาเป็นแฟนของผู้ชายที่พี่ดาด้าไปคั่วด้วยนะคะ พอฝ่ายหญิงรู้เข้าก็มาเอาเรื่องถึงที่นี่”

นั่นคือเสียงของเวนิตาที่พูดขึ้นมากลางวง ทำให้สองสาวที่ยืนอยู่หลังกำแพงฟังอย่างนิ่งๆ

“เห้ยจริงดิ” ทุกคนประสานเสียงกัน

“พวกพี่จำวันที่เซอร์ไพรท์เค้กได้ไหมคะ ที่ผู้ชายคนนั้นลากพี่ดาด้าออกไป เพราะพี่ดาด้าไปทำให้เขาหลงหัวปักหัวปำ” เวนิตาเล่าต่อ

“ทำไมดาต้องทำอย่านั้น”

“เพราะพี่ดาด้าหลอกผู้ชายเพื่อปอกลอกเอาตังค์ค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อว่าน้องดาจะเป็นคนแบบนี้” ทุกคนเริ่มเชื่อคำของสาวที่เล่าเรื่องมองเธอในเชิงลบ

“จริงๆ นะคะนิวยังเคยเห็นพี่ดาด้าไปอ่อยแฟนของพี่นิลเลยค่ะ จนพี่นิลกับแฟนเขาเลิกกันก็เพราะพี่ดาด้าเนี้ยแหละค่ะ” หญิงสาวเล่าเรื่องที่เธอเห็นที่บาร์ออกไป

เสียงด่าทอเริ่มพูดขึ้น บ้างก็บอกว่าต้องเก็บผู้ชายของตัวเองไว้ไกลๆ จากเธอ บ้างก็ด่าว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าไม่อาย เกิดคำวิภาควิจารเธอในทางลบ

“นิวคิดว่าพี่ดาด้าต้องเป็นเด็กเสี่ยแน่นอนเลยค่ะ”

“เอาอะไรมาพูด” เพื่อนที่เริ่มตกใจกับสิ่งที่ฟัง

“นิวเคยไปห้องพี่ดาด้ามีแต่ของแบรนด์หรูเสื้อผ้าราคาแพงเต็มห้องไปหมดเลยค่ะ”

“หยุดพูดได้แล้วเวนิตา!”

นิลเนตรทนไม่ไหวเดินเข้ามาในวงที่กำลังออกรสออกชาติ ทำให้ทุกคนเห็นชฎาที่เดินตามเข้ามา เริ่มสงบปากสงบคำลง

“เอ่อ...พี่นิลโกรธอะไรนิวหรือเปล่าคะ”

เวนิตาทำหน้าใสซื่อทันทีทำเหมือนเรื่องเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นี่แกล้งโง่อยู่หรือเปล่า เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไร เธอให้ร้ายดาด้าทำไม”

“นิวเปล่านะคะ นิวแค่พูดไปตามที่เห็น”

หญิงสาวพยายามยืนยันความบริสุทธิ์แล้วหันไปหาคนที่เหลืออย่างน่าสงสาร

นิลเนตรทำท่าจะสวนกลับแต่ชฎาเดินมาดึงแขนห้ามไว้

“นาฬิกาที่น้องนิวยืมไปพี่ก็บอกแล้วว่าอาของพี่ซื้อให้ใช้ไหมคะ” เธอเปิดประเด็นที่ทำให้คนฟังทุกคนงงๆ

“ค่ะ”

ก่อนที่เวนิตาจะพูดอะไรขึ้นมา เธอชิงพูดต่อ

“แล้วเสื้อขนเฟอร์ที่น้องนิวยืมไปพี่ก็บอกว่าพี่สาวของพี่ซื้อให้ใช้ไหมคะ”

“ค่ะ”

“แล้วน้องนิวจะคืนเมื่อไหร่ดีเอ่ย พี่รอมานานแล้วนะคะ” เธอยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงกดดัน

“เอ่อ...นิวลืมนะคะ”

เธอไม่ได้ลืมเห็นว่าชฎาไม่มีท่าทีจะทวงคืน เธอเลยทำเนียนแล้วเอาไปอวดอ้างกับคนอื่นว่าเป็นของเธอ

“เวลายืมของไม่มีคนสอนหรอคะว่าต้องให้รีบคืนเจ้าของ”

สร้างความอับอายให้เวนิตาเป็นอย่างมากที่ถูกตำหนิต่อหน้าคนส่วนมาก

“นิวจะรีบคืนให้ค่ะ” เธอพูดอย่างสะบัดเสียงใส่

“ดีค่ะ อ้อและผู้ชายที่น้องยืมคนอื่นเขามาอย่าลืมเอาไปคืนด้วยนะคะ” เธอกัดไม่ปล่อย

“พี่ดาด้าพูดอะไรอ่ะค่ะ นิวไม่เห็นรู้เรื่อง” เธอตวาดเสียงดังกลับไปอย่างลนลานกับสิ่งที่ได้ยิน

“โถๆ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องพูดเสียงดังเลย น้องนิวโกรธแค้นอะไรพี่หรือเป่ลาคะ” เธอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

“เปล่านิค่ะ ทำไมนิวจะต้องไปโกรธพี่ดาด้าด้วยละคะ” หญิงสาวกัดฟันตอบทั้งที่ในใจกำลังเดือดปุๆ

“พี่ก็นึกว่าน้องนิวโกรธที่อาทิตย์ก่อนพี่ไปเห็นว่าน้องไปช็อปปิ้งกับสามีคนอื่นที่แก่คราวพ่อซะอีก”

เวนิตาอึ้งพูดไม่ออก เธอไม่คิดว่าชฎาจะเห็นเธอไปช็อปปิ้ง

“อ้อ เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนพี่เห็นเจ๊มี่เจ้าของอพาร์ทเม้นต์ให้เช่าทำสร้อยข้อมือฝังเพชรหาย พี่เลยมือลั่นว่าเจอหัวขโมยแล้วทำยังไงดีละ”

พร้อมชูโทรศัพท์สั่นไปมา แล้วเดินจากไปโดยไม่หันไปดูคนที่แอบกรี๊ดอยู่ในใจ เสียงซุบซิบของพนักงานที่เหลือเริ่มเปลี่ยนหัวข้อใหม่แล้วเริ่มดังกระหึ่ม

ฝั่งลินลี่ที่อาหารเปอะเปื้อนเลอะเทอะตัวเธอรับวิ่งไปหาภาริตที่บ้านเนื่องจากเธอสืบจนรู้ว่าวันนี้เขาไม่ได้เข้าร้าน แล้วร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายอยู่หน้าบ้านจนบ้านข้างๆ ออกมาตะโกนว่า เขาจึงต้องเปิดประตูให้เธอเขามา ชายหนุ่มเปิดประตูให้และไล่เธอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยมาคุยกันเพราะสภาพเธอเลอะจนดูไม่ได้เลย

เมื่อเธออาบน้ำเสร็จได้สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่ชายหนุ่มเตรียมให้ เดินลงมาข้างล่างเพื่อจะคุยกับเขา

“คุณมาทำไม”

ภาริตเปิดประเด็นถามโดยไม่อ้อมค้อม

“ลินลี่คิดถึงคุณค่ะ”

คำพูดของเธอทำให้เขาเจ็บมากจนต้องหันหน้าหนีเพื่อเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน

“กลับไปซะ”

“ลี่ลี่รู้ว่าคุณก็คิดถึงลินลี่เหมือนกัน” เธอเดินเข้ามากอดเขาจากทางด้านหลัง

เขาเงียบไม่พูดอะไร

ภาพที่เขายืนหันหลังโดนผู้หญิงคนหนึ่งในเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่สีฟ้าสวมกอดอยู่นั้นได้ทำให้คนที่อยู่หน้าบ้านกำลังยืนมองอย่างหมดแรง อยู่ๆ อกข้างซ้ายของชฎาก็รู้สึกจุกขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้เธอกำลังจะเดินกลับเพื่อหนีจากภาพตรงหน้า

เจ้าแมวอ้วนมานั่งอยู่ข้างเธอพร้อมส่งเสียงร้องเรียก แต่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์ที่จะทำอะไรทั้งสิ้นจึงลูบคอของมันสองสามทีแล้วเดินกลับที่พัก

“ริตรู้ไหมวันนี้ลินลี่ต้องเจออะไรมาบ้าง”

เขายังคงเงียบอย่างเช่นเคย

“ผู้หญิงคนนั้นเอาปูผัดผงกะหรี่ร้อนๆ ราดใส่ลินลี่” เธอพูดอย่างบีบน้ำตาให้หยดลงมา

“ใคร!? ดาด้าหรอ” เขาถามอย่างเริ่มกระวนกระวาย

“เรียกสะสนิทจังเลยนะคะ”

“คุณไปหาเธอทำไม” เขาเดินเข้ามาบีบที่แขนของหญิงสาวตรงหน้า

“ทำไมคะกลัวลินลี่ทำอะไรมันเหรอคะ” เธอแสยะยิ้มตอบ

“บอกมาว่าคุณทำอะไรเธอ” เขาเริ่มพูดเสียงดัง

“พนักงานคนนั้นเดินสะดุดล้มทำหม้อไฟหกราดมือตัวเอง ลินลี่ตกใจรีบลุกทำให้จานยำวุ้นเส้นหกไปโดนเขา เขาโมโหคิดว่าโดนแกล้งเขา ยกจานปูผัดผงกะหรี่ราดใส่แค่นั้นยังไม่พอเขาก็เอาจานข้าวโปะมาที่ลินลี่อีก”

เธอบิดเบือนความจริงโดยเล่าให้ตัวเองดูหน้าสงสาร

“ริตคะเรื่องที่งานปาร์ตี้เมื่อสองปีที่แล้ว ลินลี่...”

เธอยังเล่าไม่ทันจบ ชายหนุ่มคว้าเสื้อแจ็คเก้ทและกุณแจรถเดินไปที่ประตูบ้านเตรียมขี่ออกไป

“ริตก็ยังคงเป็นแบบนี้ตลอด ทำไมริตถึงไม่คิดที่จะฟังลินลี่บ้าง”

“แล้วคุณอยาพูดอะไรให้ผมฟังละ” เขาหันมาถามกลับแบบเบื่อเต็มทน

“วันนั้นลินลี่โดนวางยา ลินลี่คิดว่าคนๆ นั้นที่ลินลี่มีอะไรด้วยก็คือคุณ” เธอโผลงออกมา

“อะไรนะ” เขาหยุดชะงักตกตะลึง

“ใช่ค่ะลินลี่โดนวางยา” เธอย้ำอีกครั้ง

“แล้ว แล้วทำไม...” น้ำเสียงของเขาตะกุกตะกัก

“ก็ริตไม่คิดจะฟังลินลี่เลยนิคะ ลินลี่พยายามที่จะอธิบายให้ริตฟังแต่ริตก็เอาแต่หลบหน้า จนลินลี่ต้องกลับไปทำใจที่เมืองไทย”

“ผม ผมขอโทษ”

เขารู้สึกเสียใจหลังจากที่ฟังจบ ถ้าวันนั้นเขามีเหตุผลฟังเธอเรื่องอาจจะไม่เป็นเช่นนี้ก็ได้

“ไม่เป็นไรค่ะ เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหมคะ”

เธอจับที่มือของเขาทั้งสอบข้าง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มรู้สึกผิด จึงแสดงเจตนาความต้แงกาของตัวเองออกมา

“ผมว่าเรากลับมาเป็นแค่เพื่อนกันก็พอเถอะ” เขาบอกพลางแกะมือเธออก

“ทำไมคะ อย่าบอกว่าริตรักผู้หญิงคนนั้น” พูดอย่างเกี้ยวโกรธ

เขาเงียบไม่ตอบอะไร

“ไม่เป็นไรค่ะริต เรากลับมาเป็นเพื่อนกันก็ได้ค่ะ ขอบคุณที่ริตยังให้โอกาสลินลี่นะคะ” เธอบอกอย่างระงับอารมณ์เต็มที่

เป็นเพื่อนกันไปก่อนแล้วค่อยกลับไปเป็นสถานะเดิม เธอไม่เชื่อว่าเธอจะทำให้เขาหลงรักเธออีกรอบไม่ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น