เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

ตอนที่ 11


     ภาริตขี่มอเตอร์ไซค์มาเรื่อยๆ โดยไม่พูดคุยอะไรสักคำ ส่วนชฎาที่นั่งซ้อนท้ายก็ได้แต่เงียบ ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ความเร็วชะลอลงก่อนที่จะจอดที่สนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ข้างทาง ชายหนุ่มขี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว ซึ่งหญิงสาวที่มาด้วยเข้าใจเป็นอย่างดี ทั้งคู่เดินเข้ามาในสนามเด็กเล่น

สนามเด็กเล่นแห่งนี้มีขนาดกว้างมากแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนหนึ่งเป็นที่นั่งมีโต๊ะเก้าอี้ที่เอาไว้ปิคนิค อีกส่วนเป็นเครื่องเล่นต่างๆ ทั้งที่จำลองปีนขึ้นเขาสไลด์เดอร์ลงมา หรือเชือกตาข่ายปีนขึ้นไปบ้านข้างบน หรือเครื่องที่ขึ้นไปนั่งแล้วห้อยโหนไปอีกฝั่ง เวลานี้ทำให้ไม่มีผู้คนมากนัก ส่วนมากเป็นเด็กที่พ่อแม่กำลังพากลับกัน

ภาริตเดินมานั่งที่วงเวียนที่ปลูกต้นหญ้าไว้ข้างในตรงกลางอย่างเงียบๆ ชฎาเดินตามนั่งลงอยู่ข้างโดยไม่เอ่ยปากถามอะไร เกือบครึ่งชั่วโมงชายหนุ่มยังคงจมปลักกับความคิดเช่นเดิมในสีหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกอะไร ชฎานั่งทนต่อไปไม่ไหวจึงเดินออกไป เขาไม่คิดจะพูดรั้งเธอแต่อย่างใด

เกือบสิบนาทีผ่านไปเธอเดินกลับมาพร้อมหิ้วถุงกระดาษส่วนมืออีกข้างถือซูชิโรวมาสามอัน เธอยื่นให้เขาสองอันและเปิดถุงกระดาษหยิบแก้วกระดาษสีขาวที่มีนมสีน้ำตาลอยู่ข้างใน

“อะคุณกินรองท้องเพิ่มพลังก่อนแล้วค่อยไปนั่งนิ่งต่อ”

“ผมไม่หิว” เขาปฏิเสธแต่รับมาถือไว้

“ไม่หิวก็ต้องกิน ตอนอยู่ที่ร้านฉันเห็นคุณยังไม่ได้ทานอะไรเลย แล้วนี่ช็อกโกแลตร้อน ทำให้หายเครียดเชื่อฉันสิ”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“ฉันกินบ่อยและอร่อยมาก อ่าส์”

เธอยกซดแล้วทำเสียงออกมาให้ดูว่าอร่อยจริงๆ เขายิ้มให้กับท่าทางของเธอ

ทั้งสองนั่งกินอาหารที่เธอเดินไปซื้อมาให้ต่อไปเงียบๆ จนหมดก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยถาม

“คุณไม่สงสัยหรอ”

“สงสัยสิ” เธอตอบอย่างตรงๆ

“แล้วทำไมคุณไม่ถาม”

“ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเล่าให้ฉันฟัง แต่เมื่อไหร่ที่คุณอยากเล่าคุณก็เล่าเอง ฉันรอรับฟังคุณเสมอ”

เธอคิดว่าทุกคนต้องการพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน ไม่มีใครชอบให้คนอื่นเข้ามาล่วงล้ำหรอก

เขารู้สึกดีและอุ่นใจมากที่คนคอยอยู่เคียงข้างเขาในเวลานี้ ไม่ปล่อยให้เขารู้สึกเดียวดายและอ้างว้างอย่างที่เคยเป็นมา เขาเงียบไปแป๊บหนึ่ง

“ผู้หญิงคนเมื่อกี้ที่ถือเค้กเข้ามาชื่อลินลี่เป็นแฟนเก่าผม”

เธอนิ่งฟังเขาเล่าโดยไม่เอ่ยถามหรือขัดเขาแต่อย่างใด ปล่อยให้เขาได้พูดได้ระบายออกมา

“เธอเคยเป็นคนที่ผมรักมาก ผมย้ายมาเรียนต่อที่นี่ก็เพื่อเขา เราคบมากันได้หกปีแล้ว ผมวางแพลนจะขอเธอแต่งงานในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้า ผมถึงขนาดซื้อบ้านให้เธอไว้เป็นเรือนหอของเรา คืนหนึ่งในวันปาร์ตี้ผมบอกเธอว่าผมจะไม่ไปซึ่งผมกะจะไปเซอร์ไพร์ทขอแต่งงานโดยไม่ให้เธอรู้ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนบ้านที่จัดปาร์ตี้ ผมเห็นเธอกำลังมีอะไรกับเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ผมโคตรช็อกทำอะไรไม่ถูกเธอตามออกมาขอโทษแต่ตอนนั้นผมหูอื้อตาลายไปหมดเลือกที่จะไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแล้วเดินจากเธอมาโดยไม่พบกับทั้งเธอและเพื่อนผมอีกเลย”

เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดมากขนาดตัวเธอเองฟังแล้วยังรู้สึกตลึงกับสิ่งที่ได้ยิน แล้วเขาเป็นคนเห็นเหตุการณ์ เขาคงจะเสียใจมากๆ ที่โดนคนที่รักถึงสองคนหักหลังในเวลาเดียวกัน เธอคิดในใจแล้วอดรู้สึกสงสารเขาที่พบเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้

“เพราะอย่างนี้ใช่ไหมคุณถึงสร้างกำแพงกันผู้อื่นออกจากตัวคุณ เพราะคุณกลัวโดนคนที่รักทำร้ายคุณอีก”

เธอถามเขาเพราะเธอเองก็เคยสงสัยเหมือนกัน

“แล้วทำไมคุณถึงไม่ออกห่างจากผมเหมือนคนอื่น”

ทุกคนที่เข้าหาเขาแล้วถูกเขาทำเมินหรือนิ่งใส่ก็ตีตัวออกห่างเขาแทบทุกคน

“เพราะฉันรู้ว่าคุณไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนอื่นมอง คุณคอยช่วยเหลือฉันทุกครั้ง แม้บางครั้งคุณจะไม่ได้เอ่ยปากบอกแต่การกระทำของคุณชัดเจนเสมอ คุณแค่สร้างตัวตนให้คนอื่นมองว่าคุณเย็นชาดูหยาบคาย แต่ความจริงถ้าคนที่คุณใกล้ชิดด้วยคุณจะใส่ใจเขาอยู่เสมอ”

เขาอึ้งที่เธอล่วงรู้ความคิดของเขา เธอเข้าใจในสิ่งที่เขากระทำโดยที่ไม่รังเกียจหรือตั้งแง่ออกห่างกับเขา

เขาไม่เคยบอกใครกับสิ่งที่เกิขึ้นแม้กระทั่งวรภัทร แต่ด้วยความรักเพื่อนชายหนุ่มจึงไปเค้นถามเหตุการณ์จากลินลี่และเพื่อนสนิทของเขาจึงได้ความ วรภัทรยำเพื่อนคนนั้นเละและไล่ตะเพิดหญิงสาวไม่ให้เข้าใกล้เขา และคอยดูแลเขาอยู่อย่างห่างๆ

หญิงสาวลุกขึ้นยืนหันหน้าแล้วเข้ามาใกล้เขา

“คุณเคยถามฉันว่าแบบไหนถึงเรียกว่าจูบ”

จากนั้นเธอโน้มตัวลงมาประกบริมฝีปากลงไปอย่าช้าๆ เข้ากับปากเขา ความนุ่มของปากเธอและรสชาติความหวานจากช็อกโกแลตร้อนทำให้ภาริตจูบตอบรับ ลิ้นที่อบอุ่นนุ่มละมุนของทั้งคู่เกี่ยวพันกันไปมาอย่างหยอกเย้า เธอขบริมฝีปากล่างของเขาให้เจ่อเล็กน้อยอย่างคนขี่เล่น แล้วถอนริมฝีปากออกอย่างเขินๆ

“แบบนี้แหละที่เรียกว่าจูบของฉัน”

เธอรีบเดินหนีไปที่เครื่องเล่นเพื่อเก็บอาการ หัวใจเต้นเร็วรัวแทบจะทะลุออกมาจากอก

แต่เธอไม่รู้หรอกว่าทำให้ใครบางคนที่กำลังอ่อนล้าติดใจในรสจูบของเธอ

เขายิ้มและหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีจนลืมความเศร้าที่มีมาแทบจะทั้งหมดแล้วเดินตามเธอมาที่เครื่องเล่น

เธอขึ้นไปนั่งบนเหล็กที่มีสายโซ่เชื่อมห้อยลงมาจากลายเคเบิ้ลข้างบนที่อยู่ไม่สูงมาก ตั้งท่าแกว่งตัวเองลงมายกขาขึ้นสองข้าง สายเคเบิลลากพาหญิงสาวห้อยโหนในอากาศไปส่งอีกฝั่งหนึ่ง เธอหัวเรากรี๊สก๊าดอย่างสนุกสนานสร้างรอยยิ้มให้เขาไปด้วย

เวลาอยู่กับเธอแล้วสบายใจอย่างประหลาด เธอมักจะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับเขาได้แทบจะตลอดเวลา เมื่อเขามีเรื่องเครียดไม่สบายใจให้คิดกังวล เธอสามารถยกเรื่องพวกนี้ของเขาโยนทิ้งไป เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเสพติดกับการอยู่กับเธอไปแล้ว

หลังจากเธอเล่นเสร็จไปหนึ่งรอบ เธอเดินมาลากเขาขึ้นไปเล่นบ้าง ให้เขานั่งแล้วเธอดันตัวเขาห้อยโหน เขาขำแต่ก็สนุกและเธอไม่พลาดอัดคลิปวิดีโอหน้าของเขาไว้ แล้วเอามาฉายให้เขาดูด้วย เขาหัวเราะหน้าตัวเอง

“ขอบคุณนะที่วันนี้รับฟังและอยู่เป็นเพื่อนผม” เขาบอกหลังลงมาจากที่ห้อยโหนนั่น

เธอเดินเข้ามาใช้สองมือสอดเข้าไปที่เอวกอดเขาไว้ เขาอึ้งเล็กน้อย

“ถ้าคุณพลังงานหมด ฉันจะเป็นแบตสำรองให้คุณเอง”

เมื่อเธอพูดจบเขาก็ยกมือขึ้นกอดเธอตอบเธอ เขารู้สึกขอบคุณที่ส่งเธอเข้ามาในชีวิตของเขา แบกความทุกข์ของเขาออก คอยอยู่เคียงข้างเขาไม่ให้เขารู้สึกอ้างว้างอีกต่อไป


ประเทศไทย

เตชิดต้องมารับการกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอาทิตย์ละสามครั้งเพื่อเช็คอาการด้วย นิราจะอาสามากับอาหนุ่มผู้นี้เสมอไม่ขาดตกบกพร่อง คอยช่วยและให้กำลังใจอยู่ข้างตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ในวันนี้สองอาหลานขอตามมาด้วย

“สวัสดีค่ะคุณหมอ อาเตเป็นอย่างไรบ้างคะ”

หญิงสามเอ่ยถามหมอหนุ่มในชุดกาวน์เดินเข้ามายืนข้างเธอๆ

ธิภพคือหมอที่ดูแลอาการของเตชิดมาหลายอาทิตย์ทำให้ทั้งสองเริ่มคุ้นเคยกันเนื่องจากเจอกันบ่อยๆ

“สวัสดีครับ ถึงแม้ตอนนี้ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยพยุงและเดินไกลไม่ได้มาก ทุกอย่างถือว่าอาการดีขึ้นมากเลยนะครับ” เขารายงานอาการเตชิดให้เธอฟัง

ฟังจบเธอก็ยิ้มขึ้นมาอย่างดีใจมากและมีความหวังต่อไป

“คุณหมอเก่งจังเลยนะคะทำให้อาเตของรสอาการดีขึ้นมากขนาดนี้”

เสียงของรสรินดังขึ้นที่เดินมาพร้อมอชิรา

ด้วยความที่ธิภพหล่อขาวตี๋สเป็คผู้หญิงหลายๆ คน มีดีกรีเป็นถึงแพทย์หนุ่มอนาคตไกลและลูกชายหุ้นส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ทำให้รสรินอยากจะลองชิมคุณหมอชุดกาวน์ดูบ้าง แต่ทั้งโปรยเสน่ห์ทั้งเข้าหาไม่มีทีท่าว่าคุณหมอรูปหล่อคนนี้จะสนใจเธอเลย

“ไม่หรอกครับเพราะคนไข้ขยันกายภาพเอง ผมแค่มาเช็คอาการและจดบันทึกอย่างเดียวครับ”

พูดจบหน้าของรสรินยิ้มเจื่อนไปต่อไม่ถูก นิราก้มหน้ามองต่ำแอบยิ้มเยาะขึ้นมา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ประสานสายตาของธิภพที่กำลังมองมาทางเธอ เธอจึงทำเมินไม่รู้ไม่ชี้

การกระทำของสาวตรงหน้าอยู่ในสายตาของธิภพตั้งแต่วันแรกที่เตชิดมาเป็นคนไข้ของเขา ทุกคนจะมองว่าเธอเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวานไม่มีพิษมีภัยและสู้คนไม่เป็น แต่เปล่าเลยผู้หญิงคนนี้ในความคิดของเขาเป็นคนที่คมในฝัก แอบซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ไม่ให้คนเห็น ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ฉลาดและน่าสนใจมากสำหรับเขา

แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามเก็บซ่อนการกระทำและความรู้สึกของเธอซักเพียงใด แต่มันก็หลุดรอดให้เขาเห็นอยู่หลายครั้ง

มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่เตชิดมาทำกายภาพบำบัดอชิราและรสรินเข้ามาประจบประแจงดันเธอออกไปด้านข้าง เธอแอบกลอกตามองบน เมื่อสองสาวใช้ให้เธอไปของ เธอแกล้งถือแก้วน้ำส้มราดใส่แล้วรีบขอโทษขอโพยโดยไม่มีใครจับได้ แต่เขาที่ยืนไกลๆ เห็นทุกสถานการณ์ ทำให้เขารู้ว่าเธอไม่ชอบสองสาวน้าหลานคู่นี้มาก

“ช่วงนี้งานเยอะหรอครับ” เขาถามเธอขึ้น

“ใช่ค่ะคุณหมอรู้ได้ยังไงคะ” เธอถามกลับอย่างสงสัย

ช่วงนี้เธอต้องทำงานดึกดื่นหลายคืนติด และต้องตื่นไปทำงานตอนเช้าแม้เสาร์อาทิตย์ก็ต้องเข้าออฟฟิศเพื่อเคลียงานที่เหลือ

“หน้าคุณดูเพลียๆ”

สีหน้าที่เหนื่อยภายใต้การแต่งหน้าบางๆ แต่ไม่ทำให้ความน่ารักหายไป

“ต้องขึ้นมาทำหน้าที่แทนอาเตไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ยิ่งเวลาประชุมแล้วหาข้อตกลงไม่ได้ทำให้ยืดเยื้อการประชุมไปหลายชั่วโมง แล้วโดนพนักงานบีบให้เลือกของแต่ละคน ร่ายิ่งเครียดเลยค่ะ”

ตำแหน่งใหม่เธอไม่คุ้นชินเอาสะเลย เธอรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจได้ช้าเพราะต้องคิดอย่างรอบคอบหลายครั้ง

“แล้วทำไมคุณราร่าถึงทำให้การประชุมยืดเยื้อละครับ”

“ร่าไม่กล้าเลือกผลงานของใครคนใดคนหนึ่งนะคะ ร่ากลัวอีกคนจะเสียความรู้สึกแบบว่าผลงานของเขาไม่ดีหรอ ร่ากลัวสิ่งที่ร่าเลือกมันไม่ดีด้วยน่ะคะ”

การเล่าของเธอทำให้ชายหนุ่มชื่นชอบเธอมากขึ้น เพราะเธอแคร์ความรู้สึกคนรอบข้างและพนักงานของเธอทุกจน จึงไม่อยากให้คนพวกนั้นรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของเธอ ถึงแม้คนอื่นอาจจะมองว่านิราเป็นคนงุ่มง่ามชักช้า

“คุณร่าก็ลองเอาข้อดีของทั้งสองฝ่ายมารวมกันสิครับแล้วเสนอออกไปไม่แน่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้นะครับ”

เขาเสนอทางแก้ปัญหาให้เธอโดยไม่บอกว่าเธอต้องทำเพื่อให้เธอได้เลือกเองว่าจะทำหรือไม่ สร้างความประทับใจให้แก่เธอ

“จริงด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะคุณหมอที่ต้องให้คำปรึกษาร่าอีกแล้ว”

ไม่ใช่ครั้งแรกที่นิรามาพูดคุยกับเขา เวลามีปัญหาใดๆ เขาจะคอยช่วยหาทางเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้เธอทุกครั้ง ทำให้เธอรู้สึกว่าธิภพเป็นคนที่พึ่งพาได้

“ไม่เป็นไรครับแต่ผมขอคิดค่าปรึกษาเป็นคุณร่าเลี้ยงข้าวหมอจนๆ อย่างผลแล้วกันครับ”

“ได้สิคะเพื่อการให้คำปรึกษาฟรีในครั้งหน้า”

เธอรู้ดีว่าเขาฐานะดีขนาดไหนเพราะครั้งหนึ่งเคยจัดงานอีเว้นท์การรับตำแหน่งผู้บริหารใหม่ให้ที่นี่ ทำให้เธอรู้ว่าเขาเป็นถึงลูกชายผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงพยาบาลนี้

ฝั่งน้าสาวกับหลานสาวกำลังยืนมองดูทั้งคู่อยู่อย่างหมั่นไส้ รสรินเบ้ปากมองไปทางอื่น

“ฉันว่านังราร่ามันไม่ใสอย่างที่เราคิดนะน้า” รสรินพูดอย่างอิจฉา

“มันอาจจะเรียบร้อยซื่อบื้อเป็นที่ชื่นชอบให้ผู้ชายหลอกก็ได้ แกจะไปสนอะไรแกสวยกว่ามันตั้งเยอะ” อชิราพูดเข้าข้างหลานสาว


“จริงด้วยจ้ะน้าหน้าจืดชื่นขนาดนั้นเดี๋ยวผู้ชายก็เบื่อมาหาฉัน” เธอชอบใจที่น้าสาวชม

“แกก็ลองมาหาคุณหมอเขาบ่อยๆ ทำตัวเรียบร้อยแบบมันดูบ้างเผื่อคุณหมอนั่นจะสนใจแก”

“เออน้าแล้วไอที่น้าจ้างให้คู่นอนของน้าทำแบบนี้แค่จะเข้าไปอยู่บ้านนั้นอะนะ”

หลังจากที่เธอรู้ความจริงว่าน้าสาวจ้างวานคู่นอนให้ไปดักตีเตชิดให้ล้มป่วยแต่ใครจะคิดว่ามันทำงานดีเกินคาดทำให้ชายหนุ่มเดี้ยงอยู่แบบนี้ เธอไม่คิดว่าน้าสาวจะทำเพื่อเข้าไปอยู่ในบ้านแค่นี้แต่จะต้องมีอะไรที่สนองความต้องการของน้าสาวมากกว่านี้

“เข้าไปอยู่บ้านหลังใหญ่นั่นแค่ผลพลอยได้ แต่ที่ฉันต้องการจริงๆ คือล่อนางชฎาออกมาต่างหาก”

แค่เข้าไปอยู่ในบ้านได้แค่เหตุผลเล็กๆ แต่หล่อนต้องการให้ชฎากลับมาเพื่อเธอจะได้ดำเนินแผนอื่นต่อไป ถ้าแผนนี้สำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างจะตกมาเป็นของหล่อน

“เอ้า! แล้วทำแบบนี้จะล่อมันออกมายังไงอ่ะน้า คุณเตเขาก็บอกให้เก็บเป็นความลับ”

หลังจากที่เตชิดสั่งห้ามนิราครั้งนั้นความหวังของอชิราก็เหมือนถูกตัดไป

“ก็เพราะคุณเตกลัวว่าอีนังนั่นมันจะรู้แล้วรีบกลับมาไง”


หล่อนรู้ดีว่าถ้าเรื่องถึงหูชฎาจะต้องรีบกลับมาอย่างแน่นอนเพรามันรักและเทิดทูนเตชิดเหมือนพ่อคนหนึ่ง

“แล้วน้าจะทำยังไงต่อไปละ” รสรินถามออกไป

“ถ้าส่งข่าวทางตรงไม่ได้ ก็ต้องส่งทางอ้อมให้ข่าวไปเข้าหูมันเองไง”

“ยังไงละน้า”

“เดี๋ยวแกก็รู้”

อชิราแกล้งชวนนิราลงไปซื้อของที่ร้านกาแฟข้างล่าง แล้วให้รสรินไปค้นโทรศัพท์ส่งไลน์ปั้นหยาเข้าโทรศัพท์ของเธอก่อนที่เธอจะกดส่งคลิปวิดีโอไปให้ปั้นหยา

หล่อนเชื่อว่าปั้นหยาเป็นคนเดียวที่จะเป็นช่องทางส่งสารของเธอไปให้ชฎาได้หลังจากนั้นก็ลบแชทในโทรศัพท์ของนิราแล้วเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยเหมือนเดิม



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น