[END] กาลครั้งหนึ่ง...นานไม่ถึงไหน {Omegaverse}

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,510,019 Views

  • 15,453 Comments

  • 30,627 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    11,026

    Overall
    1,510,019

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 16 เพื่อนเก่า...แน่หรือ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4561 ครั้ง
    13 มี.ค. 62


ตอนที่ 16

เพื่อนเก่า...แน่หรือ?



‘แง...ฮึก...แง...’

เสียงสะอื้นไห้ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทเป็นระยะ ส่งผลให้ร่างที่นอนซุกกายอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของใครบางคนเริ่มขมวดคิ้ว กระทั่งนึกขึ้นได้ว่านั่นคือเสียงร้องไห้ของลูก คนเป็นมารดาของเด็กชายจึงพลันลืมตาตื่น และทำท่าจะลุกออกจากที่นอนในทันที

ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอย่างที่ใจคิด ฝ่ามือของคู่ชีวิตที่นอนอยู่ด้วยกันก็เอื้อมมากดไหล่เขาให้ล้มตัวลงนอนต่อ

“คุณนอนต่อเถอะ เดี๋ยวผมไปให้ดูเอง” อามันต์บอกกับนิธานเช่นนั้น ชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของลูกชายเช่นกัน

นิธานมองคนตัวโตที่ขยับลุกจากเตียงอย่างไม่แน่ใจ ใจหนึ่งก็อยากไปดูลูกด้วย แต่อีกใจก็นึกปวดเมื่อยร่างกายอยู่ไม่น้อย สุดท้ายเขาจึงพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี “อืม”

อามันต์เห็นร่างที่นอนอยู่บนเตียงไม่ขัดอะไรก็โน้มตัวลงมาจุมพิตหน้าผากมนครั้งหนึ่ง พอให้ได้ยินเสียงฮึดฮัดขัดใจ ก่อนเขาจะหัวเราะเสียงต่ำๆ ออกมาแล้วค่อยเดินเข้าไปในห้องลูก ปล่อยให้คนที่ถูกตนเคี่ยวกรำมาทั้งคืนส่งเสียงก่นด่าตามหลังมาอย่างเบิกบานใจ

“ฮึ่ย! ได้ทีเอาใหญ่เลยนะไอ้หัวงูนี่!”

คนถูกจุ๊บหน้าผากว่าพลางอ้าปากกัดผ้าห่มแล้วส่งเสียง ‘แง่ง’ ออกมา คล้ายจะกัดมันแทนใครสักคนให้จมเขี้ยว กระทั่งระบายอารมณ์เป็นที่พอใจถึงได้คายผ้าห่มออกจากปาก แล้วจึงชะโงกหน้าไปดูเวลาที่นาฬิกาบนตู้หัวเตียง

ตีสองสิบเจ็ดนาที

เห็นเวลาแล้วร่างสูงโปร่งก็ได้แต่อ้าปากหาวหวอดใหญ่ เพราะเพิ่งนอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ดวงตากลมปรือปรอยอย่างง่วงงุน หากแต่มือก็เอื้อมหยิบแท็บเล็ตเครื่องใหญ่ที่เปิดแอพกล้องวงจรปิดค้างไว้ขึ้นมาดูความเป็นไปภายในห้องที่อยู่ติดกันอยู่ดี

นิธานเห็นอามันต์เดินเข้ามาในเฟรม คู่ชีวิตร่างใหญ่ตรงเข้าไปอุ้มไอศูรย์ที่กำลังร้องไห้อย่างหนักขึ้นมากอดไว้แนบอก มือลูบหลังปลอบอยู่หลายครั้งกว่าเจ้าตัวน้อยจะยอมเงียบเสียงลง จากนั้นจึงก็ได้ยินชายหนุ่มเอ่ยถามมีนาที่เป็นคนนอนเฝ้าอยู่


“นี่ไอศูรย์ร้องไห้มานานหรือยัง”

“เพิ่งร้องได้ครู่เดียวเองค่ะ ดิฉันตรวจดูผ้าอ้อมแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดี นมก็ไม่ดื่ม เห็นทีท่านอาจจะฝันร้ายก็ได้นะคะ”

“งั้นหรือ? คนเก่งฝันร้ายหรือครับ”

“ฮึก! ปออา ทาทา ฮึก ฮือ...”

“อ่า คิดถึงท่านแม่ใช่ไหมคนเก่ง งั้นพ่อจะพาไปหาท่านแม่นะ แต่ลูกต้องเงียบก่อนนะครับ”

“ดาย...ฮึก...ดาย”


“สุดท้ายก็ร้องหาแม่ เด็กดื้อเอ๊ย!” นิธานของไอศูรย์หลุดขำพรืดใหญ่ เมื่อได้ยินสองพ่อลูกต่อรองกันไปมา ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็ง่วงเต็มทน

ไม่นานประตูห้องที่เชื่อมกันอยู่ก็เปิดขึ้น เขาจึงคู่ชีวิตที่มีลูกลิงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนอกเดินเข้าในห้อง “หึ!” คนนอนรออยู่ส่ายหัวพรืดพลางยกแท็บเล็ตเครื่องใหญ่ขึ้นชู “เห็นแล้วล่ะว่ามีคนเกเรอยู่ เหลือเกินจริงๆ เลย”

“อ๊า!” เมื่อได้ยินเสียงของคนที่คิดถึง เด็กเกเรที่ซุกหน้าลงกับซอกคอของผู้เป็นพ่อจึงรีบเงยหน้าขึ้นมามองหาต้นเสียงในบัดดล กระทั่งได้เห็นว่าร่างนั้นกำลังเอนกายพิงหมอนอยู่บนเตียง เด็กชายจึงได้ส่งเสียงเรียกขึ้นมาอย่างดีอกดีใจ “ทาทา ทาทา!”

“ครับๆ นิธานอยู่นี่ไง” นิธานยื่นสองมือออกมารับตัวไอศูรย์ เขาจับลูกนั่งบนตักแล้วเอ่ยวาจาตักเตือนแบบไม่จริงจังนัก “เอาใหญ่แล้วนะเราเนี่ย ไม่เจอหน้านิธานแล้วจะนอนไม่หลับหรือ? เดี๋ยวเถอะๆ เดี๋ยวนิธานจะตีด้วยจมูกแบบนี้ๆ เลย”

พูดจบก็จัดการฟัดแก้มเด็กชายไปหลายฟอดจนเจ้าตัวหัวเราะคิกคัก

“ตีแบบนั้นลูกก็ยิ่งได้ใจสิคุณ” เห็นแล้วอามันต์ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว “เอาเถอะๆ ผมว่ารีบพาแกนอนต่อดีกว่า ไม่งั้นพรุ่งนี้แย่แน่”

“เราก็ว่าอย่างนั้น” นิธานพยักหน้าหงึกหงัก เขาวางร่างของลูกลงบนเตียง ส่วนตัวเองก็เปลี่ยนมาเอนตัวลงนอนข้างๆ กัน “ได้เจอนิธานแล้วเด็กดีก็ต้องนอนต่อนะครับ แล้วเราค่อยมาเจอกันอีกทีพรุ่งนี้เช้าเนอะ”

“งื้อ!

“ไม่งอแงครับคนเก่ง ถ้างอแงนิธานจะโกรธแล้วนะ”

“อ๊า มายยย” เจ้าตัวน้อยส่ายหัวดิก เมื่อได้ยินอีกคนบอกว่าจะโกรธ

“ถ้าไม่อยากให้นิธานโกรธ ไอศูรย์ก็ต้องนอนนะครับ” คนเป็นแม่ยิ้มให้ลูกน้อย ก่อนจะเริ่มตบก้นกลมๆ เป็นจังหวะ “หลับตาๆ”

ไอศูรย์ใช้ดวงตาแดงก่ำของตนจ้องมองคนกล่อมราวกับจะต่อรอง ทว่าอีกคนกลับส่ายศีรษะ ดังนั้นพ่อตัวน้อยจึงเบะปากขัดใจ ก่อนจะหันกลับมาเรียกผู้เป็นบิดาแทน “ปอ...ปอ...”

เห็นท่าทางพยายามหาตัวช่วยนั่นแล้วอามันต์ก็หลุดยิ้มอย่างเอ็นดู เขาทรุดตัวนั่งลงบนเตียง กายเอนเข้าไปใกล้ๆ ลูกชายพลางวางมือลงบนตำแหน่งเดียวกับคนที่นอนกอดลูกอยู่ก่อนแล้ว “นอนนะครับเด็กดี พ่อกับท่านแม่ง่วงแล้วนะลูก พวกเราง่วงไม่แพ้หนูเลย...โดยเฉพาะท่านแม่...”


เพียะ!


“จะพูดกับลูกก็พูดไปสิ ทำไมต้องพาดพิงเราด้วยล่ะ!”

“คิกๆ ปอ~” เจ้าตัวดีกลายเป็นหัวเราะคิกคัก เมื่อคนชอบพูดกระทบถูกนิธานฟาดแขนเข้าให้ กายเล็กขยับหยุกหยิกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนไอศูรย์จะเอียงหน้ารับจุมพิตแสนอ่อนโยนจากบิดามารดาอีกครั้ง ไม่นานก็ยอมหลับตาลง

สายตาของนิธานจับจ้องไปยังลูกน้อย ขณะเดียวกันอามันต์ก็กำลังจ้องมองทั้งแม่และลูก

แต่อาจจะเน้นไปที่แม่มากกว่าหน่อยหนึ่ง

กระทั่งถูกจ้องหนักเข้า คนเป็นภรรยาก็เงยหน้าขึ้นสบตาคนมองพลางขยับปากพูดเสียงเบา “มองอะไรนักหนา”

“ทำไมล่ะ หวงตัวเอง?” ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘สามี’ ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดตอบพลางไล่สายตาลงต่ำราวกับต้องการจะสื่อถึงอะไรบางอย่าง “แต่ผมว่า...ไม่น่าจะหวงทันแล้วล่ะ”

เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อสิ้นประโยค ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนพูดก็ถูกคนตัวเล็กกว่ากระหน่ำฟาดฝ่ามือใส่ทันที แม้ว่าแรงที่อีกคนใช้มันจะแสนเบาหวิว เพราะกลัวลูกตกใจตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เถอะ

หน็อย! ดูพูดเข้า แล้วมันเพราะกระทิงเปลี่ยวตัวไหนล่ะโว้ย! คนหวงตัวลอบฮึดฮัดอยู่ในใจ หากแต่บอกไปใครก็ต้องไม่เชื่อแน่

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทั้งเขาและอามันต์ต่างก็แสดงออกชัดเจนว่าต่างฝ่ายต่างเกลียดคู่ชีวิตของตนเข้าไส้ แต่ก็ต้องทนอยู่ด้วยกันเพราะแยกจากกันไม่ได้ นอกเวลาฮีทหากไม่ทะเลาะกันก็เอาแต่แยกกันอยู่ ความสัมพันธ์ไม่อาจเรียกได้ว่า ‘ดี’ เลยสักกระผีกเดียว ทว่าเหตุใดในระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสามเดือน ช่องว่างกว้างใหญ่ไพศาลที่พวกเขาเคยมีให้แก่กันถึงดูคับแคบไปถนัดตาเช่นนี้เล่า?

สำหรับตัวเอง นิธานไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าเขาไม่ใช่คนเดิม

ไม่ใช่อย่างสิ้นเชิง

เขาเพิ่งมาอยู่ในร่างนี้ได้ไม่นาน และถึงจะมีความทรงจำเดิมคอยสนับสนุนอยู่ แต่นิธานก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำตัวเหมือนเดิมไปเสียทุกกระเบียดนิ้ว ดังนั้นหากเขาจะมีความรู้สึกกับอามันต์ในทางบวกมากขึ้น มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่อามันต์นี่สิ สงสัยจริงว่าไปโดนยาตัวไหนมา ทำไมช่วงหนึ่งเดือนให้หลังมานี้ คนคนนี้ถึงได้ดีกับเขาแบบผิดหูผิดตา

หรือว่าโดนยาที่ชื่อว่า ‘ซิง’ เข้าไปวะ? แต่ก็ไม่น่าใช่ ปกติก็น่าจะเคยๆ กันอยู่แล้วนี่นา พอได้คิดถึงเรื่องคืนแรกของตัวเองขึ้นมา นิธานก็ทำหน้าพิลึก

จะว่าไปการได้มาอยู่ในโลกแบบนี้ ทั้งยังมีคู่ชีวิตตัวเป็นๆ อยู่แล้วก็มีข้อดีของมันอยู่เหมือนกัน

หนึ่งคือทำให้ร่างกายของเขาไม่ค่อยมีอาการต่อต้านอีกฝ่ายนัก ใจมันเลยทำใจยอมรับได้ง่ายกว่าที่คิดมาก หลังๆ มาจึงเริ่มชิน กระทั่งเวลาผ่านไปร่วมหนึ่งเดือน นิธานก็ไม่เคยคิดว่าเซ็กส์ระหว่างตัวเองกับอามันต์เป็นเรื่องที่ต้องฝืนใจทำอีกต่อไป

สองคือทำให้เขาเข้าใจความรักระหว่างเพศเดียวกันมากขึ้น ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเขารักอามันต์นะ แต่หมายถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่เป็นเพศเดียวกันถึงรักกันได้ต่างหาก พอได้มาอยู่ในโลกที่เหมือนจะก้าวผ่านคำว่า ‘เพศ’ ไปแล้วอย่างนี้ นิธานก็เข้าใจว่า ‘ความรัก’ นั้นเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ

หากรักและเข้าใจกัน

หากคนทั้งคู่อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข

หากเป็นคู่คิดที่ดีให้แก่กันได้

เมื่อนั้นคำว่า ‘เพศสภาพ’ ก็คล้ายจะไม่สำคัญอีกต่อไป

ชีวิตก่อนนิธานเคยมองแต่ผู้หญิง เคยคิดชอบแค่เพศตรงข้าม ถึงจะไม่เคยจีบใครและไม่เคยมีแฟน แต่ก็คิดมาตลอดว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง จริงอยู่ที่ว่าเขาไม่ได้รังเกียจรักร่วมเพศ แต่ใจก็ยังอดรู้สึกรู้สึกกังขาอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ นั่นทำให้ตัวเขาเองไม่เคยเชื่อเลยว่าความรักระหว่างคนที่เป็นเพศเดียวกันมันจะเป็นไปได้

แต่ตอนนี้เขาไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้วนะ ยิ่งได้มีคู่ชีวิตเป็นผู้ชายเหมือนกันอีก จะให้คิดต่อก็คงต้องขอยอมแพ้แล้วล่ะ

กับอามันต์เอง ถ้าไม่นับรวมเรื่องที่ชอบบังคับให้เขาพูด...อะไรน่าอายออกมาบ่อยๆ ตอนที่ อย่างนั้นๆกัน เรื่องที่ชอบทำตัวรุ่มร่ามปากว่ามือถึง เรื่องที่ชอบพูดอะไรที่ฟังแล้วน่าโมโห นิธานก็ไม่คิดว่าเจ้าคนตัวโตนั่นเป็นคู่ชีวิตที่แย่นักหรอก


แต่ว่า...


นิธานคนนั้นไปเริ่มเรียกอามันต์ว่า ท่านพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ทำไมอยู่ดีๆ เชาถึงนึกออกได้ ทั้งที่ไม่มีภาพจำอะไรสักอย่างอยู่ในหัวล่ะ หรือหมอนั่นแค่แกล้งให้ได้อายเล่นไปอย่างนั้นเองกัน?


คนเป็น ‘น้อง’ นึกสงสัย


ว่าก็ว่าเถอะนะ ท่าทางความทรงจำที่ยมทูตให้มามันคงจะไม่ใช่ทั้งหมดของนิธานคนนั้นหรอก ดูเหมือนทางนั้นจะเลือกให้เขารู้เฉพาะเรื่องอะไรที่สำคัญๆ มากกว่าจะให้ความทรงจำทั้งหมดมาจริงๆ เพราะจนถึงป่านนี้แล้วเขาก็ยังรู้สึกว่ามีอีกหลายๆ เรื่องที่มันเหมือนดูจะขาดหายไปเสียเฉยๆ อยู่เลย

เขารู้แค่ว่าก่อนหน้านี้นิธานคนนั้นเคยทำอะไรมาบ้าง ความรู้ความสามารถเป็นอย่างไร การใช้ชีวิตและรสนิยมเป็นแบบไหน หรือมีเพื่อน ศัตรู หรือมีแฟนมาแล้วกี่คน ส่วนพวกรายละเอียดยิบย่อยอย่างความรู้สึกนึกคิดต่างๆ น่ะไม่มีเลยสักนิด เขาถึงได้รู้สึกไม่เข้าใจในการกระทำบ้าๆ บอๆ ของตัวเองคนเก่าอยู่บ่อยครั้งไงล่ะ

คิดไปคิดมานิธานก็เริ่มเหม่อ กระทั่งได้ยินอามันต์บอกว่าจะพาไอศูรย์กลับไปนอนที่ห้องนั่นล่ะ ถึงได้ฤกษ์หยุดคิดเรื่องวุ่นวาย ชายหนุ่มได้หลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้สติของตัวเองล่องลอยไปในห้วงแห่งความฝันด้วยใจที่ยังคงรู้สึกพิกลๆ อย่างนั้นอยู่


“หึ! หลับง่ายพอกันทั้งแม่ทั้งลูก”


จุ๊บ!


“ฝันดีครับ”

 

==========


Lockfe นับเป็นแบรนด์เครื่องประดับสายเลือดจีนที่ทำยอดขายได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยดีไซน์ที่เน้นความเรียบและหรูหรา สามารถนำมาสวมใส่ได้ทุกโอกาส ราคาก็อยู่ในเกณฑ์ที่จับต้องได้ ประกอบกับแผนการตลาดที่พยายามเจาะตั้งแต่กลุ่มชนชั้นกลางลงไป ส่งผลให้สินค้าของแบรนด์นี้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

และในไม่ช้านี้ การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ที่จะถูกจัดขึ้นในงาน Asia’s Fashion Jewellery & Accessories Fair ณ เมืองฮ่องกงก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว...

โอ้โห! เพชรเม็ดใหญ่เป้งเลยแฮะ อุวะ! นี่มันโคตรเพชรชัดๆ!

ใครบางคนคิดพลางจ้องมองเครื่องเพชรสุดละลานตาที่ถูกจัดวางอยู่ในตู้กระจกตาวาว ขณะตัวเองกำลังเดินเล่นอยู่ในงานจิวเวลรี่

เพชรเม็ดแล้วเม็ดเล่าเปล่งประกายวิบวับยามต้องแสงไฟ ชวนให้เด็กชายไอศูรย์ที่กำลังถูกผู้เป็นพ่ออุ้มอยู่หันมองไปทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างสนใจ จนเมื่ออดใจต่อไปไม่ไหว นิ้วเล็กจึงได้เริ่มชี้บอก แสดงความอยากได้ของอันนู้นอันนี้มาตลอดทาง “ปอ อาววว~”

ดวงตาแวววาวของลูกชายทำเอาอามันต์หลุดขำ เขาถามกลับอย่างติดตลก “แต่นั่นมันเพชรนะลูก จะเอาลับฟันเล่นหรือไงครับ ไม่ได้นะ ไม่ได้”

“งื้อ!” เมื่อเห็นว่าบิดาขัดใจ เด็กน้อยจึงได้หันไปส่งสายตาออดอ้อนให้กับมารดาแทน “ทาทา...”

“ไม่ได้ๆ เพชรมันกินไม่ได้นะครับ” นิธานเองก็ไม่ยอมตามใจลูกเช่นกัน “ถ้าเอาเข้าปากเมื่อไหร่ไอศูรย์จะปวดท้องนะ ปวดท้องไม่สบายอย่างนี้เลย ไม่ดีหรอกครับ”

ท่าทางคล้ายจะเป็นลมที่คนพูดแสดงออกมา ทำให้ไอศูรย์หน้าบูด ทว่าคำว่า ‘ไม่สบาย’ ก็ทำให้เด็กน้อยเข้าใจได้ว่ามันต้องไม่ดีแน่ ดังนั้นไม่นานเจ้าตัวจึงยอมเชื่อฟังบุพการีแต่โดยดี “อ่า...อื้อๆ”

“คนเก่ง...” คนตัวเล็กอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบหัวทุยเบาๆ อย่างปลอบใจ “ไอศูรย์ของนิธานเป็นเด็กดีมากๆ เลยเนอะ”

“มูมู~” พ่อหนุ่มน้อยว่าแล้วผงกศีรษะหงึกๆ อย่างน่าเอ็นดู แต่สองตาก็ยังคอยมองไปยังแสงวิบวับที่พากันกะพริบออกมาตาละห้อย

นั่นทำให้ใครบางคนรู้สึกใจเหลวเป็นน้ำไปในทันที

โอ๊ยลูก น่ารักจริงๆ

นิธานอมยิ้มให้กับท่าทางของลูก ไปๆ มาๆ ก็เริ่มใจอ่อนขึ้นมาจริงๆ

ชายหนุ่มมองหาร้านเพชรที่ดูเข้าท่าอยู่พักใหญ่ กระทั่งไปเจอเข้ากับร้านหนึ่งที่ดูจะคนน้อยดี เขาจึงชี้นิ้วไปที่ร้านนั้นแล้วพูดชวนพ่อของลูก “คุณอามันต์ ขอเราแวะร้านตรงนั้นเดี๋ยวหนึ่งสิ”

“ก็เอาสิ” อามันต์พยักหน้าตามใจ เมื่อเห็นว่าคู่ชีวิตตนไม่ได้ค้านอะไร นิธานก็เดินตรงไปยังร้านที่หมายตาอยู่ทันที

รู้แล้วว่าทำไมคนน้อย ราคามันแพงกว่าร้านอื่นนี่เอง เขาคิดยามได้เห็นเครื่องเพชรที่วางเรียงรายอยู่ในตู้อย่างเต็มตา

อาศัยความรู้งูๆ ปลาๆ ที่ได้รับมาจากความทรงจำพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้ว่าเพชรร้านนี้คุณภาพดีกว่าร้านอื่นมากทีเดียว เพราะอย่างนั้นจึงไม่แปลกที่จะขายราคาแพงกว่า

“สวัสดีครับ”

พนักงานชายที่ยืนเฝ้าตู้เพชรอยู่รีบเอ่ยทักทายทันทีที่มีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน ขณะเดียวกันสายตาก็ลอบสังเกตการแต่งกายของชายทั้งคู่ไปด้วย เมื่อเห็นว่าท่าทางจะเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักไม่น้อย เขาจึงรีบใช้คำเรียกที่แสดงถึงความอ่อนน้อมขั้นสุดของตัวเองทันที “คุณผู้ชายสนใจอะไรเป็นพิเศษไหมครับ”

“อยากดูกำไลข้อมือหน่อยน่ะ” คนถูกถามแจ้งความต้องการของตน

“งั้นเชิญด้านนี้เลยครับ” ร่างสูงผายมือไปยังตู้กระจกที่ตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง เขาเดินนำหน้าลูกค้าไป เมื่อถึงจุดหมายแล้วก็เดินอ้อมเข้าไปยืนอยู่หลังตู้ จากนั้นก็ส่งรอยยิ้มการค้าให้และกล่าวว่า “เลือกดูได้ตามสบายเลยนะครับ”

“ขอบคุณ” นิธานว่าพลางก้มลงมองเหล่ากำไลและสร้อยข้อมือหลากหลายชิ้นที่วางเรียงรายอยู่ในทันที

เมียงๆ มองๆ อยู่พักหนึ่ง สายตาก็ไปบรรจบเข้ากับกำไลข้อมืออันหนึ่งที่ดูจะเข้ากับลูกชายดี เขากวักมือเรียกอามันต์ให้เดินเข้ามาหา ก่อนจะทำการชี้ชวนให้ดูของที่เล็งเอาไว้ “คุณๆ ซื้ออันนี้ให้ไอศูรย์ดีไหม”

“กำไล? ลูกจะไม่รำคาญเอาหรือ” อามันต์เลิกคิ้วสูง เขายื่นหน้าเข้าไปดูบรรดากำไลหลากดีไซน์ที่วางเรียงรายอยู่ในตู้  “นี่ไง มีแต่ขนาดของผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไอศูรย์ใส่ไม่ได้หรอกคุณ”

“อ๊ะ! จริงสิ” นิธานเพิ่งนึกขึ้นได้ เขารู้สึกเสียดายกำไลวงที่ดูอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าซื้อไปแล้วลูกใส่ไม่ได้ก็คงไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจึงได้ยอมมองหาอันอื่นแทน “อืม...งั้นแต่เราว่าแบบนี้น่าจะได้นะ ที่เป็นเส้นยาวๆ เนี่ย พันสักสามรอบ...อะไรอย่างนี้”

ครั้งนี้ตัวเลือกใหม่ทำให้พ่อของเด็กเริ่มเห็นด้วย “อ้อ! แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย แต่ขอเขาลองก่อนแล้วกัน เผื่อใส่ไม่ได้จะได้ไม่ต้องซื้อ”

โดยไม่รอช้า คนอยากซื้อของก็เอ่ยถามพนักงานทันที “ไม่ทราบเราจะขอลองอันนี้ได้ไหม”

“ลองได้แน่นอนครับ” พนักงานหนุ่มว่าแล้วกุลีกุจอเปิดตู้ จัดการหยิบสร้อยข้อมือเส้นที่นิธานชี้บอกออกมาถือไว้ “คุณผู้ชายใส่เองหรือครับ”

“อ้อ! ไม่ใช่เราหรอก คนนี้ต่างหาก...” นิธานปฏิเสธและชี้ไปที่ลูกชายตัวน้อยแทน “เราอยากรู้ว่ามันจะพันข้อมือลูกได้สักสามรอบไหมน่ะ”

“เข้าใจแล้วครับ” พนักงานว่า “รบกวนให้คุณหนูยื่นมือมาทางนี้สักครู่ได้ไหมครับ”

“ไอศูรย์ลูก นิธานขอมือหน่อยครับ” ผู้เป็นแม่หันมาพูดกับลูกชาย “อันไหนคือมือเอ่ย? คนเก่งยกมือขึ้นหน่อยเร็ว~”

ฝ่ายเด็กชายที่เรียนรู้คำเรียกส่วนต่างๆ ของร่างกายมาได้พักใหญ่แล้วก็รีบชูมือทั้งสองข้างขึ้นทันทีที่ได้ยินอีกคนถาม “อ๊า!”

“ว้าว เก่งจังเลย” นิธานพูดชมลูก เขาจับแขนของไอศูรย์ยื่นไปให้คนที่กำลังรออยู่พลางเอ่ยว่า “เชิญเลยครับ”

เมื่อได้รับอนุญาต พนักงานชายคนเดิมก็ทำการพันสร้อยเส้นนั้นไปรอบๆ ข้อมือของเด็กชาย มันพันได้สามรอบอย่างที่คิด และยังเหลือความยาวอยู่อีกนิดหน่อย จึงทำการขยับสร้อยให้ดูหลวมขึ้นแล้วค่อยติดตะขอ “ดูจะหลวมไปหน่อยนะครับ แต่ถ้าไม่มีการสะบัดแรงๆ ก็คงไม่มีปัญหาครับ”

“อู้วว” เพชรเม็ดเล็กเม็ดน้อยที่ประดับอยู่บนข้อมือ ทำให้ไอศูรย์เบิกตาโต เด็กชายแย้มยิ้มกว้างอวดเหงือกและฟันเพียงไม่กี่ซี่ ไม่นานมือข้างที่สวมสร้อยอยู่ก็ถูกสะบัดขึ้นลง ท่าทางดูถูกอกถูกใจมากจนคนมองนึกเอ็นดูนัก “อาว อาว~”

นิธานเองรู้สึกพอใจมากทีเดียว เขาตัดสินไปแล้วว่าอย่างไรก็จะซื้อ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปถามความเห็นของคนที่อุ้มลูกอยู่อีกครั้งด้วย “อามันต์ คุณคิดว่าไง?”

“แล้วแต่คุณเลย ลูกใส่ได้ก็ซื้อ” ร่างหนาว่าเช่นนั้น

ถ้าลูกใส่ได้เขาก็ไม่คิดจะขัดอยู่แล้ว

“งั้นเอาเป็นแนวๆ นี้แทนแล้วกันเนอะ ว่าแต่คุณว่าควรเปลี่ยนลายไหม อันนี้เราว่ามันยังดูผู้หญิงๆ ไปหน่อย แบบเรียบๆ อย่างอันนี้น่าจะดีกว่า” นิธานว่าพลางชี้ไปที่สร้อยอีกเส้นที่แต่งลวยลายด้วยเพชรขนาดกลางวางเรียงยาวตลอดทั้งเส้น โดยรอบๆ เพชรพวกนั้นยังมีเพชรเม็ดจิ๋วๆ ประดับล้อมคล้ายเป็นรูปดอกไม้อีกด้วย

“อืม...” อามันต์คิด ไม่นานเขาก็พยักหน้า “ผมคิดเหมือนคุณ เส้นนั้นเข้าท่ากว่าเยอะ”

“โอเค เอาเป็นเส้นนี้แล้วกัน” เห็นพ้องกันเช่นนี้แล้วก็อย่าได้ช้าอีกเลย ร่างสูงโปร่งรีบแจ้งเปลี่ยนลายกับคนขายทันที “คุณครับ ขอเปลี่ยนเป็นเส้นนี้ดีกว่า เส้นนี้เท่าไหร่”

“ได้ครับ ผมขออนุญาตถอดเส้นนี้ออกก่อนนะครับ” พนักงานว่า ก่อนจะทำการถอดสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่ไอศูรย์สวมอยู่กลับคืนไป จากนั้นจึงได้หยิบอีกเส้นหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มอธิบาย “คุณผู้ชายสนใจเส้นนี้นะครับ สร้อยข้อมือเส้นนี้จะมีเพชรเม็ดกลางสิบห้าเม็ด น้ำหนักหนึ่งจุดสี่ห้ากะรัต...ตามนี้เลยนะครับ” เขาว่าพลางพลิกป้ายข้อมูลของสินค้าให้ดู “เพชรประกอบตัวเรือนหนึ่งจุดแปดสามสองกะรัต น้ำหนักรวมจะอยู่ที่สามจุดสองแปดสองกะรัต ราคาหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าพันหกร้อยแปดสิบแปดเหรียญครับ”

“โอเค คิดเงินได้เลยนะ ตัวสร้อยไม่ต้องใส่กล่องหรอก เดี๋ยวให้ลูกเราใส่ไปเลย” คำนวณราคาคร่าวๆ เสร็จแล้ว นิธานก็ทำท่าจะหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองขึ้นมา ทว่าอามันต์กลับส่งเสียงห้ามไว้ก่อน

“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวผมจ่ายเอง”

“แต่เราจะซื้อให้ลูกนะ เราจ่ายได้”

“เอาเถอะน่า คุณจ่ายได้ผมก็จ่ายได้ รับลูกไปหน่อยเร็ว ผมจะหยิบกระเป๋าสตางค์”

“งั้นก็ตามใจ” ในเมื่อมีคนใจป๋าอยากจ่ายแทนขนาดนี้ มีหรือนิธานจะไม่ยอมรับ ไม่จำเป็นต้องคิดนานเขาก็ยื่นมือไปรับตัวไอศูรย์ที่กำลังจ้องเพชรในตู้ตาวาวมาอุ้มไว้ ก่อนจะเอ่ยสำทับอีกที “บอกไว้ก่อนนะคุณอามันต์ ห้ามมาทวงคืนกับเราทีหลังล่ะ เพราะคุณเสนอตัวจะจ่ายเองนา”

“หึ คุณเห็นผมเป็นคนอย่างไรเนี่ย” คู่ชีวิตหนุ่มยกยิ้มอ่อนใจ มือหนาล้วงกระเป๋าสตางค์ของตนออกมาก่อนจะยื่นบัตรเครดิตใบหนึ่งไปให้พนักงาน “นี่ครับ”

“รบกวนรอสักครู่นะครับ” ฝ่ายพนักงานรับบัตรไปถือไว้และขยับตัวไปยังเครื่องรูดบัตรที่อยู่ใกล้ๆ

“อ๊า~” เมื่อจัดการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เด็กชายไอศูรย์ก็ได้สร้อยข้อมือเส้นยาวมาพันรอบแขนสั้นป้อมของตัวเองสมใจ หนุ่มน้อยหัวเราะคิกคัก มือยื่นเครื่องประดับที่กำลังเปล่งประกายแวววาวให้พ่อกับแม่ดูใหญ่ “มู...มาม”

“ครับๆ ได้ของเล่นสมใจเนอะเจ้าตัวยุ่ง” นิ้วเรียวจิ้มเข้าที่แก้มยุ้ยอย่างมันเขี้ยว “หวังว่าจะไม่ร้องเอาอะไรอีกแล้วนะเด็กดี นิธานจะมาเดินหาดูของให้ตัวเองแท้ๆ ลูกกลับได้ไปก่อนเฉยเลย ร้ายจริงๆ”

“ท่านนิธานคะ ขอถุงใบนั้นให้ดิฉันเถอะค่ะ ดิฉันถือให้นะคะ” มีนาที่ทำหน้าที่เข็นรถเข็นตามพวกเขามาเอ่ยอาสา

“ใส่ไว้ในรถเข็นไอศูรย์นั่นล่ะ ไม่ต้องถือหรอก ในถุงมีแต่กล่องเปล่า” ผู้เป็นนายว่าก่อนจะส่งถุงกระดาษที่ถืออยู่ให้ผู้ดูแลของตนอย่างไม่คิดขัด

“ได้ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยรับคำ จัดการเก็บถุงใบนั้นลงไปที่ใต้รถเข็นเด็กอย่างที่เจ้านายตนบอกแล้วขยับผ้าคลุมมาปิดไว้ให้มิดชิด เพราะถึงจะมีบอดี้การ์ดเดินล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ แต่ไม่ประมาทไว้ก่อนเป็นดี

สามคนพ่อแม่ลูกใช้เวลาในช่วงที่นิธานยังว่างในช่วงเช้าเดินเที่ยวชมงานจิวเวลรี่ไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนที่อีกฝ่ายจะต้องกลับไปแต่งตัวและเตรียมเดินแบบที่เวทีกลางในช่วงเย็นของวันนี้

ยิ่งใกล้เวลางาน นิธานก็ยิ่งตื่นเต้น ฉะนั้นเขาถึงต้องมาเดินช้อปปิ้งแก้เครียดอยู่อย่างนี้ไง

หลังจากที่เขาหลวมตัวตกปากรับคำว่าจะมาเดินแบบแลกกับการได้ไปเที่ยวที่ไทย เวลาก็ผ่านมาอีกเดือนหนึ่งแล้ว แรกๆ นิธานก็รู้สึกโกรธตัวเองอยู่หรอกที่เห็นแก่ของฟรีจนเกินเหตุ ทั้งที่ความจริงก็มีเงินให้ใช้ไม่หวาดไม่ไหวแท้ๆ กว่าจะรู้ตัวว่าตกลงไปในหลุมที่คู่ชีวิตเพียรขุดไว้ เขาก็กลับคำอะไรไม่ทันอีกแล้ว

ตั้งแต่นั้นมาชีวิตเลยดูวุ่นวายไปหมด ไหนจะต้องบินมาเซ็นสัญญาว่าจ้างกัน มาวัดตัว ลองชุด แล้วก็ซ้อมเดินต่างๆ นานาไม่หยุดหย่อน เรียกได้ว่าบ้านแทบไม่ได้อยู่ ต้องคอยเฟซไทม์คุยกับลูกอยู่ตลอด

ฝ่ายไอศูรย์เองก็เหลือเกิน เด็กชายเอาแต่อ้อนให้กลับบ้าน แถมยังชวนคุยแบบไม่รู้ภาษาได้เป็นชั่วโมงๆ จะวางสายกันทีต้องปลอบกันอยู่นานกว่าเจ้าตัวน้อยจะยอมบ๊ายบาย บ่อยเข้าเขาก็เริ่มทนคิดถึงไม่ไหว ใจนี่อยากจะอาละวาดแล้วยกเลิกงานมันไปให้หมดตั้งหลายครั้ง

แต่มันก็ทำไม่ได้ไงเล่า คนเห็นแก่ของฟรีเฝ้าบ่นตัวเองอยู่เป็นประจำ


“คุณเบอร์ตัน กำลังเดินเล่นอยู่หรือครับ”


ระหว่างที่นิธานกับอามันต์กำลังหยอกล้อกับไอศูรย์อยู่นั้นเอง เสียงร้องทักจากใครคนหนึ่งก็ดังมาจากทางด้านหลัง ส่งผลให้ทั้งคู่ต่างชะงักริมฝีปากที่กำลังพูดแจ้วๆ ลง ก่อนจะพากันหันไปมองต้นเสียงอย่างโดยพร้อมเพรียง

กระทั่งเห็นตัวผู้พูดแล้ว อามันต์จึงทักทายตอบ “อ้อ! มิสเตอร์หวัง ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่นะครับ”

มิสเตอร์หวัง หรือ หวังหลี่หมิง ยกยิ้มให้กับคำพูดของชายหนุ่ม เขาเดินมาหาคคนทั้งสองพลางยื่นมือออกมาด้านหน้า “สวัสดีครับคุณเบอร์ตัน พอดีผมมาเดินดูเพชรให้คุณแม่น่ะครับ บังเอิญจริงๆ ที่ได้เจอคุณ”

“เช่นกันครับ” อามันต์ยื่นมือออกมาจับทักทายตอบ จากนั้นก็เริ่มแนะนำคนข้างกายไปตามมารยาท “นี่เจ้าชายอัลวินครับ คู่ชีวิตของผม ส่วนนี่ก็อัลเดน ลูกชายครับ...”

หวังหลี่หมิงขยับกายหันมาทางนิธาน ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มกลับมีสีหน้าแปลกๆ เกิดขึ้น ดวงตาปรากฏแววอันตรายออกมาวูบหนึ่งก่อนจะกลับเป็นปกติ มุมปากถูกบิดขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขาเริ่มเอ่ยทักทาย “สวัสดีครับท่านอัลวิน ไม่ได้พบกันนานทีเดียว ท่านยังดูงดงาม ‘ไม่เปลี่ยน’ เลยนะครับ...”

นิธานกะพริบตาปริบๆ ทำไมคนคนนี้ถึงรู้ล่ะว่าต้องเรียกเขาอย่างไร?

แต่หน้าก็ดูคุ้นๆ อยู่นะ

เขาจ้องมองชายแปลกหน้าอยู่นาน กระทั่งสมองซึมซับภาพของชายของนี้เข้าไปจนหมด นัยน์ตาสีอำพันก็พลันเบิกกว้างขึ้นมาทันที

“เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ!?” นิธานร้องอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ เขาเผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง...


พร้อมๆ กับที่ภาพความทรงจำหนึ่งพลันแล่นวาบเข้ามาในหัว


มันเป็นภาพของที่ตัวเขาในอดีตกำลังนอนซบอก ‘ใครสักคน’ อยู่บนเตียง โดยที่ลำตัวท่อนบนที่โผล่พ้นผ้าห่มของทั้งคู่ล้วนเปลือยเปล่า ส่วนท่อนล่างจะเป็นอย่างไรเขาไม่อยากคิดต่อ ทว่าส่วนที่น่าตกใจที่สุดของภาพนี้เห็นทีจะอยู่ที่ใบหน้าของชายอีกคนที่เป็นเจ้าของแผ่นอกกว้างนั้นมากกว่า

แม้ผมจะเป็นคนละทรง ทว่าก็ยังเป็นสีดำสนิทและหยักศกน้อยๆ เหมือนเดิม

แม้จะมีแว่นกรอบใหญ่บดบังไปเสียครึ่งหน้า ทว่าดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็ยังเปล่งประกายสุขุมเช่นเดิม

แม้จะหน้าตาจะดูอ่อนเยาว์กว่า ทว่าเค้าโครงใบหน้าเดิมก็ยังคงอยู่ครบ บ่งบอกให้รู้ว่านี่คือคนคนเดียวกันอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้นิธานไม่เคยสนใจหาข้อมูลของหวังหลี่หมิงมาก่อน เพราะถือว่าผู้ว่าจ้างที่แท้จริงของตน คือ หวังเหยี่ยนถิง ผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ของชายหนุ่ม อีกทั้งงานที่เขาต้องทำก็ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันกับอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงไม่เคยรู้ว่าคุณหวังคนพี่นั้นมีหน้าตาอย่างไร

แต่ถ้าเขาสนใจอยากจะรู้สักนิด หรือมีความอยากเสือ...เอ่อ...อยากรู้อยากเห็นมากกว่านี้อีกสักหน่อยละก็ นิธานคิดว่าตอนนี้เขาก็คงไม่ต้องมายืนอึ้ง แถมยังเบิกตาโต อ้าปากค้าง เกิดอาการตื่นตกใจราวกับเจอผีหลอกอยู่อย่างนี้หรอก!


“คุณคือ...ไมเคิล?”


ริมฝีปากบางหลุดชื่อชื่อหนึ่งออกมาเสียงเบา


วินาทีต่อมา หวังหลี่หมิงก็พลันกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลมองสบคนที่กำลังมองตนอย่างตกตะลึงราวกับต้องการสื่อความหมายบางอย่าง จากนั้นจึงค่อยเอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง “ครับ ผมไมเคิล ดีใจจังที่คุณยังจำ ‘เพื่อนเก่า’ อย่างผมได้” ชายหนุ่มว่าพลางส่งเสียงหัวเราะ “นึกว่าจะลืมกันไปซะแล้วสิ สบายดีนะครับ”

ทันใดนั้น คำยืนยันจากปากชายหนุ่มก็ทำให้นิธานลอบสบถออกมาในใจเสียงดังลั่น


ฉิบหาย!


เพื่อนเก่าบ้าบออะไรล่ะ บอกว่าเป็น ‘ผัวเก่า’ ยังจะเข้าท่ากว่าอีก! นิธานโว้ยย นายจะใช้ร่างกายนี้คุ้มเกินไปแล้วนะ!!


ร่างสูงโปร่งอ้าปากพะงาบๆ อยู่หลายวินาที ใบหน้าแสดงความตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด แม้แต่สายตาเย็นเยียบที่คุณสามีตวัดส่งมาให้ก็ยังไม่ยอมรับรู้ นานทีเดียวกว่านิธานจะรวบรวมสติที่แตกกระเจิงไปคนละทิศทางกลับมาได้

เขากระแอมไอสั้นๆ พยายามปรับสีหน้าท่าทางของตัวเองให้เป็นปกติ ก่อนจะตอบคำถามที่แฝงความนัยไว้อย่างเต็มเปี่ยมกลับไป เอ่อ...เราก็สบายดี แล้วคุณล่ะ?”

ผมต้องสบายดีอยู่แล้วสิครับ” หวังหลี่หมิงแย้มยิ้มพราย “สบายดีมากๆ รู้สึกดีกว่าตอนที่ถูกคน ‘เฉดหัวทิ้ง’ ใหม่ๆ ไม่รู้เท่าไหร่”

คำว่า เฉดหัวทิ้งนั้นถูกเน้นเสียงหนักแน่นจนนิธานลอบสะดุ้ง ทว่าเขาก็ยังตอบอีกฝ่ายกลับไปด้วยท่าทางปกติ ราวกับไม่เคยรับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคำพูดนั้นมาก่อน โอ้! เพิ่งอกหักมาหรอกหรือ เสียใจด้วยนะคุณไมเคิล” เขาว่าพลางส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปให้ ทว่าในใจกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

เฉดหัวทิ้งบ้านแป๊ะแกสิ เขาเรียกทนไม่ได้เลยบอกเลิกโว้ย อย่ามาแอ๊บพูดจากระทบกระเทียบ!

ทั้งที่ความจริงอยากจะพ่นไฟเผาหน้าคนคนนี้ให้มันมอดไหม้จนเป็นตอตะโกกันไปข้าง ทว่านิธานก็ทำได้เพียงยิ้มรับและคอยสงวนท่าทีไปอย่างนั้น

หวังหลี่หมิง หรือ ไมเคิล คนนี้เป็นใครกันแน่น่ะหรือ?


เหอะ! ก็แค่ผะ...เอ่อ...แฟนเก่าของนิธานคนหนึ่งเท่านั้นล่ะ


ย้อนกลับไปในช่วงที่นิธานคนนั้นยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เวลาน่าจะราวๆ ช่วงปิดเทอมที่รอขึ้นชั้นปีที่สาม คนคนนั้นเคยหนีจากโทษกักบริเวณในบ้านไปท่องเที่ยวที่ประเทศจีน แต่ไปเหยียบแผ่นดินจีนได้ไม่ถึงชั่วโมงดี บัตรเครดิตสารพัดใบก็ถูกทางบ้านทำการระงับเอาไว้ทั้งหมด เพื่อเป็นการบีบให้คนหลบหนีต้องยอมเดินทางกลับบ้านทางอ้อม

ทว่าคนหัวแข็งเป็นหินมีหรือจะยอม นิธานเลือกที่จะเดินเตร่ไปทั่วเมืองปักกิ่งแทนการตีตั๋วกลับบ้านไปเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น หาที่พักถูกๆ อาศัยนอนแทนโรงแรมสุดหรูที่ตัวเองจองไว้แต่ไม่มีปัญญาจ่ายแล้ว พอร่อนเร่ไปเรื่อยได้ไม่ถึงสองวัน เจ้าตัวก็ไปมีปัญหากับมาเฟียเจ้าถิ่นจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนเข้า และก็ได้หวังหลี่หมิงที่ตอนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อ ‘ไมเคิล’ ช่วยเอาไว้

เรื่องราวต่อจากนั้นเหมือนกับในนิยายรักน้ำเน่าไม่มีผิด นางเอกพบเจอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิตไว้ และเพียงแวบแรกที่เห็นหน้า ทั้งสองก็เกิดอาการตกหลุมรักซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง ก่อนจะนำมาซึ่งการ ‘โจ๊ะพรึมๆ’ เพื่อสานความสัมพันธ์กันในที่สุด

ทว่าเรื่องจริงไหนเลยจะงดงามเหมือนในนิยาย คบกันไปได้พักหนึ่ง นิธานก็รู้ความจริงว่าไมเคิลคนนี้ นอกจากจะเป็นพวกเจ้าชู้ประตูดินจนน่าปวดหัวแล้ว

หมอนี่ก็ยังเป็นพวกซาดิสม์อีกด้วย!

แน่นอนว่านิธานนั้นไม่ใช่มนุษย์สายมาโซคิสม์ที่จะมีความสุขยามถูกทรมาน และแม้ปกติแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรักสนุก แต่นั่นก็คบเป็นคนๆ ไป ไม่ได้คั่วพร้อมกันหลายๆ คน คนที่ตลอดมามักชอบเป็นผู้นำและเป็นฝ่ายกุมชัยชนะมาตลอดกลับต้องพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า ไหนเลยจะยอมตกเป็นเบี้ยล่างคนอื่นได้นาน

ที่สุดนิธานจึงตัดสินใจบอกเลิกไมเคิลในวันครบรอบการคบกันได้หนึ่งเดือนพอดิบพอดี ตอนนั้นเจ้าตัวตั้งใจว่าอย่างไรก็ต้องเลิกแน่ แต่เมื่อถูกกอดขาอ้อนวอนบ่อยเข้าก็เริ่มใจอ่อน แฟนหนุ่มสัญญาดิบดีว่าจะปรับปรุงตัว นิธานจึงยอมให้โอกาสอีกฝ่ายดูอีกสักครั้ง แต่ไม่นานทุกอย่างก็วนกลับมาที่จุดเดิม แถมคล้ายจะหนักกว่าเดิมอีกต่างหาก

เราไปด้วยกันไม่ได้หรอกไมเคิล ผม...รับทุกสิ่งอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้จริงๆ”

ที่รัก! ผมจะปรับปรุงตัวนะ ครั้งนี้สัญญาเลย ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะนะครับ”

เหอะ! อย่าพูดในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้บ่อยนักสิไมเคิล รู้ไหมว่ามันทำให้ผมรู้สึกสมเพชมากแค่ไหน”

ผมรู้...”

เอาเถอะๆ ปล่อยขาผมได้แล้ว ผมจะรีบไปสนามบิน เดี๋ยวก็ตกเครื่องจนได้”

ไม่ปล่อย ผมไม่ให้คุณไป!”

เอ๊ะ! อย่ามาทำตัวพูดไม่รู้เรื่องนะ น่ารำคาญจริง!”

ไม่! ทำไมคุณถึงให้โอกาสอีกครั้งไม่ได้ล่ะ หรือว่าเป็นเพราะอาเหวิน? เพราะผมไม่รวยเหมือนมันใช่ไหม คุณถึงจะทิ้งผมไปหามัน!”

โอ๊ย! อย่ามาเพ้อเจ้อ ถ้าเราจะเลิกกันมันก็เป็นเรื่องของเราสองคน ไม่ได้เกี่ยวกับใครที่ไหนสักหน่อย แล้วก็นะ...เมื่อกี้ก็พูดอยู่ว่าจะไปสนามบิน หูหนวกหรือไง!”

นิธานขืนเรียวขาข้างหนึ่งที่ถูกไมเคิลกอดไว้ออกมาได้ในที่สุด ร่างสูงโปร่งคว้าเสื้อโค้ตตัวยาวมาพาดไว้ที่แขน ก่อนมือหนึ่งจะเอื้อมจับคันชักกระเป๋าเดินทาง เตรียมลากสัมภาระออกจากห้องไป “โชคดีแล้วกันนะ ขอให้หาคนที่รสนิยมตรงกันได้เร็วๆ ก็แล้วกัน ผมไปล่ะ”

แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้วผมเป็นคนมีเงิน เป็นคนรวย ไม่ใช่ลูกน้องระดับล่างของแก๊งมาเฟียกระจอกๆ อย่างที่ผมเคยบอกคุณไปตอนนั้นล่ะ คุณยังจะไปอีกไหม...” ไมเคิลพูดพลางเงยหน้าขึ้นมามองร่างที่กำลังจะเดินออกจากห้องไป

ร่างสูงโปร่งชะงักกึก หากไม่นานก็หันมาแค่นเสียงหัวเราะใส่คนพูด “โอ้ อย่างนั้นหรือ แล้วถ้าผมบอกว่าผมไม่ใช่แค่นักศึกษาธรรมดาๆ แต่เป็นเจ้าชายคนหนึ่งล่ะ คุณจะเชื่อไหม? บอกเลยว่าคุณได้ยินแล้วคิดอย่างไร ผมก็คิดเหมือนกันนั่นแหละ จุ๊ๆ สารรูปอย่างนี้เนี่ยนะจะมีเงิน? โธ่ไมเคิล อย่าพูดให้ขำไปหน่อยเลยน่า ที่ผ่านมาคุณยังออกค่าใช้จ่ายต่างๆ นานาได้ไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของที่ผมเป็นคนจ่ายเลยมั้ง ถ้ามีเงินจริงทำไมไม่ช่วยกันล่ะ หลอกกินเงินผมทำไม!?”

ผมพูดจริงนะ!”

เฮ้อ บอกแล้วไงว่าอย่าเพ้อเจ้อ ไปแล้วนะ เสียเวลาจริงๆ”

ห้ามไปนะ ถ้าคุณกล้าไป...สาบานได้เลยว่าครั้งหน้าถ้าได้เจอกันอีก ผมเล่นคุณหมอบแน่!”

เจอกันอีก? เหอะ! คงจะไม่เจอแล้วล่ะไมเคิล ขนาดชื่อนามสกุลจริงผมชื่อว่าอะไร คุณยังไม่รู้เลยแท้ๆ แล้วคุณจะหาผมเจอได้อย่างไร”

นี่คุณ!” ไมเคิลตาวาววับ “คุณโกหกผม!?”

ระหว่างเรามันมีอะไรที่จริงบ้างล่ะ?” นิธานย้อนถาม “เมื่อกี้คุณยังพูดอยู่เลยว่าความจริงแล้วคุณเป็นคนรวย ยอมรับเถอะน่าว่าระหว่างเรามันมีแต่เรื่องหลอกลวง แต่ว่านะ...สมมติว่าเกิดบังเอิญเจอกันอีกครั้งจริงๆ แล้วตอนนั้นคุณร่ำรวยให้ได้เท่าครึ่งหนึ่งที่ผมมี ไม่แน่ผมอาจจะลองพิจารณาคุณใหม่ก็ได้นะ เอ๊ะๆ แต่มาคิดๆ ดูแล้ว...มันก็คงจะไม่มีวันนั้นหรอก”

ได้! คุณจำคำพูดของคุณไว้ที่รัก แล้วคุณจะต้องเสียใจ!”

โอ้ ตอนนี้ผมก็รู้สึกเสียใจจนน้ำตาหยดแหมะๆ แล้วล่ะ ไปก่อนนะพ่อแว่นหนา บาย~” นิธานว่าไว้อย่างนั้นและหันหลังเดินออกจากห้องไป


นับแต่นั้นทั้งสองก็ไม่เคยเจอได้พบเจอกันอีกเลย


กาลเวลาผันผ่าน นิธานยังมีผู้ชายคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เจ้าตัวใช้ชีวิตเบิกบานสำเริงสำราญใจไปทั่ว นานเข้าก็ลืมผู้ชายที่ชื่อไมเคิล ลืมว่าครั้งหนึ่งตัวเองเคยพูดอะไรออกไปบ้าง ซึ่งนิธานมั่นใจมากว่าหากตัวเองคนเก่ายังคงอยู่ในร่าง ณ เวลานี้แล้วละก็ หมอนั่นก็คงจำไม่ได้แน่ว่าครั้งหนึ่งเคยสะบัดบ๊อบใส่ผู้ชายชาวจีนที่ชื่อหวังหลี่หมิงคนนี้น่ะ

นิธานคนนั้นจำไม่ได้ แต่เขาที่เพิ่งมาเข้าร่างนี้ยังจดจำได้อย่างชัดเจน

และแน่นอนว่าคราวซวยมันก็มาตกอยู่ที่ตัวเองนี่แหละ!


หมับ!


โอ๊ะ!”

แรงคว้าหมับเข้าที่บั้นเอวทำให้คนที่กำลังยืนระลึกความหลังอยู่ถึงกับสะดุ้ง นิธานร้องตกใจเบาๆ ก่อนจะพบว่าเป็นอามันต์ที่ยื่นมือมากอดเอวของตัวเองไว้

ฝ่ายนั้นดึงร่างของเขาเข้าไปประชิดตัว แหม ไม่ยักรู้ว่าคุณทั้งสองคนเคยรู้จักกันด้วยนะครับ” อามันต์ว่าพลางส่งยิ้มไปให้หวังหลี่หมิง ทว่าดวงตากลับไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลยสักนิด

แม้จะยังไม่รู้ว่าคู่ชีวิตของตนและเจ้าของกาสิโนใหญ่ในมาเก๊าคนนี้เคยไปรู้จักกันตอนไหน แต่เพียงแค่คำพูดที่ทั้งสองใช้โต้ตอบกันไปมาก็ทำให้ชายหนุ่มสามารถสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างได้แล้ว และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย

เมื่อเริ่มไม่ชอบใจ สัญชาตญาณการหวงคู่จึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

หวังหลี่หมิงมองท่าทางแสดงความเป็นเจ้าของของอามันต์แล้วก็หลุดหัวเราะในลำคอ ร่างสูงส่งสายตาเป็นเชิงท้าทายไปให้ฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา รู้จักกันดีเลยล่ะครับ เรียกได้ว่าไม่มีอะไรในร่างกายของคู่ชีวิตคุณที่ผม...ไม่รู้จัก”

คำพูดของหลี่หมิงเปรียบดังสายชนวนระเบิดที่ถูกจุดขึ้น ทันใดนั้นก็คล้ายจะมีสายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดผ่านดวงตาของอัลฟ่าทั้งสองคนอย่างรุนแรง

อามันต์พลันขบกรามแน่น หึ! อย่างนั้นหรือครับ” สัญชาตญาณการหวงคู่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มือหนากระชับฝ่ามือของตนแน่นขึ้น ทำให้นิธานขยับมายืนอยู่ในอ้อมกอดของเขาทั้งตัว ใบหน้าคมเข้มก้มลงจรดจมูกลงบนกระหม่อมของคู่ชีวิตอย่างแผ่วเบา ซึ่งนิธานเองก็ได้ทีทำเป็นหลับตารับสัมผัสที่คนตัวโตมอบให้อย่างเต็มใจ

เมื่อลืมตาขึ้นมา ดวงตาสีสวยของเขาก็ฉายแววรักใคร่ลึกซึ้ง ขณะที่ลอบกระซิบบอกบางอย่างเสียงเบา พาเราออกไปจากตรงนี้ที...”

หืม?” คนฟังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจมูกจะเปลี่ยนเป้าหมายมาที่แก้มนวลและถามกลับด้วยเสียงที่เบาไม่แพ้กัน “ว่าอะไรนะครับ คนสวย”

คำว่า ‘คนสวย’ ทำให้นิธานรู้สึกคิ้วกระตุกได้ไม่น้อย ทว่าคนสวยที่ว่าก็ทำเป็นเอียงหน้ารับการหอมแต่โดยดี “ช่วยพาเราไปให้พ้นไอ้บ้าคนนี้หน่อย”

ทำไมล่ะ ไม่ดีใจหรือที่ได้เจอ ‘เพื่อนเก่า’ ที่เขาอุตส่าห์ลงทุนเล่นแง่สารพัดอย่างกับผม เพียงเพื่อให้ได้เจอคุณเลยนะ” อามันต์ว่า “แต่...เห็นอย่างนี้ผมจะช่วยก็ได้”

งั้นก็ดี...”

แต่คุณต้องเรียกผมอย่างที่เคยเรียกก่อนนะ” อามันต์พูดต่อให้จบประโยค

ไอ้งก!” เห็นท่าทียักคิ้วหงึกๆ อย่างผู้ชนะของอีกคนแล้ว นิธานก็ได้แต่ฮึดฮัดขัดใจ “ให้ช่วยแค่นี้ทำไมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนด้วยล่ะ!”

เอ้า! งั้นผมไม่ช่วยนะ”

ท่านพี่~” คนต้องการความช่วยเหลือรีบเอ่ยคำที่ไม่ค่อยอยากพูดออกมาทันที ราวกับกลัวอีกฝ่ายเปลี่ยนใจ “ท่านพี่ที่รัก ช่วยน้องหน่อยนะครับ นะๆ นะครับท่านพี่อามันต์”

ไม่พูดเปล่า ดวงตากลมโตยังช้อนมองคู่ชีวิตของตนอย่างพยายามออดอ้อนด้วยอีกต่างหาก

อามันต์ที่คล้ายจะเห็นเจ้าแมวขนฟูกำลังเดินคลอเคลียพันแข้งพันขาผู้เป็นเจ้าของอย่างต้องการอ้อนขออะไรบางอย่างแล้ว ก็อดรู้สึกอยากจะจับอีกฝ่ายขึ้นมาอุ้มพร้อมเกาคอเกาคางให้ด้วยไม่ได้ ริมฝีปากหนาจรดลงบนใบหูที่กำลังขึ้นสีแดงนิดๆ พลางกระซิบบอก “เห็นแก่ที่ทำตัวน่ารักมาก ครั้งนี้พี่จะช่วยน้องสักนิดก็ได้”

ฮึ่ม! แอบลวนลามกันเข้าไปสิ สึกหมดแล้วหน้าเน่อหูเหอเนี่ย! คนน่ารักลอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ทว่าภายนอกก็ยังทำท่าเขินอายคู่ชีวิตของตนได้อย่างน่าดู

อ้อ! ทีมงานเขานัดน้องกี่โมงนะ นิธาน” อามันต์กลั้นขำสุดชีวิต เมื่อเห็นคนตัวเล็กกว่าลอบถลึงตาใส่ตัวเองอย่างเกรี้ยวกราด ยามอีกฝ่ายได้ยินคำเรียกที่เขาเอ่ยขึ้นมา

ฝ่าย ‘น้อง’ อย่างนิธานแอบหยิกนิ้วลงบนเอวหนาของคนข้างกายแรงๆ ก่อนจะทำเป็นสะดุ้งและร้องออกมาคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “จริงสิ! น้องลืมไปเลยท่านพี่ อีกเดี๋ยวก็คงต้องไปแล้วล่ะ” นิ้วเรียวถูกยกขึ้นจิ้มที่ขมับแล้วทำหน้ามุ่ย ท่าทางน่ามองเป็นอย่างยิ่ง “อ่า...แย่จัง ทำไมถึงลืมได้นะ ดีนะที่ท่านพี่เตือนขึ้นมาก่อน”

มัวแต่ดูของจนเพลินน่ะสิเราน่ะ” อามันต์จิ้มหน้าผากเกลี้ยงเกลาอย่างมันเขี้ยว ก่อนกายสูงใหญ่จะหันมาทางหวังหลี่หมิงอีกครั้ง แล้วทำเป็นตกใจที่ยังเห็นอีกคนอยู่ตรงนี้ “อ๊ะ! ขอโทษด้วยที่ทางเราเสียมารยาท ‘จู๋จี๋’ กันต่อหน้าคุณเสียนาน แต่ดูท่า ‘ภรรยาของผม’ จะต้องไปเตรียมตัวสำหรับงานเปิดตัวแล้วล่ะ อย่างไร ‘ครอบครัวของผม’ ก็คงต้องขอตัวก่อนแล้วนะครับ มิสเตอร์หวัง...”

มีหลายคำที่อามันต์เน้นเป็นพิเศษ ริมฝีปากแย้มยิ้มขออภัย ทว่าดวงตากลับจ้องมองไปยังร่างที่สูงใหญ่เทียบตนไม่ติดสักนิดราวกับจะเยาะเย้ยอยู่ในที

นั่นทำให้ผู้ที่ได้รับสารนั้นถึงคราวคิ้วกระตุกขึ้นมาบ้างแล้ว

ครับ” หวังหลี่หมิงขยับสองมือไปไพล่ไว้ด้านหลังแล้วกำหมัดแน่น เขาพยักหน้าให้คู่สนทนาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ผมเองก็ดูจะเข้ามาผิดจังหวะไปหน่อย งั้นเอาไว้เราไปเจอกันที่หน้าเวทีนะครับ”

ได้เลยครับ” อามันต์ว่า เขาก้มหน้าลงมาหาลูกน้อยที่กำลังสนใจของเล่นชิ้นใหม่ จากนั้นก็หันมองคู่ชีวิต “ไปกันเถอะ พี่จะไปส่งนะ”

ได้” นิธานส่งยิ้มตาหยีให้อามันต์ ก่อนจะหันมาผงกหัวให้กับเพื่อนเก่าของตน “ขอตัวก่อนนะครับ” 

เมื่อร่ำลากันเป็นที่เรียบร้อย คู่ชีวิตทั้งสองก็ขยับกายก้าวเดินผ่านหวังหลี่หมิงไป ตามด้วยมีนาและบอดี้การ์ดอีกสองคนที่เดิมประกบปิดท้าย

คนหนึ่งเอ่ยวาจาหยอกล้อลูกน้อย อีกคนแกล้งทำท่าจะถอดสร้อยข้อมือเส้นยาวออกจากแขน ส่งผลให้ไอศูรย์ตัวน้อยร้องประท้วงไม่เป็นภาษา ท่าทางนั้นทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็กชายพากันหัวเราะยกใหญ่ เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากผู้ที่พบเห็นได้ไม่น้อย


ช่างเป็นครอบครัวที่น่ารักอะไรอย่างนี้ ดูสองคนนั้นสิ ไม่ว่าจะมองมุมไหนๆ ก็ดูเหมาะสมกันเหลือเกิน


นี่เป็นความคิดของคนทั่วไปที่มองมายังครอบครัวเล็กๆ นี้


หากแต่ยังมีคนหนึ่งที่ไม่เห็นเป็นเช่นนั้นด้วย


ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเผยความอาฆาตออกมาวูบหนึ่ง หวังหลี่หมิงจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะเปล่งเสียงกระซิบลอดไรฟัน



หึ! สุขสันต์กันเสียให้พอ ก่อนที่หลังจากนี้จะไม่ได้มีความสุขกันอีก!”




-TBC-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.561K ครั้ง

374 ความคิดเห็น

  1. #15451 Mint🍃 (@parkwa) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 01:17
    อะไรของเมิงงงงง แค้นไรขนาดน้านนนน
    #15451
    0
  2. #15264 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 17:52
    สงสารคุณแม่จัง โดนลูกงอนเรื่องตัดผมด้วยอ่ะ แต่เด๋วคุณพ่อต้องงอนอีกคนแน่ๆ 5555
    #15264
    0
  3. #15121 Tetsuu (@4427) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 15:12
    เหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูกเลยนะคะเนี่ย แหม!!
    #15121
    0
  4. #14446 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 07:30
    ลูกเขาชอบผมยาวๆไง55
    #14446
    0
  5. #14097 kksssp (@kksssp) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 20:13
    เอาแล้ว ลูกงอนเลยหนูเอ๊ย 555555 ถึงคนพ่อไม่รู้แต่คนลูกก็ไม่ชอบให้แม่ตัดผมเหมือนกัน อุตสาห์ผ่านมาได้คนหนึ่งแท้ๆ 5555
    #14097
    0
  6. #13466 greentealatte ♡ (@qltz) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 11:59
    อ้าวลูกงอนเฉยเลย ทีนี้พ่อจะงอนด้วยมั้ยถามจริงๆ555555
    #13466
    0
  7. #12735 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 14:46
    โธ่ลูกงอน ง้อเลย
    #12735
    0
  8. #12718 chalillxx_ (@chalillxx_) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 12:30
    เกลียดรถน้องได้มั้ยอะ ทำไมรส.เหมือนแมลงสาปมากอะ5555
    #12718
    0
  9. #12680 RealThxnB (@RealThxnB) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 23:39
    ลูกชอบผมยาวค่ะ คุณแมมมม่!!!
    #12680
    0
  10. #12620 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 16:25
    555555 ลูกชอบเล่นผมแม่อะเนอะ เวลานอนก็กำผมแม่ตลอด
    #12620
    0
  11. #12572 hanatsuki33 (@hanatsuki33) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 23:58
    นิสัยได้พ่อ ไม่อยากให้ตัดผม555
    #12572
    0
  12. #12193 MuuKaew (@MuuKaew) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 08:57
    งอคุณลูกด่วนๆค่ะงอนแม่แล้ว
    #12193
    0
  13. #11199 ฮ่อยจ๊อ (@21298) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 07:31
    จริงๆก็อยากเห็นตอนตัดสั้นเหมือนกันนะ
    #11199
    0
  14. #11172 nin28041992 (@nin28041992) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 14:18
    555ลูกชายงอนเฉย
    #11172
    0
  15. #10992 tuntiiz (@tuntiiz) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 11:18
    อยากเห็นน้องตัดอันเดอร์คัทนะ 555
    #10992
    0
  16. #10792 [In_My_DreaM] (@i-sompannn) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 00:41
    555 เอ็นดูหนูไอจังเลยงอนแม่ซะแล้ว
    #10792
    0
  17. #10345 BezT25 (@BezT25) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 17:36
    โดนลูกงอนเลย5555
    #10345
    0
  18. #10234 กะเทย. (@Mice112) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 22:00
    สงสารนิรัช555
    #10234
    0
  19. #10213 «PhuengAugust» (@pvaugust) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 16:34
    คนพ่อนาะไม่รู้แต่คนลูกนาะงอนแล้ววววว
    #10213
    0
  20. #10186 JutamasPromyota (@JutamasPromyota) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 11:35
    ชิบหายแล้ว โดนลูกงอน5555
    #10186
    0
  21. #10165 itzmeboombim (@itzmeboombim) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2561 / 23:34

    หนีไปตัดผมคราวนี้ถึงไม่มีใครมาขัดแต่ก็ถูกลูกงอนจ้า

    #10165
    0
  22. #9997 arbyunse (@arbyunse) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 12:22
    อยากให้ตัดผมง่า...
    #9997
    0
  23. #9944 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 20:41
    โถ่ลูกจ๋า
    #9944
    0
  24. #9639 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 23:02
    เอาแล้วโดนลูกงอนเลย
    #9639
    0
  25. #9387 NuMuE (@NuMuE) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 17:26
    โธ่ ลูกงอน5555
    #9387
    0