[END] กาลครั้งหนึ่ง...นานไม่ถึงไหน {Omegaverse}

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,510,528 Views

  • 15,453 Comments

  • 30,627 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    11,535

    Overall
    1,510,528

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 14 คิดถึงคนไกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71600
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4737 ครั้ง
    13 มี.ค. 62


ตอนที่ 14

คิดถึงคนไกล



“เสียดายที่คืนนี้ลูกไม่ได้ค้างด้วย”

เฮเลนว่าออกมาอย่างเสียดาย เมื่อหลังรับทานอาหารมื้อเย็นกันเสร็จ ก็เป็นเวลาที่ลูกชายคนโตของเธอจะต้องกลับบ้านแล้ว

นิธานส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับมารดา “ถ้าที่บ้านนั้นไม่มีใครอยู่อีก ลูกก็คงจะมาค้างที่นี่สักคืนสองคืนแล้วล่ะครับ แต่พอดีช่วงนี้คุณไอยาเธอกลับมาที่เที่ยวที่นี่พอดี ลูกกลับไปอยู่เป็นเพื่อนเธอหน่อยดีกว่า ไม่อย่างนั้นคงเหงาแย่”

ใครได้ฟังแล้วก็คงอดคิดไม่ได้ว่าผู้พูดช่างเป็นคนมีน้ำใจนัก กับแม่สามีก็ยังมีความห่วงใยให้เต็มเปี่ยม ทั้งคำพูดคำจายังสุภาพอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นคนที่ยังไม่ชินกับนิธานในโหมดนี้ก็ต้องรู้สึกรับไม่ได้ ปรับตัวไม่ทันกันเป็นธรรมดา

“แหม น้องล่ะไม่ชินกับท่านพี่เวอร์ชันอ่อนโยนแบบนี้เลยค่ะ กลับไปร้ายๆ เหมือนเดิมไม่ได้หรือคะ” นาตาชากลอกตามองบนอย่างนึกหมั่นไส้พี่ชายสุดๆ แม้จะคิดว่าที่พี่เป็นแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ลึกๆ ก็อดรู้สึกขนลุกขนพองไม่ได้อยู่ดี หล่อนบ่นพึมพำอย่างเสียดาย “เฮ้อ! อย่างนี้ก็ไม่มีคนคอยทะเลาะด้วยแล้วสิ เสียดายจัง”

“หึ! เดี๋ยวพี่ได้ร้ายแน่ถ้าเรายังกวนอยู่แบบนี้ละก็นะ” นิธานว่าติดตลก มือหนึ่งยกขึ้นยีผมที่น้องสาวมัดรวบไว้อย่างมันเขี้ยว ทำเอาฝ่ายคนผมเริ่มยุ่งร้องโวยวายดังลั่น “โอ๊ย! ท่านพี่คะ หัวน้องมันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย อย่าทำร้ายมันได้ไหมคะ!”

“หึ!” พอได้แกล้งจนสาแก่ใจแล้ว ผู้เป็นพี่ก็ส่งเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักให้กับท่าทางหวงผมนักหนาของนาตาชา นิธานหันมาพูดกับบิดาตน “รักษาสุขภาพด้วยนะครับท่านพ่อ ลูกกลับก่อนนะครับ”

“เข้าใจแล้ว เราเองก็อย่าลืมรักษาสุขภาพด้วยล่ะ” นิธิศยกมือขึ้นลูบผมลูกชายอย่างใจดี “แต่ตอนนี้คงไม่น่าห่วงเท่าไหร่ล่ะมั้ง ดูสิเนี่ย...ร่างกายดูมีเนื้อมีหนัง ไม่ผอมกะหร่องเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนั้นแค่โดนน้องสาวผลักนิดผลักหน่อยยังเซไปตั้งหลายก้าว”

“โธ่ อย่าแซวกันสิครับท่านพ่อ” คนที่ในอดีตเคยสู้ไม่ได้แม้แต่กับน้องสาวร่างกายผอมบางทั้งสองคนทำหน้ายับยู่ยี่ “เดี๋ยวนี้ลูกแข็งแรงขึ้นมากแล้วนา วิ่งก็ไม่เหนื่อย แรงต่อยมวยก็ยังมี”

“โอ้ ถึงขั้นต่อยมวยด้วยเลยรึ?” ฟังแล้วบิดาของชายหนุ่มก็พลันหัวเราะร่วน “ดี ดีมาก ต้องอย่างนี้สิถึงสมกับเป็นผู้ชายหน่อย ฝึกไว้บ้างก็ดี เผื่อจะได้เอาไว้ใช้ป้องกันตัว” ดวงตาสีอำพันทอดมองร่างของบุตรอันเป็นที่รักอย่างดีใจ “ในที่สุดก็โตได้สักทีนะนิธาน...”

“ฮ่าๆ ลูกโตมาตั้งนานแล้วต่างหากครับ อายุก็จะสามสิบอีกไม่กี่ปีแล้ว ท่านพ่อน่ะพูดอะไรก็ไม่รู้” นิธานแสร้งทำเป็นตลก เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกอ่อนไหวในใจของตัวเอง

นิธิศฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวอ่อนใจ เห็นลูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแบบนี้แล้วก็ค่อยรู้สึกวางใจได้ขึ้นมาหน่อย 

เมื่อลาท่านพ่อเรียบร้อยแล้ว นิธานก็คิดจะโบกลาน้องๆ ต่อ ทว่าคนหนึ่งในนั้นกลับพุ่งเข้ามารวบตัวเขาไปกอดเอาไว้ก่อนนี่สิ

“โอ๊ย! นารา จำเป็นต้องกอดแน่นขนาดนี้ไหม ปล่อยก่อนสิ!” ผู้เป็นพี่ชายที่ร่างบางกว่าน้องโขดิ้นรนไปมา สองขาทั้งถีบทั้งเตะ หมายจะให้เจ้าน้องร่างถึกคนนี้ปล่อยตนสักที หากแต่ผู้ที่ถูกต่อต้านกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด นาราซุกหน้าลงกับซอกคอของนิธาน ก่อนทำการสูดกลิ่นหอมๆ ที่ตนชอบเข้าปอดจนพอใจ “ปล่อยไปให้ท่านพี่ถีบน้องอีกน่ะหรือ ไม่เอาล่ะ ขอกอดให้ชื่นใจก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยปล่อย ไม่ได้กอดมาตั้งนานแล้ว”

บราค่อนผู้ไม่สนใจว่าพี่จะมีท่าทางอย่างไรต่อตนแกล้งกอดคนไว้อยู่อย่างนั้น แถมยังหัวเราะฮ่าๆ ดูสะใจใหญ่ คนอื่นเห็นแล้วก็ชักรู้สึกอยากจะเข้าไปเล่นด้วยคน

“มาๆ งั้นน้องขอกอดด้วย!”

นาตาชาส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พูดจบก็โผเข้ากอดพี่ชายคนโตจากทางด้านหลัง ใบหน้าของหญิงสาวซุกลงบนแผ่นหลังบอบบาง ต่อมานิรัชก็กระโดดเข้ามาร่วมวงเป็นคนที่สาม ตามมาด้วยนาวียากับเฮเลน ก่อนจะปิดท้ายด้วยนิธิศ ผู้เป็นทั้งบิดาและสามีของคนในครอบครัว ที่รวบกอดคนที่รักทั้งหมดไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง

เสียงหัวเราะดังสอดประสาน บรรยากาศแห่งความสุขและความอบอุ่นอ่อนโยนลอยอบอวล ชวนให้ข้ารับใช้ที่เฝ้ายืนรออยู่รายล้อมเผยรอยยิ้มปลื้มปีติออกมาโดยทั่วกัน

ส่วนคนที่กลายร่างเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลางวงอย่างเช่นนิธานนั้น ก็ได้แต่เปิดปากร้องโอดโอยไปกับน้ำหนักที่ถาโถมมาจากทุกทิศทาง

“โอ๊ย! อะไรกันเนี่ย จะแบนแล้ววว~”


==========

 

“หึ! ทำไปได้”

เสียงใสหลุดขำออกมาก่อนจะส่ายหัวอ่อนใจ เมื่อนึกถึงภาพที่ตนถูกทุกคนรุมกอดตรงบันไดหน้าบ้าน ซึ่งกว่าจะหลุดออกจากวงนั่นได้ก็ทำเอาเขาหายใจแทบไม่ออก ทว่าใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของทุกคนก็ไม่อาจทำให้ตนนึกโมโหโกรธาได้จริงๆ

ทุกอย่างมันดูอบอุ่นมาก อบอุ่นจนรู้สึกเต็มตื้นไปทั้งอก

ไม่รู้จะด้วยบรรยากาศหรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านั้นช่วยทำให้นิธานปรับตัวเข้ากับครอบใหม่ของตัวเองได้ง่ายกว่าที่คิดนัก

แม้สมาชิกในครอบครัวดูเยอะเป็นพิเศษ อีกทั้งบรรยากาศที่ได้อยู่ร่วมกันแต่ละครั้งก็ช่างวุ่นวาย แต่ทั้งหมดนั้นกลับไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันจนน่าแปลกใจ แต่ละคนดูรักใคร่กันดีจนน่าอิจฉา ยิ่งเมื่อนิธานเอ่ยปากว่าอยากจะเริ่มต้นใหม่ อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทุกๆ คนก็ดูจะยิ่งให้ความร่วมมือดีมาก โดยเฉพาะนาตาชากับนาวียาที่ถึงจะมีการพูดแซวแบบเจ็บๆ อยู่บ้าง แต่ทั้งสองก็ไม่ได้มีท่าทางตั้งแง่กับเขาเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาตลอดอีกแล้ว

พอคิดถึงตรงนี้คิ้วเรียวก็เริ่มขมวดมุ่น...

แต่ดูทุกคนจะยอมรับกันง่ายเกินไปหรือเปล่านะ?


จริงอยู่ที่นิธานพอจะรู้ว่าตัวเองคนก่อนนั้นไม่ได้ทำตัวร้ายกาจกับพี่น้องมากนัก แต่ทั้งหมดก็ไม่อาจเรียกได้ว่าสนิทสนมกลมเกลียว เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าตัวจะชอบอยู่คนเดียวมากกว่า ไม่ก็มักจะหาเรื่องอะไรมาพูดให้บรรดาน้องสาวของตัวเองเกิดอาการอกแทบแตกตายแก้เซ็ง แม้แต่นิรัชเองก็ถูกคุณพี่ชายคนโตทำตัวข่มออกบ่อยไป สจะมีก็แต่นาราที่ถือว่าดวงดีกว่าคนอื่นเขานิดหน่อย

รายนี้เนื่องจากเกิดมาเป็นอัลฟ่า จึงต้องถูกจับแยกกับครอบครัวตั้งแต่เจ้าตัวเรียนจบชั้นประถม เนื่องจากภายในบ้านนั้นมีนิธานที่เป็นโอเมก้าอยู่

ตามธรรมชาติแล้วเมื่อโอเมก้าเกิดอาการฮีท ร่างกายจะมีการหลั่งสารฟีโรโมนดึงดูดอัลฟ่าที่อยู่ใกล้ๆ เข้ามา เวลานั้นหากอัลฟ่าคนใดได้สูดกลิ่นนี้เข้าไป สมองก็จะค่อยๆ ปล่อยให้สัญชาตญาณได้เป็นฝ่ายควบคุมร่างกาย ความรู้สึกนึกคิดและสติสัมปชัญญะลดน้อยถอยลงจนแทบไม่มีเหลือ และเมื่อถึงจุดที่ร่างกายหลุดออกจากการควบคุมอย่างสมบูรณ์ อัลฟ่าและโอเมก้าก็จะกระโจนเข้าหากัน โดยไม่สนแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และมีความสัมพันธ์อย่างไรกับตน ดังนั้นการปล่อยให้นิธานกับนาราได้อยู่ใกล้ชิดกันจนโตก็เหมือนกับเป็นการทำร้ายคนทั้งคู่ทางอ้อม มีเพียงการจับแยกกันตั้งแต่ยังเล็กและการให้คำอธิบายถึงความจำเป็นอย่างเพียงพอเท่านั้น ที่จะไม่ทำให้สายสัมพันธ์ของครอบครัวเดียวกันต้องสลายหายไป

สำหรับนาราแล้ว การต้องเป็นฝ่ายถูกแยกจากพี่ชายและครอบครัวอันเป็นที่รักนั้นนับเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก ทว่าเพราะเข้าใจถึงความจำเป็นนั้นดี ตลอดจนการได้รับความรักความเอาใจใส่จากคนในครอบครัวอยู่เสมอ แม้วันที่ต้องห่างกันไกล เขาจึงสามารถก้าวข้ามผ่านความโดดเดี่ยวในวัยเด็ก และสามารถรักษาความเป็นตัวของตัวเองมาได้จนถึงทุกวันนี้

นาราถูกส่งไปเรียนไฮสคูลที่ประเทศอังกฤษ และจะกลับบ้านได้เฉพาะช่วงปิดเทอมเท่านั้น กระทั่งหลังนิธานจับคู่กับอามันต์เรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับมาที่บ้านได้บ่อยตามใจต้องการ ไม่มีตั้งกฎข้อห้ามใดๆ อีกต่อไป และไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ค่อยได้เจอพี่คนโตหรืออย่างไร รู้ตัวอีกทีนาราก็กลายเป็นพวกติดพี่ชายไปเสียแล้ว คราวนี้แม้นิธานคนนั้นจะพยายามไล่น้องไปให้พ้นๆ มากแค่ไหน แต่พอเผลอทีไร เจ้าน้องคนสุดท้องคนนี้ก็มักจะดอดเข้าไปหาตัวเองถึงในห้องทุกที

แต่ก็นั่นแหละ นี่เขาก็เคยทำตัวแสบสันกับทุกคนไว้เยอะขนาดนั้น มาถึงตอนนี้ทำไมถึงได้ให้อภัยกันง่ายๆ แบบนั้นล่ะ?

โอ๊ย! ปวดหัว ไม่คิดมันแล้วโว้ย! เมื่อคิดมากๆ แล้วยังไม่อาจมองเห็นคำตอบ นิธานก็ตัดสินใจเลิกคิดเรื่องพวกนี้ไปโดยปริยาย

หันมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ก่อนจะปล่อยให้จิตใจได้ล่องลอยไปกับภาพแสงไฟหลากสีและความวุ่นวายยามค่ำคืนของเมืองหลวงแห่งนี้


เวลา...


จะว่าผ่านไปเร็วก็ว่าเร็ว จะบอกว่าช้าก็ว่าช้านัก


ก่อนจะก้าวผ่านประตูมิติบานนั้นมา นิธานเคยคิดไว้ว่าอยากลองกลับไปประเทศไทยสักครั้ง แล้วต่อจากนั้นก็คงออกท่องเที่ยวไปทั่วโลก มุ่งหน้าไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ไปเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับชีวิต พักผ่อนใช้เงินทองที่มีอยู่ให้หนำใจแล้วค่อยกลับมาเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ สักอย่างหนึ่ง จากนั้นก็มีความสุขกับกองเงินกองทองของตัวเองไปจนตาย

แต่ว่าตอนนี้เขากลับทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้แน่นอน เพราะตัวเองดันมีลูกที่ยังเล็กให้ต้องดูแล อะไรที่เคยคิดมามันเลยพังตามๆ กันไปหมด คงต้องรอให้ลูกโตกว่านี้อีกสักหลายปี เขาถึงจะวางใจแล้วค่อยหันกลับมาคิดเรื่องอนาคตของตัวเองอีกครั้ง

แต่จะว่าไป ถ้าแม่สาวอันนาคนนั้นไม่คิดจะเคลมตัวเองเป็นแม่ของไอศูรย์ แล้วบังเอิญเขาไปพบความจริงเข้า ไม่แน่เขาก็อาจจะขยับตัวทำอะไรได้มากกว่านี้ก็ได้ แต่ในเมื่อหลวมตัวเอ่ยปากไล่หล่อนออกไปอย่างนั้นแล้ว นิธานก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง เพราะแม่ในโลกก่อนหมั่นสอนเขาเสมอว่าต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ หากหลงทำอะไรผิดไปก็ต้องยอมรับผิด มีอะไรแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ก็ค่อยแก้ ดังนั้นนิธานจะทำให้แม่ผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด


‘แม่’


พอคิดถึงคำนี้แล้ว ชายผู้ซึ่งต้องจากลามารดาอย่างกะทันหันก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย...

ตอนนี้นิธานมีชีวิตใหม่ที่ดีเกินพอแล้ว เขามีโอกาสได้เริ่มใหม่อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่ว่าแม่ล่ะ...ป่านนี้แม่จะเป็นอย่างไรบ้างแล้วนะ?

แม่จะยังร้องไห้อยู่ไหม ยังรู้สึกเสียใจอยู่หรือเปล่า

วันนั้นที่ไปหา...จะพอรับรู้ได้บ้างไหมนะ? แต่ถ้ารู้ก็ดีสิ แม่จะได้เลิกโทษตัวเองสักที เพราะมันไม่ใช่ความผิดของแม่สักหน่อย เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมันก็แค่เป็นไปตามดวงชะตาของร่างนั้น

คนมันถึงฆาตแล้ว จะเอาอะไรมาดึงมารั้งไว้ก็ต้านไม่อยู่หรอก


“แต่ก็คิดถึงจัง...” ริมฝีปากบางหลุดคำภาษาไทยออกมาอย่างเคยชิน ส่งผลให้ไอศูรย์ที่สองมือกำลังกุมนิ้วของผู้เป็นแม่อยู่ส่งเสียงถามตามมา “มามมา...”

“หืม? อะ...อะไรนะครับ” เสียงเรียกของลูกทำให้นิธานที่กำลังเหม่อลอยได้สติ และเพิ่งได้รู้ว่าเสียงของตนสั่นเครือแค่ไหนเวลาพูดออกมา ถัดจากนั้นจึงเป็นความรู้สึกเปียกชื้นบริเวณข้างแก้ม พอเขาลองยกมือขึ้นปาดดู

ถึงได้รู้ว่ามันคือน้ำตา...

เผลอร้องไห้ออกมาหรือนี่

เขารีบเช็ดหน้าเช็ดตาให้ดูเป็นปกติแล้วค่อยก้มลงไปคุยกับลูกชาย “ว่าไงครับลูก” สองมือป้อมกอบกุมใบหน้าที่ตนคุ้นเคยดีเอาไว้พลางขมวดคิ้วนิดๆ “ทาทา...มา...”

“อ๋อ นี่หรือครับ” นิธานเลื่อนมือของลูกมาจับตรงข้างแก้มของตนที่เคยชุ่มไปด้วยน้ำตามาก่อน  “นิธานไม่ได้เป็นอะไรครับ ไม่มีอะไรเลย บ๋อแบ๋ๆ เลยเห็นไหม” พูดจบก็จุ๊บลงบนที่ฝ่ามือของลูกชายอย่างเอาใจ ทำให้เจ้าตัวน้อยลืมเรื่องที่กำลังสงสัยไปเสียหมด หัวเราะร่าชอบอกชอบใจใหญ่

“ง่วงไหมลูก ถ้าง่วงก็หลับตานะ ได้เวลานอนแล้วนี่นา”

“ฮ้าว~” ราวกับต้องมนต์ เพียงแค่มารดาถามว่าง่วงไหมเท่านั้น เด็กชายไอศูรย์ก็พลันอ้าปากหาวอย่างน่ารักทันที นิธานจึงอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา นิ้วบีบจมูกเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างมันเขี้ยว “เด็กคนนี้นี่นะ” ว่าพลางตบพุงของลูกชายเบาๆ ราวกับจะกล่อม “ง่วงก็นอนไปเลยคนเก่ง ไม่ต้องฝืนนะครับ”

คราวนี้พอเจอทั้งแรงกล่อม เจอทั้งความเย็นสบายของแอร์ในรถ ไอศูรย์ฝืนทนต่อไปได้ไม่ถึงสิบนาทีก็ผล็อยหลับไปเสียแล้ว นิธานจึงนำผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมตัวลูกเอาไว้ มือลอบเกลี่ยปอยผมและผิวแก้มนุ่มนิ่มของทารกน้อยเบาๆ

สายตาที่มองเด็กชายนั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่ จังหวะหนึ่งก็หลุดปากพึมพำถึงมารดาในชีวิตก่อนของตนเสียงเบา

“ถ้าแม่ได้มีโอกาสมาเห็นตาหนูนี่สักครั้งก็คงจะดีนะ อยากให้แม่อยู่ด้วยจังเลย...”


==========


หลังจากกลับไปเยี่ยมครอบครัวของตัวเองในวันนั้น นิธานก็รู้สึกว่าพักนี้ตัวเองมักเกิดอาการขี้หงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ในแต่ละวันก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้น่าหงุดหงิดเลยสักนิด ไอศูรย์ก็เลี้ยงง่ายเป็นปกติ ไม่มีการงอแงหรือก่อกวนอะไรทั้งสิ้น กับไอยาก็เข้ากันได้ดี ฝ่ายนั้นออกไปบริษัทเพื่อจัดการงานแทนอามันต์บ้าง พอกลับมาบ้านก็มาเล่าอะไรตลกๆ ให้เขาฟัง ซึ่งแน่นอนว่านั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนข้าทาสบริวารเองก็ไม่ได้ทำอะไรขาดตกบกพร่องให้ต้องติติง

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ล่ะเนี่ย?

ไหนจะเจ้าอาการใจโหวงๆ นี่อีก เป็นอะไรไปนะเรา

ท่าทางหน้านิ่วคิ้วขมวดของนิธาน ทำให้คนที่กำลังลอบมองอยู่เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาจนได้ ไอยาที่เพิ่งกลับมาจากงานการกุศลจึงสะกิดเรียกมีนาพลางถามเสียงเบา “คุณมีนา...เจ้านายของคุณเขาเป็นอะไรคะนั่น”

“ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” มีนาตอบด้วยสีหน้าจนใจ เพราะเธอก็ไม่อาจทราบได้จริงๆ ว่าเจ้านายคนนี้เป็นอะไรไปอีกแล้ว “ท่านชอบนั่งเหม่ออย่างนี้มาหลายวันแล้วนะคะ พอถามเข้าก็บอกว่าไม่มีอะไร”

“งั้นหรือ?” ไอยาพยักหน้าคล้ายจะเข้าใจ “อ้อ! แล้วนี่อามันต์ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า ฉันลองโทรไปหาก็ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้เป็นอะไร”

“เอ...น่าจะไม่มีนะคะ เพราะคุณท่านชอบโทรมาช่วงเช้า ตอนนั้นมีนาจะอยู่ด้วยตลอด แต่สองสามวันนี้ไม่เห็นมีสายเข้ามาค่ะ”

“แล้วหายไปไหนของเขานะ ไหนว่าจะกลับมาตั้งแต่เสาร์ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ...” ไอยาคล้ายจะนึกอะไรออกแล้ว หล่อนพลันเบิกตากว้าง ก่อนจะรีบสะกิดถามมีนาอย่างตื่นเต้น “คุณว่านิธานเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะคะ”

“เอ่อ...สักสองสามวันได้แล้วค่ะ”

ยิ่งถาม ผู้เป็นแม่สามีของนิธานก็ยิ่งมีท่าทางลุ้นระลึกจนน่าแปลกใจ “เป็นตั้งแต่วันที่อามันต์ไม่ได้ติดต่อมาใช่ไหม?”

“ก็...” คราวนี้มีนาคิดอยู่นานทีเดียว “น่าจะใช่นะคะ...”

คราวนี้ล่ะ ไอยาก็ได้ทีตบเข่าฉาด “นั่นไงๆ ฉันว่าฉันรู้แล้วว่าเจ้านายคุณเป็นอะไร”

“ปะ...เป็นอะไรหรือคะ” ผู้ดูแลสาวถามด้วยสีหน้างงงวย นึกตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ คนตรงหน้าก็มีท่าทางดีอกดีใจ

“เถอะน่า...เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฝ่ายคนรู้อะไรดีๆ ขยิบตาใส่มีนาอย่างขี้เล่น

ไอยารีบลุกขึ้นเดินไปหาคนที่กำลังนั่งกอดหมอนทำขมวดคิ้วอยู่ แล้วแสร้งกระแอมไอขึ้นมาดังๆ “อะแฮ่ม!” นั่นทำให้คนเหม่อหลุดพลันสะดุ้ง “หือ?” นิธานหันขวับมามองต้นเสียง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “อ้าว! กลับมาแล้วหรือคุณไอยา”

แม่สามีของชายหนุ่มส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ “กลับมาแล้วค่ะ”

“อ้อ” นิธานพยักหน้าหงึกหงัก “แล้วงานการกุศลนั่นเป็นไงบ้างล่ะ สนุกไหม?”

“ก็น่าเบื่อเหมือนเดิมนั่นล่ะค่ะ แต่ละคนเอาแต่ใส่หน้ากากเข้าหากันจนแม่รู้สึกเอียน” ไอยาเล่าไปเบ้ปากไป ดูก็รู้ว่าหล่อนคงไม่ชอบจริงๆ “ว่าแต่นิธานเถอะค่ะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ แม่เห็นนั่งเหม่อเชียว”

คนถูกถามตอบงึมงำ “อา...ก็ไม่ได้เป็นอะไรนะ”

“อย่างนั้นหรือคะ” ไอยาฉวยจังหวะที่นิธานหันกลับไปมองไอศูรย์ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนหล่อนจะเอ่ยปากเสนอตัวขึ้นมาอย่างคนมีน้ำใจ “แต่ถ้านิธานมีอะไรอยากจะปรึกษาแม่ก็พูดมาได้เลยนะคะ อย่างไรเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนี่นา ไม่ต้องเกรงใจไปค่ะ”

“ฮะๆ ก็ได้ๆ” ฟังแล้วคนเป็นสะใภ้ก็หลุดขำ “ขอบคุณมากคุณไอยา แต่ว่าไม่มีอะไรจริงๆ นะ ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

“งั้นก็ตามใจค่ะ” เมื่อเห็นว่าอีกคนยังไม่ยอมติดกับของตน ไอยาจึงพูดกระตุ้นต่ออีกนิด “เอ ว่าแต่อามันต์หายไปเลยนะคะเนี่ย ไหนว่าจะกลับตั้งแต่วันเสาร์ ป่านนี้ก็ยังไม่ติดต่อมาเลย”

และประโยคนั้นก็ทำให้ใครบางคนคิ้วกระตุกขึ้นมาจริงๆ

นิธานพลันเบ้ปาก เผลอตัวเดินเข้าสู่กับดักของไอยาไปโดยไม่รู้ตัว “หึ! ไม่กลับมาเร็วๆ นี้สิดี หายไปได้ตลอดเลยยิ่งดีใหญ่ เราเบื่อขี้หน้าจะแย่”

“แหม แต่คนที่นิธานอยากให้หายไปนั่นก็ลูกแม่นะคะ” คนเป็นแม่ของอามันต์ว่าพลางหัวเราะคิกคัก “ว่าแต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ระวังนิธานจะคิดถึงเอาน้า”

“หืม? แล้วเราจะไปคิดถึงเขาทำไมกัน” เขาทำท่าขนลุก “คุณก็รู้นี่ว่าเรากับลูกคุณน่ะไม่ชอบหน้ากันจะตาย จะเอาอะไรมาคิดถึง”

“นิธานอาจจะไม่คิด แต่ร่างกายกับจิตใจน่ะก็ไม่แน่นี่นา”

“นั่นก็ไม่ใช่แน่นอน”

“แหม มั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือคะ ” ไอยาหรี่ตาลงข้างหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยวาจาแนะนำอย่างผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน “เผื่อนิธานจะยังไม่รู้นะคะ แต่ว่าคู่ชีวิตที่เป็นอัลฟ่ากับโอเมก้าน่ะไม่เหมือนคู่เพศอื่นๆ เขาหรอกค่ะ พวกเรามีสัญลักษณ์ มีพันธสัญญาเชื่อมโยงระหว่างคู่ของตัวเอง ซึ่งไอ้เจ้าพันธสัญญานี่ก็เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่คอยล่ามคนสองคนเอาไว้ด้วยกัน มันเชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ พวกเราจะโหยหากันและกันอยู่ตลอดเวลา รู้สึกสบายใจตอนที่อีกคนมีความสุข รับรู้ได้เมื่อใครอีกคนกำลังมีความทุกข์ และก็สัมผัสได้หากว่าคู่ของตนกำลังมีอันตราย”

คนอายุมากกว่ายกมือขึ้นกอดอก ดวงตาจ้องมองโอเมก้าอีกคนแล้วเผยรอยยิ้มราวกับจะบอกว่า ฉันน่ะเป็นผู้รู้ เป็นกูรูด้านนี้เลยนะจ๊ะให้กับคนฟัง “นิธานน่ะ ไม่เคยรู้สึกโหยหา ไม่รู้สึกคิดถึงอามันต์บ้างเลยหรือคะ ความรู้สึกโหวงเหวงและกระวนกระวายใจเมื่อคู่ของตนไม่ได้อยู่ใกล้ๆ นั่นน่ะ แม่เชื่อว่ามันต้องมีค่ะ ถึงจะเกลียดกันแค่ไหน...มันก็ห้ามสัญชาตญาณของพวกเราไม่ได้หรอก”


‘โอเมก้ามือใหม่’ ที่เพิ่งได้ทราบสาระบางประการของการจับคู่กับอัลฟ่าเผลออ้าปากค้าง


ถ้าเป็นเรื่องที่ไอยาพูดเป็นจริง แสดงว่าไอ้อาการโหวงๆ แถมยังหงุดหงิดกับอะไรไม่รู้ที่เขากำลังเป็นอยู่นี้...ก็มาจากการที่คู่ชีวิตไม่อยู่งั้นเรอะ!


“โอ๊ยตายห่า! ร่างกายบ้าอะไรวะเนี่ย...” นิธานผู้เพิ่งเคยมีประสบการณ์ ‘คิดถึงและคะนึงหา’ คู่ชีวิตเป็นครั้งแรกลอบบ่นออกมาเป็นภาษาบ้านเกิด ขณะใบหน้ายังคงยิ้มค้างอยู่เช่นเดิม

“หืม? นิธานว่าอะไรนะคะ”

เขารีบส่ายหน้ารัวๆ “ไม่มีอะไรหรอก เราก็บ่นไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นล่ะ” จากนั้นก็ชวนคนเปลี่ยนเรื่อง “ช่างเรื่องของเราเถอะน่าคุณไอยา แค่นึกเบื่อๆ นิดหน่อยเอง เราไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่คุณว่าหรอก โน่น...เราไปสนใจไอศูรย์ดีกว่า มองคุณย่าตาละห้อยแล้วนั่น”

“โอ๊ะแย่จริง” ไอยาพลันอุทานอย่างคนเพิ่งนึกขึ้นว่าลืมหลานไปเสียสนิท “ย่ามัวแต่คุย ลืมทักทายคุณหลานไปเลย ไหนๆ มาให้ย่าอุ้มหน่อยสิครับไอศูรย์”

“อ๊า~” เมื่อเห็นว่าคุณย่าหันมาสนใจตนแล้ว ไอศูรย์ก็รีบโยนของเล่นในมือทิ้งแล้วคลานเข้ามาหาไอยาอย่างรวดเร็ว “ยาๆ

“โอ๋ๆ ย่าไม่สนใจหนูเอง” ผู้เป็นย่าก้มลงจุ๊บแก้มหลานรักราวกับจะง้อ “ย่าขอโทษนะครับ”

“ยา...มามมา...มามา”

นิธานนั่งมองทั้งสองคุณย่าคุณหลานที่กำลังเล่นกันด้วยรอยยิ้ม กระทั่งเมื่อเหลือบมองนาฬิกาแล้วพบว่าได้เวลาต้องไปทำอาหารเย็นให้ลูกชายแล้ว เขาจึงเอ่ยปากฝากไอศูรย์ไว้กับไอยาตามที่เคยฝากมาตลอดอย่างเคยชิน “เดี๋ยวเราลงไปที่ครัวก่อนนะคุณไอยา ฝากไอศูรย์ไว้กับคุณเหมือนเดิมนะ”

“โอ้ ตามสบายเลยค่ะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก” ไอยาหันมาทำมือเป็นสัญลักษณ์ โอเคให้นิธาน ก่อนจะหันกลับไปหยอกล้อหลานชายต่ออย่างสนุกสนาน “อ่านหนังสือไหมคะคนเก่ง เดี๋ยวคุณย่าอ่านให้ฟัง”

“อาววว~”

“ถ้าอย่างนั้นเลือกเล่มไหนดีเอ่ย”

“อา....”

ย่ากับหลานต่างช่วยกันเลือกหนังสือนิทานด้วยท่าทางสมัครสมานสามัคคียิ่ง เห็นแล้วนิธานก็ได้นึกหลุดขำออกมา แต่แค่ครู่เดียวเขาก็ต้องลอบบ่นกับตัวเองในใจ เมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตที่วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับเด็กแบบนี้ก็ดูน่าอึดอัดอย่างไรชอบกล

เฮ้อ! นี่ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงแม่ลูกอ่อนไปอีกนานแค่ไหนเนี่ยเรา ได้อยู่กับลูกน่ะก็ดีอยู่หรอก แต่บางทีก็อยากจะออกไปมาไหนอย่างอิสระสักวันสองวันบ้างจังเลยน้า


 ==========


“โธ่เด็กดี นี่มันสามทุ่มแล้วนะครับ นอนได้แล้วเนอะ”

สิ้นคำอ้อนวอนของมารดา เจ้าไอศูรย์ตัวน้อยก็รีบส่งเสียงแสดงไม่พอใจที่อีกฝ่ายมาบังคับให้ตนนอนทันที “แอ๊!”

“ลูกจ๋า...” นิธานคิดอยากจะนอนพังพาบอย่างหมดเรี่ยวแรงเอาตอนนี้เอง ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคืนนี้ไอศูรย์ถึงได้ดูดีดเป็นม้าผิดปกติ “ทำไมวันนี้คึกดีจังเลยน้า เมื่อเย็นก็ไม่ได้ทำอาหารเพิ่มพลังงานให้สักหน่อยนี่นา” นิ้วเรียวจิ้มลงบนแขนอวบๆ ของลูกอย่างคิดไม่ตก

“ฮิ!” ไอศูรย์เอาแต่ยิ้มแต้ ไม่ได้รู้เรื่องสักนิดว่าคนพูดกำลังบ่นตนอยู่ แป๊บเดียวก็เริ่มคลานไปรอบเตียง เล่นเอานิธานรับจับลูกกลับมานอนแทบไม่ทัน

“เฮ้อ!” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ปากก็เฝ้ากล่อมให้ลูกยอมหลับตานอนไปเรื่อยๆ “เด็กดี...นอนกันดีกว่าเนอะ” เขาสอดมือเข้าไปกุมมือลูกไว้ “นี่ๆ เดี๋ยวนิธานจะจับมือไอศูรย์ไว้อย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นมาหลับฝันดีกันดีกว่าเนอะ” กายสูงโปร่งกระเถิบตัวเข้ามานั่งใกล้ๆ เตียงเด็ก ก่อนจะวางหัวเกยตรงไว้ขอบเตียง แล้วกดตัวเจ้าจอมดื้อให้ล้มลงนอนตาม

“อา...” พอร่างกายถูกมารดาวางแขนทับไว้จนขยับไม่ถนัด ไอศูรย์ที่เคยตั้งใจว่าจะคลานเล่นไปเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนมาจิ้มนิ้วลงบนหน้าผาก ดวงตา และแก้มของนิธานเล่นแทน เด็กชายหลุดหัวเราะคิกคักในตอนที่นิ้วของตนถูกริมฝีปากของผู้เป็นแม่ไล่งับ “คิกๆ”

“ครับๆ คนเก่งหลับตาเนอะ หลับตาอย่างนิธานนี่ไง” นิธานว่าพลางทดลองหลับตาของตัวเองลงไปหลายสิบวิ จากนั้นจึงค่อยเปิดขึ้นมาใหม่ “นี่ไง ไอศูรย์ทำตามนิธานนะ ฝันดีๆ ไงครับ”

เจ้าตัวป่วนหลับตาเลียนแบบชายหนุ่ม ทว่าไม่นานก็ลืมตาแป๋วๆ ของตนขึ้นมาอีกครั้ง “ย๊า~

“เอ๋~ หลอกกันนี่นา”

“คิกๆ” เด็กชอบแกล้งแม่วางฝ่ามือลงบนปลายจมูกของอีกคน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มหวาน “ทาทา~”

“ใช่ครับ นี่นิธานเอง เรียกชื่อแล้วก็ต้องหลับรู้ไหมเด็กดื้อ” ร่างเพรียวบางว่าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “นอนกันนะครับ เดี๋ยวนิธานนอนเป็นเพื่อนเนอะ”

นิธานรอดูท่าทีของลูกไปอีกราวสิบนาที จนเมื่อเห็นว่าอย่างไรเจ้าตัวเล็กก็ไม่มีแววว่าจะง่วง เขาจึงตัดสินใจลองปิดไฟในห้องดู เผื่อว่าความมืดและความเงียบจะช่วยให้ไอศูรย์เริ่มคิดอยากจะง่วงขึ้นมาได้บ้าง

“มีนา ไปปิดไฟในห้องให้เราหน่อยสิ” ชายหนุ่มหันไปสั่งมีนา “พอผิดไปเสร็จแล้วคุณกลับไปที่ห้องเลยก็ได้นะ ไม่ต้องมาคอยดูอย่างนี้หรอก มันดึกแล้ว”

“ให้มีนาอยู่ช่วยดีกว่าไหมคะ เผื่อท่านไอศูรย์จะไม่นอน”

“อืม...” ฟังแล้วผู้เป็นนายก็เริ่มขบคิด “งั้นเอาเป็นว่าขอสักครึ่งชั่วโมงแล้วกัน ไว้คุณค่อยเข้ามาใหม่ เราอยากให้ห้องมันเงียบๆ ไว้ก่อนจะดีกว่าน่ะ”

“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวมีนากลับมานะคะ” เมื่อตกลงกันได้ มีนาก็เดินไปปิดไฟในห้องตามคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เจ้านายทั้งสองได้อยู่ด้วยกันลำพังโดยไม่รบกวน

เมื่อเห็นห้องมืดลงและเงียบสงบดีแล้ว นิธานจึงหันกลับมากล่อมลูกชายอีกครั้งหนึ่ง “ว้า โดนปิดไฟซะแล้ว แบบนี้ไอศูรย์ต้องนอนแล้วนะครับ หลับตาๆ เดี๋ยวนิธานอยู่เป็นเพื่อนตรงนี้เนอะ ไม่ต้องกลัวนะครับ...”

“แอ๊ะ อา...” ไอศูรย์รู้สึกตกใจนิดหน่อยที่อยู่ดีๆ ไฟในห้องก็ดับลง ทว่าเสียงพูดปลอบของมารดาก็ทำให้เด็กชายรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง เขาจึงไม่ได้ร้องงอแง มือเล็กคลำมือสะเปะสะปะไปตามความมืด กระทั่งสัมผัสโดนแขนข้างที่อีกคนวางพาดไว้บนพุงกลมปุ๊กของตัวเองก็ค่อยรู้สึกวางใจ ก่อนจะยอมนิ่งไปในที่สุด “มา...มา”

นิธานตบก้นนิ่มๆ เป็นจังหวะคล้ายจะกล่อม แขนข้างที่ว่างเท้าลงบนขอบเตียง เขาวางศีรษะของตนลงไปบนแขนข้างนั้น จากนั้นก็เริ่มปิดตาของตัวเองลงเพื่อเป็นการพักสายตา

ผ่านไปเพียงไม่นาน เสียงพูดอ้อแอ้ของเด็กน้อยและความเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศก็ขับกล่อมให้ใครบางคนที่คิดจะพักสายตาชั่วครู่เผลอหลับไปจริงๆ

 

ย้อนกลับมาทางฝั่งของมีนาที่กำลังเดินกลับไปยังห้องพักของตน เพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและค่อยกลับขึ้นไปหาเจ้านายใหม่อีกครั้ง ในระหว่างที่ผู้ดูแลของนิธานกำลังเดินไปตามทางอยู่นั้นเอง จู่ๆ ไฟบริเวณโถงด้านล่างที่มักจะถูกปิดในยามที่ไม่มีเจ้านายคนใดใช้งานก็สว่างวาบขึ้น จากนั้นไม่กี่อึดใจก็มีแม่บ้านหลายคนเดินหน้าตาตื่นเรียงตามกันออกมา

เห็นดังนั้นเธอจึงอดถามใครสักคนขึ้นมาไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมดูแตกตื่นกันจังเลย”

แม่บ้านคนที่ถูกถามหันมาหามีนา ก่อนเจ้าตัวจะตอบคำถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น “คุณท่านกลับมาแล้วน่ะสิคะ เมื่อครู่เพิ่งมีคนได้รับแจ้งมาจากคุณเจมี่ คุณเขาบอกว่ากำลังพาคุณท่านกลับมาที่นี่ค่ะ”

“อย่างนั้นหรือคะ!” ฟังแล้วมีนาก็ชักตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน หล่อนผุดรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า “ดีจริง คุณท่านกลับมาสักที แล้วนี่มีใครขึ้นไปแจ้งคุณไอยาหรือยัง”

“ยังเลยค่ะ แต่อีกเดี๋ยวก็ว่าจะให้ใครสักคนไปแจ้งแล้ว”

“งั้นฉันไปเองค่ะ ทางนี้น่าจะยุ่งๆ กันใช่ไหม” มีนารีบเสนอตัว เพราะอย่างไรเธอก็ว่างอยู่แล้ว ซึ่งพออีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง ใครคนนั้นรีบพยักหน้า “โอ้! ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยนะคะคุณมีนา ขอบคุณมากเลยค่ะ”

นั่นเองทำให้มีนากลับหลังหัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่ชั้นสอง เพื่อแจ้งข่าวดีนี้ให้มารดาของเจ้านายอีกคนทราบทันที

ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์ของเจมี่ก็ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์

ร่างสูงใหญ่ของอามันต์ในชุดลำลองดูสบายๆ ก้าวขาลงมาจากรถยนต์ยี่ห้อดัง คนงานหลายคนกระวีกระวาดเข้ามาช่วยกันขนกระเป๋าใบใหญ่และของใช้ของฝากอีกหลายถุงลงจากรถ มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าผากตนออก ก่อนจะย่อกายลงต่ำเพื่อก้มลงมาพูดกับสารถีจำเป็นของตนในค่ำคืนนี้ “ขอบใจนะเจมี่”

“ยินดีครับเจ้านาย” เจ้าของชื่อยิ้มทะเล้นพลางยกมือขึ้นตะเบ๊ะ “คราวหลังไว้มาใช้บริการใหม่นะครับ”

“หึ! พูดไปเรื่อยจริงๆ คุณนี่” อามันต์ส่ายหัว “กลับไปหาคนที่บ้านได้แล้วไป ป่านนี้คงนอนร้องไห้แล้วแหงๆ เพราะจู่ๆ สามีก็โดนโทรตามตอนที่กำลังจู๋จี๋กันนี่นา”

ถ้อยคำเจ็บแสบที่ผู้เป็นนายเอ่ยออกมา ทำให้เลขาหนุ่มส่งเสียงร้องโอดโอยขึ้นมาทันที “โธ่เจ้านาย แซวกันแรงเกินไปแล้วนะครับ”

คนฟังยักไหล่คล้ายไม่แคร์ เขาพูดอะไรต่ออีกสองสามคำ ก่อนจะปิดประตูรถให้อีกคนเสียเรียบร้อย ฝ่ามือยกขึ้นโบกมือไล่เลขาคนเก่งด้วยท่าทางกวนๆ ไม่นานรถยนต์ที่เคยโดยสารมาก็ค่อยๆ ถอยออกจากบริเวณลานกว้างหน้าบ้านไป

ระหว่างทางที่เดินเข้ามาในตัวบ้าน คนที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศก็บิดเอวไปทางซ้ายและขวาอย่างเมื่อยขบไม่ได้ ทว่าต่อมาดวงตาคู่คมก็เป็นอันต้องเบิกกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นร่างของมารดาสุดที่รักกำลังนั่งรอตนอยู่บนโซฟารับแขกตรงกลางบ้านเข้าพอดี

“อามันต์ กลับมาแล้วหรือลูก” ไอยาส่งเสียงทักทายลูกชาย หล่อนเดินเข้ามาสวมกอดอามันต์เอาไว้แล้วยกมือลูบหน้าอีกฝ่ายเป็นการใหญ่ “เอ๊ะ! ทำไมหน้าลูกดูโทรมๆ ไปเนี่ย แล้วนี่หายไปไหนมาตั้งหลายวัน ใครก็ติดต่อไม่ได้สักคน มีธุระปะปังอะไรก็ไม่ต้องรู้เรื่องกันหรอก”

“แม่ครับ ทีละคำถามดีไหมครับ” ผู้เป็นลูกหลุดหัวเราะ เมื่อได้ยินมารดาซักไซ้ไล่ความไม่หยุด “พอดีจุดที่ผมไปมันไม่ค่อยมีสัญญาณมือถือน่ะครับ อีกอย่างผมก็ค่อนข้างจะยุ่งทั้งวันด้วย ไม่ค่อยมีเวลาได้จับโทรศัพท์เลย”

“อะไรกันลูกคนนี้ ยุ่งขนาดไหนก็น่าจะติดต่อใครมาบ้างสิ ไม่ติดต่อแม่ก็ติดต่อนิธานเขาบ้างก็ยังดี ทำเอาเป็นห่วงกันไปหมดเลย”

“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ” อามันต์ว่าพลางทำหน้าลุแก่โทษ “แต่ว่านะครับ คนนั้นน่ะเขาคงไม่ค่อยอยากให้ผมโทรมานักหรอก” ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวา “แล้วนี่คนไปไหนซะแล้วล่ะครับ หรือว่ากลับห้องตัวเองไปแล้ว?”

“เห็นมีนาว่ากล่อมไอศูรย์นอนอยู่บนห้องโน่นแน่ะ แม่ยังไม่ได้ให้ใครไปบอกหรอก กลัวหลานจะไม่ยอมหลับ”

“อ้าว! ทำไมล่ะครับ” อามันต์ถาม ขณะกำลังพาไอยาเดินกลับขึ้นชั้นสองไปด้วยกัน

“สงสัยจะรู้ล่ะมั้งว่าพ่อจะกลับมาคืนนี้เลยไม่ยอมนอน นี่แม่ก็เพิ่งรู้จากมีนา นึกว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อหัวค่ำแล้วซะอีก”

“หึๆ” ชายหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นมาครั้งหนึ่งตอนที่คิดถึงหน้าลูก

“เฮ้อ! ไอศูรย์นี่ก็น้า...ช่างเป็นเด็กที่ติดพ่อติดแม่อะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้” ไอยาว่ายิ้มๆ ก่อนจะโบกมือไล่บุตรชายของตัวเอง เมื่อพากันเดินมาถึงหน้าห้องนอนแล้ว “เอาเถอะๆ ลูกไปพักก่อนเถอะไป พรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันอีกที เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ นี่นา”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ” อามันต์ไม่ขัดข้อง เขาก้มลงหอมแก้มมารดาครั้งหนึ่งแล้วเอ่ยราตรีสวัสดิ์ “ราตรีสวัสดิ์ครับแม่ เจอกันพรุ่งนี้เช้านะครับ”

“ราตรีสวัสดิ์จ้ะ”

เมื่อส่งมารดากลับเข้าห้องนอนเรียบร้อยแล้ว ผู้เป็นประมุขของบ้านหลังนี้ก็หมุนตัวเดินกลับมาตามทางเดิม ก่อนจะชะงักเท้าลงที่ห้องของตัวเองแล้วเปิดประตูเข้าไป แต่ความมืดสนิทภายในห้องนอนก็ทำให้เขารู้ว่าใครอีกคนคงจะยังอยู่ที่ห้องลูกเป็นแน่ ดังนั้นคนตัวใหญ่จึงเลือกที่จะกดสวิตช์เปิดไฟเพื่อทำให้ห้องสว่างแล้วนำของที่หิ้วมาไปวางเก็บเข้าที่

สองเท้ามุ่งตรงมายังประตูบานใหญ่ที่เชื่อมระหว่างสองห้อง ฝ่ามือจับเข้าที่ลูกบิดแล้วหมุนเพื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องของลูกชายอย่างแผ่วเบา...

ภายในนั้นห้องของไอศูรย์นั้นมืดสนิทและมีแต่ความเงียบงัน อามันต์เดินเลาะกำแพงไปยังจุดที่มีสวิตช์ไฟและกดเปิดมันอย่างระมัดระวัง ไฟดวงแล้วดวงเล่ากะพริบติดขึ้นมา ทำให้สามารถมองเห็นสภาพความเป็นไปในห้องได้อย่างชัดเจน

สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มได้มากที่สุด ก็คือเตียงเด็กเล็กที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ มุมหนึ่งของห้อง

ที่ตรงนั้นมีร่างกลมป้อมของลูกชายกำลังนอนตาแป๋วมองใครบางคนที่ไม่ใช่ผู้เป็นพ่ออย่างเขาอยู่ และตอนนี้คนคนนั้นก็กำลังนั่งฟุบหน้าลงกับขอบเตียงนิ่งๆ ลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอคล้ายกำลังหลับสนิท...

“แอ๊ะ!”

ทันทีที่ได้เห็นหน้าของผู้มาใหม่ ไอศูรย์ก็พลันเกิดอาการดีอกดีใจใหญ่ ทว่ายังไม่ทันจะได้ส่งเสียงหวีดร้องดีใจ เจ้าตัวน้อยก็ถูกนิ้วหนาของบิดากดทับตรงริมฝีปากเอาไว้

“ชู่ว...” อามันต์เอ่ยเสียงเบา “เด็กดี...ไม่เสียงดังนะครับ ท่านแม่หลับอยู่นะ” เขาค่อยๆ ขยับแขนของนิธานออกจากตัวของเด็กชาย ก่อนจะช้อนตัวไอศูรย์ขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก มือหนาตบหลังเจ้าตัวเบาๆ พลางกระซิบ “ไปห้องคุณพ่อกันดีกว่านะ”

“อา...” เด็กชายครางงึมงำเสียงแผ่ว ใบหน้าซบลงกับอกอุ่นด้วยความสบายใจ อามันต์จึงก้มลงหอมแก้มนิ่มๆ เป็นรางวัล “เด็กดี...”

ร่างสูงใหญ่พาไอศูรย์กลับมาที่ห้องของตัวเอง คุยเล่นกันเพียงครู่เดียว เด็กชายที่เคยลืมตาแป๋วก็เริ่มมีสีหน้าง่วงงุน ทำราวกับรู้สึกโล่งใจที่ได้พบบิดาเป็นที่เรียบร้อยแล้วอย่างไรอย่างนั้น อามันต์กึ่งชวนคุยกึ่งกล่อม ราวสิบนาทีต่อมาเด็กชายจอมดื้อก็ยอมปิดเปลือกตาลงและหลับไปในที่สุด คนเป็นพ่อจึงอาศัยช่วงเวลาที่ลูกเพิ่งหลับใหม่ๆ เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ เนื่องจากไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมางอแงกลางคันด้วยอาการยังนอนหลับไม่สนิท

ดังนั้นภายหลังที่เขาออกมาจากห้องน้ำ เด็กชายตัวน้อยก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งความฝันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กระทั่งสวมชุดนอนและจัดการตัวเองเสร็จ อามันต์ก็พาไอศูรย์กลับไปที่ห้อง

อามันต์ค่อยๆ วางร่างของลูกน้อยลงบนเตียงเด็กอย่างแผ่วเบา ตามองเด็กชายขยับตัวยุกยิกเพื่อหาท่านอนที่สบายที่สุดด้วยสายตารักใคร่ มือจัดการดึงผ้าห่มขนเป็ดมาคลุมร่างของอีกฝ่ายจนถึงหน้าอก ใบหน้าก้มลงมอบจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากเนียนใสแล้วค่อยผละกายออกมา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการกล่อมลูกให้นอนไปอีกหนึ่งคืน

จะเหลือก็แต่เพียงมารดาของเด็กชายเท่านั้น ที่ยังคงนอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องราวใดๆ อยู่ที่เดิม...

ดูทำเข้า...คนขยับตัวดังกุกกักๆ ขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีก สงสัยจะเพลียจริงๆ ชายหนุ่มส่ายหัวเบาๆ ให้กับคนที่กำลังนั่งหลับปุ๋ย สองขายาวก้าวอ้อมมาจากอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าคู่ชีวิตของตน

อามันต์ก้มลงไปหานิธาน เขาค่อยๆ ขยับศีรษะและร่างกายท่อนบนของอีกฝ่ายมาพิงไว้ที่อกของตัวเอง มือขวาทำการสอดเข้าไปที่ใต้ข้อพับขา ส่วนมือซ้ายประคองแผ่นหลังบอบบางเอาไว้ จากนั้นจึงค่อยออกแรงยกร่างของคู่ชีวิตขึ้นอุ้ม

น้ำหนักที่ถูกถ่ายมายังตนเต็มๆ ทำให้อามันต์เผลอเลิกคิ้ว

ทำไมรู้สึกเหมือนน้ำหนักจะยังอยู่ประมาณเดิมอยู่เลยล่ะ?

ขนาดกินเก่งกว่าแต่ก่อนแล้วก็ยังหนักขึ้นไม่เท่าไหร่ สงสัยได้ขุนกันต่อไปอีกนานแน่ๆ ร่างหนาเผลอคิดออกมาเช่นนั้น ในตอนที่พาร่างในอ้อมแขนกลับไปยังห้องนอนใหญ่ที่อยู่ข้างกัน

เมื่อถึงที่หมาย เขาค่อยๆ วางร่างของนิธานลงบนเตียงหลังใหญ่ ทุกอากัปกิริยาล้วนทำไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่อีกคนจะได้ไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นขึ้นมากลางคัน ดังนั้นนิธานจึงได้ซุกเสี้ยวหน้าของตนลงไปบนหมอน ก่อนริมฝีปากจะฉีกออกเป็นรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายกำลังมีความสุข ไม่ได้มีอาการสะดุ้งละเมอใดๆ ออกมาเลยสักนิด ผู้เป็นคู่ชีวิตทอดสายตามองร่างที่ขยับตัวขยุกขยิกไม่กี่ครั้งแล้วก็นิ่งไปอยู่เงียบๆ ดวงตาสีฟ้าอ่อนเปล่งประกายอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็น

ก่อนเขาจะลงมือทำสิ่งที่หากใครมาเห็นเข้า ก็คงต้องรู้สึกตกใจไปตามๆ กัน...

อามันต์ก้มตัวลงมาจรดริมฝีปากของตนลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาอย่างแผ่วเบา จมูกสูดลมหายใจเข้าลึก สูดกลิ่นหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ของคนตรงหน้าเข้าไปเต็มปอด จนเมื่อรู้สึกพอใจจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่แก้มเนียนใส เขาลงมือทำแบบเดิมอีกครั้ง แล้วจึงค่อยผละกายห่างออกมา

นิ้วหนาเกลี่ยปอยผมที่ยาวปรกหน้าคู่ชีวิตออกให้อย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่คมปรากฏความสั่นไหวขึ้นมารางๆ ราวกับไม่แน่ใจ ทว่าขณะเดียวกันกลับดูมุ่งมั่นและโหยหาอย่างน่าประหลาด

คำพูดประโยคหนึ่งหลุดพ้นจากลำคอของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าคุณเป็นคนเดียวกับที่ผมเคยเจอในคืนนั้นอย่างที่คิดจริงๆ ก็ดีสิ ผมรอคุณแสดงตัวอยู่นะเด็กดี รีบเปิดเผยออกมาให้มากกว่านี้ ทำให้ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่ ‘นิธาน’ ที่ผมเกลียดคนนั้นจริงๆ

ทำมันเถอะนะ ที่รัก...

วาจานั้นทั้งหนักแน่นและเว้าวอนอย่างน่าสงสาร ทว่ากลับแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ คล้ายกับไม่อยากให้มันรบกวนคนที่กำลังหลับสนิทแม้เพียงเสี้ยวเดียว

 

กลางดึกคืนนั้น...


หนาวแฮะ

ในห้วงแห่งความมืดมิด จิตใต้สำนึกของใครบางคนที่กำลังหลับสนิทก็คิดเช่นนั้นขึ้นมา

คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันน้อยๆ เมื่อรู้สึกว่าร่างกายชักทนรับอุณหภูมิต่ำๆ จากเครื่องปรับอากาศที่เพียรพัดผ่านผิวกายต่อไปไม่ไหว นิธานคว้าหมับเข้าที่แถวหน้าอกตน หมายจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมสูงๆ ด้วยความเคยชิน ทว่าความว่างเปล่าที่ได้พบกลับทำให้ร่างนั้นบ่นงึมงำๆ อย่างขัดใจ เขาขยับหาพื้นที่ปลอดภัยอื่นโดยอัตโนมัติ ที่สุดก็พบเข้ากับอะไรบางอย่างที่คล้ายจะหนาๆ หน่อย แต่กลับอุ่นกำลังดี ใบหน้างามจึงฝังลงไปยังบริเวณนั้น ริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้มพอใจ ก่อนจะนิ่งไปอีกครั้ง

ทว่าไม่นาน ฝ่าย ‘วัตถุหนาๆ อุ่นๆ’ ที่นิธานอิงแอบอยู่กลับเป็นฝ่ายตื่นจากนิทราเสียเอง

ดวงตาสีฟ้าค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ภายใน อามันต์เอี้ยวตัวหันกลับมามองยังด้านหลัง ในตอนนั้นเองเขาก็ได้รู้ว่ามีใครบางคนยึดแผ่นหลังกว้างของตนไปเป็นหมอนข้างเสียแล้ว

มิน่าล่ะ... เจ้าของแผ่นหลังรู้สึกอ่อนใจอย่างไรชอบกล

ครู่หนึ่งอามันต์ก็คล้ายคิดอะไรบางอย่างได้ เขาจึงค่อยๆ พลิกกายหันกลับมาอีกทาง ก่อนจะทำการรั้งร่างที่กำลังส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ เพราะหมอนข้างหายไปเข้ามากอดไว้ทั้งตัว ฝ่ามือกดศีรษะทุยให้หนุนลงบนท่อนแขนของตัวเอง เสร็จแล้วจึงกอดกระชับบั้นเอวของอีกคนเข้ามาใกล้ๆ ส่งผลให้เจ้าของร่างเล็กกว่าขยับตัวยุกยิกคล้ายจะหามุมเหมาะๆ นอน เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วถึงได้จมดิ่งกับห้วงนิทราต่อไป

คนกำลังตื่นอยู่ลอบส่งเสียงหัวเราะในลำคอพลางจ้องมองคนในอ้อมกอดด้วยความเอ็นดู พักหนึ่งดวงตาสีสวยคู่นั้นจึงค่อยปิดลงอีกครั้ง พร้อมความคิดหนึ่งที่ลอยวนเวียน

เหมือนไอศูรย์ชะมัด แต่พอคุณตื่นแล้ว ผมคงหนวกหูพิลึก

 

==========


หกนาฬิกา มักเป็นเวลาที่นิธานเริ่มรู้สึกตัวตื่นเสมอ 

วันนี้เองก็เช่นกัน

ดวงตากลมโตกะพริบปรับโฟกัสอยู่หลายครั้ง ความรู้สึกอึดอัดอย่างน่าประหลาดทำให้นิธานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว จนเมื่อสติกลับมาชัดเจนดีแล้ว จึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังทอดร่างนอนยาวเหยียดอยู่บนที่นอนนุ่มสบาย

แรกทีเดียว เขาคิดจะหลับตานอนต่ออีกสักครู่ ทว่าไม่นานก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

เดี๋ยวก่อนนะ จำได้ว่าล่าสุดเขานั่งฟุบหน้าที่เตียงของไอศูรย์เพื่อพักสายตาไม่ใช่หรือ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ขึ้นมานอนอยู่บนเตียงได้ล่ะ จะว่าละเมอเดินมานอนเองก็ไม่น่าจะใช่ หรือว่าจะมีคนพามานอน? ถ้าอย่างนั้นจะเป็นใครได้ล่ะ มีนา?

คนตัวเล็กคิดจนหัวแทบแตก แต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าขึ้นมานอนบนเตียงได้อย่างไร

เอ๊ะ! แต่ไอ้ที่เห็นเมื่อกี้นี้มันเหมือน...

อารามสะกิดใจกับสิ่งแปลกๆ นิธานจึงเพ่งสายตามองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตนอีกครั้ง ตอนนี้เองที่เขาเพิ่งสังเกตว่ามันคืออะไรบางอย่างที่มีลักษณะเหมือนกับ...ชุดนอน?

เขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจไล่สายตามองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ลำคอ ปลายคาง พอมองสูงขึ้นไปอีกนิด ภาพใบหน้าของ ‘ใครบางคน’ ที่กำลังหลับสนิทก็กระแทกตาเขาเข้าอย่างจัง

ดะ...เดี๋ยว เดี๋ยวนะ!? อะ...อามันต์ อามันต์หรือ!?

กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!

ริมฝีปากบางเผยอค้าง ดวงตาสีอำพันเบิกโตจนแทบจะเท่าไข่ห่านอยู่รอมร่อ

ราวกับจะรู้ว่าตนกำลังถูกจ้องจนตาแทบถลนอยู่ เปลือกตาทั้งสองข้างของอามันต์ที่นอนอยู่ข้างกันจึงเริ่มขยับไหว ก่อนนัยน์ตาสีสวยจะค่อยๆ เผยขึ้นมาทีละนิดๆ


ที่สุดเขาก็ตื่นเต็มตา...


อามันต์สบตากับคู่ชีวิตของตัวเอง ไม่นานจึงเป็นฝ่ายส่งเสียงหัวเราะในลำคอและเอ่ยทักทายขึ้นมาก่อน “ไง อรุณสวัสดิ์นิธาน”

“อะ...อะ...”

เจ้าของชื่อพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง

ร่างเล็กกว่ามองคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ นานทีเดียวกว่าเขาจะรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมาได้ ริมฝีปากปากอ้าๆ หุบๆ อยู่หลายครั้ง กว่าจะเริ่มขยับเอ่ยบางคำออกไปด้วยเสียงที่ยังคงติดขัด “คะ...คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่...เนี่ย...”

อามันต์กระตุกยิ้มขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนจะตอบ “กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้น่ะ”

“ละ...แล้ว...แล้ว...”

“ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองมานอนที่เตียงได้อย่างไร แน่นอนว่าคำตอบคือใช่...ผมเป็นคนอุ้มคุณมาเอง”

“อะ...อุ้ม?”

“ใช่ อุ้มมา และถ้าคุณยังสงสัยอยู่อีกว่าทำไมเราถึงนอนกอดกันอยู่ ผมตอบให้อีกก็ได้ว่าคุณเป็นฝ่ายเข้ามากอดผมก่อนเอง”

“กอด?” นอกจากจะตกใจแล้ว คนฟังยังไม่เข้าใจในเรื่องราวมากขึ้นไปอีก “เดี๋ยวนะ...กอดอะไร?”

“ก็นี่ไง” อัลฟ่าหนุ่มว่าพลางทำเป็นมองลงไปที่ด้านล่าง จากนั้นไล่สายตากลับขึ้นมาด้านบนอีกครั้ง “แบบที่เรากำลังทำอยู่เนี่ย...”

นิธานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เมื่อเห็นอีกคนมองแบบนั้นเขาจึงเริ่มก้มลงทำตามบ้าง สุดท้ายจึงได้เห็นว่า...


“เฮ้ย!”


วินาทีต่อมาชายหนุ่มก็อุทานเสียงดังลั่น กายกระเด้งออกห่างจากคู่สนทนาโดยอัตโนมัติ นิธานผุดลุกขึ้นนั่ง เขาถามออกไปด้วยความรู้สึกช็อกสุดๆ “นี่เรานอนกอดกันเรอะ!”

“ใช่ คุณก็เห็นอยู่นี่” คนถูกถามตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ก็แล้วทำไมถึงต้องกอด นอนแยกกันคนละมุมไม่ได้หรือไง!”

อามันต์พลันตีสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็เอ่ยคำโกหกออกมาคำโต “อ้าว! เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าคุณนั่นแหละที่เป็นฝ่ายเข้ามา ‘กอด’ ผมก่อน”

ความจริงแล้วมันไม่ใช่การ ‘กอด’ หรอก ที่ถูกคงต้องเรียกว่า ‘เกาะ’ เสียมากกว่า

แต่เรื่องอะไรจะต้องบอก ใครบางคนคิดอย่างนึกสนุก

“ไม่จริง!” ฝ่ายคนเริ่ม ‘กอด’ ก่อนปฏิเสธเสียงแข็ง “เราจะไปกอดคุณก่อนได้อย่างไร”

นิธานไม่อาจยอมรับคำพูดของคู่ชีวิตได้จริงๆ เขาตั้งหน้าตั้งตาเถียงอีกคนฉอดๆ ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าแววตาของคู่สนทนาปรากฏความเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“อ้อ! จำไม่ได้แล้ว” อามันต์พยักหน้าหงึกหงัก ชายหนุ่มหรี่ตาลงและยกยิ้มมุมปากให้คนฟังได้เสียวสันหลังขึ้นมาเล่นๆ ก่อนเขาจะพลันกระโจนเข้าหาผู้เป็นคู่ชีวิตของตนโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว! “ถ้าอย่างนั้นผมทวนความจำให้!”

“อะไรนะ...เดี๋ยวๆ เฮ้ยยย คุณทำบ้าอะไรเนี่ย!”

นิธานหลุดร้องเสียงหลง ไม่ทันได้คิดว่าจะหลบคนที่กระโจนเข้ามาหาอย่างไร วินาทีต่อมาเขาก็เป็นอันต้องหงายหลังลงไปนอนแผ่บนเตียงอีกครั้ง โดยมีร่างกายใหญ่โตของอามันต์ขยับขึ้นมาคร่อมทับไว้ทั้งตัว อารามตกใจจึงได้ปล่อยทั้งศอกทั้งเข่าใส่คนตรงหน้าเป็นพัลวัน ทว่าการโจมตีเหล่านั้นก็เป็นอันต้องชะงักลง ยามแขนทั้งสองข้างถูกคนกดล็อกไว้กับเตียง

เมื่อนั้นแหละที่นิธานดูจะช็อกค้างไปแล้วจริงๆ

ตายๆๆ ท่าแบบนี้แม่งเสี่ยงสุดๆ ไปเลย อ๊ากกกกกก

แม้ภายนอกจะปรากฏเพียงอาการตกตะลึง ทว่าในใจกลับส่งเสียงโวยวายดังไปสามบ้านแปดบ้านเป็นที่เรียบร้อย

อามันต์ผู้กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนคร่อมทับคนด้านล่างไว้อยู่ไม่ได้ให้ความสนใจกับท่าทางแตกตื่นนั้น เขาไล่สายตามองต่ำ ก่อนจะหยุดลงตรงบริเวณหน้าท้องขาวนวลเนียน เนื่องจากแรงดิ้นของเจ้าตัว ตอนนี้เสื้อยืดตัวโคร่งที่นิธานสวมอยู่จึงเลิกขึ้นสูงจนเกือบถึงหน้าอก อวดผิวกายขาวผ่องใต้ร่มผ้าและหน้าท้องแบนราบของผู้เป็นเจ้าของให้เขาเห็นได้อย่างถนัดตา

อามันต์จ้องแบบนั้นอยู่เนิ่นนาน

นานเสียจนคนถูกจ้องชักรู้สึกขนลุกขนพองอย่างบอกไม่ถูก นิธานทำใจกล้าแล้วส่งเสียงถามขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ “มะ...มองอะไรนักหนา ทะ...ทำอย่างกับไม่เคยเห็น”

“หึ! เคยเห็นสิ เห็นบ่อยด้วย” ร่างหนาหัวเราะหึให้กับคำพูดนั้น ไม่นานก็ยอมละสายตาจากหน้าท้องขาวๆ กลับมามองใบหน้าของคู่สนทนาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาก็ดันไปให้ความสนใจกับเส้นผมที่กำลังแผ่สยายเต็มหมอนของอีกฝ่ายเป็นพิเศษ มองๆ ไปอามันต์เลยถึงคราวขมวดคิ้วบ้างแล้ว “หืม ไปตัดผมมาหรือ”

“ฮะ?” นิธานเลิกคิ้วให้กับคำถามที่ดูจะไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ก็โต้ตอบกลับไปอยู่ดี “อ้อใช่! เราไปตัดผมมา ทำไม? จะว่าเราอีกหรือไง”

“เปล่า ไม่ได้จะว่า...” อามันต์ส่ายศีรษะไปมาขณะที่พูด ใบหน้าปรากฎความเสียดายออกมาอย่างไม่ปิดบัง “แค่รู้สึกเสียดายนิดๆ น่ะ”

“เสียดาย? จะเสียดายอะไรกันนัก ผมหรือก็ไม่ใช่ของตัวเองสัก...”

“ก็ผมชอบ” คนเสียดายผมแทนเจ้าของพูดขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองสบร่างตรงหน้าแล้วเอ่ยซ้ำอีกครั้ง “เคยบอกไปแล้วไงว่าชอบ ผมชอบผมของคุณ...ไม่ได้หรือ?”

ตอนนั้นเองที่มีคนไม่ไปเป็นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอัตรา

“ตะ...แต่เราไม่ชอบนี่ อะ...อีกอย่างมาบอกตอนนี้แล้วมันจะทันอะไร!”

“ผมเคยบอกไปแล้วตอนที่คุณทำท่าจะตัดผมครั้งแรกนั่นไง” อามันต์เอ่ยขัดทันควัน “แล้วนี่ไอศูรย์ไม่งอแงแย่หรือ อยู่ดีๆ นิธานของแกก็ไปตัดผม”

“จะงอแงอะไร ลูกออกจะชอบ” นิธานโกหกคำโต ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าไม่ใช่แค่งอแงเท่านั้น แต่ไอศูรย์ยังงอนเขาไปเป็นวันๆ อีกด้วย

แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอะไรจะต้องบอก แถมสั่งคนอื่นไว้แล้วด้วยว่าไม่ให้พูด หมอนี่ไม่มีทางรู้หรอก หึ! คนทำลูกงอนลิงโลดอยู่ในใจ

โดยที่ไม่รู้เลยว่า...ไม่ใช่เพียงอามันต์จะรู้ว่าไอศูรย์งอนแม่ของตัวเองหนักขนาดไหน ชายหนุ่มยังคงรู้ด้วยว่านิธาน ‘ง้อ’ เจ้าตัวเล็กอย่างไร เพราะฉะนั้นตอนนี้คนตัวโตถึงได้มีอาการริมฝีปากกระตุก แถมนัยน์ตาปรากฏแววขบขันออกมาอย่างปิดไม่มิดอีกด้วย

อามันต์พยายามกลืนอาการอยากขำออกมาดังๆ ของตัวเองลงท้องไป ก่อนจะแสร้งทำเป็นรู้สึกประหลาดใจ “โอ้ ผิดคาดนะเนี่ย”

“ก็นั่นแหละ...” นิธานพยักหน้าส่งๆ แล้วกลับมาดิ้นดุกดิกต่อ “แล้วนี่จะปล่อยเราได้ยัง ตัวใหญ่อย่างกับฮิปโป มานอนทับอยู่ได้ หนักจะตาย”

“คุณว่าผมเป็นฮิปโป?”

“ก็ใช่น่ะสิ หรือจะให้เราเปรียบเป็นอย่างอื่นดีล่ะ ช้างเป็นไง?”

อามันต์ส่ายหน้า “ไม่เอาล่ะ ถ้าจะให้เปรียบ...เปรียบผมเป็นเสือหรือไม่ก็สิงโตดีกว่า”

“แล้วทำไมต้องเป็นเสือกับสิงโต” คนถามเผลอเอียงคอแล้วสบตาคนด้านบนตาแป๋ว เล่นเอาหัวใจของใครบางคนชักเริ่มกระตุกไม่เป็นจังหวะขึ้นมาจริงๆ

ดวงตาคมปลาบจ้องมองไปยังลำคอขาวที่ไร้ปลอกคอสวมอยู่ เขากระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง “เพราะผมชอบท่าทางตอนที่มันขย้ำคอเหยื่อน่ะสิ”

คนตัวบางกว่าเบ้ปาก “อี๋! โรคจิตชะมัด” นิธานลองขยับแขนข้างหนึ่งที่อยู่ภายใต้การกอบกุมของอามันต์ “เอาเถอะ อยากจะเป็นอะไรก็เรื่องของคุณ แต่ตอนนี้ปล่อยเราได้แล้วมั้ง เราจะไปวิ่งแล้ว”

“ไปวิ่ง?” ได้ยินคำนั้นอามันต์ก็เลิกคิ้วสูง เขาหรี่ตาลง ก่อนจะเอ่ยพูดประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “ไม่ล่ะ ผมว่าผมมีอะไรที่ดีกว่านั้นให้คุณทำนะ หนำซ้ำมันยังออกกำลังกาย ได้เหงื่อเหมือนกันด้วยนา”


ทันใดนั้นเอง สัญญาณเตือนภัยก็พลันดังก้องในหัวของนิธานทันที


ดวงหน้างามเริ่มมีสีที่ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด “มะ...ไม่ว่าที่คุณพูดถึงจะเป็นอะไรก็ตามนะอามันต์” นิธานที่ตกอยู่ในตำแหน่งเสียเปรียบอย่างรุนแรงพยายามพูดด้วยเสียงที่เข้มที่สุดเท่าที่จะทำได้ “บอกตรงนี้เลยว่าเราไม่สนใจหรอก ระ...เราอยากไปวิ่งมากกว่า เพราะ...เพราะฉะนั้นปล่อยเราได้แล้ว”

เห็นท่าทางราวกับกระต่ายกำลังตื่นตูมแบบนั้น อามันต์ก็นึกอยากจะกัดให้จมเขี้ยวสักที

คิดได้ดังนั้นเขาก็พลันยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะค่อยๆ โน้มหน้าลงไปใกล้ๆ คู่ชีวิตของตนแล้วกระซิบบอกเสียงเบา “แต่ผมไม่ให้คุณไป...”

“เอ๊ะ! คุณนะ...อื้อ!”

พูดได้เพียงไม่กี่พยางค์ ริมฝีปากหนาก็ฉกจูบลงมาทันควัน ส่งผลให้คนถูกจูบอย่างกะทันหันถึงกับสะดุ้ง ทั้งดวงตายังเบิกโพลงจนไม่รู้ว่าจะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไรดีแล้ว

“ดะ...เดี๋ยว อื้อ! เดี๋ยวก่อน...” ร่างเล็กเอ่ยประท้วง ใบหน้าพยายามหันหนีสัมผัสชวนใจหวิวนั่น “ระ...เรา...เรายังไม่ฮีทสักหน่อย ทะ...ทำไมต้อง...”

ทว่าอีกคนก็ตอบกลับมาโดยไม่ต้องคิด “ไม่ฮีทก็ไม่เห็นเป็นไรนี่” อามันต์ผละมือข้างหนึ่งออกจากลำแขนเรียว ก่อนจะใช้มันเชยคางของนิธานขึ้นสูง “ใช่ว่าเราจะไม่เคยทำตอนนอกฮีทกันสักหน่อย”

หวาๆ นอกฮง นอกฮีทบ้าอะไรเล่า แกไปทำกันตอนไหน ทำไมจำไม่เห็นได้! นิธานร้องประท้วงดังก้องในใจ ไหงในความทรงจำที่เขาได้มาถึงไม่มีเหตุการณ์น่าจั๊กเดียมแบบนั้นอยู่สักครั้งเลยล่ะ


หมอนี่ต้องขี้โม้แหงๆ!


“ตะ...แต่เราไม่พร้อม คะ...คุณอยากทำเราเจ็บหรือไง”

“จุ๊ๆ คุณคิดว่าผมไร้น้ำยาขนาดนั้นเลยหรือไง” คู่ชีวิตร่างยักษ์จุ๊ปากคล้ายจะเอ็ดที่อีกฝ่ายสบประมาทตน จมูกโด่งจรดลงบนแก้มที่กำลังขึ้นสีแดงเรื่อย และค่อยขยับริมฝีปากเข้าใกล้อีกครั้ง “ไม่ต้องห่วง ผมรู้น่าว่าต้องทำอย่างไร”

“ไอ้คุณอามันต์! คุณนี่มะ...ฮื้อ!”

และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่นิธานถูกอามันต์ประกบจูบ ทว่าครั้งนี้กลับไม่ใช่การแตะเบาๆ ที่กลีบปากอีกแล้ว

คนตัวโตฉวยโอกาสตอนที่อีกคนกำลังโวยวายสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากเล็กๆ นั่นทันที ยามเมื่อปลายลิ้นสัมผัสต้องกัน กายบอบบางกว่าจึงเป็นอันสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอีกครั้ง คนถูกจูบรีบหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองหน้าคู่ชีวิตที่อยู่ในระยะประชิดกันอีกต่อไป

อามันต์ปล่อยแขนอีกข้างของนิธานให้เป็นอิสระ เขาใช้มือหนึ่งช้อนเข้าที่หลังคอ ก่อนจะบังคับให้ศีรษะทุยขยับเอียงใบหน้าไปตามทิศทางที่ตนต้องการ กระทั่งได้มุมที่เหมาะดีแล้ว คนมีประสบกาม เอ๊ย! ประสบการณ์สูงจึงมอบสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมให้คนใต้ร่างตน

“อึก...”

น่าแปลกที่แม้ในใจคิดอยากจะผลักร่างที่คร่อมทับตนออกไปมากเพียงใด ทว่าร่างกายทุกส่วนกลับไม่มีอาการต่อต้านเลยสักนิด จริงอยู่ว่าแรกๆ มันก็อาจจะมีอาการเกร็งและขัดขืนอยู่บ้าง หากต่อมามันกลับโอนอ่อนผ่อนตาม ไปๆ มาๆ จึงกลายเป็นการให้ความร่วมมือไปเสียเฉยๆ

ตอนนี้ไม่ใช่เพียงไม่ขัดขืน นิธานเริ่มมีการขยับลิ้นเล็กๆ ของตนเข้าเกี่ยวพันปลายลิ้นอุ่นของอีกฝ่ายตอบกลับไปอย่างไม่รู้ตัว

เห็นทีนี่คงเป็นผลมาจากการจับคู่ระหว่างอัลฟ่าและโอเมก้า ร่างกายต่างเรียกร้องหากันและกันจนไม่ว่าใครก็ไม่อาจแยกจากไปได้โดยง่าย

นิธานนึกหวาดกลัวกับความโหยหานี้อยู่บ้าง ทว่าไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจ ถัดมาจึงก็เป็นความรู้สึก...ปลง

เฮ้อ! เอาวะ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นอยู่ดี เปิดซิงมันเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็คงจะไม่หนักหนาอะไรนักหรอก ใครบางคนลอบไว้อาลัยให้ความซิงของตนอยู่เงียบๆ


บทจะเข้าพระเข้านายก็เข้ามันดื้อๆ แบบนี้เลย


คิดได้ดังนั้นร่างเพรียวจึงพยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวให้มันพ้นๆ ไป เขาค่อยๆ คลายอาการแข็งเกร็งของร่างกายตัวเองลง และเริ่มตอบรับสัมผัสที่คู่ชีวิตมอบให้มากขึ้น...




[CUT]




-TBC-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.737K ครั้ง

332 ความคิดเห็น

  1. #15449 navinavy (@Sandsand10) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:57
    อยากรู้ๆๆๆๆแงงงง
    #15449
    0
  2. #15437 kkolk (@kkolk) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 13:23
    หื้มมมมม ทำไมคุณสามีทำเหมือนรู้ว่าที่ร้ายๆนั่นไม่ใช่ตัวจริง แม่เองก็รู้ว่าคนนี้เป็นตัวจริง เกิดอัลไลขึ้น!!!
    #15437
    0
  3. #15409 pam96401 (@pam96401) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 22:22
    ฉากcutหาอ่านได้จากไหนคะ ได้โปรดบอกเราที พลีสสสส
    #15409
    0
  4. #15387 _yienmb_ (@natcha_np14) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 15:34
    ขอุถามหน่อบนะค่ะ ฉาก cut นี่สามารถอ่านได้ทางไหนหรอค่ะ

    ขอบคุณที่ตอบนะค่ะ
    #15387
    0
  5. วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 09:44

    cut อยู่ไหนรึคะ
    #15370
    1
    • #15370-1 phakkharin (@phakkharin) (จากตอนที่ 16)
      15 มีนาคม 2562 / 02:06
      readawriteเลยจ้าาาา
      #15370-1
  6. #15119 Tetsuu (@4427) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 14:30
    แงงง ชอบมากค่ะ! เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยสองแม่ลูก45555555
    #15119
    0
  7. #14964 FauyFern (@0807470464) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:26
    ตอนนี้เราช็อคมาก ช็อคกับเงินกว่าสิบล้านที่น้องซื้อของ รวยเว่อไปแล้ววว แบ่งมาให้เราบ้างงง
    #14964
    0
  8. #14088 kksssp (@kksssp) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 15:19
    เอ้อออน้องแม่งได้ว่ะ 5555 เล่นกับคนผิดแล้ว แม่สะใภ้(?)กับลูกสะใภ้ก็เข้ากันได้ดีสุดๆ
    #14088
    0
  9. #13924 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 18:23

    ยัยลัลลนากากจริง!!! 5555

    #13924
    0
  10. #13861 green_bebear2 (@green_bebear) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 08:49
    น้อง ร้ายยยยย
    #13861
    0
  11. #13799 FlukePari (@FlukePari) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 13:27
    ชอบความ กากชิบหาย แบบสะใจ555555
    #13799
    0
  12. #13683 นักโทษหมายเลข0 (@Prison0) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 14:31
    ชอบบบบย
    #13683
    0
  13. #13652 withfluffyp (@blossomorrain) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 10:55
    จัดว่าแซ่บ55555555 นังหน้าเหวอไปเลย
    #13652
    0
  14. #13472 MaouST (@KTuaninuninen7) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 13:08
    ชอบบบ55555555
    #13472
    0
  15. #13464 greentealatte ♡ (@qltz) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 11:42
    แม่สามีกับลูกสะไภ้บ้านนี้เข้ากันดีจั๊ง555555555555
    #13464
    0
  16. #13272 kandaa555 (@kandaa555) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 14:43
    แหม่ เจอภาษาบ้านเกิดเข้าไป งงเลยสิคุณลัน
    #13272
    0
  17. #12817 Fktay (@Fktay) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 21:32
    นิธานไม่ไปทำงานหน่อยเหรอ เห็นว่ามีหุ้นอยู่ด้วย เห็นนางรูดเงินออกอย่างเดียวแล้วกลุ้ม -*-
    #12817
    0
  18. #12800 바람~ (@chocolatebt) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 09:11
    หมั่นเขี้ยวนิธานมากกกก 5555
    #12800
    0
  19. #12732 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 13:49
    ร้ายมากนิธาน
    #12732
    0
  20. #12711 chalillxx_ (@chalillxx_) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 11:58
    รวยไม่มากก็อย่าสู้นะคะ
    #12711
    0
  21. #12668 RealThxnB (@RealThxnB) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 22:01
    ชอบความเลือกบัตรเครดิต5555555555
    #12668
    1
    • #12668-1 Cha-nann (@chanann) (จากตอนที่ 16)
      19 ตุลาคม 2561 / 22:56
      ณ จุดจุดนี้จะให้ชาทำอะไรก็ได้ ขอให้เปย์เท่านั้นค่ะ 55+
      #12668-1
  22. #12618 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 15:59
    เพราะรวยค่ะ ชนะ เชิ่ด
    #12618
    0
  23. #12570 hanatsuki33 (@hanatsuki33) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 23:33
    สมน้ำหน้า.
    #12570
    0
  24. #12384 Jaeyongie (@Jaeyongie) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 20:32
    นิธาน คือ แสบ และรวยมาก
    #12384
    0
  25. #12342 ƁŁαƈҚ (@SoMJunG0) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 12:48
    ความรวยนี้!
    #12342
    0