[END] กาลครั้งหนึ่ง...นานไม่ถึงไหน {Omegaverse}

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,509,809 Views

  • 15,453 Comments

  • 30,626 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    10,816

    Overall
    1,509,809

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 9 เบอร์ตันสายรอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64315
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4656 ครั้ง
    13 มี.ค. 62


ตอนที่ 9

เบอร์ตันสายรอง

 


เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์มาเยือน เหล่าพ่อบ้านแม่บ้านในคฤหาสน์เบอร์ตันก็จะทวีความตั้งใจของตัวเองลงไปในงานมากเป็นพิเศษ ด้วยเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เจ้านายของพวกเขาจะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตามากที่สุด

อย่างนิธานที่ปกติจะติดการให้คนนำอาหารขึ้นไปส่งบนห้องของลูกชาย ก็ยอมลงมานั่งรับประทานอาหารที่ห้องอาหารด้านล่าง ทำให้ไอศูรย์ได้มีโอกาสลงมาเปลี่ยนบรรยากาศในการคลานเล่นบ้าง แม้นั่นจะหมายถึงการคลานแข่งกับแม่บ้านที่พยายามไล่จับตัวเองบนโต๊ะอาหารตัวยาวเหยียดก็ตามที ยิ่งตอนนี้มีไอยามาเสริมด้วยอีกคน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในวันนี้ก็ดูคึกคักขึ้นมาถนัดตา

“ว้าว! เพิ่งรู้นะคะเนี่ย ว่าข้าวสามารถเอามาทำอะไรอย่างนี้ได้ด้วย” ท่ามกลางความวุ่นวาย ไอยาที่ชิมน้ำซุปในชามไปเต็มๆ คำแล้วก็เอ่ยปากชม “ซุปนี่อร่อยจัง กลมกล่อมกำลังดีเชียวค่ะ”

“อร่อยก็กินเยอะๆ สิ” คำชมนั้นทำเอานิธานที่เป็นคนลงมือทำอาหารชามนั้นเองแย้มยิ้มร่าเริง  เขาตัก ‘ข้าวต้มกุ้ง’ ฝีมือตัวเองเข้าปาก รอให้เคี้ยวจนหมดคำแล้วค่อยเล่าความเด็ดของเมนูนี้ให้ไอยาฟัง “คุณรู้ไหมว่าไม่ใช่แค่กุ้งนะ มันสามารถเปลี่ยนไปใส่พวกปลาหมึก เนื้อหมู เนื้อปลา ไม่ก็เนื้อไก่ได้ด้วยแหละ หรือจะใส่รวมๆ กันทุกอย่างเลยก็ยังได้ ส่วนเนื้ออื่นๆ น่าจะใช้ได้เหมือนกัน แต่เรายังไม่เคยลอง”

“จริงหรือคะ” คนฟังตาวาววับ “สงสัยท่านต้องทำให้ฉันลองอีกหลายๆ มื้อแล้วล่ะค่ะ ครั้งหน้าขอเป็นเนื้อปลาได้ไหมคะ”

พ่อครัวเฉพาะกิจรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ได้อยู่แล้ว!

ฟากอามันต์ที่นั่งฟังทั้งสองคุยกันอยู่นานก็พลันเอ่ยแทรกขึ้นมา “นิธาน ผมถามหน่อยสิ คุณไปได้แรงบันดาลใจในการทำอาหารไทยมาจากไหนกัน เห็นทำเมนูอะไรไม่รู้ออกมาได้ทุกวัน”

มือบางชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะทำเป็นตักข้าวเข้าปากต่อไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอจนกลืนอาหารลงคอไปแล้วถึงได้ตอบ “เราดูมาจากซีรีส์”

“ซีรีส์?”

“ใช่ คุณไม่เคยดูหรือไง” คนพูดวางช้อนลงแล้วอธิบายเพิ่มเติม “ช่วงนี้เราดูซีรีส์ไทยเยอะไปหน่อย เลยนึกอยากกินอาหารไทยขึ้นน่ะ ก็เหมือนคนติดซีรีส์เกาหลีนั่นแหละ ดูไปเยอะๆ มันก็ต้องมีความอยากอาหารเกาหลีกันบ้างใช่ไหมล่ะ”

“อ้อ! เข้าใจแล้ว” อามันต์พยักหน้าคล้ายจะเข้าใจ เขาหยิบขนมปังขึ้นมาทานต่อ ทว่าก็ยังไม่วายพูดอะไรให้คนฟังเกิดอาการสะดุ้งขึ้นมาอีก “มิน่าคุณถึงได้อินเหลือเกิน ไหนจะอาหารไทย ไหนจะภาษาไทย สำเนียงนี่ฟังชัดยิ่งกว่าลูกครึ่งไทยที่ผมเคยรู้จักเสียอีก”

“แค่กๆ” คนอินกับประเทศไทยถึงคราวสำลักอาหารขึ้นมาจริงๆ นิธานรีบคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม ก่อนจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ขอโทษที เรากลืนเร็วไปหน่อยเลยสำลักน่ะ”

อามันต์ทำหน้าคล้ายจะบอกว่า ‘อย่างนั้นหรือ?’ ส่งให้คู่ชีวิตของตน สายตาที่จับจ้องไปยังคนตัวเล็กกว่ามีความจับผิดปนอยู่เนืองๆ หากยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ หางตาก็เหลือบไปเห็นทิรากำลังซอยเท้าเข้ามาหาตนอย่างเร่งรีบ

กระทั่งมาถึงตัวผู้เป็นนายแล้ว ทิราก็รีบรายงานเรื่องด่วนออกไปทันที “คุณท่านคะ คุณลุคกับคนจากบ้านรองมาขอพบค่ะ”

“บ้านรอง?” เป็นไอยาที่พูดทวนขึ้นมาด้วยอาการไม่ค่อยพอใจนัก “วันนี้วันอาทิตย์นะ เขาไม่รู้หรือไงว่ามันเป็นวันพักผ่อน แถมยังไม่แจ้งล่วงหน้าด้วย”

“ไม่เป็นไรครับแม่” อามันต์รีบห้ามปราบมารดา เขาหันมาพูดกับทิราต่อ “เขาได้แจ้งไหมว่ามาทำอะไรกัน”

แม่บ้านอาวุโสส่ายหน้า “คุณเขาบอกแค่ว่ามีเรื่องด่วนมากๆ ค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร”

“งั้นก็ปล่อยให้เขารอต่อไป” ฟังแล้วคนเป็นเจ้าของบ้านก็ตัดสินใจได้ในทันที ชายหนุ่มลงมือทานอาหารเช้าต่อ ท่าทางดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ ทั้งสิ้น “เดี๋ยวทิราไปบอกเขาทีนะว่าเรากินข้าวกันอยู่ ไว้ทางนี้สะดวกแล้วจะไปพบ”

“ได้ค่ะ แล้วเอ่อ...พวกชากับของว่างล่ะคะ”

“เอาไปเสิร์ฟเถอะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราไร้น้ำใจ”

“รับทราบค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” ทิราโค้งตัวให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะรีบเดินกลับออกไป

เมื่อเห็นว่าทิราเดินออกไปแล้ว ไอยาก็หันมามองค้อนลูกชายตาคว่ำ “ยอมให้เขาพบแบบนี้ เดี๋ยวครั้งหน้าเขาก็เอาอีกหรอกอามันต์ ดูนาฬิกาสิว่ามันยังเช้าขนาดไหน ทำอะไรไม่ปรึกษาแม่เลย!”

“โธ่ อย่างอนกันสิครับ” อามันต์พยายามง้อ มือหนึ่งยกกาน้ำชาขึ้นรินชาให้มารดาอย่างเอาใจ “เอาน่าแม่ครับ ผมว่าจะไปพบพวกเขาก็จริง แต่ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไปตอนไหน”

“อ้อ! นั่นสินะ” ผู้เป็นมารดานึกถึงคำพูดเมื่อครู่ขึ้นมาได้ เธอขยิบตาส่งให้ลูกชาย “อย่างนี้สิถึงจะสมเป็นลูกแม่!”

สองแม่ลูกพากันยิ้มกริ่มเมื่อได้แกล้งคน คนหนึ่งที่กลายเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์จึงแอบพ่นลมหายใจออกมา ดวงตากลมกลอกขึ้นมองเพดานห้องอย่างละเหี่ยใจ

เฮ้อ! ไม่ต้องสงสัยเลยว่านายคนนี้ได้นิสัยเพี้ยนๆ มาจากใคร


==========


หากจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของ ‘เบอร์ตันสายรอง’ เห็นทีคงต้องเริ่มย้อนความกลับไปตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน ย้อนกลับไปในวันที่ ‘เบอร์ตัน’ เกือบต้องตกต่ำลงถึงขีดสุด เหตุเพราะผู้เป็นเสาหลักของตระกูลในเวลานั้นอย่าง โทมัส เบอร์ตัน ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม เนื่องจากเผลอไปกัดคอโอเมก้าคนหนึ่งที่ยังเป็นเยาวชนเข้า ที่สำคัญยังทำฝ่ายนั้นท้องแล้วไม่รับผิดชอบด้วย

ภาพโอเมก้าสาวที่แบกท้องอ่อนๆ เข้าให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับสื่อต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประชาชนที่ได้รู้ข่าวถึงกับพากันลุกฮือขึ้นมา พวกเขาพยายามช่วยเรียกร้องหาความเป็นธรรมให้หญิงสาวคนนั้นเป็นการใหญ่ ไม่นานกระแสข่าวก็พุ่งแรงเกินจะหยุดยั้ง หนักเข้าประชาชนก็พากันบอยคอตสินค้าและบริการในเครือเบอร์ตันทั้งหมด แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะออกมาปฏิเสธว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ตาม

ทว่าโชคดียังคงมีอยู่ หลังจากที่ต้องทนโดนคนรุมประณามอยู่นานนับเดือน ทนายความของเบอร์ตันก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ประชาชนทราบหลายประการ หนึ่งในนั้นมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพของเด็กสาวเอาไว้ได้ ตั้งแต่ตอนที่เธอยื่นมือไปรับห่ออะไรบางอย่างจากชายคนหนึ่ง

ภาพที่เธอลอบเข้ามาในผับจากทางประตูด้านหลังร้าน จากนั้นก็ไปปรากฏตัวอยู่บนชั้นสองอันเป็นโซนวีไอพีด้วยชุดพนักงาน ทั้งในมือยังถือถาดใส่ขวดไวน์เดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง อันเป็นห้องที่โทมัสเข้าไปใช้บริการให้คืนวันเกิดเหตุอีกด้วย พอเช้าวันถัดมาเธอก็เดินออกมาจากห้องด้วยหน้าตาและท่าทางปกติคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้ออกมาทั้งสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย หรือดูมีอาการหวาดกลัวกระวนกระวายอย่างที่เธอเล่าให้นักข่าวฟังเลยสักนิด ต่อมาก็เป็นเอกสารจากโรงพยาบาลที่ระบุวันที่วันเดียวกับวันที่โทมัสออกมาจากผับ ในเอกสารระบุไว้ว่าชายหนุ่มมีรอยแผลคล้ายถูกเข็มเจาะที่บริเวณต้นคอ อีกทั้งยังมีอาการตกค้างจากการถูกฉีดสารต้องห้ามเข้าไปในร่างกาย

สารนั้นเป็นยาผิดกฎหมายที่นิยมใช้กันในวงการใต้ดิน ตัวยาสามารถทำให้อัลฟ่าเกิดอาการรัทได้ง่ายขึ้นกว่าปกติหลายเท่า คนที่ถูกสารตัวนี้เข้าไปมักจะขาดสติและควบคุมตัวเองไม่ได้ หากถูกฟีโรโมนของโอเมก้าที่กำลังฮีทกระตุ้นเข้าเพียงนิด พวกเขาเหล่านั้นก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าหาเป้าหมายในทันที โดยไม่สนว่าคนคนนั้นจะมีคู่แล้วหรือไม่ ด้วยคุณสมบัติอันแสนอันตรายนี้ มันจึงถูกประกาศให้เป็นยาผิดกฎหมาย หากผู้ใดมีในครอบครองจะต้องได้รับโทษเทียบเท่ากับการครอบครองยาเสพติดชนิดต่างๆ อีกด้วย

เมื่อความจริงอีกด้านออกมาเป็นเช่นนี้ กระแสสังคมก็เริ่มตีกลับ หลายคนเริ่มเห็นใจเบอร์ตันและตราหน้าเด็กสาวคนนั้นว่าเป็นหญิงแพศยา บางคนถึงกับวิเคราะห์เป็นฉากๆ ว่านี่อาจจะเป็นการพุ่งเป้าโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี หรือคู่แข่งทางธุรกิจหรือไม่ โดยเด็กคนนั้นอาจจะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้ในกระดานก็ได้

อย่างไรก็ตาม โทมัสก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในเรื่องนี้ได้

เขาต้องยอมให้เด็กสาวเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะ ‘ภรรยาอีกคน’ เพราะตัวเองพลาดไปกัดคอสร้างพันธะผูกพันกับหล่อนไปเสียแล้ว พวกเขาต้องกลายมาเป็น ‘คู่ชีวิต’ กันอย่างช่วยไม่ได้ และเหตุการณ์นั้นก็กลายมาเป็นชนวนเหตุในการสะบั้นความสัมพันธ์ระหว่างโทมัสกับภรรยาเบต้าที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องมาก่อนลงไปด้วย

ถูกจัดฉากจนทำให้พลั้งเผลอไปยังพอเข้าใจได้ แต่การที่ชายคนนั้นถูกมารยาของโอเมก้ายั่วยวนจนเริ่มเกิดความลุ่มหลงในตัวคนมาทีหลังอย่างถอนตัวไม่ขึ้นนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทำใจยอมรับจริงๆ ความเจ็บปวดที่ต้องทนเห็นสามีของตัวเองป้อนคำหวานและมอบทายาทตัวน้อยๆ ให้กับหญิงอื่น ทั้งที่เคยสาบานเอาไว้ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อตัวเองเพียงคนเดียว ทำให้คุณนายเบอร์ตันในตอนนั้นตัดสินใจฟ้องหย่าและหอบหัวใจอันบอบช้ำจากไป

เขาว่ามารยาหญิงเป็นสิ่งที่ชายทุกคนไม่ควรประมาท เพราะเมื่อคุณเผลอตกลงไปในหลุมนั้นแล้ว หนทางที่จะได้ปีนกลับขึ้นมาด้านบนนั้นก็ยากเต็มที

โทมัสถูกปลดออกจากบอร์ดบริหารในอีกไม่กี่ปีต่อจากนั้น เนื่องจากการบริหารงานผิดพลาด ก่อนน้องชายของเขา ที่ตอนนั้นอายุเพียงยี่สิบปีจะก้าวขึ้นมาทำหน้าแทน เมื่อนายหัวของเบอร์ตันถูกสับเปลี่ยน ขั้วอำนาจที่โมทัสเคยมีก็เทไปหาน้องชายในทันที และนับเป็นโชคดีอีกครั้งที่นายหัวคนใหม่นี้มีความสามารถและคุณธรรมในใจมากพอ เบอร์ตันที่เคยถูกทำให้หลงทางไปจึงสามารถกลับมาผงาดในวงการธุรกิจได้อีกครั้ง

นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิด ‘เบอร์ตันสายรอง’ ขึ้นมา

ทายาททั้งหลายของหญิงโอเมก้าคนนั้น

สายเลือดอันแปดเปื้อน...เปรียบเสมือนโรคร้ายที่กำลังกัดกินไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย



“ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีกนะ!”

ลุค เบอร์ตัน ชายวัยร่วมห้าสิบปีที่มีรูปร่างอ้วนท้วนกำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างแรง ใบหน้าของเขาบูดบึ้ง กายที่อุดมไปด้วยไขมันเดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง เดินวนไปวนมาจนคนที่มาด้วยกันรู้สึกเวียนหัว

เขาหรืออุตส่าห์ตื่นแต่เช้า รีบมาดักไอ้เด็กเหลือขอคนนี้ไว้ก่อนที่มันจะได้ออกไปไหน แต่แล้วทำไมเขากลับต้องมานั่งรอมันจนรากแทบงอกแบบนี้ด้วย ทั้งที่มันก็อยู่ในบ้านนี้แท้ๆ!

“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะน่า” ชายรุ่นราวคราวเดียวกับลุคเอ่ยปราม “ใจร้อนแบบนี้ไปแล้วจะได้อะไร นั่งเงียบๆ หน่อยได้ไหม ฉันเวียนหัวไปหมดแล้ว”

“แกน่ะหุบปากไปเลย!” ลุคชี้หน้าคนเตือนอย่างไม่กลัวเกรง “เป็นแค่โอเมก้าแท้ๆ มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน!”

จากที่ตั้งใจว่าจะห้ามปราม พอถูกด่าทอแบบนี้มากเข้า คนเป็น ‘โอเมก้า’ ก็ชักจะมีโมโหขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน ชายหนุ่มมองคนพูดตาขวาง “อ้อ! แล้วอัลฟ่าอย่างนายมีปัญญาทำให้อามันต์ลงมาพบไหมล่ะ รอกันมาจนเกือบเที่ยงแล้วเนี่ย แต่ถ้าไม่มีปัญญาก็หุบปากไปซะ!”

“แก!!”

แต่ก่อนที่ลุคจะได้พุ่งเข้าไปบีบคอคู่สนทนา เสียงระฆังเตือนหมดยกก็ดันดังขึ้นมาเสียก่อน


“ไม่ยักรู้ว่าบ้านผมเปิดสนามมวยด้วย พวกคุณถึงได้กำลังจะชกกันให้ดูเป็นขวัญตา”


“อามันต์/คุณอามันต์”

ตอนนั้นที่สองเสียงประสานกันจนดังลั่น หากอามันต์ที่กำลังถูกเรียกกลับไม่สนใจใดๆ ชายหนุ่มยกมือขึ้นกอดอกพลางจ้องไปที่แขกทั้งหลายด้วยแววตาเย็นชา ส่งผลให้คนที่กำลังจะทะเลาะกันต้องรีบแยกย้ายไปนั่งยังคนละมุมโซฟาโดยด่วน

เห็นดังนั้นร่างกายที่สูงใหญ่กว่าใครทั้งหมดในนี้จึงได้ก้าวไปนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตัวหนึ่งด้วยท่าทางสุขุม ก่อนจะรีบเข้าเรื่อง “ผมไม่อยากเสียเวลา ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ สรุปว่าที่มากันแต่เช้าเนี่ย...มีธุระอะไรกันนัก?”

“เหอะ! รู้ด้วยนี่ว่าเรามากันแต่เช้า” ลุคเค้นเสียงอย่างกรุ่นโกรธ “แล้วแกก็ปล่อยให้พวกฉันรอจนเกือบเที่ยงเนี่ยนะ!?”

“ก็แล้วไม่เคยมีใครบอกหรือครับ ว่าหากมาโดยไม่นัดมาคุณก็ต้องรอ รอจนกว่าผมจะว่าง...”

“แก! ฉันเป็นญาติแกนะ! คิดว่าตัวเองเป็นทายาทของบ้านหลักแล้วจะทำอย่างไรกับคนของบ้านรองก็ได้หรือไง!” คนพูดทะลึ่งตัวขึ้นมายืนชี้หน้าอามันต์อย่างไม่กลัวเกรง แรงโมโหทำให้พุงที่ยื่นออกมามากเกินไปของเขานั้นกระเพื่อมไหวตามอารมณ์ อามันต์เห็นแล้วก็รู้สึกทั้งฉิวทั้งขันอย่างไรบอกไม่ถูก

เขาคร้านจะใส่ใจกับการกระทำอันไร้มารยาทญาติผู้ใหญ่คนนี้อีกต่อไป จึงได้พูดตอกกลับเสียงเข้ม “นั่นไม่ใช่สาระที่ผมจะต้องตอบ แต่ถ้าคุณยังไม่ยอมพูดถึง ‘ธุระด่วน’ นั่นมาเสียทีละก็ ผมจะเรียกรปภ.ให้มาลากคอพวกคุณออกไปให้หมด”

ความเด็ดขาดที่ชายหนุ่มแสดงออกมา ทำให้หลายคนในนี้เริ่มตัวสั่น กระทั่งมีใครสักคนยื่นมือมากระตุกชายเสื้อของลุคถี่ๆ คนโวยวายถึงได้ยอมกระแทกตัวลงนั่งที่เดิมอย่างฮึดฮัด

“ขอโทษแทนลุงลุคด้วยนะคะคุณอามันต์” ครั้งนี้เป็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวที่พูดขึ้นมาแทน “เดี๋ยวฉันพูดแทนเองค่ะ”

อามันต์พยักหน้าพลางเอ่ยเสียงเย็น “เชิญ”

“คืออย่างนี้ค่ะ พวกเรามีเรื่องอยากให้คุณอามันต์ช่วยสักนิด” หญิงสาวเริ่มเกริ่น “พอดีน้องชายของฉัน...นายแมธน่ะค่ะ เขาไปกาสิโนที่มาเก๊า แล้วก็เอ่อ...เกิดเล่นเสียนิดหน่อย...”

เพียงแค่เริ่มเรื่อง อามันต์ก็ดูจะเดาอะไรขึ้นมาได้รางๆ คิ้วเข้มจึงกระตุกขึ้นนิดๆ อย่างมีอารมณ์ “ที่ว่านิดหน่อยของคุณน่ะมันเท่าไหร่”

คนถูกถามทำตัวลีบ ไม่นานก็เอ่ยจำนวนเงินออกมา “เอ่อ...ราวๆ ห้าล้านได้ค่ะ”

“ห้าล้าน!?” อามันต์โกรธขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว “น้องคุณไปเล่นพนันหรือไปถมทะเลทรายเล่นถึงเป็นหนี้เขาได้ตั้งห้าล้าน!!”

“ขะ...ขอโทษค่ะ” สาวผู้เล่าเรื่องพลันหน้าซีดขาว

“แล้วนี่จะมาบอกให้ผมช่วยใช้หนี้ให้ใช่ไหม บอกก่อนเลยนะว่าไม่มีทางหรอก!”

“มะ...ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ๆ” หญิงสาวส่ายหัว “หนี้ตรงนั้นแมธใช้คืนทางกาสิโนเขาไปแล้วค่ะ แต่ว่า...”

เห็นท่าทางอึกอักจนน่ารำคาญนั่นแล้ว อามันต์ก็ตะคอกกลับไปอย่างเหลืออด “อะไรอีก! มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ!”

“คือแมธเขา...” ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เป็นแขกของวันนี้นึกอยากร้องไห้เสียให้รู้แล้วรู้รอด หล่อนหลับตาปี๋ก่อนจะบอกปัญหาของเรื่องด้วยเสียงอันดัง “เขายกที่ดินในปาซาให้ทางนั้นไปแล้วค่ะ!

“ปาซา!” อามันต์ทวนคำ ดวงตาสีฟ้าสวยเบิกโตขึ้นเล็กน้อย “เดี๋ยวนะ ที่ผืนไหน? อย่าบอกนะว่าเป็นผืนที่มีโรงงานอยู่น่ะ!

“ชะ...ใช่ค่ะ...” พูดจบหญิงสาวก็ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาคนถามอีกต่อไป

เพราะความกล้าทั้งหมดในชีวิตน่ะ หล่อนใช้มันไปหมดในวันนี้แล้ว!

“ดี หึ! ดีมาก...” เสียงทุ้มต่ำเริ่มทวีความเกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆ อามันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “พวกคุณนี่มันเลี้ยงลูกหลานได้ดีจริงๆ” เขาเดินวนรอบโซฟาที่คนพวกนั้นนั่งจนครบหนึ่งรอบ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าลุคแล้วชี้นิ้วใส่เขาด้วยความโกรธจัด “พวกคุณไปเอามันคืนมาเดี๋ยวนี้! กล้าดีอย่างไรถึงให้ไอ้คนไร้สมองนั่นได้ที่ดินผืนนั้นไปหา!!”

เหล่าคนจากบ้านรองสะดุ้งเฮือกกันเป็นแถวๆ แต่ละคนหน้าตาซีดลงๆ จนแทบมองไม่เห็นสีเลือด เว้นเสียก็แต่ใครบางคนที่ดูจะยังเก่งได้อยู่ ชายคราวพี่คราวพ่อคนนั้นถึงได้กล้าเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นใหญ่เหนือตนอย่างไม่ยอมรับความผิด “ก็แมธเป็นลูกฉัน ฉันจะยกที่ให้เขาแล้วมันผิดตรงไหนล่ะ! อีกอย่างเรื่องมันก็เกิดแล้ว จะมัวแต่มานั่งตำหนิกันทำไมนัก ช่วยหาทางแก้ไขไม่ดีกว่าหรือไง!”

“งั้นคุณก็แก้ไปคนเดียวเถอะ!” คนเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเบอร์ตันสายหลักตวาดลั่น “ไปเอาที่ตรงนั้นคืนมาให้ผม ไม่อย่างนั้นผมจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกคุณบริหารอยู่คืนมาให้หมด ในเมื่อได้ไปแล้วไม่มีปัญญารักษา อย่างนั้นก็ไม่ต้องได้มันสักอย่างเลยแล้วกัน!!”

พูดจบอามันต์ก็ย่ำเท้าตึงๆ เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้เหยื่อพายุอารมณ์ทั้งหลายได้แต่นั่งอกสั่นขวัญแขวนกันไม่หยุด ก่อนโอเมก้าคนเดิมที่เคยต่อปากต่อคำกับลุคจะลุกพรวดขึ้นมาโวยวายใส่พี่น้องตัวเองเสียงดังลั่น

“โอ๊ย! แทนที่จะได้คนช่วย นายจะไปโวยวายใส่เขาทำไมนักหนา เห็นไหมว่าตัวช่วยสุดท้ายของเราเดินออกไปนู่นแล้ว!”

แน่นอนว่าเมื่อไม่เคยมีความคิดจะยอมรับว่าตัวเองผิด มันก็คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้คนคนนั้นรู้สึกสลดกับการกระทำของตัวเอง สุดท้ายชายที่ชื่อว่าลุคจึงยังคงยืนยันเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่เหมือนเช่นเคย “ปากดีนักนะ ไอ้โอเมก้าโสโครกนี่!”

“แล้วไงล่ะวะไอ้อัลฟ่าไร้น้ำยา! ด่าคนอื่นเขาอยู่นั่นแหละ คิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนกัน ศักดิ์ศรียังเทียบอามันต์ไม่ได้สักเสี้ยวเล็บเลยด้วยซ้ำ!”

“แก!”

หลังสิ้นการคำรามลั่น หนึ่งอัลฟ่ากับหนึ่งโอเมก้าก็พลันกระโจนเข้าหากัน ครั้งนี้ไร้ซึ่งคนห้ามแล้วอย่างสิ้นเชิง...


==========


ปาซา คือชื่อเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศนี้ โดยพื้นที่ของเมืองส่วนหนึ่งนั้น จะเป็นที่ตั้งของเหมืองทองแดงจำนวนสองแห่ง แห่งแรกมีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของยุโรป ส่วนอีกแห่งมีขนาดเล็กกว่ามาก ซึ่งเหมืองที่เล็กกว่านี้จะถูกบริหารโดยบริษัทบีทีไอ ผู้ได้รับสัมปทานมาจากทางรัฐบาล ซึ่งบีทีไอก็ย่อมาจาก ‘Burton Industry’ นับเป็นธุรกิจอีกสายหนึ่งของเบอร์ตันกรุ๊ปนั่นเอง

เส้นทางของแร่ที่ได้จากเหมืองนั้นมีอยู่ด้วยกันสามทาง หนึ่งคือส่งออกต่างประเทศ สองคือซื้อขายกันภายในประเทศ และสามคือนำมาใช้ในอุตสาหกรรมของตนเอง ด้วยเหตุนี้เบอร์ตันจึงมีโรงงานผลิตและแปรรูปทองแดงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อยู่ในปาซาหลายแห่ง ทว่าที่ดินผืนที่พวกบ้านรองได้ครอบครองนั้นมีอยู่เพียงแห่งเดียว

และที่ตรงนั้นก็กำลังเกิดปัญหาใหญ่...

“เป็นไงเจมี่ ได้เรื่องไหม”

อามันต์เอ่ยถามเลขาของตน ขณะนั่งหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่

เจมี่ผู้ซึ่งรีบบึ่งออกจากบ้านทันทีที่รับโทรศัพท์จากผู้เป็นนายจึงพยักหน้าน้อยๆ เมื่อได้ยินคำถาม “ได้มาเยอะเลยครับ ผมโทรถามเอริค ผู้จัดการโรงงานที่นั่นมาหมดแล้ว”

“งั้นก็รีบเล่ามา”

“ครับ” ร่างสูงโปร่งยกแก้วชาขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เล่ารายละเอียด “ที่ดินเปลี่ยนมือแล้วจริงครับ ทางเจ้าของใหม่เขาเพิ่งมาแสดงตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง เอริคบอกว่าคุณลุคขู่ไว้ว่าถ้าใครปากโป้งจะโดนไล่ออกทันที แล้วก็จะแบล็กลิสต์รายชื่อให้หมด เขาเลยไม่กล้าส่งข่าวบอกเราแต่แรกครับ และเห็นว่าทางคุณลุคเองก็ลองเจรจาขอซื้อที่ดินคืนแล้ว แต่ทางนั้นไม่ยอมขายคืนให้ ดังนั้นเขาจึงมาหาเจ้านายที่บ้านครับ

ส่วนคุณแมธธิวตัวต้นเหตุนั่น รู้สึกว่าพอกลับมาจัดการเอกสารเสร็จก็รีบบินไปอเมริกาต่อเลยครับ แถมไม่มีการบอกอะไรใครทั้งนั้นด้วย รอจนเจ้าของใหม่ถือเอกสารมาแสดงสิทธิ์แล้วนั่นล่ะ ดีที่ตัวโรงงานยังเป็นชื่อคนอื่นอยู่ ไม่อย่างนั้นอาจจะสถานการณ์อาจจะแย่กว่านี้ก็ได้ครับ”

“หึ! ดีแต่สร้างเรื่องสร้างราว!” อามันต์ขบกรามแน่น แววตาแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาเอ่ยสั่งการเจมี่ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เดี๋ยวพรุ่งนี้นายไปทำเรื่องระงับบัตรเครดิตทุกใบของแมธธิวซะ ย้ำนะว่า ‘ทุกใบ’ บัญชีส่วนตัวที่เป็นของธนาคารเราก็ล็อกไว้ให้หมด ในเมื่ออยากขี้ขลาดดีนักก็เชิญมุดหัวหลบอยู่ที่อเมริกานั่นแหละ ดูสิว่าถ้าไม่มีเงินสักแดงเขาจะอยู่ได้อย่างไร!”

“รับทราบครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบจัดการให้” เจมี่รับคำ “แล้วเรื่องที่โรงงานล่ะครับ”

“เรื่องโรงงาน...ที่คุยๆ กันมาเอริคได้บอกไหมว่าเจ้าของใหม่ชื่ออะไร”

“เห็นเอริคว่าชื่อหลี่หมิงนะครับ หวังหลี่หมิง เป็นเจ้าของกาสิโนที่คุณแมธธิวเข้าไปเล่น”

อามันต์พยักหน้า “โอเค งั้นคุณหาทางติดต่อเขาให้ผมที ลองถามจากเอริคดูก็ได้ ว่าแต่เขายังอยู่ที่นี่ใช่ไหม”

“ก็น่าจะอย่างนั้นครับ ว่าแต่นายจะจัดการเองเลยหรือครับ” เลขาหนุ่มถาม

“หรือนายจะให้พวกบ้านรองนั่นจัดการต่อล่ะ เดี๋ยวก็ได้เสียที่ผืนไปอีกผืนสองผืนหรอก!”

“เข้าใจแล้วครับ”

เจ้านายกับลูกน้องคุยรายละเอียดเรื่องนี้กันต่ออีกพักใหญ่ ก่อนประตูห้องทำงานของอามันต์จะถูกเคาะสองสามครั้ง พออามันต์เอ่ยปากอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา เขาจึงได้เห็นศีรษะของนิธานโผล่เข้ามาแวบๆ ในตอนนั้นเอง

“นิธาน”

ชายหนุ่มเอ่ยเรียก ขณะเจ้าของชื่อผลุบศีรษะหายไปจากบานประตู ครู่เดียวก็โผล่มาอีกครั้งด้วยร่างกายทั้งตัว ครั้งนี้อามันต์จึงได้เห็นว่าในอ้อมแขนของอีกฝ่ายมีร่างของไอศูรย์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ด้วย

“ไอศูรย์ร้องหาคุณ เราเลยพามาหา” นิธานอธิบาย ก่อนจะก้มลงคุยกับบุตรชาย “ไอศูรย์ครับ ดูสินิธานพามาหาใครเอ่ย”

ร่างน้อยที่ถูกตบก้นเบาๆ เงยหน้าขึ้นมองมารดา ใบหน้ากลมดิกค่อยๆ หันมองรอบตัว กระทั่งสายตาได้เห็นร่างของใครบางคนที่ตนกำลังร้องหา เด็กชายจึงส่งเสียงเรียกปนสะอื้น “ปอ...ฮึก...ปอ...”

เห็นดังนั้นอามันต์จึงลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน “ส่งลูกมาให้ผมมา” ขายาวก้าวเดินเข้าไปหาสองแม่ลูกพลางอ้าวงแขนออกกว้าง “เด็กดี...มาหาพ่อเร็วครับ”

พอได้ยินคุณพ่อเอ่ยเรียก สองแขนสั้นป้อมจึงรีบยื่นไปหาร่างสูงใหญ่ในทันที สุดท้ายร่างของเด็กชายตัวน้อยก็ได้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ ไอศูรย์เงยดวงหน้าเปื้อนน้ำตาของตนขึ้นสบตากับคนที่คิดถึง ก่อนริมฝีปากจะพูดบ่นอะไรหลายอย่างจนฟังไม่ได้ศัพท์ “บู้! ปอ...งืมๆ”

“ครับๆ ไม่ไปไหนครับ พ่อไม่ได้ไปไหนลูก วันนี้ก็อยู่กับหนูไง” อามันต์รับฟังคำบ่นของลูกชายด้วยรอยยิ้ม นิธานที่เห็นไอศูรย์สงบลงแล้วจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขามองสองพ่อลูกคุยกันอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวกลับห้องตัวเองสักครู่ “คุยธุระเสร็จหรือยังคุณอามันต์ ถ้ายังไม่เสร็จรบกวนคุณช่วยดูไอศูรย์ให้ก่อนได้ไหม เราขอกลับห้องสักครู่ แล้วจะรีบมารับลูก”

“ไปเถอะ เดี๋ยวผมดูต่อเอง”

“งั้นเดี๋ยวเรารีบกลับมานะ” นิธานพยักหน้า ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกจากห้องไป

เจมี่มองตามหลังคู่ชีวิตของเจ้านายไปจนกระทั่งประตูห้องถูกปิดลง เขาหันกลับมาพูดอะไรบางอย่างกับอามันต์ด้วยสีหน้าที่ดูเหลือเชื่อสุดๆ “เปลี่ยนไปมากจริงๆ นะครับ ท่านนิธานน่ะ”

“อืม นั่นสิ เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน” อามันต์ตอบ ดวงตาปรากฏแววประหลาดออกมาวูบหนึ่ง ก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว “แต่ก็เอาเถอะ เป็นอย่างนี้ก็เห็นจะดีกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย”

“นั่นสิครับ”

“ผมว่าเราควรหยุดเรื่องของนิธานไว้ แล้วมาคุยเรื่องโรงงานกันต่อเถอะ” คนเป็นเจ้าพูดว่า เขาก้มลงไปพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เรามาฝึกงานกันดีกว่าเนอะไอศูรย์ โตไปจะได้ทำงานเก่งๆ ไง ดีไหมครับ”

“งื้อ!” สิ้นคำไอศูรย์ก็ส่ายหน้า ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเข้าใจในสิ่งที่บิดาตนพูดกันแน่ และเมื่อเจ้าตัวถูกวางลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เด็กน้อยจอมซนก็รีบคลานตรงดิ่งไปหาโทรศัพท์สีดำสนิททันที “อ๊า~

“รอก่อนลูก เดี๋ยวพ่อถอดสายออกให้ เจมี่! มาช่วยผมที!”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือทำให้เลขาหนุ่มรีบพุ่งเข้าไปจับตัวเจ้านายน้อยของตนเอาไว้ทันที อามันต์จึงอาศัยจังหวะนั้นดึงสายโทรศัพท์ทั้งหมดออกจากตัวเครื่อง พอจัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงยอมให้ลูกชายเอามันไปถือเล่น

คนเป็นพ่อไม่วายจะบ่นออกมาเบาๆ

“ให้ตายสิ! ไวเป็นลิงเลยเด็กคนนี้!”

 

หลายวันผ่านไป ในที่สุดอามันต์ก็สามารถติดต่อหาเจ้าของที่ดินที่ปาซาคนใหม่ได้ และเขาก็พบว่าหวังหลี่หมิงเดินทางกลับมาเก๊าไปก่อนเสียแล้ว พร้อมกันนั้นอีกฝ่ายยังเสนอมาอีกว่า หากจะตามไปคุยเรื่องนี้ที่มาเก๊าต่อก็ย่อมได้ ทว่าปัญหาคือฝ่ายนั้นไม่ยอมให้อามันต์นัดหมายล่วงหน้า นั่นหมายความว่าถ้าเขาต้องการจะเอาที่ดินคืนมา อามันต์จะต้องเดินทางไปมาเก๊าและตรงไปที่บริษัทของฝ่ายนั้น แล้วค่อยติดต่อขอเข้าพบหวังหลี่หมิงด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องที่ว่าจะได้พบหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องลุ้นเอาเองหน้างาน...

“ทำแบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ” พอได้ฟังเรื่องราวแล้ว ไอยาก็กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ “ให้ไปหายังพอว่า แต่ถึงขนาดไม่ให้นัดเวลาก่อนนี่ก็สุดจะทน ทำเกินไปแล้วจริงๆ นายหวังหมีสิงอะไรเนี่ย!”

“เขาชื่อ ‘หลี่หมิง’ ครับแม่ ‘หวังหลี่หมิง’ ไม่ใช่ ‘หวังหมีสิง’ ใจเย็นๆ นะครับ” อามันต์เอ่ยแก้ให้มารดา

“จ้ะ!” ไอยาทำหน้ามุ่ย “ก็นั่นแหละ ให้ตายสิ...ทำไมชื่อคนเอเชียถึงได้เรียกยากจัง!”

“แต่ชื่อหลานแม่ก็เรียกยากนะครับ แถมเป็นคุณพ่อที่ตั้งให้ด้วย”

ผู้เป็นมารดาดูจะไม่ชอบใจนักที่ลูกชายของตนขัด เธอจึงเอื้อมมือไปตีแขนล่ำๆ เข้าหนึ่งที “นี่แน่ะ! ยอกย้อนดีนัก อย่างไรชื่อไอศูรย์ก็เรียกง่ายกว่านายหมี่หลิง เอ๊ย! หมีสิง โอ๊ยยาก! แม่ไม่เรียกแล้ว!

“ครับๆ ไม่เรียกก็ไม่เรียกเนอะ” อามันต์กลั้นขำเมื่อเห็นมารดาทำหน้าบูดบึ้ง ไม่นานเขาก็กลับมาทำท่าจริงจังอีกครั้ง “นั่นแหละครับแม่ เราคงไม่มีทางให้เลือกเท่าไหร่ ถ้าอยากได้ที่คืนเราคงต้องไปหาเขาที่นั่นอยู่ดี”

“หรือเรายกๆ ให้เขาไปเลยดีไหม วุ่นวายนัก จะได้หมดเรื่องหมดราว”

“โธ่แม่ครับ นั่นโรงงานผลิตลวดทองแดงนะครับ เรายกให้เขาไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มกล่าวอย่างใจเย็น

ใช่แล้วล่ะ โรงงานที่ตั้งอยู่บนที่ผืนนั้นน่ะไม่ใช่โรงงานธรรมดาๆ ทว่าเป็นโรงงานผลิตเส้นลวดทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศต่างหากเล่า ใครจะยอมให้มันหลุดมือไปได้ง่ายๆ

“หึ! อย่าให้แม่ได้เจอเจ้าเด็กไม่ได้เรื่องคนนั้นอีกเชียว! บ้านรองนั่นก็ช่างปะไร ช่วยปิดกันเข้าไปเถอะความผิดน่ะ พอจนมุมจัดการเองไม่ได้แล้วค่อยวิ่งโร่มาหาเรา!”

“ไม่ใช่แค่แม่หรอกครับ ผมเองก็เหมือนกัน ไว้จัดการเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่ พวกนั้นต้องได้ชดใช้แน่!

“แต่ให้พวกนั้นไปกันเองไม่ได้หรือลูก ทำไมเราต้องไปด้วยล่ะ” ไอยาสงสัย “อยากปิดกันดีนักก็ให้เขาแก้กันเองสิ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ สัปดาห์หน้าผมต้องไปฮ่องกงอยู่แล้ว แวะไปมาเก๊าจัดการเรื่องนี้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร” ชายหนุ่มอธิบาย “อีกอย่างแม่คิดว่าผมจะยอมปล่อยให้พวกนั้นไปกันเองหรือครับ”

“งั้นแม่ไปด้วยดีไหม”

“ไม่ต้องหรอกครับ แม่อยู่ที่นี่เถอะ ช่วยผมดูบริษัทระหว่างนี้น่าจะดีกว่า” อามันต์ว่าพลางยกยิ้มประจบ ฝ่ามือกำเป็นกำปั้นแล้วทำเป็นทุบไหล่มารดาอย่างเอาใจ “จะว่าไปแม่ก็กลับมาได้ถูกจังหวะพอดีเลยนะเนี่ย”

“เชอะ!” แต่ว่าการปรนนิบัตินั้นก็ไม่ได้ทำให้ไอยารู้สึกซาบซึ้งแต่อย่างใด หล่อนจัดการฟาดมือลงบนท่อนแขนกำยำเต็มแรง “ได้ยินลูกพูดอย่างนี้แล้ว แม่ล่ะอยากกลับอังกฤษมันเสียเดี๋ยวนี้เลย!”

“โธ่ อย่าล้อกันเล่นสิครับ” ผู้เป็นลูกชายทำตาน่าสงสารใส่หยุด ไม่ได้นำพาต่อการต่อว่าของไอยาแต่อย่างใด

 

“หืม? จะไปมาเก๊า” มือที่กำลังจะป้อนข้าวให้ลูกชะงักค้าง ก่อนนิธานที่ได้ฟังคำบอกนั้นจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “ไปกี่วัน”

“คิดว่าประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพราะเสร็จจากมาเก๊า ผมก็มีธุระที่ฮ่องกงต่อเลยน่ะ”

“อ้อ!” นิธานพยักหน้าหงึกหงัก เขาก้มลงป้อนข้าวไอศูรย์ต่อ ใจไม่ได้มีความรู้สึกคัดค้านกับการไปทำธุระของอีกฝ่ายแต่อย่างใด “ก็ไปสิ เราดูลูกได้ ไม่มีปัญหาหรอก”

“แน่ใจนะ?” อามันต์ว่าพลางหรี่ตาลงคล้ายจะจับผิดเป็นรอบที่ร้อย คนตัวบางเห็นดังนั้นจึงชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันที

“จนป่านนี้แล้วยังจะมาระแวงอะไรนักหนาเนี่ยคุณ แม่คุณก็อยู่ เด็กที่บ้านก็ตั้งบานเบอะ ยังต้องห่วงอะไรอีก!”

“โอเคๆ ไม่เห็นต้องโมโหเลย ผมล้อเล่นน่า” อามันต์แบมือทั้งสองออกข้างลำตัวอย่างยอมแพ้

“เหอะ!” ด้วยไม่อยากจะสนใจคนกวนประสาทอีก นิธานจึงหันกลับไปสนใจไอศูรย์ตามเดิม แล้วก็พบว่าเด็กน้อยนั้นกำลังมองตามช้อนประจำตำแหน่งของตนตาไม่กะพริบอยู่ “โอ๊ะ! กลืนหมดแล้วหรือ นิธานช้าเองใช่ไหม โอ๋ๆ ขอโทษนะครับ”

ฝั่งเด็กชายไอศูรย์ที่รับอาหารคำใหม่เข้าปากก็เร่งกลืนแล้วยิ้มตาหยี ส่งผลให้คนเฝ้ามองหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

“อีกคำหนึ่งนะเด็กดี ว้าว~ เก่งมาก...”

อามันต์มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

เมื่อก่อนแม้เขาจะกลับบ้านไม่ค่อยตรงเวลานัก แต่ถ้ากลับมาทันมื้อเย็นของลูก หรือเป็นวันหยุด เขาก็มักจะได้ป้อนข้าวป้อนนมลูกชายด้วยตัวเองเสมอ ไม่คิดว่าช่วงเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งเดือนเศษๆ หน้าที่นั้นของตนจะถูกใครบางคนยึดไปเสียแล้ว

นิธานไม่เพียงเข้ามาดูแลไอศูรย์ในห้องอย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่กับเรื่องอาหารการกินก็ยังจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด ซ้ำยังไม่ยอมให้ใครเข้ามายุ่งด้วย ไม่รู้ว่าจะด้วยความรู้สึกหวงลูกหรืออะไรก็ตาม ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาตัวเองเข้าบ่อยๆ  อามันต์ก็ชักเชื่อแล้วว่าถึงเขาจะไม่อยู่บ้านเป็นเดือนๆ คนคนนี้ก็คงจะสามารถดูแลลูกชายได้อย่างสบายๆ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเด็กเล็ก ขั้นตอนและเคล็ดลับต่างๆ ที่ใช้ในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง รวมไปถึงกิริยาท่าทางเวลาทำสิ่งต่างๆ ให้กับลูก นิธานล้วนดูเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก

ความรู้มากมายถึงเพียงนั้น การปฏิบัติที่นุ่มนวลและเอาใจใส่พวกนั้น ใช่สิ่งที่คนคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ในเวลาสั้นๆ จริงหรือ ขนาดเขากว่าจะอุ้มไอศูรย์ได้ถูกวิธีก็ยังต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ นมที่ชงให้ดื่มก็ใช้เวลาที่นานกว่านั้นกว่าจะกะให้ทุกอย่างลงตัวได้

หากกล่าวว่าซุ่มศึกษาทฤษฎีมานาน แต่ถ้าไม่เคยลงมือปฏิบัติเลยจะสามารถทำได้โดยไม่มีความประหม่าหรือ?

ครั้งแรกที่อุ้มลูก นิธานไม่มีท่าทางลังเลเงอะงะเลยแม้แต่น้อย

ครั้งแรกที่ป้อนนมลูก นิธานสามารถผสมนมกับน้ำออกมาได้ในปริมาณที่ถูกต้อง ทั้งที่ผงนมนั้นไม่ได้วางอยู่ในกล่องของมันที่จะมีวิธีการชงบอกอยู่ อุณหภูมิก็กำลังดี ทั้งท่าทางยังคล่องแคล่วมากเสียด้วย

ครั้งแรกที่ไอศูรย์ร้องไห้โยเย นิธานสามารถแยกได้ทันทีว่าลูกร้องด้วยเหตุใด

ตั้งแต่อุบัติเหตุคราวนั้น ใครคนหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้เชียว...

นี่ใช่คนเดียวกับที่บอกว่าจะเอาเด็กออกคนนั้นแน่หรือ? อามันต์คิดพลางพิจารณาอีกฝ่ายเงียบๆ

เขาไม่เถียงหรอกว่าร่างกายภายนอกน่ะเป็นนิธานของแท้แน่นอน ทว่าภายในนี่สิ...


ชายหนุ่มคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ชั่วขณะหนึ่งก็คล้ายจะนึกอะไรได้ เขาจึงได้รีบพูดขึ้นมา “จริงสิ! ผมว่าคุณต้องรีบกินยาแล้วล่ะนิธาน”

“หืม?” คนถูกบอกให้กินยาหันมาหาคู่ชีวิตอย่างงุนงง “ยา? จะให้เรากินยาอะไร”

“ก็ยาเลื่อนฮีทไง” อามันต์ตอบ “เดี๋ยวผมจะไม่อยู่ใช่ไหม แต่ปกติรอบฮีทของคุณมัน...”

ได้ยินเพียงเท่านี้นิธานก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะบอกอะไร ร่างสูงโปร่งจึงพลันเบิกตาของตัวเองขึ้นอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน “จริงด้วย!”

อ๊า ทำไมถึงลืมไปได้นะ! นิธานลอบตำหนิตัวเองในใจ

ลืมไปได้ไงว่าโอเมก้าต้องฮีททุกเดือน!

เอาล่ะ มันก็น่าดีใจอยู่หรอกที่อามันต์จะไม่อยู่ในช่วงที่เขาฮีท เพราะใช่ว่าเขาจะทำใจพร้อมรับมือกับมันได้แล้วเสียเมื่อไหร่ แต่การฮีทโดยที่ไม่มีคู่อยู่ด้วยนี่มันก็...ออกจะทรมานเกินไปนะ

หากเป็นช่วงก่อนจับคู่ เมื่อโอเมก้าฮีทแล้วมักนิยมเก็บตัวอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ซึ่งนั่นอาจเป็นบ้าน หรือบางคนก็เลือกใช้บริการโรงแรมสำหรับโอเมก้าโดยเฉพาะ เนื่องจากโรงแรมเหล่านี้จะมีบรรดา ‘ของเล่นผู้ใหญ่’ ที่เหมาะสมกับโอเมก้าเอาไว้บริการ เหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนรสชาติจาก ‘มือ’ ของตัวเองมาเป็นอย่างอื่นที่ดูตื่นเต้นยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังปลอดภัยจากอัลฟ่า เพราะพนักงานทั้งหมดล้วนเป็นเบต้า บางโรงแรมอาจถึงขั้นมีเบต้าหนุ่มๆ ไว้บริการลูกค้าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับบางคน การถูกกอดจากเบต้าก็ยังดีกว่าต้องนอนกับอัลฟ่าแปลกหน้านั่นแหละ

แต่โอเมก้าที่มีคู่แล้วไม่อาจทำเช่นนั้นได้ จริงอยู่ที่พวกเขาอาจจะใช้ของเล่นหรือการพึ่งพาตัวเอง ทว่ามันก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก ด้วยร่างกายจะมีการเรียกร้องหาคู่ของตนตลอดเวลา ดังนั้นหากไม่ใช่คู่ชีวิต ไหนเลยจะสามารถทำให้อาการสงบลงได้ ทว่าสมัยนี้ใครๆ ก็ต้องขวนขวายหาทำงาน พยายามเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น คู่รักบางคู่จึงอาจต้องอยู่ห่างไกลกัน พอถึงช่วงฮีทเข้าครั้งหนึ่งจึงเป็นอะไรที่แสนยากลำบาก

ด้วยเหตุนี้ ‘ยาเลื่อนฮีท’ จึงได้ถูกคิดค้นขึ้นมา

มันเป็นยาที่นิธานคิดว่าให้ฤทธิ์คล้ายกับยาเลื่อนประจำเดือนของผู้หญิงที่เขาเคยเห็นเพื่อนในโลกก่อนกิน นั่นคือหากกินยาก่อนอาการฮีทจะมาสักสามสี่วัน และกินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกวัน ระหว่างที่กินยานั้นโอเมก้าก็จะไม่เกิดอาการฮีท กระทั่งเริ่มหยุดยา สามถึงสี่วันให้หลังอาการฮีทก็จะกลับมาเกิดขึ้นตามปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลื่อนช่วงฮีทออกไปจนกว่าจะพร้อม ซึ่งยานี้จะให้ผลได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อโอเมก้ารู้รอบฮีทของตัวเอง

แน่นอนว่านิธานรู้ เขาจึงได้เริ่มมีอาการตื่นตระหนกขึ้นมานี่ไง “คุณว่าจะไปจะกลับวันไหนนะ!?”

“ไปวันพฤหัสนี้ แล้วก็น่าจะกลับวันพฤหัสหน้า”

นิ้วเรียวถูกยกขึ้นนับวันทันที “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเริ่มกินยาตั้งแต่วันนี้แล้วสิ” ครู่เดียวนิธานก็เริ่มโวยวาย “โอ๊ย! คุณนะคุณ ทำไมไม่รีบบอกให้มันเร็วกว่านี้ล่ะ!”

“ก็ช่วงนี้ผมยุ่งหลายเรื่อง...”

“โอเคๆ เข้าใจแล้วล่ะครับ คุณนักธุรกิจหมื่นล้านแสนล้าน” นิธานรีบขัดขึ้นมาอย่างหมั่นไส้ เขาทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะหันไปพูดกับมีนา “มีนา ไปหยิบยาในห้องเราให้หน่อยสิ”

“ได้ค่ะ” เมื่อได้รับคำสั่งมา มีนาก็รีบเดินกลับไปที่ห้องของผู้เป็นนายทันที แล้วก็ทิ้งให้เจ้านายทั้งหลายอยู่ในห้องด้วยกันไปตามลำพัง


สองวันต่อมา อามันต์ก็ได้เวลาออกเดินทาง


“ปอ...คิกๆ” เด็กชายไอศูรย์หัวเราะคิกคัก เมื่อถูกลำแขนแข็งแรงยกร่างของตัวเองขึ้นๆ ลงๆ กลางอากาศซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง

เนื่องจากเจ้าหนูน้อยไม่ยอมผละจากบิดาเลยตั้งแต่เช้า ใครจะดึงตัวไปก็ร้องไห้งอแงไม่หยุด อามันต์จึงตัดสินใจอุ้มลูกชายขึ้นรถมาที่สนามบินด้วยกันด้วย ซึ่งกว่าจะกล่อมให้ไอศูรย์นั่งบนคาร์ซีทได้ก็ต้องใช้เวลานานพอดู ตอนนั้นนิธานออกไอเดียให้อามันต์มานั่งข้างๆ ลูก ส่วนตัวก็เปลี่ยนไปนั่งข้างคนขับแทน เรื่องวุ่นวายถึงได้จบลง แต่กระนั้นมือเล็กก็ไม่ยอมปล่อยนิ้วของอามันต์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

“พอได้แล้วมั้งไอศูรย์ พ่อเมื่อยแล้วนะลูก” คนร่างกายแข็งแรงกำยำโอดครวญ เพราะถึงลูกจะยังเล็กนัก ทว่าน้ำหนักกลับไม่ใช่เบาๆ เลย การยกขึ้นยกลงหลายๆ ครั้งจึงทำให้เกิดอาการล้าได้ไม่น้อย ทีแรกเขาคิดว่าจะทานอาหารก่อนขึ้นเครื่อง แต่ดูท่าแล้วคงจะไม่ได้กิน...

“หึ! สมน้ำหน้า” เสียงเยาะเย้ยดังมาจากนิธานที่กำลังกัดแซนด์วิชคำโตเข้าปากอย่างสบายอกสบายใจ ทำให้อามันต์หันขวับมามองคนพูด ดวงตาคมจ้องของในมืออีกฝ่ายนิ่ง กระทั่งคิดอะไรดีๆ ได้ ชายหนุ่มจึงได้พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าน่าสงสาร “นิธาน ผมหิวแล้ว...”

“หิวก็กินสิ แฮมเบอร์เกอร์ก็วางอยู่นั่นไง” นิธานพยักพเยิดไปทางถาดอาหารของเจ้าตัวอย่างไม่สนใจ

“ผมรู้ แต่คุณก็เห็นว่าลูกไม่ยอมให้คนอื่นอุ้ม แล้วผมจะกินอย่างไร”

“นั่นสินะ...” คนตัวเล็กกว่าพยักหน้าหงึกหงักคล้ายจะเข้าใจดี ทว่าต่อมากลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงติดเยาะเย้ยนิดๆ เสียอย่างนั้น “งั้นก็ไม่ต้องกิน!”

“โธ่ นิธาน” อามันต์ว่าเสียงอ่อย นับเป็นครั้งแรกที่เสียงของเขาเจือความเว้าวอนเอาไว้มากขนาดนี้ “นิธานครับ ช่วยผมหน่อยได้ไหม หิวไส้จะขาดแล้ว...”

ไอ้แววตาอย่างกับหมาโกลเด้นนั่นมันอะไรกัน แถมเมื่อกี้เหมือนจะเห็นหางแวบๆ ด้วยนะ นิธานคิดในใจ เขาจ้องอีกฝ่ายนิ่งราวกับจะวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นอะไรอยู่ ทว่าคิดได้ไม่นานก็เริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมาอย่างไรชอบกล

สุดท้ายจึงเลือกที่จะวางแซนด์วิชในมือตัวเองลง

“เออๆ ช่วยก็ช่วย” เขาเปลี่ยนไปหยิบห่อแฮมเบอร์เกอร์ของคนที่นั่งตรงข้ามกันขึ้นมาแกะ จากนั้นก็ยื่นมันไปทางคนหิว “เอ้า! อ้าปาก!”

“ไหงเสียงไม่ยักหวานเหมือนตอนพูดกับลูก” อามันต์ยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งคล้ายจะกวน แต่ก็ยอมเอนกายเข้ามางับแฮมเบอร์เกอร์เข้าปากแต่โดยดี

“พูดมานักเดี๋ยวก็ปล่อยให้คาบเองเลยดีไหม! กินๆ เข้าไป อย่าพูดมาก!”

“ครับๆ” คนตัวโตงับอาหารเข้าปากอีกคำ เสร็จแล้วก็หันไปฟ้องลูก “ไอศูรย์ครับ ทำไมท่านแม่ของลูกเขาดุจังเลยล่ะ”

“อา...” ฝ่ายเจ้าของชื่ออย่างไอศูรย์ก็หันมามองอามันต์ที มองนิธานที ก่อนมือน้อยจะถูกตบเข้าหากันดังเปาะแปะๆ แล้วยกยิ้มชอบใจจนเห็นเหงือก “ฮิๆ”

“เก่งจังเลย ไหนมาหอมทีสิ”

อามันต์เอ่ยชมลูก แต่ก่อนที่จะได้หอมแก้มลูกอย่างที่ตั้งใจ เสียงดุๆ จากคนที่นั่งตรงข้ามกันก็ดังขัดขึ้นมา “เดี๋ยวสิ! อย่าเอาปากมันๆ ไปโดนแก้มลูกจะได้ไหม!

ดุจริง คนเป็นอัลฟ่าคิด แต่ก็ไม่คิดจะขัดคำสั่งของคุณแม่ผู้หวงลูกยิ่งกว่าอะไรหรอก

กินข้าวไปกันทะเลาะกันไป ผ่านไปไม่นานก็ได้เวลาที่อามันต์จะต้องไปขึ้นเครื่องแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่แท้จริง

“ไอศูรย์ครับ มาหานิธานมา เดี๋ยวนิธานพาไปดูพี่ปลาตรงนู้นนะ” นิธานพูดกับไอศูรย์ นิ้วเรียวชี้ชวนไปเรื่อยเปื่อยเพื่อหลอกล้อบุตรชาย

“งื้อ!” ทว่าเด็กชายกลับยิ่งซุกตัวเข้ากับอกของอามันต์เสียนั่น เห็นดังนั้นร่างหนาจึงหันไปหามารดาตนแล้วยิ้มแหยๆ อย่างขอตัวช่วย “ทำไงดีครับแม่”

“เฮ้อ! แม่ก็ไม่รู้...” ไอยาส่ายหน้าจนปัญญา “บางทีเราอาจจะต้องฝืน ว่าแต่เมื่อก่อนไอศูรย์เคยเป็นอย่างนี้ไหม”

“ไม่นะครับ ปกติผมไปลาแกในห้องแล้วก็ออกมา ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย”

“งั้นก็อาจจะเป็นเพราะเริ่มรู้ความแล้วล่ะนะ” ผู้เป็นย่าว่า “ลูกลองลาแกดูสิ พูดอย่างที่เคยพูด มันอาจจะได้ผลก็ได้”

อามันต์พยักหน้ารับคำ ก่อนจะลองพูดกับลูกชายอีกครั้ง “ไอศูรย์ครับ เดี๋ยวพ่อต้องไปทำงานนะ ลูกอยู่กับคุณย่าแล้วก็ท่านแม่ได้ไหมครับ สัญญาว่าเสร็จงานแล้วพ่อจะรีบกลับนะ ปล่อยพ่อก่อนได้ไหมเด็กดี...”

“แอ๊!” เด็กน้อยเงยหน้าตาขึ้นมองดวงตาสีฟ้าใสของผู้เป็นพ่อ เจ้าตัวกเบะปากอย่างไม่พอใจ “ปอ...อ่า...ปอ...”

“ครับผม คนเก่งปล่อยก่อนได้ไหมลูก”

“คุณพ่อไปทำงานเนอะ เดี๋ยวคุณพ่อก็กลับ ระหว่างนี้เด็กดีก็อยู่กับนิธานไปก่อนไง ไม่ดีหรือครับ?” นิธานช่วยพูดอีกแรง

เวลานี้ไอศูรย์มีท่าทางราวกับต้องตัดสินใจเรื่องราวใหญ่หลวง มือเล็กกำๆ ปล่อยๆ เสื้อเชิ้ตของอามันต์หลายครั้ง ไม่ก็หันมามองสองมือของใครอีกคนที่มีดวงตาสีเดียวกับตน นานทีเดียวกว่าเด็กชายจะยอมเอนตัวเข้าหานิธานได้ “ฮึก...” ใบหน้ากลมซุกเข้ากับซอกคอของมารดาแล้วเริ่มสะอื้น

“คนเก่งครับ คนเก่ง ไอศูรย์เก่งที่สุดเลย...” มือบางยกขึ้นลูบหลังลูกชายเบาๆ ปากก็เอ่ยปลอบคนที่กำลังสะอื้นฮักๆ ไปเรื่อย

“ทา...ปอ...ฮึก...ปอ...”

“ครับ คุณพ่อไปทำงาน เดี๋ยวเดียวก็กลับแล้วเนอะ เขาไม่ทิ้งหนูไปไหนหรอกครับ”

ระหว่างการร่ำลาที่แสนเศร้าสำหรับเด็กชาย อามันต์ที่รู้สึกปวดใจไม่น้อยก็เอ่ยฝากกับนิธาน “ฝากด้วยนะนิธาน” แม้จะอยากอยู่กับไอศูรย์มากแค่ไหน แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องทำ เขาจึงทำได้เพียงฝากให้คนที่ตนคิดว่าอีกฝ่ายจะดูแลลูกได้ดีไม่แพ้กันช่วยเท่านั้น

“อืม” นิธานที่เข้าใจความรู้สึกของอามันต์ดีพยักหน้ารับ “ไปเถอะคุณ นานกว่านี้เดี๋ยวเลยเวลาบอร์ดดิ้งนะ คราวนี้ล่ะได้ตกเครื่องจริงๆ แน่”

“โอเค” อามันต์ถอนหายใจ เขาหันมาหาไอยา ก่อนจะหักใจบอกลามารดาและเดินเข้าไปสวมกอดอีกฝ่าย “ผมไปแล้วนะครับแม่ ฝากที่บ้านกับที่บริษัทด้วยนะครับ”

“จ้า ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก” ไอยายกมือขึ้นตบหลังลูกชายเบาๆ จนเมื่อผละออกจากกันแล้วก็ยื่นพาสปอร์ตกับบอร์ดดิ้งพาสให้

“ขอบคุณครับ” อามันต์ยื่นมือไปรับสองสิ่งนั้นมา ต่อจากนั้นเขาก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด


หมับ!


“ฝากลูกด้วยนะคุณ”

เสียงทุ้มต่ำกระซิบลงข้างหู ทำให้นิธานที่อยู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายดึงตัวเข้ามากอดถึงกับอึ้งกิมกี่ไปในทันที ด้วยไม่คิดว่าคนจะกล้าเดินเข้ามากอดตน แถมยังเป็นการกอดทั้งที่เขากำลังอุ้มลูกอยู่ด้วยเนี่ยแหละ!

“ระ...รู้แล้วน่า...ย้ำบ่อยจริง” พูดไปแล้วนิธานก็นึกอยากตบปากตัวเอง สงสัยจริงว่าทำไมเสียงถึงสั่นได้ขนาดนี้!

“หึ! หน้าแดงอีกแล้ว...” นี่ก็เป็นอีกครั้งที่นิธานถูกอามันต์จิ้มแก้ม พอแกล้งเขาเสร็จฝ่ายนั้นก็ก้มลงมาหอมแก้มลูกชาย “ไอศูรย์เด็กดี พ่อไปก่อนนะครับ แล้วจะรีบกลับมานะลูกรัก”

“ฮึก...บา...”

“โอ๊ะ! หมายถึงบายหรือเปล่าลูก ว้าว! เก่งจัง พูดได้อีกคำแล้ว” อามันต์รู้สึกดีใจไม่น้อยที่ได้ยินคำใหม่ๆ จากลูกชาย ดังนั้นเขาจึงผุดรอยยิ้มกว้างขึ้นมา “ไหนมาหอมให้รางวัลอีกทีนะ”


ฟอด!!


ริมฝีปากจรดลงบนพวงแก้มนุ่มนิ่มพลางสูดลมหายใจลึกๆ ตั้งใจสูดกลิ่นฟีโรโมนอันคุ้นเคยที่เดี๋ยวนี้มักเจือกลิ่นแป้งเด็กอยู่ตลอดเวลาเข้าเต็มปอด อามันต์แช่จมูกค้างไว้อยู่นานกว่าจะผละออกมา ริมฝีปากหยักหนาได้รูปยกยิ้มพออกพอใจเป็นที่สุด

“อื้ม! หอมดีเหมือนเดิมเลย พ่อไปก่อนนะไอศูรย์ ไปก่อนนะครับแม่ ไปแล้วนะ...คุณ”

ชายผู้เป็นคู่ชีวิตของนิธานเอื้อมมือไปจับคันชักกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เขาหมุนกายหันหลังแล้วเดินลากกระเป๋าไปตามทาง มุ่งหน้าตรงไปยังทางเข้าเกท ทิ้งให้ใครบางคนที่โดนหอมเข้าเต็มๆ ยืนอึ้ง ท่าทางพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่เป็นนาน กระทั่งได้ยินไอยาส่งเสียงหัวเราะคิกคัก แก้มขาวนวลที่เคยถูกคนตัวโตหอมเข้าเต็มฟอดจึงได้เริ่มขึ้นสีแดงก่ำ

มันแดงชนิดที่ว่า...เมื่อไอศูรย์เงยหน้าขึ้นมา เด็กน้อยก็เอื้อมมือมาจิ้มแก้มแดงนั่นพลางพูดเสียงอ้อแอ้


“แอ๊! ทาทา...ทาทา...คิกๆ”



-TBC-


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.656K ครั้ง

239 ความคิดเห็น

  1. #15444 Mint🍃 (@parkwa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 01:24
    โอ้ยยย ตัวแตกจ้าาา
    #15444
    0
  2. #15434 kkolk (@kkolk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 01:19
    โอยเขินมากกก นางก็รักจองนางเนาะ
    #15434
    0
  3. #15404 Pedmonxee (@pech555) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 15:05
    โอย น่ารักกกกกกกก นี่ไง เราเขินอะนิธาน พ่อพระเอกเรานานๆมาทีแต่ดีเหลือเกิน
    #15404
    0
  4. #15391 MManatsawan (@MManatsawan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 19:30
    น่ารักอะ
    #15391
    0
  5. #15336 Anis123juu (@Anis123juu) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 21:50

    ????????เห็นในทวิตเตอร์​เลยรีบมาอ่าน​ แต่... ???????????? พลีสสสสสสสสสสสสส​ ไรท์​พลีสสส

    #15336
    0
  6. #15327 로즈애플 (@got7poo) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 17:44
    ไรท์เปิดให้อ่านหน่อยยยยยยยยยยยยย
    #15327
    0
  7. #15233 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 00:44
    เค้าจีบกันใช่มั้ย??? ก่อนหน้านี้ไม่ได้จีบ ตอนนี้เอาสักหน่อย 5555
    #15233
    0
  8. #15113 Tetsuu (@4427) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 02:15
    แหมมมมมมม
    #15113
    0
  9. #15100 pam005 (@pam005) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:49

    เรานี่ยิ้มกรุ่มกริ่มเลยอุฮิ
    #15100
    0
  10. #14972 tongtongaraya (@tongtongaraya) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:48

    แม่ค่ะ พระเอกฉลาดแบบนี้หนูชอบจังเลยค่ะแม่ ไม่เหมือนที่อื่นชอบบบบบบบบบบบบบ
    #14972
    0
  11. #14605 kineran (@kineran) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 22:52
    งื้อออน่ารักอ่ะมุ้งมิ้งสุด
    #14605
    0
  12. #14059 kksssp (@kksssp) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 02:06
    ตลกคุณทิรากับมีนาอ่ะ 5555 สองคนนั้นก็หวานกันไม่เกรงใจใครเลยนะ
    #14059
    0
  13. #13698 ☪пʏx (@yohime-sama) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 14:42

    ชอบตรงที่อามันด์ไม่เป็นพระเอกหน้าโง่แบบในละคร

    ดีที่ยังดูกล้องวงจรปิดบ้างอะไรบ้างเนอะ

    #13698
    0
  14. #13686 Lstar_n01e (@loststar_01) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 17:53
    น่ารักอ่ะ น้องงงงงงง
    #13686
    0
  15. #13678 นักโทษหมายเลข0 (@Prison0) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 09:39
    น่าร๊ากกกกก
    #13678
    0
  16. #13641 withfluffyp (@blossomorrain) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 00:48
    หยอกกันจนลืมสิ่งรอบข้าง555 น่ารัก น้องไอศูรย์ก็น่ารักกกก อยากฟัด
    #13641
    0
  17. #13459 greentealatte ♡ (@qltz) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 11:03
    น่ารักง่าาาาาา
    #13459
    0
  18. #13314 mingji_mj (@Nibo_Zaaaa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 02:48
    เขินนนน น่ารักอะไรอย่างงี้
    #13314
    0
  19. #13301 Live tang (@Best123456788) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 07:18
    มาเป็นบุพเพสันนิวาท5555
    #13301
    0
  20. #13269 kandaa555 (@kandaa555) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 03:19
    เขินจนหน้าแดงแล้วนิธาน
    #13269
    0
  21. #13145 yellowxxpeach (@yellowxxpeach) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 22:09
    เขินนนน ตายแล้ว น่ารักมากๆๆๆ
    #13145
    0
  22. #13106 onlyyellow (@patta93) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 15:20
    เขินนนนนนน
    #13106
    0
  23. #12803 goi_iog (@goi_iog) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 00:51
    โอ้ย...น่ารัก ทำไมเพิ่งเจอเรื่องนี้
    #12803
    0
  24. #12723 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 12:57
    มาถึงก้อแหย่ภรรยาเลยนะ
    #12723
    0
  25. #12678 chalillxx_ (@chalillxx_) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 23:33
    น่ารักกกกกกกกกกกก
    #12678
    0