จักรพรรดินีเทียมบัลลังก์

ตอนที่ 9 : 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

ตอนที่9

 

 

 

เสียงฝีเท้าของคนที่อยู่ในมุมมืดค่อยๆเบาลงจนลี่เฟิงชิวไม่ได้ยินอีกต่อไป ซึ่งทำให้นางรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอีกครั้ง

 

ในขณะที่นางกำลังรู้สึกแสบจมูกคล้ายจะร้องไห้ขึ้นมานั้นก็มีเสียงฝีเท่า เดินมาทางห้องขังของนางอีกครั้ง

 

ครานี้มีกลิ่นอาหารสุดโปรดของนางลอยฟุ้งมาตามอากาศก่อนที่นางจะได้เอ่ยไล่เขาอีกครั้ง

 

พร้อมด้วยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันอันหนึ่งที่ค่อยๆส่องนำทางมาอย่างช้าๆ จนเห็นตัวคน นี่จึงเป็นครั้งแรกในคุกมืดแห่งนี้ ที่นางได้เจอแสงไฟ เป็นเหตุให้ลี่เฟิงชิวหรี่ตาลงอย่างเสียไม่ได้

 

นางค่อยๆปรับสายตาให้คุ้นเคยกับแสงสว่างโดยการกระพริบตาสองสามที ไม่นานนางก็เห็นเป็นขันทีน้อยผู้หนึ่งถือตะเกียงเดินนำนางกำนัล ที่ถือสำรับอาหารตามเขามาติดๆ

 

กลิ่นหอมจากสำรับอาหารลอยมาเตะจมูกของลี่เฟิงชิว ทั้งยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้ากรงเหล็กที่ถูกใส่กุญแจเอาไว้อย่างแน่นหนา ส่งผลให้กระเพาะอาหารที่ไม่มีสิ่งใดตกถึงมานับสองวันของนางร้องโครกครากขึ้นอย่างน่าอาย

 

ระหว่างที่นางกำลังอ้าปากจะไล่ตะเพิด นางกำนัล ขันที ออกไปอย่างไร้เยื่อไยนั้น ก็ต้องหุบลง เมื่อได้ยินสิ่งที่ขันทีน้อยกำลังเอ่ย

 

“หากเจ้ายังอยากชำระแค้นต่อข้า ฉีหย่งหนาน อยู่ละก็...กินเสีย เอ่อ ฝะ...ฝ่าบาทรับสั่งให้กระหม่อมมาทูลต่อองค์หญิงเช่นนี้พะยะค่ะ” ขันทีหนุ่มเอ่ยประโยคแรกด้วยเสียงขึงขังตามรับสั่งขององค์เหนือหัว จากนั้นประโยคถัดมาจึงรีบแก้ตัวอย่างกล้าๆกลัวเมื่อเห็นสายตาแข็งกระด้างของอดีตจักรพรรดินีของตนเอง

 

พอลี่ฟิงชิวได้ยินคำว่าชำระแค้น สายตาของนางก็ลุกวาวขึ้นมาแทบจะทันที จนลืมสรรพนามที่ขันทีใช้เรียกแทนตัวนางว่าองค์หญิงไปชั่วครู่

 

“วางไว้ตรงนั้น แล้วออกไปรอเราข้างนอก เราเห็นหน้าคนทรยศเช่นพวกเจ้าแล้วกินไม่ลง” จักรพรรดินีที่ยามนี้ฐานันดรถูกลดขั้นให้กลายเป็นองค์หญิงดังเดิมเอ่ยไล่ พอนางเห็นท่าทีของนางกำนัล ขันทีที่มีท่าทีว่าจะไม่ยอมไปตามที่นางสั่งก็เอ่ยขัดขึ้นมาอีกรอบ “หากพวกเจ้ายังยืนหัวโด่อยู่เช่นนั้น ก็เตรียมเก็บสำรับกลับไปเดี๋ยวนี้ได้เลย” 

 

นางกำนัลและขันทีหนุ่มหันมองหน้ากันทีหนึ่ง คล้ายหารือกัน จากนั้นก็คำนับลี่เฟิงชิว แล้วเดินถอยหลังหมุนกลับไปยังทางออกอย่างจนใจ เพราะถึงอย่างไรหากพวกเขายังดึงดันที่จะเฝ้าลี่เฟิงชิวต่อ จนต้องยกสำรับที่เต็มไปด้วยกับข้าวที่ยังไม่ถูกแตะแม้เพียงนิดกลับไปนั้น แน่นอนว่าหัวย่อมไม่อยู่บนบ่าให้ได้ชมโลกอีกต่อไปอย่างแน่นอน เช่นนั้นมิสู้ออกไปรอข้างนอกตามที่ลี่เฟิงชิวสั่งแล้วกลับมาเก็บสำรับก็ไม่สาย หากนางกินจริงตามที่พูดพวกเขาย่อมเก็บหัวตั้งเอาไว้บนบ่าต่อไปได้อีกวัน แต่หากไม่ ก็ยังถือว่ายื้อเวลาได้หลายก้านธูป

 

ลี่เฟิงชิวรอจนกว่าพวกเขาออกไปจนลับสายตา แล้วค่อยๆเอื้อมมือลากสำรับอาหารลอดผ่านกรงเหล็กเข้ามาเบาๆ พอนึกถึงหน้าฉีหย่งหนานก็ยิ่งทำให้นางตักข้าวเข้าปากคำโตอย่างเคียดแค้น นางเคี้ยวข้าวด้วยความโกรธ “เฮอะ! แสนรู้นัก” นางด่าเขาออกมาอย่างอดไม่ได้ แม้ในยามที่เขาหันหลังให้นางแล้วเช่นนี้ ยังสามารถใช้วาทกรรมหลอกล่อให้นางกินข้าวที่เขาส่งมาจนได้ 

 

พอนึกขึ้นได้ว่าเขารู้จักตัวตนของนางมากมาย แต่นางกลับไม่รู้ว่าเขามีความคิดชั่วร้ายเช่นใดแอบแฝงอยู่บ้าง ก็ยิ่งทำให้นางโมโหจนเผลอเคี้ยวฟันดังกรอด 

 

เขากักขังนางเอาไว้เช่นนี้ แล้วเมื่อไหร่นางจะออกไปจากที่แห่งนี้เพื่อชำระแค้นเขาได้กัน มองหาหนทางแล้วไม่มีทางไหนเลยนอกจาก กิน นอน รอวันได้ออกจากที่นี่เท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่

 

คิดแล้วก็เจ็บแปลบที่หน้าอกขึ้นมาอย่างประหลาด จนลี่เฟิงชิวต้องเอามือลูบอกเพื่อคลายความเจ็บ แต่แล้วนางก็สัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่ในอกเสื้อของตนเอง

 

“กริชไม้ของเสด็จแม่” เอ่ยพลันน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่อีกครั้ง เมื่อเห็นกริชไม้อันเล็กเท่านิ้วชี้ ที่มารดาของนางได้มอบให้ และบอกให้เก็บติดตัวเอาไว้ตลอด มองดูแล้วทำให้นึกถึงเสด็จแม่ของนางที่เคยปกป้องนางดั่งเสื้อเกราะที่ใช้ในยามรบ ทำให้ทำนบน้ำตาของนางทะลายลงด้วยความอ่อนแอจนได้

 

“เขาหันหลังให้ลูกไปอีกคนแล้วเสด็จแม่ ฮึก ลูกจะทำอย่างไรดี บุรุษที่ลูกเคยรักผู้นั้นเขาทิ้งลูกไปเหมือนท่านไม่มีผิด ทุกคนทิ้งลูก ฮือฮึก เหตุใดโลกนี้มันช่างโหดร้ายกับลูกเช่นนี้ ลูกไม่อยากทนอีกต่อไปแล้วเสด็จแม่ ลูกเหนื่อยเหลือเกิน” น้ำตาเป็นสายไหลอาบแก้มนุ่มอย่างต่อเนื่อง หยดลงบนกริชไม้หยดแล้วหยดเล่าจนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของลี่เฟิงชิว

 

แต่แล้วจู่ๆ แสงสว่างจากตะเกียงก็ถูกลมวูบใหญ่พัดเข้าจนดับลง ส่งผลให้ห้องขังมืดลงอีกครั้ง ทำให้ลี่เฟิงชิวที่กำลังร้องไห้อยู่ ต้องหยุดลงเพื่อมองไปรอบๆ สำรวจไปตามความมืดมิด แต่แล้วนางก็ไม่เจอช่องลมดั่งที่นางมองหา 

 

ช่องลมหรือแม้แต่รูเล็กๆที่ทำเพื่อให้แสงลอดเข้ามาได้ก็ไม่มี แล้วเหตุใดถึงมีลมวูบใหญ่พัดเข้ามาจนทำให้เทียนดับได้กันนะ 

 

ลี่เฟิงชิวค่อยๆใช้หลังมือปาดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าของตนเองแล้วตั้งสติสูดน้ำมูก เพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น จากนั้นแสงตะเกียงน้ำมันก็ค่อยๆเปล่งแสงสว่างขึ้นอีกครั้งจากมืดสนิทก็ค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนเผยให้เห็นบุรุษร่างหนาทั้งยังรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง ที่ยืนหันหลังให้ลี่เฟิงชิวอยู่หน้าห้องขังของนาง

 

“ใครน่ะ” ลี่เฟิงชิวค่อยๆเปิดปากถามเมื่อตั้งสติได้

 

“ฮ่าๆๆๆๆ” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง เมื่อได้ยินคำถามของลี่เฟิงชิว แต่ยังคงไม่หันมาเผชิญหน้ากับนาง เสียงของนางที่ถามเขานั้นแข็งกระด้างคล้ายว่าไม่ได้กลัวเขาสักนิด ทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผิดกับเมื่อครู่ที่นางร้องไห้อย่างอ่อนแอจนน่าสงสาร “มนุษย์ช่างน่าขัน เสแสร้งแกล้งทำว่าตนนั้นแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ฮ่าๆๆ ข้ากลัวเจ้าจนหัวหดแล้ว”

 

“ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้อย่างไร หรือฉีหย่งหนานส่งเจ้ามางั้นหรือ” นางยังคงเพ่งมองไปยังแผ่นหลังของเขาอย่างไม่วางตา

 

“ไม่ร้องไห้เหมือนคนอ่อนแอไร้ทางสู้ อย่างเมื่อครู่แล้วหรือ หึหึ” เขาหัวเราะหยันนางอยู่ในลำคอ มุมปากข้างหนึ่งยกยิ้มขึ้น แล้วค่อยๆหมุนตัวหันมาเผชิญหน้ากับลูกเสือที่กำลังส่งเสียงขู่เขาอยู่ในกรงเหล็ก

 

ลี่เฟิงชิวที่จ้องแผ่นหลังเขาอยู่ เมื่อเห็นท่าทางของเขาที่กำลังหันมาอย่างช้าก็ยิ่งมองไม่วางตา ใบหน้าของเขาค่อยๆกระทบกับแสงของตะเกียงน้ำมันที่จุดอยู่ทีละข้าง จนในที่สุดนางก็ได้เห็นใบหน้าของเขาเต็มๆจนได้

ใบหน้าบุรุษผู้นี้ช่างเหนือคำบรรยาย จนทำให้ลี่เฟิงชิวถึงกับกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขางดงามราวกับปีศาจก็มิปาน ทั้งคิ้ว ตา จมูก ปาก ล้วนลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ หากเทียบกับฉีหย่งหนานแล้ว บุรุษผู้นี้งดงามกว่าถึงสามส่วนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไร้ที่ติจริงๆ

 

“ข้าจะร้องไห้หรือไม่ร้อง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า”

 

“ปากดีนี่ สงสัยคงไม่อยากออกจากที่นี่แล้วสิท่า ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ข้าว่าจะมายื่นข้อเสนอกับเจ้าเสียหน่อยเพื่อแลกกับการได้ออกไปจากคุกใต้ดินโง่ๆนี่แล้วเจ้าจะได้ไปล้างแค้นเจ้าทึ่มที่คอยเหยียบหัวของเจ้าข้างบนนั่นเสีย แต่ก็ช่างเถอะข้าไม่อยากแลกเปลี่ยนกับมนุษย์เสแสร้งเช่นเจ้าแล้ว ขอให้เจ้านอนเหี่ยวเฉาตายในนี้ไปคนเดียวเถอะ ข้าไปล่ะ” เขาทำท่าคล้ายจะหมุนตัวจากนางไปอย่างที่ว่า

 

แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงักเท้าทันทีเมื่อได้ยินเสียงของลี่เฟิงชิวที่รั้งเขาเอาไว้ “เดี๋ยวก่อน” นางสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งเพื่อรวบรวมคำพูดในหัว “แล้วข้าจะเชื่อคนอย่างเจ้าที่จู่ๆก็โผล่มาเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าเป็นใครข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำ”

 

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่ความคิดในหัวของเจ้าก็นับว่าถูกแล้วกึ่งหนึ่ง แต่ข้าจะบอกเจ้าให้ก็แล้วกันหากเจ้าอยากรู้” เขาค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ เดินทะลุผ่านกรงเหล็กเข้ามาหาลี่เฟิงชิวด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขาใช้มือซ้ายดันสำรับออกไปให้พ้นทาง แล้วนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าลี่เฟิงชิว

 

 

ลี่เฟิงชิวที่เห็นดังนั้นแม้จะตกใจแต่ก็เก็บอาการเอาไว้ได้เป็นอย่างดี นางพยายามจ้องตอบคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ ส่วนเขาก็ค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาใกล้นางอย่างถือดีจนจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ นางสัมผัสได้ว่าเขาไม่มีลมหายใจเหมือนอย่างคนทั่วไป บุรุษปีศาจผู้นี้เป็นใครกันแน่

 

หึ! เขาหัวเราะขันออกมาทีหนึ่งกับความใจกล้าของนางที่ทำเป็นไม่กลัวเขา ทั้งๆที่ลมหายใจของนางติดขัดไปแล้วหลายครั้ง เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อยเพื่อกระซิบที่ข้างหูของนาง “ใช่แล้วข้าคือปีศาจ นามว่าตง ทั้งยังเป็นปีศาจที่มารดาของเจ้าเลี้ยงมาอย่างไม่รู้ตัวอีกด้วยล่ะ ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะใส่หูนางเสียงดัง แล้วเอ่ยต่อ “ความอ่อนแอของมารดาของเจ้าช่างหอมหวานเสียจนทำให้ข้างดงามถึงเพียงนี้ แต่แล้วความงามของข้ากลับถูกความแข็งแกร่งในตัวเจ้ากดทับจนเริ่มถดถอยลงนับตั้งแต่วันที่มารดาของเจ้ามอบข้าให้แก่เจ้า” มือข้างขวาของปีศาจรูปงามจับข้อมือของลี่เฟิงชิวที่กำกริชเอาไว้แล้วยกขึ้นให้อยู่ในระดับสายตาของตนและลี่เฟิงชิว

 

“เจ้า! เจ้าอยู่ในนี้มาตลอดอย่างนั้นหรือ” เขาผงกหัวตอบรับ ลี่เฟิงชิวเบิกตาโตทันที นางไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองกำลังได้ยิน ปีศาจมีจริงหรือนี่ จะไม่เชื่อก็กระไรอยู่ เขาถึงขั้นเดินผ่านลูกกรงเข้ามาอย่างง่ายดายเช่นนั้นก็คงต้องเชื่อแล้ว “เช่นนั้น เจ้าเป็นผู้ที่ทำให้เสด็จแม่จากข้าไปงั้นหรือ!”

 

เขาส่ายหัว “ข้าเพียงรอรับความอ่อนแอของมารดาเจ้าที่ส่งออกมาก็เท่านั้น ไม่ได้บีบบังคับนางแต่อย่างใด”

 

“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่ ความอ่อนแอหรือ”

 

“...”เขาส่ายหัวอีกครั้ง “ความอ่อนแอของเจ้ามีน้อยเกินไป ไม่สามารถเลี้ยงปากท้องข้าจนอิ่มหนำได้”

 

“เช่นนั้น เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่”

 

“เพื่อแลกกับการพาเจ้าออกไปจากคุกแห่งนี้ เจ้าต้องยอมให้ข้าอยู่ที่คุกแห่งนี้แทนเจ้าและใช้ใบหน้าของเจ้าอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะพอใจ”

 

“เท่านี้เองหรือ” แม้นางจะรู้อยู่แล้วว่าปีศาจตนนี้ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่นอีกเป็นแน่ แต่มีแล้วอย่างไร ยามนี้ขอเพียงให้นางออกไปจากคุกแห่งนี้ให้ได้เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

 

“หึ หากเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเจ้าละก็ แลกเปลี่ยนกับข้าแล้วออกไปจากที่นี่เสีย” รอยยิ้มเย็น

 

“ตกลง”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

///ได้ออกจากคุกง่ายเกินไปแล้วน้องชิวของเรา แต่ๆๆจะมีอะไรต้องแลกมากกว่าให้เขายืมใบหน้าไหมน้า โปรดติดตามตอนต่อปายยยย

 

 

มาแล้วค่าาาา สมองไม่เดินเลยอู้งานเพลินไปหน่อย555555

 

#ชิวที่ไม่ได้แปลว่าชิว

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น