จักรพรรดินีเทียมบัลลังก์

ตอนที่ 7 : 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 มิ.ย. 63

ตอนที่7

 

 

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่พะยะค่ะ หากองค์หญิงทรงอยากอ่านตำราอยู่!”

 

เพราะความตื่นตระหนกทำให้องค์หญิงลี่เฟิงชิวหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกจากอก

 

นางตกใจเท่านั้นยังไม่พออีกหรือ องค์รักษ์ของนางถึงขั้นกล้าขึ้นเสียงใส่นาง ทั้งยังสายตาเขียวขุ่นที่เขาส่งมาให้นางนั่นอีก

 

จะฆ่าแกงกันด้วยสายตาหรืออย่างไร

 

“องค์รักษ์ฉีไม่ใช่หรือที่ลืมเอาบันไดมาน่ะ อย่ามาโยนความผิดให้เราเชียวนะ” ลี่เฟิงชิวเอ่ยพลางมองเขากลับอย่างหน้าไม่อาย 

 

เหตุใดนางต้องอายด้วยเล่าก็เขาเป็นฝ่ายลืมบันไดเอง จะมาโทษนางได้อย่างไร 

 

“หรือองค์รักษ์ฉีไม่พอใจที่เราจูบ แฮ่ม! เราหมายถึงเอาปากไปแตะกับองค์รักษ์ฉีน่ะ เราตั้งใจเสียที่ไหนกัน มันเป็นอุบัติเหตุเจ้าก็รู้” ฮู่ว นางเกือบกลับลำแทบไม่ทันแหนะ

 

“หาไม่ได้พะยะค่ะ กระหม่อมจะกล้าไม่พอใจองค์หญิงได้อย่างไร นี่ตำราที่องค์หญิงต้องการอ่านใช่หรือไม่พะยะค่ะ” เขาเอ่ยพร้อมกับยื่นตำราให้องค์หญิงลี่เฟิงชิว ที่ตอนนี้กำลังทำท่าทางปากยื่นปากยาวอุบๆอิบๆอยู่

 

นางรับตำรามาจากเขา แล้วเปิดดูเนื้อหาด้านในอย่างสนอกสนใจ ลืมที่จะต่อปากต่อคำกับองค์รักษ์ของตนเองไปเสียสนิท

 

 

นางจะเป็นเช่นนี้เสมอเมื่อเข้าสู่วังวนของการร่ำตำรา นางมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อ่านมากเสียจนลืมไปว่ามีคนอยู่ข้างๆ ตำราพิชัยสงครามเป็นหนึ่งในตำราที่นางชมชอบ 

 

 

นางถือตำราเข้าหาตะเกียงน้ำมันที่ถูกจุดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่งลงกับพื้นเย็นอย่างไม่รู้ตัว

 

องค์รักษ์หนุ่มเมื่อเห็นดังนั้น ก็เกิดอาการตะลึงงันไปชั่วขณะ เมื่อเห็นองค์หญิงที่เขาเห็นว่าประหลาดและเอาแต่พูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกับเขาได้ทั้งวี่ทั้งวัน เงียบสงบลงได้ด้วยตำราพิชัยสงครามเพียงเล่มหนึ่งเท่านั้น

 

สายตาของเขาจ้องมองไปยังใบหน้าหมดจดไร้การเติมแต่งของนาง เมื่อถูกแสงจากตะเกียงส่อง ไล่มองตั้งแต่ดวงตากลมโตไปยังจมูก จนถึงปากบางสวย จนเผลอทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ปากของเขาเคยแตะกับนางคราแรก ก็เกิดอาการหน้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

 

ฉีหย่งหนานสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว และจดจ่อกับการเป็นองค์รักษ์ในครั้งนี้ให้มากยิ่งขึ้น เขาจะตกหลุมพรางของนางไม่ได้เป็นอันขาด เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็เอ่ยขึ้นทันที 

 

“องค์หญิงนั่งบนเบาะที่กระหม่อมเตรียมมาเถิดพะยะค่ะ ดึกมากแล้วพื้นเย็นไม่ดีต่อองค์หญิงมากนัก”

“.....”

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบางแต่อย่างใด นางเอาแต่จดจ่อกับตำรา จนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างแล้ว

 

เขาเรียกองค์หญิงอยู่หลายครั้งแต่นางก็ยังคงไม่ตอบ

 

เขาจึงถือเบาะรองนั่งไปวางไว้ข้างกายนางและช้อนตัวนางขึ้น เพื่อให้นางได้นั่งบนเบาะนุ่มแทนพื้นที่ทั้งแข็งทั้งเย็นนั่น อย่างถือวิสาสะ 

 

ลี่เฟิงชิวตกใจทันทีที่ถูกช้อนขึ้นอุ้มและวางลงอย่างรวดเร็วเช่นนั้น นางหันไปมองหน้าเขาเพื่อรอคำอธิบายจากเขาว่าเหตุใดถึงทำเช่นนี้                                                                                            

 

“กระหม่อมเรียกองค์หญิงหลายครั้งแต่ไร้การตอบกลับ กระหม่อมเกรงว่าองค์หญิงจะประชวรเพราะพื้นเย็น หากองค์หญิงไม่พอพระทัย กระหม่อมยินดีรับโทษพะยะค่ะ”

 

นางฟังคำอธิบายจากเขาอย่างจดจ่อ เอี้ยวมองหน้าเขาภายใต้แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมัน ได้ยินประโยคขอรับโทษจากเขาทีไร เป็นต้องทำให้นางคันยุบยิบในอกอย่างน่าหงุดหงิด

 

ข้าละอยากจะโละกฎแบ่งชนชั้นเช่นนี้ทิ้งไปเสียให้สิ้นซาก เพียงมองเห็นหน้าทึมทื่อของเขาแล้ว อย่างไรก็ไม่มีทางตีเขาได้ลงคอแน่ๆ เพื่อบุรุษที่ข้าชมชอบ แฮ่ม! ชื่นชมแล้วนั้น แม้ต้องขัดแย้งกับคนทั้งราชสำนักก็ต้องลองดูสักตั้ง

 

“ไม่พอใจสิ่งใดเล่า เราเพียงนึกสงสัยในตัวองค์รักษ์ฉีเล็กน้อยเท่านั้น” จู่ๆคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของนาง

 

“องค์หญิงโปรดบอกสิ่งที่องค์หญิงสงสัยมาได้เลยพะยะค่ะ หากกระหม่อมตอบได้ย่อมไม่ปิดบังองค์หญิงอย่างแน่นอน”

 

“แม้เราจะรู้จักองค์รักษ์ฉีได้เพียงไม่นาน แต่เรากลับรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับองค์รักษ์ฉีมากเสียจนบางครั้งเผลอพูดหรือกระทำในสิ่งที่ไร้สาระกับองค์รักษ์ฉีไปเสียมากมาย ทั้งยังบอกความลับที่เราแอบทำลับหลังเสด็จพ่ออย่างเช่นการลักลอบเข้าหอตำราหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเช่นวันนี้อีก” นางพูดประโยคยาวเหยียดขึ้นมาอย่างตั้งอกตั้งใจ

“สิ่งที่เราอยากจะถามองค์รักษ์ฉีมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น” นางหยุดพูดเพื่อปรับลมหายใจไม่ให้สั่นไหวตามการเต้นของหัวใจ แล้วเอ่ยต่อ “องค์รักษ์ฉีจะทิ้งเราไปเหมือนเสด็จแม่และอยากให้เราหายไปเหมือนที่ทุกคนกำลังทำอยู่หรือไม่”

แม้นางจะกลัวว่าคำตอบที่ได้รับจะไม่ตรงกับสิ่งที่คิดเอาไว้ แต่อย่างไรก็อยากฟังความจริงจากปากเขาอยู่ดี

 

“...”

“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหากตอบเราไม่ได้ ก็ไม่ต้องตอบก็ได้ เรารู้ดีว่าเรามันก็แค่ตัวปัญหาที่ใครๆก็อยากกำจัดไปให้พ้นทางเท่านั้นแหละ”

นางเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขาเช่นนั้นแล้วก็อดที่จะหัวเราะกลบเกลื่อนไม่ได้ อ่อนแอให้เขาเห็นทั้งๆที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วเช่นนี้ช่างน่าสมเพชสิ้นดี

 

ลี่เฟิงชิวรู้ดีว่าสักวันเขาก็ต้องจากนางไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

“...” เขาไม่ได้ตอบคำถามของนางแต่อย่างใด เพราะในใจเขายามนี้ก็ไม่รู้คำตอบที่แน่ชัดเช่นกัน ว่าแท้จริงแล้วจุดประสงค์ของเขานั้นยังคงเดิมอยู่หรือไม่

 

 

 

แม้วันนั้นเขาไม่ได้ตอบคำถามของนาง ลี่เฟิงชิวก็ยังมั่นใจในสายตามุ่งมั่นและมั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำให้นางมาตลอดระยะเวลาสามปีมานี้ เขาทำด้วยความเต็มใจและใส่ใจนางจากใจจริง 

 

ในที่สุดวันที่นางรอคอยก็มาถึง วันที่นางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์มังกร แม้จะดีใจกับการที่จะได้ล้างแค้นเหล่าสนมของเสด็จพ่อของนางในไม่ช้านี้ แต่นางกลับดีใจไม่สุดเสียนี่ 

 

เพราะมันเป็นวันเดียวกันกับที่เสด็จพ่อของนางจากไปด้วยสงคราม เนื่องมาจากสัญญาการพักรบห้าปีได้สิ้นสุดลง และผู้นำเหล่าทัพก็เป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากองค์ฮ่องเต้  

 

เพราะไม่มีผู้ใดเป็นขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารกล้าได้เท่าแม่ทัพใหญ่ฉีอีกแล้ว อีกทั้งฉีหย่งหนานก็ปฏิเสธการเข้าร่วมกองทัพอย่างหาญกล้าไม่เกรงกลัวอาญาจากฮ่องเต้แม้เพียงเสี้ยว

เมื่อเหล่าทัพขาดกำลังใจ จึงเป็นเหตุให้สงครามครั้งแรกในรอบห้าปีนี้แพ้ให้กับแคว้นหนานอย่างราบคาบ 

 

แคว้นเฮยหลงจึงถูกยึดดินแดนทิศบูรพาไปสามในสิบสองส่วน ถือว่ามากทีเดียว ทั้งดินแดนในส่วนนั้นยังเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแคว้นเฮยหลงอีกด้วย

 

เมื่อนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์มังกร จากนั้นสามเดือนเมื่อการไว้อาลัยให้แต่อดีตฮ่องเต้สิ้นสุดลง นางก็ตัดสินใจครั้งใหญ่ ตบแต่งกับฉีหย่งหนานองค์รักษ์เพียงหนึ่งเดียวของตนให้เป็นราชบุตรเขย  โดยไม่สนคำคัดค้านของเหล่าขุนนางแม้เพียงครึ่งคำ

 

ด้วยเพราะนางไม่เหลือใครให้พึ่งพิงอย่างแท้จริงแล้ว นางจะไม่ยอมให้ที่พึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของนางอย่างฉีหย่งหนานทิ้งนางไปอีกคนเป็นแน่

 

การอภิเษกสมรสในครั้งนี้จึงเป็นเชือกเส้นใหญ่เส้นหนึ่ง ที่ผูกเขาเอาไว้กับนางอย่างแน่นหนา

 

 

หากทุกคนคิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการบังคับฉีหย่งหนานนั้น ย่อมคิดผิดแล้ว เพราะเขารับคำนางอย่างเต็มใจด้วยตัวของเขาเอง

 

 

“แต่งให้เราได้หรือไม่องค์รักษ์ฉี”

 

“องค์หญิงทรงรู้ตัวหรือไม่ ว่ากำลังตรัสสิ่งใดออกมา”

 

“เราย่อมรู้ตัวดีอยู่แล้วสิ หากเราไม่มีสติเราจะกล้าเอ่ยสิ่งสำคัญเช่นนี้กับองค์รักษ์ฉีได้อย่างไร”

 

“แต่ว่า”

 

“เราไม่สนว่าองค์รักษ์ฉีจะชอบพอในตัวเราหรือไม่ เพียงยอมแต่งให้เรา รับรองว่าเราจะไม่ทำให้องค์รักษ์ฉีเสียใจอย่างแน่นอน หากองค์รักษ์ฉีไม่เห็นด้วยกับเชือกเส้นนี้ที่เราใช้รั้งองค์รักษ์ฉีไว้ ก็จงไปจากเราเสียตั้งแต่ตอนนี้เถอะ เราจะไม่ถือโทษโกรธองค์รักษ์ฉีด้วย ว่าอย่างไร” ทุกครั้งที่นางเอ่ยสิ่งใดที่จริงจังมักจะมาด้วยประโยคยาวๆเช่นนี้เสมอ

 

“แต่งพะยะค่ะ กระหม่อมจะแต่งให้องค์หญิง” 

 

เสียงตอบรับอย่างหนักแน่นขององค์รักษ์หนุ่มดังขึ้น

จนทำให้ใบหน้างามของลี่เฟิงชิวขึ้นสีแดงเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ เพียงเขายอมแต่งให้นางอย่างเต็มใจเช่นนี้ก็ทำให้หน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมาได้ แม้ไม่มีคำบอกรักใด อย่างที่นางบอกเขาไปแม้เขาไม่ได้ชอบพอในตัวนางก็ไม่เป็นไรเลยสักนิด แค่เพียงเขายอมให้นางผูกมัดเขาเอาไว้กับตัว เท่านี้นางก็พอใจมากแล้ว

 

 

 

 

 

 

น้องชิวชิวหนูไม่แผ่วเลยนะลูก555555555

 

มาแล้วค่าาาาา แอบอู้ไปหลายวัน พอบอกจะลงทุกวันถ้าเป็นไปได้ทีไรมันเป็นขี้เกียจทุกทีเลยแงงงง

 

ปล.ไรท์ด้นสดทุกตอนนะคะแต่มีเส้นเรื่องไว้แล้ว ผิดพลาดตรงไหนติชมได้เลยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น