จักรพรรดินีเทียมบัลลังก์

ตอนที่ 6 : 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 มิ.ย. 63

ตอนที่6

 

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมอัครมหาเสนาบดีหลินหลี่จงพะยะค่ะ” หลินหลี่จง อัครมหาเสนาบดีผู้อยู่เบื้องหน้าของวังหลวงมายาวนานนับหกสิบปี อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้มายาวนาน แม้ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินถึงสามครั้งก็ยังคงอยู่

 

“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี” จินหลงฮ่องเต้เอ่ย “มีสิ่งใดก็ว่ามาเถอะ อัครมหาเสนาบดีหลิน”

 

หลินหลี่จงลุกขึ้นช้าๆ ด้วยเพราะอายุที่มากแล้วร่างกายฝืดเคืองไปหลายส่วน “กระหม่อมได้ส่งองค์รักที่ไว้วางใจได้ไปให้องค์หญิงตามรับสั่งของฝ่าบาทเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ”

 

“เรื่องนี้เองหรือ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ส่งคนมาบอกเราก็ได้แล้ว เจ้าก็อายุมากขึ้นทุกวันแล้ว ประเดี๋ยวผู้อื่นจะหาว่าเราใช้งานคนแก่เช่นเจ้าหนักเอาได้ อีกทั้งเจ้าก็เป็นถึงบิดาของหวงกุ้ยเฟย ทำเช่นนี้ เราก็ถือว่าทำผิดต่อหวงกุ้ยเฟยแล้ว”

 

“หามิได้พะยะค่ะ กระหม่อมเป็นขุนนางใต้ฝ่าพระบาท ย่อมเต็มใจทำงานเพื่อฝ่าบาทอย่างเต็มที่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องพะยะค่ะ” หลินหลี่จงกล่าว ท่าทางคล้ายยังมีเรื่องค้างคาใจ จนจินหลงฮ่องเต้สังเกตเห็น

 

“ดีๆ ว่าแต่สีหน้าท่านคล้ายมีเรื่องในใจ มีสิ่งใดก็ว่ามาเถิด อย่าได้อ้ำอึ้ง”

 

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมสมควรตาย ฝ่าบาทโปรดลงอาญาตาแก่โง่เขลาผู้นี้ด้วยเถิดพะยะค่ะ” หลินหลี่จงคุกเข่าลงอีกครั้งและโขกศีรษะกับพื้นดังปั่ก!

“เจ้ามีความผิดใดหรือ เหตุใดเราถึงต้องลงโทษเจ้า”

 

“แท้จริงแล้วองค์รักษ์ฉีผู้นั้น เป็นบุตรชายคนรองของตระกูลฉีพะยะค่ะ”

“ตระกูลฉีอย่างนั้นหรือ อืม แล้วอย่างไร”

 

เป็นอย่างที่หลินหลี่จงคิดไม่มีผิด ฝ่าบาทได้ยินชื่อคนตระกูลฉีแล้วยังคงนิ่งเฉยได้แสดงว่าพระองค์ต้องรู้อยู่แล้วว่าตระกูลฉียังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก

 

“นับตั้งแต่กระหม่อม ออกความเห็นต่อหน้าพระพักตร์ให้สลายกองกำลังสามแสนนายของแม่ทัพใหญ่ฉีหลินโม่วในครานั้น เป็นเหตุให้ตระกูลฉีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่เหลืออยู่ในราชสำนักแม้เพียงคนเดียว เรื่องนี้เป็นความผิดของกระหม่อม ดังนั้นกระหม่อมจึงรับเลี้ยงบุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่เอาไว้หวังชดเชยความผิด โดยไม่ได้คำนึงถึงพระทัยของฝ่าบาทเป็นสิ่งแรก กระหม่อมสมควรตายพะยะค่ะฝ่าบาท”

 

“เหตุใดเจ้าถึงกล่าวโทษตนเองเช่นนั้นเล่า เราเองต่างหากที่เป็นผู้ตัดแขนขาของแม่ทัพใหญ่ฉี คราแรกเราก็นึกผิดหวังในตัวฉีหลินโม่วที่ทิ้งราชสำนักให้ประสบปัญหาใหญ่ที่จะเกิดในภายหน้า เพราะทหารภายใต้บัญชาของเขาเชื่อฟังเขามากที่สุด ยากที่จะมีผู้ใดสั่งการทหารพวกนั้นได้ ฉีหลินโม่วย่อมแค้นเคืองเราที่ตัดแขนขาเขาเช่นนั้น นึกหรือว่าเราไม่รู้ว่าเขาอยากชำระแค้นเราโดยการให้เราเผชิญกับศึกครั้งใหญ่เมื่อสัญญาการพักรบจบลง” จินหลงฮ่องเต้พักถอนพระปัสสาสะ แล้วเอ่ยต่อ

“แต่เมื่อบุตรชายของเขาปรากฏตัวอีกครั้งนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ เป็นไปได้ว่าในภายหน้าเขาอาจจะควบคุมทหารใต้บัญชาของบิดาเขาได้ไม่มากก็น้อย แล้วเราจะลงโทษเจ้าได้อย่างไรอัครมหาเสนาบดีหลิน”

“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งนักพะยะค่ะ คนโง่งมเช่นกระหม่อมนึกไม่ถึงจริงๆ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ไว้ชีวิต เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วพะยะค่ะ”

 

“ถ้าหมดเรื่องหมดราวแล้ว ก็ไปพักผ่อนเถอะ”

 

“เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา ฝ่าบาทโปรดถนอมพระวรกายด้วย”

 

 

อัครมหาเสนาบดีหลินเดินออกจากห้องทรงงานของจินหลงฮ่องเต้อย่างอารมณ์ดี นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เขาเพียงทำไปตามขั้นตอนก็เท่านั้น ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าฝ่าบาทอย่างไรก็หูตาว่องไวอยู่แล้ว เพื่อแผนการอันแยบยลของตน ทำเช่นนี้แม้ฝ่าบาทมีหูตานับสิบหมื่น ก็ไม่มีทางเดาทางเขาออก

 

 

 

 

 

 

ยามจื่อ*

“องค์รักษ์ฉีเตรียมของยังไม่พร้อมอีกหรือ เรารอนานแล้วนะ” ลี่เฟิงชิวเอ่ยเร่งรัดองค์รักษ์ของนางอยู่ปากประตูตำหนักเหลียนฮวา หันซ้ายหันขวาสอดส่องทหารยามไปด้วย

 

“ใกล้เสร็จแล้วพะยะค่ะ”

 

“รีบหน่อย หากเลยเวลาผลัดเปลี่ยนเวรของทหารยามไปแล้ว เราจะเข้าหอตำราหลวงลำบากได้” เอ่ยจบองค์รักษ์ของนางก็พุ่งพรวดออกมาอย่างรวดเร็ว

 

“ฉีหย่งหนานต้องล่วงเกินองค์หญิงแล้ว” เอ่ยคล้ายขออนุญาต แขนแกร่งขององค์รักษ์หนุ่มก็สอดรวบเข้าที่เอวบางขององค์หญิงเข้าหาตนเอง จากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาพานางเหาะเหินเดินอากาศไปยังหอตำรา เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตามรับสั่งขององค์หญิง

 

ลี่เฟิงชิวที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆก็โดนหิ้วเช่นนี้นางย่อมตกใจอยู่ไม่น้อย ลมเย็นปะทะใบหน้างาม ทำให้องค์หญิงรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของเหมันต์ฤดูที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันนี้

 

ลี่เฟิงชิวมีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก แม้ยามนี้ร่างกายนางแข็งแรงขึ้นมากแล้วแต่ผิวหนังของนางก็ยังคงไวต่อความหนาวเย็นอยู่เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน เมื่อร่างกายสัมผัสกับความเย็นนางก็อดที่จะยกมือขึ้นลูบแขนตนเองไม่ได้

 

จู่ๆองค์รักษ์ของนางคล้ายกระชับอ้อมแขนให้แน่นมากขึ้น ทำให้ตัวของนางแทบจะกลืนไปกับร่างขององค์รักษ์ฉีอยู่แล้ว หากนางไม่ได้คิดไปเองเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาห่วงนางกลัวว่านางจะถูกลมเย็นเข้า

“องค์หญิงโปรดอภัย กระหม่อมรู้สึกเมื่อยแขนเล็กน้อย”

 

โธ่! จะให้จิตนาการเข้าข้างตนเองสักหน่อยก็ไม่ได้ แล้วนี่อะไร เอ่ยเช่นนี้ก็ไม่เท่ากับบอกว่านางหนักหรอกหรือ!

 

“สงสัยช่วงนี้เรากินขนมมากเกินไปหน่อย พอมีองค์รักษ์ฉีอยู่ด้วยเช่นนี้ทำให้เรากินข้าวได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยชิมอาหารก่อนให้เรากินทุกครั้ง เราเลยไม่ได้กังวลว่าอาหารที่นางกำนัลส่งมาให้เรานั้นจะมีพิษหรือสิ่งแปลกปลอมอะไรหรือไม่ ผลเลยกลายเป็นว่าเรากินมากเสียจนตัวหนักขึ้น ทำให้องค์รักษ์ฉีลำบากแล้ว”

 

“หากเท่านี้เรียกลำบากกระหม่อมก็ไม่สมควรเป็นองค์รักษ์ขององค์หญิงแล้ว อีกอย่างกระหม่อมก็ไม่ได้หมายความเช่นนั้น..”

 

“ถึงแล้วๆ เงียบเสียงหน่อยหอตำราหลวงมีทหารยามแน่นหนากว่าส่วนอื่น เดี๋ยวเราก็อดอ่านตำรากันพอดี”

 

เมื่อองค์หญิงเอ่ยตัดบท องค์รักษ์อย่างเขามีหรือจะขัดได้ ก็ทำได้เพียงเงียบเสียงลงตามคำสั่งเท่านั้น

 

มือหนาค่อยๆคลายออกจากเอวบางขององค์หญิงปล่อยให้นางยืนบนพื้นอย่างเบามือ ฝ่ามือของเขายังไม่ทันสัมผัสความเย็นจากอากาศก็ถูกมือเล็กนุ่มนิ่มขององค์หญิงลี่เฟิงชิวสอดประสานและออกแรงจูงเขาให้ตามหลังนางไปทันที

 

“อะ..องค์หญิง”

 

“ถ้าจะพูดว่าไม่เหมาะอีกละก็กลืนมันลงไปเลยนะ เรารู้น่า จับครู่เดียวไม่มีผู้ใดเห็นหรอก ตามเรามา เส้นทางนี้ปลอดภัยที่สุดเรามาบ่อย ครั้งนี้เจ้ารู้ทางแล้ว ครั้งหน้าเราก็ฉวยโอกาสกับองค์รักษ์ฉีไม่ได้อีกแล้ว เท่านี้พอใจหรือยัง”

เหตุใดประโยคมันฟังดูคล้ายว่านางกำลังทำมิดีไม่ร้ายเขาอย่างนั้นเล่า หากแต่นางก็หมายความอย่างที่เอ่ยจริงๆนั่นแหละ จับมือก็นับว่าฉวยโอกาสแล้ว จะบุรุษหรือสตรี หากทำเช่นนี้ก็นับว่าล่วงเกินฝ่ายตรงข้ามแล้ว

 

เขาไม่ได้ตอบเพียงเดินตามแรงจับจูงขององค์หญิงไปเงียบๆเท่านั้น

 

 

 

“ของที่เราให้เตรียมอยู่ไหน เอาออกมาเร็วเข้า” เมื่อเข้ามาด้านในหอตำราหลวงเรียบร้อยแล้วลี่เฟิงชิวก็ถามหาของสำคัญทันที

 

“อันไหนหรือพะยะค่ะ”

 

“บันไดไม้พับได้อันนั้น ที่เราบอกให้เอามาด้วยอย่างไรเล่า”

 

องค์รักษ์หนุ่มคล้ายทึมทื่อไปชั่วขณะ มองหน้าองค์หญิงอย่างรู้สึกผิด

 

“อย่าบอกเชียวนะว่าเจ้าลืมหยิบมาน่ะ”

“ก็...เอ่อ กระหม่อมเห็นองค์หญิงรีบเลยรีบตาม จนลืมบันใดไม้เอาไว้ข้างประตูพะยะค่ะ โปรดลงโทษกระหม่อมด้วย”

 

“พอๆ ลงโทษอะไรกัน แล้วก็ไม่ต้องมาโทษเราเลยนะว่ารีบจนทำให้เจ้ารีบตามน่ะ มานี่” นางกวักมือเรียกเขาให้เข้ามาใกล้ๆ “เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ เจ้าก็เป็นบันไดให้เราเสียเลยก็แล้วกัน”

“อย่างไรพะยะค่ะ”

 

 

“ยืนดีๆสิ อย่ากระดุกกระดิก เราหยิบตำราไม่ถนัด”

 

องค์หญิงใหญ่ลี่เฟิงชิวยามนี้ พูดได้อย่างเต็มปากว่านางกำลังขี่คอองค์รักษ์ฉีอยู่ ใช่แล้ว นางขี่คอเขาอยู่จริงๆ ขาทั้งสองข้างของนางควบอยู่บนบ่าของเขาอย่างไม่มีทีท่าเคอะเขินแต่อย่างใด

 

“เหตุใดองค์หญิงถึงไม่ให้กระหม่อมใช้วิชาตัวเบาหยิบให้...”

 

“ตำรามากมายถึงเพียงนี้ ถ้ารอให้เจ้าหยิบให้กว่าจะได้ตำราถูกเล่มก็ไม่ได้อ่านกันพอดีน่ะสิ”

 

“หากผู้ใดมาเห็นเข้า...เกรงว่าจะไม่ดีต่อองค์หญิง”

 

“ป่านนี้แล้ว ยังจะมีผู้ใดมาเห็นอีก อย่ากังวลให้มาก เอ้าขยับไปทางซ้ายหน่อย”

 

ฉีหย่งหนานคร้านจะต่อปากกับนางแล้ว ได้แต่ขยับตามทางที่นางสั่งอย่างเก้ๆกังๆ มือทั้งสองข้างก็จับปรีน่องขององค์หญิงเอาไว้เพื่อกันไม่ให้นางตกลงมา

 

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

องค์หญิงหงายหลัง!

ลี่เฟิงชิวไม่ได้กรีดร้องออกมา นางเพียงหลับตาปี๋ยอมรับชะตากรรมคิดว่าต้องเจ็บตัวแน่ๆ

 

ทันใดนั้นฉีหย่งหนานก็พลิกตัวเพื่อเป็นเบาะรองรับองค์หญิงไม่ให้กระแทกพื้นโดยตรง และดึงขาขององค์หญิงให้อยู่ในระนาบเดียวกันกับตนเอง เป็นเหตุให้ลี่เฟิงชิวล้มลงไปบนอกองค์รักษ์ของนางอย่างเต็มแรง จนเกิดเสียงอั่ก!! อีกทั้งริมฝีปากของนางก็กระแทกเข้าอวัยวะส่วนเดียวกันของฉีหย่งหนานอย่างไม่ตั้งใจ นางรีบผละริมฝีปากออกจากเขาแทบจะทันที

 

ฉีหย่งหนานตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ กระพริบตาไล่ความมึนสองสามที พอสติกลับคืนมาถึงอ้าปากเอ่ยอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่องค์หญิงยังคงนอนทาบทับอยู่อย่างเดิม “กระหม่อมจะหยิบตำราให้องค์หญิงเองพะยะค่ะ”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่พะยะค่ะ หากองค์หญิงทรงอยากอ่านตำราอยู่!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*ยามจื่อ (子:zǐ)คือ23.00 – 24.59 น.

ปล.ยังคงอยู่ในอดีตยาวๆไปนะคะ

 

 

 

เอ้าองค์รักษ์ฉีอย่าดุน้อง5555555

เอ พี่ฉีนี่ยังไงน้า ดุกลบเกลื่อนรึเปล่า

 

มาลงแล้วนะคะถึงจะดึกไปหน่อยคงไม่ว่ากันเนอะไรท์ขอน้อมรับผิดแต่โดยดี555555

 

 

#ชิวที่ไม่ได้แปลว่าชิว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น