จักรพรรดินีเทียมบัลลังก์

ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 มิ.ย. 63

ตอนที่4

 

 

“ไม่เจอกันเสียนาน พวกเจ้ายังคงงามไม่เปลี่ยน”

 

เสียงใสของลี่เฟิงชิวเอ่ยขึ้น มือหนึ่งก็แตะไปที่กลีบดอกบัวสีอ่อน ที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ยามค่ำคืน เจ้าดอกบัวแสนงามยามนี้หุบกลับคืนเรียบร้อยแล้ว กลีบบัวนั้นบานตอนกลางวัน ยามค่ำคืนเช่นนี้ก็หุบห่อเข้าที่เดิม

 

นานทีเดียวที่นางไม่ได้กลับมายังที่แห่งนี้ สวนบุปผาสวรรค์ที่เคยเป็นที่โปรดของลี่เฟิงชิวและเฟิงเหลียนฮองเฮาเสด็จแม่ของนาง นับตั้งแต่ถูกปองร้ายครานั้นนางก็ไม่ได้มาอีกเลย

ลี่เฟิงชิวเพียงนั่งอยู่ริมสระบัว ไม่ได้ลงเรืออย่างเช่นทุกครั้ง

 

“หากเสด็จแม่ยังอยู่ ต้องเอ่ยชมพวกเจ้าสักคำเป็นแน่” พูดคุยคนเดียวนั้น นับเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของนาง ถามเองตอบเอง คล้ายเป็นเรื่องปกติของนางไปเสียแล้ว ครานี้นางก็ทำเช่นทุกครั้ง กล่าวเล่นหยอกล้อกับดอกบัวริมสระ ไม่เว้นแม้แต่ ต้นไม้ ใบหญ้า นางก็ล้วนคุยมาหมดแล้ว เพียงแต่พวกมันตอบไม่ได้ก็เท่านั้นเอง

 

“โอ๊ย!”

 

ยังไม่ทันที่ลี่เฟิงชิวจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ มือข้างหนึ่งของนางที่ไม่ได้จับดอกบัวก็ถูกกระชากเข้าอย่างแรง พร้อมกันกับถูกรวบปิดปากและจมูกด้วยมือหนาของบุรุษผู้หนึ่ง เพื่อไม่ให้นางเอ่ยสิ่งใดต่อได้

 

เขาจับจูง บังคับนางเข้าไปหลบใต้ต้นแปะก๊วยต้นหนึ่ง ที่ลำต้นหนาใหญ่เพียงพอให้คนสองคนหลบได้

 

“อื้อ!” นางพยายามส่งเสียงผ่านฝ่ามือหนาออกมา แต่ก็ไม่เป็นผล

 

“องค์หญิงโปรดอภัยด้วย หากกระหม่อมไม่ทำเช่นนี้เกรงว่าจะไม่ทันการณ์”

 

เสียงทุ้มหนักดั่งชายชาติทหาร เอ่ยกระซิบเบาๆข้างหูขององค์หญิง

 

บุรุษหน้าหนาผู้นี้กล้าดีอย่างไร มาทำท่าทางลับๆล่อๆคล้ายโจรเด็ดบุปผากับข้าที่เป็นถึงองค์หญิงเช่นนี้ ดูเอาเถิดยามนี้ไม่ใช่ว่าเขากอดรัดข้าอยู่หรือ ทั้งยังมีมือหยาบกร้านที่กำลัง ฉวยปิดปากข้าเอาไว้อีก แล้วสิ่งใดที่เรียกว่าไม่ทันการณ์

 

“ตรงทางเข้าสวนมีผู้บุกรุกมุ่งหน้ามาทางนี้ ท่าทางคล้ายไม่ได้มาดีทำให้ต้องล่วงเกินองค์หญิงเช่นนี้ หากกระหม่อมทำให้องค์หญิงเจ็บตัวต้องขอประทานอภัยด้วย กระหม่อมคือฉีหย่งหนาน องค์รักษ์ขั้นเจ็ด ผู้ที่ฝ่าบาทส่งมาอารักขาองค์หญิงพะยะค่ะ” เขากระซิบต่อเพื่อขยายความการมาแบบกะทันหันของเขา ปากก็กระซิบ ส่วนสายตาของฉีหย่งหนานนั้นยังคงมองตรงไปทางที่คาดว่ามีผู้บุกรุกเข้ามา

 

ฉีหย่งหนานงั้นหรือ เหตุใดชื่อนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก

 

ด้วยเพราะสัดส่วนของร่างกายที่แตกต่างกันของทั้งคู่ ใบหน้าของลี่เฟิงชิวนั้นอยู่ในระดับอกของเขาที่จู่ๆก็กล่าวอ้างว่าเป็นองค์รักษ์ของนาง ครั้นจะเงยหน้ามองก็ไม่ได้อีกเพราะมือของเขาปิดปากนางแน่นเสียจนขยับไม่ได้แล้ว

ลี่เฟิงชิวเริ่มหายใจติดขัด เพราะแรงกดของมือหนาที่ปิดปากกับจมูกนางอยู่นั้นแน่นขึ้นเรื่อยๆ นางพยายามสะบัดใบหน้าตนเองให้หลุดจากมือของเขา

 

ก่อนที่สติจะดับวูบไป ก็มีภาพซ้อนทับเกิดขึ้น คล้ายเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง ครานั้นเขาอุ้มนางขึ้นจากสระบัว ใบหน้าของนางก็อยู่ระดับอกของเขาเช่นนี้

 

หากแต่ชุดของเขาช่างดูคุ้นตานางเสียจริง คล้ายกับว่า...เขาเป็นองค์รักษ์ที่เคยช่วยเหลือนางในครานั้น

 

เมื่อมั่นใจว่าผู้บุกรุกไม่อยู่แล้ว ฉีหย่งหนานก็ก้มมองสตรีสูงศักดิ์ในอ้อมแขนของตน ที่ยามนี้สลบเหมือดไปแล้ว

 

หากเขาไม่ได้กอดนางเอาไว้เกรงว่านางคงลงไปนอนกองกับพื้นเสียแล้ว

 

สีหน้าขององค์รักษ์ฉี ยามนี้คล้ายกลืนไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก ช้อนอุ้มองค์หญิงขึ้น พานางกลับตำหนักท้ายวัง

 

 

 

 

“อืม...” เสียงครางเบาๆดังออกมาจากปากของลี่เฟิงชิว เสียงงัวเงียคล้ายไม่อยากตื่น จู่ๆนางก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

 

เฮือก!

 

ลี่เฟิงชิวกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยอารามตกใจ ไม่ใช่ว่านางตายไปแล้วหรือ เมื่อคืนนางจำได้ว่านางขาดอากาศหายใจเป็นแน่

 

แต่แล้วฝันของนางก็สลายหายไปทันที เพราะมองไปรอบกายแล้วเห็นเป็นที่ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ที่นี่คือห้องของนาง

 

“ตำหนักเหลียนฮวาหรอกหรือนี่” ลี่เฟิงชิวพึมพำกับตนเอง ที่นางรู้สึกหายใจไม่ออกเมื่อครู่นั้น เป็นเพียงแค่ความรู้สึกตกค้างจากเมื่อคืนก็เท่านั้น

 

แกรกๆ เสียงคล้ายดาบขยับกระทบฝัก

 

“ใคร! เราถามว่าใคร”ลี่เฟิงชิวตะโกนอกไปทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น

หากคิดว่าเป็นนางกำนัลที่มาคอยปรนนิบัติลี่เฟิงชิวละก็ ลืมไปได้เลย เพราะไม่ใช่อย่างแน่นอน นับตั้งแต่นางย้ายมาอยู่ตำหนักเหลียนฮวา ลี่เฟิงชิวลืมไปเสียแล้วว่าการปรนนิบัติจากนางกำนัลนั้นเป็นเช่นไร

 

 

ฉีหย่งหนานแขนกระตุกทันที เมื่อได้ยินเสียงคล้ายคนในห้องขยับตัว เป็นเหตุให้ดาบข้างกายของเขาขยับไปด้วย จนเกิดเสียงดังแกรกๆ

 

ไม่นานก็ได้ยินเสียงตะโกนออกมาจากในห้อง ถามว่าใคร

“องค์รักษ์ฉีหย่งหนานเองพะยะค่ะ”

“องค์รักษ์งั้นหรือ เช่นนั้นก็เข้ามาเถิด เอาแต่คุยกันผ่านประตูเช่นนี้เราจะมองเห็นหน้าองค์รักษ์ฉีได้อย่างไร” ตั้งแต่เมื่อคืนนางยังไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตาองค์รักษ์ของนาง นางก็สลบไปเสียแล้ว

 

“กระหม่อมเป็นบุรุษ เข้าห้องบรรทมขององค์หญิงเพียงลำพังเกรงว่าจะไม่เหมาะ”

“บอกให้เข้ามาก็เข้ามาเถิดน่า มากพิธีไปได้ ไม่มีผู้ใดมาสนใจข้าแต่เช้าเช่นนี้หรอก”

 

“ยามนี้เป็นยามอู่แล้วพะยะค่ะ”

 

“ว่าอย่างไรนะ!” ใครจะรู้ว่าข้าวเช้าสำคัญต่อชีวิตของลี่เฟิงชิวยิ่งนัก นางอ่านตำราสุขภาพมา ในนั้นบันทึกเอาไว้ว่าไม่กินข้าวเช้านั้น ไม่ดีต่อสมอง อาจจะทำให้คนโง่ได้ ไม่ได้นางจะโง่ไม่ได้เป็นอันขาด!

“เหตุใดเจ้าถึงไม่ปลุกเราเล่า คำครหาอะไรนั่นไม่ต้องสนมันแล้ว เข้ามาหาเราเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง หยิบฉื่อคักก้วยตรงโต๊ะด้านนอกเข้ามาด้วย”

 

เมื่อฉีหย่งหนานถือจานขนมเข้ามา แล้วยื่นให้ลี่เฟิงชิวเรียบร้อยแล้ว นางก็ซักเขาทันที โดยที่ยังไม่ทันไม่ได้มองหน้าเขาให้ละเอียดถี่ถ้วน แต่รูปร่างเขาก็นับว่าสมส่วน สมชายชาตรี หน่วยก้านสมกับเป็นองค์รักษ์

 

“เล่ามาให้หมดว่าเหตุใดเจ้าถึงได้แสดงตนเช่นโจนเด็ดบุปผาเช่นนั้น ใยไม่มาแสดงตนกับเราก่อน อย่างเช่นองค์รักษ์คนอื่นๆที่เขาทำกัน”

 

“ตามที่กระหม่อมได้บอกองค์หญิงไป นั่นเป็นเพราะมีผู้บุกรุก ทั้งยังมีท่าทางลับๆล่อๆ มองดูแล้วคล้ายมุ่งมาทางสระบัวที่องค์หญิงประทับอยู่ กระหม่อมเกรงว่าองค์หญิงจะตกใจจนส่งเสียงออกมา เลยปิดพระโอษฐ์ขององค์หญิงเอาไว้พะยะค่ะ อีกอย่าง กระหม่อมโผล่ไปเช่นนั้นก็อาจทำให้องค์หญิงเข้าพระทัยผิดได้ว่าเป็นผู้บุกรุก และส่งเสียงดังคล้ายสตรีทั่วไป จนทำให้ผู้บุกรุกพวกนั้นไหวตัวทันได้พะยะค่ะ” เขากล่าวประโยคยาวออกมาแทบจะไม่หายใจ

 

“แล้วเจ้าทำเบาๆไม่เป็นหรืออย่างไร ปิดปากเราเสียจนสติดับวูบแทบจะไปเยี่ยมปรโลกอยู่แล้ว” นางไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

 

“องค์หญิงโปรดอภัย กระหม่อมคิดว่านั่นเบาที่สุดแล้วพะยะค่ะ”

“เฮอะ! เบาที่สุดแล้วงั้นหรือ! เจ้าจะฆ่าข้าหรืออย่างไร หรือว่าเจ้าไม่เคยแตะต้องสตรี?”

 

บุรุษหน้าตายผู้นี้ช่างไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผา

 

“เรื่องนั้น...เกรงว่าจะไม่มีคำตอบให้องค์หญิงพะยะค่ะ”

 

“เจ้าบอกว่า กลัวว่าเราจะส่งเสียงคล้ายสตรีทั่วไป เช่นนั้นก็ย่อมต้องรู้จักสตรีดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” นางยังคงสงสัยในตัวเขาไม่เลิก “ทำไม หรือว่าเจ้าอายที่ต้องยอมรับว่าไม่เคยผ่านมือหญิงใดงั้นหรือ”

ลี่เฟิงชิวเอ่ยถามทั้งยังส่งแววตาหยอกล้อไปให้องค์รักษ์หนุ่ม

 

“องค์หญิง เอ่อ...กระหม่อมเกรงว่าองค์หญิงเอ่ยเช่นนี้ ไม่ค่อยเหมาะนัก”

“ทำไมจะไม่เหมาะเล่า คิดสิ่งไหนก็เอ่ยไปตามที่คิดก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ” มือข้างหนึ่งของนางเท้าคางจ้องมองเขา ปากก็เคี้ยวขนมไปด้วย

 

“เรื่องบางเรื่องเกรงว่า...”

 

“เกรงว่าจะไม่เหมาะ?” นางชิงต่อประโยคของเขาก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยจบ “เกรงว่า เกรงว่า เจ้าพูดคำอื่นไม่เป็นรึ”

 

“...” เขาไม่ได้ตอบ เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเท่านั้น

“เอาเถิดๆ ไปทำหน้าที่ของเจ้าเสีย ฉีหย่งหนาน” ลี่เฟิงชิวเอ่ยพร้อมกับสะบัดมือคล้ายไล่

 

ชื่อของเขายังคงติดอยู่ในใจของลี่เฟิงชิวคล้ายเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ครั้งเมื่อนานมาแล้ว...

 

“ฉีหย่งหนานน้อมรับบัญชาองค์หญิง” เอ่ยจบองค์รักษ์หนุ่มก็หมุนตัวเดินออกประตูไป

 

ฉีหย่งหนาน ฉีหย่งหนาน ฉีหย่งหนาน

นางท่องชื่อของเขาในใจ ชื่อนี้...

 

“ฉีหย่งหนาน!” นางนึกออกแล้ว เขาคือบุรุษผู้นั้นที่นางสัญญาว่าจะมองหาเขาในท้องพระโรง! บุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่แห่งอนาจักรเฮยหลงผู้นั้น

 

ฉีหย่งหนานก้าวเท้ายังไม่ทันพ้นประตู ก็ต้องชะงักเท้า กลับเข้ามาในห้องอีกครั้งเมื่อได้ยินองค์หญิงเอ่ยเรียกชื่อตนเสียงดัง

“พะยะค่ะองค์หญิง โปรดเอ่ยสิ่งที่องค์หญิงต้องการมาได้เลยพะยะค่ะ”

 

 

“เป็นน้อง ที่ผิดเองมีตาหามีแววไม่ ที่เอ่ยว่าเจ้า เอ่อ..ไม่ใช่ๆ เอ่ยว่าท่านพี่เป็นโจรเด็ดบุปผา แต่ถึงท่านพี่เป็นโจรเด็ดบุปผาจริง น้องก็ย่อมยอมให้เด็ดแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้องชิวทำไมหนูเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าแบบนั้นล่ะลูก555555555

ปล.ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอดีตอยู่นะคะ

 

ช่วงนี้ไรท์ว่างเป็นไปได้จะมาลงให้อ่านกันทุกวันไม่ก็วันเว้นวันเลยนะคะ

 

#ชิวที่ไม่ได้แปลว่าชิว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น