จักรพรรดินีเทียมบัลลังก์

ตอนที่ 3 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 พ.ค. 63

ตอนที่3

 

 

ชีวิตอันโดดเดี่ยวในตำหนักท้ายวังขององค์หญิงลี่เฟิงชิวในวัยสิบแปดปี คำกล่าวที่ว่าโดดเดี่ยวนั้นนับว่าถูกต้องแล้ว นางตัวคนเดียวอย่างแท้จริง แม้แต่นางกำนัล ขันที บ่าวรับใช้แม้เพียงครึ่งคนก็ไม่มี จะมีก็แต่นางกำนัลส่งข้าวส่งน้ำเพียงเท่านั้น ไม่ได้อยู่คอยรับใช้อย่างที่เคยมี ช่างน่าขันยิ่งนัก แม้แต่คุณหนูยาจกนอกวังยังมีบ่าวเอาไว้รับใช้อย่างน้อยๆก็สองสามคน

แต่นี่นางเป็นถึงองค์หญิง ทั้งยังเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์มังกรเพียงผู้เดียวของราชวงศ์นี้ เช่นนี้ในสายตาของคนในวัง นางจะนับเป็นตัวอะไรได้

 

ก่อนหน้านี่ลี่เฟิงชิวมักเดินเล่นริมสระบัว ด้านในสวนบุปผาสวรรค์ ซึ่งที่แห่งนี้ เป็นที่โปรดปราณของเสด็จแม่ของนางยิ่งนัก ทั้งปลอดโปร่งไร้ผู้คนมากวนใจ บรรยากาศก็แสนจะร่มรื่น มองไปทางไหนก็ล้วนมีแต่ดอกไม้นานาชนิด ทั้งหายากและงดงามยิ่งนัก

 

คิมหันต์ฤดูนั้นบุปผางดงามบานสะพลั่ง เหล่าผีเสื้อ บินตอมเกสรดอกไม้ ลวดลายบนปีกของมันนั้นก็งามไม่แพ้เหล่าบุปผาเลยเชียวล่ะ

 

สารทฤดูนั้นก็งามไม่แพ้กันต้นแปะก๊วย และต้นเฟิงชู่ ที่ปลูกไว้ในสวนล้วนพร้อมใจกันเปลี่ยนสีพร้อมผลัดใบ ทั้งสีเขียว สีแดง สีเหลือง เตรียมพร้อมร่วงโรยเต็มที

 

วสันต์ฤดู ยามใบไม้ร่วงโรยลงพื้นดินนั้น นับว่าเป็นสวรรค์บนดินกันเลยทีเดียว มองแล้วช่างให้ความรู้สึกที่หลากหลายยิ่งนักเหมือนกับสีของใบไม้ที่ตกอยู่บนพื้นดิน ทั้งยังมีกลิ่นอายของเหมันต์ฤดูบางเบา ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไปเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีอากาศดีที่สุดของปีเลยทีเดียว

เหมันต์ฤดูแม้ต้นไม้ร่วงโรยเหลือเพียงกิ่งก้านก็งามแปลกตาไม่น้อย ยามหิมะตกจนทำให้พื้นขาวโพลนนั้นแม้จะหนาวจับใจ แต่เมื่อได้ย่างเท้าสัมผัสกับหิมะที่เพิ่งตกใหม่อันอ่อนนุ่มแล้ว เรื่องราวหนักใจก็หายไปฉับพลัน พร้อมกันกับฝ่าเท้าที่จมหายไปกับหิมะเบี่ยงเบนความสนใจได้ดีไม่น้อย

 

 

หากแต่สองปีตั้งแต่ถูกย้ายตำหนักมานี้ ลี่เฟิงชิวเก็บเนื้อเก็บตัวมากขึ้น ด้วยเพราะถูกกลั่นแกล้งจากเหล่าสนมของจินหลงฮ่องเต้ สารพัดวิธีที่พวกนางจะคิดขึ้นมาแกล้งได้ แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็เจ็บหนักไม่น้อย

 

ครานั้นหวงกุ้ยเฟยนับว่าเล่นแรงไม่น้อย นางถึงขั้นให้คนเจาะเรือที่ใช้พายในสระบัว ที่อยู่ในสวนบุปผาสวรรค์ของลี่เฟิงชิว ครั้งหนึ่ง เป็นเหตุให้เรือรั่วจนทำให้ลี่เฟิงชิวจมน้ำไปพร้อมกันกับเรือ ครั้งนั้นหากไม่ได้องค์รักษ์นายหนึ่งช่วยชีวิตไว้ล่ะก็ นางคงได้ไปเยี่ยมปรโลกจริงๆเสียแล้ว ด้วยชุดของเขาย่อมเป็นองค์รักษ์หลวงอย่างแน่นอน

 

ใบหน้าขององค์รักษ์ผู้นั้น ลี่เฟิงชิวเห็นเพียงรางๆเท่านั้นก่อนสติดับวูบไป แต่สิ่งหนึ่งที่นางจำได้อย่างแม่นยำ คือรสสัมผัสอันแนบแน่นยามเขาถ่ายลมเข้าปากของนาง เพื่อยื้อชีวิตนางไว้ แต่หลังจากที่นางฟื้นกลับไม่พบเขาอีกเลย

 

จมน้ำครั้งนั้นทำให้ลี่เฟิงชิวลุกไม่ขึ้นถึงครึ่งเดือน เพราะร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว เลยยิ่งป่วยนานกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว หลังจากครานั้นนางก็ไม่ไปเหยียบสวนบุปผาสวรรค์อีกเลย เอาแต่เก็บตัวอยู่ในตำหนัก

 

ระหว่างเก็บตัวลี่เฟิงชิวได้ศึกษาตำรามากมายในหอตำราหลวงในช่วงที่ผู้คนหลับใหล หลบหนีสายตาทหารยามเข้ามาในหอตำราจนได้ แม้จะยากเย็นเพียงใด นางก็ไม่เคยย่อท้อ ทั้งยังฝึกเดินลมปราณ หมาก พิณ กลอน ต่างๆ นางล้วนเรียนได้เข้าถึงแก่นแท้ทุกแขนง แม้แต่เพลงกระบี่ที่ว่ายากนางก็ฝึกฝนด้วยตนเองจนสำเร็จ จากนี้ร่างกายของนางจะไม่อ่อนแออีกต่อไป

 

 

 

 

ตำหนักฉางชุนกง

 

 

“ทูลฝ่าบาท ว่าข้าลี่เฟิงชิวขอเข้าพบ” ลี่เฟิงชิวเอ่ยบอกนางกำนันหน้าห้องทรงงานของฝ่าบาท

 

นางกำนัลตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินชื่อขององค์หญิงที่ไม่ได้ยินมานานนับปี สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้านางกำนัลยามนี้ช่างทำให้คนตกอยู่ในห้วงพวังได้ไม่ยาก ใบหน้างดงามดังบุปผาแรกแย้มนั้นช่างทำให้นึกถึง เฟิงเหลียนฮองเฮายิ่งนัก ใบหน้างามผุดผาดขององค์หญิง บัดนี้ไร้แววซึ่งความอ่อนแอ ต่างจากเมื่อก่อนยิ่งนัก ใบหน้างามไร้ที่ติ ดวงตากลมโตฉายแววมุ่งมั่น แก้มงามเนียนละเอียด มีริ้วสีเลือดฝาดจางๆบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีของนางได้เป็นอย่างดี ริมฝีปากสีอิงเถา ผิวขาวดั่งหยกมันแพะ ยิ่งชุดสีแดงลายดอกมู่ตานสีขาวนั้นช่างขับเน้นความสว่างบนตัวนางได้อย่างน่าอิจฉา

 

“ขออภัยองค์หญิงลี่เฟิงชิว ยามนี้ฝ่าบาทสั่งห้ามผู้ใดเข้าเฝ้าอย่างเด็ดขาดเพคะ” พอส่ายหัวเรียกสติของตนเองให้กลับเข้าร่องเข้ารอยแล้ว นางกำนัลก็เอ่ยตอบองค์หญิงอย่างแน่วแน่

 

“แม้แต่ข้าก็ไม่ได้หรือ” ลี่เฟิงชิวเอ่ยถามอีกครั้ง

“เป็นเช่นนั้นเพคะองค์หญิง”

 

“เช่นนั้นข้าจะมาอีกจนกว่าเสด็จพ่อจะยอมรับการเข้าเฝ้าของข้า ฝากทูลฝ่าบาทด้วย” ลี่เฟิงชิวเอ่ยเสียงดังหวังให้บิดาของนางที่อยู่ในห้องชั้นในได้ยิน

 

“หม่อมฉันจะกราบทูลฝ่าบาทตามที่องค์หญิงรับสั่งอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเพคะ องค์หญิงโปรดถนอมพระวรกายด้วย” เอ่ยจบนางกำนันก็ค้อมกายให้ลี่เฟิงชิว คล้ายไล่นางทางอ้อม

 

 

เสด็จพ่อของนางนับตั้งแต่สั่งย้ายตำหนักของนางให้ไปอยู่ท้ายวัง จนถึงยามนี้พระองค์ยังไม่ยอมให้นางเข้าเฝ้าแม้เพียงครั้งเดียว

 

 

หลายวันต่อมา

 

เป็นอีกครั้งที่องค์หญิงลี่เฟิงชิวขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้

 

“เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเพคะเสร็จพ่อแล้วลูกจะไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของพระองค์อีก”

แต่ครั้งนี้นางจะไม่ยอมกลับไปมือเปล่าอีกเป็นอันขาด นางถึงขั้นกล้าตะโกนอยู่หน้าประตูห้องทรงงานขององค์ฮ่องเต้เช่นนี้ อย่างไม่กลัวอาญา

 

“ให้นางเข้ามา”

แม้เป็นวิธีเช่นนี้ หากแต่ก็ได้ผลชะงัดนัก นางได้เข้าเฝ้าเสด็จพ่อของนางสมดังหวัง

“ถวายพระพรเสด็จพ่อเพคะ” ลี่เฟิงชิวเอ่ยพร้อมย่อตัวถวายความเคารพ

 

จินหลงฮ่องเต้ยามนี้ อยู่ในชุดมังกรสีทอง ประทับอยู่หน้าโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกามากมายเสียจนแทบจะปิดพระพักตร์ ข้างพระวรกายมีหวงกุ้ยเฟยคอยฝนหมึกให้อย่างเงียบๆ หากแต่ลี่เฟิงชิวก็ไม่ได้สนใจจะถวายความเคารพหวงกุ้ยเฟยแต่อย่างใด

“ไม่ต้องมากพิธี มีสิ่งใดก็เอ่ยมาเถิดองค์หญิงลี่เฟิงชิว” คำเรียกขานของท่านพ่อของนางช่างฟังดูห่างเหินยิ่งนัก

“เช่นนั้นชิวชิวจะไม่เอ่ยอ้อมค้อมให้มากความ เสด็จพ่อโปรดอนุญาตด้วย”

“ว่ามาเถอะ”

“ลูกต้องการองค์รักษ์เพคะเสด็จพ่อ ที่ผ่านมาลูกไม่เคยขอสิ่งใดจากพระองค์เลย หากแต่ครั้งนี้ ลูกอยากขอองค์รักษ์สักคนเพื่อเคียงข้างลูก ในฐานะที่ลูกเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากเสด็จพ่อก็ได้เพคะ”

“เหตุใดถึงต้องเป็นองค์รักษ์”

 

“อย่างน้อยๆลูกจะได้รู้สึกว่าลูกไม่ได้อยู่เพียงลำพัง หากถูกผู้ใดเล่นงานเข้าอย่างน้อยลูกก็ยังสามารถประคองชีวิตเพื่อสืบทอดบัลลังก์ต่อไปได้ เช่นนั้นแล้วราษฎรทั้งหลายจะไม่สามารถลุกขึ้นมากล่าวหนักแก่พระองค์ได้อย่างแน่นอน แม้เสด็จพ่อเป็นกษัตริย์ ที่อยู่สูงที่สุดเหนือผู้ใด แต่เสด็จพ่อโปรดอย่าได้ลืมว่า ราชวงศ์ของเราล้วนแล้วอยู่ได้ด้วยภาษีของราษฎรทั้งสิ้น” ยามนี้แม้ต้องถูกอาญาแต่นางจะขอลองโยนหินถามทางดูสักครั้ง

“หากลูกซึ่งเป็นผู้สืบทอดหนึ่งเดียวตายตกไปก่อนได้นั่งบัลลังก์ มีหรือผู้คนจะไม่ครหาว่าบรรดาสตรีในวังหลังของท่านพ่อล้วนแต่กระหายอำนาจ เสียจนต้องกำจัดหม่อมฉันเสียให้พ้นทาง เพื่อที่พวกนางจะได้คลอดองค์ชายน้อยสักองค์เพื่อสืบทอดบัลลังก์ ในยามคับขันเช่นนั้นไม่มีผู้สืบทอดบัลลังก์ ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน” ประโยคนี้นางจงใจมองไปยังหวงกุ้ยเฟยที่นั่งฝนหมึกอยู่ด้านข้างเสด็จพ่อของนาง

“แม้หวงกุ้ยเฟยจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่ย่อมถูกเอ่ยรวมถึงเป็นแน่ เช่นนั้นเสด็จพ่อทนได้หรือเพคะ”

 

“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า ประเดี๋ยวพ่อจะส่งองค์รักษ์ไปให้ที่ตำหนักของเจ้า”

 

ได้ผลดังคาด การโยนหินครั้งนี้นับว่านางมาถูกทางแล้ว สตรีในดวงพระหฤทัยของจินหลงฮ่องเต้ ได้กลายเป็นหวงกุ้ยเฟยแทนที่เสด็จแม่ของนางอย่างแน่นอนแล้ว

 

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ เช่นนั้นชิวชิวขอทูลลาเพคะ เสด็จพ่อโปรดถนอมพระวรกายด้วย” นางไม่กล่าวยืดเยื้อ เมื่อได้สิ่งที่ขอแล้วก็ยอมจากมาแต่โดยดี

 

ไม่มีประโยคไหนที่เสด็จพ่อของนางถามถึงสุขภาพของนางแม้เพียงครึ่งคำ หากแต่นางก็ชินเสียแล้ว “นี่ข้าหวังสิ่งใดอยู่หรือ หากเสด็จพ่อถามเรื่องความเป็นอยู่ของข้าสิถึงเรียกว่าแปลก พระองค์ไม่ถามก็ย่อมถูกต้องแล้ว” นางเอ่ยคล้ายปลอบใจตนเอง

ถ้าพระองค์ห่วงจริงๆคงไม่ปล่อยให้นางต้องเผชิญสิ่งชั่วร้ายเพียงลำพังเช่นนี้หรอก แล้วพระองค์จะหลอกว่าเป็นห่วงนางไปให้เหนื่อยเพื่อสิ่งใดกัน

สู้ทำเช่นนี้นางจะได้รู้ที่ของตนเสีย แม้จะไล่ไปให้พ้นหน้าตรงๆไม่ได้ มองไกลจากแคว้นหนาน ก็รู้ว่าเสด็จพ่ออยากกำจัดนางเพียงใด เพราะเสียงของประชาชนนั้นดังกว่าที่คิด จึงกระทำการบุ่มบ่ามไม่ได้

 

เพราะเป็นเช่นนี้ลี่เฟิงชิวจึงต้องหาทางเอาตัวรอดไปจนถึงวันที่นางได้นั่งบัลลังก์ให้ได้เพื่อล้มล้างพวกกระหายอำนาจพวกนั้นให้สิ้นซาก

 

 

 

 

 

ปล.ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอดีตของน้องชิวอยู่นะคะ

 

ตอนหน้าเป็นอดีตความรักของน้องชิวชิวกับพี่หย่งหนานนะคะ

 

#ชิวที่ไม่ได้แปลว่าชิว

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น