จักรพรรดินีเทียมบัลลังก์

ตอนที่ 2 : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    6 มิ.ย. 63

ตอนที่2

 

 

“หูตึงหรือ ไม่ได้ยินหรืออย่างไร ข้าบอกว่าให้ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้า ทั้งคู่นั่นแหละ!” ลี่เฟิงชิวตะโกนจนสุดเสียง

“เป็นเจ้าต่างหากที่ต้องออกไป ทหาร!”

 

ฉีหย่งหนานตอกกลับลี่เฟิงชิวอย่างไม่ไว้หน้า ทั้งยังเรียกทหารเข้ามาอีก “จับนางไปขังคุกใต้ดิน ที่ใต้ตำหนักหงส์ทมิฬ”

 

“พวกเจ้ากล้าหรือ! ลืมไปแล้วหรืออย่างไร ผู้ใดเป็นจักรพรรดินีของพวกเจ้า ผู้ใดก้าวล่วงต่อข้า โทษตายสถานเดียว” นางหันไปตวาดใส่พวกทหารที่กำลังรอรับคำสั่งของหย่งหนาน

 

ยามนี้แม้แต่องครักษ์เงาของนางยังไม่กล้าปรากฏตัวเพื่อช่วยเหลือจักรพรรดินีเช่นนางด้วยซ้ำ บัดซบ! แปรพักตร์กันชั่วข้ามคืนเลยหรือ ดีเสียจริง!

 

 

สายตาของข้ายามนี้เริ่มพล่าเลือนขึ้นทุกที เพราะน้ำตาเจ้ากรรมมันกำลังคลอหน่วยจนใกล้จะไหลออกมาเต็มทีแล้ว ขาเริ่มยืนไม่อยู่อีกครั้งคล้ายแผ่นดินไหว มองไปทางไหนก็ไม่มีผู้ได้อยู่เคียงข้างข้าเลย แม้แต่เขาก็แสดงทีท่าชัดเจนว่าอยู่ตรงข้ามกับข้าอย่างแน่นอน ทั้งที่ข้าไว้วางใจเขาที่สุด ทั้งชีวิตนี้แม้คนทั้งใต้หล้าจะทอดทิ้งข้า แต่ข้ามั่นใจว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่ ที่ยอมอยู่เคียงข้างข้าในวันที่ข้าไม่เหลือใคร

 

“จับสตรีดวงกินแผ่นดินนี่ไปขังคุกเสีย มิเช่นนั้นจะทำให้บ้านเมืองเกิดหายนะอย่างใหญ่หลวง นางไม่ใช่จักรพรรดินีของพวกเราอีกต่อไป” สิ้นคำของฉีหย่งหนาน ทหารก็กรูกันเข้ามาจับตัวนางอย่างไม่ลังเล

 

บัดนี้ไม่มีฉีหย่งหนานที่ข้ารู้จักอีกต่อไป

 

พร้อมกับสติที่ดับวูบลงของจักรพรรดินีน้อย

 

 

 

เปลือกตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของลี่เฟิงชิว ค่อยๆเปิดออกอย่างยากลำบาก กระพริบตาอย่างไรก็ไม่พบแสงสว่างแม้เพียงนิด บนพื้นที่นางนอนอยู่ยามนี้เย็นเฉียบเสียจนแทบบาดหลัง

นางค่อยๆพยุงตนเองให้ลุกขึ้นนั่ง

“โอ๊ย!” พอนางพยายามขยับเท้า ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดมหาศาลแล่นผ่านบาดแผลฉกรรจ์ที่ฝ่าเท้าขึ้นมาทันที

กลิ่นคาวเลือดยังคงวนเวียนอยู่ในจมูกของนาง

 

สติของข้ากลับมาแล้วสินะ ยามนี้ถึงได้รู้สึกเจ็บขึ้นมาได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เจ็บเลยแท้ๆ

 

จนถึงตอนนี้นางก็อดคิดไม่ได้ว่าเขากล้าใช้คำกล่าวให้ร้ายนางด้วยสิ่งไร้สาระที่สุดเช่นนั้นได้อย่างไร

“เฮอะ! บัดนี้ข้าเป็นสตรีกินแผ่นดินไปเสียแล้ว”

 

ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เมื่อร้อยปีก่อนก็มีเหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นเช่นกัน ต่างกันเพียงข้ายังไม่ถูกประหารก็เท่านั้น พวกคร่ำครึหัวโบราณตัวไหนมันกล้าใส่ร้ายข้า

 

ไตร่ตรองดูแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์ย่อมเป็นฉีหย่งหนานอย่างไม่ต้องสงสัย ท้ายที่สุดเขาก็ถูกอำนาจครอบงำ ทั้งที่เคยกล่าวกับนางอย่างหนักแน่นว่า‘แม้จะเป็นสามีที่อยู่ภายใต้อำนาจของภรรยาก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่เรียกว่าน่าอาย’แท้ๆ คำหวานเช่นนั้นท้ายที่สุดมันก็เป็นได้แค่คำลวง เพื่อรอคอยวันที่จะได้เหยียบนางให้จมดิน

 

“ข้าหลงกลคำหวานเพียงประโยคเดียวของเจ้าได้ถึงขั้นนี้ได้อย่างไรกันนะ ฉีหย่งหนาน”

 

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว

 

“องค์หญิงเพคะ ได้โปรดอย่าวิ่งเลยเพคะ หากทรงล้มไป ได้รับบาดแผลขึ้นมา หม่อมฉันต้องถูกลงอาญาเป็นแน่ หม่อมฉันยังอยากเล่นกับองค์หญิงอยู่นะเพคะ” เสี่ยวจู นางกำนัลพี่เลี้ยงของลี่เฟิงชิวเอ่ยขึ้นทั้งยังวิ่งตาม องค์หญิงน้อยวัยแปดหนาวอย่างไม่ลดละ

“ข้ากำลังวิ่งตามเจ้าผีเสื้อแสนสวยอยู่ ขืนหยุดก็จับไม่ได้กันพอดี หากจะให้ข้าหยุด ท่านก็ไปช่วยข้าจับเสียดีๆ พี่เสี่ยวจู” ชิวชิวเอ่ยต่อรอง

“เอาอีกแล้ว เรียกหม่อมฉันว่าพี่ไม่ได้นะเพคะ มันผิดกฎวังหลวง หากผู้อื่นได้ยินเข้าหม่อมฉันตายแน่เพคะเพราะถือเป็นการตีตนเสมอนาย เรียกเสี่ยวจูน่าจะดีที่สุดนะเพคะ”

“บ่นอีกแล้ว รู้แล้วๆ ไม่เรียกก็ไม่เรียก พี่เสี่ยวจู ฮ่าๆ” นางแกล้งหยอกเย้านางกำนัลอีกครั้ง เห็นหน้านางเวลาทำสิ่งใดไม่ได้ช่างทำให้คนขบขันยิ่งนัก

 

“โอ๊ย!!” หัวเราะเสียจนตาหยี ทั้งยังไม่ทันได้มองเบื้องหน้าว่ามีผู้ใดขว้างทางอยู่หรือไม่ ทำให้หัวน้อยๆของชิวชิวโหม่งเข้ากับร่างหนึ่งจนได้

 

ใบหน้าของนางอยู่ระหว่างอกของเขาพอดี นางเงยหน้าขมวดคิ้วมองเขาอย่างฉงน

 

“องค์หญิง?” เขาเอ่ยคล้ายถาม

“ท่านรู้จักข้าหรือ เหตุใดข้าถึงไม่รู้จักท่าน”คำถามของเขายังไม่ทันได้คำตอบก็ถูกนางถามกลับเสียแล้ว

 

“กระหม่อมมีโอกาสเข้าเฝ้าฝ่าบาท พร้อมกันกับเสด็จพ่อบ่อยครั้ง ย่อมต้องรู้จักองค์หญิงอยู่แล้วพะยะค่ะ” เขาเอ่ยพร้อมพิศมองใบหน้าน่ารักที่ปลายจมูกน้อยก็เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อนั้นอย่างเอ็นดู “กลับกัน ท่ามกลางผู้คนนับร้อยในท้องพระโรงเช่นนั้น องค์หญิงมองไม่เห็นผู้น้อยเช่นกระหม่อมย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”

 

สีหน้ายามเขาอธิบายนั้นช่างน่าฟังไปเสียหมด จนทำให้แน่งน้อยเผลอยิ้มออกมาเสียจนแก้มแทบปริ

 

“ตายจริง! องค์หญิงเพคะ พะ...พระโลหิตขององค์หญิง...” เสี่ยวจูแทบลมจับเมื่อวิ่งตามไปจนถึงตัวองค์หญิงก็เห็นว่าเลือดกำเดาของนายเหนือหัวไหลออกมาเป็นทางยาวแล้ว

 

ฉีหย่งหนานล้วงผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อของตนยื่นให้องค์หญิงน้อยเมื่อเห็นเลือดไหลออกมาจากจมูกของนาง

ทั้งที่นางควรจะเจ็บมากแท้ๆแต่กลับยิ้มเสียจนตาหยีได้อย่างไรกันนะ

เขานึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป

“...”

“เช่นนั้นคราหน้าชิวชิวจะมองหาท่านเอง”

“เช่นนั้นกระหม่อมต้องขอตัวแล้ว โปรดถนอมพระวรกายด้วย”

 

 

ใช่แล้วนางเจอเขาครั้งแรกเช่นนั้น ภายหลังสืบความถึงได้รู้ว่าเขาเป็นถึงบุตรชายคนรองของตระกูลฉี ตระกูลแห่งแม่ทัพใหญ่ ที่สืบทอดต่อกันมายาวนานหลายชั่วคน เขามีนามว่าฉีหย่งหนาน

หลายครั้งนางพยายามมองหาเขาในท้องพระโรงหวังจะได้พบกันอีกครั้ง ตามที่นางให้สัญญากับเขาว่านางจะเป็นฝ่ายมองหาเขาเอง

แต่แล้วเขาก็ไม่มา…

 

 

 

แปดปีต่อมาหลังจากที่องค์หญิงน้อยได้พบเจอเขา

 

ยามนี้นางก็เข้าวัยปักปิ่น*แล้วหากแต่ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างไม่คาดฝันจนเผลอลืมเลือนเขาไป

 

ในปีนั้นเสด็จแม่สุดรักของนางก็ได้จากไป ด้วยโรคไข้พิษ หมอหลวงหมดหนทางในการรักษา เนื่องด้วยวรกายของมารดาของนางนั้นอ่อนแอจนเกินไป จึงไม่อาจทนพิษไข้ได้ ท้ายที่สุดนางก็จากไปทั้งยังไม่ได้กล่าวคำใดต่อบุตรีของนางแม้เพียงคำเดียว

 

เมื่อมารดาจากไปได้ไม่นานนัก นับว่าศพยังไม่ทันเย็น เสด็จพ่อของนาง ฮ่องเต้จินหลง ก็ได้กระทำการหยามเหยียดแม่ของนางโดยการแต่งตั้ง ฮองเฮาองค์ใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือนเสียด้วยซ้ำ

 

หากแต่นางก็ทำสิ่งใดไม่ได้ เพราะฝ่ายในของวังหลวงกล่าวอ้างว่า ฝ่ายในย่อมขาดตำแหน่งมเหสีไปไม่ได้ ดั่งขาดมารดาของแผ่นดิน แล้วยื่นฎีกาต่อฮ่องเต้ แม้แต่ขุนนางต่างก็เห็นดีในส่วนนี้ด้วย

 

หลังจากเสด็จแม่จากนางไป ชีวิตขององค์หญิงลี่เฟิงชิว เรียกได้ว่ากลับตาลปัตรอย่างแท้จริง นางกำนัล ขันที ล้วนแล้วมองนางคล้ายเป็นตัวน่ารังเกียจก็มิปาน อำนาจที่นางเคยมีก็ล่องลอยจากไปพร้อมกับชีวิตของเฟิงเหลียนฮองเฮา เสด็จแม่ของนาง เหล่าขุนนางหวังยกฐานะตนเองให้สูงขึ้น และการส่งบุตรีของตนเข้าวังหลังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง จากนั้นวังหลังก็เต็มไปด้วยบุปผางดงาม ขุนนางใหญ่ส่งบุตรีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย อ้างว่าสนับสนุนอำนาจของฮ่องเต้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไป และวังหลังจะขาดแม่ของแผ่นดินไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด มีฎีกาส่งมากมาย รวมแล้วหลายร้อยฎีกา ฮ่องเต้อ่านแล้วกังวลพระทัยหนัก จนท้ายที่สุดทนเสียงร้องขอไม่ไหว แต่งตั้งฮองเอาเข้ารับใช้ในที่สุด

เมื่อรับคนหนึ่งก็ต้องรับอีกเรื่อยๆ จนบัดนี้หวังหลังเต็มไปด้วยบุปผางามคอยรับใช้จินหลงฮ่องเต้อย่างล้นมือ มีครบทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ฮองเฮาจนถึงกุ้ยเหริน และจะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆเป็นแน่ เช่นนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้นเถิด

 

ขืนนางออกความเห็นไปพวกขุนนางบ้าอำนาจพวกนั้นย่อมไม่เห็นดีด้วยอย่างแน่นอน มีแต่จะกล่าวอ้างว่าตัวนางนั้นยังเด็กเกินไป

 

 

จากนั้นไม่นานก็มีตำแหน่งเพิ่มขึ้นอีกมากมายตามคาด ในวังหลังของฝ่าบาท ทั้งตำแหน่ง หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย ผิน ไปจนถึงกุ้ยเหริน ตำแหน่งของสนมนางในเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดชิวชิวน้อยก็ได้กลายเป็นองค์หญิงท้ายวังที่ถูกลืม

เสด็จพ่อของนางให้เหตุผลกับนางว่า ฮองเฮากำลังป่วยเป็นโรคติดต่อ เกรงว่าจะเอามาติดนางเข้า ก็เลยให้ย้ายตำหนักไปอยู่ท้ายวัง แต่ลี่เฟิงชิวรู้ดีว่า ฮองเฮานั้นแท้จริงแล้วเพียงแค่เป็นหวัดบางๆเท่านั้น

 

องค์หญิงน้อยก็เข้าใจได้ทันทีว่า เสด็จพ่อไม่ต้องการนางเห็นหน้านางอีกต่อไป ใครล้วนแล้วก็รู้ดีว่าฮ่องเต้โปรดปราณและตามใจสนมพวกนั้นเพียงใด ยามบิดาเห็นหน้านางย่อมต้องนึกถึงมารดาของนางแน่

เพื่อไม่อยากให้ตนรู้สึกผิดต่อมารดาของนางก็ต้องทำการเห็นแก่ตัวเช่นนี้แหละ

 

แล้วเหตุใดถึงไม่กำจัดนางทิ้งไปเสียให้พ้นๆหน้าน่ะหรือ ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำแต่ทำไม่ได้ต่างหาก สนมฮองเฮาก็ล้วนแล้วอยากกำเนิดองค์ชายเพียงสักคนเพื่อหวังจะให้ได้สืบทอดบัลลังก์มังกรกันทั้งสิ้น ผู้ใดก็ล้วนอยากมีอำนาจเหนือผู้อื่น

แต่แล้วสัญญาปากเปล่าระหว่างเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของนางมีผู้คนเป็นพยานมากจนเกินไป ราษฎรนับหมื่นที่มายินดี อยู่หน้าวังหลวงในวันนั้น ล้วนรู้ดีว่าบิดาของนางกล่าวสิ่งใด

“ตัวข้าจินหลงฮ่องเต้ แห่งอาณาจักรเฮยหลงผู้นี้ จักมีบุตรกับเฟิงเสียนฮองเฮาเพียงผู้เดียวตราบชั่วชีวิต”

กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ราษฎรยิ่งยกย่องสรรเสริญเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะน้อยมากที่กษัตริย์จะเป็นเช่นนี้ ส่วนใหญ่หลายศตวรรษที่ผ่านมาล้วนมีองค์หญิงองค์ชายนับไม่ถ้วน ทำเช่นนี้คล้ายช่วยราษฎรลดภาษีได้ในทางหนึ่งแล้ว เพราะราชวงศ์ใช้เงินภาษีประชาชนเลี้ยงดูครอบครัวตนเองแต่ละสายถือว่ามหาศาลเลยทีเดียว ประชาชนแม้จะเป็นข้ารองพระบาท แต่ก็นับเป็นแรงขลับเคลื่อนราชวงศ์ได้ หากไม่ได้รับการยอมรับจากพวกเขาก็นั่งบัลลังก์ยากเสียแล้ว

 

เมื่อกำจัดองค์หญิงลี่เฟิงชิวไม่ได้ แต่ขอให้พวกนางได้ระบายแค้นสักนิดก็ยังดี

เหล่าสนมต่างคิดเช่นนี้

 

เมื่อยามองค์หญิงถูกกลั่นแกล้ง บิดาของนางจินหลงฮ่องเต้ ก็ไม่ได้ติดใจเอาความพวกนางแต่อย่างใด มีแต่กล่าวซ้ำเช่นเดิมว่า

 

พวกนางเพียงหยอกเย้าเจ้าเล่นก็เท่านั้นอย่าได้เก็บมาใส่ใจอีกเลย

 

นางรู้ดีว่าเสด็จพ่อของนางได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็อยากกำจัดนางให้พ้นหน้าเช่นกันแต่เพราะเป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำเลยต้องฝืนตนเช่นนี้ ทำได้เพียงยืมมือเหล่าสนมรังแกนางแล้ว

 

จนแล้วจนรอดลี่เฟิงชิวก็ยอมรับชะตากรรมในที่สุด การไม่มีเสด็จแม่หนุนหลังเช่นนี้ไม่ดีเอาเสียเลย

 

 

 

 

*วัยปักปิ่น คือ วัยออกเรือนของผู้หญิงในสมัยนั้นนะคะ บางที่ก็นับที่อายุ15 แต่ไรท์นับที่16ปีนะคะ

 

 

ตอนนี้ขอปูทางก่อนนะคะ เรื่องในอดีตของน้องค่อนข้างยาว

ปล.เรื่องราวความรักรักระหว่างพี่หย่งหนานคนทรยศกับน้องชิวชิวจะเป็นตอนหน้านะคะ

 

ป.ลิง หากผิดพลาดตรงไหนท้วงติงได้นะคะเรื่องราชาศัพท์ไรท์ไม่ค่อยแม่นแต่จะพยายามหาข้อมูลที่ถูกต้องมาลงให้ได้อ่านกันนะคะ

#ชิวที่ไม่ได้แปลว่าชิว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น