สาวน้อยธรรมดากับการเดินทางตามหาความท้าทาย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 50 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    50

ตอนที่ 4 : สัปดาห์ที่หนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 เม.ย. 62

       สัปดาห์ที่หนึ่ง

วันที่  18  พฤษภาคม   ..2562

     นี้คือวันแรกของการเรียนภาษาอังกฤษที่ดาร์จีลิ่ง  ในตอนเช้าฉันลืมตาตื่นมาฉันต้องใช้เกือบสิบนาทีที่จะตั้งสติว่าตอนนี้เราไม่ได้อยู่บ้านที่ประเทศไทยแล้วฉันลุกขึ้นไปจัดการธุระส่วนตัว  ห้องน้ำของที่นี่ไม่ได้ใหญ่อะไรที่นี้เขาไม่มีฝักบัวหรืออ่างน้ำเหมือนที่บ้านเรา  ในห้องน้ำมีโถส้วมตั้งอยู่โถหนึ่ง   อ่างล้างหน้าหนึ่ง กับถังประมาณสี่ถัง   ฉันวางเครื่องอาบน้ำที่ตัวเองเตรียมมาบนฝาโถส้วมเปิดก็อกน้ำตรงอ่างล้างหน้า   พอมือสัมผัสกับน้ำเท่านั้นแหละฉันรีบดึงมือของตัวเองออกมาทันที  น้ำของที่นี้เย็นมากอย่างกับน้ำแข็งแล้วถ้าจำไม่ผิด  ดร.จอยเคยบอกไว้ว่าน้ำที่นี้เย็นมากเขาเลยอาบน้ำอาทิตย์ละสองสามครั้งเอง   ทีแรกก็คิดว่าน่าจะไว้อยู่เพราะเคยอาบน้ำเย็นมาก่อนแต่ที่นี้มันเย็นอย่างอยู่ขั้วโลกใต้!!!

     ฉันเปลี่ยนใจจากอาบน้ำทั้งตัวก็แค่ล้างหน้าแปรงฟันพอจัดการธุระตัวเองเสร็จฉันก็กลับมาที่ห้องของตัวเองกับพี่สาวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า  ตอนนั้นพี่ของฉันกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์แล้วถามฉันว่าเป็นไงบ้างแต่ในตอนนั้นฉันหน้าและมือก็ชาไปหมดจนกว่าจะขยับปากได้ก็ต้องใช้เวลาสักพัก  ตอนออกมาจากห้องน้ำยังกับมีน้ำแข็งมาเกาะตามร่างกายเต็มไปหมด  พอขยับปากได้แล้วฉันก็ตอบพี่ไปว่าลองเองเดียวก็รู้   แล้วพี่สาวของฉันก็ลองไปห้องน้ำตามคำเชิญของฉันผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างจากที่ฉันคิดไว้   พี่สาวของฉันเดินตัวสั้นกลับมาเชียว

       หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัวเสร็จฉันก็เดินออกมากินข้าวที่มิสลีน่าผู้เจ้าของบ้านเขาทำให้    ข้าวเช้าที่มิสลีน่าทำให้พวกเรานั้นคืออาหารง่ายๆ   ขนมปังกับไข่ดาวแค่นั้นแต่โชคดีที่คุณแม่ของฉันบอกให้เตรียมแยมมาด้วยซึ่งฉันและพี่สาวก็เตรียมมาของฉันจะเป็นแยมช็อกโกแลตnutellaของโปรดแต่พี่สาวของฉันเตรียมนมข้นหวานมาแทนเพราะพี่สาวของเป็นพวกชอบกินหวานมากจนไม่รู้ว่าจะเป็นเบาหวานรึเปล่า  แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าอาหารของที่นี้ใส่น้ำมันเยอะมากขนาดไข่ดาวบางๆเนี่ยยังใส่น้ำมันจนเห็นได้ชดเลย

    พอพวกเรากินข้าวเช้ากันเสร็จหมดแล้วพี่โจ้ก็พาพวกที่เรียนกลุ่มแรกไปบ้านครูที่จะสอนภาษาอังกฤษกลับซึ่งจะพาไปตามคนที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน  ในกลุ่มแรกจะมีฉัน  พี่สาว   ไอติม  ออมสิน   ณัชชุและพายแค่นั้นส่วนพวกที่เหลือก็จะให้รออยู่บ้านไปก่อนเพราะเป็นพวกที่เรียนตอนสายที่จริงฉันต้องอยู่กับอีกกลุ่มด้วยซ้ำเพราะมีเรียนตอนสายเหมือนกันแต่เพราะที่เรียนของฉันกับของณัชชุคือที่เดียวกันแต่คนละเวลากันเฉยๆพี่โจ้ก็เลยพามาทีเดียว  พวกเราเดินไปเรื่อยๆค่อยส่งคนที่ถึงเวลาเรียนแล้วตามที่เดินผ่านซึ่งแต่ละครั้งจะเป็นบ้านของครูผู้สอน  แต่ไม่รู้ว่าเพราะเดินเยอะหรือเมื่อเช้ากินข้าวมาน้อยรู้สึกปวดหัวและเหนื่อยมากกว่าปกติอีกแต่ฉันก็ยังทนเก็บอารมณ์ความเจ็บปวดนั้นไว้เพราะฉันไม่ต้องการให้ใครเห็นตอนอ่อนแอ  จนพวกเราเดินผ่านที่เรียนของฉันมาสองที่แล้ว   ที่แรกเป็นตึกสีเขียวทั้งหลังมันตั้งอยู่ที่เดินลงไปข้างหลังนิดหน่อยก็จะมีตลาดแต่เพราะครูที่สอนจะไม่อยู่หรือเลยเวลาสอนแล้วพี่โจ้ก็พาพวกเราไปที่เรียนที่สองของฉัน    ซึ่งระหว่างทางไปที่สองพี่โจ้ก็พาไปที่เรียนของพายด้วยเช่นกันพวกเรายืนรอทั้งสองคนแป็บนึง พวกเขาก็ออกมา     ที่เรียนที่สองของฉันมันอยู่ฉันบนสุดของโรงแรมที่ชื่อzodiat   ฉันพี่โจ้และณัชชุขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของโรงแรม   พี่โจ้ก็พาพวกเราไปเจอคนที่สอนเราทั้งสองคนจากนั้นก็คุยกับเขาเป็นภาษาอังกฤษที่ฉันพอฟังออกบางคำเอง

    หลังจากที่พี่โจ้แนะนำพวกเรากับครูผู้สอนเสร็จแล้วก็พาพวกเราที่เหลือไปที่centerต่อ   ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์รวมตัวของพวกเราเลยก็ได้เพราะที่นี่เป็นที่เรียนกลุ่มกรุ๊ปคราสของทุกเลเวลแค่เวลาจะไม่ตรงกันเฉยๆ   พอมาถึงที่นี้ฉันก็ต้องเข้าไปเรียนทันทีแต่เข้าไปได้ไม่นานอาการปวดหัวก็กลับมาอีกแล้วและดูเหมือนฉันจะแสดงออกมาได้ชัดเจนมากครูที่สอนถึงได้ดูออกและให้ฉันนอนพักแป็บนึงแต่นอนไปได้แค่นิดเดียวพี่โจ้ก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับอลิซน้องเล็กประจำกลุ่มเดียว

    ครูที่สอนอยู่ข้างในก็คุยเรื่องอาการของฉันเป็นภาษาอังกฤษถ้าถามว่าเข้าใจไหมก็พอแปลได้อยู่แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี    ทั้งสองคนคุยกันเสร็จตอนไหนก็ไม่รู้พอมารู้สึกตัวอีกทีพี่โจ้ก็พาฉันออกมานอกห้องเรียนแล้วถามว่าจะเรียนต่อไหม  ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะทิฐิที่ไม่ชอบให้ใครเห็นเราตอนอ่อนแอหรือเพราะกลัวทำให้แม่ผิดหวังเลยตอบนตกลงว่าจะเรียนต่อ   ทีแรกนึกว่าจะให้เรียนที่เดิมแต่พี่โจ้กลับพาไปที่เรียนที่สองที่พี่โจ้เคยพาไป  ถ้าฉันจำไม่ผิดครูที่สอนที่นี้ชื่อมิสสรีม่า   พี่โจ้มาส่งฉันถึงหน้าโรงแรมก็ให้ฉันขึ้นไปเลยคนเดียว    ตอนเดินทีแรกก็ไม่ได้รู้สึกปวดหัวเท่าทีแรกแต่กับเหนื่อยกว่าเดิมแต่ฉันก็ยังเดินต่อแบบไม่มีหยุดจนถึงชั้นบนสุดของโรงแรมฉันกดกริ่งหน้าบ้านยืนรอมิสสรีม่ามาเปิดประตูให้ไม่ช้าประตูก็เปิดพร้อมกับมิสสรีม่าส่งยิ้มมาให้ฉัน     ฉันยิ้มตอบแล้วก็เดินเข้าไปในห้องหรือบ้านของเขา   ข้างในนี้เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนตึกโรงแรม  ทั้งผนังเป็นรูปไม้ไปหมดของใช้ข้างในก็เหมือนกัน   แถมที่นี้ยังเป็นแบบสองชั้นอีก   มิสเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วบอกให้ฉันขึ้นไปข้างบน

     ที่ฉันรู้ก็เพราะเขาชี้ขึ้นไปข้างบนชั้นสอง-_-  ข้างบนเหมือนเป็นที่สำหรับเรียนโดยเฉพาะ   มันเป็นห้องที่กว้างมากมีโต๊ะตั้งอยู่กลางห้องแล้วก็มีไวล์บอร์ดตั้งติดผนังข้างหน้าโต๊ะมีเก้าอี้อยู่สองตัว   ฉันนั่งรอมิสสรีม่าจนขึ้นมาพอมิสขึ้นมาปุ๊บก็ถามเป็นภาษาอังกฤษสองสามคำถามกับฉัน   ฉันก็ตอบไปเท่าที่จะตอบได้   จากนั้นมิสก็เริ่มการสอนฉันทันทีฉันเรียนไปแล้วก็ปวดหัวไปมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนมิสมาสังเกตเห็นตอนที่ใกล้เรียนจบแล้วดร.จอยก็มา  

    เหมือนกับตอนที่พี่โจ้มาหาฉันตอนเรียนครั้งนี้ดร.จอยก็คุยกับมิสสรีม่าเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกันแต่ครั้งนี้ดร.จอยให้ฉันไปกับบ้านทีแรกฉันไม่ค่อยยอมแต่อาการปวดหัวเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆฉันเลยยอมไปแต่โดยดี    พอถึงบ้านมิสลีน่าดร.จอยก็ไปคุยกับมิสลีน่าว่าฉันป่วยและขอซุปร้อนๆกับยามาให้ฉันระหว่างที่ฉันนอนรออยู่ในห้องหลังจากที่ฉันกินซุปที่มิสลีน่าทำให้เสร็จก็กินยาต่อทันที     ทุกคนออกไปแล้วฉันก็นอนร้องไห้ต่อทันทีฉันแทบจะเสียใจมากจนจะบ้าอยู่แล้วฉันไม่เข้าใจตัวเองจริงๆทำไมฉันถึงได้เป็นคนอ่อนแอขนาดนี้  ฉันร้องไห้อย่างหนักกว่าเดิมจนไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนนั้นรู้ตัวอีกทีคือตกเย็นแล้วทุกคนกลับมาแค่บางส่วนบางคนก็ยังเรียนอยู่   

      ตอนกลางคืนทุกคนก็มาหาฉันบ้างอะไรบ้างตอนเย็นฉันไม่ได้กินข้าวอะไรเลยพี่โจ้ก็มาดูอาการฉันไปรายงานแม่ฉันด้วยงานที่ฉันรับมาก็ต้องล่าช้าไปด้วยเพราะอาการป่วยของฉัน   คืนนี้ฉันนอนเร็วกว่าเดิมระหว่างที่ฉันกำลังหลับเพราะพิษไข้ฉันก็ไม่รู้ตัวเลยว่าพี่สาวของชั้นกลับมาเมื่อไรหรือยังไงตอนนี้ร่างกายของฉันไม่รับรู้ถึงอะไรบ้างเลย

          ในเช้าวันถัดมาฉันก็ตื่นขึ้นมากับปวดหัวอยู่นิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ให้ดีเลยได้หยุดอีกวันหนึ่งทุกคนต่างเดินออกจากบ้านเพื่อไปเรียนตามตารางของตัวเองโดยมีพี่โจ้ไปส่ง     พี่โจ้บอกว่าอาทิตย์แรกจะเดินไปล่งยังงี้ไปก่อนแต่หลังจากนั้นจะให้เดินไปกันเอง   พอทุกคนออกจากบ้านกันหมดฉันก็กลับมานอนต่อแต่ก่อนที่ทุกคนจะออกจากบ้านทุกคนก็ไม่ลืมที่จะหยอกล้อฉันก่อนไป   พอนึกว่าทุกคนหยอกล้อฉันยังไงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ฉันหลับตาเพื่อที่จะพักผ่อนให้หายจากไข้หวัดบ้านนี้สักที   แต่พอหนังตาฉันปิดได้ไม่นานก็ต้องเปิดอีกรอบเพราะฉันไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิดฉันลองปิดหนังตาอีกรอบรอไปสักประมาณสิบนาทีก็ยังไม่ง่วง   

     ฉันเลยลุกขึ้นมาหยิบหนังสือนิยายที่เตรียมไปนอนอ่านดีที่ฉันล็อกประตูห้องอยู่เลยไม่มีใครเห็นว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่เพราะฉันไม่ชอบให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ฉันเลยเอาเวลาที่เหลือนี้มานั่งหาแรงบันดาลใจในการทำงานเขียนของฉันต่อ     แต่เหมือนเวลาจะผ่านไปเร็วมากเพราะจู่ๆออมสินก็กลับบ้านมาพร้อมกับอาการเป็นหวัดเหมือนฉันและถ้าฉันจำไม่ผิดเมื่อคืนออมสินมาขอนอนห้องฉันกับพี่สาวหรือว่าออมสินจะติดหวัดฉันเข้า    ฉันรีบหยุดงานเขียนที่ทำอยู่แล้วไปดูอาการของออมสิน มันดูไม่ต่างจากฉันตอนที่เป็นใหม่ๆฉันเห็นมันกำลังจะหลับเลยออกไปเพื่อไม่เป็นการรบกวนมันจนเกินไป   ระหว่างที่ฉันกลับห้องแวะทักทายกับพี่โจ้และผู้ชายที่เป็นใครไม่รู้นั่งอยู่ข้างดูเหมือนเขาจะรู้จักกับออมสิน

     ฉันนั่งทำงานของตัวเองต่อตอนที่หัวคิดอะไรไม่ออกฉันก็มักจะไปดูละครหรืออนิเมะที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันเพื่อให้สมองมันลื่นไหลนิดนึงก็ยังดีบางครั้งฉันก็จะพักไปอ่านหนังสือบางซึ่งแต่ละครั้งฉันก็จะเปลี่ยนไปเป็นนิยายบางไม่ก็หนังสือสอนภาษาอังกฤษที่ฉันเตรียมมาบาง     ในระหว่างที่ฉันพักมาอ่านนิยายเพื่อไปเป็นแนวทางของงานเขียนอีกงานหนึ่งแม่ของฉันก็ไลค์มาถามไถเรื่องออมสินบอกว่าแม่ของเขาเป็นห่วงแล้วก็บอกให้ดูแลเขาให้ดีเอาที่แปะแผ่นร้อนไปให้เขาด้วย    เมื่อได้รับคำสั่งของท่านแม่มาฉันก็รีบไปปฎิบัติภารกิจที่ได้รับมาทันทีและแน่นอนเมื่อปฎิบัติภารกิจเสร็จฉันก็ต้องรีบกลับมาทำงานของฉันต่อโดยไม่ลืมหย่อนไฟให้ออมสินนิดหน่อย(ก็คือล้อเล่นกันขำๆธรรมดานั่นแหละ….)ฉันเหลือบมองนาฬิการอบหนึ่งปรากฎว่าสี่โมงเย็นแล้วฉันรีบกดsleepเครื่องทันทีแล้วหยิบนิยายแนวแฟนตาซีแล้วขึ้นไปนั่งนอนนั่งหนังสือบนเตียงและไม่นานพี่สาวของฉันก็เข้ามาพร้อมกับเห็นสภาพของที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือนิยายแนวแฟนตาซีเล่มโปรด    มันเป็นการสร้างภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฉันถ้ามีกล้องมาถ่ายด้วยฉันคิดว่าฉันนางแบบนินจาแน่ๆเปลี่ยนท่าทางได้เร็วขนาดนี้       พี่สาวของฉันเข้ามาถามอาการของฉันในตอนนี้ฉันก็ตอบไปแบบนางงามว่าไม่เป็นไรแล้วในตอนนั้นเองที่ฉันพึ่งสังเกตเห็นผู้ชายคนทที่พาออมสินมาส่งกับพี่โจ้แล้วก็พึ่งจะได้รู้ชื่อจากพี่สาวของฉันว่าเขาชื่อพี่ป้อ   ฉันดูจากหน้าเขาก็พอเดาได้แล้วฉันเลยบอกเขาไปว่าออมสินนนอนอยู่ในห้องข้างๆเขาก็เข้าไปในห้องนั้นทันทีฉันตามไปแวบหนึ่งก็กลับมาเพราะเห็นออมสินกำลังนอนอยู่แล้วและพอพี่ป้อเขาเห็นเหมือนกับฉันเขาก็เดินไปที่ข้างๆเตียงแล้วนั่งมองดูออมสินหลับต่อไป    ฉันเห็นว่าเขาไม่ได้จะทำอะไรอย่างอื่นเลยกลับห้องมาเพื่อไม่เป็นการรบกวนพวกเขากัน    ฉันก็กลับมาเปิดเครื่องทำงานต่อทำไปได้สักสองสามนาทีพี่ป้อเขาก็ออกมาแล้วบอกว่าจะกลับแล้วพี่สาวของฉันก็โบกมือบายบายและพูดด้วยกันอีกสองสามประโยคพี่)อเขาก็เดินออกไปทางประตูบ้าน    ฉันมองพี่สาวฉันอย่างจับผิดปกติพี่สาวฉันไม่ค่อยจะสนใจหรือคุญกับผู้ชายสนิทสนมอย่างนี้มาก่อนแต่ความสนใจนั้นก็หายไปในหันเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการเขียนต่อ    ทำไปเรื่อยๆจนถึงเวลากินข้าวเย็นแล้วทุกคนต่างก็กลับบ้านมากันหมดพวกเราต่างก็นั่งกินข้าวที่มิสลีน่าทำให้     แต่ไม่ใช่อาหารที่ห่างไกลตัวยังไงนั้นก็คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง!!!!   แต่เพราะกินกันเพลินทำให้พวกเราเกือบลืมว่ายังมีเพื่อนอีกคนที่ยังไม่กลับมาจนประมาณหนึ่งทุ่มต้นหลิวก็กลับมาพร้อมกับพี่โจ้ทุกคนก็ดีใจกันใหญ่แต่ไม่เชิงที่ต้นหลิวกลับมาหรอก    แต่เพราะชุดกันฝนที่ต้นหลิวใส่มาเนี่ยสิมันเหมือนถุงดำที่มาทำเป็นชุดเลยพวกเราก็หัวเราะกันอีกยกใหญ่จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเองฉันก็กลับมาทำงานเขียนของตัวเองต่อทำไปจนประมาณสี่ทุ่มฉันรู้สึกปวดหัวจิ๊ดขึ้นมาก็เลยเซฟงานเขียนไว้แล้วปิดเครื่องไปนอนต่อเพราะอาการปวดหัวทำให้พอเปลือกตาปิดฉันก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

     ในตอนเช้าของวันถัดมาฉันได้หายจากอาการไม่สบายบ้าบอนั้นแล้วแต่เพราะเวลาเรียนของฉันมีตอนสายฉันเลยออกจาบ้านประมาณเก้าโมงครึ่งฉันเดินไปทางที่พี่โจ้เคยพาไปตอนแรกโดยไม่ต้องให้คนไปส่งเพราะจำทางไปของมันได้ดีไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่ฉันจำทางไปที่เรียนต่างๆของฉันได้หมดเลย    พอพี่โจ้รู้เข้าก็ไปรายงานแม่ของฉันว่าฉันจำทางไปเรียนได้ภายในวันเดียวแถมตอนนั้นยังเป็นหวัดอยู่ด้วยคราสแรกฉันเรียนกับมิสลีน่าที่เป็นเจ้าของตึกสีเขียวข้างๆตลาด    พอฉันเข้าไปทางประตูบ้านก็ พบเจอกับ มิสลีน่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดูมีอายุคนหนึ่งพวกเราทักทายกันเป็นภาษาอังกฤษแล้วมิสก็ถามเรื่องสุขภาพอาการของฉันต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็เริ่มกันเรียนต่อทันทีตอนเรียนมิสมักจะถามฉันเสมอว่าเข้าใจมั้ยเป็นภาษาอังกฤษฉันตอบเข้าใจตลอดเพราะมันเป็นเรื่องที่พอจะรู้อยู่แล้วและมิสลีน่าก็สอนอย่างเข้าใจง่ายด้วย

    เมื่อถึงเวลาเรียนคราสต่อไปแล้วฉันก็บอกลามิสแล้วไปที่เรียนสองต่อทันทีและถ้าฉันจำไม่ผิดที่เรียนคราสที่สองอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมฉันเดินไปตามทางที่คิดว่าใช่จนมาถึงโรงแรมที่สอนภาษาอังกฤษคราสสองของฉันพอฉันเดินขึ้นไปชั้นบนสุดของโรงแรมก็กดกริ่งหน้าบ้านทันที  หลังจากที่ฉันกดกริ่งหน้าบ้านได้ซักประมาณสามนาทีประตูก็เปิดออกโดยมีมิสสรีม่ามาเปิดประตูให้พร้อมกับผู้ชายเสื้อสูทใส่แว่นคนหนึ่งออกมา    เขาทักทายกับมิสสรีม่าแป๊บนึงก่อนจะหันมาบอกฉันว่าเดียวพี่มารับ   ฉันแค่พยักหน้าแล้วก็เข้าไปเรียนกับมิสสรีม่าทันทีมันเหมือนกับตอนที่เรียนกับมิสลีน่า   มิสสรีม่าก็ถามฉันแบบเดียวกันที่มิสลีน่าถามฉัน    ฉันก็ตอบไปแบบเดียวกับที่ตอบมิสลีน่า    มิสสรีม่าก็สอนไปตามปกติฉันก็จดโน๊ตตามที่เขาสอน   เรียนไปนานแค่ไหนแล้วฉันก็ไม่รู้แต่ฉันได้ยินเสียงของหอนาฬิกาที่ตั้งอยู่กลางเมืองบอกเวลาเที่ยงตรงพอดีกับที่มีคนมากดกริ่งหน้าบ้าน  ทั้งฉันและมิสก็เดินไปเปิดประตูก็พบเด็กผู้ชายสองคนกับผู้ชายเสื้อสูทที่ฉันเจอเขาตอนมาหามิสสรีม่าทั้งสามคนต่างก็ยืนหอบกันเรียงแถวขนาดฉันเห็นแล้งยังเหนื่อยแทนเลย

     หลังจากส่งเด็กผู้ชายสองคนนั้นเสร็จแล้วผู้ชายที่ใส่เสื้อสูทกับฉันก็เดินไปที่เรียนต่อไปซึ่งก็คือcenterเขาพาฉันไปทางที่ดร.จอยพาฉันไปครั้งแรกซึ่งทางที่ไปฉันต้องอุดจมูกไว้ตลอดเวลาเพราะกลิ่นแถวนั้นมันเหม็นมากไม่รู้เป็นกลิ่นขยะที่เขาทิ้งกันไว้ตามทางหรือจะเป็นกลิ่นเนื้อสัตว์ของร้านค้าข้างทางรึเปล่าแต่ที่แน่ๆฉันไม่สามารถมองไปรอบข้างได้เลยเพราะถ้าฉันเห็นอะไรที่รู้สึกขยะแขยงพร้อมกับกลิ่นเหม็นนี้อีกฉันจะต้องอ้วกสิ่งที่กินมาวันนี้ออกมาหมดแน่    ในที่สุดพวกเราก็เดินมาถึงcenter      สักทีแต่พอมาถึงแล้วฉันก็ต้องเข้าไปเรียนต่อทันที   ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมมิสมิชเชลก็ถามอาการฉันอีกนิดหน่อยแล้วก็เริ่มการเรียนต่อทันทีโดยมิสเขาสอนต่อจากเมื่อวันก่อนฉันใช้เวลาเรียนอีกหนึ่งชั่วโมงก็ไปพักและระหว่างที่รอคราสเรียนกลุ่มฉันก็หยิบนิยายและสมุดโน๊ตขึ้นมาเพื่อทำงานต่อแต่พอทำได้สักพักฉันก็จำเป็นจะต้องวางมันลงแล้วหันไปเล่นเกมและดูละครในโทรศัพท์เพราะฉันรู้สึกไม่มีอารมณ์ที่จะทำงานต่อเลยมันทั้งเหนื่อยและหิว

    คงเพราะวันนี้ฉันต้องเดินขึ้นลงบ่อยๆเลยทำให้พลังงานในตัวทั้งหมดของฉันหายไปหมดแล้วแน่   ฉันเปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วกดเข้าไปที่แอปyoutudeฉันนั่งเลือกว่าจะดูอันไหนสรุปฉันก็เลือกที่จะดูwake  up ชะนีตอนที่8  ฉันนั่งดูไปได้ครึ่งตอนคราสที่เรียนก่อนพวกฉันเขาก็เรียนกันเสร็จแล้วฉันปิดหน้าจอโทรศัพท์ให้ดำแล้วก็เก็บของทั้งหมดเข้ากระเป๋าแต่ก่อนที่จะเข้าห้องเรียนพี่สาวของฉันบอกว่าวันนี้คราสของมิสอานูที่เป็นคราสสุดท้ายของฉันเขาหยุดไปทำธุระฉันก็พยักหน้ารับทราบแล้วก็เดินไปนั่งที่ข้างหลัง    ข้างๆของฉันมีน้องอลิซนั่งอยู่แล้วข้างหน้าของฉันมีผู้ชายสองคนนั่งอยู่ทั้งสองเป็นคนที่ฉันจำหน้าได้แต่ฉันจำชื่อของพวกเขาไม่ได้เนี่ยสิ   การเรียนก็ได้เริ่มขึ้นคนที่สอนของเราก็ยังคงเป็นมิสมิชเชลนั่นเองการเรียนเริ่มไปอย่างไม่มีหยุดบางครั้งตอนที่ต้องทำแบบฝึกหัดฉันก็จะช่วยสอนอลิซบางถ้าเขาถามเป็นภาษาอังกฤษฉันก็จะแปลให้อลิซฟัง   เราเรียนกันไปจนมิสเห็นว้าถึงเวลาพักแล้วก็ปล่อยพวกเรากันไปสิบนาที                                  

     ฉันกับอลิซก็ออกไปซื้อขนมกันโดยที่ฉันต้องเป็นคนจ่ายตังค์ให้เพราะดันไปสัญญากับน้องเขาว่าเดียวเลี้ยงขนมให้แต่ตอนนั้นฉันไม่มีแบงค์สิบเหลือเลยก็เลยว่าจะจ่ายเป็นแบงค์ร้อยแทน   แต่ว่าตอนที่ฉันกำลังหยิบตังค์เพื่อไปจ่ายให้กับคุณน้องเขาก็มีผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างหน้าฉันจ่ายให้แทนแล้วหันกลับมาบอกว่าเลี้ยง   ถ้าฉันจำไม่ผิดตอนที่ต้องแนะนำตัวกันเขาบอกว่าชื่อโอม   ตอนนั้นฉันบอกกับว่าอลิซให้จัดการต่อเองแล้วรีบวิ่งออกมาก่อนแต่ในขณะวิ่งฉันยังไม่ลืมบอกอลิซด้วยว่าให้ไปคืนตังค์เขา   แต่พออลิซเดินออกไปเพื่อจะคืน ตังค์เขาไม่นานอลิซก็กลับมาพร้อมตังค์ที่ถือยังอยู่ในมือ   ฉันถามอลิซไปว่าไม่ได้คืนเงินเขาเหรออลิซก็ตอบกลับมาว่าเขาบอกว่าไม่เป็นไรพี่เลี้ยงแล้วเขาก็ลูบหัวหนูด้วย   นั้นทำให้ความสงสัยของฉันเริ่มเพิ่มขึ้นหรือหมอนี้จะชอบอลิซจริงๆ  เฮ้ย!!!  อลิซพึ่งจะเก้าขวบเองน่ะ    ในที่สุดหมอนั้นก็เข้าห้องเรียนมาพอดีกับหมดเวลาพักแล้วมิสก็ออกไปเรียกพวกที่ยังอยู่ข้างนอกให้เข้าห้อง  ระหว่างเรียนฉันก็ค่อยเหลือบมองไปที่เขาอยู่บ้าง  สรุปหมนั้นชอบคนที่เด็กกว่าเหรอเนี่ยแต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรมากก็กลับมาสนใจกับการเรียนต่อ   จนจบคราสเรียนพี่โจ้ก็มารับพวกเรากลับบ้านซึ่งระหว่างทางฉันก็ฝากคนรู้จักเอาเงินไปคืนโอม และก็รีบวิ่งไปหาอลิซกับพี่โจ้เพื่อให้เขาเอามาคืนไม่ได้และก็เป็นอย่างที่คิดหมอนั้นไม่ได้เอาตังค์มาคืนให้  พวกเราพูดคุยกันเล่นในระหว่างทางกลับบ้าน  ระหว่างทางฉันต้องแยกทางกับพี่โจ้และคนอื่นที่มาด้วยแล้วมากับพี่แตงโมเพื่อไปดูบ้านของมิสอานู  ที่เป็นคราสอันสุดท้ายของฉันแต่พอดีว่ามิสอานูไปทำธุระที่อื่นอีกตั้งสามวันถึงจะกลับมาสอนได้ดังนั้นวันนี้พี่แตงโมเลยพาฉันไปดูบ้านของมิสก่อน  ตอนมาถึงหน้าบ้านของมิสฉันก็พอจะจำทางได้แล้ว  ฉันก็เดินกลับบ้านต่อทันทีเพราะบ้านของมิสอานูถ้าเดินขึ้นเนินมาอีกหน่อยก็ถึงทางขึ้นหน้าบ้านของฉันได้แล้ว     ฉันแยกทางกับพี่แตงโมแล้วเดินเข้าบ้านแล้วก็เดินเข้าห้องมาทำการบ้านและงานของตัวเองต่อจนถึงเวลากินข้าวเย็นซึ่งทุกคนก็เอาม่าม่ามาให้กับมิสลีน่าเพราะยังไงอาทิตย์แรกมิสลีน่าจะยังไม่ทำข้าวเย็นให้พวกเราเลยมักจะขอให้มิสลีน่าต้มม่าม่าให้พวกเรากินแต่เหมือนที่นี่จะเรียกมันว่ามี่มี่แทน  ทุกคนก็นั่งรอมิสลีน่าจนต้มเสร็จก็มานั่งกินกันที่ห้องร่วมแต่ฉันไม่ได้กิน  ไม่รู้เป็นเพราะอะไรพอมาอยู่ที่แล้วฉันกลับไม่รู้สึกหิวหรืออยากอาหารเลยสักนิด

     พอนั่งทำงานจนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวฉันก็หยิบเครื่องอาบน้ำกับผ้าขนหนูเพื่อที่จะไปล้างหน้าแปรงฟันก็เดินผ่านห้องทานข้าวร่วมและก็เห็นพวกนั้นกำลังนั่งกินม่าม่าหรือมี่มี่อินเดียกันอยู่เลย     ฉันเดินผ่านพวกนั้นและก็เข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันเพื่อที่จะได้ๆไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนพอทธุระเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จฉันก็กลับนั่งทำงานของตัวเองต่อฉันนั่งทำงานไปเรื่อยๆจนไม่ได้ดูเวลาเลยว่านี้มันคือเวลาตีหนึ่งแล้วฉันกดหน้าจอเซฟงานไว้แล้วก็ปิดเครื่องจนหน้าจอดับสนิทฉันก็กดปิดไฟแล้วเปิดไปเป็นไฟตอนกลางคืนแทนในระหว่างที่เปลือกตาของฉันกำลังจะปิดเพราะความง่วงฉันก็คอยคิดอยู่ว่าฉันต้องกลับมาเหนื่อยๆและต้องมานั่งทำงานถึงตีหนึ่งแบบนี้ถึงเมื่อไรกันน่ะ

  

   

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น