FALLEN ANGEL HEAVEN:เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล

ตอนที่ 29 : เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล ตอนที่ 27 การรุกราน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 295
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 ต.ค. 59

เทวทูตตกสวรรค์ ภาค เทวทูตรัตติกาล 
ตอนที่ 27 : การรุกราน





          "นะ... นี่มัน... เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นฟะ!?"

          ผมถึงกับร้องออกมาเสียงดังลั่น ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไอควันขาวๆนั่นมันคืออะไร? ทำไมมันถึงได้กระจายไปทั่วแบบนี้ แถมคนที่อยู่ในกลุ่มควันทำไมพวกเขาถึงได้มีท่าทีอ่อนแรงแบบนั้น

          ไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แขนของผมก็ถูกกระชากจากใครบางคน ก่อนที่ภาพในสายตาผมจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองซะแล้ว

          ด้วยความที่อยู่บนที่สูงทำให้ผมมองเห็นได้รอบทิศทาง เมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยควันสีขาวประหลาดพวกนั้น ในโรงเรียนเองก็ไม่ต่างกัน กลุ่มควันพวกนั้นลอยเข้าไปในโรงเรียนอย่างรวดเร็ว แถมแต่ละคนที่อยู่ในกลุ่มควันต่างก็นั่งๆนอนๆทำท่าทางเหมือนอ่อนแรงกันทุกคนเลยด้วย

          "คุณซินางิไม่เป็นอะไรนะครับ?" คำถามจากน้ำเสียงอันคุ้นเคยดังอยู่บนหัวผม เมื่อผมเงยหน้าขึ้นก็เห็นเคลเวียสในสภาพที่มีปีกค้างคาวขนาดใหญ่บนแผ่นหลังกำลังกระพือปีกอยู่ มือข้างขวาเองก็กำลังจับมือข้างซ้ายของผมเอาไว้ไม่ให้ตกลงไป

          สาเหตุที่เคลเวียสพาผมหนีขึ้นมาบนฟ้าคงเป็นเพราะกลุ่มควันพวกนั้นอันตรายมากเลยสินะ เขาถึงได้รีบพาผมหนีขึ้นมาแบบนี้

          "อ่า... ไม่เป็นไร ว่าแต่สเลนเดียร์ กับเรือรบล่ะ?"

          "ฉันอยู่นี่!"

          เสียงตะโกนดังออกมาจากข้างหลัง ผมจึงหันไปมองก็เห็นสเลนเดียร์ในสภาพที่มีปีกไฟขนาดใหญ่อยู่กลางแผ่นหลัง มือขวาเองก็กำลังกุมมือของเรือรบเอาไว้ไม่ให้ตกลงไป

          "พวกนายไม่เป็นไรนะ!" ผมเอามือป้องปากแล้วตะโกนถามกลับไป ทั้งสองยิ้มโชว์ฟันขาวก่อนจะตอบกลับมา

          "ไม่เป็นไร พวกเราสบายดี"

          เรือรบเป็นคนตะโกนตอบกลับมา สเลนเดียร์บินเข้ามาใกล้พวกเราพลางเหล่มองข้างล่างด้วยสายตาดูเป็นห่วงแต่ละคนที่อยู่ในเมือง

          "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันน่ะ แล้วไอควันพวกนั้นมันอะไร?" ผมถามพวกเขาพร้อมกับชี้ไปที่กลุ่มควันที่กำลังปกคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ด้วยความสงสัย

          "ควันพวกนั้นมันเรียกว่า หมอกสลายวิญญาณ อันที่จริงมันก็ไม่ได้สลายวิญญาณจริงๆนะครับ ความสามารถของมันก็คือถ้ามีใครสูดละอองควันพวกนั้นเข้าไปล่ะก็ จะทำให้ไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้ชั่วคราว และจะทำให้ร่างกายอ่อนแรงอีกด้วย ส่วนใหญ่ควันพวกนี้มักจะใช้กับพวกนักโทษน่ะครับ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น" เคลเวียสเป็นคนอธิบายพลางใช้เวทมนต์ธาตุลมพัดเอาควันสีขาวที่เริ่มลอยขึ้นมาหาพวกเราให้ออกไป

          "ปกติแล้วควันพวกนี้จะอยู่ไม่ค่อยนานมากนักหรอก ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงก็หายไปแล้ว แต่เยอะขนาดนี้ก็ประมาณสี่ถึงห้าชั่วโมงล่ะมั้ง ฉันว่าพวกเราหนีไปอยู่นอกเมืองรอเวลาให้มันหายไปจะดีกว่า" สเลนเดียร์ออกความเห็น แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากเคลเวียสก่อนที่เขาจะพูดออกมาว่า

          "ไม่ได้หรอกครับ สถานการณ์นี้มันผิดปกติเกินไป มีความเป็นไปได้สูงว่าคนที่ก่อเหตุในครั้งนี้ต้องเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างแน่นอนครับ แถมการลำเลียงระเบิดที่อัดแน่นไปด้วยควันพวกนี้จนกระจายไปทั่วทั้งเมือง แสดงให้เห็นว่าพวกมันต้องเป็นผู้ก่อการร้ายที่ไม่ธรรมดาแน่นอนครับ" เคลเวียสพูดพลางมองลงไปข้างล่าง "บางทีแผนการของพวกมันคงไม่ได้มีแค่ก่อความวุ่นวายแน่นอนครับ แถมเพื่อนของพวกเราเองก็อยู่ข้างล่างด้วยนะครับ" เขาพูดออกมาพร้อมกับเงยหน้าจ้องสบตากับสเลนเดียร์จนอีกฝ่ายถึงกับผงะ

          ผมมองการโต้เถียงของเคลเวียสก่อนจะยกมือขึ้นห้าม "เอาล่ะๆ สรุปก็คือนายอยากลงไปช่วยทุกคนสินะ" ผมพูดออกไปหลังจากเข้าใจความคิดของเคลเวียส ทุกคนที่ผมหมายถึงก็คือเพื่อนๆของพวกเราน่ะแหละ

          "ใช่แล้วครับ" เคลเวียสพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่เขาจะเรียกใช้เวทมนต์ธาตุลมพัดเอากลุ่มควันที่ลอยขึ้นมาให้ออกไปอีกครั้ง

          ผมเอียงคอมอง "แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ถ้าพวกเราสูดควันพวกนั้นเข้าไป จะไม่เป็นง่อยไปก่อนเรอะ" ผมถามออกไปพลางเรียกใช้เวทมนต์พื้นฐานธาตุลมช่วยพัดเอาควันสีขาวที่เริ่มลอยขึ้นมาให้ออกห่างจากพวกเรา

          ให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังโยนเกลือไล่ผีอยู่เลยแฮะ...

          "ก็ง่ายๆ แค่พวกเราทำเหมือนกับนักประดาน้ำก็พอ สร้างบาเรียขึ้นมาครอบทั้งตัว โดยใช้อากาศที่บรรจุอยู่ภายในบาเรียหายใจยังไงล่ะ แค่นี้เราก็ไม่ต้องสูดควันพวกนั้นเข้าไปแล้ว" สเลนเดียร์เป็นคนเสนอความคิดเห็น ว่าจบเจ้าตัวก็เรียกใช้เวทมนต์ ปรากฏวงแหวนสีขาวขึ้นตรงหน้า ก่อนที่วงเวทพวกนั้นจะพุ่งผ่านร่างของสเลนเดียร์ไป เกิดเป็นบาเรียสีใสครอบคลุมร่างของเขาเอาไว้

          เวทบาเรียถือว่าเป็นเวทมนต์พื้นฐานที่ใช้สำหรับป้องกันการโจมตีธรรมดา หรือเวทมนต์โจมตีพื้นฐาน มันมีความแข็งแรงมากพอๆกับแผ่นเหล็ก แต่มันก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังเวทของแต่ละคนด้วย บางคนอาจจะสามารถป้องกันลูกไฟได้สองสามลูก หรือบางคนก็ใช้มันในการป้องกันลูกไฟได้เป็นสิบๆลูกเลยก็ยังมี

          ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถป้องกันอาวุธปืนได้หรอกนะ ถึงแม้จะพอป้องกันกระสุนปืนพกที่มันเบาๆได้อยู่ แต่ถ้าถูกปืนกล หรือปืนตระกูลแม็กนั่มซักโป้งล่ะก็ รับรองแตกไม่มีเหลือ

          ผมกับเคลเวียสเองก็ทำตามเขาด้วยเช่นกัน ผมยื่นมือขวาที่ว่างออกไปข้างหน้า ปากร่ายเวทสั้นๆ ปรากฏวงเวทสีขาวขึ้นตรงหน้า ก่อนที่มันจะพุ่งผ่านร่างของผมไป เกิดเป็นบาเรียสีใสครอบคลุมร่างของผมเอาไว้ เคลเวียสเองก็เช่นกัน

          "เห้ย! แล้วฉันล่ะ!?" เรือรบตะโกนถามออกมาเสียงดังลั่น เขาเป็นคนเดียวที่ไม่มีเวทมนต์มากนัก จึงทำให้ไม่สามารถใช้เวทมนต์พื้นฐานอย่างเวทบาเรียได้

          เวทมนต์มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ตาม แต่มันก็แล้วแต่ความมากหรือน้อยเท่านั้น ใครที่มีเวทมนต์ในร่างเยอะก็ใช้เวทมนต์ได้หลายครั้ง ใครที่มีน้อยก็อาจจะใช้ได้เพียงแค่ลูกไฟลูกเล็กๆเท่านั้น

          ด้วยความที่เวทบาเรียเป็นเวทมนต์พื้นฐานเกือบเป็นเวทมนต์ขั้นกลาง จึงทำให้เรือรบไม่สามารถใช้เวทมนต์บทนี้ได้

          "นายก็ใช้ปราณคุ้มกายแทนก็ได้นี่นา" สเลนเดียร์เป็นคนตอบคำถาม เรือรบทำหน้าเหมือนพึ่งนึกได้ ซักพักปราณสีส้มแสดก็แผ่ออกมาทั่วตัวของเขา ปกคลุมร่างสูงใหญ่เอาไว้เหมือนบาเรีย

          "โอเค! ฉันพร้อมแล้ว!" เรือรบตะโกนก้อง ด้วยความที่เขาเปลี่ยนร่างกลับมาเป็นออร์คร่างเดิมแล้ว จึงทำให้น้ำหนักที่สเลนเดียร์ต้องยกมีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า

          "นายอย่าดิ้นสิฟะ! มันหนักนะเห้ย!" สเลนเดียร์ร้องเตือนพลางค่อยๆ บินลดระดับความสูงลงมา เรือรบเองก็ได้แต่หยุดดิ้นพร้อมกับพูดขอโทษออกมา 

          เคลเวียสเองก็บินตามสเลนเดียร์ลงมา มือของเขายังคงจับมือของผมเอาไว้แน่นกลัวผมตกลงไปแบนเป็นกล้วยปิ้งบนพื้น

          จากความสูงประมาณนี้... จับมือให้แน่นกว่านี้ตูก็ไม่ว่านะเพื่อน

          บินลดระดับความสูงลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเราแหวกเข้ามาภายในควันสีขาวที่ตอนนี้ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง ทำให้ระยะการมองเห็นของพวกเรามีไม่มากนัก

          สเลนเดียร์พาพวกเราลงมาในซอกตึกที่กว้างมากพอจะให้เรือรบสามารถเดินได้สะดวก "ให้ตายสิ ควันพวกนี้มันหนามากจนฉันมองแทบไม่เห็นอะไรเลย" สเลนเดียร์บ่นพลางนวดไหล่ข้างขวาที่พึ่งจะยกเรือรบมาเมื่อกี้

          ผมกวาดสายตามองไปโดยรอบ ตอนนี้พวกเราอยู่ในซอกตึกที่ไหนซักแห่งหนึ่ง ถ้าให้ผมเดาเราคงอยู่ระหว่างร้านเบเกอรี่ และร้านอาหารล่ะมั้ง เพราะกลิ่นขนมปัง กับกลิ่นอาหารมันลอยเข้ามาแตะจมูกผมซะจนรู้สึกหิวขึ้นมาเลย

          ผมเห็นเคลเวียสกำลังมองออกไปข้างนอก เห็นดังนั้นผมจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วยื่นหน้ามองออกไปข้างนอกด้วย ตอนนี้บนถนนมีเหล่านักเรียน และประชาชนหลายร้อยคนกำลังนั่งๆนอนๆอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง บางคนที่อาจจะแข็งแรงอยู่หน่อยก็พยายามลากคนอื่นๆ มาวางไว้ริมถนนพร้อมกับช่วยดูอาการ ในสายตาผมยังเห็นคนที่พอยืนได้ประมาณสิบกว่าคน น่าจะพอสอบถามเรื่องราวได้อยู่บ้าง

          เคลเวียสหันมาพูดกับผม "ผมว่าพวกเราน่าจะออกไปช่วยพวกเขาก่อนนะครับ อย่างน้อยก็น่าจะสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนนะครับ" คำพูดของเขาตรงกับความคิดของผมเป๊ะ ส่วนเรือรบ กับสเลนเดียร์ที่ตามมายืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร

          "โอเค ถ้าอย่างงั้นไปกันเถอะ" ผมพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก พวกเราวิ่งไปหานักเรียนที่น่าจะแข็งแรงที่สุด เขาหันมามองพวกเราด้วยสายตาสงสัย แถมไม่พอยังตั้งท่าเตรียมต่อสู้อีกต่างหาก

          "เดี๋ยวก่อนครับ! พวกเราเป็นนักเรียนเหมือนกันครับ"

          เมื่อพวกเราเข้ามาใกล้พอแล้วเคลเวียสจึงตะโกนออกไป ทำให้ผู้ชายที่ตั้งท่าจะสู้ลดท่าทีอันตรายลง "อ้าว... พวกนายเป็นนักเรียนหรอกเหรอ ให้ตายสิ... อย่าโผล่มาแบบนี้สิ ทำเอาฉันตกใจหมด" เขาพูดก่อนจะลากนักเรียนอีกคนหนึ่งไปไว้ริมถนน

          เคลเวียสเป็นคนแรกที่เปิดปากพูดก่อน "พวกเราแค่อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหมอกสลายวิญญาณถึงได้กระจายไปทั่วทั้งเมืองได้เร็วขนาดนี้" คำถามของเคลเวียสทำเอานักเรียนคนนี้ถึงกับชะงัก ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมามองพวกเรา

          "กระจายไปทั่วทั้งเมือง? เห้ยๆ พวกนายรู้ได้ยังไงน่ะ"

          "พวกเราบินหนีขึ้นไปบนฟ้าน่ะครับ ก็เลยมองเห็นได้รอบทิศทาง"

          คำตอบของเคลเวียสทำให้นักเรียนคนนี้ทำหน้าเหมือนโดนใครบางคนตดอัดในลิฟท์เลยแฮะ "กระจายไปทั่วทั้งเมืองเลยเหรอเนี่ย..." เขากระซิบออกมาเบาๆ เหมือนจะบ่นกับตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองพวกเรา "เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ มันเกิดเสียงระเบิดที่ดังมาก ดังซะจนฉันหูอื้อไปเลยล่ะ ก่อนที่เจ้าควันพวกนี้จะพุ่งกระจายไปทั่วเหมือนกับสึนามิ แถมยังทำให้ฉันใช้เวทมนต์ไม่ได้อีกด้วย ร่างกายก็รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาเฉยเลย ก็ว่าทำไมมันคุ้นๆที่แท้ก็เป็นหมอกสลายวิญญาณนี่เอ... เห้ย!? เดี๋ยวนะ? ทำไมพวกนายถึงใช้เวทมนต์ได้ล่ะ!!!" เขาอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะร้องออกมาอย่างตกใจ สงสัยคงสังเกตเห็นบาเรียที่คลุมอยู่ทั่วตัวเราได้ล่ะมั้ง 

          สเลนเดียร์เป็นคนตอบแทน "พอดีว่าพวกเราไม่ได้สูดควันพวกนั้นเข้าไป ก็เลยใช้เวทมนต์ป้องกันเอาไว้ ก่อนจะเข้ามาในเมืองน่ะ" เขาสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่าย อีกฝ่ายพยักหน้าเข้าใจ แต่แล้วร่างของนักเรียนคนนี้ก็ทรุดลงไปหน้าตาเฉย

          "เป็นอะไรรึป่าว?" ผมรีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายเอาไว้ได้ทันเวลา ถ้าช้าไปกว่านี้อีกนิดล่ะก็... มีหวังหัวของเขาคงได้ฟาดพื้นไปแล้ว

          คนที่อยู่ในอ้อมแขนของผมเขามีสีหน้าค่อนข้างซีด เหงื่อไหลอาบเต็มใบหน้า หายใจติดๆขัดๆ "อ่า... ไม่เป็นไรหรอก สงสัยฉันคงจะสูดควันพวกนี้เข้าไปมากเกินไปหน่อย..." เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผม ทันใดนั้นสายตาพลันประสานกับสายตาของผม "นางฟ้ามารับฉันขึ้นสวรรค์แล้วสินะ... ดีจัง" ก่อนจะพูดออกมาด้วยคำพูดแปลกๆ แก้มทั้งสองข้างที่ซีดอยู่จู่ๆก็แดงขึ้นมาเฉยเลย

          ดูท่าจะอาการหนักแฮะ...

          "ผมว่าเราควรจะให้เขาพักซักหน่อยนะครับ หมอกสลายวิญญาณมันไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอกครับ" เคลเวียสเดินเข้ามาดึงคนในอ้อมแขนของผมออกไปด้วยสีหน้าดู... เอ่อ... เย็นชาแปลกๆ เขาแบกนักเรียนคนนั้นไปไว้ที่หน้าร้านกาแฟ

          ผมละสายตาจากเคลเวียส แล้วหันไปมองรอบๆ คนอื่นที่ยังยืนได้อยู่เมื้อกี้ก็ทรุดลงไปไม่ต่างกัน คงจะฝืนร่างกายจนถึงขีดจำกัดแล้วล่ะมั้ง แต่ละคนเองก็มีสีหน้าซีดกันทั้งนั้นเลย

          ทำยังไงดีล่ะ...

          สเลนเดียร์เดินมาตบบ่าผม "ฉันว่าพวกเราควรจะออกตามหาคนอื่นๆ กันก่อนดีกว่า อยู่รวมกันไว้ยิ่งปลอดภัยนะ" เขาพูดเตือนสติผมเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ผมหันไปมองเขาก็เห็นสีหน้าหนักใจของสเลนเดียร์ ผมเหล่มองแต่ละคนที่นอนอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ

          จริงด้วยสินะ ตัวเราในตอนนี้คงช่วยใครไม่ได้ ตอนนี้รีบออกไปตามหาคนอื่นๆ ตามที่สเลนเดียร์บอกไว้น่าจะดีกว่า

          "แล้วเราจะตามหาคนที่เหลือยังไงล่ะ?" ผมหันไปถามขอความเห็น เรือรบที่ยืนอยู่ข้างหลังยิ้มกว้างก่อนจะพูดออกมา

          "ก็ง่ายๆ โทรหาซะก็จบแล้ว"

          เออ... จริง!!!

          ผมเบิกตากว้างก่อนจะควักโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องหยุดมือไว้ก่อนเมื่อนึกอะไรได้บางอย่าง "เอ่อ... คือว่าฉันลืมเมมเบอร์สาวๆไว้ว่ะ" ผมตอบออกไปด้วยรอยยิ้มแห้งๆ สเลนเดียร์ กับเรือรบก็พากันเบ้ปาก

          "ฉันก็ไม่ได้เมมเบอร์สาวๆไว้เหมือนกันว่ะ"

          "ฉันก็ด้วย ใครจะไปกล้าขอเบอร์มาฟะ?"

          โอเค... เจริญพร

          แต่ละคนไม่มีเบอร์ของพวกฟาเทียร์เลยซักคน ก็จริงอย่างที่เรือรบว่าล่ะนะ ใครจะไปกล้าขอเบอร์สาวสวยปานนางฟ้าอย่างพวกหล่อนกันล่ะฟะ เกิดเข้าใจผิดว่าจะมาจีบแล้วตีตัวออกห่างจะทำยังไง

          ทันใดนั้นเคลเวียสก็พูดขัดบทสนทนาของพวกเราซะก่อน "เอ่อ... ผมมีเบอร์ของคุณฟาเทียร์อยู่นะครับ" คำพูดของผมทำเอาพวกเราทั้งสามถึงกับอ้าปากค้าง

          เห้ย!!! จริงดิ! เคลเวียส! เอ็งโคตรโหดเลยฟ่ะ!

          "ท่านเคลเวียส!!! ได้โปรดรับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วย!"

          พวกเราทั้งสามต่างพุ่งไปคุกเข่าต่อหน้าพ่อแวมไพร์เจ้าเสน่ห์ทันที ทำเอาเจ้าตัวถึงกับตั้งตัวไม่ถูกเลยทีเดียว "ดะ... เดี๋ยวสิครับ! นี่มันใช่เวลาจะมาเล่นเหรอครับ!!!" เขารีบร้องเตือนสติพวกเรา เอ่อแฮะ... ลืมสถานการณ์ในตอนนี้ไปซะสนิทเลย

          "อืม... นั่นสินะ ถ้าอย่างงั้นก็รีบโทรหาฟาเทียร์ให้ไวเลย พวกเราจะได้นัดรวมตัวกัน" สเลนเดียร์ยันตัวลุกขึ้นมาพลางปัดฝุ่นตามกางเกง พลางเร่งให้เคลเวียสโทรหาฟาเทียร์ ผมกับเรือรบเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน

          "รอแปปนึงนะครับ" เคลเวียสพูดแล้วจิ้มนิ้วลงไปบนโทรศัพท์ ก่อนจะยื่นมือมาข้างหน้าทำให้มองเห็นหน้าจอของเขาได้ชัดเจน ในหน้าจอมีชื่อของคนที่โทรไปหาว่า 'ฟาเทียร์' แถมเคลเวียสยังเปิดลำโพงอีกต่างหาก

          รอไม่นานนักก็มีคนรับสาย "คุณเคลเวียสคะ! คุณซินางิเป็นอะไรรึป่าวคะ!?" เสียงตะโกนอย่างร้อนรนของฟาเทียร์ดังออกมา แถมยังถามหาถึงผมเป็นคนแรกอีกต่างหาก แหม่... องค์หญิงพูดอย่างนี้ผมเขินนะครับเนี่ย

          "ฉันไม่เป็นอะไรหรอก ว่าแต่พวกเธอสบายดีมั้ย" ผมยื่นหน้าไปพูดก่อนเป็นคนแรก เสียงปลายสายส่งเสียง 'เอ๊ะ' ออกมาเบาๆ คงคาดไม่ถึงล่ะสิว่าเสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงของผมน่ะ

          น้ำเสียงตะกุกตะกักเหมือนจะตกใจดังออกมาจากปลายสาย ดูน่ารักไปอีกแบบแฮะ

          "ทะ... ทำไมกันคะ!? ทั้งๆที่เป็นสายของคุณเคลเวียสแท้ๆ"

          "ขอโทษนะครับคุณฟาเทียร์ พอดีว่าผมเปิดลำโพงเอาไว้น่ะครับ แหะๆ"

          "..."

          เคลเวียสเป็นคนตอบคำถาม แต่จู่ๆเสียงปลายสายก็เงียบไปจนผมรู้สึกใจไม่ดี "ฮัลโหลๆ อ่า... พอดีฟาเทียร์เขินจนไม่กล้าพูดต่อ เอาเป็นว่าฉันจะเป็นคนคุยแทนก็แล้วกัน" เสียงอันเย้ายวนของคาร่าดังออกมาแทนเสียงของฟาเทียร์ รู้สึกเหมือนผมจะได้ยินเสียงของฟาเทียร์ที่พูดออกมาว่า 'ไม่ได้เขินซักหน่อย' ด้วยแฮะ

          "ตอนนี้พวกคุณอยู่ที่ไหนเหรอครับ?"

          "อุ้ยตาย! องค์ชายอยากจะมาหาฉันถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ~"

          "คุณคาร่า... นี่ผมซีเรียสนะครับ"

          เคลเวียสพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง แต่ก็ได้รับคำตอบยียวนด้วยน้ำเสียงดูทะลึ่งกลับมา แต่ดูเหมือนเคลเวียสไม่เล่นด้วย เขาพูดกลับไปด้วยน้ำเสียงดูดุกว่าเดิมอีก

          "ชิส์!"

          ไม่ต้องมา 'ชิส์' เลยนะหล่อน!

          "เฮ้อ... ก็ได้ๆ ตอนนี้พวกฉันกำลังดูแลคนเจ็บอยู่น่ะ อยู่ไม่ห่างจากหน้าโรงเรียนมากเท่าไหร่" เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเซ็งไม่น้อย เดี๋ยวนะ... คนเจ็บเหรอ?

          ผมรีบคว้าโทรศัพท์ในมือของเคลเวียสมาทันที "เดี๋ยวก่อนนะคาร่า ไอคนเจ็บที่เธอว่านี่มันหมายความว่ายังไง? ควันพวกนี้มันไม่ทำอันตรายคนที่สูดเข้าไปไม่ใช่เหรอ!?" ผมรีบถามในเรื่องที่ผมสงสัยออกไปทันที ปลายสายร้อง 'อุ้ย' ออกมาเบาๆ ก่อนจะหัวเราะคิกคัก

          "พอดีมีพวกผู้ชายชุดดำกล้ามโต๊~ โต ใส่หน้ากากกันแก๊สออกมาโจมตีพวกเราน่ะ แต่พวกชั้นก็จัดการไปหมดแล้วล่ะ" เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ พวกชายชุดดำเหรอ... หรือว่าจะเป็นเจ้าพวกนั้นรึป่าวหว่า...

          "แล้วที่นั่นมีใครอยู่บ้างเหรอ"

          "อืม... มีฉัน ฟาเทียร์ ลอล่า ซิลิก้า แล้วก็เอลซ่า ส่วนคนที่เหลือไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน"

          คำตอบจากปลายสายทำให้ผมต้องคิดหนัก ที่นั่นมีคาร่า ฟาเทียร์ ลอล่า ซิลิก้า และเอลซ่า แต่มีร่า กับคาน่าดันไม่อยู่ซะงั้น กาตี้ กับฟอเรียร์คงไม่ต้องเป็นห่วง สองคนนั้นดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว

          "ว่าแต่พวกเธอใช้เวทมนต์ได้งั้นเหรอ? ถึงจัดการพวกมันได้น่ะ"

          "จิ๊บๆน่า ควันพวกนี้ก็แค่ทำให้ประสิทธิภาพของเวทมนต์ลดลงเท่านั้น ถึงแม้เวทมนต์จะเบาลง แต่พวกมันก็เป็นแค่พวกอ่อนแอ พอมาเจอกับพวกเราก็ไม่ต่างไปจากลูกเจี๊ยบหรอก"

          ขี้โม้ชะมัด...

          "อ่า... จะว่าไปพวกเธอเห็นมีร่า กับคาน่าบ้างมั้ย?"

          "วันนี้ฉันไม่เห็นทั้งสองคนนั้นเลย คงอยู่ที่ไหนซักแห่งในเมืองล่ะมั้ง"

          ซักแห่งในเมืองของหล่อนมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะเห้ย!

          "โอเคๆ เดี๋ยวพวกชั้นจะไปรวมกับพวกเธอด้วย รออยู่ตรงนั้นก่อนนะ...  ระวังตัวด้วยล่ะ"

          "อื้ม~ โชคดีนะจ๊ะ"

          เมื่อไม่มีเรื่องจะคุยแล้วผมก็บอกลา ในขณะที่กำลังจะกดวางสายอยู่นั้นก็มีเสียงดังแทรกขึ้นมาซะก่อน "เดี๋ยวก่อนค่ะ!!!" เสียงหวานใสของฟาเทียร์ก็ดังขึ้นซะก่อน หยุดนิ้วผมที่กำลังจะกดวางสายเอาไว้ได้ทัน

          "หืม! มีอะไรเหรอฟาเทียร์?"

          ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เสียงของฟาเทียร์จะดังขึ้นมา "ระวังตัวด้วยนะคะ" เสียงหวานเบาๆของเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วงดังพอจะให้ผมได้ยิน ผมยกยิ้มขึ้นก่อนจะตอบกลับไป

          "อืม... เธอก็ด้วยนะ"

          พูดจบผมก็กดวางสาย พลางหันไปมองเคลเวียส สเลนเดียร์ และเรือรบ "พวกเรารีบไปกันเถอะ" ผมพูดกับพวกเขา ทั้งสามพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่พวกเราจะออกวิ่งไปตามถนนมุ่งตรงไปโรงเรียน แต่ด้วยความที่ควันค่อนข้างหนาทำให้พวกเรามองทางไม่ค่อยชัดนัก ก็เลยทำให้การเดินทางของพวกเราล่าช้าไปด้วยเพราะหลงทาง

          ระหว่างการเดินทางพวกเราก็ต้องหยุดพักเป็นบางครั้ง เพื่อให้เคลเวียส และสเลนเดียร์พาบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อเก็บอากาศใหม่แล้วค่อยลงมา เนื่องจากอากาศในบาเรียที่ค่อนข้างมีจำกัด

          แถมเจ้าควันพวกนี้มันก็หนามากจนพวกเรามองทางไม่ค่อยจะเห็น ผมก็เลยเสนอว่าให้สเลนเดียร์ กับเคลเวียสพาบินไปน่าจะดีกว่า โดยใช้ยอดปราสาทโรงเรียนอันเด่นสง่าเป็นจุดหมาย

          "เอ้อ! นั่นสิครับ ทำไมผมถึงคิดไม่ได้กันนะ!?"

          นี่เป็นคำพูดของเคลเวียสหลังจากที่ผมเสนอความคิดนี้ออกไป

          เคลเวียส... สาเหตุที่นายคาดไม่ถึงน่ะ มันก็เพราะเข็มขัดนายมันสั้นยังไงล่ะ...

          โอเค หยุดคิดเรื่องไร้สาระไปก่อน ตอนนี้ผมกับเรือรบกำลังถูกหิ้วโดยเคลเวียส และสเลนเดียร์ เรือรบก็กลับเป็นร่างมนุษย์แล้วด้วย เพราะร่างจริงของเขามันหนักเกินไปที่สเลนเดียร์จะยกไปได้ตลอดทาง

          ในขณะที่พวกเรากำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าอยู่นั้น สเลนเดียร์ก็ส่งเสียงดังขึ้น "เห้ย! เพื่อน! ดูเหมือนฉันจะเห็นพวกคนใส่ชุดสีดำกำลังเดินอยู่บนถนนหลายสิบคนเลยว่ะ" เขาพูดพร้อมกับชี้ไปยังจุดที่เห็น ผมจึงมองตรงไปยังจุดนั้น เนื่องจากหมอกควันที่จับตัวหนาอยู่ในเมืองทำให้ผมต้องผนึกเวทลงในดวงตาเข้าช่วยเพื่อเพิ่มระยะการมองเห็น

          ภาพที่ผมเห็นก็คือกลุ่มคนชุดดำที่เห็นอยู่ลางๆภายในม่านหมอก ดูเหมือนพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่างกับผู้คนที่นอนอยู่บนถนน ซึ่งดูแล้วท่าทางจะไม่ใช่เรื่องดีเลย 

          "ฉันว่าพวกเราน่าจะลงไปดูหน่อยนะ" ผมละสายตาจากเจ้าพวกนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับทุกคน ทั้งสามคนตกลงกับคำพูดของผม ก่อนที่เคลเวียสจะพาผมบินลงไปบนถนนที่อยู่อีกฟากของพวกคนชุดดำ สเลนเดียร์ กับเรือรบในสภาพออร์คเต็มตัวก็ตามมาด้วยเช่นกัน

          ผมเดินมุ่งตรงไปที่สี่แยก เพียงแค่เลี้ยวขวาก็เจอเจ้าพวกคนชุดดำแล้ว ผมเอาหลังติดกำแพงก่อนจะยื่นหน้าออกไปมองเล็กน้อย ภาพที่ผมเห็นก็คือเจ้าพวกชายชุดดำกล้ามโตกำลังใช้ปลายเท้าเขี่ยเหล่านักเรียนของโรงเรียนโอซีลูเอลด้วยท่าทางดูสะใจ 

          "หึ! นี่น่ะเหรอนักเรียนของโรงเรียนที่ว่ากันว่าเป็นหัวกะทิของทั้งสามภพ พอไม่มีพลังเวทหน่อยก็เป็นได้แค่เด็กกะโปโลล่ะวะ!"

          "เด็กผู้หญิงของโรงเรียนนี้นี่มันน่ารักโคตรเลยว่ะ ถ้าไม่ติดภารกิจล่ะก็ ป่านนี้ตูฟันไปเรียบร้อยแล้ว"

          "เห้ยๆ ใจร่มๆไว้เพื่อน กลับไปก็ใช้มือขวาแก้เซ็งไปก่อนก็ได้"

          "โถ่... นี่ตูต้องไปเล่นกีฬาในร่มอีกแล้วใช่มั้ยวะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

          คำพูดแต่ละคำของมันนี่เล่นทำเอาผมถึงกับ... จี๊ด... มันจี๊ด... หนอย... ถึงเจ้านักเรียนพวกนั้นตูจะไม่รู้จักก็เถอะ แต่เล่นมาดูถูกถึงถิ่นแบบนี้มันทำเอาเลือดคนรักสถาบันของตูเดือดขึ้นมาแล้ว!!!

          "จัดเลยมั้ยพวก" เสียงกระซิบของสเลนเดียร์ดังออกมาจากข้างหลัง แค่น้ำเสียงก็บ่งบอกได้ว่าเขาเองก็กำลังอารมณ์ขึ้นไม่ต่างไปจากผม

          "อย่าพึ่ง ฉันว่าพวกเราควรโจมตีพวกมันแบบสายฟ้าแลบจะดีกว่า" ถึงอย่างนั้นผมก็ห้ามความบ้าบิ่นของเพื่อนผมเอาไว้ก่อน ถ้าเกิดเจ้าพวกนั้นมีปืนจะแย่เอา

          "แบบสายฟ้าแลบ? ทำยังไงล่ะ"

          "ก็ง่ายๆ ลอบโจมตีพวกมันจากบนที่สูงยังไงล่ะ"

          คำตอบของผมทำให้สเลนเดียร์กับเคลเวียสฉีกยิ้มกว้างอย่างเข้าใจ "จัดไปอย่าให้เสีย" พูดจบสเลนเดียร์ก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกับเคลเวียสที่บินตามขึ้นไปด้วย

          "แล้วพวกเราล่ะซินางิ?" เรือรบในสภาพออร์คยักษ์ดูน่ากลัวถามผมในระยะใกล้ ผมรีบดันหน้าของเขาออกไป เพราะกลิ่นปากอันเป็นกลิ่นประจำตัวของพวกออร์คมันเริ่มโชยมาแตะจมูกแล้วน่ะสิ

          "เตรียมเข้าชาร์จยังไงล่ะ"

          รอไม่นานเคลเวียสก็โทรมาบอกว่าพร้อมแล้ว ผมจึงรีบสะกิดเรือรบให้เตรียมพร้อม ทันใดนั้นก็มีบอลแสงสีขาวสองลูกตกลงมาจากฟ้า ฝ่าม่านหมอกลงมากลางวงของพวกชายชุดดำ เพียงกระพริบตาบอลแสงสองลูกนั้นก็ระเบิดขึ้นเกิดเป็นแสงสว่างแสบตาไปทั่วบริเวณ ดีนะที่ผมหันหน้าหลบได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้ตาบอดแน่ๆ

          "โอ้ย!!! ตาข้า! เกิดอะไรขึ้นวะ!"

          "เห้ย! ทำไมภาพมันถึงได้ขาวขนาดนี้วะ!"

          "พวกเราถูกลอบโจมตี! ระวังตัวไว้!"

          ความโกลาหลเกิดขึ้นในกลุ่มของพวกชายชุดดำ พวกมันต่างปิดหน้าปิดตาด้วยความแสบตากันถ้วนหน้า บางคนก็สะดุดขาตัวเองล้มบ้าง เปิดโอกาสให้ผม กับเรือรบวิ่งออกจากที่ซ่อน แล้วพุ่งเข้าชาร์จพวกมันในทันที พร้อมกับสเลนเดียร์และเคลเวียสที่แลนดิ้งลงมาในท่าซุปเปอร์ฮีโร่สุดเท่จนพื้นยุบ

          พวกชายชุดดำมีจำนวนประมาณสิบกว่าคน ถ้าเกิดว่าต้องให้พวกเราทั้งสี่คนจัดการล่ะก็ มันต้องมีพวกมันบางคนที่ตั้งตัวได้ก่อนแน่ ดังนั้นสิ่งที่ควรจะต้องทำก็คือการลดจำนวนคู่ต่อสู้ลงก่อนล่ะนะ

          ผมพุ่งไปกระโดดถีบขาคู่ใส่ชายชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน ส่งร่างของมันปลิวไปกระแทกกับกำแพงเสียงดังปึก! ผมเรียกใช้เวทลมพยุงตัวขึ้นมายืนให้เร็วที่สุด ก่อนจะสะบัดตัวหมุนเตะใส่ก้านคอของชายชุดดำที่เดินเซอยู่ข้างๆ ยังไม่พอ! ผมกลัวว่าเขาจะยังไม่จอดสนิทจึงประเคนขาซ้ายเตะใส่เข่าของมันสุดแรง จนกระดูกขาบิดผิดรูปผิดร่างเลยแฮะ

     กร๊อบ!!!

          อุ้ย! ผมไม่ได้ตั้งใจให้ถึงขั้นเข่าหักหรอกนะ แต่ไม่ถึงตายก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง?

          "อ้ากกกกกกกกกกก!!!~" ร่างของชายชุดดำที่ถูกผมเตะอัดเข่าร้องโหยหวนออกมา ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงไปร้องโอดโอยบนพื้น

          การจู่โจมครั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลา ดังนั้นผมจึงรีบทำการโจมตีต่อไป ผมรีบร่ายเวทขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะสะบัดมือออกไป

          เวทพื้นฐาน คลื่นลมอัดกระแทก!

          ปรากฏวงเวทสีเขียวขึ้นตรงหน้าของผม ก่อนที่จะมีกระแสลมพุ่งออกมาจากวงเวทเข้าอัดร่างของชายชุดดำอีกคนที่เดินโซซัดโซเซอยู่ ส่งร่างของมันให้ลอยไปกระแทกใส่กำแพงร้านอาหารเสียงดัง ผมรู้ดีว่าแค่นั้นยังไม่พอจึงวิ่งตามเข้าไปซ้ำด้วยการแทงเข่าอัดลิ้นปี่เข้าใส่แบบเต็มแรง

     ปึง!

          เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายชุดดำตรงหน้าที่ทรุดลงไปนอนจุกอยู่บนพื้น ผมจึงสะบัดมือเรียกใช้เวทมนต์พื้นฐาน พันธนาการพฤกษาขึ้นมาจับตัวของชายชุดดำคนนี้เอาไว้ และยังไม่ลืมถอดหน้ากากกันแก๊สของมันออกด้วย

          ผมทำการทิ้งหน้ากากกันแก๊สในมือไป ก่อนจะหันไปมองผลงานของอีกสามคน เรือรบอาละวาดฟาดคนปลิวเป็นว่าเล่นเหมือนกับสัตว์ประหลาด ส่วนสเลนเดียร์ กับเคลเวียสเองก็จัดการกับพวกมันได้อย่างง่ายดาย

          เอ๊ะ!? เดี๋ยวนะ! คนชุดดำที่สเลนเดียร์ กับเคลเวียสกำลังจัดการอยู่นั่นมันคนสุดท้ายแล้วนี่หว่า! อะไรมันจะรวดเร็วปานนั้น!

          ด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีพวกเราก็สามารถจัดการพวกชายชุดดำได้หมด โดยไม่ลืมถอดหน้ากากกันแก๊สของพวกมันออกด้วย แหม่... ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ คงจัดการกับพวกมันอย่างรวดเร็วแบบนี้ไม่ได้แน่นอน

          ถ้าจำไม่ผิดเสื้อผ้าแบบนี้มันเหมือนกับเจ้าพวกแก๊งโค... รก... เอ่อ... อะไรซักอย่างเนี่ยแหละ มันเหมือนกับชุดของเจ้าพวกคนที่จับตัวผมไม่มีผิดเลยล่ะครับ

          "คุณซินางิครับ! เจ้าพวกนี้มันขนถุงแปลกๆอยู่ด้วยล่ะครับ" เคลเวียสเรียกผมเสียงดัง ผมจึงเลิกให้ความสนใจเจ้าพวกชายชุดดำที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้น ก่อนจะหันหลังเดินไปหาเคลเวียสกับเรือรบที่กำลังให้ความสนใจถุงผ้าขนาดเท่ากระเป๋าเป้อยู่

          "นี่มันคืออะไรเหรอ?" ผมถามออกไปด้วยความสงสัย สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือการส่ายหน้าของทั้งสองคน

          "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมเห็นถุงใบนี้จากพวกมันคนสุดท้ายที่ทำท่าจะหนีเข้าน่ะครับ ผมก็เลยแย่งมันมา ตอนนี้ยังไม่รู้เลยครับว่าข้างในมันมีอะไรอยู่" 

          "ถ้าไม่รู้ก็เปิดซะสิ"

          "หวา!!! คุณซินางิครับ! ถ้าเกิดมันเป็นของอันตรายขึ้นมาจะทำยังไง"

          ผมไม่ฟังเสียงร้องเตือนของเคลเวียส มือทั้งสองข้างทำการแกะเชือกที่มัดปากถุงออกไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแฮะ ไหนลองดูข้างในหน่อยซิ...

          ผมอ้าปากถุงให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในชัดๆ เคลเวียส กับเรือรบเองก็ยื่นหน้าเข้ามาดูด้วยเช่นกัน ด้วยความที่หมอกมันค่อนข้างหนาจึงทำให้แสงแดดส่องลงมาไม่มากนัก ผมจึงเรียกใช้เวทแสงให้ส่องสว่างเหนือปากถุง และสิ่งที่ผมเห็นก็คือ...

          โอ้ว! พระเจ้า!!!

          สิ่งที่พวกเราเห็นก็คือเหล่าภูติแฟรี่ร่างเล็กเกือบสิบตนกำลังนอนสลบอยู่ในถุงอยู่ พวกเราจึงรีบเทพวกเขาออกมาจากถุงมาวางไว้บนพื้น ไม่ผิดแน่ พวกเขาเป็นภูติที่เป็นนักเรียนแน่ๆ

          "เกิดอะไรขึ้นเหรอพวก... เห้ย! อะไรฟะเนี่ย!?" สเลนเดียร์เดินกลับมาหลังจากจัดการมัดชายชุดดำหมดแล้ว เขาถึงกับร้องออกมาเสียงดังเมื่อสังเกตเห็นเหล่าภูติแฟรี่ร่างเล็กที่นอนเรียงรายอยู่บนพื้น

          "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ พวกเราไปเจอพวกเขาอยู่ในถุงของพวกมันน่ะครับ" เคลเวียสเป็นคนอธิบายให้สเลนเดียร์ฟัง เขาขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเดินมาก้มลงมองเหล่าแฟรี่ตัวน้อยทั้งชาย และหญิงที่นอนสลบอยู่บนพื้น

          เรือรบที่นั่งชันเข่าอยู่ข้างๆผมพูดขึ้น "ฉันไม่เข้าใจ... ทำไมพวกมันถึงต้องจับเหล่าภูติไปด้วย" คำถามของเขาคงจะไม่ได้รับคำตอบ เพราะผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน

          "บางที..." จู่ๆสเลนเดียร์ก็พูดขึ้นมาเบาๆ "คงจะไม่ใช่หรอกมั้ง" เขาส่ายหน้าหลายที อะไรกันทั้งๆที่เมื่อกี้ยังทำหน้าเหมือนนึกอะไรได้อยู่เลยนี่นา

          "คุณคิดอะไรได้เหรอครับคุณสเลนเดียร์?" เคลเวียสถามขึ้นด้วยความสงสัย สเลนเดียร์ที่ถูกถามถึงกับสะอึกก่อนจะเหล่มองไปข้างๆ

          "พอดีฉันเผลอคิดว่าพวกมันจะเอาเผ่าแฟรี่พวกนี้ไปประกอบพิธีบูชายัญน่ะสิ"

          เป็นความคิดที่ไม่เป็นมงคลสุดๆเลยเฟ้ย!!!

          "จะบ้าเหรอฟะ ไอการบูชายัญนั่นมันเรื่องเก่าแก่มาเป็นพันๆปีแล้วนะเฟ้ย!" 

          "ฉันก็แค่คิดเล่นๆเองน่า อย่าเอามาจริงจังสิฟะ"

          เรือรบเถียงออกมาเสียงดังลั่น สเลนเดียร์ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางยกมือขึ้นห้ามเรือรบที่ดูเหมือนจะรับในเรื่องนี้ไม่ค่อยได้

          คุยกันไปซักพักเรือรบก็ยอมสงบลง "อ่า... โทษทีนะ พอดีว่าฉันไม่ค่อยชอบเรื่องการบูชายัญซักเท่าไหร่น่ะ" เขาพูดออกมาด้วยความรู้สึกผิดพร้อมกับก้มหัวขอโทษสเลนเดียร์ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก

          ดูท่าเรือรบจะไม่ค่อยชอบเรื่องการบูชายัญแบบสุดๆเลยแฮะ เหมือนจะแอนตี้มากๆเลยด้วย มันเป็นเพราะอะไรหว่า? แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดซะด้วยสิ เอาเป็นว่าช่างเรื่องนี้ไปก่อนละกัน

          "แล้วพวกเราจะทำยังไงกับพวกเขาดีล่ะครับ?" เมื่อเห็นว่าเรือรบสงบลงแล้วเคลเวียสก็พูดถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน พลางเหล่มองเหล่าแฟรี่ตัวน้อยที่สลบอยู่บนพื้น

          ผมยักไหล่ "ถามได้ ก็ต้องพาไปด้วยอยู่แล้ว เอาใส่ถุงเหมือนเดิมแล้วหิ้วไปน่ะแหละ" ผมตอบคำถามของเขา จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ขืนปล่อยเอาไว้ตรงนี้ก็ต้องโดนพวกมันจับไปอีกน่ะสิ 

          ให้ตายสิ... รู้งี้พวกเราไม่น่าจัดการพวกมันจนสลบไปเลย น่าจะเหลือพวกมันเอาไว้ซักคนเผื่อจะได้ถามว่าทำไมพวกมันถึงต้องจับพวกภูติแฟรี่เอาไว้ด้วย

          ช่างเรื่องนี้ไปก่อน ตอนนี้อากาศภายในบาเรียของผมใกล้จะหมดอยู่แล้ว พวกเรารีบหยิบร่างของแฟรี่ทั้งหลายยัดลงถุงเหมือนเดิม ก่อนที่พวกเราจะรีบบินหนีขึ้นฟ้าได้ทันเวลาก่อนอากาศจะหมด โดยไม่ลืมถุงที่ยัดเหล่าแฟรี่ตัวน้อยทั้งหลายเอาไว้ด้วย

          "ฮา~ เลลูยา ฮา~ เลลูยา ฮา~ ฮา~ ฮา~ เลลูยา~"

          ยังไม่ทันจะได้บินไปต่อ ก็ดันมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นซะก่อน ไม่ต้องสงสัยหรอกนะครับว่ามันเป็นของใคร เสียงโทรศัพท์นี้มันมาจากโทรศัพท์ของผมเองครับ

          ทุกท่านอย่าไปติดใจกับเสียงโทรเข้ามากเลย พอดีมันเป็นความชอบส่วนตัวของผมเองครับ...

          "คุณซินางิครับ มีคนโทรมาน่ะครับ"

          "อ่า... รู้แล้วล่ะ"

          ผมล้วงมือข้างที่ไม่ได้ถือถุงลงไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าใครโทรมา ปรากฏว่าดันเป็นเบอร์ที่ผมไม่รู้จักซะงั้น ใครโทรมาในเวลานี้ฟะ?

          เอาเป็นว่าลองรับดูก่อนละกัน ถ้าเป็นพวกบริการขายของ ดูดวง พวกนี้ล่ะก็ พ่อจะกดวางสายให้ไวเลย

          "สะ..."

          "คุณซินางิคะ!!! แย่แล้วค่ะ!!!"

          ทันทีที่กดรับสายปุ๊ปก็มีเสียงตะโกนของผู้หญิงจากปลายสายดังแทรกขึ้นมาซะก่อน น้ำเสียงดูสั่นมากอีกด้วย แถมถ้าจำไม่ผิดน้ำเสียงนี่มัน... มีร่าไม่ใช่เหรอ?

          "เอ่อ... นั่นใช่มี..."

          "ตอนนี้ไม่มีเวลาจะมาอธิบายแล้วค่ะคุณซินางิ! ตะ... ตอนนี้คาน่าเค้า..."

          เสียงพูดของคนที่น่าจะเป็นมีร่าดังแทรกคำถามของผมซะก่อน และชื่อของแฟรี่ตัวน้อยที่มักจะเกาะอยู่บนหัวผมก็ดังขึ้นมาจนผมรู้สึกใจหายแปลกๆ

          "มันเกิดอะไรขึ้นมีร่า!!! คาน่าเป็นอะไร!"

          ช่างหัวมันเรื่องการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบไปก่อน ตอนนี้ผมต้องการจะรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคาน่ากันแน่!

          "คาน่าเค้าถูกจับตัวไปแล้วค่ะ!!!"

           "ห๊ะ! หมายความว่ายังไงน่ะมีร่า!?"

          "ไม่มีเวลาจะมาอธิบายแล้วค่ะ ตอนนี้ฉันอยู่ที่หน้าหอพัก..."

          "เฮ้! มีร่า! ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น!? ชิบ!"

          ไม่ทันไรสายก็ถูกตัดไปซะแล้ว ตกลงมันยังไงกันแน่!? คาน่าถูกจับตัวไปเหรอ? ไม่เข้าใจเลยโว้ย!!!

          "เกิดอะไรขึ้นเหรอครับคุณซินางิ" เคลเวียสที่กำลังยกตัวของผมอยู่ถามผมขึ้นด้วยความสงสัย ผมรีบตอบเขากลับไปด้วยน้ำเสียงร้อนรนสุดๆ

          "มีร่าโทรมาบอกว่าคาน่าถูกจับตัวไปแล้วน่ะสิ!"

          "ห๊ะ!!!"

          "อะไรนะซินางิ! มันเกิดอะไรขึ้น"

          เคลเวียสที่ได้ยินคำตอบก็ถึงกับร้องออกมาเสียงดัง ส่วนสเลนเดียร์เองก็ได้ยินเช่นกันถึงแม้จะอยู่ห่างออกไปก็ตาม เจ้าตัวรีบบินเข้ามาใกล้พวกเราอย่างรวดเร็ว โดยมีเรือรบถูกหิ้วมาด้วยสีหน้าเหรอหรา

          "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆสายก็ถูกตัดไปเฉยเลย" ผมตอบออกไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน

          สเลนเดียร์ทำหน้าคิดซักพักก็เปิดปากถาม "แล้วนายรู้มั้ยว่ามีร่าอยู่ที่ไหนน่ะ" คำถามของเขาทำให้ผมฉุกคิดขึ้น รู้สึกก่อนที่สายจะถูกตัดไปมีร่าก็บอกที่อยู่ของตัวเองเอาไว้ด้วยแฮะ

          "รู้สึกว่าเธอจะอยู่ที่หน้าหอพักล่ะมั้ง" ผมตอบออกไปด้วยความไม่ค่อยมั่นใจนัก หน้าหอพักที่ว่านี่ก็ไม่ใช่หอพักของโอซีลูเอลเสมอไปหรอกนะครับ หอพักมันมีกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเมืองแห่งนี้ด้วย ถ้าเกิดว่ามีร่ายังไม่ได้บอกชื่อของหอพักก็จบเลยนะ

          "ถ้าอย่างงั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ" เรือรบที่เงียบมานานเริ่มเปิดปากพูด สงสัยคงจะพอทำความเข้าใจกับบทสนทนาได้แล้วสินะ เห็นทำหน้ามึนมาตั้งนานแน่ะ

          "เดี๋ยวก่อนครับ"

          แต่จู่ๆเคลเวียสก็พูดขัดขึ้น เขาก้มหน้าลงมามองผม เอ... เหมือนจะมองถุงที่เก็บเหล่าแฟรี่เอาไว้มากกว่าแฮะ "มีอะไรเหรอเคลเวียส?" สเลนเดียร์ถามขึ้นด้วยความสงสัย เคลเวียสเงยหน้าขึ้นมาพูดกับสเลนเดียร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

          "ผมว่าคุณสเลนเดียร์ กับคุณเรือรบน่าจะรีบพาพวกแฟรี่ไปส่งให้ถึงมือคุณฟาเทียร์ก่อนนะครับ หลังจากนั้นพวกเราค่อยมาสมทบกันน่าจะดีกว่า" เคลเวียสอธิบายออกมา ส่งให้สเลนเดียร์ต้องครุ่นคิดอยู่ซักพักหนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจ

          "อ่า... เข้าใจแล้ว ฉันจะรีบไปสมทบกับพวกสาวๆก่อน หลังจากที่พวกนายเจอมีร่าแล้ว ก็รีบพาเธอมาสมทบด้วยล่ะ" สเลนเดียร์พูดพลางเอื้อมมือลงมาหยิบถุงที่ผมยื่นให้ แล้วส่งให้เรือรบเป็นคนถือเอาไว้

          "ระวังตัวด้วยนะครับ"

          "พวกนายก็ระวังตัวด้วยล่ะ"

          ร่ำลากันเสร็จสเลนเดียร์ก็บินตรงไปที่โรงเรียนต่อ โดยที่พวกเราไปตรงกันข้ามอันเป็นที่ตั้งของหอพัก "ว่าแต่เคลเวียส นายจำได้เหรอว่าหอพักอยู่ตรงไหนน่ะ?" ผมถามออกไปด้วยความไม่ค่อยมั่นใจนักว่าเขาจะพาผมหลงรึป่าว

          "ไม่เป็นไรหรอกครับคุณซินางิ ผมจำที่ตั้งของหอพักได้อยู่ครับ"

          "งั้นเหรอ..."

          หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก ผมปล่อยให้เคลเวียสมีสมาธิในการบินต่อไป ส่วนผมก็ก้มลงมองข้างล่างที่เต็มไปด้วยหมอกหนายากจะมองลงไปได้ ที่พอเห็นอยู่ก็เป็นหลังคาบ้านเรือนเท่านั้น

          บินไปได้ซักพักเคลเวียสก็หยุดลง "ถึงแล้วครับ" เขาพูดขึ้นมาให้เสียงดังมากพอที่ผมจะได้ยิน ผมก้มลงมองก็เห็นอาคารสีขาวของหอพักหลายอาคารเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ อาคารซ้ายสุดนั่นน่าจะเป็นอาคารที่ที่ผม กับเคลเวียสพักอยู่ล่ะมั้ง 
 
          "แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อดีล่ะ จะลงไปข้างล่างเลยมั้ย?" ผมเงยหน้าขึ้นถามขอความเห็นจากเคลเวียส ผมไม่รู้ว่าภายใต้หมอกหนานั่นมันมีอันตรายซ่อนอยู่รึป่าว

          "ผมว่าพวกเราน่าจะสำรวจจากมุมสูงดูก่อนนะครับ ถึงแม้ว่าการผนึกเวทลงที่ตาจะช่วยในการมองฝ่าหมอกพวกนี้ซักเท่าไหร่ แต่ก็พอดูสถานการณ์คร่าวๆ ดะ..."

     ตู้ม!

          ในขณะที่เคลเวียสกำลังพูดอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงระเบิดดังขึ้น ทำเอาผมถึงกับสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว ผมกับเคลเวียสจึงรีบร่ายเวทบาเรียคุ้มกายตัวเองเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันทันที

          เกิดอะไรขึ้นฟะ!? เสียงระเบิดนี่รู้สึกจะมาจากข้างล่างไม่ไกลจากพวกเราซะด้วย "คุณซินางิครับ ดูนั่นสิครับ!" จู่ๆเคลเวียสก็เรียกผมพลางชี้นิ้วไปยังจุดที่หมอกค่อนข้างแปรปรวณแปลกๆ 

          "อะไรล่ะนั่นน่ะ?" ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะผนึกเวทลงที่ดวงตาพร้อมกับเพ่งตามองฝ่าม่านหมอก เคลเวียสเองก็บินเข้าไปใกล้เพื่อที่ผม กับเขาจะได้มองเห็นเหตุการณ์ข้างล่างได้สะดวก

          สิ่งที่ผมเห็นก็คือกลุ่มคนที่ใส่ชุดสีดำประมาณสิบกว่าคน ก็คงจะเป็นเจ้าพวกผู้ชายชุดดำที่มาป่วนเมืองในตอนนี้น่ะแหละ พวกมันดูเหมือนกำลังล้อมใครบางคนอยู่ล่ะมั้ง แถมมีบางคนที่กลับเป็นร่างจริงซะด้วยสิ พวกมันกำลังสู้กับใครอยู่ฟะ?

          "คุณซินางิครับ! ดูนั่น!"

          เคลเวียสร้องขึ้นมาอีกครั้งพลางชี้นิ้วไปยังจุดๆหนึ่ง ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดที่พวกชายชุดดำกำลังล้อมเอาไว้อยู่ เห็นดังนั้นผมจึงเพ่งตามองเข้าไปเพื่อจะได้มองเห็นได้ชัดที่สุด

          ด้วยความที่หมอกบริเวณนี้ดูเจือจางกว่าจุดอื่น จึงทำให้พอมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้บ้าง ตามพื้นมีหลุม และบ่อของการต่อสู้อยู่ประปราย และยังมีพวกชายชุดดำประมาณหกคนที่นอนบาดเจ็บอยู่บนพื้น พวกชายชุดดำที่ยืนได้อยู่บางคนก็มีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้เล็กน้อย ไหนขอดูคนที่พวกมันกำลังต่อสู้ดูหน่อยซิ...

          "..."

          ร่างอันแสนบอบบางของหญิงสาวในชุดที่เธอมักจะใส่อยู่เป็นประจำ... ตอนนี้มันฉีกขาดจนเผยส่วนเว้าส่วนโค้งให้ออกมาเห็นได้อย่างชัดเจน... มีแผลถลอกทั่วกายจนเลือดอาบ... ทำให้ผมรู้สึกใจสั่นอย่างแรง... มือไม้มันสั่นไปหมด... ใบหน้าเรียวสวยได้รูปราวกับเทพธิดาที่ปกติมักจะประดับไปด้วยรอยยิ้มอันงดงาม... ตอนนี้กำลังเต็มความเจ็บปวด นัยตาทั้งสองข้างมีหยดน้ำตาไหลอาบแก้ม... ร่างกายแสนอ่อนแรงยังคงไม่ยอมแพ้ร่ายเวทเตรียมปะทะกับกลุ่มคนที่ล้อมเธออย่างไม่กลัวเกรง...

          ภาพของเด็กสาวอันแสนบอบบางที่ปรากฏในสายตา มันทำให้ผมรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วกาย ความรู้สึกราวกับกองไฟที่สุมอยู่ในอกระเบิดออกมามันคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นไม่มีผิด...

          มีร่า... เธอกำลังร้องไห้...

          "กรอด... ฟู่... ฟู่..."

          ฟันบนและฟันล่างขบกันแน่น พร้อมกับลมหายใจที่พ่นออกมาทางปากเกิดเป็นไอร้อน ในตอนนี้หัวของผมมันแทบว่างเปล่า ร่างกายมันไปก่อนความคิด ผมดิ้นหลุดจากมือของเคลเวียสที่นิ่งค้างได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่ร่างของผมจะล่วงลงสู่พื้นที่สูงเกือบห้าสิบเมตร

          ในตอนนี้... ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างขาดผึ่ง... จากในตัวผม





          ร่างของอดีตเทวทูตหนุ่มหมุนตัวกลางอากาศ ปีกหงส์สีดำสยายกลางแผ่นหลัง คลื่นพลังเวทแผ่ออกมาทั่วกาย ก่อนจะปรากฏวงเวทสีเขียวขึ้นใต้เท้าของเขา สายลมแผ่ออกมาจากวงเวทครอบคลุมร่างของชายหนุ่มเอาไว้

          เวทพื้นฐาน คลื่นลมอัดกระแทก!

     ซูม!!!

          ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งทะยานลงไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม...

          "ย้ากกกกกกกกกกกก!!!"

          เสียงคำรามกู่ก้องปลุกใจดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ชายชุดดำรีบหันซ้ายหันขวาเพื่อหาต้นเสียง เมื่อไม่พบใครพวกเขาจึงแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า แต่มันก็สายเกินไปแล้ว...

          ร่างบางพุ่งแหวกหมอกหนาลงมาดุจลูกกระสุน เขาหมุนตัวกลางอากาศหนึ่งรอบก่อนจะกระแทกเท้าทั้งสองข้างลงบนแผ่นหลังของชายชุดดำคนหนึ่ง

     โครม!!!

          "อั่ก!"

          แรงปะทะอันมหาศาลส่งร่างของชายชุดดำล้มหน้าคว่ำกระแทกพื้นจนยุบลงไป โดยมีร่างของซินางิยืนเหยียบอยู่บนแผ่นหลังเด่นเป็นสง่า เห็นดังนั้นกลุ่มชายชุดดำจึงเบี่ยงเบนความสนใจมาที่ผู้มาใหม่ แต่ละคนต่างคืนร่างเดิมเตรียมเข้าปะทะแตกหักได้ทุกเมื่อ 

          มีร่าที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมค่อยๆยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง พร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา "คุณซินางิคะ..." เสียงพึมพำดังออกมาจากปากของนิมส์สาวด้วยความยินดี 

          ซินางิเริ่มก้าวเดินออกมาจากร่างที่จมติดดิน นัยตาไร้ซึ่งความเกรงกลัวกวาดมองปีศาจชุดดำทีละคน ด้วยนัยตาสีฟ้าอ่อนอันแข็งกร้าวนั้นทำให้เหล่าปีศาจชุดดำรู้สึกฉุนขึ้นมาทันที

          "ไม่ว่ามันจะเป็นไรก็กระทืบมันให้เละไปเลย!!!"

          เสียงตะโกนของปีศาจชุดดำดังขึ้น ก่อนที่ร่างของปีศาจชุดดำจะพุ่งเข้าหาซินางิอย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นอดีตเทวทูตหนุ่มก็ไม่ได้ถอยหนีแต่อย่างใด ออร่าสีเทาแผ่ออกมาทั่วตัวของเขาอย่างเงียบงัน

          ผู้ที่เข้ามาถึงตัวซินางิก่อนก็คือลิซาร์ดแมน และฮอบก็อบลิน ก่อนที่พวกมันจะเหวี่ยงหมัดที่เต็มไปด้วยปราณสีเขียวเข้มเข้าใส่อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเทียบกับความเร็วของสเลนเดียร์แล้วล่ะก็ พวกมันช้ากว่าเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

     ฟุ่บ! ฟุ่บ!

          ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะกำหมัดต่อยเสยปลายค่างของฮอบก็อบลินจนหน้าหงาย ต่อด้วยการเหวี่ยงขาเตะแผ่นหลังของลิซาร์ดแมนอย่างรุนแรง

          เวทพื้นฐาน พันธนาการพฤกษา!

          ซินางิสะบัดมือหนึ่งครั้งปรากฏวงเวทสีเขียวขึ้นใต้ร่างของลิซาร์ดแมน และฮอบก็อบลิน ก่อนจะมีแมกไม้สีเขียวพุ่งออกมาจากวงเวทรัดตัวของพวกมันเอาไว้

          เมื่อจัดการจับตัวพวกมันเอาไว้ได้แล้ว ชายหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่เหล่าปีศาจชุดดำอย่างกระทันหัน "ย้าก!!!" เขาเหวี่ยงขาเตะเข้าใส่โคบอลต์ตนหนึ่งจนหน้าสะบัด ยังไม่หยุดแค่นั้นเขายังบิดเอวหมุนตัวกลางอากาศฟาดส้นเท้าใส่กกหูของออร์คอีกตนที่อยู่ข้างๆ ส่งร่างของปีศาจทั้งสองทรุดลงไปด้วยอาการมึน

          ทันทีที่เท้าแตะพื้นชายหนุ่มก็สปริงข้อเท้ากระโดดขึ้นเสยปลายคางของปีศาจวัวด้วยเข่าจนมันเซไปข้างหลัง ไม่ทันให้ได้พักหายใจซินางิเอื้อมมือทั้งสองไปจับเขาทั้งสองข้างของมัน "ย้าก!!!" ก่อนที่เขาจะตีลังกาใช้แรงกายทั้งหมดที่มีเหวี่ยงร่างของปีศาจวัวออกไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

     โครม!!!

          ร่างอันสูงใหญ่ของปีศาจวัวลอยไปกระแทกใส่ปีศาจชุดดำอีก 2 คนจนล้มระเนระนาด ไม่เสียเวลารอให้เท้าแตะพื้นชายหนุ่มสะบัดมือหนึ่งครั้งปรากฏวงเวทสีเขียวขึ้นใต้เท้าอย่างรวดเร็ว

          เวทพื้นฐาน คลื่นลมอัดกระแทก!

     ซูม!!!

          เกิดแรงลมกระแทกไปข้างหลังส่งร่างของซินางิพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปีศาจมนุษย์หมาป่าเห็นดังนั้นจึงกางกรงเล็บ แล้วตะปบสวนเข้าใส่อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วเท่าซินางิที่สามารถเบี่ยงตัวหลบได้ทัน "ย้าก!!!" หมัดขวาที่เต็มไปด้วยลมปราณและเวทมนต์ที่ผสมกันปนเปพุ่งเข้าอัดจมูกของมนุษย์หมาป่าจนหน้าหัน ตามด้วยเข่าขวาที่พุ่งกระแทกเข้าลิ้นปี่อย่างแรง ส่งร่างของมนุษย์หมาป่าสูงสองเมตรเซถอยหลังล้มลงไปนอนจุกอยู่บนพื้น

          ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นซินางิก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มปีศาจต่ออย่างไม่ลังเล เขาสปริงข้อเท้ากระโดดถีบใส่ออร์คที่ตัวสูงเกือบสองเมตร แต่มันก็สามารถยกการ์ดขึ้นมาตั้งรับไว้ได้ เห็นดังนั้นชายหนุ่มจังใช้แขนของมันเป็นฐานกระโดดถอยหลังออกมา ก่อนจะสะบัดแข้งเตะอัดต้นขาของมันอย่างรุนแรงจนร่างทรุด

          เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเสียหลักแล้วซินางิจึงชักขากลับมา ก่อนจะหมุนตัวฟาดส้นเท้าเข้าใส่ปลายคางของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงจนคางร้าว ส่งร่างของมันให้ล้มลงไปข้างๆสลบเหมือดไปในทันที

          การกระทำของซินางิทำให้พวกปีศาจชุดดำต้องหยุดชะงัก พวกมันเริ่มเกิดความลังเลว่าจะสามารถสู้กับอดีตเทวทูตหนุ่มได้หรือไม่ โดยที่พวกมันลืมสังเกตเพื่อนของพวกมันที่ไม่มีบาดแผล หรืออาการบาดเจ็บอะไรมากนัก ที่ล้มลงไปก็เพราะอาการมึนจากการถูกโจมตีเส้นประสาทสำคัญต่างๆเท่านั้น แต่ด้วยความที่หมอกค่อนข้างหนา จึงทำให้พวกมันไม่อาจเห็นอาการของเพื่อนตนเองได้อย่างชัดเจน

          หากพวกมันบุกเข้าไปพร้อมกันล่ะก็ ต่อให้ซินางิบ้าดีเดือดแค่ไหนก็ไม่อาจรับมือจำนวนคนที่มากกว่าได้ไหวหรอก 

          อาการชะงักของพวกมันเปิดโอกาสให้ซินางิได้ร่ายเวท ชายหนุ่มสะบัดมือออกไปข้างหน้าปรากฏวงเวทสีฟ้าขึ้นเหนือหัวของพวกชายชุดดำ 5 คน ก่อนจะมีสายฟ้าเส้นเล็กผ่าลงกลางศรีษะของพวกมันโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

     เปรี้ยง!!!

          เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน ปีศาจชุดดำเมื่อถูกสายฟ้าผ่าเข้าใส่ก็ถึงกับทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น มีรอยไหม้ตามผิว และขนเป็นจุดๆ เสียงฟ้าผ่าที่ค่อนข้างดังส่งผลให้พวกมันถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนที่พวกปีศาจชุดดำจะตัดสินใจพุ่งเข้าใส่ซินางิพร้อมกัน เพราะถ้าหากยังยืนอยู่ห่างเช่นนี้ต่อไปคงต้องถูกเวทมนต์ของซินางิเล่นงานอีกเป็นแน่

          ในขณะที่ซินางิกำลังโดนยำ(ตรีน)อยู่นั้นก็ได้มีร่างของแวมไพร์หนุ่มลงมาขวางเอาไว้เสียก่อน "คุณซินางิครับ! ลงมาคนเดียวแบบนี้มันอันตรายนะครับ!" เคลเวียสพูดจบก่อนจะแผ่ออร่าสีดำอมแดงออกมาจากแขนทั้งสองข้าง แล้วกวาดแขนไปข้างหน้าเกิดเป็นคลื่นสีดำซัดเข้าใส่พวกปีศาจชุดดำจนล้มระเนระนาด

          เมื่อจัดการให้พวกมันล้มลงไปกองกันหมดเรียบร้อยแล้ว เคลเวียสก็เริ่มร่ายเวทต่อแล้วสะบัดมือไปข้างหน้า ปรากฏวงเวทสีดำขึ้นใต้ร่างของพวกมันทุกคน ก่อนจะมีโซ่สีดำสนิทพุ่งขึ้นมาจากวงเวทรัดร่างของพวกมันเอาไว้อย่างแน่นหนา

         เวทมนต์ขั้นกลาง โซ่แห่งความมืด!

         หลังจากทำการจับกุมพวกมันได้หมดแล้ว เคลเวียสก็เป่าปากออกมาแรงๆ พลางเหล่มองซินางิด้วยสายตาตำหนิ "คุณนี่น้า... ลงมาคนเดียวแบบนี้มันอันตรายนะครับ! ถ้าเกิดว่าเป็นอะไรขึ้นมาผมจะทำยังไง!?" แวมไพร์หนุ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจปนเป็นห่วง ซินางิยังคงยืนอึ้งกับฝีมือของเพื่อนตนเองอยู่จนเคลเวียสต้องเรียกอีกครั้งถึงจะรู้สึกตัว

         ซินางิได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางยกมือขอโทษ "แหะๆ โทษทีๆ พอดีอารมณ์มันขึ้นน่ะ" เคลเวียสที่ได้ยินดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจพลางเกาหัวตัวเองด้วยความขัดใจ ทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นทำให้เขาโกรธคนตรงหน้าไม่เคยลงซักที

         "อ๊ะ! จริงสิ มีร่าล่ะ" เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองลงมาช่วยใคร ซินางิจึงรีบวิ่งไปหามีร่าที่นั่งอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง ใบหน้าของเธอค่อนข้างซีดจากการสูดหมอกสลายวิญญาณเข้าไปเป็นจำนวนมาก

         "ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะคุณซินางิ ที่สำคัญคาน่าเค้า..." มีร่าเงยหน้าขึ้นมาพูดกับซินางิ พร้อมกับทำสีหน้าขมขื่นที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เห็นดังนั้นซินางิจึงวางมือลงบนบ่าของหญิงสาวเป็นการปลอบประโลม

         "ไม่เป็นไรหรอกมีร่า เธอไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกนะ" ซินางิส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "ยังไงก็ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคาน่าถึงได้ถูกจับตัวไป?" ชายหนุ่มถามในเรื่องที่ตนสงสัยพลางเหล่มองโทรศัพท์ที่มีรอยไหม้อยู่บนพื้นไม่ไกลมากนัก นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีร่าขาดการติดต่อกับเขาสินะ

         เมื่อได้ยินดังนั้นนิมป์สาวจึงเช็ดน้ำตาของตัวเอง "เข้าใจแล้วค่ะ" เธอเงยหน้าขึ้นมาพยักหน้าให้กับซินางิ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง

         ย้อนเวลากลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

         แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผิวขาวนวลเป็นประกายเปร่งปรั่ง พร้อมกับเรียวผมสีทองยาวเมื่อได้ต้องกับแสงอาทิตย์เปล่งเป็นประกาย ชุดเดรสสีทองสะท้อนแสงยามเช้าขับความงดงามของหญิงสาววัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

          นัยตาสีดำสะท้อนภาพของเพื่อนสาวตัวน้อยที่บินเข้ามาหาเธอด้วยสภาพงัวเงีย เห็นดังนั้นหญิงสาวจึงยกยิ้มขึ้นอย่างขบขัน "ยังขี้เซาไม่เปลี่ยนเลยนะ คาน่า" มีร่ายืนมือไปรับร่างของแฟรี่ตัวน้อยมาไว้ในมือ พร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันแสนไพเราะดุจดั่งระฆังแก้ว 

          เมื่อมีเบาะนั่งแล้วคนขี้เซาที่ว่าก็ก้มตัวลงไปนอนบนฝ่ามือของเธอพลางขดตัวอยู่ในมือของนิมส์สาวราวกับแฮมสเตอร์ตัวน้อย ส่งให้มีร่าอดหัวหัวเราะออกมาไม่ได้

          "คิกๆ เอาล่ะ พวกเราไปเที่ยวกันเถอะ นานๆทีจะได้ไปเที่ยวกันสองคนบ้าง"

          "อืม..."

          มีร่ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสอารมณ์ดี พร้อมกับนำร่างของคาน่าไปวางไว้บนไหล่ของตน แฟรี่สาวตอบรับเสียงเบาพลางใช้มือสองข้างจับเนื้อผ้าของเพื่อนสาวเอาไว้แน่น

          แต่ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เดินเข้าเมือง คาน่าที่กำลังขดตัวนอนอยู่บนไหล่ของมีร่าอยู่นั้นก็เด้งตัวขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว "หืม!? มีอะไรเหรอคาน่า?" นิมป์สาวเอ่ยถามคนบนไหล่ด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบก็มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นซะก่อน

     ตู้ม!!!

          "ว้าย!" มีร่าถึงกับตกใจร้องเสียงหลง ส่วนคาน่ารีบยืนมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า ปรากฏวงเวทสีทองบนพื้นที่มีร่ายืนอยู่ ก่อนจะมีบาเรียสีทองอร่ามครอบคลุมร่างของทั้งสองเอาไว้

          พริบตาที่บาเรียสีทองครอบคลุมร่างทั้งสองเอาไว้ หมอกสีขาวก็พุ่งเข้ามาถึงตัวพวกเธออย่างรวดเร็วราวกับคลื่นซัด บดบังทัศนวิสัยจนหมดสิ้น "นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน!?" นิมป์สาวร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก ต่างจากแฟรี่ตัวน้อยที่ยังคงนิ่งเงียบ คาน่าลอยขึ้นไปบนอากาศพลางสังเกตบริเวณโดยรอบที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาว

          คาน่าหรี่ตาลงเล็กน้อยท่าทางจริงจังนั้นปัดเป่ามาดขี้เซาอันเป็นลักษณะนิสัยประจำตัวของหล่อนให้ปลิวหายไปเลย "ไม่ต้องตกใจนะมีร่า พวกนี้มันก็แค่หมอกสลายวิญญาณเท่านั้นเอง เดี๋ยวเราจะจัดการชำระล้างพวกมันไปให้หมดเอง" แฟรี่สาวกล่าวปลอบประโลมเพื่อนตนเอง ขัดกับนิสัยขี้เซาไม่สนโลก ก่อนที่เธอจะยื่นมือออกไปข้างหน้าพลางร่ายบทเวทด้วยภาษาภูติที่ยากจะแปลออก

     ซูม...

          ปรากฏวงเวทสีทองอร่ามขึ้นใต้เท้าของมีร่าก่อนที่วงเวทนั้นจะค่อยๆ ขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงกระพริบตาวงเวทสีทองก็แผ่ขยายกว้างไปทั่วพื้นที่หอพักแล้ว แถมมันยังคงแผ่ขยายกว้างออกไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย

          มีร่าเบิกตากว้างด้วยสีหน้าประทับใจเมื่อได้เห็นแฟรี่ตัวน้อยแสดงฝีมือ เพื่อนของเธอนั้นเป็นผู้ครอบครองพลังโบราณที่องค์ไกอาทรงประทานมาให้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวก็ตาม แต่มันก็ทำให้คาน่านั้นมีพลังมหาศาลอย่างยิ่ง มากพอที่จะต่อกรกับจำนวนคนหลายร้อยคนได้เลยทีเดียว

          แต่ทว่ายังไม่ทันที่วงเวทสีทองจะได้แผ่ขยายเข้าไปในตัวเมืองนั้น ก็ได้มีอะไรบางอย่างพุ่งฝ่าหมอกเข้าใส่ทั้งสองเสียก่อน "ชิ!" คาน่าสบถออกมาด้วยความขัดใจ ก่อนที่เธอจะสะบัดมือแล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น

          "จงชำระล้างมลทินอันมืดมน และปัดเป่าความชั่วร้ายให้มลายสิ้น มหาเวท ภาริฟินติมอลด์ ทำงาน!"

     ฟู่ม!

          คาน่าตัดสินใจเริ่มต้นการทำงานของเวทมนต์อย่างฉับพลัน ทันใดนั้นตัววงเวทก็ขนาดใหญ่ก็สว่างวาบ แสงสว่างสีทองสว่างไปทั่วบริเวณจนมีร่าต้องยกมือขึ้นปิดตา เมื่อแสงสว่างหายไปก็หลงเหลือเพียงแต่ละอองแสงสีทองที่ลอยอยู่ทั่วหอพัก แถมยังทำให้หมอกสีขาวสลายหายไปหมดอีกด้วย

     เปรี๊ยะ!

          เสียงเหมือนแก้วร้าวดังขึ้น ส่งให้มีร่าต้องเปิดเปลือกตาอย่างสงสัย เมื่อนัยตาปรับแสงได้แล้วเธอก็เห็นว่ามีเข็มเล็กๆสีดำอมม่วงเจาะติดอยู่บนบาเรียสีทองอยู่

          "อะไรน่ะ..." นิมป์สาวพึมพำออกมาด้วยความสงสัย พลางหันไปมองคาน่าที่หอบหายใจออกมาหนักๆ เนื่องจากการสั่งการทำงานบทเวทแบบฉับพลันจึงทำให้เธอต้องสูญเสียพลังเวทไปเป็นจำนวนมาก

          "บทเวทขั้นสูง หอกแห่งความมืดน่ะ ดีนะที่เราเปิดการทำงานของมหาเวท ภาริฟินติมอลด์ได้ทัน ไม่อย่างนั้นล่ะก็มันคงเจาะทะลุบาเรียของเราเข้ามาได้แน่" คาน่ากล่าวอธิบายพลางเป่าปากออกมาอย่างโล่งอก ถึงแม้ว่าเธอจะยังร่ายบทเวทไม่เสร็จแล้วต้องลัดบทเวทเพื่อความรวดเร็วในการใช้งาน เป็นผลทำให้ประสิทธิภาพของมหาเวทนี้ลงไปเกือบครึ่ง แต่มันก็น่าจะเพียงพอทำให้เวทมนต์ธาตุมืดขั้นสูงอย่างหอกแห่งความมืดหายไปได้ด้วยซ้ำ แสดงว่าผู้ใช้ต้องมีพลังเวทที่สูงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

          ทันใดนั้นก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้น "ไม่อยากจะเชื่อเลย ขนาดข้าซัดหอกนั่นด้วยพลังสูงสุดแล้วแท้ๆ แต่มันยังไม่อาจทนทานมหาเวทชำระล้างของเจ้าได้อีกเหรอเนี่ย" ทั้งสองสาวตื่นตัวขึ้นในฉับพลัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันขวับไปมองที่ต้นเสียงอย่างรวดเร็ว บุรุษร่างสูงในฮู้ดสีดำปิดบังใบหน้าเดินออกมาจากร้านกาแฟไม่ห่างจากพวกเธอมากนัก ใบหน้าของเขาถูกปิดบังด้วยหน้ากากกันแก๊สพร้อมกับฮู้ดปิดบังใบหน้าอีกชั้นหนึ่ง

          "คุณเป็นใครกันคะ!" มีร่าร้องถามด้วยน้ำเสียงดังลั่น พลางร่ายเวทมนต์ผนึกลงในมือเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ในขณะที่คาน่ายังคงลอยเงียบอยู่บนอากาศ





          บุรุษร่างสูงไม่กล่าวตอบออกมาเป็นคำพูด แต่เขาตอบออกมาเป็นภาษากาย มือข้างขวาของเขายื่นไปข้างหน้าก่อนจะมีออร่าสีดำแผ่ออกมาอย่างเข้มข้น

          ทันใดนั้นก็มีวงเวทสีดำปรากฏขึ้นบนพื้นที่ทั้งสองยืนอยู่ ก่อนที่มีร่าจะรู้สึกหนักอึ้งไปทั่วทั้งตัว ความอึดอัดเข้าเกาะกุมจิตใจของนิมป์สาวอย่างรุนแรง บาเรียที่คอยปกป้องทั้งสองพลันแตกสลายหายไปในทันที

          คาน่าทำหน้าเฉยชาก่อนจะยื่นมือชี้ลงพื้น เกิดวงเวทสีทองเล็กๆในฝ่ามือของแฟรี่สาว พริบตานั้นวงเวทสีดำก็สลายหายไป ภาพนั้นไม่ได้ทำให้บุรษร่างสูงตื่นตระหนกแต่อย่างใด กลับกันมือของมันดันมีออร่าสีดำแผ่ออกมาเข้มข้นกว่าเดิม

     ฟู่ม...

          วงเวทสีดำทมิฬปรากฏขึ้นใต้เท้าของทั้งคู่อีกครั้ง แต่คราวนี้มันดูรุนแรงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว มีร่ารู้สึกหนักอึ้งไปทั่วทั้งกายจนเธอต้งรีบเรียกบาเรียขึ้นมาคลุมกายของตัวเองเอาไว้

          "หึ!" คาน่าพ่นลมออกมาอย่างดูถูก แฟรี่สาวสะบัดมือหนึ่งครั้งเกิดเป็นวงเวทสีทองซ้อนทับวงเวทสีดำทมิฬจนมันสลายหายไป ความอึดอัดเมื่อซักครู่ที่มีร่าได้รับแปรเปลี่ยนกลายเป็นความรู้สึกผ่อนคลาย

          "หึหึ" บุรุษร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะสะบัดมืออีกครั้ง คาน่าเห็นดังนั้นจึงใช้เวทลมผลักเพื่อนสาวออกไป พริบตานั้นก็ปรากฏวงเวทสีดำขนาดใหญ่บนพื้นกลืนกินวงเวทสีทองของคาน่าไปในทันที แถมยังไม่พอยังมีวงเวทสีดำอีกวงปรากฏขึ้นเหนือศรีษะของภูติสาวอีกด้วย

          คาน่าสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนักอึ้งเป็นครั้งแรกจนร่างกายสั่นสะท้าน แต่มันก็แค่นั้น... แฟรี่สาวแสยะยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะสะบัดมือออกไปอย่างรวดเร็ว

          "อ่อนหัด"

     เพล้ง!!!

          วงเวทสีดำทมิฬทั้งสองวงพลันแตกสลายในพริบตาทันที สร้างความแปลกใจให้แก่บุรุษปริศนาเล็กน้อย "ไม่เบาเลยนี่ สามารถทำลายเวทมนต์ของข้าได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เห็นทีฉายาผู้พิทักษ์แห่งอิกดราซิล จะไม่ใช่ข่าวลือสินะ" อีกฝ่ายกล่าวออกมาอย่างไม่ยี่หระ คาน่าไม่สนใจคำพูดของศัตรูสะบัดมือออกไปเกิดเป็นวงเวทสีทองขึ้นใต้เท้าของบุรุษปริศนา ก่อนจะมีโซ่สีทองพุ่งขึ้นมารัดแขน รัดขาของมันเอาไว้ พร้อมกับดึงร่างของมันให้ล้มลงมาคุกเข่ากับพื้น

          คาน่าลอยมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย พร้อมกับจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเย็นชา "มีอะไรจะสั่งเสียมั้ย" แฟรี่สาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงงัวเงียเหมือนคนง่วงนอน แต่ประโยคนั้นกลับขัดกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิง

          "สนใจจะมาเป็นส่วนประกอบในความเป็นอมตะของข้ามั้ย"

          "ไม่"

     เปรี้ยง!!!

          สายฟ้าเส้นใหญ่ผ่าลงกลางศรีษะของบุรุษร่างสูงในทันทีที่ภูติสาวปฏิเสธ เธอไม่รู้ว่าความหมายในคำพูดของอีกฝ่ายคืออะไร แต่การปฏิเสธไปก่อนถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วในความคิดของคาน่า

          ร่างของบุรุษปริศนาล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น เมื่อเช็คแล้วว่าชีพจรของอีกฝ่ายหยุดเต้นไปแล้ว ภูติสาวจึงหันหลังเตรียมบินกลับไปหาเพื่อนสาวของตนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่

          แต่ทว่า...

          "ไม่ปฏิเสธสินะ" เสียงกระซิบเบาๆจากข้างหลังของภูติสาวดังขึ้นจนเธอถึงกับสะดุ้งโหยง คาน่ารีบหันกลับไปอย่างรวดเร็วแต่ก็สายเกินไป กลุ่มควันสีขาวพุ่งเข้ากระแทกหน้าของภูติสาวจนเธอถึงกับชะงักกึก ทัศนวิสัยลดลงจนแทบมองอะไรไม่เห็น 

          ความอ่อนแรงทำให้แฟรี่สาวพยุงกายแทบไม่อยู่ เธอตระหนักแล้วว่าควันสีขาวนี้คือหมอกสลายวิญญาณนั่นเอง แต่ทำไมกัน? ทั้งๆที่หมอกพวกนี้น่าจะอยู่แต่ในเมืองนี่นา

          แล้วก็เธอก็เข้าใจเมื่อสังเกตเห็นลูกบอลสีดำกลมๆ ในมือของบุรุษปริศนา ลูกบอลสีดำลูกนั้นต้องเป็นตัวกักเก็บหมอกสลายวิญญาณเป็นแน่แท้

          หมอกสลายวิญญาณ สิ่งนี้เป็นควันที่ทำให้เวทมนต์ค่อยๆสลายตัว เป็นผลทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ควันนี้กลับเป็นอันตรายกับเหล่าภูติแฟรี่ตัวเล็กๆยิ่งกว่า เพราะถ้าหากภูติตนใดเผลอสูดดมมันเข้าไปในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้ภูติตนนั้นสลบลงไปในทันที

          คาน่าพยายามประคองสติของตนเอง เนื่องจากความตกใจจึงทำให้เธอเผลอสูดควันพวกนี้เข้าไปในปริมาณที่ค่อนข้างมาก เป็นผลทำให้แฟรี่สาวรู้สึกอ่อนแรงจนยากจะลอยตัวได้ไหว

          "คาน่า!!!"

          เสียงของมีร่าดังขึ้น พร้อมกับร่างของนิมป์สาวที่วิ่งเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางอ่อนแรง ด้วยความที่มีร่าเป็นภูติเหมือนกันจึงทำให้เธอได้รับผลของหมอกสลายวิญญาณรุนแรงกว่าคนทั่วไป แต่ไม่รุนแรงเท่ากับคาน่าที่แทบจะสลบอยู่แล้ว

          "เกะกะน่าสาวน้อย"

          เสียงบ่นของใครบางคนดังขึ้นมา ทันใดนั้นก็ปรากฏวงเวทสีดำขึ้นใต้เท้าของนิมป์สาว ความกดดัน และความอึดอัดครอบคลุมไปทั่วทั้งกาย ส่งผลให้หญิงสาวต้องคุกเข่าลงบนพื้นด้วยอาการหนักอึ้งไปทั่วทั้งกาย

     เปาะ!

          เสียงดีดนิ้วดังขึ้นก่อนจะปรากฏวงเวทใต้ร่างของคาน่า ความกดดันที่เธอรู้สึกได้นั้นทำให้แฟรี่สาวสลบไปในบันดล พร้อมกับมือของบุรุษปริศนาเอื้อมมารับร่างของแฟรี่สาวเอาไว้

          "คา... น่า..." มีร่ากัดฟันแน่นพูดเสียงรอดไรฟัน บุรุษร่างสูงแค่นเสียงออกมาเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป สิ่งที่เธอทำได้เพียงแค่ยื่นมือออกไปข้างหน้าด้วยมือที่สั่นเทาเท่านั้น

          สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงแค่เศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนหมายเลขโทรศัพท์ของใครบางคนเอาไว้ นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่คาน่าทิ้งเอาไว้ให้เพื่อนสาวก่อนสลบไป...

          หลังจากที่มีร่าบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจบแล้ว ทั้งสองหนุ่มก็ได้แต่นิ่งเงียบ ซินางิกำหมัดแน่นพลางเอื้อมมือไปกุมมือของนิมป์สาวเป็นการปลอบใจ "ไม่เป็นไรหรอกมีร่า เชื่อฉันสิ... คาน่าจะต้องไม่เป็นอะไรแน่" เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ความไม่มั่นใจในคำพูดของตัวเองทำให้ซินางิมีสีหน้าเคร่งเครียด

          ชายหนุ่มตัดสินใจยันตัวลุกขึ้นพลางหันไปพูดกับเคลเวียสที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่ข้างๆ "เคลเวียส นายช่วยโทรไปหาทุกคนหน่อย บอกให้ทุกคนมารวมตัวกับพวกเราเดี๋ยวนี้เลย" ซินางิกล่าวกับเคลเวียสด้วยสีหน้านิ่งเรียบ แวมไพร์หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะพูดออกมาว่า

          "แต่คุณสเลนเดียร์บอกให้พวกเราไปรวมตัวกับพวกเขานะครับ"

          "เอาน่า... ฉันมีแผน"

          คำกล่าวของซินางิทำให้เคลเวียสรู้สึกสงสัย ถึงกระนั้นเขาก็ยอมควักโทรออกไปแต่โดยดี ในระหว่างนั้นซินางิทำได้เพียงแค่คอยร่ายเวทรักษามีร่าเป็นระยะเพื่อห้ามเลือด

          เขาไม่สนว่ามันผู้นั้นจะเป็นใคร... หรือยิ่งใหญ่มากจากไหน... หากมาทำร้ายพวกพ้องของเขาล่ะก็... เขาจะเอาคืนพวกมันให้สาสม!



_____________________________________________________

          อ้าาาาาาาาาา ยาวมากกกกกกก โคตรเหนื่อยเลย กว่าจะเขียนตอนนี้เสร็จล่อไปสองอาทิตย์ ขออภัยด้วยนะครับที่อัพช้า พอดีว่ามันใกล้จะจบภาคอยู่แล้วจึงทำให้ตอนหลังๆมันยาวมากน่าจะเกิน 10,000 ตัวอักษรเห็นจะได้ รู้สึกใสเจียที่คอมเม้นนั้นมีอยู่น้อยนิด ทำเอากำลังใจตกฮวบฮาบเลยทีเดียว... แต่ไม่เป็นไรยังไงไรเตอร์ก็จะเขียนต่อไปถึงแม้ว่าจะออกมาช้ามากขึ้นก็ตาม...




          
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

383 ความคิดเห็น

  1. #365 Angles Of Love (@nawarat5500) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2559 / 22:23
    อ้าว เพื่อนเก่ากลายเป็นศัตรูซะอย่างงั้น แถมยังโหดมากอีกด้วยมีแววเป็นบอสของมากเลยนะคะ
    แต่ซินางิเก่งจังเลย ขนาดโดนรุมยังรับมือไหวอีกนะ น่ารักที่สุดเลย~
    #365
    0
  2. #361 khonthap (@pimandd) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 22:54
    สู้ๆนะไรท์ สนุกกมากกค่ะะะ
    #361
    0
  3. #360 khonthap (@pimandd) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 22:53
    โอ้วววว~~
    #360
    0
  4. #356 アー (@Animelll) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2559 / 17:51
    ไรต์ เรื่องโลกศาสตรา นี้ทิ้งแล้วชิมิ
    #356
    1
    • #356-1 FUS RO DAH (@chainpotha) (จากตอนที่ 29)
      6 สิงหาคม 2559 / 21:34
      ยังไม่ทิ้งจ้า แต่เดี๋ยวจะเขียนรีไรท์ลงในเรื่องใหม่เลย
      #356-1
  5. #355 Pongza Eiei (@pongza111111) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 05:24
    ขอบคุณครับ
    #355
    0
  6. #353 Secr3t-Key (@Secr3t-Key) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 16:01
    ซึนางิตันของแม่ เก่งมากลูก คนอะไร๊น่ารัก งดงาม เจิศจรัส! แถมยังเทพ (แหม... ก็เทพนะ ถึงจะตกสวรรค์ก็เถอะ)
    #353
    0