"รวมมิตร" เรารวมกระทู้เด็ดมีประโยชน์ไว้ที่นี่เพื่อคุณ!

ตอนที่ 3 : “วิปลาส” ชื่อนี้ไม่ได้จบลงแค่ที่ความหลอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 พ.ค. 62

https://www.dek-d.com/board/view/3927800/


จำได้ไหม
ละครเวที “วิปลาส”?
ที่ไม่ได้จบลงแค่ที่ความหลอน




 

              เป็นกระแสที่โด่งดังในโลกโซเชี่ยล สำหรับละครเวที “วิปลาส” จากฝีมือนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ฝีมือเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา การแสดงระดับมืออาชีพยังต้องจับตามองที่ยอดเยี่ยมสุดจะบรรยาย

 

              แต่…



 

              เป็นที่น่าเสียดายที่กระแสโปรโมทละครเวทีนี้เป็นไปในมุมที่ให้ความสำคัญกับ “ความหลอนและความสยองขวัญ” มากกว่า “หัวใจสำคัญ” ที่ละครเวทีนี้สื่อออกมาได้อย่างทรงคุณค่าและแยบยล

 


เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กับละครเวทีที่ดีที่สุดจากนักศึกษา ม.ขอนแก่น เขย่าวงการ
ที่แม้แต่มืออาชีพยังต้องจับตามอง





คำนำ มักจะเป็นอะไรที่คนมองข้าม แต่สำคัญเสมอ
 



              สมัยนี้เรามักหลงลืม ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งนิสัยเช่นนั้นเองที่ทำให้คนไทยเรา “โฟกัสผิดจุด” และนำไปสู่ “ความเข้าใจผิด” จากวัตถุประสงค์ที่ผู้สร้างต้องการจะมอบให้เราในท้ายที่สุด


 

มาค้นหากันดีกว่าว่า ความจริงในสังคมไทยอะไรบ้าง ที่สะท้อนอยู่ในละครเวทียอดเยี่ยมแห่งนี้กันแน่?







 

ความรุนแรงระหว่างพี่น้องสายเลือดเดียวกัน และการกดขี่ข่มเหงคนก็ตามที่ด้อยกว่า

1.การกดขี่ข่มเหงระหว่างพี่น้อง

              ในสภาพสังคมความเป็นจริง หลายครั้งที่เกิดปัญหาและความรุนแรงระหว่างพี่น้อง ไม่ว่าจะด้วยความอิจฉา ความอยากได้อยากมี ความขัดแย้งทางการเงินยอดฮิตอย่างการแบ่งมรดก ไปจนถึงการกลั่นแกล้งจากคนในครอบครัวกับคนมีอุปนิสัยที่จะสามารถข่มเหงได้ ก็จะถูกเอาเปรียบไปโดยปริยาย






 


แม้จะเป็นห่วงนักเรียน แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง

2. การที่ครูบาอาจารย์กลัวที่จะเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง

              ในที่นี้เราไม่ได้จะโจมตีสถาบันครู แต่หลายครั้งที่พวกเราก็รู้ดีว่า ครูน้อยท่านที่พร้อมจะลงทั้งใจและกายเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้กับลูกศิษย์อย่างถูกต้องและเหมาะสม หลายครั้งที่ครูกลัวที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับปัญหาของนักเรียน ซึ่งแทนที่ปัญหานั้นจะได้รับการบรรเทาหรือแก้ไขให้ดีขึ้น กลับกลายเป็นแย่ลงเพราะถูกเพิกเฉย


 


การใช้นักเรียนเพื่อความสะดวกสบายของตน และการเลือกที่รักมักที่ชังในการให้คะแนน

3. ความมีน้ำใจหรือความกลัว ? ความถูกต้องหรือผลประโยชน์ ?

              คนไทยเรานั้นเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา โดยเฉพาะเราถูกปลูกฝังว่าครูนั้นเป็นผู้มีพระคุณที่เราต้องตอบแทน แต่แทนที่จะศรัทธาในความดีด้วยใจที่บริสุทธิ์ เรากลับทำอะไรบางอย่างด้วยความกลัวหรือแฝงไปด้วยผลประโยชน์หรือเปล่า?
 

              ทำไมนักเรียนที่ช่วยเหลือครู จึงถูกมองว่ามีน้ำใจมากกว่านักเรียนที่ไม่ได้ช่วย? ถ้าเป็นอย่างนั้นจะให้นักเรียนทั้งห้องช่วยถือกระเป๋าหรือไมค์พร้อมกัน 40–50 คนอย่างนั้นหรือ?

 


ถ้าไม่สามารถสร้างความประทับใจให้ครูได้ ก็จะถูกมองว่าเป็นคนใช้ไม่ได้หรือไม่?

 

              กับนักเรียนที่หน้าตาดี หรือที่มีพ่อแม่เป็นคนดัง มักจะได้รับความใส่ใจจากครูมากกว่าด้วยค่านิยมส่วนตัว แล้วอย่างนั้น… คะแนนที่เราได้รับ เกิดจากความยุติธรรม หรือสุดท้ายอยู่ที่ว่าใครสร้างความประทับใจให้ครูมากกว่ากัน?







 


ความสัมพันธ์แบบหมาหยอกไก่ ทั้งที่ตนเองและอีกฝ่ายก็ต่างมีเจ้าของแล้ว

4. การสนทนาแบบหมาหยอกไก่

              ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างมีเจ้าของแล้ว แต่บางครั้งเมื่อหน้าตาและปัจจัยทั้งหลายเป็นที่ถูกตาต้องใจ คนสมัยนี้ก็พร้อมที่จะแกล้งทำเป็นลืมว่าตัวเองมีศีลธรรม เลือกที่จะใช้คำพูดแบบหมาหยอกไก่ หรือที่เรียกว่า ถ้าอีกฝ่ายยอมเล่นด้วยนั้น ก็เท่ากับ “เหยื่อติดเบ็ด” แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย ก็แค่แก้ตัวว่าเป็น “การล้อเล่น” เท่านั้น เพื่อไม่ให้เสียหน้าหรือไม่ให้แฟนของตัวเองรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง







 


การย้อมแมวขายกางเกงชั้นในจากตัวละ 10 บาท ขายในราคา 500 บาท
ด้วยการโกหกว่าเป็นเกงเกงชั้นในที่สามารถรักษาได้ทุกโรค

5. การย้อมแมว ค้ากำไรเกินควรด้วยสรรพคุณจอมปลอม

              ในสมัยก่อน การโกงหรือโกหกลูกค้าถือเป็นความหายนะสูงสุดในวงการค้าขาย เพราะไม่ว่าสินค้าจะดีแค่ไหน คนทั้งตำบลก็พร้อมที่จะคว่ำบาตรจนทำให้พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถขายใครได้อีก แต่ในปัจจุบัน กลับตรงกันข้าม พ่อค้าแม่ค้าพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้สินค้าของตัวเองขายได้ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของผู้บริโภค มุ่งเน้นกำไร โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ยกตัวอย่างเช่น การขายครีมที่ทำให้ผิวขาวโดยผสมสารปรอท ที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นโรคทางผิวหนังไปตลอดชีวิต และถึงแม้จะเป็นข่าว ถูกฟ้องร้องจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เงินก็เป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้นได้







 


ผู้บริโภคหลงเชื่อ และหลงซื้อสินค้าเพราะตนเองขาดการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล

5. การหลงเชื่อสินค้า ขาดวิจารณญาณ เอาแต่ความอยากนำ

              เป็นเรื่องปกติที่หลายครั้งเรามักจะกลัมาถามว่าตัวเองว่า “เราซื้อของชิ้นนี้มาทำไมทั้งๆที่เราไม่อยากได้เลย?” นั่นก็เพราะเราใช้ “ความอยาก” นำ แทนที่เราจะใช้เหตุผลว่ามัน “จำเป็น” จริงๆหรือไม่??? เรากลับให้ความสนใจกับส่วนลดที่ใช้ได้ในระยะเวลาที่กำหนด การเสียเปรียบถ้าไม่รีบซื้อ พวกเราหลายคนกำลังถูกหลักการตลาดชักนำ ทำให้ใช้จ่ายเกินความจำเป็น เหลือเงินเก็บสำหรับกรณีฉุกเฉินเพียงน้อยนิด บางคนเป็นหนี้บัตรเครดิต ร้ายแรงที่สุดคือการบริโภคสินค้าอย่างไร้วิจารณญาณจนถึงแก่ชีวิต







 

เมื่อสินค้าไม่ดีถูกแนะนำต่อไปเป็นทอดๆ ทำให้ความเสียหายขยายออกเป็นวงกว้าง

6. การแชร์ต่อทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า ?

              สมัยนี้การแชร์เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกทำได้อัตโนมัติแบบที่ไม่ต้องคิดกันไปแล้ว เพียงแค่อาศัยหลักการที่คิดว่าน่าจะดี โดยไม่หาข้อมูลให้ถูกต้องเสียก่อน ทำให้ความเสียหายขยายเป็นวงกว้างเรื่อยๆ ในปัจจุบันการจะทำลายชื่อเสียง และสร้างข่าวเสียหาย ให้กับบุคคลหรือสถาบันเป็นเรื่องง่ายมาก เนื่องจากเราเชื่อในสิ่งที่ Social ตั้งใจป้อนให้เราอย่างง่ายดาย เพราะความขาดวิจารณญาณอย่างรุนแรงของเราเอง






 


การตีสมัยก่อน ผู้ใหญ่จะตีโดนยืนพื้นที่ความเมตตาเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันยังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่?

7. การลงโทษเด็ก ที่เอาแต่สะใจ มากกว่าหวังดี ?

              สมัยก่อนจะมีสุภาษิตที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งก็ดูจะไม่ผิดนัก เพราะคนรุ่นเก่าที่ถูกสั่งสอนด้วยไม้เรียว ก็โตมาเป็นคนดี ได้ดิบได้ดีก็มีมากอยู่ เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่สมัยก่อนนั้น เวลาตีเด็กๆก็ตีด้วยความเมตตาว่าอยากให้เป็นคนดี มีชีวิตที่ดี ให้หลาบจำในความผิดเพื่อที่จะได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเท่านั้น ผิดกับการตีเด็กในสมัยนี้ ที่เอาความสะใจอย่างเดียวเนื่องจากโกรธที่ไม่สามารถทำให้เด็กเคารพหรือทำตามที่ตนเองต้องการได้ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจอย่างคดี “คุณตาตีหลานวัย 2 ขวบจนเสียชีวิต” อันเกิดจากการ “ไร้วุฒิภาวะทางอารมณ์” ของผู้ใหญ่ที่ “ไม่มีความเมตตา” เน้นการระบายอารมณ์มากกว่าความหวังดี







 


ค่านิยมผิดๆ การนอกใจ ความเลวร้ายที่ทำให้สังคมไทยเสื่อมโทรมขึ้นทุกวัน

8. ค่านิยมผิดๆของการมีชู้ และการไปเป็นชู้กับคนอื่น

              ในสมัยก่อนใครที่มีชู้ก็แทบจะทำมาค้าขายไม่ได้ ไม่มีใครคบ แต่ในปัจจุบันกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ใครที่ตามที่มีชู้หรือที่เรียกกันตามภาษาวัยรุ่นว่ามีกิ๊กนั้น กลับถูกมองว่าเท่ เป็นคนมีน้ำยา เป็นคนเก่งที่สามารถแย่งของชาวบ้านเขามาได้ อีกทั้งยังมีพวกที่หวังความสบายหรือหวังที่จะรวยทางอ้อม ร้ายกว่านั้นคือพวกที่หลอกไปฆ่าทิ้งเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินและทรัพย์สินก็มีมาแล้วหลายคดี ค่านิยมผิดๆเช่นนี้ทำให้สังคมไทยเสื่อมโทรมขึ้นทุกวัน ทั้งยังไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของประเทศ เนื่องจากคนที่ไม่มีศีลธรรมย่อมทำงานให้ดีไม่ได้ และคนที่หวังแต่จะเกาะคนอื่นกินก็คือคนที่ไม่สู้งานและไม่คิดจะทำอะไร







 


ลูกที่ขอเงินพ่อแม่ โดยไม่รู้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในตอนนี้ลำบากมาก

9. ลูกขี้ขอ อยากได้อยากมี ไม่รู้อนาคต ไม่รู้คุณค่าของเงิน

              เราพูดถึงมุมของผู้ใหญ่มาเยอะแล้ว จะขอพูดถึงเด็กๆกันบ้าง การที่พ่อแม่จะอุปการะลูก ส่งเสียให้เรียนหนังสือและให้เงินค่าขนมนั้นเป็นความเมตตาและบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ลูกทุกคนต้องตระหนักได้ว่าเรามีทุกวันนี้เพราะใครเป็นคนเลี้ยงมา แต่ในปัจจุบัน แทนที่จะสนใจการเรียนและพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถพอ เพื่อที่จะได้ทำงานในตำแหน่งที่น่าภาคภูมิ กลับสนใจเพียงเรื่องของเทรนด์และแฟชั่น การได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงและสังคม Social โดยหารู้ไม่ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต และคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถพอ ก็จะได้รับการการันตี “ใบปริญญาที่มาพร้อมกับการตกงาน”







 


ด้านการดูแลรักษา การ Support การใช้ชีวิตและค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยทางจิตเวช

ของประเทศเรานั้นยังอยู่ในขั้นต่ำมาก

10. ผู้ป่วยทางจิตเวชไม่ได้รับการ Support และรักษาที่ดีพอจากรัฐบาล

              เมื่อเทียบกับเมืองนอก การ Treat ผู้ป่วยทางจิตเวชของเรายังอยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำมาก อย่างในต่างประเทศนั้น นอกจากผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านการใช้ชีวิตอีกด้วย ผิดกับในประเทศไทย ที่ผู้ป่วยทางจิตเวชส่วนมากถูกมองว่าเป็นภาระทางสังคม เป็นคนประหลาด ไม่น่าคบ ทั้งยังได้รับการดูแลแบบตามมีตามเกิดอยู่เป็นจำนวนมาก





 


ในคดีข่มขืน ที่ใช้เงินแลกกับการไม่ต้องเข้าคุกเข้าตาราง

11. การใช้เงินซื้อความถูกต้อง

              เป็นเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของคนไทยไปแล้ว ซึ่งคงเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับชาวต่างชาติ ที่มองว่าประเทศไทยช่างน่าอดสู ที่ไม่สามารถหาความยุติธรรมได้เพราะกฏหมายไทยยอมก้มหัวให้กับเงิน ซึ่งนั่นไม่ใช่เพียงส่งผลเสียต่อคนในสังคมเท่านั้น แต่นั่นหมายถึงต่างชาติที่อยากจะเข้ามาแย่งผลประโยชน์จากแผ่นดินไทยและคนไทย ก็สามารถเปลี่ยนหรือผ่านกฏหมายบางอย่างเข้ามาได้อย่างง่ายดายด้วย ซึ่งนั่นก็คือความจริงส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังคงลำบากอย่างในทุกวันนี้



 


การใช้กำลังกับผู้หญิง ที่ยังคงเป็นปัญหาของสังคมไทยและทั่วทั้งโลก

12. ผู้หญิง = กระสอบทราย ทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นเพศที่ต้องรองรับอารมณ์ผู้ชายอยู่แล้ว ???

              มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากการซ้อมและการตบตีใช้กำลังของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นสามี เจ้านาย หรือใครก็ตามที่มีรสนิยมชอบใช้ความรุนแรง เด็กและสตรีมักจะเป็นเหยื่ออยู่เสมอ ไม่ว่าการศึกษาจะพัฒนาไปได้ดีขึ้นแค่ไหน แต่สำหรับคนบางประเภท ทิฐิมานะนั้นก็ไม่สามารถลบเลือนให้หายออกไปจากจิตใต้สำนึกลึกๆได้ ค่านิยมที่ว่าผู้หญิงมีค่าน้อยกว่าผู้ชาย หรือผู้หญิงสมควรเป็นที่รองรับอารมณ์ต่างๆนั้นยังคงมีอยู่ในความเชื่อลึกๆของคนทั่วโลก

 

              ในสมัยก่อนคนไทยจะให้เกียรติผู้หญิงเป็นอย่างมาก เนื่องจากสมัยโบราณผู้ชายต้องเข้าเวร ออกรบ แล้วใครที่จะเลี้ยงลูกเต้า ทำนา เลี้ยงสัตว์ ขนเสบียงเข้าคลัง สืบสานวัฒนธรรม และดูแลกิจการงานต่างๆระหว่างที่ลูกและสามีออกศึกสงคราม??


              เห็นทีก็จะมีแต่สตรีเพศเท่านั้น ดังนั้นคนสมัยก่อนจึงให้เกียรติและเทิดทูนผู้หญิง อย่างจะเห็นได้จากอะไรก็ตามที่สำคัญ คนไทยมักจะเรียกขึ้นต้นว่า “แม่”  เช่น  แม่ทัพ, แม่กอง, แม่ธรณี, แม่คงคา, แม่ครัว, แม่ค้า ไปจนถึงการจะตั้งชื่อแม่น้ำ อย่าง แม่ปิง, แม่ยม และแม่กลอง เป็นต้น วัฒนธรรมอันดีงามของไทยเรานั้นมีที่มาที่ไปชัดเจน และไปเป็นแต่ในทางที่ดีงาม เราจึงไม่ควรสูญเสียความดีของไทยเรา เพียงเพราะทิฐิมานะในใจของเราเอง









 

แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุด
คือการที่เราถูกปลูกฝังผ่าน TV และสังคม ว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่อง “ปกติ”
ซึ่งนำไปสู่การเพิกเฉยเนื่องจาก “เข้าใจผิด” ว่าความรุนแรงเหล่านี้เป็นเพียง ”เรื่องธรรมดา”



 



 

ละครเวที “วิปลาส” เรื่องนี้ จึงเป็นเวทีที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทย ให้เราได้เห็นตัวเอง และตระหนักถึงความเลวร้ายของคนไทยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้น
 

หากวันนี้พวกเราไม่คิดที่จะพัฒนาจิตใจและการกระทำของเราและผู้อื่นให้ดีขึ้น วันที่พวกเราต้องเดินบนสังคมที่ลุกเป็นไฟจะต้องมาถึงในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน




 

ด้วยความปรารถนาดีและจริงใจ

ผู้เขียน

1 ความคิดเห็น