คัดลอกลิงก์เเล้ว

(Omegaverse) The boy you are talking about is my wife เด็กแว๊นคนนั้นภรรยาผมเอง

โดย Z.W.

อนันดา อัลฟ่าจากตระกูลผู้ดี ในคืนที่ฝนตก ทำให้เขาได้พบกับ แจ๊ส โอเมก้าเด็กแว๋นจากสลัม และกัดเข้าที่้ท้ายทอยจนได้กลายเป็นคู่กัน สุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยการแต่งงาน ทั้งๆที่ทั้งคู่ไม่ได้รักกันเลยสักนิด!

ยอดวิวรวม

336

ยอดวิวเดือนนี้

8

ยอดวิวรวม


336

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


15
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 ก.ค. 62 / 17:31 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
อนันดา
อัลฟ่าผู้ดี ผู้มีหน้าที่การงานและชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
แม้จะอายุอานามปาเข้าไปใกล้จะรถไฟขบวนสุดท้าย
แต่ถึงอย่างนั้นรถไฟทั้งขบวนก็พร้อมจะหยุดเพื่อเขา
แต่เหตุฉไน โชคชะตากลับทำให้เขาพบกับหนุ่มแว๊นในวันที่ฝนตก
และสุดท้ายเด็กแว๊นคนนั้นก็กลับกลายเป็นเจ้าสาวของเขาไปเสียอย่างนั้น!?



รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
แจ๊ส
เด็กแว๊น ดีกรีมัธยม 6 โอเมก้าผู้ที่ช่วงฮีตมาช้าเกินกำหนด จนชะล่าใจ
วันที่ฝนตก ขณะที่ออกไปซื้อของกินที่เซเว่น เขากลับพบกับอนันดา
ด้วยฮีทและกลื่นหอมหวานที่ชวนให้ใจเต้นตึกตัก
ในที่สุดท้ายทอยเขาก็ถูกครอบครองด้วยแฝงฟันอันแข็งแรงของอัลฟ่าผู้ดี
ที่บทดวงจะซวยได้ภรรยาเป็นเด็กแว่นข้างถนน




แจ๊ส X อนันดา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แจ๊ส ลูกสาว




The boy you are talking about

is my wife

เด็กแว๊นคนนั้นภรรยาผมเอง

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 6 ก.ค. 62 / 17:31

บันทึกเป็น Favorite


เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นตามจินตนาการ
ตัวละคร สถานที่ เวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องไม่มีอยู่จริง


The boy you are talking about is my wife

เด็กแว๊นคนนั้นภรรยาผมเอง

“พัสดุก่อปัญหา”

 

 à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม

 

“เดี๋ยวค่ะคุณลูกค้า! ต้องแลกบัตรก่อนนะคะ!” ประชาสัมพันธ์รีบออกเสียงห้ามมาตามหลัง ทำให้แจ๊สโดน รปภ. กันตัวไว้ก่อนจะได้ขึ้นลิฟท์ แจ๊สรีบค้นตัวเองทันทีแล้วก็หยิบบัตรยื่นให้ประชาสัมพันธ์สาวโดยไว

 

“ไม่ทราบว่าต้องการติดต่อที่ชั้นไหนคะ?

 

อ้าว เวรแล้วไง เพราะไม่ได้สนใจเลยไม่คิดจะถามด้วย รู้แค่ว่าไฝมันทำงานที่นี่

 

“เอ่อ... คือผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมรู้แค่ว่าเขาชื่ออนันดา ไชยอนันตทิศ”

 

“ทางเราไม่สามารถค้นหาด้วยชื่อ-นามสกุลได้นะคะ” ประชาสัมพันธ์สาวตอบอย่างสุภาพ แจ๊สคิดอยู่นานจนกระทั่งนึกออกว่าพัสดุจะต้องมีชื่อบริษัทอย่างแน่นอน

 

 

 

---- @ บริษํท X ชั้น 18 ---

          อนันดาเดินวนในห้องประชุม เอามือกุมหน้าผากไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะที่บ้านไม่มีใครรับโทรศัพท์เลยสักคน รวมถึงเทพแว๊นของเขาด้วย พัสดุที่ส่งมาจากอเมริกาเป็นของสั่งทำตัวอย่างที่สำคัญมากในการนำเสนอลูกค้าครั้งนี้ อีกเพียง 15 นาทีก็จะเริ่มการประชุมแล้ว จะว่าโชคดีไม่น้อยก็ได้ที่คนไทยไม่เคยมาตรงตามเวลานัดเลย

 

          ก๊อก ก๊อก

 

          “คุณอเล็กซ์คะ มีคนขอเข้าพบค่ะ” เลขาอนันดาเปิดประตูห้องประชุมเข้ามาแจ้ง

 

            “ใครอ่ะ” อนันดาหันไปถามเลขาสาว

 

          “เห็นคุณเขาแจ้งชื่อว่าคุณแจ๊สนะคะ” อนันดาตาเบิกโพลง ก็ไม่รู้หรอกว่าเมียตัวเองจะถ่อกายสังขารมาถึงที่ทำงานของเขาทำไม แต่ลางสังหรณ์บอกว่ามันต้องเป็นอะไรที่ดีแน่ๆ “โอเค” อนันดาเดินออกจากห้องตรงไปที่ล็อบบี้ของบริษัททันที โดยมีเลขาสาวตามมาติดๆ

 

          “แจ๊ส” อนันดาเดินกึ่งวิ่งเหยาะมาหยุดอยู่ที่หน้าล็อบบี้ มองเห็นแจ๊สที่หน้าแดงเพราะรีบตากแดดขับมอไซต์มา มือทั้งสองอุ้มพัสดุไว้อย่างแนบแน่นชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม อนันดาโล่งใจมากจนแทบจะอยากโผเข้าไปกอดภรรยาของตัวเอง แต่ก็ห้ามใจไว้ได้ทัน

 

          แจ๊สไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบยื่นพัสดุยัดใส่มืออนันดาทันที

 

          “ตรวจดูซิว่าครบไหม” แจ๊สชี้ก่อนจะสูดลมหายใจเขาลึกๆและลูบที่ท้องที่นูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาวิ่งมาทำให้รู้สึกร้อนและเหนื่อยมาก ความตื่นเต้นยังคงทำให้หัวใจเต้นเร็ว เขาหวังว่าเจ้าตัวเล็กจะไม่เป็นอะไร อย่างมากก็คงแค่รู้สึกเสียวไส้นิดหน่อยที่แม่บังเกิดเกล้าขับมอไซต์ผ่าไฟแดงก็เท่านั้น แน่นอนว่ามีคนกระซิบกระซาบมากมายเมื่อเห็นรอยกัดที่ต้นคอของแจ๊ส นั่นทำให้รู้ทันทีว่าเขาเป็นโอเมก้า

 

          “ดูซิ!” แจ๊สดุเบาๆ ร่างสูงสะดุ้งก่อนจะแกะพัสดุออกและพบว่าตัวอย่างสินค้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทุกประการ เขาโล่งใจมากก่อนจะยื่นให้เลขานำไปจัดเตรียมให้ลูกค้าก่อนเข้าประชุมในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

 

            “แจ๊....” อนันดาตั้งใจจะถามว่าแจ๊สโอเคไหม ความจริงเขาตั้งใจจะเข้าไปลูบท้องเสียด้วยซ้ำ ความน่าเอ็นดูของแจ๊สทวีคูณขึ้นทุกวันตั้งแต่เริ่มมีท้อง เมื่อเห็นว่าแจ๊สตั้งใจทำเพื่อเขาขนาดไหนก็อดประทับใจไม่ได้ ถึงแจ๊สจะไม่ได้สวยอะไร แต่เขาก็พยายามทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีตามที่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่แรก แต่ไม่ทันได้พูดอะไรก็มีคนเดินเข้ามาทัก

 

          “ตกลงเจอไหม?” เพื่อนร่วมงานของอนันดาเข้ามาทัก เป็นผู้จัดการแผนกวางแผนที่จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย และแน่นอนว่าเขาเป็นอัลฟ่า เขาคนนี้หันมามองที่แจ๊สอย่างสงสัย

 

          “เพื่อนนายหรอ?” เขาพอจะเดาได้จากบรรยากาศที่เป็นกันเอง และการแต่งตัวที่ไม่เข้ากับสถานที่ของแจ๊สแต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนอย่างอนันดา เป็นที่รู้กันดีว่าการแต่งงานนี้จัดขึ้นอย่างลับๆ มีเพียงใบสมรส สินสอด กับพิธีที่จัดไปแบบไม่ให้ผิดผีก็เท่านั้น แจ๊สพอจะมองสายตาของผู้จัดการแผนกวางแผนคนนี้ออกในทันที ถึงสีหน้าจะยิ้มแต่สายตายังไงก็หลอกใครไม่ได้ เขาเคยชินกับสายตาที่ดูถูกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นรวมไปถึงสายตาของสามีตัวเองในระยะแรกๆด้วย

 

          แจ๊สรู้ดีว่าถ้าคนอย่างอนันดามีทางเลือก เขาจะไม่มีวันเอาคนอย่างแจ๊สไปเป็นเมียโดยเด็ดขาด เขายังจำคำพูดของแม่เขยได้เสมอ ว่าถึงแม้เขาจะจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีลูกกับอนันดา แต่เขาก็ไม่มีสิทธิที่จะทำลายชีวิตและเกียรติยศของใครทั้งนั้น

 

“ขอบคุณที่ใช้ Lineman นะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมไปก่อน มีของต้องส่งอีกหลายที่” แจ๊สยิ้มแล้วก็เดินออกไปเสมือนว่าตัวเองเป็นพนักงาน Lineman จริงๆ

 

แจ๊สตีบทแตกเพราะก่อนหน้านี้ก็เป็น Lineman ส่งของมานับไม่ถ้วนอยู่แล้ว ใบหน้าของหนุ่มร่างบางแต่มีเนินท้องน้อยๆนี้ไม่มีความน้อยใจใดๆเจือปนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจเสียด้วยซ้ำที่เขาช่วยร่างสูงให้พ้นวิกฤตไว้ได้ทัน ทั้งยังปกป้องศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายไว้ได้อีด้วย ทว่า...

 

ฝ่ายอนันดานิ่งไปครู่หนึ่ง ยังช็อคและอึ้งกับคำพูดที่ไร้เยื่อใยนั้นของแจ๊ส

 

“ฉันก็ถามอะไรโง่ๆนะ ฮ่าๆ คนอย่างนายไม่มีทางเป็นเพื่อนกับเด็กสลัมคลองเตยแบบนั้นอยู่แล้ว” อีกฝ่ายเหน็บแนบเบาๆแบบไม่คิดอะไร เพราะเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มีโอกาสแซวหรือทำให้อนันดาเสียหน้าได้เป็นอันว่าทำหมด ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่ดันเป็นการแซวที่ดันผิดคน ผิดที่ และผิดเวลาเอามากๆ

 

อนันดาหน้าชา เขานึกว่าตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาจะทำให้เขากับแจ๊สผูกพันธ์กันมากขึ้น แต่เปล่าเลย ดูเหมือนแจ๊สจะสนใจแค่ลูกในท้องเท่านั้น แต่ไม่ได้สนใจอะไรกับสามีตามใบสมรสอย่างเขาเลยด้วยซ้ำไป ถึงเขาจะไม่เคยคาดหวัง ร้ายกว่านั้นเขายังดูถูกดูแคลนแจ๊สมาโดยตลอด แต่วันนี้เขากลับรู้สึกแน่นหน้าอก เหมือนความปวดอกมันจะเออขึ้นมาจุกตรงคอหอยอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

--- บ้านสวน ----

          “คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วค่า” กะเพราเดินเข้ามาในห้องครัว ผมที่กำลังช่วยคุณย่าเตรียมกับข้าวก็รีบล้างมืออกไปหาในทันที

 

          “ประชุมเป็นยังไงบ้าง!?” ผมรีบเดินออกไป มือหนึ่งประคองท้องไว้ อีกมือเท้าสะเอว ช่วงนี้ผมเริ่มจะปวดหลังบ้างแล้ว คงเพราะลูกตัวใหญ่ขึ้นละมั้ง? หรือเปล่านะ? ช่างมันเห่อะ ผมยิ้มกว้าง รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในครั้งนี้ แน่นอนผมเชื่อว่าอนันดาทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

 

          “ก็ดี” ร่างสูงพูดก่อนจะปลดเนคไทลงเล็กน้อย และเก็บร้องเท้าให้เข้าที่ อนันดาเดินผ่านเขาขึ้นไปข้างบนโดยไม่คิดจะแม้แต่มองหน้าแจ๊สด้วยซ้ำไป

 

          อะไรของมันวะ? ช่างเห่อะ สงสัยคงเหนื่อยมั้ง

 

          “คุณแจ๊ส” กะเพราดูงงๆเพราะไม่รู้จะทำยังไงกับน้ำเปล่าที่ยกมาให้ แต่เจ้านายดันไม่อยู่ให้ดื่มซะอย่างนั้น

 

          “ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่เอาขึ้นไปให้เอง แกไปช่วยคุณย่าเตรียมกับข้าวไป” แจ๊สสั่งแล้วก็หยิบน้ำตามอนันดาขึ้นไปข้างบน

 

          เมื่อเดินเข้าไปในห้อง แจ๊สก็ได้ยินเสียงฝักบัวเปิดอยู่ เขาวางน้ำไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะนั่งรอสามีอยู่ตรงนั้น ไม่นานอนันดาก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เขาดูตกใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะเห็นแจ๊สนั่งรออยู่ตรงนั้น อนันดาสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงวอร์มแบบสบาย ผิดกับแจ๊สที่เมื่ออยู่ในบ้านแล้วถูกคุณย่าสั่งให้ใส่ชุดคลุมท้องเนื้อดีที่แจ๊สแทบจะจำใจยัดตัวเองลงไปอย่างไม่คิดที่จะส่องกระจกบานใดอีกไปชั่วชีวิต

 

          “กินน้ำไหม? อึก!!!” แจ๊สพูดแล้วก็ลุกขึ้นจะยกน้ำให้ แต่เพราะลุกเร็วมากไปทำให้แจ๊สเกิดปวดหลังวาบขึ้นมา สีหน้าแจ๊สเจ็บปวดมาก ปฏิกิริยาอัตโนมัติของอนันดาทำงานในทันที เขารีบวิ่งเข้าไปประคองแจ๊สเอาไว้ มือข้างหนึ่งคว้าเข้าไว้ที่เอว อีกข้างโอบเข้าไว้ที่ไหล่เพื่อให้อีกฝ่ายผ่อนแรงในการทรงตัว

 

          แจ๊สหลับตาคิ้วขมวดแน่น ความปวดยังแล่นแปล๊บเข้าที่สันหลัง เขาสูดหายใจเข้าลึก มันเจ็บเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะทุเลาลงไปในที่สุด อนันดาพาแจ๊สไปนั่งบนเตียงนอนและคุกเข่าอยู่ข้างหน้า หน้าเสียด้วยความเป็นห่วง

 

            “ลูกไม่เป็นอะไรหรอก สบายใจได้” แจ๊สเห็นอย่างนั้นก็รีบเอ่ยปากทันทีเพราะไม่อยากเห็นอนันดาเครียด แต่ตรงกันข้าม สายตาของอนันดาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธฉับพลัน เขาลุกขึ้นก่อนจะเสยผมเปียกหมาดๆไปข้างหลังแล้วก็หัวเราะเบาๆด้วยความโมโห

 

          “แม้แต่ตอนนี้... เห่อะ! แจ๊ส เธอ.... เธอก็ยังคิดว่าพี่เป็นห่วงแค่ลูกอย่างนั้นหรอ?

 

          “อ้าว นี่กูพูดดีๆนะ ทำไมมึงต้องขึ้นเสียงใส่กูด้วยวะ”

 

          แจ๊สที่ไม่เข้าใจความหมายของร่างสูงก็เกิดโกรธขึ้นมาด้วย เพราะตัวเขาเองสำนึกอยู่เสมอว่าที่ตัวเองต้องมาเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนี้ก็เพราะเขาท้อง ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพราะแม่ของเขาไม่ยอมความแล้วก็ตั้งใจจะจับผู้ชายรวยๆเพื่อให้ตัวเองสุขสบายก็ตามที แต่ถึงอย่างนั้นโอเมก้าจากสลัมอย่างเขาก็รู้ตัวดีว่าควรอยู่ตรงไหนของตระกูลนี้

 

เพราะยิ่งเขารู้ตัวดีเท่าไร เขาก็ยิ่งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเขาได้มากเท่านั้น

 

          “พี่ไม่ได้ขึ้นเสียง!” อนันดาตะคอก

 

          “ที่มึงทำเขาเรียกว่าขึ้นเสียง! ส่วนแจ๊สก็ตะคอกกลับ

 

          ทั้งคู่ต่างเงียบกันไปพักหนึ่ง แจ๊สไม่เข้าใจจริงๆว่าอนันดาเป็นบ้าอะไร ก่อนหน้านี้ก็ยังคุยกันดีๆอยู่ ไหงกลายเป็นหมาบ้าเมนส์มาแบบนี้ได้ก็ไม่รู้ นี่ถ้าเป็นผัวเมียกันจริงๆ มีตบหัวหลุด

 

          อนันดามองหน้าแจ๊สก็รู้สึกเจ็บจิ๊ดขึ้นมาในอก มันคืออะไร เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่แจ๊สเข้าใจว่าเขาไม่ได้ห่วงใยอะไรในตัวแจ๊สเลย อนันดาก็รู้สึกมีน้ำโหขึ้นมาทันที อนันดาก้มมองแจ๊สที่เตี้ยกว่า ทั้งพินิจพิเคราะห์ไปทั่วทั้งร่างที่ถึงจะเป็นผู้ชาย แต่ก็ดูบอบบางมากเหลือเกิน จะเกิดอะไรกับแจ๊สบ้างในชุมชนแออัดแบบนั้น เขาไม่อยากคิดสภาพว่าถ้าวันนั้นที่แจ๊สเกิดฮีทไม่ใช่เขาที่ขับรถผ่านมาถามทาง แต่เกิดเป็นคนอื่น? และถ้าเกิดว่าแจ๊สตั้งท้อง และต้องเลี้ยงลูกในสลัมแบบนั้น?

 

          พี่เท่านั้นที่จะดูแลเธอได้ดีได้ การที่มันเป็นพี่น่ะถูกต้องที่สุดแล้ว

 

          “มึงคงเหนื่อย กูจะให้มึงนอนพักก็แล้วกัน” แจ๊สเลิกจ้องตากับอนันดา ก่อนจะพูดแล้วเดินหลบร่างสูงออกไปทางประตู

 

          “แจ๊ส!

 

          “หยุด! กูไม่อยากให้เราทะเลาะกัน โอเคนะ!

 

          แจ๊สชี้หน้า อนันดาหยุดกึก! ยอมรับคำสั่งของภรรยาแต่โดยดี เขามองตามแผ่นหลังของแจ๊สไปจนสุดทาง ก่อนจะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงใหญ่ แล้วเอาแขนทั้งสองข้างมาเกยกันที่หน้า ปิดตาเอาไว้ แล้วก็จิ๊ปากอย่างไม่พอใจ

 

 

 

--- วันเสาร์ 11 โมง ---

หลังจากเหตุการณ์เมื่อวานที่อนันดากลับมาก็โป้งป้างเข้าห้องนอนแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง ตบท้ายด้วยการหยุดไม่ให้ทั้งคู่ทะเลาะกันของแจ๊สไปแบบงงๆ แจ๊สรีบแต่เช้ามานั่งพับดอกบัวจัดใส่แจกันกับคุณย่าและกะเพรา เพราะว่าวันนี้จะนำไปถวายพระตั้งแต่เช้าตรู่ ปล่อยให้อนันดานอนอยู่ข้างบนเพราะไม่อยากปลุก

 

หลังจากไปทำบุญช่วงเช้ากันมาแล้ว แจ๊สก็เข้ามาช่วยคุณย่าเตรียมของทำกับข้าวตอนเที่ยง แต่ในใจก็ยังติดใจกับท่าทีของอนันดาเมื่อวานอยู่

 

แจ๊สลูก”

 

“...ห๊ะ... ครับย่า?แจ๊สรีบสบตาคุณย่าทันทีหลังจากเหมอลอยคิดถึงเรื่องที่คาใจ แทนที่จะถอดเกล็ดปลา ดันเอามีดหั่นปลาขาดเป็น 2 ท่อนซะอย่างนั้น คุณย่าแอบใจหาย กลัวจะได้กินต้มนิ้วหลานสะใภ้แทนปลานิล

 

แจ๊สไปดูหนูดาหน่อยลูกป่ะ ว่าเที่ยงนี้อยากกินอะไร” คุณย่าเสนอข้ออ้างชั้นเลิศเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการทากาวประสานรอยร้าวเล็กๆระหว่างหลานกับหลานสะใภ้คนโปรด

 

“เพราเห็นคุณหนูใหญ่นั่งทำงานอยู่ริมสระน้ำแหน่ะค่ะ” แจ๊สเห็นโอกาสเหมาะก็เลยรีบตกปากรับคำ ล้างมือให้หายเหม็นคาวก่อนจะรีบรุดออกจากห้องครัวไป

 

อ้าว พ่อเจ้าประคุณคุณแจ๊สของกะเพรา หั่นปลาซะขาดเป็น 2 ท่อนเลย แล้วจะเอาไปทอดยังไงล่ะคะเนี่ยยยย” ส่วนกะเพรากลัวว่าจะทอดปลาไม่สวย

 

 

 

—- ระเบียงริมสระน้ำ บ้านสวน —-

มึงอยากกินอะไรเที่ยงนี้?

 

วันนี้อากาศเย็นกำลังดี อนันดาเปิดแลปท็อปนั่งทำงานริมสระน้ำ แจ๊สค่อยๆเดินเข้าไปทัก และหวังว่าร่างสูงจะลืมเรื่องเมื่อวานทั้งหมด เหมือนที่ตัวเองลืมไปแล้ว

 

“...”

 

แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่ออนันดาทำเป็นหูทวนลมไม่ยอมตอบคำถามของแจ๊ส แน่นอนว่าไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ อยากกินอะไรก็ไม่ต้องได้กิน อดแดกไปเองเพราะมัวแต่อีโก้ก็เรื่องของมัน แจ๊สยักไหล่ เบะปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไป อนันดาถึงกลับหลับตาแน่นเพราะอดไม่ได้อีกต่อไป

 

“ทำไมเธอถึงพูดอย่างนั้น?” อนันดากด Enter เพื่ออัพโหลดงานครึ่งแรกส่งให้กับบริษัท แจ๊สหันตัวกลับมา กรอกตาเป็นนัยยะว่า เรื่องไหนอีกเนี่ย กูไม่หรู่เรื๊องงงงง! เพราะถ้าแจ๊สไม่ใส่ใจเรื่องไหน เขาก็ไม่คิดจะจำใส่ใจจริงๆ

 

“หมายถึงเรื่องอะไร?” แจ๊สเอ่ยถามเบาๆ มือเท้าสะเอวทั้งสองข้างเพื่อช่วยผยุงหลังและท้องไว้ วางมาดสภาพเหมือนเจ้ใหญ่คุมตลาดสดในชุดคลุมท้องสีชมพู คิดแล้วก็อุจาดตัวเอง

 

“ที่พูดอย่างนั้นที่บริษัทไง” ดูเหมือนต่อมหัวไวจะทำงานขึ้นมาในทันที แต่ถึงอย่างนั้น นั่นก็ไม่ได้ถูกเมมให้เป็นประโยคประวัติศาสตร์ในชีวิตของเขา เพราะในสลัมมีเรื่องเลวร้ายอีกมากมายที่ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า 100 เรื่องของช่องสามรวมกันเสียอีก ถ้าต้องมานั่งคิดมากทุกเรื่องก็อยู่ไม่ได้กันพอดี แจ๊สพยักหน้าเป็นอันว่าจำได้ ก่อนจะสาวเท้าเดินไปหาร่างสูง

 

“ก็..คือ... ไงดีล่ะ... ตามเงื่อนไขของคุณแม่(เขย)นั่นล่ะ” แจ๊สเกาหัวแกร่กๆ มือข้างนึงยังเท้าสะเอวอยู่ พูดจาเป็นปกติสุดจนต่อมความหมั่นไส้ของอนันดาทำงาน

 

“เงื่อน-ไข-อะ-ไร” อนันดายักคิ้วท้าทาย เสียงแข็ง คว้ามือขึ้นมากอดอกจ้องแจ๊สตาไม่กระพริบ

 

“นี่คนหรือปลาทอง?” แจ๊สว่า

 

“ตอบ” ร่างสูงยังคงยืนยัน จ้องภรรยาตัวเองตาไม่กระพริบ แจ๊สเสยผมไปด้านหลัง ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายจะสามารถจุกจิกได้ถึงขนาดนี้

 

“ก็ที่จะให้ใครรู้ว่ากูกับมึงเป็นผัวเมียกันไม่ได้ไง จบนะ?” แจ๊สพยักหน้าเล็กน้อยและถลึงตาไปด้วยเป็นเชิงบังคับ

 

เข้าใจเถอะนะผัวนะ มันเป็นแค่เรื่องเล็กเท่าขี้ปลากัดเท่านั้นเอง!

 

นี่เธอคิดว่าพี่จะอายเพราะเธอไปที่บริษัทพี่งั้นหรอ???” อนันดามองแจ๊สอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

 

อื้ม” แจ๊สพนักหน้าตอบปกติ และยังคงตอบได้อย่างไม่รู้ร้อนหนาว ก่อนจะเอามือลูบท้องน้อยๆของตัวเอง อนันดาได้เห็นท่าทีและความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นของแจ๊สก็ปวดหนึบในใจและรู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก

 

เห่อะ!” ร่างสูงสบถออกมาตัดพ้ออย่างเสียไม่ได้ ส่วนอีคนท้องที่ยืนอยู่ก็ซื่อบื้อเกินกว่าจะเข้าใจ อนันดาปิดหน้าจอแลปท็อปดังปึก! ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว

 

เห้ย!” แจ๊สตะโกนเรียก อนันดาหยุดกึกก่อนจะกันมาอย่างไม่เต็มใจนัก ถึงจะโกรธยังไง แต่เมื่อไหร่ที่เมียเรียก เป็นต้องหันกลับไปทุกที

 

“แล้วงานมันจะเสร็จไหมล่ะนั่น? คอมมึงอ่ะ มาเอาไปด้วย!” แจ๊สเอามืออีกข้างที่ไม่ได้เท้าสะเอวยันตัวไปชี้ไปที่อนันดา ตามด้วยชี้ลงโน้ตบุ๊คที่ร่างสูงทิ้งไว้บนโต๊ะริมขอบสระ

 

นี่กูหวังดีนะเนี่ย

 

อนันดาสูดหายใจเข้าลึก จ้องแจ๊สตาไม่กระพริบ

 

ใช่สินะ! ผัวน่ะ ไม่เคยจะสนใจเลย!

 

อนันดาหน้าบูดบี้ ก่อนจะเดินเข้ามาคว้าแลปท็อปจนมันแทบจะหล่นกระเด็นลงไปในสระ พร้อมทั้งมองภรรยาของตัวเองไม่วางตา

 

เห่อะ!” แล้วก็สบถใส่หน้าอีกฝ่ายเสียเต็มหน้าเต็มตาอย่างไม่เกรงใจ

 

อนันดาเดินหันหลังสาวเท้า ฉับๆๆๆ ออกไปอย่างน้อยใจสุดๆ โดยที่แจ๊สยังคงค้างอยู่ในท่าชี้โน้ตบุ๊ค

 

อะไรของมันว้าาาา?แจ๊สขมวดคิ้ว ยิ่งอยู่ด้วยกันนานวันเข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าอนันดาคิดอะไรอยู่ ที่สำคัญ พักหลักนี้ชักแปลก ถึงเขาจะเคยได้ยินมาบ้างว่าสามีบางคนก็แพ้ท้องแทนภรรยาของตัวเอง แต่ไม่เคยมีใครพูดว่าสมงสมองจะไปด้วย

 

แ ม่ งอารมณ์อย่างกับคนท้อง คนที่ท้องน่ะกูนี่” ว่าแล้วแจ้สที่เท้าสะเอวอยู่ก็ชี้ไปที่ท้องของตัวเอง

 

ช่างแ ม่ งแล้วกัน ปัญญาอ่อน” แล้วก็แอ่นหลังเดินเข้าไปในบ้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะอย่างนั้น



 



 เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นตามจินตนาการ

ตัวละคร สถานที่ เวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องไม่มีอยู่จริง

 

The boy you are talking about is my wife

เด็กแว๊นคนนั้นภรรยาผมเอง

“อดใจไม่ไหวจริงๆ”

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

วันนี้ทั้งวัน ทั้งคู่ไม่คุยกันเลยจนกระทั่งเข้านอน อนันดาที่ขึ้นห้องนอนไปก่อนนอนหันหลังไปอีกด้านของห้อง เขาหลับตาแต่ก็ยังตื่นอยู่ ได้ยินเสียงทุกอย่างตั้งแต่ภรรยาเข้าห้องมา เปิดฝักบัวอาบน้ำ จนกระทั่งเดินออกมาเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนอน แต่ต่อมความน้อยอกน้อยใจยังคงทำงานอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ถึงแจ๊สจะพยายามเดินป้วนเปี้ยนแถวๆเขาอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็มานอนโซฟาในห้องนั่งเล่นใกล้โต๊ะที่เขาทำงาน แต่ก็ไม่พูดกับเขาสักคำ อนันดามัวแต่คิดถึงตัวเองจนลืมไปว่า เมื่อวานแจ๊สก็เพลียมาแล้วจากการขับรถตากแดดไปกลับ หนำซ้ำวันนี้ยังต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดไปทำบุญกับคุณย่า แค่นั้นก็มากพอจะทำให้เขานอนได้ทั้งวันแล้ว

 

ฝั่งของแจ๊สก็เดินเข้าไปเปิดน้ำอุ่นอาบ ความจริงเขาชอบน้ำเย็นแทบใจจะขาด แต่คุณย่าสั่งว่าไม่ให้ราดตัวด้วยน้ำเย็นโดยเด็ดขาด ตอนนี้เขาแทบจะยืนอาบไม่ไหว ต้องลงไปนั่งในอ่างแล้วเปิดฝักบัวรดตัวเองแทน รู้สึกอึดอัดที่ช่วงท้องอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แจ๊สก้มมองที่ท้องตัวเองก่อนจะเอานิ้วจิ้มแล้วพบว่ามันแข็งพอควรอยู่เหมือนกัน แจ๊สพินิจท้องตัวเองอยู่นานมาถึงตอนนี้ก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าฟันสาวๆมานับไม่ถ้วน แต่กลับต้องมาพลาดท่าไปเป็นเมียชาวบ้านเขาเองซะนี่ นี่แหละหนาเวรกรรม

 

“ฟู่” แจ๊สพ่นลมออกทางปาก ก่อนจะเลือกชุดนอนแบบประโปรงมาใส่ บางทีเขาก็เริ่มชอบชุดที่คุณย่าซื้อมาให้แล้วเหมือนกัน เพราะเริ่มรู้สึกอึดอัดและขี้เกียจที่จะต้องใส่กางเกงเนื่องจากท้องที่ค่อยๆใหญ่ขึ้นทุกวัน เมื่อแต่งตัวเสร็จแจ๊สก็เดินไปที่เตียง เห็นได้ชัดถึงอาการงอนตุ๊บป่องของสามีที่อายุอานามก็ไม่ได้น่ารักพอจะทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว

 

“อนัน...” แจ๊สเรียกเบาๆแต่ไม่มีเสียงตอบกลับ อนันดาแกล้งทำเป็นหลับ

 

“ไอ้ไฝ” แจ๊สปีนขึ้นไปบนเตียงก่อนจะเอื้อมมือไปจับที่ไหล่ของอนันดา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆทั้งสิ้น แจ๊สเริ่มนึกอย่างแกล้ง จึงจับอีกฝ่ายพลิกกลับมาแล้วขึ้นคร่อมในทันที

 

“เฮ้ย! ทำอะไรเนี่ย!” อนันดาที่ไม่ทันตั้งตัว จะว่าเขินก็เขิน อายก็อาย ที่ว่างอนอยู่ก็หายไปในบัดดล

 

“ทำเป็นตอแหล ไหนว่านอนแล้วไง” แจ๊สหัวเราะใส่อย่างสะใจ อนันดาได้แต่กัดฟันแล้วก็หลบตาเพราะไม่มีสติพอจะเถียงอะไรได้ ยิ่งพ่อเจ้าประคุณทูนหัวนั่งทับตรงส่วนนั้นแล้วก็ยิ่งทำให้อนันดาฟุ้งซ่าน หน้าของเขาแดงซ่านไปจนถึงใบหู ทั้งที่อายุอานามก็เกิน 30 ไปไกลโขแล้วแต่กลับอายเหมือนเด็กๆอายุ 15-16 ที่ไม่ประสีประสาเรื่องบนเตียงซะอย่างนั้น

 

“นี่ ถามจริงช่วงนี้เป็นอะไร” แจ๊สเริ่มกลับมาน้ำเสียงจริงใจหลังจากที่หยอกอนันดาเล่นอยู่นาน ราวกับสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานกำลังคุยกัน ตัวอนันดาเองพอได้ยินคำถามที่จริงจังอย่างนั้น ความกำนัดก็หายไปหมดสิ้น เขาจ้องมองภรรยาที่อยู่ข้างบน สายตาของแจ๊สดูจริงจังมากจนเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า ความน้อยใจไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย อนันดายกมือขึ้นจับเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของแจ้สก่อนจะค่อยๆไล้ขึ้นไปจับที่ข้อแขน

 

“เธอไม่รู้จริงๆหรอว่าพี่เป็นอะไร” อนันดาถามด้วยเสียงที่ออกเศร้าเล็กน้อย

 

“ถ้ากูรู้จะถามไหมล่ะ ไอ้นี่” แจ๊สก็ตอบตามภาษาคนสลัม ไม่มีจริต ไม่มีแง่มุมแอบซ่อนเจือปน อนันดามองหน้าภรรยาราวกับไม่ได้เห็นมานาน

 

นี่เราก็มีเมียแล้วนี่หว่า แถมยังท้องแล้วด้วย ใครจะเชื่อว่าตั้งแต่เกิดมาเจอผู้หญิงเล่นหูเล่นตา โปรยเสน่ห์มารยาใส่มานับไม่ถ้วน แต่กลับต้องมาตกร้องปล่องชิ้นกับผู้ชายตรงหน้าคนนี้ที่ตรงไปตรงมายิ่งกว่าถนนวิภาวดีรังสิตเสียอีก ว่าแล้วอนันดาก็ขำเล็กๆกับตัวเอง เสน่ห์ในตอนที่เขาขำ ก็ทำเอาแจ๊สหน้าแดงเหมือนกัน

 

“เอาดีๆ” แจ๊สพูดเตือน

 

“เอาท่าไหนล่ะ?” ว่าแล้วอนันดาก็เอามือล้วงเข้าไปที่ขาอ่อนของแจ๊ส

 

“ไอ้ไฝ!!! ไอ้เหี้ย!

 

ปุก! ปุก! ปุก! แจ๊สเอาหมอนทุบอนันดาเต็มแรง หน้างี้แดงจากแก้มไปถึงใบหู ความจริงเขาเองก็พูดจาสัปดนเสียยิ่งกว่านี้อีกเวลาอยู่บนเตียงกับสาวๆ แต่ไม่คิดว่ามาโดนเองแล้วมันจะรู้สึกอับอายขนาดนี้

 

“โอ้ย! โอ้ย! แจ๊ส!” ร่างข้างใต้เริ่มโวยวายเพราะรู้สึกเจ็บ แจ๊สยังคงทุบไม่หยุดเพราะไม่รู้จะเก็บอาการอายมากมายขนาดนี้ไว้ได้ยังไง จากคำถามธรรมดา ไหงกลายไปเป็นเรื่องน่าเกลียดแบบนั้นได้ แน่นอนว่าแจ๊สไม่ชินเลย เพราะเรื่องทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุทั้งนั้น ไม่ว่าจะในแง่มุมของกฎหมาย และข้อตกลงของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย แค่จะอ้าปากพูด เขากับอนันดายังไม่มีโอกาสด้วยซ้ำไป ไม่มีตรงไหนเลยที่เกิดจากความรักความผูกพัน ถึงจะเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายก็จริง แต่นอกจากลูกแล้วก็แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

 

“มึงอย่าพูดแบบนั้นอีกนะ กูขนลุก” แจ๊สหยุดมือก่อนถลึงตาใส่คนข้างใต้ แต่ด้วยความที่แจ๊สขยับตัวไปมาระหว่างเอาหมอนทุบอนันดาอยู่นั้น ก็ทำให้ระหว่างขาตรงนั้นของร่างสูงเกิดชูชันขึ้นมา แจ๊สหน้าแดงยิ่งกว่าเก่า หน้าเหวอจนทำอะไรไม่ถูก อนันดาเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่ในขณะที่แจ๊สกำลังจะลุกขึ้นหนี มือใหญ่ก็เข้ามาจับแขนเอาไว้แล้วก็รีบยันตัวขึ้นมา

 

“แจ๊สจะไปไหน แจ๊สอยากฟังพี่ตอบไม่ใช่หรอ?” อนันดายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แจ๊สเอามือยันหน้าอนันดาเอาไว้ แต่ไม่วายร่างสูงกับแลบลิ้นออกมาเลียจนแจ๊สต้องรีบดึงมือกลับ

 

“ไอ้โรคจิต!!!” แจ๊สตะโกนด่า พยายามจะตะเกียดตะกายลงไปให้ได้โดยไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ตัวเองจะท้องหรือไม่ ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย แต่ไม่วายไปๆมาๆก็ถูกล็อคตัวไว้ด้วยแขนกำยำทั้งสองข้างของอนันดาเสียแล้ว มีเพียงท้องกลมๆน้อยๆที่คั่นกลางระหว่างเขากับอีกฝ่ายเท่านั้น

 

ลูกจ๋า ช่วยแม่ด้วย! T[]T

 

อนันดาเงยหน้ามองแจ๊สที่อายจนแทบม้วนแผ่นดินแล้วก็รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตรงกลางระหว่างขานั้นสงบลงแล้วเมื่อเขาคิดถึงความน่ารักมากกว่าความเซ็กซี่ของคนตรงหน้า อนันดาเลือกที่จะทะนุถนอมแจ๊สไปก่อน(แค่ตอนนี้เท่านั้น) เขาหอมเข้าที่กลางอกของแจ๊สจนอีกฝ่ายร้องเสียงหลง ก่อนจะก้มลงไปหอมทีท้องเบาๆ

 

“...กูเวียนหัว...” แจ๊สเริ่มหายใจไม่สะดวก เพราะตื่นเต้นด้วย แล้วก็เหนื่อยด้วย ทำให้แจ๊สรู้สึกเหมือนจะเป็นลม อนันดาเลยเลิกแกล้ง จัดหมอนให้เข้าที่แล้วค่อยๆเอนแจ๊สนอนลงบนเตียง จากนั้นก็เอนตัวนอนตะแคงลงข้างๆแจ๊ส แล้วเอามือเท้าศีรษะมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา

 

“เลิกทำแบบนี้ได้ป่าววะ เป็นผู้ชายเหมือนกัน มันยังไงไม่รู้” แจ๊สพูดก่อนจะหลบตาอนันดาและกระพริบตาถี่ๆ อนันดายิ้มบางๆ

 

“เธอเป็นเมียพี่ เป็นแบบนี้ก็ถูกแล้ว มันไม่ยังไงหรอก เธอคิดไปเอง” เสียงอนันดาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะเขยิบเข้าไปหาแจ๊ส อีกฝ่ายตัวเกร็งเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะโดนทำอะไรบ้าง คนอย่างอนันดาถ้าคิดจะทำอะไร ก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ

 

ร่างสูงค่อยๆเอื้อมมือใหญ่ขึ้นไปจับที่ใบหน้าของแจ๊ส ผิวของแจ๊สไม่ได้เนียนขาวใสเหมือนคนอื่นๆที่เขาเคยคบมา ซ้ำหน้าก็ไม่ได้เกลี้ยงเกลาอะไร แต่กลับทำให้ใจของอนันดาเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา มือหน้าค่อยๆเชิดหน้าของแจ๊สขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะประทับจูบลงไปบนริมฝีปากแห้งกร้านของแจ๊ส

 

แจ๊สได้แต่หลับตาเพราะไม่รู้จะทำยังไง แถมยังเผลอกลั้นหายใจด้วย กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีตัวเองก็แทบจะหมดลม อนันคลายจูบออกอย่างช้าๆ แจ๊สรีบเอามือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าไว้ทั้งหมด เพราะไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกแล้ว อนันดาเห็นอย่างนั้นก็ตั้งใจเข้าไปหอมฟอดหนักๆทีหนึ่งจนแจ๊สต้องส่งเสียงหลง ไม่วายซุกไซร้เข้าไปที่ซอกคออีกชุดหนึ่งจนหนำใจ แล้วเขาก็เอื้อมมือไปปิดไฟที่หัวเตียง

 

“พรุ่งนี้ปลุกพี่ด้วยนะ” อนันดาว่าแล้วก็หลับตาลง แจ๊สค่อยๆแง้มมือออกมาแล้วก็จ้องเข้าไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายที่อยู่ในระยะประชิด

 

แสงจันทร์สว่างผ่านม่านเข้ามายังในห้องนอน ทำให้แจ๊สเห็นหน้าของอนันดาได้ชัดเจน เปลือกตาบางๆ ขนตาหนาดำขลับหนาเป็นแพ ไฝใต้ตาที่แจ๊สชอบล้อเลียนอยู่เสมอ คิ้วเข้มที่ไม่เป็นระเบียบ กับจมูกโด่งกำลังดี ใบหน้าขาวใสเกลี้ยงเกลา แทบจะไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นสามีของตัวเอง ไม่หนำซ้ำเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ยังบ่งบอกอะไรบางอย่างที่มีนัยยะสำคัญด้วย

 

พรึ่บ!

 

แต่ไม่ทันไร อนันดาก็ลืมตาขึ้น เหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องอยู่

 

“เห้ย!

 

เพี๊ยะ!

 

แจ๊สตกใจก็เลยเผลอตบหน้าอนันดาไปทีนึง ตัวเองก็ตกใจเหมือนกัน ส่วนอนันดาก็เอามืออีกข้างขึ้นมาลูบที่แก้ม

 

“ขอโทษนะ! เจ็บไหม? แจ๊สยันตัวขึ้นจับเข้าที่ใบหน้าของอนันดา

 

“มือหนักนะเราเนี่ย ไม่เจ็บหรอก นอนๆ” อนันดาบอกปัดก่อนจะหลับตาลง เขาสั่งให้แจ๊สนอน แต่มืออีกข้างเอาขึ้นมาทาบกับมือแจ๊สไว้ไม่ยอมปล่อยไปไหน ดูเหมือนครั้งนี้อนันดาจะหลับไปจริงๆ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ จนแจ๊สเริ่มกลัวใจตัวเองที่เริ่มมีความปรารถนาในตัวอนันดาขึ้นมา

 

 

 

--- เช้าวันอาทิตย์ ----

          “แจ๊ส... แจ๊สครับ” แจ๊สสะลึมสะลือก่อนจะยกผ้าขึ้นมาคลุมโปงตามความเคยชินตั้งแต่เกิด

 

          “แม่... ขอ 5 นาที” แจ๊สว่า อนันดาค่อยๆเขี่ยผ้าออกเล็กน้อยก่อนจะขบเข้าที่ใบหูเบาๆ แต่แจ๊สที่เรียกได้ว่าตั้งแต่เล็กยันโตต้องเอาแชลงมางัดออกจากที่นอนก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด มีแค่เสียงหัวเราะดังคิกๆๆเท่านั้น จนอนันดาถอดใจที่จะปลุก

 

          งั้นก็ไปทั้งแบบนี้เลยแล้วกัน

 

          แจ๊สรู้สึกเหมือนมีใครยกตัวเองขึ้น แต่ก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด อนันดาอุ้มแจ๊สไปทั้งๆอย่างนั้นก่อนจะสั่งให้พี่สมจิตเปิดประตูรถที่ปรับเบาะเอนรอไว้แล้ว ร่างสูงค่อยๆวางภรรยาลงอย่างช้าๆ ก่อนจะไปลาคุณย่า

 

          “คุณย่าจะไม่ไปด้วยกันจริงๆหรอครับ ผมไม่อยากให้คุณย่าอยู่บ้านคนเดียวเลย” อนันดายังคงคะยั้นคะยอ แต่คุณย่าส่ายหน้า

 

          “ไปกับน้องเถอะหนูดา ย่ามีสมจิตกับกะเพราอยู่ด้วย ไม่เป็นไรหรอก” คุณย่ายิ้มก่อนจะลูบที่ใบหน้าหลานเบา อนันดาก้มหน้าลงหอมแก้มคุณย่า 1 ทีก่อนจะออกเดินทาง

 

          “สมจิตฝากดูแลคุณย่าด้วย กะเพราอย่ามัวแต่ดูซีรีย์นะ” อนันดายิ้ม พูดติดตลกก่อนจะส่วนแว่นตากันแดดและมุดตัวเข้าไปในรถ

 

 

 

--- ระหว่างทาง ---

แสงแดดเริ่มแยงตาแจ๊สมากขึ้นทุกที จนเขาต้องพลิกตัวมานอนตะแคงอีกด้านหนึ่ง โดยที่เขารู้สึกว่าเตียงโยกขึ้นโยกลงเล็กน้อยอย่างประหลาด ด้วยความที่รถยุโรปกว้าง ทำให้เจ้าตัวนอนสบายจนใกล้จะเที่ยงเต็มที ภายในรถแอร์เย็นฉ่ำ บวกกับเพลงบรรเลงที่คลอเบาๆ และกลิ่นหอมจางๆของใบเตยที่แจ๊สชอบซึ่งคุณย่าให้เอาติดรถมาด้วย

 

“อื..ม...” ไม่นานแจ๊สก็ตื่น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในรถเสียแล้ว อนันดาหันมาส่งยิ้มให้นิดหน่อยก่อนจะหันหน้ากลับไปมองถนนตามเดิม แจ๊สขยี้ตาแล้วมองไปรอบๆซึ่งเต็มไปด้วยภูเขา

 

แจ๊สสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเขายังคงสวมชุดนอนตัวเมื่อวานอยู่เลย เขามองซ้ายมองขวาไปรอบรถ ไม่มีใครเลยนอกจากเขากับอนันดา

 

“เรากำลังจะไปไหน?” แจ๊สถามก่อนจะปรับเบาะขึ้นนั่งในระดับปกติ มันแต่สารวนหาที่ปรับเบาะอยู่ตั้งนาน จนอนันดาต้องเสี่ยงเอื้อมไปปรับให้เพราะเป็นที่ปรับเบาะไฟฟ้า แจ๊สตีมือให้ร่างสูงกลับไปขับดีๆตามเดิมเพราะกลัวอนันดาจะเสียหลักพาทั้งสองกลับบ้านเก่าไปด้วยกัน

 

“ไปเที่ยวไง ตั้งแต่แต่งงานกันมาเราก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนกันเลย” อนันดาพูด แจ๊สยอมรับเหตุการณ์ตรงหน้าไปแบบงงๆ เขาก้มลงมองชุดของตัวเอง

 

“แต่ถ้ามึงให้กูแต่งชุดแบบนี้ หัวเด็ดตีนขาดกูก็ไม่ลงจากรถนะ” แจ๊สขู่ ชุดนอนกระโปรงสีครีม


"ไอ้บ้าที่ไหนลงไปเที่ยวด้วยชุดนี้ได้ก็ตายห่าไปซะเถ่อะ!" อนันดาหัวเราะเบาๆ

 

“พี่เตรียมมาให้แล้ว ไว้เราไปถึงโรงแรมค่อยเปลี่ยนก็ได้” อนันดาเสนอ แต่โดนแจ๊สโวยวายจนหูชา จึงต้องหาปั๊มแวะเข้าห้องน้ำให้แจ๊สเปลี่ยนเสื้อ แจ๊สที่ลังเลอยู่นานว่าจะเข้าห้องน้ำชายหรือห้องน้ำหญิงดี แต่ในเมื่อสำเนียกได้ว่าตัวเองหน้าตาโหดออกปานฉะนี้ก็เลยอุ้มท้องนูนๆเขาห้องน้ำชายไปอย่างเนียนๆ ไม่วายยังโดนแม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดมองหน้าด้วย

 

ในที่สุดทั้งคู่ก็ขับรถมาถึงโรงแรมบูทีคขนาดกลาง ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูง รถที่จอดเป็นรถหรูมีระดับทั้งสิ้น เรียกได้ว่าคณะทัวร์ไม่มีสิทธิเข้ามาในโรงแรมนี้ได้เลย แจ๊สมองซ้ายมองขวาอย่างประทับใจ โรงแรมที่หรูสุดที่เคยไปก็แค่แอมบาสเดอร์พัทยาเมื่อ 15 ปีก่อนเท่านั้น

 

“คุณอนันดาและภรรยาใช่ไหมคะ?” สาวประเภทสองที่ดูเหมือนผู้จัดการบุคลิกภาพดีมากเข้ามาต้อนรับ เธอสวมปลอกคอที่แสดงให้เห็นว่าเธอคือโอเมก้าอย่างแน่นอน ด้วยความเป็นโอเมก้าเหมือนกัน สายตาที่เธอมองแจ๊สดูเป็นมิตรมากกว่าจะได้รับการดูถูกอย่างที่ควรจะเป็น การต้อนรับของโรงแรมมีความทั่วถึงมาก เธอเชิญให้ทั้งคู่นั่งรถกอล์ฟชมทั่วโรงแรม มีทั้งส่วนของสระว่ายน้ำรวมขนาดใหญ่ที่จำลองทำให้เหมือนทะเล สปา-ซาลอน และศาลากลางสระบัวที่ติดกับสวนสไตล์ญี่ปุ่นผสมอังกฤษและไทย และสุดท้าย...

 

“โห...” ก็คือห้องพักของพวกเขาเอง แจ๊สตกใจกับขนาดห้องมหึมา ที่ปูด้วยไม้มะฮอกกานีสีน้ำตาลแดงเคลือบเงาสวยทั่วทั้งพื้นห้อง เตียงขนาดใหญ่โรยด้วยดอกมะลิแบบไทยๆ รวมถึงขนมและเครื่องดื่มต้อนรับที่มีทั้ง ทองหยิบ ทองยอด ฝอยทอง ผลไม้ 3-4 อย่าง และน้ำเสาวรสเย็นๆเปรี้ยวชื่นใจ อนันดาให้ทิปเบลบอย ในขณะที่ภรรยาแว๊นของเขากระโดดโลดเต้นไปทางนู้นทีทางนี้ที อนันดาปลีกตัวตรวจดูน้ำอุ่นในอ่างที่โทรบอกพนักงานให้เปิดรอไว้ก่อนพวกเขาจะมาถึง เพราะแจ๊สบ่นอยากอาบน้ำตั้งแต่ในรถแล้ว แจ๊สที่มัวที่ตื่นเต้นก็เปิดประตูตรงระเบียงออกไป ไอร้อนนิดๆต่อด้วยลมพัดเย็นสบายปะทะเข้าที่ใบหน้าของเขา ทัศนียภาพข้างหน้าเผยให้เห็นทั้งภูเขาที่อยู่ไกลๆ ระเบียงทอดไปเป็นทางยาวคล้ายท่าเรือส่วนตัวไปยังสระบัวตรงหน้าที่ไม่มีระเบียงกั้นใดๆ แจ๊สถอดร้องเท้าและเอาน้ำจุ่มลงสระบัว

 

“อา...” น้ำใสเย็นทำเอาแจ๊สถึงกับครางเบาๆอย่างไม่อาย ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำอยู่นั้นเองอนันดาก็เข้ามาอุ้มตัวเขาจนลอย

 

“เห้ย!” แจ๊สผวากลัวจะตกลงไปเพราะข้างหน้าเป็นสระบัวจึงคว้าเข้าที่คอของร่างสูงโดยอัตโนมัติ อนันดาหมุนตัวพาแจ๊สเข้าไปข้างใน ไม่สนใจเสียโหวกเหวกโวยวายของภรรยาแล้วมุ่งตรงไปที่ห้องน้ำ เสียงมึงมาพาโวยของแจ๊สหยุดทั้งทีเมื่อเห็นห้องน้ำด้านใน ที่บุด้วยหินอ่อนสีขาวสวยแผ่นใหญ่ มีกล้วยไม้สีม่วงขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างสวยงามกลางห้อง อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เหมือนสระน้ำส่วนตัวขนาดย่อมก็ไม่ปาน ตั้งอยู่ระนาบเดียวกับพื้นห้องชนิดไม่ต้องปีนป่ายให้เสียเวลา

 

“ทำอะไรน่ะ!” แจ๊สตะโกนลั่นหลังจากหันไปอีกทีก็เห็นสามีตัวเองปลดกระดุมเสื้อทั้งหมดออกเสียแล้ว จนประโยคนี้จะกลายเป็นประโยคเด็ดของอาทิตย์นี้ไปเสียแล้วเพราะแจ๊สพูดบ่อยเหลือเกิน

 

“ก็ถอดเสื้อผ้า อาบน้ำไง” อนันดาตอบแล้วก็แกล้งกางเสื้อออกแรงๆ! เผยให้เห็นซิกแพคที่ไม่ว่าใครเห็นแล้วก็ต้องอยากเข้าไปเชยชม

 

แล้วอนันดาก็ชี้นิ้วไปที่แจ๊สพร้อมกับทำท่ากระดิกนิ้วลงเป็นเชิงให้ถอดเสื้อออกแจ๊สเบี่ยงตัวกระชับเสื้อผ้าไว้แน่น

 

"ใครมันจะไปถอด!!!"

 

“ไม่เอาน่า เป็นผัวเมียกันแล้วจะอายอะไรอีก พี่ก็เคยเห็นของเธอทุกซอกทุกมุมแล้วแท้ๆ” อนันดาแกล้งทำท่ารำคาญก่อนจะพูดอย่างไม่มียางอาย แจ๊สแทบอยากจะกริ๊ดออกมาเป็นภาษาขอมโบราณถ้าทำได้ ติดอยู่ตรงที่ว่าเขาเป็นผู้ชายเลยกริ๊ดไม่เป็น

 

“ทำไมมึงหน้าด้านขึ้นทุกทีๆห๊ะไอ้ไฝ!?” แจ๊สสังเกตถึงความเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของผู้เป็นสามี ก็อดที่จะทั้งสงสัยและกลัวไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอนันดาคิดอะไรอยู่ ถึงแม้เขาจะรู้ว่าอนันดาเป็นคนเก่ง การศึกษาดี มีชาติตระกูล เชื่อฟังผู้ใหญ่ เป็นผู้ดีศรีสยาม แต่ลึกๆแล้วเขาก็ยังไม่รู้นิสัยใจคอของอีกฝ่ายดีนัก ผิดกับตัวเขาเองที่เหมือนหนังสือให้คนอื่นมาเปิดอ่านได้ง่ายๆ เพราะอยู่ในสังคมที่ไม่จำเป็นต้องมีลับลมคมนัยอะไรกันมากมาย เพราะไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว

 

“ด้านได้ อายอดไงที่รัก” ว่าแล้วอนันดาก็เดินเข้ามาหาแจ๊ส แจ๊สที่ถอยหลังร่นหนีจนไม่มีที่จะหนีอีกต่อไปแล้วก็ต้องยอมจำใจให้ร่างสูงปลดกระดุมออกแต่โดยดี เมื่อมาถึงกระดุมเม็ดสุดท้ายอนันดาก็ค่อยกางเสื้อเชิ้ตออก เผยให้เห็นท้องกลมนูนแบบชัดๆ อนันดาดูอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะเอามือกุมที่ปากแล้วหันหลังให้แจ๊ส เทพแว๊นถึงกับงงเพราะก่อนหน้านี้คือปฏิกิริยาวัวแก่จะเขมือบหญ้าอ่อนชัดๆ จู่ๆกลายเป็นไอ้ไฝไก่อ่อนซะอย่างงั้น

 

อนันดาที่จู่ๆก็เกิดอาการเขินขึ้นมาเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นคนเสกเด็กเข้าท้องของแจ๊สจริงๆ เขารู้แค่ว่าเขาทำแจ๊สท้อง แต่ไม่เคยเห็นหลักฐานจริงๆจังๆ เมื่อได้เห็นท้องนูนนั้นชัดๆแบบเปล่าเปลือยก็ทำให้เขารู้สึกใจวาบๆและขนลุก เมื่อความคิดที่ว่าท้องกลมๆของแจ๊สนั้น กำลังมีเด็กตัวน้อยๆคนหนึ่งที่มีเชื้อสายของเขานอนอยู่ในนั้น อนันดาก็ดีใจจนมากจนไม่สามารถหุบยิ้มได้ จังหวะนั้นเองแจ๊สรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำเข้ามาสวมทับทันที

 

สุดท้ายแจ๊สก็ดื้อแพ่งลงแ ม่ งทั้งชุดคลุมอาบน้ำ อนันดาจึงแก้เผ็ดโดยการลงน้ำแบบเปลือยทั้งตัว

 

“โอ้ยยยย ไอ้ควายเอ้ย!” แจ๊สไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่า อนันดาขำคิกคักเหมือนเด็กๆก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาหาแจ๊ส แต่ก่อนที่แจ๊สจะได้ลุกขึ้นจากอ่าง อนันดาก็เข้ามาประชิดตัวเขาเสียแล้ว

 

“อี๊!” ไม่ทันให้แจ๊สได้ตั้งตัว อนันดาก็เข้าไซร้ที่ต้นคอ และค่อยๆโลมเลียมันอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งบรรจงแหวกเสื้อคลุมที่ชุ่มน้ำของแจ๊สออก อนันดาเคลื่อนริมฝีปากจากต้นคอลงมาครอบคลุมยอดปทุมของแจ๊ส และใช้ลิ้นกวาดความหอมหวานไปทั่วจนสาแก่ใจ

 

“อื้ออออ... อ่าาาา” แจ๊สครางออกมาอย่างไม่เกรงใจ แอ่นอกต้อนรับริมฝีปากของอนันดาด้วยความเต็มใจ

 

“ซี๊ดดดด” เมื่อความเสียวซ่านมาถึงจุดสูงสุด แจ๊สก็ปลดปล่อยออกมาน้ำรักออกมาจนหมด มือทั้งสองโอบรอบคอของผู้เป็นสามีและฝังใบหน้าไว้กับไหล่หนา ก่อนจะหอบหายใจแรงด้วยความสุขสม

 

“แจ๊ส...”

 

อนันดาอุ้มแจ๊สขึ้นก่อนจะหมุนตัวให้หลังของเขาติดกับขอบอ่าง เขาจับแจ๊สให้นั่งบนตักของเขาโดยที่แผ่นหลังของแจ๊สชิดกับแผ่นอกของตน ชายผู้เป็นสามีวางมือทั้งสองข้างลงที่ขาอ่อนทั้งสองของภรรยาสุดที่รัก มือของอนันดาไล้เข้าไปถึงด้านใน ก่อนจะค่อยๆแยกมันออกอย่างช้าๆ แจ๊สหายใจแรงขึ้น หัวใจเต้นแรงเพราะไม่รู้ว่าจะโดนทำอะไรกันแน่ อนันดาจับให้ใบหน้าของแจ๊สเอียงเข้ามาหาเขาแล้วประกบจูบอย่างดูดดื่ม

 

“อืมมม” ร่างสูงจูบแจ๊สครั้งแล้วครั้งเล่าจนปากร่างบางเจ่อบวม แจ๊สรับรู้ได้ถึงแก่นกายที่แข็งขืนซึ่งอยู่ระหว่างต้นขาของเขา และค่อยๆเอามือเลื่อนลงไปจับความเป็นชายของร่างสูงเอาไว้

 

“พี่อยากเข้าไปตัวแจ๊สใจจะขาดแล้ว...” อนันดากระซิบเข้าที่ข้างใบหูและโลมเลียใบหูเข้าไปถึงด้านใน มือของแจ๊สเล็กเกินกว่าที่จะกอบกุมความยิ่งใหญ่นั้นไว้ได้ทั้งหมดด้วยมือข้างเดียว จนเขาเองก็เริ่มหน้าแดงเมื่อรู้ว่าอนันดาต้องการจะเข้ามามากขนาดไหน แจ๊สเลื่อนมืออีกข้างลงไปเคล้าคลึงแท่งสวาทไว้ ก่อนจะค่อยๆกดมันเข้าไปในช่องรักของเขาอย่างช้าๆ

 

“อื้มม... อ่า... แจ๊ส.... ลึกอีก” อนันดาบีบเข้าที่ต้นขาของแจ๊สเพื่อบรรเทาความเสียวซ่านแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ร่างสูงบีบเข้าที่ขาอ่อนแน่นและเคล้าคลึงเป็นเชิงให้แจ๊สค่อยๆใส่เข้าไปช้าๆ ช่องทางรักของแจ๊สทั้งแคบและแน่นมากจนอนันดาเจ็บไปหมด แต่ในความเจ็บนั้นก็ปนไปด้วยความเสียวซ่านเสียแทบอกจะระเบิด เมื่อเข้าไปได้ครึ่งนึง อนันดาก็เริ่มขยับตามสัญชาตญาณ

 

น้ำในอ่างเริ่มกระเฉาะออกมาไหลนองไปตามพื้น อนันดาพรมจูบที่หลังคอของแจ๊ส ก่อนจะขยับเอวแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงขยับเข้าออกทำเอาแจ๊สตัวเกือบลอยจนร่างสูงเลยต้องกดเอวของคนตรงหน้าเอาไว้

 

“อ่ะ..อ่ะ..อ่ะ...อ่ะ...อ่ะ...” แจ๊สครางเป็นจังหวะตามแรงกระแทกของอนันดา มือข้างหนึ่งจับเข้าที่แขนแกร่งของร่างสูงไว้ ส่วนมืออีกข้างยันกับขอบอ่างเพื่อให้เขาได้กดแก่นกายของชายผู้เป็นสามีให้เข้าไปข้างในลึกขึ้นอีก การร่อนเอวอย่างช่ำชองของแจ๊สทำเอาอนันดาแทบคลั่ง

 

“อ่า... แจ๊ส... พี่จะซอยแล้วนะ” ร่างสูงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจัดแจงเชิดหน้าของแจ๊สขึ้น ในขณะที่มืออีกข้างล็อคเข้าที่ขาหนีบของแจ๊ส ก่อนจะกระหน่ำซอยอย่างไม่ยั้ง

 

“อ๊ะๆๆๆๆๆๆๆๆ!! อนัน!” ใบหน้าที่ถูกเชิดอยู๋ของแจ๊สไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากครางเท่านั้น ร่างบางน้ำตาซึมด้วยความสุขสม อนันดาเอานิ้วล้วงเข้าไปในโพรงปากของแจ๊ส ทำให้นิ้วของเขาเสียวซ่านและชุ่มไปด้วยน้ำลายของอีกฝ่าย ใบหน้าของภรรยาที่แดงซ่านไปด้วยอามรมณ์รักสร้างอารมณ์ดิบที่ทำให้ช่วงล่างดำเนินไปอย่างเร้าร้อน แจ๊สลืมตาและหันไปมองอนันดาที่อยู่ด้านหลัง เลื่อนมือไปจับที่แขนของอนันดาช้าๆในขณะที่ร่างกายกระเผื่อมจากแรงขยับของร่างสูงอยู่ตลอดเวลา

 

“อ..นัน... อ๊ะ! ระ.. อ่ะ! ...ระวั....โดนลู..ก” แจ๊สพูดไม่ถนัดนักเพราะอนันดากระแทกแก่นกายเข้าออกตลอดเวลา จนความเสียวซ่านจุกขึ้นมาถึงคอ อนันดาได้ยินดังนั้นก็ดึงสติกลับคืนมา เขาผ่อนเอวลงจนกลายเป็นขยับอย่างเนิบนาบและเชื่องช้า อนันดาหายใจเข้าลึกจนสุดและพ่นออกแรงๆเพื่อกำราบความดิบของตัวเอง และตัดสินใจกระแทกแรงๆเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อปลดปล่อยน้ำรักเข้าท่วมมดลูกของแจ๊ส แจ๊สกระตุกหลายครั้งก่อนจะเสร็จกิจ เขาหอบตัวโยน เอนตัวพิงกายร่างสูงและบิดตัวช้าๆอย่างสุขสม เขาไม่เคยคิดเลยว่าอนันดาจะเร่าร้อนรุนแรงได้ถึงขนาดนี้

 

อนันดาโอบกอดแจ๊สเอาไว้แน่น มือหนึ่งลูบเข้าที่ท้องอย่างช้าๆเป็นเชิงขอโทษทั้งแม่และลูก เขาจูบเข้าที่ไหล่ของแจ๊สเบาๆ อนันดาไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรรุนแรงเลย แต่พอได้ลิ้มลองแจ๊สแล้วมันก็หยุดไม่ได้ เขาไม่อาจมีเซ็กส์อย่างอ่อนโยนกับแจ๊สได้จริงๆ อนันดาค่อยๆถอนแก่นกายออกจากตัวแจ๊สก่อนที่มันจะแข็งอีก เขาจับแจ๊สให้หมุนกลับมานั่งบนตักของเขา และหันหน้ามาสบตากัน

 

มือข้างหนึ่งของอนันดาจับเข้าที่ใบหน้าของแจ๊ส และยื่นหน้าไปจูบอีกฝ่ายๆเบาๆเป็นเชิงขอโทษอยู่หลายครั้ง แจ๊สหลับตาและจูบตอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งคู่ทำอย่างนี้อยู่เนิ่นนาน

 

 

 

--- ---

 

 

 

“แจ๊ส ไม่เอาน่า” ตอนนี้อนันดาแทบจะกราบให้แจ๊สยอมออกมาจากผ้าคลุมโปง ตั้งแต่เสร็จกิจกามอันโรแมนติกตามแบบสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันแล้ว แจ๊สก็แทบจะมุดตัวหายเข้าไปในผ้าห่มและไม่ยอมออกมาอีกเลย อนันดาที่ว่าแน่ยังไม่สามารถดึงผ้านั้นให้หลุดได้จนต้องยอมแพ้

 

          “เธอเกลียดพี่แล้วหรอ?” อนันดาถามเสียเศร้า แจ๊สได้ยินดังนั้นก็ส่ายหัวอย่างรุนแรงทั้งๆที่อยู่ในผ้า

 

          “งั้นก็ออกมาคุยกับพี่ดีๆสิ” แต่ถึงกระนั้นแจ๊สก็ส่ายหัวอีก อนันดาถอดใจเพราะไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเลือกที่จะเล่นมุขน้อยใจซะเลย

 

          “ใช่สิ เธออยู่กับพี่ก็เพราะลูก เธอไม่เคยสนใจเลยว่าพี่จะเป็นยังไง เธอไม่สนใจการแต่งงานของเราด้วยซ้ำไป”

 

ถ้ากูไม่สนใจ กูจะร่อนเอวขนาดนั้นไหม สาดดด!

 

อนันดานั่งตรงขอบเตียงเงียบๆ แต่ตาเหล่มองแจ๊สที่ห่อตัวเป็นเทมปุระชุบแป้งทอดอยู่ตลอดเวลา แจ๊สนิ่งเงียบ มองดูดีๆก็ขนลุกเพราะสภาพราวกับผ้าห่อศพมูลนิธิปอเต็กตึ๊งก็ไม่ปาน

 

          “...ก็มันรับไม่ได้นี่...” แจ๊สเอ่ยผ่านผ้าห่ม

 

          “...” อนันดายังคงเงียบอยู่ แจ๊สที่ไม่เห็นภาพอนันดากลั้นหัวเราะก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ ทำให้กดดันจนต้องพูดต่อ

 

          “ปกติเรื่องแบบนั้น... ควรจะเกิดขึ้นกับ... คน... สวยๆ... มัน...” แจ๊สพูดตะกุกตะกัก แทบจะภาวนาให้เตียงสูบเขาให้หายไปจากโลกนี้เลยทีเดียว

 

          “หมายความว่าแจ๊สจะยอมให้พี่กอด หลังจากที่แจ๊สไปทำศัลยกรรมแล้ว?” อนันดาพูดติดตลก ก่อนจะกดริมฝีปากลงจูบกระหม่อมของแจ๊สอย่างเอ็นดูทั้งๆที่มันยังคลุมโปงอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ อนันดาลูบที่ศรีษะของแจ๊สเบาๆ

 

          “แจ๊สไม่ดีใจหรือไงที่พี่ต้องการแจ๊สถึงขนาดนั้นน่ะ กับคนอื่นที่ผ่านมาพี่ไม่เคยทำแรงอย่างนั้นมาก่อนเลยนะ แจ๊สเป็นคนแรกที่พี่รู้สึกว่าอยากจะทำให้ท้องไปตลอด 10 ปีเลย ถ้าไม่ติดว่าท้อง พี่จะทำเธอครางใต้ร่างพี่จนฟ้าสางเลย” แจ๊สนิ่งไปพักนึงก่อนจะยกเข่าศอกเข้าที่สีข้างของอนันดาเต็มแรง จนเจ้าตัวต้องลงไปจุกนอนกองกับพื้น

 

          เดี๋ยวมึงจะได้ครางใต้ตีนกูจนฟ้าสางนี่แหละ

 

          “โอ้ยยยย” อนันดาจับที่สีข้าง นั่งมองภรรยาตัวแสบที่ยังตายไม่รู้จักฟื้นในผ้าคลุมโปงสีขาวข้างบน อนันดานั่งมองท้องที่นูนออกมาผ่านผ้าห่ม พร้อมทั้งคิดว่ามันจะเป็นยังไงนะถ้าเด็กคนนั้นได้ออกมาวิ่งเล่นข้างนอกนี่ แค่คิดว่า วันหนึ่งห้องนอนขนาดใหญ่เช่นนี้จะไม่พออีกต่อไปในอีก 3-4 ปีข้างหน้ากับเด็กๆที่อาจเพิ่มขึ้นมาสัก 2-3 คน ก็ทำให้หัวใจของอนันดาพองโตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

          เมื่อความเจ็บเริ่มบรรเทาแล้ว ร่างสูงจึงลุกขึ้น ก่อนจะก้มลงจูบที่ท้องของแจ๊ส

 

          “แข็งแรงๆนะครับคนเก่ง แล้วรีบออกมาหาพ่อกับแม่ไวๆนะ” แจ๊สค่อยๆลดผ้าที่คลุมโปงลงมา ก่อนจะจ้องไปที่ท้องของตัวเอง เขาเห็นอนันดานั่งลูบนั่งคุยกับท้องของเขาอย่างกับคนบ้า ขนาดเขาเป็นแม่ยังไม่อินอะไรขนาดนั้น อาจเป็นเพราะเขารู้ตัวว่าลูกอยู่กับตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้วก็ได้มั้ง แต่พอได้เห็นอย่างนั้น มันก็ทำให้เขารู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก มันทำให้เขาคิดถึงแม่ ที่ถึงแม้จะท้องเขาด้วยความไม่ตั้งใจ แต่แม่กลับมีความยินดีมาตลอดที่เขาจะได้เกิดมา แจ๊สรู้สึกขอบคุณแม่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทั้งยังคิดถึงคำพูดของแม่ที่ว่า แม่ได้เลือกผู้ชายที่ดีคนหนึ่งให้กับเขาแล้ว และดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่เรื่องโกหกเลย

 

          “อนัน...” ในที่สุดแจ๊สก็ยอมออกมาสบตากับอนันดาดีๆสักที อนันดาหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ว่าไง?

 

          “มึงจะรักลูกไหม?” แจ๊สถาม อนันดาขำน้อยๆ ก่อนจะประคองที่ท้องของแจ๊สเบาๆ

 

          “ลูกพี่ พี่ก็ต้องรักสิคะ” แจ๊สได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจ แต่ส่วนลึกยังมีคำถามที่คาใจอยู่เสอมมา แต่ไม่เคยกล้าถามออกไป “ต่...”

 

            “ต่อให้ลูกเกิดมาจากคนอย่างกูน่ะหรอ?” แจ๊สตัดสินใจที่จะเอ่ยออกไปในที่สุด พร้อมกับจ้องหน้าอนันดาด้วยความกลัว กลัวทั้งคำตอบและกลัวทั้งสีหน้าที่จะเปลี่ยนไป

 

เลือดครึ่งหนึ่งของลูกย่อมต้องมาจากตัวเขา ความจริงเกือบทั้งหมดลูกจะต้องได้จากตัวเขาด้วยซ้ำไป ถึงจะเลิกเหล้าและบุหรี่อย่างถาวรด้วยความตั้งใจอย่างที่สุดก็ตาม แต่เขาก็ตะหนักดีว่าตัวเองมีสารพิษมากมายที่ไม่เหมาะกับการอุ้มท้องเอาเสียเลย หลายครั้งที่เขากังวลที่ไม่กล้าบอกใครทั้งนั้นว่าตัวเองกลัวขนาดไหนที่อาจจะคลอดลูกออกมาไม่สมบูรณ์ ไหนจะเรื่องชาติตระกูล นิสัยสันดาน การศึกษา ที่เขาแทบจะด้อยไปซะทุกเรื่องเมื่อต้องอยู่ในวงสังคมผู้ดีเช่นนี้ ถึงจะรู้สึกโชคดีแทนลูก แต่ใจลึกๆก็กลัวเหลือเกินว่าลูกจะต้องอับอายในอนาคตเพราะมีแม่เป็นโอเมก้า ทั้งยังเป็นอดีตเด็กแว๊นอย่างเขาหรือเปล่า?

 

          อนันดานิ่งไปสักพัก เขารู้ดีว่าคำถามแบบนี้แฝงไปด้วยอะไรบ้าง แจ๊สก็เหมือนหนังสือที่พร้อมให้ทุกคนเปิดอ่าน การจะแอบซ่อนความคิดนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย จากรอยยิ้มเล็กๆเปลี่ยนมาเป็นใบหน้าสุขุมแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน

 

          “เธอไม่รู้หรอกว่าในโลกของพี่ มีเด็กมากมายแค่ไหนที่ถูกบ่มเพาะมาให้รู้จักเสแสร้งและเลือกคบคนที่ผลประโยชน์มาตั้งแต่เล็ก ทั้งกิจกรรม งานอดิเรก การเรียน แม้แต่ขนมหรืออาหาร พวกเราก็ถูกจัดไว้เป็นระบบ พ่อแม่ต่างทุ่มเทกำลังและเส้นสายเพื่อผลักดันให้พวกเราเป็นผู้มีเกียรติยศและชื่อเสียงในสังคม จนวันหนึ่งที่พวกเรารู้สึกว่าตัวเองมันว่างเปล่า และจริงๆ ชีวิตมันคืออะไรกันแน่...”

 

          อนันดาประทับจูบเบาๆลงที่ริมผีปากของแจ๊ส

 

          “แต่พี่รู้ว่าทุกอย่างจะต่างไปถ้าลูกของพี่มีเธอเป็นแม่” อนันตอบ ก่อนจะยกมือของแจ๊สขึ้นมาหอมทั้งสองข้าง

 

          “เราสองคนจะสอนในสิ่งที่พวกเราเคยทำพลาดไม่ให้ลูกเดินตามรอยเรา และสอนในสิ่งที่ดีของพวกเราให้ลูกกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งบนโลกนี้... มันไม่เกี่ยวหรอกว่าแจ๊สจะเป็นโอเมก้า หรือพี่จะเป็นอัลฟ่า... พี่เห็นอัลฟ่าเลวๆก็เยอะแยะ โอเมก้าไม่ดีก็มีถมเถ ข้าราชกาลส่วนใหญ่ที่โกงๆกันอยู่ก็เบต้าทั้งนั้น แล้วเธอจะยังไปยึดติดอะไรกับมันอีก?

 

          “แต่กูไม่รู้ว่าจะต้องเลี้ยงลูกยังไง?” แจ๊สพูดเสียงสั่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เขาเพิ่งมารู้เอาเดี๋ยวนี้เองว่าอนันดารู้สึกกับเขายังไง ถึงจะในฐานะแม่ของลูกก็ตาม แต่รู้แค่นั้นก็เพียงพอแล้วว่าอีกฝ่ายยอมรับและไว้ใจให้เขาได้เป็นแม่ของลูกอย่างแท้จริง อนันดายิ้มก่อนจะดึงผ้าห่มออก

 

          “ดีแล้ว ^_^ เพราะถ้าเธอรู้ พี่จะโกรธสุดๆ เพราะนั่นแปลว่าเธอเคยมีลูกกับคนอื่นมาแล้ว ” อนันดาพูดเสียงเย็นเยียบ ผิดกับหน้าตาที่กำลังยิ้มอยู่แต่แฝงไปด้วยความเลือดเย็น อาการซึ้งของแจ๊สหายไปในบัดดล ก่อนจะรู้สึกดีใจมากที่ตัวเองเลิกเจ้าชู้ตั้งแต่รู้ตัวว่าท้อง ไม่งั้นก็ไม่ต้องคิดสภาพว่าตัวเองจะต้องเจอกันอะไร

 

“แจ๊สไม่อยากรู้หรอกว่าถ้าพี่โกรธจริงๆมันจะเป็นยังไง พี่ค่อนข้างขี้หึงนะ ^_^” แจ๊สกระตุกยิ้มที่มุมปาก เริ่มรู้สึกว่าลึกๆแล้วสามีของเขาก็แอบร้ายไม่ใช่เล่น แจ๊สเริ่มที่จะภาวนาและตัดสินใจว่าเวลาเข้าวัดทำบุญจะขอให้ลูกเหมือนคุณย่ามากกว่าที่จะเหมือนพ่อของมันเอง

 

“แล้วถ้ากูเคยมีลูกมาก่อนล่ะ?” แจ๊สลองแกล้งถามเล่นๆ

 

“หรือว่าแจ๊สเคยมีจริงๆล่ะ? ^______^

 

มันถามผมกลับ ถึงปากจะยิ้ม แต่บอกตรงๆว่าตาของมันแสดงความเหี้ยมอำมหิตออกมาอย่างไม่ปกปิดใดๆ ผมงี้ใจตกต่ำไปถึงตาตุ่ม บอกตรงๆว่าสมัยเรียนช่างกลก็ตีรันฟันแทงกับเขามาเยอะ แต่ไอ้พวกนั้นมันเป็นพวกบ้าๆ ร้ายที่สุดก็คือเอาปืนไล่ยิงกันหรือไม่ก็เอามีดสปาร์ต้าร์ไล่ฟันคู่อริจนนิ้วขาดแขนขาดจนห้องต่องแต่งเท่านั้น แต่กลับไอ้คุณอนันดานี่ ผมกลับรู้สึกว่าเขาจะทำอะไรที่เลวร้ายกว่า เหี้ยมอำมหิตกว่า ชนิดที่ว่าอาจจะไม่หลงเหลือจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์เลยก็ได้

 

“ไม่มีทั้งนั้นแหละ แค่เจ้าตัวนี้ก็ไม่ไหวแล้ว” แจ๊สถอนหายใจก่อนจะจับเข้าที่ท้อง อนันดาพอใจกับคำตอบแล้วยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มแจ๊สหนักๆหนึ่งที

 

ถ้าเกิดว่าพี่รู้ว่าเธอเคยมีลูกล่ะก็... พี่จะจ้างคนให้ไปฆ่าพ่อเด็กอย่างเงียบๆ แล้วก็จะส่งเด็กคนนั้นไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ให้ได้เจอหน้าเธออีกเลยตลอดชีวิต แต่พี่ก็ดีใจนะ ที่พี่ไม่ต้องทำแบบนั้นเนี่ย ^______^ เฮ้ออออ




เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นตามจินตนาการ

ตัวละคร สถานที่ เวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องไม่มีอยู่จริง


The boy you are talking about is my wife

เด็กแว๊นคนนั้นภรรยาผมเอง

“คุณยายทวดยุพิน”

 

 

 

อย่างที่ผมคิดไม่มีผิด คนอย่างอนันดาไม่มีหรอกที่ว่าจะมาเที่ยวอย่างเดียว อนันดาบอกผมว่าเที่ยงนี้ พวกเราจะมีนัดไปทานข้าวที่บ้านคุณทวด ซึ่งท่านย้ายกลับมาพำนักอยู่ที่ภูมิลำเนาเดิมของท่านคือพิษณุโลก หลังจากที่คุณปู่เสียชีวิตลง และไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อผมเอ่ยว่าท่านไม่เหงาหรือที่กลับมาอยู่ที่นี่ อนันดากลับมีแววตาเศร้า

 

วันนี้อนันแต่งตัวเนี้ยบกว่าที่เคย หวีผมเรียบแปล้ ใส่เสื้อสีขาวสะอาดนวลตาใส่เข้าในกางเกงสแล็คเนื้อดีสีน้ำตาลอ่อน ผิดกับผมที่ดูเหมือนคนรับใช้มากกว่าที่จะเป็นภรรยาของผู้ดี แต่ถึงอย่างนั้นคุณสามีก็ไม่ได้ยี่หระอะไร กับเสื้อมีปกสีสุภาพใส่เข้าไปในกางเกงยีนส์สีซีด ที่ผมพยายามหามาจากกองเสื้อผ้าที่ถูกจัดไว้ให้ในกระเป๋า (ซึ่งสำหรับผมนี่ถือว่าเรียบร้อยที่สุดในชีวิตแล้ว) แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าบ้านของคุณทวดยุพิน เขากลับรู้สึกอยากหันหลังและแว๊นมอไซต์หนีหายไปในเมืองให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

“เหมือนหนังในเรื่องเปิงมานเลยนะ” ผมพูดพลางกลืนน้ำลาย ถึงจะไม่มีหมอกขาวๆเป็นเอฟเฟคก็ตาม

 

“เปิงมานอะไร?” อนันดาทำหน้าสงสัย ขมวดคิ้วดกหนาเข้าหากันก้มลงถามผมขณะเราเดินเข้าไปยังตัวบ้านเรื่อยๆ

 

“ก็เปิงมางที่นุ่นเล่นเป็นนางเอกไง ที่เอาหนังนุ่นไปทำเป็นกลองอ่ะ” ผมพยายามอธิบาย เรื่องเปิงมางดังจะตาย! ไม่เคยได้ยินได้ไง

 

“จะมีคนที่ไหนบ้าเอาหนังคนมาทำเป็นกลองล่ะแจ๊ส” แต่สงสัยผมคงจะทำหน้าเหมือนเมียที่ผิดหวังอย่างรุนแรงเพราะผัวตัวเองไม่เคยดูหนังดังระดับประเทศ อนันดาจึงหัวเราะคิกคักราวกับเด็กๆ เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้จักหนังเรื่องนี้จริงๆ อาจจะเพราะความเป็นผู้ดีของเขานั้นจะนำพาให้เขาดูแต่หนังประเภทที่สร้างความคิดและแรงบันดาลใจ มากกว่าหนังยอดฮิตติดตลาดไทยอย่างหนังผีหรือหนังรักมุขตลกที่ต้องจบแบบเฮริทๆซะทุกรายไป แจ๊สเองก็ไม่รู้จะไปต่อยังไง ทั้งคู่ก็เลยเข้าสู่สภาวะความเงียบเฉียบพลัน

 

“ไว้กลับบ้านแล้ว เรามาดูด้วยกันนะ” อนันดายิ้มก่อนจะเอามือหนาเข้าไปจูงมือของแจ๊สเอาไว้ แล้วรีบก้มลงไปแย่งจูบจากริมฝีปากก่อนที่ร่างบางจะได้โวยวายเสียอีก แจ๊สเองก็พึ่งรู้ว่ามือของดาทั้งใหญ่และหนา รวมไปถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามืออีกด้วย เขาไม่เคยสังเกตอะไรจริงๆจังๆเลยเกี่ยวกับอนันดาจนกระทั่งวันนี้ ทั้งคู่เดินผ่านพุ่มต้นมะลิของคุณย่าที่ส่งกลิ่นหอบอบอวลต้อนรับผู้มาเยือนจากแดนไกล และทันใดนั้นเองที่เสียงทุ้มต่ำเล็กน้อยดังขึ้นเบาๆจากข้างบน

 

“มากันแล้วรึ” เป็นเสียงอู้อี้เล็กน้อยคล้ายกับคนกินหมากอยู่ แจ๊สสะดุ้งเพราะใจก้ผวากับบรรยากาศเปิงมางอยู่แล้ว แต่ก็กลั้นใจเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องตกตะลึงในความงามของคุณทวดยุพินท่านนี้ คุณทวดมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับสามีของเขาไม่มีผิด หรือจริงๆควรจะเรียกว่าอนันต่างหากที่ถอดแบบจากคุณทวดมา ท่านสวมเสื้อลูกไม้สีบานเย็นและผ้านุ่งลายพื้นถิ่นที่ปลายผ้าปักดิ่นทองงามมากเหลือเกิน จนแจ๊สเองยังเผลอต้องในมนต์สะกดไปเลย ดูดีๆแล้วคุณทวดสาวกว่าคุณย่าเสียอีก

 

“กราบคุณทวดครับ” อนันดาคลานเข่าเข้าไปกราบที่ตักคุณย่า มือเรียวของคุณยุพินลูบเข้าที่ศรีษะของหลานอย่างเอ็นดู อนันดาเอาแก้มแนบที่ตักของคุณย่าราวกับเด็กอายุ 6 ขวบทีเดียว แจ๊สมองภาพนั้นจนลืมไหว้คุณทวดเลยโดนเอ็ดเข้าให้

 

“แล้วแม่เจ้าประคุณจะให้ฉันลงไปไหว้เธอหรืออย่างไร?” คุณยุพินทักพลางจ้องพินิจไปที่แจ๊สซึ่งแม้จะมาถึงข้างบนเรือนแล้วก็ยังไม่ไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่เสียที เมื่อเห็นอย่างนั้นแจ๊สก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก ด้วยเสียงอังก้องกังวานของผู้มีวาสนาบารมีเช่นคุณยุพิน ก็ไม่น่าแปลกใจที่คนจะทั้งชื่นชมและเกรงอกเกรงใจ นั่นรวมไปถึงกลัวด้วย!

 

“ข..ข..ขอประทานอ... ขอโทษครับ! สวัสดีครับ!” แจ๊สไม่รู้จะใช้คำไหนดี เพราะไม่เคยใช้ภาษาไทยแบบเก่า เห็นก็แค่ในละครพีเลียดอย่างบุพเพสันนิวาส แต่ขี้คร้านจะให้ไปทำตัวสะดีดสะดิ้งแบบแม่การะเกด เดี๋ยวจะกลายเป็นโดนเขาดีดให้สะดิ้งลงกระไดบ้านแทน แจ๊สรีบยกมือไหว้ แลดูไม่ค่อยสวยนัก คุณยายทวดก็ทำหน้าแหยงๆนิดหน่อยตามประสาผู้ดีเก่า

 

“นี่ท่าว่าจะต้องฝึกอีกเยอะเลย อนันดา” คุณยุพินหันไปหาเสียงสนับสนุน “ครับคุณทวด” อนันดาถึงกับหัวเราะและยิ้มร่า จากนั้นก็เขยิบตัวคลานเข่าออกมาเล็กน้อยและเอามือโอบไหล่ของแจ๊สที่นั่งตัวลีบๆยิ่งกว่าพริกแห้งในตลาดเสียอีก

 

“เธอชื่อแจ๊สครับ ภรรยาผมเอง ตอนนี้เธอก็ท้องได้ 3 เดือนแล้วครับ” อนันดาพูดไปยิ้มไป บางครั้งก็ทำเขินเสียจนแจ๊สยังต้องหันไปมองหน้า มองขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง ซ้ำไปซ้ำมาแบบไม่เข้าใจว่า มึงจะเขินไปทำไม อนันเอามือข้างที่โอบลูบที่หัวไหล่แจ๊สเบาๆอย่างรักใคร่

 

“เธอชื่อนามสกุลอะไร” คุณทวดบ้วนหมากออก ก่อนจะเช็ดปากจนสะอาดเรียบร้อย เริ่มเข้าสู่เกมส์เวที คนนี้ลูกใครหว่า แจ๊สได้ยิ้มเจื่อนๆ ทำตัวลีบๆเหมือนเดิม แล้วก็ตอบออกไป

 

“ชื่อ ธำรงวิทย์ สุดจะสุข ....ครับ” คุณทวดพยักหน้า เม้มปากแล้วก็ส่งเสียง อืมมมม ยาวมากเหลือเกิน

 

“ไม่ เคย ได้ ยิน” ท่านพูดชัดถ้อยชัดคำ แสดงออกจริงๆว่าไม่เคยได้ยินนามสกุลนี้มาก่อน “สงสัยจะเป็นนามสกุลใหม่ๆ” ท่านว่าก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างแข็งแรง อนันดารีบลุกตามขึ้นไปประคอง คุณทวดก็ยอมแต่โดยดีเพราะรู้ว่าตัวเองแก่แล้ว แจ๊สที่ทำตัวไม่ถูกก็รีบเข้าแขนอีกข้าง

 

“แม่เจ้าประคุณ ฉันยังไม่ใกล้ตายนะ ไม่ต้องหาม” แจ๊สเมื่อโดนคุณทวดเอ็ดก็ถอยหลังออกไปโดยอัตโนมัติ แม้จะทำตัวไม่ถูก แต่ก็เดินตามหลังต้อยๆเป็นลูกหมางงๆที่สงบเสงี่ยมในเรือนไทยหลังง๊ามงาม

 

คุณทวดเดินเข้าไปสั่งคนรับใช้ให้ยกเครื่องดื่มและขนมเข้ามาในห้องรับแขก คนใช้ท่านนี้ดูมีอายุ คาดว่าคงอยู่รับใช้ท่านมานาน เมื่อสิ้นคำสั่งแล้วคนใช้ผู้มีอายุนี้ก็สั่งเด็กรับใช้สาวๆต่ออีกทอดหนึ่ง จากนั้นทั้งหมดก็ปลีกตัวออกไปจากห้องรับแขก อนันดาพาคุณทวดมานั่งลงตรงที่นั่งยกสูงทำจากไม้เนื้อดี ข้างๆมีหมอนขิดใบโต (หมอนสามเหลี่ยม) ทำจากผ้าไทยปักดิ้นทอง งามขลังเสียจนแจ๊สนึกว่าตัวเองอยู่ในละครพีเลียด แต่ก็คิดไม่ตกอยู่ดีว่า ถ้าอย่างนั้น คนแบบเขาจะมาอยู่ในฉากอย่างนี้ในฐานะอะไรกัน

 

“อนันดา มีอะไรก็ว่ามา” คุณทวดเอาแขนยันกับหมอนขิดที่สบายอย่างยิ่ง อนันดาที่นั่งพับเพียบอยู่ยิ้มอย่างอายๆปนดีใจ และเขยิบเข้าไปไกลคุณทวด

 

“คุณทวดช่างรู้ใจหลานเหลือเกิน” ดายิ้มอย่างเกรงใจ ร่างสูงเริ่มสนทนาเกี่ยวกับธุรกิจและปํญหาที่เขาเจอ เขาเปิดรายละเอียดให้คุณทวดดูผ่านไอแพด ก่อนจะเปิดภาพของบุคคลที่เขาต้องทำงานด้วย ซึ่งคุณทวดให้ความคิดเห็นและมองคนแต่ละคนได้อย่างรู้แจ้งแทงตลอด แม้แจ๊สจะไม่เข้าใจ แต่ดูจากอาการของร่างสูงก็พอจะเห็นได้ชัดเจนว่า คุณทวดช่างมีความสามารถเหลือเกิน ไม่แปลกใจว่าที่อนันดาเก่งได้อย่างนี้เพราะได้เชื้อสายมาจากใคร

 

“แม่เจ้าประคุณ” คุณทวดเรียก

 

“คะ เอ้ย! ครับ!” พอถูกเรียกแม่เจ้าประคุณบ่อยๆเข้า แจ๊สก็ดูเหมือนจะเผลอตัวเผลอใจกับเขาไปเหมือนกัน จนทำเอาอนันดากับคุณทวดขำ รวมไปถึงเด็กๆสาวใช้ทั้งหลายที่อยู่รอบๆด้วย แจ๊สเขินแต่ก็ไม่รู้เอาหน้าไปซุกฝาบ้านตรงไหนเพราะที่นี่เป็นเรือนไทย

 

“จะพูดคะก็ได้นะถ้าชอบ เธอชำนาญเรื่องอะไรบ้าง?” คุณทวดแซวแล้วก็ยิ้มให้เล็กๆ ดูสวยมาก สาบานว่าถ้าเขาไม่มีสามีแล้ว เป็นอันได้ตามจีบคุณทวดไปทั้งแผ่นดินแน่นอน คุณทวดถาม เอนตัวเข้ามาแจ๊สเล็กน้อย แจ๊สที่เริ่มจะเหน็บกินจนชาซ่าไปทั้งต้นขาจนทุกคนสังเกตเห็นได้ คุณทวดก็เลยให้นั่งขัดสมาธิแทน

 

“เอ่อ... ผม...” แจ๊สไม่รู้ว่าจะขุดเอาความชำนาญจากซอกมุมไหนของชีวิตเขามาบอกเล่าดี จะบอกว่าแข่งแว๊นรถที่พระรามสามกี่ครั้งก็ไม่เคยแพ้แถมได้สาวมาเพียบ ก็กลัวว่าจะไม่เหลือชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้ ขี้คร้านจะบอกว่าเคยทำงานที่ห้างทำแฮมเบอร์เกอร์ 350 อันภายใน 1 ชั่วโมงด้วยตัวคนเดียวดีล่ะ หรือความภูมิใจที่สุดในชีวิตอย่างการแก้ ร. ผ่านจนได้เกรด 1.50 มาครองในทุกวิชาก่อนเรียนจบดี ดูๆแล้วเรื่องไหนก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น แจ๊สคิดแล้วคิดอีกจนต้องยอมแพ้

 

“อ่า... ผมขับมอไซต์เก่งมากครับ... เอ่อ เส้นทางในกรุงเทพฯ ผมรู้ทางลัดทุกซอกทุกมุม... ค... ครับ” แจ๊สคิดว่าความภูมิใจเดียว (หลังจากแต่งเข้ามา) ก็คือไปส่งพัสดุให้อนันดาทันเวลาด้วยสกิลของ Lineman เก่านี่แหละ พอคิดได้อย่างนั้นก็พูดออกไปทันที แต่นั่นกลับทำให้ทุกอย่างเงียบ จนแจ๊สแทบอยากจะขอมอฯไซต์ชาวบ้านแถวนี้ขี่กลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

“เอ่อ... ผมทอดปลาเก่ง... ด้วย...ครับ” แจ๊สพยายามเสริม แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น จนถอดใจไปแล้ว

 

“แล้วเธอจำทางมาที่นี่ได้ไหม?” จู่ๆเสียงทุ่มต่ำละมุมของคุณทวดก็เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน แจ๊สเงยหน้าขึ้นทันทีเพราะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แจ๊สร่ายยาวว่าจากโรงแรมมาถึงที่นี่ใช้เวลาเท่าไหร่ ระยะทางกี่กิโล จนอนันดาที่รู้อยู่แก่ใจว่าแจ๊สมาที่นี่เป็นครั้งแรกยังต้องหันกลับไปมองคุณย่า เพราะตอนตัวเองขับรถมา ยังต้องพึ่ง Google Map ให้ช่วยอยู่เลย

 

“ชื่อแจ๊ส ตระกูลสุดจะสุขใช่ไหม?” คุณยุพินถามทวน แจ๊สตอบรับเสียงสดใส หลังจากนั้นคุณทวดก็เงียบและไม่ได้พูดอะไรต่อกับแจ๊สอีกเลย






เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นตามจินตนาการ
ตัวละคร สถานที่ เวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง
ไม่มีอยู่จริง

 

The boy you are talking about is my wife.

เด็กแว๊นคนนั้นภรรยาผมเอง

“อดีตที่น่ากลัว”

 

 

 

“ว่าแต่ เมียของเธอน่ะเป็นวงศ์วานไหนล่ะ?” อนันดายิ้มค้าง ตกใจเกินกว่าจะหุบยิ้มลงได้ เพราะไม่คิดว่าคุณยายทวดจะฉุกถามเรื่องนี้ขึ้นมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรสายเลือดของตระกูลไชยอนันตทิศเป็นวงศ์วานอัลฟ่าบริสุทธิ์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือไม่ เพื่อสายเลือดแห่งความเป็นที่สุดแห่งชนชั้น คนในตระกูลจะต้องเป็นอัลฟ่าเสมอ แม้เขาจะไม่เคยเห็นคนในตระกูลคนใดที่เกิดมาเป็นคนในวงศ์วานเบต้าหรืออัลฟ่า หรือแท้จริงเขาไม่รู้ว่าตระกูลของเขานั้นมีวิธีกำจัดเหล่าคนที่มีวงศ์วานไม่พึงประสงค์อย่างไรกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นตระกูลนี้ก็คงความบริสุทธิ์มาได้ถึง 150 ปี

 

แจ๊สที่เห็นอนันดาเงียบไป ก็หันไปมองด้วยความสงสัย แปลกใจที่เห็นสามีแม้จะยิ้มแต่วิธีการตอบแลดูอึกอักชอบกล เห็นแบบนั้นเขาก็เลยตัดสินใจที่จะตอบแทนสามี

 

“ผมเป็นโอเมก้าครับ”

 

เคร้ง!

 

แจ๊สตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบรื่น จนกระทั่งมีเสียงถาดตกจากพื้นดังเคร้ง อนันดารีบคว้ามือแจ๊สที่อยู่ใกล้ๆมาจับไว้แน่นทันที เพราะเขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาของตัวเอง ทุกคนหัวใจเต้นรัว เสียงกระแทกนั้นยังคงก้องกังวานในโสตประสาท ราวกับว่าคำตอบนั้นช่างเป็นสิ่งต้องห้าม ทำเอาทุกคนขวัญหาย ไม่เว้นแม้กระทั่งคุณยายทวด

 

“ขอประทานโทษจริงๆค่ะคุณท่าน คุณหนูใหญ่” เธอรีบผลกหัวขอโทษแล้วรีบเก็บถาดเดินจากไปให้เร็วที่สุดเท่าที่สังขารแก่ๆของเธอจะทำได้ แจ๊สที่แม้จะตกใจนิดๆแต่ก็เรียกสติและขวัญของตนกลับมาได้ไวที่สุด เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เขาพูดไปจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแม้แต่น้อย เพราะในเมื่อทางบ้านของอนันดาก็รู้กันหมดทุกคน แต่ก็ยังปล่อยเขาแต่งงานเข้ามาได้ (แม้จะเป็นผลพวงจากการข่มขู่ของแม่เขาเองก็เถอะ) แต่คนในบ้านก็ไม่ได้แสดงอาการจงเกลียดจงชังอะไร คงเป็นเพราะบ่าวทุกคนก็ล้วนเป็นเบต้าทั้งนั้น จะมีก็แค่แม่ผัวที่ออกอาการเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง นอกนั้นก็แลดูรักใคร่เอ็นดูตัวเป็นอย่างดี

 

อนันดาหันไปมองหน้าคุณยายทวด ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะยังไม่หายจากอาการตกใจเมื่อครู่ ทว่าในแววตาของคุณทวดนั้นราวกับจมดิ่งไปยังอดีตที่อยู่ลึกสุดขั้วหัวใจ อดีตที่แจ๊สเป็นคนเปิดสลักเรื่องราวอันจมลึกให้ลอยกลับขึ้นมาสู่ห้วงแห่งปัจจุบันอีกครั้ง

 

“แก้ว...” คุณยายทวดเรียกชื่อของสาวใช้เบาๆ

 

          “เจ้าค่ะนาย” สาวใช้เร่งเข้ามาคุกเข่าข้างๆพร้อมรับคำสั่ง

 

          “....จัดห้องให้หลานฉันเสร็จหรือยัง” แม้จะดูเหมือนไม่ใช่ประโยคคำถาม สาวใช้พยักหน้าครั้งเดียวช้าๆอย่างอ่อนช้อย คุณยายทวดพยักหน้า

 

          “ดี เอาล่ะ พวกหลานๆไปพักผ่อนก่อนเถอะ ขับรถมาไกลๆคงจะเหนื่อย” คุณยายทวดยื่นแขนข้างหนึ่งออกมา สาวใช้ที่ชื่อแก้วรู้ในที จึงช้อนมือขึ้นจับและค่อยๆพยุงท่านให้ลุกขึ้น อนันดาก้มกราบคุณทวดที่กำลังเดินออกไปที่พื้น แจ๊สเห็นอย่างนั้นก็ทุลักทุเลทำตาม

 

          เมื่อเงยหน้าขึ้นมา แจ๊สก็ตกใจเพราะรู้สึกขนลุกที่อีกฝ่ายมองตัวเองไม่วางตาจนทำให้ร่างเล็กถึงกลับต้องกลืนน้ำลาย อนันดาจับเข้าที่มือของแจ๊สจนแจ๊สตกใจและชักมือกลับ

 

          “ข... ขอโทษนะ คือมือมันเป็นไปเอง” แจ๊สรีบเอ่ยปากเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด อนันดายิ้มบางๆ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ “ไม่เป็นไร พี่แค่จะพาเธอไปที่ห้อง” ร่างสูงยื่นมือหนาเข้าไปข้างๆตัวแจ๊สเพื่อให้อีกฝ่ายเต็มใจที่จะจับมือเขาด้วยตัวเองแทน แจ๊สค่อยๆวางมือของตัวเองลงบนฝ่ามือของสามีเบาๆ ในใจกังวลเหลือเกินว่าทำไมแววตาของร่างสูงจึงได้เศร้านัก

 

 

---- ----

 

 

          เมื่อมาถึงที่ห้อง แจ๊สก็ต้องตกใจเพราะว่าตัวเองเคยแต่อาศัยอยู่ในบ้านไม้สังกะสีพื้นปูนมาตลอด แม้ว่าจะแต่งงานกับอนันดาอย่างเงียบๆและย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังโตแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เคยได้เห็นห้องแบบไทยเดิมที่งดงามขนาดนี้มาก่อน มีกลิ่นหอมของมะลิอบอวลไปทั่ว ที่หน้าต่างก็มีประจำยามที่ทำจากดอกไม้สดประดับไว้ทุกบานอีกด้วย ในขณะที่แจ๊สกำลังเพลินเพลินกับความงาม จู่ๆก็มีมือหนาทั้งสองข้างมาสัมผัสที่ข้างเอวอย่างอ่อนโยน อนันดาค่อยๆใช้มือทั้งสองลูบจากข้างเอวไล้ผ่านเสื้อสีขาวบาง และจรดเลื่อนไปประสานกันที่ท้องนูนเล็กๆนั้น เขาเอาคางค่อยๆวางบนไหล่ของแจ๊ส เลื่อนจมูกเข้าคลอเคลียที่แก้มขวา และลูบที่ท้องนั้นเบาๆอย่างอ่อนโยนซ้ำไปซ้ำมา

 

          “พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายแจ๊สและลูก จำคำพี่ไว้นะ” แจ๊สหน้าแดงไปถึงใบหู ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาอีท่าไหน แต่การสัมผัสทั้งหลายทั้งปวงก็แสนจะจริงใจเกินปฏิเสธได้ แจ๊สยกมือขึ้นทาบที่มือของอนันดา เป็นเชิงว่าเขาจะเชื่อมั่นในคำสัญญานั้นตลอดไป เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ความรัก? มิตรภาพ? ความดีงามในมนุษย์? หรือแค่เพียงความห่วงใย? 3 เดือนมันเร็วไปหรือเปล่าที่จะทำให้คนรักกัน? แต่ทั้งๆที่ยังไม่ได้คำตอบดี เขาก็หันไปจูบอีกฝ่ายเข้าเสียแล้ว

 

          “อย่า” แจ๊สสั่งให้อนันดาหยุดเมื่อร่างสูงพยายามเลิกเสื้อให้เห็นขอบไหล่ เผยให้เห็นรอยสักที่มีอยู่ทั่วแล่บออกมา แจ๊สไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน เขาไม่เคยมีสักวันที่จะไม่ภูมิใจในการโชว์รอยสักให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขากลับรู้สึกผิด เขากลับคิดว่าถ้าตัวเขาไม่สัก ถ้าไม่มีรอยสักมากมายขนาดนี้ ก็คงยังพอจะเชิดหน้าชูตาว่าเป็นภรรยาของอนันดาในสังคมอยู่ได้บ้างกระมัง? แต่นี่ ไม่ว่าใครๆเห็นก็ต้องรู้ว่าเขามาจากไหน

 

          “สักทั่วตัว เรื้อน! ลายพร้อยอย่างกับตุ๊กแก! สกปรก! รู้ถึงไหนได้อายถึงนั่น!

 

          “แจ๊ส แม่บอกแกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปสัก!

 

          “มึงสักในที่โล่งแจ้งแยะขนาดนี้ มึงอาจเสียใจในสักวันก็ได้นะเว้ย ไอ้แจ๊ส”

 

            “แม่ๆ ดูตัวของพี่คนนั่นดิ ลายเพียบเลย”  /  “ชู่ อย่าไปยุ่งกับพี่เขาลูก”

 

          คำพูดของคนหลายๆคนหลั่งใหลเข้ามาในหัวของเขา ทั้งคำพูดที่พูดด้วยความเป็นห่วงและหวังดี รวมไปถึงคำพูดของคนที่ทั้งสงสัย กลัว และรังเกียจเดียดฉันท์ แน่นอนเมื่อคิดในทางกลับกัน ถ้าลูกของเขากันอนันดาคลอดออกมา ถ้าต้องเจอกับคนแบบตัวเอง ตัวเลือกแรกที่มีคือต้องกันลูกออกไปให้ห่างจากคนแบบนั้นแน่นอน พอคิดได้แล้วก็รู้สึกเสียใจแต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 

          ไม่เคยคิดเลยว่ะ ว่าจะมีวันที่มาเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้แบบนี้

 

          “แจ๊ส เป็นอะไรไป?” แจ๊สพยายามกัดฟัน ข่มน้ำตาไม่ให้ไหล แต่เสียงของอนันดาก็อ่อนโยนเหลือเกิน เขารู้สึกผิด รู้สึกผิดที่ไปทำลายชีวิตของคนดีๆแบบนี้ ถึงในตอนแรกๆอนันดาจะเป็นพวกที่ชอบดูถูกคนชนชั้นล่างอย่างโอเมก้า แต่หลายๆอย่างก็เปลี่ยนไป แต่ก็นั่นแหละ... เพราะจริงๆแล้ว นี่เป็นโลกที่คนอย่าง แจ๊ส ธำรงวิทย์ สุดจะสุข ไม่ควรจะเข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว

 

          “กู... กูหิวน้ำ ขอน้ำหน่อยได้ไหม...” อนันดาไม่เชื่อแต่ก็ยอมตามน้ำไปแต่โดยดี “ได้สิ่” เขาเดินไปที่โต๊ะตรงหน้าต่างบานหนึ่ง แล้วเปิดฝาที่ปิดทับขันเงินขัดเงาสลักลายชั้นดีขึ้น ในนั้นเป็นน้ำอุทัยฯโรยดอกไม้มะลิ เย็นกำลังดี เขานำขันเล็กๆข้างๆขึ้นมาตักน้ำและหยิบเดินไปให้แจ๊ส แจ๊สไม่ยอมเงยหน้ามองร่างสูง แม้อีกฝ่ายจะจงใจยื่นค้ำคอเพื่อกดดันอยู่เล็กๆก็ตาม เขาได้แต่จดจ่อให้ใจอยู่กับการดื่มน้ำ ถึงอย่างนั้นก็รู้อยู่ดีว่าป่วยการ เพราะอีกฝ่ายมองเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อนันดาถอนหายใจ รู้ว่ากดดันไปก็ทำให้แจ๊สเครียดเปล่าๆ อาจจะทำให้แท้งลูกได้ เขาเลยปรับอารมณ์ให้อ่อนลง และค่อยๆเลื่อนมือเข้าไปจับที่ข้างแก้มตอบ

 

          “อย่าคิด ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอาใจไว้สู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็พอนะ” อนันดาใช้หัวแม่มือลูบเบาๆซ้ำๆ ทำให้ร่างบางยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา

 

          กูจะทำยังไงดี ถ้าไม่มีมึง แจ๊สคิด

 

          “นอนกันหน่อยนะ หมอบอกว่ามันดีกับลูก” อนันดายิ้ม แจ๊สตกลงแต่โดยดี ร่างสูงช้อนตัวภรรยาขึ้นโดยไร้การขัดขืนอย่างแต่ก่อน และวางตัวอีกฝ่ายลงที่นอนเบาๆ ลมเย็นๆปะทะหลังของแจ๊สเหมือนเป็นการปลอบประโลมก่อนที่จะทำให้หลับไปจริงๆ อนันดาก้มลงไปจูบที่หน้าผาก เขาหวังว่าทุกอย่างจะสงบราบรื่นแบบนี้ตลอดไป

 

 

---- ----

 

 

          หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ เพราะอาหารที่จัดอย่างสวยงามอย่างกับออกมาจากวังนั้น ทำเอาแจ๊สตื่นเต้นจนลืมงาม แต่นั่นก็ทำให้บรรยากาศทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แม้ว่าบางครั้งคุณยายทวดจะต้องตกอกตกใจกับรีแอ็คชั่นหลากหลายที่หลานสะใภ้แสดงออกมาก็ตาม ไม่นานนักระหว่างที่กำลังทานของหวานกันอยู่ อนันดาก็ต้องขอตัวเพราะทางบริษัทติดต่อมาว่ามีงานด่วนที่อยากให้ช่วยตรวจสอบทันที เขาจึงจำเป็นจะต้องขอตัวกลับไปสะสางงานที่ห้องก่อน เหลือเพียงแค่คุณทวดกับหลานสะใภ้และของหวานบนโต๊ะจำนวนหนึ่ง

 

          “ฉันเคยได้ยิน เด็กคนหนึ่งพูดว่า” คุณยายทวดยุพิณวางส้อมที่ใช้ตัดขนมลง และเริ่มบทสนทนา “เวลาที่อยากพูดอะไรกับใคร ยามกำลังทานขนมอร่อยๆนี่แหละดีที่สุด”


       “ของอร่อย ต่อให้เป็นนักเลง ก็เผลอใจกันหมดแหละครับ” แจ๊สพูดด้วยความไร้เดียงสา จนคุณยายทวดเผลอหัวเราะเสียงดัง

 

          “ฮ่าๆๆ เธอเป็นคนตลกนะ ธำรงวิทย์” แต่ทันใดนั้นหน้าตาที่กำลังหัวเราะนั้นก็กลับเศร้าโดยพลัน “แต่ในสังคมของพวกฉัน ไม่อาจมีคนที่เผลอใจได้อย่างนั้น” แจ๊สรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่เจ็บปวด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตักขนมกินต่อ เพราะไม่อยากให้คุณยายทวดรู้สึกกระอักกระอ่วนที่เขาเผลอจับตามองอย่างไม่ได้ตั้งใจ

 

          “เดากันว่าเธอคงแค่จดทะเบียนกันสินะ” คุณยายทวดเริ่มเข้าเรื่องชีวิตของหลานๆ ถึงเวลาแล้วที่แจ๊สจะต้องวางส้อมลง เขาพยักหน้าเบาๆ “ครับคุณทวด”

 

          “หึหึ แม่นิษฐา แล่นมาหาฉันเองถึงพิษณุโลกเชียวนะ แล้วเล่นมุขไหนล่ะ? แม่เจ้าประคุณนั่นถึงได้ยอมให้เธอจดทะเบียนกับอนันดา” คุณทวดมีแววตาดูเยาะเย้ยเล็กน้อยแต่น้ำเสียงขบขันยิ่ง นี่สงสัยคงยังไม่รู้เรื่องนั้นล่ะมั้ง...

 

          “คุณแม่ของผม... เอ่อ... เป็นคน... ค่อนข้างตรงไปตรงมา ก็เลย...” ไม่ค่อยกล้าพูดเลยแฮะ เดี๋ยวจะได้มีกรรมข้อหาแฉแม่ตัวเองน่ะสิ เฮ้อ... แต่ผู้ใหญ่เขาถามนี่หน่า เอาวะ! “ก็เลยบอกว่า ผัวดีๆแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไม่ให้อนันแต่งงานกับผมก็จะเอาเรื่องที่ผมท้องกับเขาไปบอกหนังสือพิมพ์ครับ”

 

          “ฮ่าๆๆๆ” คุณยายทวดหัวเราะชอบใจใหญ่ แจ๊สถึงกับตกใจเพราะไม่เคยคาดคิดว่าผู้ดีอย่างคุณทวดก็จะหัวเราะจัดใหญ่จัดเต็มแบบนี้ได้ด้วย แลดูสะใจเหลือเกิน แจ๊สเลยพอจะเบาใจได้ว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มีศัตรูเพิ่มอีกคนในตระกูลนี้ แต่การที่คุณทวดไม่รู้คงเป็นเพราะว่าคุณนิษฐา (แม่ของอนันดา) คงอับอายเกินกว่าจะไปเล่าให้ใครฟังได้ล่ะมั้ง เพราะตั้งแต่แต่งเข้ามา เขาเจอหน้าแม่ผัวนับครั้งได้ บางครั้งก็เกรงใจจนแทบไม่อยากลงมาทานข้าว เพราะถ้าเขามาทาน แม่ของอนันดาก็จะไม่ยอมลงมา ถึงขั้นต้องมีวันที่เขาออกปากว่าอยากออกไปหาอะไรกินข้างนอกคนเดียวโดยมีกะเพรากับสมจิตไปด้วย แล้วบังคับให้อนันต้องทางข้าวกับทางบ้าน จนร่างสูงเคยถึงกับน้อยใจมากๆ สุดท้ายอนันดาก็ประท้วงแบบเด็กๆโดยการไม่ยอมกินข้าวเย็นกับใครเลย จนสุดท้ายทุกคนก็ได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน ดูเหมือนว่าแผนครั้งนี้ป๋า (พ่อของอนันดา) นี่แหละที่เป็นคนแนะนำอนันดาด้วยตัวเอง พ่อลูกคู่นี่ร้ายจริงๆ

 

          “ขอบใจนะที่เล่าให้ฉันฟัง” คุณยายทวดยิ้ม เหมือนกับว่าท่านไม่ได้หัวเราะอย่างสนุกสนานอย่างนี้มานานแล้ว “ดูเหมือนว่าเธอจะได้เติบโต มาในสังคมที่แตกต่างไปจากเรา” คุณทวดพูด แต่ช่างแปลกที่ดูเหมือนเป็นประโยคบอกเล่า มากกว่าที่จะปฏิเสธตัวตนของใครสักคนแบบที่พวกพูดดีชอบทำกัน “ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี”

 

          “ก็ไม่ค่อยจะดีหรอกครับ” ผมรีบเสริม คุณยายทวดดูตกใจเล็กน้อย ผมเองก็ตกใจเพราะดันเผลอตอบไปโดยไม่ทันคิด จริงๆก็ไม่ใช่น้อยใจอะไร เพียงแต่ไม่อยากให้เข้าใจอะไรผิดๆก็เท่านั้นเอง “ขอโทษครับ... คือ... จริงๆผมก็ไม่ร... ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า” คุณทวดไม่พูดอะไร คงยังรอให้ผมอธิบายเพิ่ม

 

          “แม่ผมหนีออกจากบ้านมาอยู่กินกับผู้ชายคนหนึ่งตอนอายุ 15 แต่พอเขารู้ว่าแม่ท้อง เขาก็ทิ้งแม่ไป โดยไม่เหลืออะไรไว้ให้เลย มีเพียงแค่บ้านในสลัม กับหนี้ก้อนเล็กๆที่พ่อไปก่อไว้ตอนเล่นพนันบอล จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้ โชคดีที่แม่ของผมร้องเพลงเก่ง ก็เลยไปเป็นนักร้องกลางคืนที่ร้านอาหาร พยายามเก็บเงิน หาทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรมีให้ผมเท่าที่ทำได้.... แต่ถึงอย่างนั้น ผม...”

 

          “ผลตรวจวงศ์วานของผม ดันออกมาเป็นโอเมก้า... แม่ต้องทำงานหาเงินหนักขึ้น ทำงานหนักขึ้นเพื่อเตรียมหาค่ายาต้านฟีโรโมนดีๆที่แพงมหาศาลให้กับผม.... แต่ผมก็ดิ้อ ดื้อที่ไม่ยอมกินยา เที่ยวกลางคืน สัก นอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เสพยา เพราะไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร สุดท้าย.... ผมก็มีแต่ทำให้แม่ลำบากใจ”

 

          ทุกอย่างรอบตัวดูเงียบไปหมด คุณยายทวดไม่พูดอะไร ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงเช่นกัน ผมเผลอพูดมาก มากเกินไป คุณทวดจะขยะแขยงไหมนะที่มีหลานสะใภ้เป็นคนใช้ไม่ได้แบบนี้ กับชาติตระกูลอัลฟ่าที่สูงส่งของท่าน และโอเมก้าจากสลัมอย่างผม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าผมไม่ภูมิใจหรอกนะที่ผมได้เป็นลูกแม่ ผมภูมิใจที่จะบอกว่าผมคือ ไอ้แจ๊ส จากสลัม มีแม่เป็นนักร้องกลางคืนสู้ชีวิต ที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูกมาโดยตลอด

 

          “นั่นเขาเรียกว่าเป็น ชีวิตที่ดี นะ” คุณยายทวดยิ้มบางๆ ผมเงยหน้ามอง แววตาท่านหมายถึงแบบนั้นจริงๆ แต่ทำไมถึงดูเศร้านัก?

 

          “ถ้าเทียบกับ ชีวิตของพวกเรา เธอคงไม่อยากรู้หรอกว่าพวกเรา ทำ อะไรมาบ้าง” ท่านมองผมอย่างจริงจังจนผมขนลุกซู่ ขวัญหายจนบอกไม่ถูก รู้สึกเหลือเกินว่ามีอะไรที่น่ากลัวมากๆกำลังคืนคลานเข้ามา

 

          “ยังไง... หรอครับ” ผมค่อยๆเอนตัวพิงกับเก้าอี้ รู้สึกอยากอยู่ให้ห่างจากคุณทวดแบบแปลกๆ คุณทวดหลับตาและลืมตาขึ้นมา

 

          “ฉันเป็นคนฆ่าแม่ของอนันดาเอง”

 

          “!!!






โปรดติดตามตอนต่อไป

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Z.W. จากทั้งหมด 23 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:03

    ดีต่อใจ มาต่อเร็วๆนะ

    #4
    1
    • 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:10
      ขอบคุณนะจ๊ะ <3
      #4-1
  2. วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 23:45
    มันดจีย์~~~~~ มากกกกกกก ชอบมากเลยค่ะ โอ้ยยอยากอ่านต่อใจจะขาดดด
    #3
    1
    • 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:08
      ดีย์จัยยยยทรี่ชร่อบบบบนะคร๊ะ อิอิ
      #3-1
  3. วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 03:58
    ชอบอะ เราชอบอ่านแบบนี้

    ความรักมันไม่ใช่เรื่องหน้าตาอะ เราดูน้ำเน่ามะ555 แบบถ้าเป็นความจริงมันไม่ได้เลือกได้นะอะไรแบบนี้ อินกับอะไรแบบนี้ดี ชอบตอนพี่งอนงอนแบบคอมมาดี้ แล้วก็น่ารักมาก ทำให้พี่แจ้สดูเป็นน้องง555
    #2
    1
    • #2-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 1)
      6 ธันวาคม 2561 / 03:34
      ขอบคุณนะคะ ดีใจอ่ะ ไปเจอนิยายเรื่องนี้ได้ยังไงคะเนี่ย 55 ตอนแรกเราก็คิดนะว่าจะมีคนอ่านไหม ได้เห็นแบบนี้ก็ดีใจค่ะ ยังไงติดชมได้เสมอน้าาา ขอบคุณมากๆนะคะ ^^
      #2-1
  4. #1 Win_won52 (@Win_won52) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 16:46
    โอ้ยยยนนทั้งเขินทั้งแปลกคือไม่เคยอ่านนิยายสใตล์นี้เลยอ่ะ และไรท์แต่งดีมว๊ากกกกก
    #1
    1
    • #1-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 1)
      6 ธันวาคม 2561 / 03:35
      หึ้ยๆๆๆๆ เขินด้วยหรออออ อิอิ ดีใจจจจจ เขินฉากไหนบ้างคะะะะะ
      ฮิฮิ ขอบคุณมากๆนะคะที่ชอบงานเรา ^^ เราจะมาลงเรื่อยๆน้าาาาา
      #1-1