คัดลอกลิงก์เเล้ว

Pretty Devil ร้ายเรียกพี่

โดย Z.W.

นิยายแนวฝรั่ง เกี่ยวกับอัลคาไลน์ที่วางแผนกำจัดเมียน้อยของพ่อเธอได้อย่างแสบสัน ดำเนินเนื้อเรื่องกระชับหักมุมจบในตอนเดียว

ยอดวิวรวม

56

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


56

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 มิ.ย. 61 / 23:12 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





การแก้แค้นที่ดีที่สุดเมื่อมันเย็นแล้ว

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 18 มิ.ย. 61 / 23:12

บันทึกเป็น Favorite


Pretty Devil
ร้ายเรียกพี่


"พวกเมียน้อย จงระวัง"

 

 

 

 


ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมขอพูดเลยว่าไม่เคยเจอใครที่โดนใจอย่างนี้มาก่อน

 

อัลคาไลน์ เบรินนิ่ง ผมไม่รู้ใครที่กรุณาตั้งชื่อสุดจะถ่านไฟฉายแบบนี้ให้เธอ แต่แค่ชื่อก็แซ่บลืมโลกแล้ว เธอเป็นสาวผมสีน้ำตาลเข้มที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เรียกได้ว่าตัวตนของเธอแทบจะกลืนไปกับวอล์เปเปอร์ห้องเรียนแล้วก็ว่าได้

 

ครั้งแรกเลยที่เราเริ่มรู้จักกัน ผมอยู่ในชั่วโมงชีวะ กิจกรรมชีวะระหว่างเราเป็นอะไรที่ไม่เคยอยู่ในความคาดหมายของผมมาก่อน ในตอนนั้นผู้ชายทุกคนดูเหมือนจะเป็นวีรบุรุษในสงครามผ่ากบ แต่ไม่ใช่กับผมแน่ อัลคาไลน์เดินเข้ามายังโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ ยื่นมือขวาของเธอมาให้ผม ผมเดาว่านั่นเป็นการจับมือในการเป็นพันธมิตรชั่วคราวในสงครามที่เธอก็ไม่ได้ยี่หระอะไรเลย ผมจับมือเธอเขย่าเป็นพิธี ในตอนนี้เธอเคี้ยวหมากฝรั่ง หน้าตาดูชิวระเบิด หูข้างนึงมีหูฟังสีขาวเสียบไว้ เอียงหัวเล็กน้อยราวกับคนเก๋าไม่สนใจโลก ที่รู้ว่าการทำคะแนนในชั้นก็สำคัญพอๆกับความคิดที่อยากจะระเบิดหัวเพื่อนทุกคนในห้องนี้

 

ในขณะที่กบยังไม่ตายทำเอาสาวๆทั่วห้องเรียนกริ๊ดกร๊าด พวกมันต่างพากันตะเกียดตะกายหนีตายจากลานประหาร แต่ไม่ใช่กับเจ้าตัวที่อยู่บนโต๊ะพวกเราอย่างแน่นอน เจ้านี่มันสงบเสงี่ยมมากเสียจนผมยังต้องเกรงใจมัน

 

มารู้ตัวอีกทีผมก็พบว่าอัลคาไลน์กลับมาพร้อมกับถังใส่น้ำแข็งขนาดกลาง เธอวางมันลงบนเก้าอี้ของตัวเอง อย่างที่ผมบอก สกิลการเป็นส่วนหนึ่งของวอร์เปเปอร์ทำให้ไม่มีใครคิดจะสนใจเธอ ถึงแม้ว่าไอ้ถังนี่มันจะสีเขียวอี๊ก็ตาม เธอยังคงเคี้ยวหมากฝรั่งรสเชอร์รี่ที่เธอชอบ จับแจงจัดน้ำแข็งให้เป็นรูวงกว้าง และเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมราวกับว่า คงมีแค่ไอ้หน้าโง่เท่านั้นที่ตื่นเต้นกับถังน้ำแข็งธรรมดาๆได้

 

“ถ้านายไม่ว่าอะไร” เธอเคี้ยวบับเบิลกัมป์ตุ่ยๆแล้วพูดออกมา แต่เสียงก็ยังแหลมทรงเสน่ห์  เธอยักคิ้วไปที่กบที่อยู่บนโต๊ะ ผมทำได้แค่ผายมือและยักไหล่

 

“เอาที่ชอบเลยจ๊ะ”

 

สิ้นเสียงเธอก็จับกบตัวนั้นที่ดูไร้เดียวสาและไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองลงไปในถังใส่น้ำแข็ง! จากนั้นก็กลบร่างสีเขียวอื๊อของมันจนมิด ผมอ้าปากค้าง รู้สึกโง่กับมือที่ถือสำลีที่ใส่ยาสลบแล้ว เธอยกนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาพร้อมกับกดมันดังติ๊ดๆเพื่อจับเวลา ผมยังคงมองถังน้ำแข็งและไว้อาลัยกับโชคชะตาซึ่งกบที่อยู่ข้างใน

 

“อะไรวะ” ผมคิดว่าตัวเองควรจะพูดอะไรสักอย่าง และก็พูดได้แค่นั้นแหละ นาทีนี้ อะไรวะ ดูจะเข้าท่าที่สุดแล้ว หลังจากนั้นในหัวก็ว่างเปล่าไปหมด ผู้หญิงในห้องหลายคนยังคงส่งเสียงโวยวาย กูต่างหากไหมที่ควรจะโวยวายกับสิ่งที่อีนี่พึ่งทำไปต่อหน้าต่อตา? บางคู่ก็ไปถึงขั้นตอนผ่าแล้ว ส่วนบางคู่แค่จะรวบรวมความกล้าจับกบยังยาก ผมกำลังคิดอยู่ว่า แล้วผมควรนิยามอีขวางโลกจับกบยัดใส่ถังน้ำแข็งนี่อย่างไรดี?

 

 

“จะให้เขียนยังไง???” ผมมองหน้าเธอ น้ำเสียงกรุ่นไปด้วยความไม่พอใจ และพยายามจะอธิบายอย่างจริงจังว่า เราต้องบันทึกสิ่งที่เราทำลงไปในรายงานนะ(โว้ย) และแทนที่เราจะใช้ยาสลบแบบคนอื่นเขา เรากลับยัดกบลงถังน้ำแข็งแทน เธอถลึงตาใส่ผมเบาๆ “ก็เขียนไปซี้” แล้วก็กลับมองที่นาฬิกา

 

“เอ่อ ให้เขียนว่า น็อคกบในถังน้ำแข็งหรือไง???” เธอยักไหล่ ราวกับว่าโลกนี้มันโหด ผมล่ะไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ในตอนนั้นผมไม่เข้าใจจิตวิญญาณและการกระทำของเธอ ไม่แม้สักเศษเสี้ยวทั้งในส่วนของจิตสำนึกและจิตนอกสำนึก

 

เมื่อนาฬิกาส่งเสียงร้องเตือน เธอก็คุ้ยน้ำแข็งออกช้าๆ แล้วหยิบกบออกมาด้วยมือเปล่า ผมทำหน้าเหยเกสุดขีด ไข่ขนที่กินไปตอนเช้าดูเหมือนจะรวมตัวขึ้นมาที่คอหอย เตรียมพร้อมจะอ้วกแตกทุกเมื่อ

 

ผมพบว่ากบนอนแผ่หลาในมือเธอราวกับกำลังอาบแดดแถวชายหาดในไมอามี่ เพียงแต่มันเขียวอี๊ และน้ำแข็งเย็นๆนั่นก็เคลือบผิวมันให้ดูเปียกน่าขยะแขยง ราวกับไอติมที่เสริฟพร้อมกบเป็นเครื่องเคียง ยิ่งพอผมคิดภาพช็อคโกแลตราดลงบนกบ ก็ต้องรีบเอามือปิดปาก!

 

เธอดูพอใจกับกบแช่แข็งเป็นอย่างยิ่ง และวางมันลงบนโต๊ะผ่าตัด เธอยื่นมีดให้ผม ซึ่งตอนนี้หน้าซีดพร้อมจะอ้วกในทุกวินาที เธอเห็นอย่างนั้นก็กรอกตาและลงมือผ่าทันที เธอแยกแขนและขาของมันออก ตรึงด้วยหมุดมากกว่า 4 ตัวในแต่ละข้าง และลงมีดบนท้องมันได้อย่างง่ายดาย

 

ทุกอย่างดูไปได้สวยมาก แหวกเครื่องใน ตับ ไต ไส้ พุง อย่างชำนิชำนาญ ราวกับเธอผ่ามาแล้วร้อยกว่ากบ

 

“ดูสิ” เธอพูด หันมาร้องเรียกให้ผมดูศพกบไมอามี่ที่เหมือนถูกฆาตกรรมโดยฆาตกรโรคจิตด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ระหว่างผมกำลังทำการบันทึก ผมก็เห็นหัวใจของกบที่ค่อยๆเต้น และเริ่มเต้นอย่างอลังการงานสร้าง! มันดิ้นไม่ได้เพราะหมุดที่เธอตั้งใจตรึงตั้ง 4 แท่งตั้งแต่แรก

 

“นั่นแหละคือเหตุผลที่เราน็อคมันด้วยน้ำแข็ง”

 

ผมมองหน้าเธอที่ตอนนี้เปื้อนด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ใครจะรู้ว่าอีวอร์เปเปอร์นี่จะบ้าได้ขนาดนี้ ไม่รู้จะสรรหาคำมาด่าหรือชมดี เพราะผมก็ยอมรับว่าไอเดียเธอบรรเจิดกว่ากลุ่มอื่นๆที่ตอนนี้พึ่งจะเอาค้อนทุบหัวกบเพราะจับมันไม่ได้สักที

 

“โรคจิตสุดจะบรรยาย” ผมพูดอย่างจริงใจ และย่นปาก ไม่รู้ว่าเธอจะยกให้มันเป็นคำด่าหรือสรรเสริญ

 

“ขอบใจ” ดูเหมือนเธอจะคิดว่ามันคือคำชม เธอถ่ายรูปเก็บเพื่อที่เราจะได้เอามันลงในรายงานที่จะในพรุ่งนี้ ผมดีใจที่เมื่ออาจารย์เดินมาถึง กบมันก็ตายแล้ว ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง

 

“เธอรู้ได้ไงว่ามันทำแบบนี้ได้” ผมถาม เธอค้างไว้ในท่ายกไอโฟนพร้อมจะถ่ายรูปแล้วตอบอย่างปกติว่า “ก็ฉันลองทุกแบบแล้ว วิธีนี้ดีที่สุด”

 

ผมอ้าปากค้าง ผมไม่รู้ว่าหล่อนฆ่ากบไปแล้วกี่ตัว ผมทึ่งในตัวอัลคาไลน์ แต่ส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณผมแอบสาปส่งให้เธอไปลงนรก

 

นั่นคือความทรงจำแรกระหว่าง ผม กับ อัลคาไลน์ เบรินนิ่ง

 

 

**********

 

 

วันนี้ผมตั้งหน้าตั้งตารอเซเลบบริตี้เพียงหนึ่งเดียวของผมอยู่ที่โรงอาหารตอนเช้าอย่างเช่นที่เคยเป็นมาตลอด 1 ปี ทว่าความอัลคาไลน์ที่เคยมีอยู่ทุกวันนั้นเปลี่ยนแปลงไป จนสัญชาตญาณในตัวผมลุกซู่ เธอวางกระเป๋าลงที่เก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงที่ตรงข้ามผม

ทุกอย่างที่สอนผมเกี่ยวกับอัลคาไลน์ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหน้าหลักว่าสถานการณ์ตอนนี้ผมควรจะหุบปากและเงียบให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมหยิบทไวไลท์เล่ม 1 ขึ้นมาอ่านอย่างเงียบๆ ซึ่งแม้มันจะทำให้ผมดูเหมือนตุ๊ด แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ผมมีเรื่องคุยกับเธอ (ถึงเธอจะอ่านมันจบไปนานแล้ว และหนังก็ออกมาจนคริสเตนกับโรเบิร์ตเลิกกันไปนานแล้วก็เถ่อะ)

 

เธอใช้หางตามองผม ที่หลบตาเธอแทบจะทันทีเพราะดันโดนจับไต๋ว่าแกล้งอ่านหนังสือ

 

“ฉันควรรู้สึกเสียใจแทนสเตฟานี ที่นายมาอ่านหนังสือของเธอไหม? เธอถามอย่างเยาะเย้ย

 

ผมยักไหล่แบบไม่สนใจ โอเค เซเลบบริตี้ จะว่ายังไงก็ช่าง แต่ฉันอยากหาเรื่องคุยกับเธอ และไอ้นิยายยาวถึง 5 เล่มนี่ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะถึงยังไงเธอก็ดูหนังเรื่องนี้วนทุกอาทิตย์

 

“นายใช้เวลาอ่านเล่ม 1 มานานเท่าไหร่แล้ว?” เธอถาม น้ำเสียงยี่ยวน ผมเลิกคิ้ว และลดหนังสือลง

 

“35 วัน กับอีก... 9 ชั่วโมงถ้านับตอนฉันนอน” ผมเอ่ย ย่นปากใส่เธออย่างภาคภูมิใจ สำหรับผู้ชายทั้งแท่งเต็มไม้เต็มมือ 1 เดือนถือเป็นสถิติที่ดีมากที่เขาไม่ได้เผาทไวไลท์ทิ้ง ยิ่งอ่าน ผมก็ยิ่งพอจะมาเข้าใจว่าทำไม โรเบิร์ต แพททินสันเกลียดนิยายเรื่องนี้เข้าไส้

 

“8 ชั่วโมง บี นายนอนตอนเที่ยงคืนเพราะมัวแต่ดูหนังโป๊อยู่” เธอประจานอย่างรู้ดีที่สุด ก่อนจะหยิบน้ำเชอร์รี่ที่ผมซื้อมาประเคนแม่เซเลบแทบทุกเช้า แต่วันนี้มันหมด ที่เธอถือเลยกลายเป็นน้ำส้มแทน

 

“มันโดนรังสีคริปโตไนท์” ผมอธิบายเหตุผลที่มันกลายเป็นน้ำส้ม พยักหน้า และแถมด้วยการย่นปาก ชัยชนะนะทูนหัว ไม่มีอะไรสมหวังดั่งใจเธอไปได้ทุกอย่างหรอก อัลคาไลน์จ้องหน้าผม และเจาะดูดน้ำส้มอย่างเสียไม่ได้

 

 

**********

 

 

เป็นเวลาพักเที่ยง หลังจากชั่วโมงประวัติศาสตร์ดนตรียุคอัลเทอร์เนทีฟร็อคทำให้อารมณ์ของอัลคาไลน์ดีขึ้นถึงขีดสุด ผมจึงรวบรวมความกล้าในการถามตอนที่เธอถือถาดบรรจุอาหารกลางวันมาวางถึงโต๊ะแล้ว

 

“เซเลบฯ ตกลงเธอหงุดหงิดอะไรตอนเช้า” ผมพูด และแอบจับถาดเผื่อว่าเธอจะชักมันหนีไปโต๊ะอื่น หรือพยายามจะเอามันฟาดหน้าผม

 

ไม่ทันที่อัลคาไลน์จะได้ตอบอะไร ก็มีสาวเอเชียผมดำยาว แต่ดันผิวแทนเพราะพ่อเป็นชาวแอฟริกัน รูปร่างผอมบาง สูงโปร่ง เข้ามาขโมยจูบเข้าที่แก้มของเธอฟอดใหญ่

 

“มั่ฟว์! ว่าไงที่รั๊ก” สำเนียงแอฟริกันอเมริกันเด่นชัดของ ซูหลิน ยัง อีกหนึ่งในคนที่บ้ามากพอที่จะอยากเป็นเพื่อนกับอัลคาไลน์ เธอนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเซเลบฯของผม

 

“ตกกระแสเหมือนเดิมนะยะ” หล่อนมองมาที่ผม เลิกคิ้วขึ้นสูง เปรยตาเยาะๆอย่างล้อเล่น อาหารกลางวันที่เธอนำมามีเพียงแค่ เคบับ กับ เป๊ปซี่กระป๋อง

 

“อะไรคือเสต็กหมด” รอยัล เดปป์ หนุ่มผมทอง สวมฮูด และเนิร์ดจนออกนอกหน้า รูปร่างเปราะบาง เดินมาพร้อมกับผายมือในความอยุติธรรมที่เขาได้รับเมื่อพบว่าเสต็กของโปรดหมดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ช่วยไม่ได้ วันนี้พวกแจ็คแอซมีซ้อมใหญ่” ซูหลินหมายถึงพวกชมรมอเมริกันฟุตบอลเลื่องชื่อของโรงเรียนเรา ทุกครั้งที่มีการซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับลีกสำคัญระดับจังหวัด จะเป็นวันหายนะของโรงอาหารเรา หลายคนพลาดเมนูโปรด ซึ่งนั่นรวมถึงเคบับที่ซูหลินชูขึ้นมาสลัดให้รอยัลเห็นในความพ่ายแพ้ เขายักไหล่ ไม่พอใจกับพวกตัวโตใช้แต่กำลัง และนั่งลงเก้าอี้ข้างผม

 

“แล้ว กำลังทำอะไรกันอยู่” นายหัวทองพูดเปิดประเด็นขณะกำลังแกะกระดาษห่อแฮมเบอร์เกอร์ปลาที่เหลืออยู่ชิ้นสุดท้ายแสนเย็นชืด ซูหลินมองหน้าอัลคาไลน์ ก่อนจะหันไปมองข้างหลัง สายตาเธอทอดไปไกลถึงที่นั่งของรุ่นพี่เกรด 12

 

ผมมองตามและหันกลับมามองอัลคาไลน์ สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ใครสักคนที่อยู่ในโต๊ะนั้น สายตาที่มุ่งมั่นแบบแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผมรู้อะไรมากขึ้นเลย

 

จีน่า สปินเนอร์” ซูหลินพูด ดูเหมือนเธอจะกลายเป็นตัวแทนที่พูดทุกอย่างแทนเซเลบฯ ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่อัลคาไลน์มีทีท่าว่าเธอจะไม่มีทางพูดอะไรทั้งสิ้นแน่นอนเกี่ยวกับประเด็นนี้

 

ผมโฟกัสไปที่พี่จีน่าทันที เธอคือสาวสวยเกรด 12 ที่มีผมสีน้ำตาลแดงเย้ายวนใจ กับรูปร่างยั่วยวนแบบเจนนิเฟอร์ในหนังเรื่อง สวย ร้อน กัด สยอง วันนี้เธอทาลิปสีชมพูดอ่อน กับผมดัดเป็นลอนแบบไม่ได้ตั้งใจ เสื้อตัวเล็กเผยให้เห็นขอบเอวที่รับกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ตัดกับผิวสีขาวอมแทนของเธอที่หนุ่มๆทุกคนต้องยอมสยบแทบเท้า

 

“โอเคถ้าจับเธอมาทำเสต็กให้ฉันกินได้ตอนนี้” แต่รอยดูจะเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่มองเธอเป็นของกินในแง่มุมของอาหารจริงๆน่ะนะ คำพูดของรอยัลดูจะทำให้อัลคาไลน์พอใจมาก เธอยิ้มให้พ่อเนิร์ดผมทอง ผมยังตามไม่ทัน ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนรอยัลก็ไม่เก็ทอะไร แต่หมอนี่ไม่สนใจอะไรอยู่แล้วจนกว่าจะมีใครพูดตรงๆ

 

“ต้นขาของเธอใช้ได้ไหม รอย” จู่ๆเซเลบก็เปิดปากพูด คำพูดนั้นดูไม่เหมือนคำถามเลย ผมหันไปมองหน้าเธอ แววตาเธอฉายวาววับ ความจริงใจแฝงอยู่ภายใต้น้ำเสียงที่ล้อเล่น

 

“สักข้างคงแจ่ม” รอยัลย่นปากและหยักหน้าหงึกหงัก เขาดูขยะแขยงเต็มทนกับเบอร์เกอร์ปลา แต่ก็ต้องจำใจกินเพื่อเห็นแก่กระเพาะที่ว่างเปล่าและเดียวดาย เห็นได้ชัดว่าเขาแค้นสุดที่ชวดเสต็กวันนี้

 

ผมยังคงไม่เข้าใจว่าเธอคิดอะไร แต่สายตาของเธอมองไปที่โต๊ะของพวกเกรด 12

 

เหมือนที่เธอกำลังมองกบที่อยู่บนโต๊ะในวันนั้นเลย

 

 

**********

 

 

           1 ปีต่อมา

 

          หลังจากสอบเสร็จพวกเราก็มานั่งฉลองกันที่ร้านพิ้งค์บีฟแอนด์ชิป รอยได้กินเสต็กแบบมีเดียมไซต์ใหญ่ยักษ์ของพิ้งค์อย่างสะใจ ส่วนซูหลินก็มีพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยนถาดกลางขอบบางกรอบแบบที่เธอชอบกับ ผมโอเคกับสปาเก็ตตี้ขี้เมาซีฟู้ดไซต์ปกติเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา ส่วนอัลคาไลน์สั่งสเต็กแบบแรร์ฉ่ำเยิ้มราดด้วยน้ำผึ้ง

 

          พวกเรา 4 คนนั่งโต๊ะด้านในสุดของร้านพิ้งค์ ช่วงบ่าย 2 คนไม่เยอะกำลังดี

 

          ซูหลินยกแก้วที่เหลือเป๊ปซี่ครึ่งแก้วชูเป็นคนแรก ก่อนจะตามด้วยพวกเราที่เหลือ

 

          “แด่ข้อสอบไฟนอลกินหมู” เธอพูดและกระดกเป๊ปซี่เข้าปากจนหมดแก้ว ส่งเสียงอ้าซ่าราวกับมันเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามก็ไม่ปาน

 

          “เย็_พวกแจ็คแอซ แด่เสต็กมีเดี่ยมไซต์ใหญ่สุดที่ฉันอยากกินมานาน!” ว่าแล้วเขาก็จิบเป๊ปซี่เข้าไปนิดนึง ก่อนจะหันมามองผมและอัลคาไลน์ ราวกับว่านี่คือพิธีกรรมที่ต้องพูดทีละคน ในเมื่อผมอยู่ใกล้รอยที่สุด และพิธีดูเหมือนจะไล่วนซ้าย ผมจึงเลือกที่จะพูดเป็นคนที่ 3

 

          “แด่เกรด 12 ความแก่ และการยื่นคะแนนเข้ามหาลัย” ผมยักไหล่ ก็มันจริง เรากำลังจะเลื่อนชั้น และความกังวลเกี่ยวกับมหาลัยก็ถาโถมเข้ามาซะอย่างนั้น แต่ในเมื่อคนเกือบทั้งโต๊ะเป็นพวกหัวกะทิเพราะงั้นพวกนี้ไม่สะทกสะท้านอยู่แล้ว

 

          ผมจิบเป๊ปซี่และทุกคนก็หันไปมองที่อัลคาไลน์ วันนี้เธอรวบผมสีน้ำตาลของเธอขึ้นมัดเป็นหางม้าเดี่ยวปล่อยไปด้านหลัง เผยให้เห็นโครงหน้าอย่างชัดเจน เธอดูพึงพอใจ อิ่มเอม และยินดี ราวกับว่าผมไม่เคยเห็นเธอแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

 

          “แด่แขนและขาของจีน่า สปินเนอร์” เธอยิ้มและยกแก้วขึ้นกระดกจนหมด มีเพียงแก้วของเธอเท่านั้นที่เป็นเครื่องดื่มรสเชอร์รี่หอมหวาน

 

          ทุกคนดูเป็นปกติมาก ยกเว้นแค่ผม ส่วนรอยดูจะไม่แยแสอะไรอยู่แล้ว ยกเว้นถ้ามันจะมากวนใจเสต็กของเขา

 

          ผมรู้ดีว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา พี่จีน่า สปินเนอร์ โดนรถชนเช้าอย่างจังตอนที่เธอไปปาร์ตี้เลี้ยงส่งเด็กเกรด 12 ตอนดึกคืนนั้น อุบัติเหตุครั้งนั้นร้ายแรงมากขนาดที่พี่จีน่าต้องตัดขาและแขนอย่างละข้างทิ้งไป นั่นถือเป็นเรื่องสะเทือนใจที่สุดในปีนี้ที่โรงเรียนออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นทางการ

 

          แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอัลคาไลน์ถึงต้องดื่มฉลองให้พี่จีน่าที่เป็นอย่างนั้น เธอดูจะไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องให้แค้นพี่จีน่าเลยด้วยซ้ำ

 

          “ฉันใส่ยกทรงเดิมๆกางเกงในเดิมๆมา 10 กว่าปี ซื้อเองบ้างก็แค่ 1-2 ชิ้นเพราะมันแพงมาก” เธอเริ่มพูด ผมยังไม่เข้าใจว่าเธอจะจุดประเด็นเรื่องยกทรงขึ้นมาทำไม

 

          “หวังว่านมกับน้องหนูของเธอจะอยู่ดี” รอยัลพูด ท่าจะเป็นห่วงจริงๆ แม้ดูจะไม่ตลกแต่อัลคาไลน์ก็ยังขำ เธอสั่งน้ำจากบริกรเพิ่ม จากนั้นก็พูดต่อ

 

          “ฉันประหยัดมาตลอด 6 ปี ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองได้เข้าที่นี่ เพราะฉันอยากช่วยพ่อประหยัดเงินเท่าที่ทำได้ เชื่อไหม ฉันได้เงินมาโรงเรียนไม่ต่างกับที่เด็กม.ต้นได้ด้วยซ้ำ” บริกรนำน้ำมาเสริฟ ยังคงเป็นเครื่องดิ่มรสเชอร์รี่ที่เธอชอบแบบเดียวกับที่สั่งทีแรก

 

          “ฉันขึ้นรถเมลล์ไปเรียนมาตลอด 6 ปี ไม่ว่าจะร้อน หนาว ฝนตก หิมะหนาเป็น 10 นิ้ว” ซูหลินพยักหน้าและมองหน้าเพื่อนรักอย่างเข้าใจที่สุด

 

          “และแล้ววันหนึ่ง” อัลคาไลน์มองหน้าพวกเรา เธอเอาส้อมค่อยๆไล้ไปทั่วเนื้อเสต็กเป็นวงกลม

 

          “ฉันก็พึ่งมารู้ว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ชุดชั้นในใหม่ ตัวละเกือบพัน เธอมีรถดีๆขับไปโรงเรียนทุกวัน ได้เงินใช้มากมายแบบเบิกถอนเมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้” เธอเพิ่มน้ำหนักของส้อมให้มากขึ้นจนทำให้เกิดรอยลากบนเนื้อเสต็ก

 

          “มันคนนั้นคือเมียน้อยที่พ่อฉันเลี้ยงอยู่”

 

          ทั้งโต๊ะอึ้ง มีเพียงซูหลินที่มองต่ำลง รอยัลหยุดกินและหันมามองเพื่อนรักอย่างจริงใจ ผมเองก็ไม่คาดคิดว่าที่ผ่านมาเธอต้องเจอกับอะไรที่เลวร้ายขนาดนี้

 

          “มันส่งรูปตอนเอากับพ่อฉันมาให้แม่ดูทางเฟสบุ๊ค ถ่ายผ่านกระจกที่ติดอยู่บนเพดาน ถ่างขาอุบาทว์สุดจะบรรยาย อีพวกสัตว์เดรัจฉาน”

 

          “มันบอกต่อหน้าฉันว่าพ่อฉันจะมีลูกกับมัน จะแต่งงานกับมัน มันทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันรู้ว่าพ่อรักมันมากกว่าฉันและแม่ โธ่ อีเวร”

 

“มันขึ้นมึงกูกับพ่อ แต่ดูเหมือนพ่อก็ยังรักมันหัวปักหัวปำ ซื้อรถให้มันขับ ทั้งๆที่ฉันยอมนั่งรถเมลล์ไปเรียนตลอด 6 ปี เพื่อที่จะให้พ่อมีเงินไว้ใช้ แต่พ่อก็ดันเอาให้อีเวรนั่น แล้วแม่กับน้องมันก็ยังขอเงินจากพ่อ พ่อก็ยอมให้ ประเคนแทบจะทุกอย่างให้มัน แม้แต่ชุดชั้นใน พ่อยังไม่เคยซื้อให้ฉันสักครั้ง”

 

เธอหยุดพูด ผมสังเกตเห็นว่าเนื้อเสต็กตอนนี้เละเทะแทบจะดูไม่ได้ เธอก้มลงมองเสต็กและเงยหน้าขึ้นมามองพวกเรา ทีละคน ทีละคน

 

“เสียงที่อยู่ในหัวฉัน มันบอกว่า อีเวรนี่ต้องตาย มันต้องตายเท่านั้น ฉันจะต้องฆ่ามัน”

 

“แต่...” เธอยกนิ้วชี้ขึ้นมาในขณะที่กำลังจับส้อมอยู่ ราวกับสะกดให้ทุกคนตั้งใจฟังเธอให้ดี

 

“ฉันก็คิดว่า โอ้... ความตายมันง่ายเกินไป... มันคงจะดีกว่าถ้าฉันจะทำให้มันเลวร้ายยิ่งกว่านั้น”

 

          ผมหยุดหายใจโดยไม่รู้ตัว รอยัลอ้าปากค้างไปแล้ว ส่วนซูหลินก็ยิ้มออกมาอย่างเลือดเย็น

 

          “ตัดแขน ตัดขา ให้มันลำบาก ทำงานแทบไม่ได้ ทำแบบนั้นสะใจกว่าเยอะ จริงมะ?

 

          อัลคาไลน์เอาส้อมเสียบลงที่เนื้อเสต็กอย่างเร็ว มันตั้งเด่นราวกับเป็นอนุสาวรีย์แห่งพันธะสัญญากับสิ่งที่เธอพึ่งพูดออกมา

 

        “ฉันก็เลยเริ่มวางแผน วางแผนมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา”

 

        “ว่า... ฉันจะต้องเริ่มจัดการอีนั่นวันไหนเวลาไหน ฉันจะต้องจ้างใครให้ชนมัน และตำรวจคนไหนที่จะต้องเป็นคนมาพบอีนั่นเป็นคนแรก”

 

        เธอพยักหน้าพูด ก่อนจะค่อยๆหั่นชิ้นเนื้อเสต็กทีละท่อน ทีละท่อน

 

        “จากนั้นตำรวจคนนั้นก็จะต้องพาตัวมันไปส่งในโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลนั้น ก็จะมีหมอเวรกลางคืนที่ฉันยอมไปนอนกับมันเพื่อแลกกับการที่หมอจะวินิจฉัยว่าบาดแผลเกินเยียวยา และต้องตัดทั้งแขนและขาของมันทิ้งไป”

 

          เธอยิ้มและเอาชิ้นเนื้อเข้าปากด้วยมือ เธอกัดที่ริมฝีปากก่อนจะค่อยๆเคี้ยว

 

            “ฉันอำน่ะ”

 

          บรรยากาศดูซอฟลงในทันที ผมหายใจได้อีกครั้ง แม้ว่าเธอจะบอกว่าเธออำเล่น แต่แววตาที่เหมือนกับตอนนั้นมันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

          ถึงอย่างนั้น ผมก็จะขอให้มันเป็นเพียงแค่ลมปากที่เข้าหูซ้ายและผ่านทะลุหูขวาไป ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ ผมก็จะไม่ขอขุดคุ้ยหรือค้นหาอะไรทั้งนั้น

 

เพราะไม่ว่ายังไงสำหรับผม เธอก็ยังคือเซเลบบริตี้คนโปรดของผมอยู่ดี




ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Z.W. จากทั้งหมด 23 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น