คัดลอกลิงก์เเล้ว

สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอน

โดย Z.W.

สิ่งนี้วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอน

ยอดวิวรวม

46

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


46

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  29 พ.ค. 58 / 20:23 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 29 พ.ค. 58 / 20:23

บันทึกเป็น Favorite


ผมชื่อเล่นชื่อเก้า เด็กเรียนสายวิทย์ธรรมดา ที่ไม่เคยเชื่อว่าศาสนาจะสอนอะไรผมได้ ผมมั่นใจในสิ่งที่วิทยาศาสตร์สอนให้ผมคิดอยู่เสมอ เหตุผล ข้อมูล วิเคราะห์และค่าเฉลี่ย ผมไม่เคยเข้าใจพ่อกับแม่ที่ส่งผมมาบวชเป็นเณร ณ วัดที่ไกลปืนเที่ยงเช่นนี้ แต่การมาวัดครั้งนี้ล่ะครับ ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล

“หลวงตา หลวงตาคับ! ผมทำไม่ได้ครับ ผมนั่งสมาธิไม่ได้เลยครับ ไม่ว่าจะทำยังไง ผมก็ยังคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเลยอ่ะครับหลวงตา!” ในขณะที่ผมซึ่งตอนเป็นเณรอยู่ในตอนนั้น ได้บ่นกับหลวงตา เพราะผมไม่อาจที่จะนั่งสมาธิโดยไม่คิดไม่ได้ ปกติแล้วสมองมันก็ต้องคิดอยู่แล้วไม่ใช่รึไง? ผมบอกกับตัวเอง

“เณรเก้าตั้งใจฟังหลวงตาให้ดีๆนะ ธรรมดาของจิตน่ะ สามารถจับจดอยู่ที่สิ่งๆเดียวเท่านั้น เพียงแต่จิตมาลักษณะที่เร็ว จึงเหมือนว่าเราคิดอะไรหลายๆอย่างได้พร้อมกัน” หลวงตาพูดกับผมในตอนนั้นอย่างสุขุมนุ่มลึก แต่วิทยาศาตร์ไม่ได้สอนให้ผมคิดแบบนี้! ด้วยนิสัยเภรตรงและเด็ดขาดที่ผมได้มาจากมารดาผู้บังเกิดเกล้าของผมก็ทำให้ผมเผลอท้าหลวงตาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

“โห หลวงตา ผมก็นั่งสมาธิมาได้ 3 อาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจที่หลวงตาต้องการจะบอกผมเลย แม้ซักอย่างเดียว ผมเรียนฟิสิกส์ยังมีสูตรให้ง่ายกว่าเยอะเลย! เอางี้ดีกว่า หลวงตาจัดมาหนักๆเลย เอาแบบจัดเต็ม! ขอแบบทีเดียวจอด!” ผมพูดด้วยท่าทีมั่นใจสุดๆ ตบเข้าที่หน้าขาตัวเองหนึ่งทีดังๆ หลวงตาไม่พูดอะไรก่อนท่านจะลุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ผมเห็นแล้วยังต้องหนาว

“งั้นเณรก็ตามหลวงตามา เดี๋ยวหลวงตาจะจัดเต็มให้” ผมอยากรู้ว่าวิธีของหลวงตาจะแน่กว่าสิ่งที่ผมเรียนมาสักแค่ไหน ผมเดินตามหลวงตาไปเข้าไปในป่า ในเวลานั้นก็เย็นมากแล้ว ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนจะค่อยๆมืดลง

“เอาล่ะ นั่งลงตรงนี้แหละเณร” หลวงพ่อพาผมเดินเข้ามาในถ้ำ ก่อนจะบอกให้ผมนั่งลง เพราะว่าเข้ามาไม่ลึกเลยยังพอมองเห็นอะไรได้บ้าง ผมเริ่มจะกลัวแล้วว่าหลวงตาพาผมมาที่นี่ทำไม

“เอาล่ะเณร เณรนั่งสมาธิอยู่ตรงนี้นะ ตอนเที่ยงคืนเดี๋ยวหลวงตาให้หลวงพี่มารับ” หลวงตากล่าว ผมเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน เที่ยงคืนเนี่ยนะ! ก่อนจะรีบจับจีวรหลวงตาที่กำลังเดินออกไปเกือบจะหลุด!

“เฮ้ยหลวงตา! ไม่เอา เณรกลัว เดี๋ยวมันก็มืดแล้ว แถมเทียนก็ไม่มี!” ผมปฏิเสธลุกขึ้นเกาะหลวงตาไม่ยอมปล่อย หน้าเบ้เหยเก ส่ายหน้าอย่างเอาเป็นตาย นี่หรือห้องเรียนของผม!

“อ้าว ก็เณรบอกให้หลวงตาจัดเต็ม ก็เนี้ย เอาทีเดียวจอดเลยไง” ผมเริ่มจะเกลียดตัวเองแล้ว ที่พูดอะไรไม่ทันคิดแบบนั้น ถึงอย่างงั้นผมก็ยังไม่ยอมปล่อยจีวรหลวงตาอยู่ดี

“ไม่เอาแล้วหลวงตา ผมจะกลับ ผมอยู่ไม่ได้หรอก ผมกลัวความมืด” ผมกล่าว

“อ้าวๆ ปล่อยจีวรหลวงตาก่อน เดี๋ยวหลุดกันพอดี” หลวงตาบอก ผมปล่อยจีวของท่านอย่างไม่เต็มใจนัก

“แล้วเวลาเณรนั่งสมาธิ เณรหลับตาแล้วมืดไหม?”  หลวงตาหันมาถามผม ผมพยักหน้าทันที “มืดสิหลวงตา” ผมตอบท่าน หลับตาไม่มืดก็แปลกแล้ว หลวงตานี่ก็ถามอะไรแปลกๆ

“แล้วมันจะต่างกันตรงไหนล่ะเณร ในเมื่อเณรนั่งสมาธิ เณรหลับตา มันก็มืดเหมื๊อนกัน” หลวงตาพูดเสียงใส ผมก็คิดอยู่ครู่นึง แต่ถึงยังไงผมก็ไม่เอาอยู่ดี!

“ไม่อ่ะหลวงตา ขอเณรกลับเหอะน้า น้า เณรไม่อยากอยู่นี่ ให้เณรกลับไปนั่งสมาธิร้อยรอบเณรก็ยอม!” ผมเห้นหลวงตายิ้ม ในใจก็คิดแล้วว่าหลวงตาใจดียอมให้กลับด้วย ทว่าไม่ใช่แบบนั้น

“ถ้าเณรนั่งสมาธิที่นี่ได้ แค่ครั้งเดียวก็เหมือนเณรได้นั่งไปแล้วร้อยรอบ ในเมื่อเณรบอกเองว่า 3 อาทิตย์แล้วเณรยังไม่ได้อะไรเลย แล้วถ้าการนั่งสมาธิครั้งนี้จะทำให้เณรเข้าใจอะไรได้มากขึ้น เณรจะทดลองดูไหมล่ะ?” เมื่อผมได้ยินดังนั้นแล้ว ผมก็ตัดสินใจที่จะนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำนี้ตามที่หลวงตาบอก และเมื่อถึงเที่ยงคืนหลวงพี่ก็จะมารับผมกลับไปวัด

“หลวงพ่อ แล้วถ้าผมกลัว ผมต้องทำยังไง?” ผมกำลังท้าทายกับความกลัวของตัวเอง โดยไม่ได้คิดเลยว่าผมมานั่งสมาธิ ผมจึงถามวิธีขจัดความกลัวจากหลวงตา แต่ผมคิดผิดถนัด คำตอบของหลวงตา ชี้ให้ผมเห็นถึงความเป็นจริงที่ผมไม่เคยรู้และไม่เคยยอมรับมาก่อน วิชาวิทยศาตร์ไม่ได้สอนผมเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

“เณร การที่หลวงตาพาเณรมาในถ้ำนี้ ก็เพื่อให้เณรมานั่งสมาธิ ไม่ใช่มาเพื่อให้เณรขจัดความกลัว การที่เณรกลัวสิ่งใดๆก็ตาม เกิดจากการที่เณรเอาจิตไปปรุงแต่ง ให้เกินความเป็นจริง เอาอย่างนี้แล้วกันนะ เวลานั่งสมาธิ ให้เณรมองในสิ่งที่เณรเห็น เณรได้ยิน เณรสัมผัสอย่างที่เป็นจริง” หลวงตากล่าว

“มองอย่างเป็นจริง มองยังไงอ่ะหลวงพ่อ?” ผมยังคงไม่เข้าใจ ฟ้าเริ่มครึ้มลงเรื่อยๆ แสงที่มีก็เริ่มน้อยนิด หลวงพ่อจึงตอบผมอย่างสั้นๆ

“ก็คือมองมันอย่างที่มันเป็นนั่นแหละเณร” หลวงตากล่าวสั้นๆก่อนท่าจะเดินออกไปจากถ้ำ

ผมยังคงสงสัยในขณะที่ท่านค่อยๆเดินออกไป จนมารู้ตัวอีกที ผมก็อยู่คนเดียวในถ้ำที่อากาศเริ่มหนาว และทุกอย่างเริ่มมืด ผมไม่มีเทียน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอะไรเลย เมื่อความมืคเริ่มปกคลุมผมก็ปิดตาแน่น พยายามตั้งสติ พยายามไม่คิด แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมคิด

เมื่อผมหลับตา ความรู้สึกของผมไวขึ้น ผมได้ยินทุกอย่างชัดเจน ตั้งแต่เสียงนก เสียงน้ำหยด เสียงขอลมที่ดังหวืดๆเข้ามาจากปากทางของถ้ำ ความเย็นที่จับเข้ากับหลังของผมซึ่งแนบกับผนังถ้ำ ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงใบไม้โดนลมพัด ผมหลับตาแน่นกว่าเดิม ความกลัวเริ่มที่ตอนแรกเป็นเพียงหมอกควันเริ่มจับตัวเป็นก้อนในทันใด

ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเดินอยู่ด้านนอก เดินวนไปวนมา ผมได้ยินเสียงดังแปะๆเหมือนกับว่ามีใครกำลังก้าวเข้ามาในถ้ำ ผมคิดมโนไปถึงภาพผีหน้าเละๆที่กำลังคลืบคลานเข้ามาหาผม! คิดได้เช่นนั้นผมก็ลืมตา! มองเห็นแต่ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ผมยังคงได้ยินเสียงคนเดินไปมาและเสียงที่ราวกับว่ามีคนใช้เท้าเปียกแฉะเดินอยู่ในถ้ำ! ผมมองออกไปตรงปากทาง เห็นเงาสูงใหญ่เคลื่อนไหวไปมาราวกับเปรตตัวสูงลิ่วหลายตนที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่ข้างนอก!

“ช่วยผมด้วย! ใครก็ได้ช่วยผมที! เอาผมออกไปที!” ผมพูดซ้ำไปซ้ำมา จากท่าสมาธิกลายเป็นท่าขดตัวแนบชิดติดผนังถ้ำ ผมกลัว กลัวทุกอย่างในตอนนี้ ผมหลับตาแน่นเพราะไม่อยากลืมตาขึ้นมาเจอกับอะไรที่ผมไม่อยากเจอ! “ฮืออออ ช่วยผมที ผมกลัวววว” ผมร้องไห้ ในขณะที่ร้องเรียกให้คนช่วย ผมก็ตระหนักได้ว่า ไม่มีใครมาช่วยผมได้ เพราะผมไม่มีโทรศัพท์ แล้วทางก็มืดเกินไปจนผมมองไม่เห็น และถึงผมจะออกจากถ้ำไปผมก็อาจหลงทางได้ สิ่งที่ผมทำได้คือนั่งรออยู่ในนี้รอจนกว่าหลวงพี่จะมารับ แต่มันอีกกี่ชั่วโมงกัน! นาฬิกาก็ไม่มี!

หลวงตาไม่ได้ให้อะไรผมไว้เลย!

!” ระหว่างที่ผมกำลังฟุ้งซ่าน สติกำลังจะแตกกระเจิง ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าทำไมหลวงตาถึงไม่ให้ผมเอาอะไรไว้ติดตัวเลยนั้น ผมก็คิดถึงคำที่หลวงตาพูดกับผม

ก็คือมองมันอย่างที่มันเป็นนั่นแหละเณร

ผมยังขดตัวอยู่ ตายังคงหลับแน่น แต่ผมเริ่มฟังเสียงที่เหมือนคนเดินไปเดินมาข้างนอก เมื่อฟังดีๆแล้วก็คือเสียงใบไม้แห้งบนพื้นที่ถูกลมเบาๆพัด เสียงดังแปะๆที่เหมือนคนเท้าเปียกเดินไปเดินมา ก็คือเสียงน้ำค้างในถ้ำที่หยดลงมาเพราะความชื้น และที่เหมือนจะดังมาจากทุกทิศทางก็เพราะว่าถ้ำมีความก้อง ผมค่อยๆลืมตามองออกไปตรงปากถ้ำ ที่เห็นว่าเหมือนเปรตนั้น แท้จริงก็คือเงาของต้นไม้สูงใหญ่ที่เคลื่อนไหวตามลมเท่านั้น... ผมกลับมานั่งท่าสมาธิดั่งเดิม หลับตา และค่อยๆทำตามที่หลวงตาบอก ในเมื่อหลวงตาบอกว่าจิตสามารถที่จะรับรู้ได้เพียงสิ่งเดียวในเวลาหนึ่งแล้ว ผมก็จะลองทำดู

ความมืด ก็คือ ความมืด

ความเย็น ก็คือ ความเย็น

ลม ก็คือ ลม

เสียงใบไม้พัด ก็คือ เสียงใบไม้พัด

เสียงน้ำค้างหยด ก็คือ เสียงน้ำค้างหยด...

เมื่อผมเริ่มฟุ้งซ่านอีกครั้ง ผมก็เริ่มพิจารณาสิ่งๆนั้นที่มาโดยการพิจารณาเพียงสิ่งหนึ่งในเวลาหนึ่ง คือใช้จิตนึงมองสิ่งนั้นตามที่มันเป็น ผมไม่ปรุงแต่ง ไม่จินตนาการ ทำให้ความกลัวของผมเริ่มลดลง จากที่มันเคยจับตัวเป็นก้อน ตอนนี้มันเป็นเพียงหมอกบางๆด้วยความมีสติกำหนดรู้ที่ปัจจุบัน ในขณะที่ผมนั่งไปเรื่อยๆนั้นเอง...

ตึก ตึก ตึก...

ตึก ตึก ตึก ก็คือ เสียงๆหนึ่ง

“เณร”

เณร ก็คือ เสียงๆหนึ่ง...

เอ๋?

“อ้าว เณร หลับหรือยังเนี่ย หลวงพี่มารับแล้ว” ผมลืมตาขึ้นหันไปมองหลวงพี่ที่กำลังถือตะเกียงพายุส่องสว่างไปทั่วถ้ำ ผมกระพริบตาปริบๆ น้ำตาเอ่อล้นด้วยความปิติ ราวกับว่าภารกิจอันหนักอึ้งได้จบลงไปแล้ว

“อ้าว ร้องไห้ซะงั้น ลุกๆ กลับวัดๆ” หลวงพี่บอกผม ช่วยผมให้ลุกขึ้นยืน ก่อนหลวงพี่จะเดินถือตะเกียงออกไปจากถ้ำโดยมีผมเดินตามไปติดๆ

และเมื่อกลับถึงวัด ผมจึงรู้ว่าความจริงยังแค่ 2 ทุ่มเท่านั้น เมื่อผมถามหลวงพี่ หลวงพี่จึงบอกว่าใครจะปล่อยให้เณรอยู่ถึงเที่ยงคืนกันเล่า ได้หนาวตายในถ้ำกันพอดี ผมจึงเข้าใจว่าโดนหลวงตาจัดเต็มตามที่ผมท้าเข้าให้เสียแล้ว หลังจากนั้นหลวงตาก็เรียกผมไปหาท่านที่โบสถ์ สงสัยจะเรียกไปดูผลลัพธ์กระมัง ผมเดินเข้าไปกราบหลวงตา ก่อนจะนั่งอย่างเรียบร้อย

“เป็นอย่างไรบ้างล่ะเณร ทีเดียวจอดเลยไหม?” หลวงตาพูดกับผมพลางหัวเราะเล็กๆ

จอดเลยหลวงตา” ผมเสียงอ่อยและไม่พูดอะไรอีก เพราะเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน ไม่เอาแล้วแหละ ต่อให้ลากไปอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ!

“ได้อะไรกลับมาบ้างไหม?” ท่านถามพลางยื่นหน้ามาอย่างสนอกสนใจ ผมพยักหน้า “ครับ”

“ไหน เล่าให้หลวงตาฟังหน่อย”ผมพยักหน้าก่อนจะตั้งใจเล่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาให้หลวงตาฟัง หลวงตาพยักหน้าและยิ้มกับสิ่งที่ผมพูด เมื่อผมเล่าจนจบ ท่านก็ถามผม

 “แล้วเชื่อหลวงตาหรือยังว่าดีกว่ามานั่งสมาธิตั้งร้อยรอบ?” หลวงตาถาม

“ครับ” ผมยิ้มและพยักหน้า

“แต่แบบนี้ ไม่เอาอีกแล้วล่ะครับ” ผมส่ายหน้าและพูดทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น

หลังจากผมสึก ผมกลับมนั่งคิดถึงตอนบวชเณร ผมได้ในสิ่งที่ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไม่มีสอน ในขณะที่ผมเดินกลับวัดกับหลวงพี่ แสงสว่างที่ทำให้ผมอุ่นใจ ทำให้ผมหวนนึกกลับไปถึงตอนที่ผมอยู่ในถ้ำ ถ้ำที่มืดมิด หนาวเย็น และน่ากลัว แต่ภายในนั้นกลับมีสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจและสบายใจ... สติ คือ ความอบอุ่นและแสงสว่างในเวลานั้นของผม


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Z.W. จากทั้งหมด 23 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น