คัดลอกลิงก์เเล้ว

เพราะเธอคือดวงดาวของผม

ก็แค่ 'มังกรฟ้า' ที่ริอาจรัก 'ดวงดาว'

ยอดวิวรวม

262

ยอดวิวเดือนนี้

12

ยอดวิวรวม


262

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 พ.ค. 56 / 12:05 น.
เพราะเธอคือดวงดาวของผม | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

หลังจากที่หายไปนาน

5 ปีที่ไม่ได้แต่งนิยายเลย

ก็ขอบคุณมากค่ะที่หลงเข้ามา

แล้วก็หวังว่าคุณจะชอบเรื่องนี้นะคะ

ขอบคุณมากค่ะ นิรนาม ^^

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 พ.ค. 56 / 12:05


 

 

          เสียงฝนตกสำหรับบางคนอาจเป็นเหมือนเสียงดนตรีที่ช่วยขับกล่อมให้หลับสนิท ทว่าสำหรับเขาแล้วมันกลับไปเคยทำให้หัวใจของเขาสงบลงได้เลย

            ท่ามกลางห้องที่มืดสนิทกลับดังกึกก้องไปด้วยเสียงของสายฝนที่ตกกระทบกันสาดสีเข้มและเสียงฟ้าร้องดังไม่ขาดสาย แสงริบหรี่จากเชิงเทียนบนโต๊ะเผยให้เห็นใบหน้าของใครคนหนึ่งผู้กำลังเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้ามืดครึมยามราตรีในคืนนี้

            เป็นอีกคืนที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้เพราะผมไม่อาจยอมรับกับความเงียบเหงาบนเตียงนอนของตัวเองได้ และเป็นอีกคืนที่ใบหน้าของผมต้องเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

            ฉันรักฤดูฝน... ฉันชอบน้ำเย็นๆที่ตกลงมา มันเหมือนช่วยชโลมความทุกข์ให้หายไปได้ คุณคิดเหมือนฉันมั้ยคะ เทียนหลง? แล้วคุณล่ะคะ ชอบฤดูไหนมากที่สุด?

          ในตอนนั้นผมไม่ได้ตอบว่าชอบฤดูไหนเป็นพิเศษ แต่หาก เธอ ถามผมตอนนี้ว่าเกลียดฤดูไหนมากที่สุด ผมคงตอบเธอทันทีว่าผมเกลียดฤดูฝน เพราะมันทำให้ผมคิดถึงเธอมากกว่าเดิม...

            ...ผมรักคุณมากนะครับ เซิงซิง...

________________________________________________________________

             ‘คุณอาจไม่รู้ว่าบางทีดอกไม้หนึ่งดอกก็อาจมีคุณค่ามากกว่าเครื่องเพชรราคาแพงก็เป็นได้หากเปรียบดอกไม้นั้นเป็นภาษาแทนใจ หรืออย่างที่รู้จักกันในความหมายแฝงของดอกไม้แต่ละดอก ซึ่งไม่เพียงแค่ชนิดของดอกไม้เท่านั้นที่ทำให้เกิดความแตกต่างกัน ทั้งนี้สีของดอกไม้ก็อาจบ่งบอกได้หลากความหมายเช่นกัน...

            ผัวะ!

            ดวงตาของผมที่กำลังไล่ไปตามหน้ากระดาษถึงกับเบิกกว้าง เมื่อศีรษะของผมถูกกระแทกด้วยสิ่งของบางอย่างที่ทั้งหนาและหนัก ผมเบนสายตาวาวๆกลับไปหาเจ้าตัวการแสนแสบที่ส่งยิ้มเริงร่ามาให้ด้วยความสะใจ

            “เอาอะไรตีหัวฉันอีกล่ะคราวนี้” ผมลอดเสียงกระซิบพร้อมกระชากเสื้อยืดคอกลมของคนตรงหน้าให้เข้ามาใกล้ แล้วดวงตาของผมก็ยิ่งลุกวาวเข้าไปอีกเมื่อเห็นตัวอักษรตัวโตบนปกหนังสือ

            “แกกล้าเอาพจนานุกรมมาตีหัวฉันเร๊อะ” เกือบเป็นเสียงตะคอกหากคนตรงหน้าไม่ขยับไม้ขยับมือส่งสัญญาณให้ผมสงบลง

            “แหม เบาๆก็ได้นี่ แค่หยอกเล่นเล็กๆเอง แถมอีกอย่างเห็นหนังสือในมือแกแล้วมันอดแกล้งไม่ได้นี่หว่า” คนประทุษร้ายผมเอ่ยปากแก้ตัวก่อนจะทำปากมุ่ยในท้ายประโยค “ถามจริง... เทียนหลง แกคิดว่าดอกไม้จะช่วยให้แกจีบหญิงติดได้จริงหรอว่ะ”

            ผมเงียบไปครู่ มองหนังสือเล่มบางในมือพลางครุ่นคิด “ไม่ลองไม่รู้...”

            “วู้! โบราณโคร-“ ผมจัดการปิดปากหมาๆของเจ้าหมิงซู่อย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะได้บริกรรมคำหยาบคายไปมากกว่านี้

            “แกไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์ นี่มันบ่ายสองแล้วถ้าแกอยากมีรายงานส่งก่อนห้าโมงเย็นของวันนี้ ฉันว่าแกควรรีบทำได้แล้ว” ผมกดเสียงต่ำก่อนจะเห็นสีหน้าแตกตื่นของหมิงซู่ที่เหลือบมองนาฬิกาเรือนโตกลางห้องสมุดด้วยความตื่นกลัวอย่างที่หาได้ยากบนใบหน้าดูดีของมัน

            ตอนนี้มันเป็นอิสระจากอุ้งมือผมแล้ว และตอนนี้มันกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานวิชาประวัติศาสตร์อย่างเอาเป็นเอาตาย ท่ามกลางสายตาให้กำลังใจของสาวๆนักอ่านซึ่งแลดูเหมือนว่าวันนี้จะพร้อมใจกันมาที่ห้องสมุดอันเงียบสงบนี้เยอะเป็นพิเศษ

            ผมได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนผมจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือสีหวานขึ้นมาอ่านต่อ แต่แล้วผมก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่ส่งมายังผม เมื่อผมลดระดับหนังสือในมือลงก็ต้องพบกับดวงตาหลายคู่ที่ส่งสัญญาณมาให้ราวกับต้องการให้ผมเข้าไปช่วยเจ้าเพื่อนตัวแสบผู้กำลังปั่นการบ้านที่เลยกำหนดส่งของมันอย่างขะมักเขม้น

            ทว่า... ต้องเสียใจด้วยที่ผมไม่ใช่เพื่อนที่ดีของมัน

            หมิงซู่เงยหน้าหงอยๆของมันขึ้นทันทีที่พบว่าผมไม่ให้ความช่วยเหลือก่อนมันจะส่งสายตาเว้าวอนให้เหล่าสาวๆ สาวกของมันช่วยทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ผมช่วยมันทำรายงานให้เสร็จ แต่พอมันเหลือบมาเห็นใบหน้าบึ้งตึงของผม เพียงเท่านั้นมันก็เลิกตอแยและก้มหน้าทำงานของมันต่อทันที

            เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ ผมเสมองนาฬิกาข้อมือเล็กน้อยพลางก้มหน้าอ่านหนังสือในมือต่อ

            อย่างที่เห็น ผมไม่ใช่คนน่าคบหา ไม่ใช่คนรักเพื่อนและไม่ใช่คนอบอุ่นพอที่จะทำให้สาวน้อยใหญ่หลงติดได้แบบคนข้างๆตัวผม บางครั้งและหลายครั้งเลยทีเดียวที่มีคนให้ขนานนามผมว่า ‘มังกรน้ำแข็ง แต่ผมคงจะรู้สึกดีกว่านี้หลายเท่าหากคนพวกนั้นเรียกผมว่ามังกรฟ้าตามความหมายจริงๆของชื่อผม

            ส่วนเหตุผลที่ผมได้ขนานนามนี้มาน่ะหรือ? มันออกจะไร้เหตุผลสุดๆ! ผมก็แค่พูดปฏิเสธเพียงไม่กี่คำกับสาวๆผู้มาสารภาพรักกับผม ทั้งๆที่คิดว่าคำพูดเหล่านั้นออกจะสุภาพซะด้วยซ้ำแต่พวกหล่อนน่ะสิ พอฟังจบก็ถึงกับหลุดเสียงสะอื้นน้ำตาไหลเป็นสายแล้วก็วิ่งหันหลังหนีไปอย่างรวดเร็ว เฮ้! ผมไม่ใช่คนโหดร้ายถึงขนาดนั้นซะหน่อย!!

            แล้วทำไมผมถึงตอบปฏิเสธไปน่ะหรือ? หึ ง่ายมาก... เพราะผมคิดเสมอว่าความรักคือสิ่งที่มีความจำเป็นน้อยที่สุดสำหรับผม แต่คุณจะเชื่อไหมล่ะว่าตอนนี้ผมกลับกำลังต้องการสิ่งงี่เง่านั่นจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร

            ...ใช่แล้วล่ะครับ อย่างที่คุณคิดไว้ ผมกำลังมีความรัก...

            ไม่เคยมีใครคิดว่าผมเป็นคนโรแมนติก... และเชื่อได้เลยว่าคงจะไม่มีใครคิดอีกเช่นกันว่าก้อนน้ำแข็งอย่างผมกำลังเพ้อถึงเรื่องพรหมลิขิต

            ความรักของผมเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันหนึ่งตอนที่ผมกำลังก้าวขาออกจากมหาวิทยาลัยพร้อมกลุ่มเพื่อนของผม ระหว่างที่ผมกำลังคุยถึงเรื่องรายงานที่พึ่งส่งไปพร้อมเสียงโหยหวนของหมิงซู่ที่ยังไม่ได้เริ่มทำเพราะมัวแต่จีบสาว ตอนนั้นเองผมรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่มาปะทะบนใบหน้าของผม

            คุณอาจคิดเหมือนในละครที่ว่ามีผ้าเช็ดหน้า หมวก หรือ ผ้าคลุมไหล่ลอยมาใส่หน้าพระเอก ซึ่งผมขอบอกว่าพวกคุณคิดผิดถนัดเลยล่ะครับ เพราะไอ้ที่มันลอยมาใส่หน้าผมมันคือรองเท้าส้นเข็มสูงราว 3 นิ้วต่างหากล่ะ! แล้วคุณเชื่อมั้ย ถ้าผมจะบอกว่ามันลอยมากระแทกดังผัวะชนิดที่แก้มซ้ายของผมขึ้นรอยแดงเป็นริ้วเลยล่ะ!!

            “ฮะฮ่า! สมควรแล้วกับการที่นายมาทำร้ายเพื่อนของฉัน ฮ่าๆ” ดวงตาสีฟ้าครามของผมเบือนออกจากรองเท้าในมือมองตรงไปยังต้นเสียงใสที่กำลังชี้นิ้วมายังผมด้วยท่าทีสะใจโดยมีหญิงสาวอีกคนกระชากแขนเสื้อของอีกฝ่ายไปมา

            “เซิงซิงๆ”

            “ฮะฮะฮ่า ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ลี่ลี่ หรือเธออยากให้ฉันแก้แค้นให้อีก ได้! สั่งมาก็จัดไป” ว่าจบคนที่พึ่งหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังก็ก้มลงถอดรองเท้าข้างที่เหลือออกพลางยกมันขึ้นสูงเตรียมปาใส่เป้าหมายหรือก็คือผมอีกครั้ง!

            “หยุดนะเซิงซิง คนนั้นไม่ใช่หมิงซู่!” หญิงสาวที่กำลังจะขว้างถึงกับชะงักมือ เธอลดรองเท้าของตนลงข้างตัวก่อนจะร้องเสียงลั่น “ห๊า ?! ไม่ใช่หมิงซู่” 

            เท่านั้นแหละ ผมก็รู้ถึงเจ้าตัวการก่อเรื่องเดือดร้อนทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้ง ผมยืดแขนออกคว้าหลังไวๆของเฉินหมิงซู่ชายผู้กำลังเตรียมวิ่งหนีไว้ทันที สายตาอาฆาตของผมทำให้มันถึงกับเหงื่อตกและยกมือไหว้ขอโทษขอโพย

            “ท่านเทียนหลงคร้าบ~ ข้าน้อยขอโท๊ด ข้าน้อยผิดไปแล้ว หมิงซู่ผู้ต่ำต้อยสมควรตาย~

            “ใช่! คนอย่างแกมันสมควรตายจริงๆ!” ผมดึงตัวมันเข้าใกล้พร้อมตะคอกใส่หน้าหล่อๆของมันอย่างเหลืออด

            “ฮะฮ่า คราวที่แล้วโดนตบ คราวนี้โดนรองเท้า ครั้งต่อไปมีหวังคงมีคนขับรถชนแกเพราะคิดว่าเป็นเจ้าหมิงซู่แน่เลยว่ะ ไอ้หลง ฮ่าๆๆ”

            “ไม่ต้องมาแช่งฉัน ไอ้หยาง” ผมหันกับไปด่า‘หวินหยางจงแต่เจ้าคนปากมอมกลับยักไหล่พลางส่งเสียงหัวเราะดังขึ้นไปอีก

            “แล้วแกจะจัดการกับสองสาวนั่นยังไงดีล่ะ เทียนหลง” เสียงของชายที่ดูปกติกว่าใครเพื่อนเอ่ยขึ้นเบาๆ “จะให้ฉันยกพวกมารุมเลยดีมั้ย?”

            ผมถอนหายใจกับประโยคถัดมาที่โชว์ถึงระดับความบ้าที่ผิดปกติของคนพูด “ไท่หลิน แกแค่อยู่นิ่งๆเหมือนเดิมก็พอ”  

            ยังดีที่ ฉวนไท่หลินเป็นคนฟังภาษาคนง่ายที่สุดในกลุ่ม เขาจึงเพียงพยักหน้าเบาๆกับคำพูดของผม ตอนนี้ดวงตาผมหมุนกับไปยังสองสาวที่คุยซุบซิบด้วยสีหน้าซีดเผือด

            ผมก้าวขาไปข้างหน้าพร้อมร่างของหมิงซู่ที่อยู่ในกำมือขวาและรองเท้าส้นสูงสีดำที่ถือไว้ในมือซ้ายก่อนเท้าทั้งสองของผมจะหยุดลงที่ร่างเล็กของสองสาวคู่กรณี

            “สวัสดี” ผมเอ่ย “ผมจ้าวเทียนหลง ผมคิดว่านี่คงเป็นของๆคุณ” ว่าจบผมก็ปล่อยรองเท้าของหล่อนลงกระแทกพื้นพร้อมยกร่างของหมิงซู่ขึ้น “ส่วนนี่คือเฉินหมิงซู่ คนที่พวกคุณกำลังมองหา” แล้วผมก็ปล่อยมันตกกระแทกพื้นเหมือนที่ทำกับรองเท้า

            “โอ๊ย!” หมิงซู่ร้องลั่น “นั่นมันเจ็บนะครับ ท่านเทียนหลง” มันเหน็บผมเสียงเบาก่อนจะเบนสายตาและส่งรอยยิ้มหวานไปยังสาวร่างบางผมสีน้ำตาลเข้มดัดเป็นลอน “ลี่ลี่ สุดที่รัก ช่วยผมด้วย~

            ผมยกมือขึ้นเสยผมสีดำสั้นของตัวเองอย่างอนาถใจ ไม่คิดว่าเพื่อนของตัวเองจะทำตัวทุเรศขอความช่วยเหลือจากหญิงสาวที่ตัวเองเขี่ยทิ้งได้ถึงขนาดนี้

            “เอามือออกไปห่างๆเพื่อนฉันนะ ไอ้ผู้ชายเจ้าชู้!

            หลังจากนั้นเฉินหมิงซู่ตัวจริงก็ถูกสาวเจ้าของรองเท้าส้นสูงสีดำแก้แค้นราวกับเธอเป็นผู้ถูกกระทำ แต่แล้วก่อนที่หมิงซู่จะถูกตบอีกครั้ง เพื่อนสาวของเจ้าหล่อนที่ยืนอึ้งอยู่นานก็ถลาเข้าไปปกป้องเจ้าเพื่อนตัวแสบของผมพร้อมบอกให้คนที่ง้างมือหยุดการกระทำของตน

            เรื่องราวการเจอกันอาจพิลึกพิลั่นไปหน่อย แต่ผมก็ต้องขอบคุณมันที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเธอ และต้องขอบคุณแฟนเก่าของหมิงซู่ ที่บังคับให้เพื่อนของเธอชดใช้ความผิดด้วยการให้เธอมาช่วยดูแลผมจนกว่ารอยข่วนจากร้องเท้าส้นสูงจะหายไปจากใบหน้าผม ทำให้ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้รับรู้ว่าน้ำแข็งในใจของผมค่อยๆละลายลงเมื่อผมได้อยู่กับเธอ ‘ซานเซิงซิง ดวงดาวน้อยเจ้าของดวงตาหวานละมุนรับกับเส้นผมสีดำและดวงตาสอดรู้สอดเห็น

            จากตอนแรกที่คิดว่าแค่เอาคืนกับการกระทำมุทะลุของเจ้าหล่อน กลับกลายเป็นผมเองที่เสน่ห์ของเธอเล่นงานจนห้ามใจไม่อยู่ เธออาจจะดูแก่นแก้วในสายตาคนอื่น แต่ผมเป็นคนเดียวที่รู้ดีที่สุดว่าแท้จริงแล้วเธอมีจิตใจงดงามมากขนาดไหน ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าหัวใจที่เคยด้านชานั้นไหวระริกก็เป็นตอนที่เซิงซิงยิ้มขอบคุณที่พบคว้าเอวเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้ม และก็เป็นเธออีกเช่นกันที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกชาเมื่อเธอพุ่งไปกลางถนนเพื่อช่วยคุณยายที่กำลังจะถูกรถชน วินาทีนั้นราวกับลมหายใจของผมหยุดนิ่งไป สมองของผมขาวโพนและทันใดนั้นขาของผมก็ออกวิ่งตามเธอไป เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หากมือขวาของผมถึงตัวเธอช้ากว่านี้ หากขาของผมก้าวช้าลงเพียงหนึ่งก้าว ผมคงไม่มีวันยอมให้อภัยตัวเองเป็นแน่และผมเชื่อว่าผมคงอยู่ไม่ได้แน่หากเธอหายไปจากชีวิตผม

            เหตุการณ์นั้นทำให้ผมได้รู้ว่าเธอสำคัญกับผมมากเพียงใด เธออาจไม่ใช่คนแรกที่ผมเคยรัก แต่เธอจะเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะรักและอย่างอยู่เคียงข้างไปตลอดกาล

            ผมค่อยๆปิดหนังสือในมือลงหลังจากเลือกดอกไม้ที่เหาะกับเธอได้ ผมก้มมองตัวเลขวันที่บนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือก่อนยกยิ้มขึ้นน้อยๆเพราะวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ผมจะได้ขอบคุณที่เธอได้เกิดมาบนโลก ขอบคุณที่มาพบเจอกับคนอย่างผมและขอบคุณที่สอนให้ผมรู้จักคำว่า ‘รัก

            ... ก็ได้แต่หวังว่า มังกรฟ้า อย่างผมจะสามารถบินขึ้นไปคว้า ดวงดาว ได้สำเร็จ...

________________________________________________________________

 Tianlong’s talk

            5 ปีผ่านไป...

            “วันนี้มันวันสละโสดย่ะ!” เหม่ยผิงส่งเสียงดังลั่นพร้อมตีมือของผมที่กำลังกุมมือนุ่มนิ่มของเซิงซิงก่อนจะหันมาว่าผม “เทียนหลงนายห้ามทำรุ่มร่ามกับว่าที่เจ้าสาวนะ”

            ผมส่งเสียง ‘ชิในลำคอเบาๆ ก่อนจะรู้สึกหนักๆที่บ่า ดวงตาสีฟ้าครามของผมเหลือบไปมองยังมือหลายมือที่จับตามตัว

            “อย่างที่เหม่ยผิงพูด เทียนหลงนายมากับพวกเราซะดีๆ หึ หึ” หยางจงกระซิบข้างหูผมก่อนมันจะพยักหน้าให้เหล่าก้างชิ้นโตทำการลากตัวผมออกจากห้องของคนรัก!

            “ให้ตายสิ พวกแก ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะเว่ย! ฉันอยากอยู่กับเจ้าสาวของฉัน ปล่อยสิว่ะ” ผมถีบเข้าที่ท้องของหมิงซู่ ตวัดสันมือใส่คอของหยางจงและปัดแขนของไท่หลินไปมา ตะเกียดตะกายหมดมาดก้อนน้ำแข็งเดินได้ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเหล่าสาวๆทั้งสี่ให้ห้อง

            “เฮ้ย ไท่หลิน นั่นแกจะทำอะไรน่ะ!!” ผมยันมือปัดหน้าของหมิงซู่ไม่ให้เข้ามาใกล้พลางมองผ้าสีขาวในมือของไท่หลินอย่างหวาดๆและผมก็ได้ตรัสรู้เมื่อผ้าผืนนั้นประกบเข้ากับจมูกและปากของผม ผมดิ้นไปมาทอดมองเจ้าสาวของตัวเองที่ส่งยิ้มหวานหยดมาให้ก่อนสติจะดับลงในที่สุด

Shenshin’s talk

            ฉันมองเทียนหลงว่าที่เจ้าบ่าวของตัวเองแล้วอดขำไม่ได้ที่ตอนนี้เขาถูกไท่หลินและหยางจงช่วยกันหิ้วปีกคนละข้างหลังจากถูกยาสลบโปะใส่จมูก

            “เทียนหลงนี่แรงเยอะชิบ” หมิงซู่กุมท้องที่ถูกเทียนหลงถีบใส่เมื่อครู่แล้วจึงส่งยิ้มให้พวกเรา “คืนนี้จะพยายามยึดตัวเจ้าบ่าวไม่ให้พุ่งมาขัดเวลานอนของสาวๆนะจ๊ะ พวกเราไปก่อนล่ะน้า ฝันดีครับสุดที่รัก” ท้ายเสียงคนพูดเหล่มองลี่ลี่ด้วยสายตาหวานเยิ้มพร้อมส่งจุ๊บให้ด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์ จนคนถูกมองถึงกับอายม้วน

            ประตูถูกปิดลงแล้วเหล่าชายหนุ่มคงจะไปหาที่สังสรรค์ตามภาษาคนกำลังจะสละโสด อีกไม่นานเทียนหลงคงจะตื่นขึ้นมาแล้วโวยวายเสียงดังเป็นแน่น ฉันคิดพลางหลุดหัวเราะ

            “เอาล่ะ!” เพ่ยจินกล่าวขึ้น “งั้นสาวๆออกเดินทาง วันนี้เอาให้มันส์สำหรับการสละโสดของยัยสาวเปรี้ยวประจำแก๊ง!

            “เย้!” เพื่อนตัวดีทั้งสามส่งเสียงดังพร้อมกันก่อนจะพากันจับไม้จับมือแล้วลากฉันออกจากห้อง เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ ฉันส่งยิ้มกว้างให้ทุกคน เอาเถอะ ไหนๆเทียนหลงก็สลบอยู่เขาคงไม่รู้หรอกมั้งว่าวันนี้ฉันจะแอบดื่มเหล้า อิอิ

            ทั้งๆที่บอกว่าเป็นงานสละโสด ทั้งๆที่บอกว่าวันนี้จะเอาให้มันส์สุดเหวี้ยง ทั้งๆที่ฉันควรจะเป็นสาวเปรี้ยวประจำแก๊ง... ตอนนี้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของฉันกำลังจ้องมองลี่ลี่ที่เมาแอ๋จนหลับสนิทบนโซฟา เหลือบมองเหม่ยผิงที่ลงไปกลิ้งกับพื้นแล้วบ่นพึมพำก่อนจะเหล่ไปยังเพ่ยจินที่ร้องเพลงราวกับเสียงสุนัขออกลูกอย่างหนักใจ

            “ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้เนี๊ยะ โอ๊ย! ชีวิตฉ๊าน~

            ฉันมองเหล่าเพื่อนเจ้าสาวพร้อมเบ้ปากด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ใกล้ปะทุ จะไม่ให้ฉันอารมณ์เสียได้ไงล่ะในเมื่อพวกมันเองแท้ๆที่ลากฉันมาเพื่อจัดงานสละโสดให้ว่าที่เจ้าสาวอย่างฉันแต่พวกมันเองกลับห้ามไม่ให้ฉันแตะเหล้าแม้แต่หยดเดียว แถมยังขู่กันอีกว่าจะฟ้องว่าที่เจ้าบ่าวเรื่องการทำตัวไม่เหมาะสมของว่าที่เจ้าสาว แห๊ม! แล้วดูเหล่าเพื่อนเจ้าสาวซะก่อน แต่ละคนช่างทำตัวเหมาะสมกันซะไม่มี!!

            “พี่ค่ะ อีก 15 นาทีจะหมดชั่วโมงแล้ว พี่จะต่อเวลาเพิ่มอีกมั้ยค่ะ” เด็กเสิร์ฟสาวเดินเข้ามาถามฉันอย่างสุภาพ ฉันกวาดสายตามองเพื่อนตัวเองนิดๆอย่างอนาถใจก่อนจะส่ายหน้าและยื่นทิปให้หล่อน เธอผงกหัวขอบคุณก่อนจะจากไป ทิ้งให้ฉันคิดหาวิธีจัดการกับเหล่าเพื่อนบ้าบอพวกนี้ตามลำพัง

            ฉันคว้ากระเป๋าถือของตัวเองขึ้นลวงหยิบมือถือออกมาพร้อมลมหายใจที่ผ่อนออกเบาๆทางปาก “จำไว้เลยนะพวกแก ถ้าถึงเวลาแต่งเมื่อไหร่ฉันจะเอาให้พวกแกจ่ายจนกระเป๋าแบนแบบฉันเลย คอยดู”

            ฉันนั่งเอามือท้าวคางตัวเองพลางเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆด้วยความเบื่อก่อนจะได้ยินเสียงคนวิ่งตึงตังดังไปทั้งชั้นแล้วประตูห้องคาราโอเกะก็ถูกกระชากออกเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มทั้งสามคนที่ติดจะแดงนิดๆ

            “เมากันขนาดนี้เลยเหรอ?” ไท่หลินบ่นขึ้นพลางเดินเข้าไปเขย่าแขนของเหม่ยผิงเบาๆ ในขณะเดียวกันกับที่หลางจงก้มตัวลงแกะมือของเพ่ยจินออกจากไมโครโฟนที่เธอกำค้างไว้ก่อนจะสลบไสล ส่วนคุณชายเจ้าชู้พ่อตัวดีนั้นไม่ต้องถาม หมอนี่ประคองหัวลี่ลี่ขึ้นวางบนตักของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

            “งืมๆ ไท่หลินทำไมนายไม่รับรักฉันซะที” ฉันเหลือบมองร่างของเพื่อนที่สลบคาอกคนไม่รับรักของมันและพยายามกลั้นหัวเราะ ไท่หลินมองเหม่ยผิงนิ่งก่อนจะก้มตัวลงกระซิบ “ถ้าไม่รัก ฉันคงไม่บึ่งรถมาหาเธอแบบนี้หรอก ยัยเบ๊อะ”

            ท่าทางฉันคงจะอยู่กับเทียนหลงนานเกินไป เพราะตอนนี้ฉันเริ่มมีความคิดแบบเดียวกับเขาซะแล้วสิ... หวานเลี่ยนจนน่าขนลุก...

            “อ๊ะ! อย่าบังอาจลักหลับเพื่อนฉันนะ หยางจง” ส่งเสียงลั่นเมื่อเห็นว่าชายที่กำลังอุ้มเพ่ยจินเริ่มโน้มตัวเข้าใกล้หญิงสาวในอ้อมแขน และยิ่งร้องดังขึ้นเมื่อพบว่าลี่ลี่กำลังถูกประกบปากแนบสนิท

            “เฮ้ยๆ ออกไปเลย ไอ้ผีทะเล” ฉันรีบผลักหมิงซู่ออกจากร่างของเพื่อนโดยเร็วพลางตวาดใส่เสียงสูง “นั่นนายทำอะไรเพื่อนฉันน่ะ!

            “ชิมว่ายัยเปี๊ยกแอบกินอะไรไปบ้าง รู้สึกว่าจะกินพันซ์ไปหลายแก้วเลยใช่มั้ย?” ชายหนุ่มพูดพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเอง

            “ฮึ่ย! ฉันจะกล้าฝากเพื่อนฉันไว้กับนายได้ยังไงเนี่ย”

            “ไม่ต้องห่วง” ไท่หลินพูดขึ้นเสียงเรียบ “เหม่ยผิงกับลี่ลี่พักอยู่ด้วยกันไม่ใช่หรอ เดี๋ยวฉันดูแลให้” สิ้นคำ หน้าของหมิงซุ่ที่หวังฉวยโอกาสสาวน้อยบนตักก็ถึงกับเบ้ลงสนิท

            “แล้วเพ่ยจินล่ะ”

            “เดี๋ยวฉันส่งคนไปควบคุมหยางจงให้” คราวนี้ฉันแอบได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆจากคนหมดโอกาสอีกคน

            “โอเค งั้นฉันขอฝากพวกเธอกับนายด้วยแล้วกัน”

            ไท่หลินมองมาที่ฉันก่อนจะเอ่ย “รออีกสักพักจะมีคนมารับเธอนะ เซิงซิง”

            “หืม รับฉันหรอ? ไม่ต้องหรอก นายดูแลยัยพวกนี้ให้กลับถึงบ้านก็พอแล้ว ส่วนฉันสบายมาก รู้มั้ยว่าแฟนพวกนายค้านหัวชนฝาไม่ยอมให้ฉันกินเหล้าซักหยด”

            ไท่หลินฟังฉันพลางลอบยิ้มเมื่อก้มมองคนในอ้อมแขนก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติเมื่อสังเกตเห็นสายตาของฉัน “ไม่ได้หรอก ฉันให้คนไปส่งแหละดีแล้ว นี่ก็ตีหนึ่งแล้ว ปล่อยผู้หญิงกลับดึกๆคนเดียวได้ไง มีหวังฉันโดนเทียนหลงฆ่าหมกป่าข้อหาทำให้มันสลบจนตื่นมาส่งแฟนกลับบ้านไม่ได้”

            ฉันยิ้มขอบคุณเขาเล็กน้อยและยอมทำตามที่ไท่หลินบอก                   

            เวลา 1:30 a.m.

            โชคยังดีที่อพาร์ทเมนต์ของฉันอยู่ไม่ไกลจากร้านคาราโอเกะเท่าไหร่นัก ฉันหันไปผงกหัวขอบคุณลูกน้องร่างยักษ์ของเจ้าพ่อมาเฟียเล็กน้อยแล้วจึงปิดประตูลง กุญแจถูกวางไว้ที่เคาว์เตอร์ใกล้ประตู ก่อนดวงตาของฉันจะสะดุดกับกรอบรูปสี่เหลี่ยมขนาดพอดีมือ ฉันหยิบภาพนั้นขึ้นมาดูด้วยรอยยิ้ม อดไม่ได้ที่จะคิดถึงคนในภาพ

            นี่เป็นรูปครอบครัวเพียงใบเดียวที่พวกเราถ่ายพร้อมกัน 4 คน ในภาพคุณแม่กำลังอุ้มน้องสาวตัวน้อยแน่ ในขณะที่ฉันกำลังขี่อยู่บนคอของคุณพ่อ ทุกคนในภาพยิ้มอย่างมีความสุข และฉันเชื่อว่าฉันคงจะได้เห็นรอยยิ้มที่กว้างกว่านี้หากพวกเขาได้มางานวันพรุ่งนี้ ภาพนี้เป็นภาพก่อนที่วันถัดมาฉันจะป่วยนักจนไม่สามารถไปเที่ยวพร้อมกับครอบครัวได้ คุณพ่อทำท่าจะยกเลิกเที่ยวบิน หากแต่เพราะหัวหน้าของคุณพ่อรั้งท่านไว้ จนท่านไม่สามารถปฏิเสธได้ คุณพ่อกับคุณแม่และน้องสาวจึงจำเป็นต้องออกเดินทางไปกับเครื่องบิน เครื่องบินที่พาพวกเขาไปสู่สวรรค์ก่อนวัยอันควร

            ฉันไม่รู้เลยว่าใบหน้าของฉันเศร้าลงมากแค่ไหนจนกระทั่งฉันรู้สึกได้ถึงแรงขบเบาๆแถวๆข้อเท้า

            “โธ่ โทฟุ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่างกัดแบบนี้” มือของฉันวางกรอบรูปไว้ที่เดิมแล้วจึงเปลี่ยนเป็นอุ้มเจ้าหมาน้อยขึ้น “นของแกชักจะยาวใหญ่แล้วนะ” ฉันบ่นเบาๆพลางลูบหัวและเดินเข้าไปยังห้องนั่งเล่นและทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเล็ก

            โทฟุ หมาพันธุ์ปอมเปอราเนียน รีบกระโดดและวิ่งดุ๊กดิ๊กไปคาบของเล่นชิ้นโปรดมานอนแทะใกล้ๆเท้าของฉันจนฉันอดไม่ได้ที่จะเกาพุงนุ่มๆของมันสองสามที  ฉันนึกขำถึงครั้งแรกที่เจอกับมัน ตอนนั้นเทียนหลงต้องไปฝึกงานที่อังกฤษ เขาเลยกลัวฉันเบื่ออยากหาอะไรให้ฉันทำและสิ่งนั้นต้องทำให้เธอนึกถึงเขา เทียนหลงเลยเซอร์ไพร์ซฉันด้วยการไปบ้านสงเคราะห์แล้วสอยเจ้าตัวเล็กนี่มา

            จากคำบอกเล่าของเทียนหลง เจ้าหมาน้อยตัวนี้เป็นโรคปอดบวมและมันเพิ่งจะผ่าตัดมา ทำให้มันไม่เหลือคนบนตัวสักเส้น ตัวมันดูขาวราวเต้าหู ฉันจึงตัดสินใจได้ทันทีที่จะตั้งชื่อมันว่า ‘โทฟุซึ่งก็ต้องขอบคุณเทียนหลงที่ทำให้ฉันหายเหงาเป็นปลิดทิ้ง และก็เป็นเขาเองที่มานั่งหงุดหงิดหลังกลับจากอังกฤษ บ่อยครั้งที่ฉันแอบได้ยินเขาคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่บังอาจแย่งความสนใจจากฉันไป

            เทียนหลงอาจจะดูน่ากลัวในตอนแรก อ่า ที่จริงก็น่ากลัวมากเลยต่างหากจากที่เจอกันครั้งแรก เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง รูปร่างสูงกำยำที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ใบหน้าคมคายของเขามักเรียบเฉย ผมสีนิลไม่ยาวมากนักมักถูกจัดทรงปัดข้างแบบเรียบง่ายรวมกับดวงตาสีครามสวย ทำให้เทียนหลงดูดีราวกับเจ้าชายน้ำแข็งบนหอคอยงาช้างที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่สาวๆมิอาจละสายตาได้ ชายคนนี้อาจจะดูเยือกเย็นและเข้าหายาก หากแต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนผิดกับฉายามังกรน้ำแข็งที่เขาได้รับราวหน้ามือกับหลังเท้า

            ไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณความเข้าใจผิดของฉันหรือมือสั่นๆของลี่ลี่ดีที่ทำให้ฉันปารองเท้าใส่ผิดคน แต่ช่วงหลังนี่ต้องขอบคุณลี่ลี่ที่บังคับให้ฉันคอยเทคแคร์เทียนหลงเพื่อเป็นการชดใช้ความผิด ฉันเลยได้มีโอกาสรู้ว่าเบื้องหลังฉากมังกรน้ำแข็ง แท้จริงแล้วคือมังกรฟ้าแสนขี้เล่นและอ่อนโยน

            เทียนหลงเป็นคนที่แทบเรียกได้ว่าด้านตายสนิทตอนที่ฉันอยู่กับเขาในช่วงอาทิตย์แรกๆ หน้าที่ของฉันที่ลี่ลี่มอบหมายให้ไม่มีอะไรยุ่งยาก ก็แค่ค่อยถามว่าเขาต้องการอะไร อยากกินอะไร และมีอะไรให้ช่วยบ้างมั้ย ฉันคิดว่าก็แค่ทนๆไป ถือซะว่าไถ่บาปที่ปารองเท้าใส่เขา แต่ขอบอกตามตรงเลยว่าการดูแลมังกรที่ยังไม่ละลายน้ำแข็งนี่มันยากซะยิ่งกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นร้อยเท่า

            ถามอะไรก็ไม่ตอบ แต่พอทำไม่ถูกใจก็จะถูกดุด้วยสายตาเย็นๆ พอจะหนีก็เจอพวกเพื่อนสาวจับลากกลับไปหาคู่กรณี บอกตามตรง ช่วงแรกฉันอยากล้มเลิกข้อตกลงบ้าๆนั่นแล้วขับรถชนหมอนั่นให้เขาตายๆไปซะ ยอมรับว่าฉันยอมทำบาปดีกว่าจะยอมก้มหัวรับใช้คนเอาใจยากอย่างเขา

            แต่ก่อนที่ฉันจะไปเรียนขับรถ เทียนหลงก็ยอมสารภาพว่าที่ทำไปก็เพื่อดัดนิสัยฉัน เขาขอโทษฉันด้วยดอกเดซี่สีขาวดอกเล็ก ฉันยังจำได้ดีว่าใบหน้าและใบหูของเขาแดงมากแค่ไหน ดวงตาสีครามของเขาเหล่มองพื้น พร้อมบอกที่พึมพำให้ฉันรีบๆรับดอกไม้นั่นไป

            เชื่อมั้ยล่ะ ว่าฉันหายโกรธเขาแทบทันที และฉันแทบจะกรีดร้องกับความน่ารักที่เขาทำให้ แต่ก็อย่างว่าเกิดเป็นผู้หญิงก็ต้องมีเล่นตัวบ้างอะไรบ้าง แม้ท้ายที่สุดฉันจะรับดอกไม้นั่นจากเขา (เพราะทนเห็นใบหน้าเศร้าๆของเขาอีกต่อไปไม่ไหว) แต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะบรรยายถึงความโหดร้ายตลอดสองอาทิตย์ที่ฉันต้องเจอ หลังจากนั้นทุกวันเสาร์ฉันจะได้ดอกไม้ 1 ดอกจากชายหนุ่มที่สาวๆลงความเห็นว่าเย็นชาที่สุดในมหาวิทยาลัย... ซึ่งมันเป็นการขอโทษที่น่ารักที่สุดในโลก! ให้ตายเถอะ! ฉันเชื่อว่าไม่มีใครต้านทานความโรแมนติกแบบเด็กๆของเขาได้หรอก ฉันยอมรับว่าฉันหลงรักเขาแทบจะในทันทีและยิ่งรักมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้เจอมังกรฟ้าที่แฝงอยู่ใต้เปลือกเจ้าชายน้ำแข็ง

            เทียนหลงมีความซุนซนแบบเด็กๆแต่ก็มีความคิดแบบผู้ใหญ่ที่ฉันคาดไม่ถึงเสมอ การได้อยู่กับเขาเหมือนการเปิดโลกใหม่ที่ฉันไม่เคยเจอ หลายครั้งที่ฉันมักจะโดนเขาดุว่าฉันอ่อนต่อโลกมากเกินไป แต่เขาก็มักจะลงท้ายเสมอว่าดีนะที่ฉันยังมีเขาคอยปกป้อง อาจเป็นคำบอกรักที่แปลกไปหน่อย แต่ต้องยอมรับว่าฉันรู้สึกดีทุกครั้งที่เขาพูดแบบนั้น มันราวกับว่าเขาจะอยู่ข้างกายของฉันเสมอ

            มือฉันเอื้อมไปคว้ารูปภาพอีกรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นวางของ เป็นภาพเมื่อ 3 ปีก่อนที่ถ่ายหลังจากที่เขาขอคบกับฉันหลังจากเรียนจบ ฉันยิ้มเขินกับภาพที่ตัวเองยิ้มกว้างและโผเข้ากอดชายหนุ่มอมยิ้มอย่างมีความสุขไม่แพ้กัน อาจดูประเจิดประเจ้อไปนิดสำหรับบางคนที่คิดว่า แค่ขอคบเป็นแฟนทำไมต้องกระโดดดีใจถึงขนาดนั้น แต่มันช่วยไม่ได้หนิ่ เพราะตลอดเวลาก่อนหน้านั้น ฉันต้องทนเก็บความรู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งที่มีผู้หญิงคนอื่นมาเกี่ยวข้องกับเทียนหลง การขอเป็นแฟนแสดงว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวเขา ซึ่งเขาเองก็มีสิทธิ์ในตัวฉันด้วยเช่นกัน

            แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษมากพอ เทียนหลงยอมตกลงจะไม่ทำอะไรเกินเลยกับฉัน จนกว่าจะถึงวันแต่งงานของเรา ด้วยเหตุนี้แม้ตอนนี้ฉันจะอายุย่างเข้า 24 แต่ฉันก็ไม่เคยนึกรู้สึกแย่กับการที่ฉันยังไม่เคยมีประสบการณ์มากไปกว่าการจูบเบาๆที่ริมฝีปาก และฉันคิดว่าเพราะจุดนี้เลยทำให้ฉันรักเขามากขึ้นไปอีก เทียนหลงยอมเสียสละหลายอย่างเพื่อฉัน เขาตัดสินใจยังไม่ขอฉันแต่งงาน แต่เขาขอให้เขามีฐานะมั่งคงกว่านี้เสียก่อน เขาเข้าเรียนรู้งานต่อจากพ่อของเขา ท่านเทียนซาน เจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์ต่างชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ และในที่สุดด้วยเวลา 3 ปี เขาก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าเขาสามารถดูแลฉัน และ เอ่อ... ลูกๆของเราได้

            เทียนหลงขอฉันแต่งงานในวันเกิดของฉัน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง มีเพียงแค่เราสองคน ในสวนหลังบ้านที่เขาตกแต่งด้วยดอกกุหลาบขาวที่ฉันชอบ ฉันตอบตกลงแทบในทันทีต้องยอมรับว่าวันนั้นเป็นวันที่ฉันมีความสุขมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ พอมาถึงตอนนี้ฉันก็อดยิ้มเขินกับตัวเองอีกรอบไม่ได้ ถึงจะไม่กล้าพูด แต่ฉันก็อดยอมรับไม่ได้ว่าฉันอยากจะเป็นภรรยาของเขา

            ฉันเชื่อว่าพ่อ แม่และน้องสาวของฉันบนสวรรค์คงหมดห่วงเสียที พวกเขาต้องยินดีมากแน่ที่ได้เห็นว่าฉันมีคนที่พร้อมจะดูแลไปตลอดชีวิต ฉันอยากเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของพวกเขาอีกจัง

            ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของฉันเลยมองนาฬิกาที่บอกเวลาตีสอง ตอนนี้ฉันอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ยังดีหน่อยที่งานแต่งของเราจะเริ่มพิธีตอนเที่ยงและเลยไม่ถึงช่วงค่ำ ฉันจึงไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืดเหมือนเจ้าสาวคนอื่น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความคิดของเขา ตอนแรกฉันค้านหัวชนฝาว่ายังไงก็ควรเริ่มตอนเช้าซึ่งเทียนหลงก็เพียงส่ายหัวและมองฉันด้วยรอยยิ้มที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าคืออะไร เห็นทีเที่ยงนี้ฉันคงต้องไปกระซิบขอบคุณเขาเสียหน่อยแล้ว

            เวลา 4 : 45 a.m.

             ปึกๆๆๆ

            ฉันสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจากห้องข้างๆ มือของฉันควานหานาฬิกาปลุก และต้องหัวเสีย ฉันได้นอนไปแค่ 3 ชั่วโมง เห็นทีต้องไปเทศน์สั่งสอนคุณและคุณนายซูที่บังอาจทำให้ว่าที่เจ้าสาวอย่างฉันต้องหน้าเหี่ยวในวันแต่งงานของตัวเอง

            บ๊อก บ๊อก

            โทฟุน้อยเห่าขึ้นเมื่อเห็นฉันลุกจากเตียง ฉันเพียงสวมเสื้อกันหนาวสีเข้มคลุมชุดนอนลายจุดใส่รองเท้าผ้าและหันไปสั่งมัน “เงียบๆหน่อย เดี๋ยวแม่กลับมา รอแปปนึงนะ”

             แต่ทันทีที่ฉันกำลังจะเปิดประตู เสียงกระจกแตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ฉันหันไปมองต้นเสียงพร้อมกรีดร้องลั่นเมื่อสังเกตเห็นหยดเลือดที่ไหลออกจากมีดเล่มยาว โจรร้ายสวมหมวกกันน็อควิ่งตรงมายังฉัน สติของฉันแทบกระเจิงก่อนฉันจะรีบเปิดประตูตู้รองเท้าข้างตัวและเริ่มปารองเท้าส้นสูงใส่อย่างรวดเร็ว

            “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย!!

            ฉันร้องลั่นเมื่อรองเท้าใกล้หมดตู้ ฉันจึงตัดสินใจหยิบแจกันใบสวยและขว้างออกไปทันที ฉันได้ยินเสียงร้องเจ็บปวดของคนร้าย ตอนนี้แหละที่ฉันต้องหนี! แต่เมื่อเปิดประตูฉันก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเจอชายสวมหมวกกันน็อคอีกคนยืนรออยู่  

            “กรี๊ดดดดดดดดดดดด!” เสียงกรี๊ดของฉันทำให้มันตกใจ ฉันรีบปิดประตูแต่ด้วยแรงที่เยอะกว่าของมัน ช่องที่เหลืออยู่เล็กน้อยจึงถูกมันยื้อไว้ได้ ฉันยื้อประตูด้วยหัวใจที่เต้นแรง ความหวาดกลัวทำให้เหงื่อของฉันไหลท่วม เทียนหลง ช่วยฉันด้วย!

            เอ๊ง ๆ

            เสียงโทฟุทำให้ฉันต้องรีบหันไปมองพร้อมส่งเสียงร้องลั่น “อย่านะ!” น้ำตาของฉันไหลพรากเมื่อเห็นว่าโจรอีกคนบีบเข้าที่คอของโทฟุ ไม่นานขาที่ดิ้นๆไปมาของมันก็หยุดลง มันทิ้งร่างปวกเปียกของโทฟุลงกับพื้น ก่อนจะย่างสามขุมมายังฉัน

            หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น ความตกตะลึงและความกลัวแผ่ซ่านไปทั่ว ฉันไม่รู้เลยว่าฉันหลุดเสียงสะอื้นดังมากแค่ไหน ในตอนนี้ใจฉันเรียกร้องเพียงเทียนหลง ร่างใหญ่ของมันเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนฉันได้กลิ่นคาวของเลือดที่น่าจะเป็นของคุณและคุณนายซู ความตายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ฉัน ดวงตาของฉันพร่าไปด้วยน้ำตามากมาย ฉันพยายามบังคับเสียงเครือส่งออกไป “ฮืก อย่าเข้ามานะ”

            “แห๊ม น้องสาวสวยจัง ขนาดร้องไห้ยังสวยเลย” คำพูดของมันชวนให้ฉันคลื่นไส้ มันเลื่อนมือฉุดแขนของฉันออกห่างจากประตูก่อนจะหันไปหาเพื่อนชั่วอีกคนที่กำลังก้าวเข้ามา “เอาไงกับยัยนี่ดีว่ะ”

            “ถือซะว่าเป็นรางวัลชีวิตดีมั้ย? วันนี้โชคดีเป็นบ้า!” น่าขยะแขยงที่สุด! ฉันกรีดร้องอีกครั้งเมื่อมันก้าวเข้ามาใกล้ แม้แรงฉันจะเหลือน้อยแต่ฉันก็รีบวิ่งหนีทันที เสียงฝีเท้าของมันออกวิ่งตาม และฉันก็ยังวิ่งหนีต่อไป แต่... แรงของผู้หญิงหรือจะสู้ชายได้ โจรถือมีดคว้าแขนของฉันได้อีกครั้ง

            “อย่าทำอะไรฉันนะ!” ฉันตะโกนออกไปพร้อมบิดแขนออกจากมือสากของมัน ฉันคิดถึงเทียนหลงฉันอยากเจอเขา ฉันยังตายไม่ได้ ฉันต้องสู้ คิดได้ดังนั้นฉันก็เอื้อมไปหยิบมีดและปักแขนของมันทันที ฉันหล่นกระแทกพื้นครัว มือทั้งสองกำแน่นที่มีดหันปลาปลายแหลม ฉันเริ่มหอบหายใจถี่ ใจของฉันเต้นรัว น้ำตาของฉันไหลเป็นสาย แต่ฉันยังอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้

            “แกอยากได้อะไรก็เอาไป แต่อย่าทำอะไรฉันเลย”

            “กล้าพูดนะ!!” โจรชั่วเลือดอาบตวาดลั่น “งั้นขอเอาคืนหน่อยแล้วกันนะ นังคนสวย!

            “อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันแทงไส้ทะลุแน่!

            ปัง!

             ฉันสะอึกก้อนสะอื้นลงคอ หัวใจฉันเต้นรัวจนแทบหลุดออกมา ฉันเบิกตากว้างมองปีนในมือของโจรชั่วที่ตัวเล็กกว่า มันเล็งปืนมาทางฉัน หยิบอีกกระบอกส่งให้เพื่อนชาติชั่วของมันและก้าวเข้ามาใกล้ โดยไม่ทันตั้งตัวมันแตะมีดในมือของฉันออกก่อนใช้ปากกระบอกช้อนใต้คางของฉัน

            “ถ้าอยากรอดตายก็ถอดเสื้อผ้าออกซะ!

            “ไม่มีทาง!

            ฉันกรีดร้องทันที ไม่นะ เทียนหลง ช่วยฉันด้วย ใครก็ได้ ช่วยฉันที ฉันอ้อนวอนพระเจ้าอย่าให้เรื่องแบบนั้นต้องเกิดขึ้นเลย ฉันจ้องไปยังหมวกกันน็อคของมันด้วยน้ำตาที่อาบหน้าและกดเสียงเข้ม “ฉันยอมตายซะยังดีกว่ายอมคนชั่วๆอย่างพวกแก!

            “ขัดขืนนักใช่มั้ย ดี! ฉันเองก็ชอบความรุนแรงเหมือนกัน!

            แล้วมันก็เริ่มไซ้ที่คอของฉัน สัมผัสน่ารังเกียจทำให้ฉันร้องลั่น  หัวใจของฉันราวถูกกรีด ฉันจะมีหน้าไปหาเทียนหลงอีกได้ยังไงถ้าฉันถูกย่ำยี ฉันคงไม่มีวันยอมรับความเจ็บปวดนั้นได้  ไม่! ไม่มีทางที่สัญญาของเราจะถูกทำลาย “ฉันจะไม่ยอมให้ใครนอกจากเทียนหลงแตะต้องร่างกายนี้!

            ฉันผลักร่างมันออก ถีบที่หน้าท้องและพุ่งออกนอกบานกระจกที่แตกละเอียด ฉันได้ยินเสียงปืนไล่หลังมา ความเจ็บแล่นแปล๊บทั่วทั้งแขนซ้ายและเปลี่ยนเป็นความรู้สึกชาอย่างรวดเร็ว แต่ฉันไม่มีเวลาจะมาร้องเจ็บปวดอีกแล้ว ฉันปีนและกระโดดโผออกจากหน้าต่างชั้น 25...

            แรงลมที่ปะทะหน้าไล่น้ำตาออกจากแก้มของฉัน ฉันเห็นหัวของโจรทั้งสองโผล่ออกมาก่อนจะหมุดกลับเข้าไป ฉันค่อยๆปิดเปลือกตาลง ลมที่พัดผ่านร่างทำให้ฉันเจ็บไปทั่วร่าง ใจคิดถึงแต่ความทรงจำของฉันและเทียนหลง ภาพรอยยิ้มของเขาฉายชัดขึ้นในความคิด คงจะดีกว่านี้ถ้าเราได้กอดกันมากกว่านี้ คงจะดีกว่านี้ถ้าเราได้จูบกันในวันพิธี คงจะดีกว่านี้ถ้าเราได้ดูแลลูกของเราด้วยกันและคงจะดีกว่านี้ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น ความสุขมักอยู่กับเราสั้นกว่าที่คิด แต่อย่างน้อยที่สุดฉันก็ได้รักษาสัญญาของเราไว้ได้ อย่างน้อยเราก็ได้มีความสุขด้วยกัน ได้สนิทกัน  และได้รักกัน

            อยากบอกเหลือเกินว่าไม่ใช่แค่นายเท่านั้นหรอกที่ยกทั้งชีวิตให้ฉัน เพราะฉันเองก็พร้อมจะมอบลมหายใจของฉันให้กับนายเช่นกัน แต่คงไม่มีโอกาสแล้ว... น้ำตาของฉันกลับมาไหลอีกครั้ง

            “ลาก่อน เทียนหลง มังกรฟ้าสุดที่รักของดวงดาว”

            ปึก!

            “กรี๊ดดดด มีคนโดดลงมาจากตึก!

________________________________________________________________

 Tianlong’s talk

            “ไอ้หลง... ไอ้หลง ตื่นสิว่ะ” เสียงของหยางจงดังขึ้นรบกวนการนอนของผม ผมปัดความรำคาญด้วยการดึงผ้าห่มสูงขึ้น “คนจะนอน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว”

            “ไอ้หลง ตื่นมาดูข่าวก่อน” ผ้าห่มของผมถูกดึงออก เจ้าของเสียงคือหมิงซู่ เสียงของมันฟังดูแปลกไปจนผมต้องปรืดตาขึ้น นาฬิกาในห้องของผมบ่งบอกเวลาหกโมงเช้า ผมร้องขึ้นอย่างหงุดหงิด “อะไรของพวกแกนักหนาว่ะ”

            ผมลุกขึ้น ขยี้หัวสองสามทีก่อนจะเห็นหน้าตาจริงจังของอีกสามคนที่ยืนอยู่รอบเตียง ไท่หลินโค้งตัวลงใกล้ผม “เทียนหลง... เซิงซิงตายแล้ว”

            คำพูดของมันทำให้คิ้วของผมกระตุก มือของผมฉวยคอเสื้อของมันและกระชากเข้าหาตัว “แกพูดอะไรของแก! แกอยากตายรึไง”

            “เมื่อเช้ามืดวันนี้ ได้มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นที่อพาร์ทเมน PKM” เสียงรายงานข่าวทำให้ผมชะงัก มือของผมปล่อยจากไท่หลิน ดวงตาของผมเบนไปยังจอทีวีทันที นั่นมันชื่ออพาร์ทเมนต์ของเซิงซิง!
  

            “พบศพคุณและคุณนายซูถูกปืน M 75 ยิงทะลุร่างมากกว่า 10 แห่ง คาดว่าตายทันที ตำรวจให้การว่าต้นเหตุคงไม่พ้นการเป็นติดหนี้พนัน และพบศพหญิงสาวห้องข้างๆนางสาวซาน เซิงซิงกระโดดลงมาจากตึก กระแทกหลังคารถกระบะดับสนิท ทางตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายคงเห็นพิรุธจึงบุกเข้าห้องหญิงสาวเพื่อหวังจัดการพยานหลักฐานเป็นเหตุให้หญงสาวพลัดตกลงมา ตอนนี้ทางตำรวจกำลังสืบค้นเพื่อจับตายโจรทั้งสอง....”

            “เซิงซิง” ใจของผมหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม “บอกฉันสิว่ามันไม่จริง พวกแกตอบฉันสิ!” แล้วใจของผมก็เจ็บอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันเป็นความโหวงสลับกับความปวดร้าวที่เหมือนมีมีดพันเล่มมาทิ่มแทง ไหล่ของผมสั่นไหวกับแรงอารมณ์ที่ถาโถม “พวกแกตอบฉันสิว่ามันไม่จริง! เที่ยงนี้เราก็จะแต่งงานกันแล้ว นี่มันไม่จริงใช่มั้ย!

            “ฉันเสียใจด้วย แต่เซิงซิงจากโลกนี้ไปแล้ว” เสียงของหมิงซู่ทำให้ผมระเบิดเสียงอย่างบ้าคลั่ง น้ำตามากมายหลั่งออกจากดวงตาสีครามของผม ใจของผมกำลังจะขาดรอน มือของผมกวาดทำลายทุกอย่างใกล้ตัว จนเพื่อนทั้งสามต้องเข้ามาจับตัวผมไว้ แต่ผมไม่สนใจ น้ำตาของผมยังไม่หยุดไหล เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก ภาพความทรงจำไหลทะลักใส่จิตใจสำนึก จะไม่มีอีกแล้วร่างนุ่มนิ่มในอ้อมกอด ไม่มีอีกแล้วรอยยิ้มแห่งความสดใส ไม่มีอีกแล้วเสียงกระซิบที่เอื้อนเอ่ยคำรัก ไม่มีอีกแล้ว... ทุกอย่างพังทลายลงหมดแล้ว...

            ผมเริ่มกระแทกตัวไปมา กระแทกทุกส่วนที่ไม่โดนกดลงกับเตียงและกระแทกหัวแข็งๆของตัวเองกับหมอน ผมอยากฆ่าตัวเอง ฆ่าในโทษฐานที่ไม่สามารถปกป้องผู้หญิงที่ตัวเองรักได้ ฆ่าที่ปล่อยให้เธอต้องเจ็บปวด ฆ่าที่ปล่อยให้เธอต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมสะอื้นดังอย่างไม่คิดอาย ปล่อยให้เวลาและน้ำตามากมายอาบชุ่มทั่วใบหน้าของผม

            “เซิงซิง ไม่นะ เซิงซิง...”  

            ตอนนี้ผมเริ่มสงบสติ ผมเสมองถ้วยกาแฟอุ่นในมือที่หยางจงยืนให้หลังจากที่ผมเป็นบ้าไปเกือบชั่วโมง ตาของผมแดงก่ำก่อนผมจะอ้าปากเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า

            “ไท่หลิน... แกช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ฉันหน่อยได้มั้ย”

            “ถึงแกจะไม่ขอ ยังไงฉันก็จะตามไปเอาเลือดชั่วๆของมันอยู่ดีเพราะมันบังอาจทำร้ายเพื่อนฉันและทำให้คนรักของฉันต้องร้องไห้!

            “แกอยู่เหนือกฏหมายใช่มั้ย”

            “ใช่”

            “ดี... ฉันอยากเจอมันตอนเป็นๆ... ฉันอยากรู้ว่ามันทำอะไรเซิงซิงบ้าง...”

            “ถ้านั่นเป็นสิ่งที่แกต้องการ”

            ผมสบตากับไท่หลิน ก่อนเลื่อนไปมองหยางจงและหมิงซู่ที่พยักหน้าให้เบาๆ “แกไม่ต้องห่วง อย่าลืมสิว่าพ่อฉันเป็นใคร” หมิงซู่พูดขึ้น “อีกอย่างพ่อฉันไม่ว่าหรอก ดีซะอีกที่คนชั่วจะหายไปจากแผ่นดินสักคนสองคน!

            “ถ้ายังมีปัญหาก็บอกฉัน” หยางจงเสริมขึ้น “ก็ลองดูสิว่าระหว่างเจ้าพ่อเงินกู้กับกองทัพทหารอะไรมันจะใหญ่กว่ากัน!

            “ขอบใจพวกแกมากจริงๆ” ผมลุกขึ้นวางแก้วลงที่โต๊ะใกล้ๆ ก่อนจะลืมดวงตาสีครามแข็งกร้าวที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นขึ้น

            ผมจะสอนให้พวกมันได้รู้ว่าชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต!

 ________________________________________________________________

 

            “เฮ้! เทียนหลง อีก 5 นาทีนะ”

            “เอ่อๆ รู้แล้ว”

            ผมตอบเสียงของไท่หลินพลางมองตัวเองในกระจก ตอนนี้ผมอยู่ในห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าวเตรียมเข้าวิวาห์ ใช่งานวิวาห์แค่ถูกเลื่อนไป 2 วัน ผมเหลือบมองหน้าหนังสือพิมพ์ของเช้าวันนี้ คว้ามันขึ้นมาและพลิกอ่านคอลัมน์เล็กๆในหน้าหลังๆที่เขียนถึงเหตุไฟไหม้ปริศษาของบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่งแถบชานเมือง ผมแสยะยิ้ม ใช่ มันเป็นแค่กระดาษชิ้นเล็กๆ กระดาษที่จะไม่มีใครสนใจ กระดาษที่ทุกคนจะมองข้ามไป และจะไม่มีใครรู้ว่ามีศพมากมายฝังอยู่ใต้กองขี้เถ้าพวกนั้น

            มือผมเป็นรอยถลอกเล็กน้อย อาจเพราะออกแรงมากไปหน่อย แต่ก็อย่างว่า... แม้จะล้างแค้นไปก็ไม่มีอะไรที่จะเหมือนเดิมได้อีก ผมคว้าดอกกุหลาบขาวขึ้นจูบเบาๆ ใจของผมคงมิอาจถูกเต็มเติมได้อีก แต่ในเมื่อเธอได้รักษาสัญญาว่าจะเป็นของผมเพียงคนเดียว ผมเองก็จะรักษาสัญญานั้นเช่นกัน

            ผมหยิบเข็มกลัดบนโต๊ะ ค่อยๆติดดอกกุหลาบดอกนั้นที่อกเสื้อด้านซ้าย มือใต้ถุงมือสีขาวขยับจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนผมจะเอื้อมมือไปปิดไฟพร้อมกับก้าวออกจากห้องและยิ้มให้กับเหล่าเพื่อนเจ้าสาวที่ยืนรอผมอยู่

            ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องทำพิธี กลิ่นดอกกุหลาบที่ผมเคยคิดว่าเลี่ยนกลับหอมหวนเป็นพิเศษเมื่อถึงเวลานี้ ผมแทบอดใจไม่ไหวที่จะเห็นร่างของเจ้าสาว ผมก้าวเดินตามหลังเพื่อนเจ้าสาวไปยังหน้าแท่นพิธี อาจดูพิลึกไปเสียนิดที่เจ้าบ่าวต้องเป็นคนเดินเข้าพิธี แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อเจ้าสาวของผมไม่สามารถเดินได้อีกแล้ว...

            สองข้างของทางเดินยาวเต็มไปด้วยแขกที่โค้งตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เกียรติแก่ผม มันอาจเป็นพิธีแต่งงานที่มีสีสันน้อยที่สุดเมื่อแขกแทบทุกคนใส่เสื้อผ้าสีขาวหรือไม่ก็สีดำ มีเพียงไม่กี่คนที่แต่งชุดเต็มยศอย่างพ่อของหมิงซู่ที่อยู่ในชุดสีดำของนายตำรวจใหญ่และพ่อของหยางจงที่อยู่ในชุดสีขาวสะอาดของกองทัพ ผมยกยิ้มให้แขกเล็กน้อยก่อนผมจะสบตากับคนที่จับจองพื้นที่ด้านหน้าสุด พ่อแม่และน้องชายของผมมองมาด้วยแววตาเป็นห่วง ซึ่งผมก็เพียงเผยยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อเป็นการบอกว่าผมไม่เป็นไร

            ในที่สุดผมก็ก้าวมาถึงแท่นพิธี เจ้าสาวของผมถูกแต่งแต้มสีสันทำให้เธอดูงดงามราวกับมีชีวิต มือเรียวทั้งสองของเธอกำช่อดอกกุหลาบประสานไว้ที่อก ชุดสีขาวที่พวกเราช่วยกันเลือกขับให้เธอดูสง่ายามสวมใส่ เธอนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลีบกุหลาบขาวที่โรยอยู่รอบกาย ผมมองเซิงซิงที่นอนอยู่ในโลง อดคิดไม่ได้ว่าเธอดูเหมือนกับเจ้าหญิงนิทรา เจ้าหญิงที่เธอชอบ…

            แม้จุมพิตแล้วจะไม่ตื่นเหมือนในนิทาน แต่... ผมก็ไม่เสียใจเลยที่เลือกเธอเป็นเจ้าสาวของผม

            “พวกเรามารวมตัวกันในวันนี้ เพื่อเป็นสักขีพยานแก่ความรักอันเป็นนิรันดร์ของชายหญิงคู่นี้...”

            บาทหลวงกล่าวเริ่มพิธี มือของผมเลื่อนประสานมือของเธอ สัมผัสความเย็นของศพและทอดสายตาอ่อนโยนมอง ผมกล่าวคำปฎิญาณตาม พิธีดำเนินไปเรื่อยๆจนในที่สุดพิธีก็ดำเนินมาถึงขั้นสุดท้าย ผมหันไปรับแหวนจากลี่ลี่ที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตา ก่อนมือของผมสวมแหวนลงบนนิ้วของเธออย่างแผ่วเบาและถอดถุงมือซ้ายสวมแหวนอีกวงบนนิ้วนางของตน

            “เจ้าเทียนหลง ท่านจะรับ ซานเซิงซิง เป็นภริยาของท่านและสาบานจะดูแลเธอ... ตราบเท่าลมหายใจสุดท้ายของชีวิตหรือไม่”

            “รับครับ”

            “ซานเซิงซิง ท่านจะรับ เจ้าเทียนหลง เป็นสวามีของท่านและสาบานจะดูแลเขาตราบเท่าลมหายใจสุดท้ายของชีวิตหรือไม่”

            “....”

            ความเงียบเข้าปกคลุม บาทหลวงทำสีหน้าเลิกลั่กเล็กน้อยเมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป จนกระทั่งผมเงยดวงตาสีฟ้าครามสบขึ้นมองและเอ่ยขึ้น “ซานเซิงซิงได้รักษาสัญญาณของเธอแล้ว เธอได้ดูแลและได้มอบความรักอย่างเต็มที่แก่เจ้าเทียนหลงตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา” ผมเลื่อนมืออีกข้างรูปแก้มของหญิงที่ผมรัก “เธอได้มอบทุกสิ่งทุกอย่าง เธอได้เต็มเติมชีวิตของผม เธอได้สอนให้ผมรู้จักความรักและ...สอนให้ผมรู้ว่าชีวิตของคนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

            ขอบตาของผมร้อนผ่าว เสียงเข้มของผมเครือลงและไหล่ของผมก็เริ่มสั่นไหว “ที่ผมอยากจะกล่าวคือ... ความรักของเธอที่มีให้ผมมันมากมายจนผมไม่สามารถอธิบายมันได้หมดซึ่งผมเองก็จะรักทุกอย่างที่เป็นเธอไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปสักเพียงใด ความรักของเราจะไม่มีวันจืดจางลง แม้ความตายจะมาพรากจิตวิญญาณของเธอไป แต่เธอก็ยังจะอยู่ในใจของผมเสมอ”

            น้ำตาหยดแรกไหลออกมาก่อนอีกหลายหยดจะไหลเป็นสาย แต่ผมก็พยายามยิ้มกว้างส่งให้แก่ร่างไร้วิญญาณของเธอ “ผมนี่แย่จังที่แสดงความอ่อนแอให้คุณเห็น ผมขอโทษนะเซิงซิงที่ไม่สามารถสร้างครอบครัวร่วมกับคุณได้ แต่บางทีแบบนี้ก็อาจจะดีกว่า เพราะผมจะได้ไม่ต้องแบ่งความรักให้คนอื่นที่ไม่ใช่คุณ”

            ผมได้ยินเสียงสะอื้นของเหล่าเพื่อนเจ้าสาวและผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงาน  ผมก้มลงจุมพิตที่มือของเธอพลางบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ “ในวันนี้ วันแต่งงานของเรา ผมอยากบอกเหลือเกินว่าผมรักคุณมากแค่ไหนและดีใจมากแค่ไหนที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคุณ” ผมหลุดหัวเราะออกมาพลางปาดน้ำตา “อาจจะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ตอนนี้ผมอยากเห็นดวงตาสีน้ำตาลของคุณจัง ดวงตาที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรักของเรา ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำให้ผม ขอบคุณที่คุณปารองเท้าใส่ผมในวันนั้น ขอบคุณที่คุณดูแลผมตลอดมา และขอบคุณที่รับรักผม แม้คุณจะไม่คุยกับผมอีก แม้คุณจะไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผมได้ แต่ผมก็ไม่เสียใจเลยที่ได้แต่งงานกับคุณ ดวงดาวน้อยของผม”

            น้ำตาของผมหยดลงที่แก้มเธอ ผมใช้ถุงมือเช็ดออก ก่อนจะก้มตัวลงโน้มใบหน้าเลื่อนเข้าใกล้และประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากบางที่แสนเยือกเย็น ความหนาวเกาะกินหัวใจของผม ใจของผมสั่นกับความจริงที่ต้องเจอ พิธีนี้ไม่มีการจูบสาบาน มีเพียงการจูบอำลาของเจ้าบ่าวที่ถ่ายทอดทุกความรู้สึกแก่เจ้าสาวผู้ไม่หายใจ

            “ผมรักคุณมากนะครับ เซิงซิง”

            ไม่กี่ครั้งที่ผมจะเสียน้ำตาด้วยเพราะเป็นผู้ชายต้องเข้มแข็งเสมอ แต่กับเธอผมพร้อมที่จะเสียน้ำตาให้เพราะน้ำตาของผมนั้นเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าเธอมีความหมายต่อผมมากเพียงใด

            ________________________________________________________________

 

            ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว ดวงดาวเริ่มส่องประกายอีกครั้งท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด ผมเหงนหน้าออกนอกหน้าต่าง เงยมองดาวที่แข่งกันเปล่งประกายเต็มฟากฟ้า มือขวาจับแหวนเงินเกลี้ยงที่นิ้วกลางข้างซ้ายหมุนไปมาอย่างรำลึก

            “คุณทำให้ผมต้องนอนดึกนะ เซิงซิง” ผมพูดพลางระบายยิ้ม “เพราะผมกลัวจะไม่เจอคุณ ทำไมต้องเป็นตอนกลางคืนเท่านั้นนะที่จะทำให้ผมเห็นคุณ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนกลางวันผมก็ยังคิดถึงคุณเสมอ” ว่าพลางดึงสร้อยออกจากคอเสื้อและหยิบแหวนเงินเกลี้ยงที่วงเล็กกว่าขึ้นจุมพิต 
       

          ผมรักคุณนะครับ เซิงซิง และจะรักตลอดไป

 

_____________________________the end______________________________

 

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ ไว้เจอกันเรื่องหน้านะคะ

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ MISSTY :) l 楚金 จากทั้งหมด 16 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 20:41
    ฮือออToT
    #2
    2
    • #2-1 นิรนาม ^ ^* (@ch_patt) (จากตอนที่ 1)
      8 พฤศจิกายน 2561 / 21:05
      โอ้วววววว ตามมาอ่านเรื่องนี้ด้วยหรอคะ
      #มันคนละฟีลเลยยยยย
      #2-1
    • #2-2 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 1)
      9 พฤศจิกายน 2561 / 00:11
      อิอิ^^
      #2-2
  2. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 19:45
    เศร้ามากค่ะ
    #1
    1
    • 4 พฤศจิกายน 2560 / 22:14
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะ #ดีใจที่มีคนอ่าน
      #1-1