fanfic } The Reason ; Maze Runner { Minho x Newt }

ตอนที่ 14 : 13 { 100% } - end -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 พ.ย. 57

13

ผ่านมาสองเดือนแล้วที่ผมกับมินโฮเลิกรากันไปโดยไม่มีการเอ่ยคำลาใดๆ ความเจ็บปวดที่ไม่มีท่าทีว่าจะหายไปเริ่มทำให้ผมเริ่มชินชา ผมไม่มีความรู้สึกกับอะไรอีกแล้ว และไม่ว่าใครจะพยายามทำให้ผมมีความสุขยังไง ผมก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ แล้วเดินหนีไป

ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรมินโฮอีกหลังจากสัปดาห์แรกที่แสนทรหดนั่น ถ้าไม่พูดกันเรื่องที่ว่า เขาทำอะไรถูกหรือผิด ผมก็อยากให้เขาเป็นคนเดียวที่ปลอบใจผมเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ทำให้ผมเจ็บปวดก็ตาม

จากคำบอกเล่าของโธมัสที่บ่นเป็นหมีกินผึ้งเมื่อเช้านี้ ทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวว่า นอกจากผมจะพูดน้อยลงกว่าเดิมแล้ว ผมยังกินข้าวน้อยลงอีกด้วย โธมัสหยิบรูปที่ผมเคยถ่ายไว้เมื่อสี่เดือนก่อนมาให้ผมดู และนั่นทำให้ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าร่างกายของตัวเองซูบผอมลงไปมาก และจากการวินิจฉัยของดร.โธมัส ผลก็ปรากฏออกมาว่าผมมีอาการซึมเศร้าแบบเต็มพิกัด ต้องรีบทำให้หายจากอาการโดยด่วน ไม่งั้นอาจฆ่าตัวตายได้...

“นิวท์ นี่ฉันเครียดเรื่องนายจริงๆ นะ ฉันรักนายมากๆ นะโว้ย นายต้องหัดยิ้มให้เยอะกว่านี้นะ อย่างน้อยวันละสองสามครั้งก็ยังดี ถ้าขืนนายเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ฉันมีหวังได้แบกนายไปโรงพยาบาลเพราะกรีดข้อมือตัวเองแน่เลย”

คำพูดของโธมัสลอยเข้ามาในหัว ผมก็คิดว่ามันตลกดีเหมือนกันนะกับสิ่งที่เขาพูด แต่ผมไม่รู้สึกว่าอยากยิ้ม หรือหัวเราะออกมาเลยจริงๆ ผมถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่ล้านของวันนี้ได้แล้วล่ะมั้ง มันเป็นตอนที่โธมัสเพิ่งเดินออกจากประตูบ้านไป ตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปหาใครเอาตอนดึกๆ แบบนี้

ผมรู้สึกเบื่อกับรายการโทรทัศน์งี่เง่า มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองดูเป็นคนโง่ๆ ยังไงพิลึก นั่นทำให้ผมตัดสินใจปิดทีวี แล้วไปนอนเล่นคอมพิวเตอร์อยู่บนเตียงในห้องนอนแทน

 

หลังจากที่เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เสียงเปิดปิดประตูที่ชั้นล่างก็ทำให้ผมรู้ว่าโธมัสกลับมาบ้านแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องทำอะไรนอกจากนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ต่อไป อ่านบทความเดิมๆ ฟังเพลงเดิมๆ วนไปวนมาโดยที่ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้น นั่นทำให้ผมงงเล็กน้อย โธมัสกับผมไม่มีความจำเป็นอะไรให้ต้องเคาะประตูห้องสักหน่อย ผมทำเพียงแค่หันไปมองที่ประตู และไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งบานประตูถูกเปิดออก แล้วม่านตาผมก็ขยายกว้าง ผมลุกขึ้นมานั่ง ร่างกายสั่นเล็กน้อยด้วยความตกใจ... หรือบางทีอาจเป็นความกลัว... กลัวเหตุการณ์ต่อจากนี้ไป เมื่อมินโฮเดินเข้ามาในห้อง

“เฮ้” มินโฮส่งเสียงเซื่องซึมมาทักทายผม เขาเดินมานั่งที่ขอบเตียงด้านข้าง ผมมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ดูเหมือนจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แต่ข้างในนั้นกลับกัน ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นซอมบี้ที่หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง

“ว่าไง” ผมทักทายมินโฮกลับไป ขณะที่ผมนั่งกอดเข่าแล้วหลบหน้า เขาก็มองผมไม่วางตาเลย

“นายเป็นยังไงบ้าง?” มินโฮถามต่อ เขาถามคำถามจริงๆ ไม่ใช่คำทักทาย ผมไม่ตอบอะไรเขา เพียงแต่ส่ายหัวแล้วก้มหน้าลง วางหน้าผากไว้บนเข่าทั้งสองข้าง รู้แล้วว่าถ้ายังพยายามจะมองหน้ามินโฮอีกผมต้องร้องไห้แน่ๆ

แต่สุดท้ายผมก็คิดผิด เมื่อรู้สึกตัวว่ามีน้ำหยดลงมาจากดวงตา

ยังไงๆ ผมก็ร้องไห้อยู่ดี

มินโฮขยับเข้ามานั่งที่หัวเตียงข้างๆ ผม กอดผมไว้ ไม่พูดอะไรทั้งนั้น แต่นั่นก็ทำให้ผมร้องไห้ออกมาได้มากกว่าเดิม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้องไห้เพราะดีใจหรือเสียใจกันแน่ แต่มันก็ยังรู้สึกดีที่คนข้างๆ นี้เป็นมินโฮ

เขาใช้มือลูบที่หัวของผมเบาๆ ความรู้สึกดีดีที่เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนก่อนหน้านี้เลย ผมหันไปหามินโฮแล้วกอดเขาเอาไว้ ซบหน้าลงที่อก

เป็นเวลานานที่ไม่มีใครพูดอะไรเลย จนผมเริ่มต้นทำลายความเงียบขึ้นก่อน หลังจากที่ร้องไห้จนเสร็จ มันรู้สึกดีจริงๆ ที่ มินโฮอยู่ตรงนี้ ผมผละออกเล็กน้อย มองหน้ามินโฮ แล้วพูดความจริงกับเขา “ฉันคิดถึงนายมากเลย” นั่นทำให้มินโฮยิ้มออกมาบางๆ เขาใช้มือลูบหัวผมเหมือนกับผมเป็นแมวยังไงอย่างนั้น

“ฉันก็คิดถึงนายเหมือนกัน” พูดจบแล้ว มินโฮก็จูบที่หน้าผากของผม ไม่ได้รู้สึกดีอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ

ทั้งผมและมินโฮ ต่างคนต่างก็ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง สิ่งดีดีที่เคยมีให้กันผ่านกลับเข้ามาในหัวของผม เชื่อว่ามินโฮก็คงนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นเหมือนกัน

“ฉัน... ขอโทษนะ” มินโฮพูดขึ้น “ฉันเสียใจจริงๆ ที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้น ตอนนั้นฉันเริ่มเมา แล้ว... แล้วฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนเห็นนาย” น้ำเสียงของเขาดูจะเสียใจจริงๆ ให้ตายเถอะ ไอ้หมอนี่ดูไม่ออกจริงๆ ว่าผมไม่ได้โกรธ แต่ก็นั่นแหละ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นเป็นภาพที่ผมเดินร้องไห้ออกไปนี่นา

“ฉันไม่โกรธนายหรอก” ผมผละออกเล็กน้อย มองหน้าเขาแล้วพูดต่อไป “ตอนแรกก็โกรธนั่นแหละ แต่สุดท้ายแล้วฉันก็คิดว่า...” ผมสะอึกเล็กน้อย นึกขำกับสิ่งที่ตัวเองคิดจะพูดออกไป เพราะมันช่างส่งตรงมาจากจิตใต้สำนึกซะเหลือเกิน

“อะไรหรอ?” มินโฮถามเมื่อเห็นว่าผมเริ่มยิ้มแล้วซบหน้าไปกับหน้าอกของเขาอีกครั้ง มันแปลว่าเขิน

“ฉัน... ฉันแค่คิดว่า ถ้า... ถ้านายกับฉัน เรายังคิดถึงกัน เรายังรักกันอยู่... มันก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอก... มั้ง?” พูดจบผมก็แอบเหลือบๆ ขึ้นมาดูปฏิกิริยาของคนที่กอดผมไว้ และพบว่าเขาแค่ก้มลงมามองผมแล้วยิ้ม ยิ้มอย่างที่มีความสุขที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา

มินโฮไม่พูดอะไรอีกหลังจากนั้น เขาผละผมออกเบาๆ แล้วจูบที่ริมฝีปาก นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้ มันดีมากจริงๆ ที่เขายังรักผมเหมือนเดิม แบบเดียวกันกับที่ผมก็รัก และคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลา

 

ช่วงเวลาหลายนาทีผ่านไปไวมากราวกับเพียงแค่หลับตาไปวูบเดียว เจ้ากระรอกน้อยนอนอยู่ในอ้อมกอดของผมอย่างเคย โชคดีจริงๆ ที่ผมได้เขากลับมาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้ง

ผมยอมรับความผิดทุกอย่าง ผมเสียใจจริงๆ ที่ไม่มีสติจนทำเรื่องแย่ๆ แบบนั้นไป และผมก็เข้าใจถ้านิวท์จะไม่ให้อภัยผมอีกเลย แต่ที่ผมบอกว่าตัวเองโชคดีก็เพราะว่านิวท์คือนิวท์ เขาไม่เหมือนคนอื่นๆ เขาให้โอกาสคนโง่อย่างผมโดยที่ไม่ถามถึงเรื่องราวอะไรเลย เขายอมให้อภัยผม หายโกรธผมเพียงเพราะเขาแค่ รักและคิดถึง ผมอยู่ตลอดเวลา

เรื่องดีดีที่มีให้กันย้อนกลับมาอีกครั้ง และมันทำให้ผมยิ้มไม่หยุดเลย เมื่อรู้ตัวว่ามันกำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมไม่เคยเบื่อกับการนึกถึงเรื่องของผมกับนิวท์ ผมชอบเขาตั้งแต่ประโยคแรกที่เขากวนประสาทผมในห้องเรียนนั้นแล้ว

คุณยังไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ รู้ได้ยังไงครับว่าคุณจะยินดีที่ได้พบพวกเรา

แค่คิดก็อดยิ้มออกมาไม่ได้เลยจริงๆ

หลังจากที่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความคิดอยู่นาน เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโธมัส

“โอ้ว” โธมัสอุทานแบบกวนประสาทตามแบบฉบับของเขา ผมหันไปมองที่ต้นเสียง “พวกนายคงจะคุยกันเข้าใจแล้วสินะ” คำพูดนั้นทำให้ผมนึกขึ้นได้ ห้องนอนนี้มันเป็นของนิวท์กับโธมัสนี่นา

“อ้อ เอ่อ... ตอนนี้นิวท์หลับแล้ว เดี๋ยวฉันกลับเลยแล้วกัน” ผมพูดกับโธมัส แต่ในความเป็นจริงแล้วยังไม่อยากจากคนในอ้อมกอดนี้ไปไหนเลย แต่ในวินาทีที่ผมกำลังจะปล่อยนิวท์

“ไม่เป็นไรๆ” โธมัสรีบห้ามผม “พวกนายอยู่ด้วยกันเถอะ ฉันลงไปนอนข้างล่างคนเดียวดีกว่า” ผมห้ามสีหน้าดีใจไม่ได้เลยจริงๆ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ และอีกคำพูดต่อมา “เผื่อว่าพวกนายจะอยากใช้เวลาด้วยกันอีกน่ะ” โธมัสพูดทิ้งท้าย ทำหน้าตาทะเล้นทะลึ่ง ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ๆ แล้วเดินออกไปจากห้องนอน



-------------------------------------------
อัพฟิคอย่างบ้าคลั่ง 555555555555555+
ไม่อยากดองให้นานไปกว่านี้แบ้ววววว
อัพจบแล้วน้า
ตอนหน้าเป็น Epilogue จ้า กิกิ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

69 ความคิดเห็น

  1. #68 milang-gell Lavernie (@directioner4ever) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2557 / 20:47
    ชอบประโยคที่ไรท์เตอร์พิม หลายๆประโยคอ่ะ แบบ เหมือนคห ปรกเลยนะ ไรท์สื่ออารมได้ดีมากๆ เยี่ยมม
    #68
    0
  2. #67 milang-gell Lavernie (@directioner4ever) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2557 / 20:46
    ชอบประโยคที่ไรท์เตอร์พิม หลายๆประโยคอ่ะ แบบ เหมือนคห แรกเลยนะ ไรท์สื่ออารมได้ดีมากๆ เยี่ยมม

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 ธันวาคม 2557 / 20:48
    #67
    0
  3. #47 namfonchoi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 18:18
    ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซอมบี้ที่หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง ชอบประโยคนี้มาก เเบบเหมือนการที่เราตกหลุมรักใครสักคนอีกครั้ง มันน่ารักมาก ชอบให้กอดกันนานๆ มันอบอุ่นมาก เเต่ถึงอย่างนั้นโธมัสก็มาขัดคอทุกทีไป55555

    เรื่องนี้น่ารักมากๆ คนที่จะเเต่งฟิคเเบบนี้ได้ต้องอ่อนโยนมากๆเเน่ ตัวจริงไรท์เตอร์ต้องคิ้วท์สุดๆเเน่ อยากเจอจังค่ะ อิอิ
    #47
    0