คัดลอกลิงก์เเล้ว
os 9muses :: tomorrow never comes ( gangpyo ) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




ถ้าไม่มีวันพรุ่งนี้ เรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นไหม
▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪ ▪




จากจินตนาการของผู้เขียนสู่สายตาผู้อ่าน
ใช้วิจารณญาณในการอ่านเนอะ
butterfingers
cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 10 ก.ย. 60 / 08:00


Tomorrow Never Comes





พโย! ฮเย!! มี!!!! แกเลิกกับพี่ฮยอนอาแล้วหรอ เกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไรกัน ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง! สาวหน้าสวยกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง พร้อมกับแผดเสียงดังทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนซี้ตัวแสบของเธอนั่งประจำที่อยู่ก่อนแล้ว โชคดี ที่ตอนนี้ยังไม่ได้เวลาเรียนในห้องนี้จึงไม่มีใครอยู่ เว้นแต่พวกนักศึกษาที่เข้ามาหลับรอเวลาเรียนกันอยู่ก่อนแล้ว ..คงไม่มีใครคิดจะโงหัวขึ้นมาสนใจอะไรก็ตามที่หลุดมาจากปากอีกคนที่เพิ่งเข้ามา นอกจากฮเยมีแล้วล่ะ


ขายาวๆของคนที่เพิ่งส่งเสียงดังก้าวไวๆเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเลคเชอร์ของฮเยมี ก่อนจะแบกหน้าสวยคมที่เต็มไปด้วยเมคอัพของตัวเองข้ามโต๊ะมาจ้องหน้าอีกคนอย่างเอาเรื่อง เจ้าของโต๊ะถึงกับผงะเอนตัวจนหลังแนบชิดติดพนักเก้าอี้ เพื่อหลบการจู่โจมที่แม้จะมีเสียงเตือนแต่ก็ยากที่จะหลบได้ทัน


“ อะไรของแกเนี่ย เดี๋ยวคนอื่นก็ลุกมาด่าให้หรอก ” แกล้งตีหน้าเข้มดุอีกคน ซึ่งถ้าเพื่อนเธอเสียงดังกว่านี้คงได้โดนด่าอย่างที่ว่าจริงๆ จากเสียงคำรามในลำคอของเพื่อนร่วมเซคหลังห้องที่ประท้วงขึ้นมาด้วยความรำคาญ


“ ก็แกนั่นแหละ! มีอะไรทำไมไม่เห็นบอกฉัน นี่ถ้าฉันไม่ได้ยินมาจากคนอื่นฉันก็จะไม่รู้เลยใช่มะ ” เพื่อนคนสวยของเธอยอมสงบและนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ พร้อมกับลดเสียงลงเป็นการกระซิบแต่ก็ไม่ลืมที่จะกระแทกน้ำเสียงเล็กน้อยเพื่ออรรถรสในการประชดประชัน


“ ฉันก็กะจะบอกอยู่แล้ว แต่มันยังไม่มีจังหวะจะพูดไง ”


“ สองอาทิตย์แล้วเนี่ยนะ แกอยู่กับฉันแทบจะทั้งวันทุกวัน วันก่อนฉันก็ไปสิงอยู่ห้องแกนอนง่อยๆเล่นโทรศัพท์กันทั้งคืนยังจะรอจังหวะไหนอีกหะ! ” เสียงบ่นที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณอย่างดีว่าคนสวยตรงหน้าเธอกำลังจะของขึ้นอีกครั้ง ให้มันได้อย่างงี้สิน่า


“ ไม่เอาน่า คยองรีอาาา อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิ ” คนโดนคาดโทษรีบคว้าแขนอีกคนมาเกาะเกี่ยวไว้ก่อนจะปรับเสียงหวานออดอ้อนให้คนอารมณ์ร้อนใจเย็นลงบ้าง เธอไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมอีกคนถึงได้อารมณ์เสียขนาดนี้ ก็เพื่อนรักเลยนี่นา “ ก็เห็นแกเชียร์พี่เขาซะขนาดนั้น ทำใจบอกไม่ลงอ่ะ กลัวแกว่า ”


“ เห้ยย ฉันจะไปว่าอะไรแกวะ แค่เชียร์เพราะเห็นพี่เขาก็ดูแลแกดี ไม่ได้จะบงการให้แกคบกับใครเลิกกับใครซะหน่อย แฟนแกนะไม่ใช่แฟนฉัน ” คยองรียู่หน้าอย่างเง้างอนให้คนข้างๆที่ส่งยิ้มหวานจนตาหรี่เล็กมาให้เธอ “ ว่าแต่ทำไมถึงเลิกอ่ะ อย่าบอกนะว่าเพราะพี่อีริน ไหนพี่เขาว่าพี่เขาเข้าใจไง ”


“ ใจเย็นดิ ไม่เกี่ยวกับพี่อีรินหรอก ฉันอยากเลิกเองอ่ะ เบื่อแล้ว ” คนพูดนั่งเท้าคางมืออีกข้างเขี่ยโทรศัพท์เล่นอย่างไม่แยแสอะไร ผิดกับคนฟังที่มักจะขนรีแอคชั่นมาเป็นโกดังที่ตอนนี้นั่งปั้นหน้าตกใจซะโอเว่อ นิยามของคำว่าคนสวยที่ไม่ห่วงสวย พัคคยองรี..


“ โอ้โหสวยเหลือเกินเพื่อนฉัน ”




.

.


“ ฉันละเบื่อแกจริงๆเลย ครั้งก่อนก็แทบจะทำเขาแตกหักกัน นี่ยังไง กลับไปคุยกับเพื่อนของแฟนเก่าตัวเองเฉย เพิ่งเลิกไปไม่ถึงเดือนเลยนะยะ ” คยองรีผู้มาพร้อมกับเสียงบ่นเจ้าประจำ ทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะเลคเชอร์อีกตัวข้างๆฮเยมีที่มักจะมาก่อนเธอเสมอในวันที่มีเรียนเช้าขนาดนี้ ถึงจะดูไม่น่าใช่วิสัยของคนที่ค่อนข้างรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจอย่างฮเยมี แต่เพื่อนหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักคนนี้กลับไม่เคยมาเรียนสายเลย


ผิดกับเธอเมื่อก่อนที่มักจะโดดทุกคาบเรียนในช่วงเช้า แต่หลังจากที่โดนเพื่อนรักเธอดัดหลังด้วยการถ่อไปปลุกถึงที่ห้องด้วยเสียงไรเฟิล ระเบิด ปืนใหญ่ สารพัดอาวุธสงคราม จนมีคนแจ้งไปถึงรปภหน้าคอนโดว่าห้องนี้อาจมีการซ่องสุมอาวุธ ทำให้เธอเข็ดขยาดไม่กล้าโดดเรียนอีกเลย ถ้าวันนั้นรปภเปิดห้องมาแล้วไม่ได้เจอแค่ผู้หญิงตัวบางๆหน้าเอ๋อๆมึนๆสองคน เรื่องคงไม่จบแค่ตัวก่อเรื่องอ้างว่าลืมลดเสียงทีวีขอโทษขอโพยแล้วแยกย้ายกันไปหรอก




“ ให้มันเบาๆบ้างเหอะคุณพโย ตัวท็อปเลยนะน่ะที่เล่นอยู่ เดี๋ยวจะโดนคนเขาสาปส่งกันทั้งมหาลัย ”


“ รวมแกด้วยมั้ยล่ะ ” คนโดนปรามหันมายิ้มร้ายหลิ่วตาให้อีกคนอย่างกวนๆ ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆทั้งสิ้น


เหมือนจะเข้าใจดีว่าเพื่อนกำลังพูดถึงอะไร จากโทรศัพท์เมื่อคืนที่เจ้าหล่อนเขาโทรมาแวดๆๆ ว่าเห็นเธอกำลังยืนคุยกับร่างสูงที่อีกคนเอ่ยถึง ก่อนจะวางสายไปเสียดื้อๆโดยไม่รอให้เธอตอบอะไรกลับไปสักคำ ความคยองรี ประหนึ่งว่ารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายโทรศัพท์หาเธอตอนตีสองเพื่อโวยวายว่ามีอะไรไม่ยอมบอก ก่อนจะสิ้นสติเฝ้าพระอินทร์ไปโดยไม่ลืมที่จะกดวางสาย ..คิดแล้วก็ขำ


“ หึ ฉันจะเผาแกทั้งเป็นตรงนี้แหละ หมั่นไส้ ” ใบหน้าแสนเจ้าเล่ห์เมื่อครู่ถึงกับบิดเบี้ยวร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดจากพุงน้อยๆปี๊ดขึ้นสมอง ด้วยฝีมือของคนที่บอกว่าจะเผาเธอทั้งเป็น ฮเยมีรีบปัดมืออีกคนที่หยิกเอวเธออยู่ออก ก่อนจะค้อนให้วงโตๆ “ แล้วกับพี่อีรินนี่ยังไง เล่า เดี๋ยวนี้! ” งานหลักที่คยองรีไม่มีวันลืมคือต้องเค้นเอาความจริงจากเพื่อนให้ได้


“ มีอะไรที่ไหนเล่า พี่เขาเข้ามาทักฉันก็คุยด้วยปกติอ่ะ” ฮเยมีตัดใจเล่าออกไป เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ว่าเธอจะอยากปิดบังอะไรหรอก แต่เพราะว่าต้องโกหกคนตรงหน้าเนี่ยแหละที่ทำให้เธอไม่อยากพูดถึง



ใช่ เธอกำลังโกหก ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ฮเยมีเลือกที่จะโกหกคยองรีแทนการพูดความจริง ก็จะให้พูดยังไงล่ะ ว่าคนที่เพื่อนเธอคิดว่ากำลังคุยๆหรืออะไรเทือกๆนั้นกับเธออยู่ แท้จริงแล้วรุ่นพี่ที่พวกเธอกำลังกล่าวถึงอยู่นั้นแอบชอบคยองรีอยู่ต่างหาก แม้จะดูไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่ควรจะโกหกเพื่อนสนิท แต่จิตใต้สำนึกของฮเยมีคงทำหน้าที่เป็นเสียงในหัวสั่งให้เธอปิดบังมันไว้ อย่าให้อีกคนรู้เด็ดขาดซึ่งกรณีของอีรินไม่ใช่คนแรกที่ทำให้เธอต้องโกหกเพื่อนรักของเธอแบบนี้



หลายครั้งที่มีคนหวังจะเข้าหาคยองรีผ่านฮเยมี ก็ทั้งคู่ตัวติดกันอย่างกับอะไรดี และนิสัยที่มักจะทำตัวเงียบๆปั้นหน้านิ่งๆเมื่อต้องอยู่กับคนที่ไม่สนิทของคยองรี ก็คงเป็นอีกเหตุผลให้เธอต้องกลายเป็นสะพานรักให้คนอื่นข้ามไปหาเพื่อนเธออยู่เสมอ หากแต่สะพานเส้นนี้มันกลับยาวไกลเหลือเกิน.. ร้อยละร้อยของจำนวนคนที่ตั้งใจจะจีบคยองรีผ่านฮเยมีทั้งหมดไม่เคยมีใครสมหวังกับการเลือกเดินบนสะพานเส้นนี้เลย และอีรินก็เป็นอีกคน ที่ฮเยมีหวังให้หล่อนหมดแรงกลางสะพาน..




“ ไม่มีอะไรก็บอกเล่าให้เพื่อนฟังหน่อยไม่ได้หรือไง ” คยองรีแสร้งเบ้ปากกอดอกเบือนหน้าหนีอีกคน


“ แหม แม่คุณ จะให้เอาเวลาไหนไปเล่าล่ะ ฉันก็เพิ่งจะคุยกับพี่เขาเมื่อเย็นมะ แล้วตอนแกโทรมาก็ไม่ได้จะรอฉันตอบอะไรเล้ยย ”


“ แหะๆ ” ท่าทางแกล้งงอนที่หวังจะให้อีกคนมาออดอ้อนง้อเธออย่างทุกครั้งเป็นอันต้องทลายไป คยองรีได้แต่หัวเราะแห้งๆให้กับข้อกล่าวหาที่เป็นเรื่องจริงจากปากอีกคน “ แต่ว่า.. แกจะมีอะไรหน่อยก็ดีนะ พี่อีรินก็น่ารักดีออก ฉันเชียร์ๆ ”



“ ดูแกจะสนใจสถานะความสัมพันธ์ของฉันจังนะ ไม่คิดจะให้ฉันเว้นว่างไว้บ้างเลยหรือไง ”



“ สนใจสิ ฉันก็ต้องอยากให้มีคนดีๆมาดูแลเพื่อนฉันมะ ยิ่งเอ๋อๆไม่ค่อยจะทันใครเขาอยู่ ไม่เหมือนแกหรอก เปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น ทิ้งฉันโสดตั้งแต่มอปลายยันจะจบมหาลัยอยู่แล้วเนี่ย ” ทำเป็นแกล้งแซ็วไปอย่างนั้นเอง มีแฟนแล้วลืมเพื่อนไม่ใช่วิถีของฮเยมีเด็ดขาด เพื่อนเธอที่ถึงแม้จะมีแฟนก็ยังมีเวลาให้เธออยู่เสมอจนบางทีก็แอบเกรงใจว่าจะไปแย่งเวลาที่เพื่อนจะได้อยู่กับแฟนอย่างคู่รักอื่นๆเขาหรือเปล่า




“ เป็นห่วงนักก็มาดูแลเองซะเลยสิ ” 


ไวกว่าความคิดพลั้งปากพูดออกไป ฮเยมีที่มักจะขี้แหย่ขี้แกล้งขี้แซ็ว แต่กับมุขแบบนี้ไม่บ่อยนักหรอกที่เธอจะเอามาเล่นกับคยองรี แม้จะตกใจนิดหน่อยกับคำพูดไม่ทันคิดของตัวเองแต่เธอก็ทำนิ่งเหมือนไม่คิดอะไร ผิดกับอีกคนที่มักจะแสดงออกชัดเจนกับทุกอย่าง คยองรีติดสตั๊นไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติรับมุขเพื่อนอย่างที่เคยทำ




“ กับคนเอาใจยากอย่างแก ฉันเอาเวลาไปเลี้ยงหมาดีกว่า ”


 




.

.


ตารางเรียนวันนี้สิ้นสุดลงเพียงครึ่งวัน ฮเยมีจึงกลับมานอนเล่นที่ห้อง ตามคำบอกของเพื่อนรักเธอที่ยังติดเรียนตารางแน่นจนถึงเย็น

 


“ แกกลับไปก่อนเลยไม่ต้องรอหรอก ฉันเลิกตั้งหกโมงนู่นอ่ะ ไว้เดี๋ยวโทรหา อยากไปลองร้านใหม่แถวคอนโดแก รับโทรศัพท์ด้วย! ” จัดแจงนัดแนะกันไว้เสร็จสับ ก่อนที่คนพูดเองเออเองจะรีบวิ่งหายเข้าห้องเรียนไป


 

วันว่างๆที่ไม่เคยว่างของฮเยมีมักจะหมดไปกับแผนกะทันหันของคยองรีอยู่เสมอ โชคดีที่วันนี้องค์คยองรียังไม่สิงสู่ถึงได้นัดก่อนเวลาและยังใกล้คอนโดเธออีก ครั้งก่อนองค์ลงทำฮเยมีลมแทบจับ อยู่ดีๆก็มีโทรศัพท์จากคนสวยไร้สติลากเธอไปไกลร่วมสิบกิโลจากคอนโดเธอ เพื่อไปกินข้าวเป็นเพื่อนตอนห้าทุ่มแถวคอนโดนาง แถมยังกำชับให้เตรียมของไปพักที่ห้องเจ้าหล่อนเลย แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดโชคร้ายอะไรของฮเยมีก็ไม่อาจรู้ได้ คยองรีเกิดคึกอยากมาเล่นเกมส์ที่ห้องของเธอหลังจากกินข้าวเสร็จ น้ำมนต์ที่ไหนก็เอานางไม่อยู่อ่ะพูดเลย



ถึงจะทำตามความเอาแต่ใจของอีกคนอยู่เสมอ แต่กว่าจะสมใจคยองรีก็เล่นเอาหูชาอยู่เหมือนกัน ฮเยมีถือว่ามันคือการแลกเปลี่ยนถ้าอยากให้ตามใจก็ต้องยอมฟังเธอบ่นจนน้ำไหลไฟดับเสียก่อน


อันที่จริง.. ฮเยมีจะไม่ทำตามแพลนผีเข้าผีออกของคยองรีก็ได้นะ แต่ก็เพราะแบบนี้แหละ คำว่าเพื่อนถึงยิ่งใหญ่






ใกล้จะหกโมงครึ่งเข้าไปทุกที เป็นเวลาที่ฮเยมีคาดไว้ว่าคยองรีจะมาถึง เธอใช้เวลากว่าห้าชั่วโมงให้หมดไปกับการนอนเล่นเกมส์ในโทรศัพท์เพื่อรอ


ในห้องสี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนไว้อย่างครบครัน มีเจ้าของห้องนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมจะออกไปข้างนอก เธอจัดแจงตัวเองเสร็จตั้งแต่หกโมงเย็น ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม กับกระเป๋าสะพายข้างใบเล็ก ประหนึ่งว่าหากมีโทรศัพท์จากคนที่นัดไว้มาเมื่อไหร่ เธอก็พร้อมจะเด้งตัวลุกจากที่นอนและออกจากห้องไปได้ในทันที

 



แต่เหมือนอีกคนจะช้ากว่าที่ฮเยมีคาดการณ์ไว้ เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่า โทรศัพท์ที่ถือไว้ในมืออยู่นานแล้วสั่นขึ้นเป็นชื่อที่ไม่จำเป็นต้องดูก็รู้ว่าเป็นใคร ฮเยมีกดรับสายทันที ซึ่งก็มีเสียงจากปลายสายดังขึ้นมาทันทีเช่นกัน ไม่รอให้เธอต้องพูดทักทายให้เสียเวลา


[ มาเปิดประตู ]


ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย สั้นๆห้วนๆ จากปลายสาย พัคคยองรีผู้ไม่เคยเห็นประโยชน์ของอินเตอร์คอมหน้าประตู ฮเยมีรีบไปเปิดประตูตามบัญชาจากปลายสายที่พอพูดจบก็ตัดสายไปทันที


ไม่รอให้เจ้าของห้องเอ่ยเชิญ ผู้มาเยือนรีบแทรกตัวเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ


“ จะขึ้นมาทำไมเนี่ย โทรเรียกฉันลงไปก็ได้นิ่ จะไปกิน..


“ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับแก ” ไม่คิดจะสนใจฟังอีกฝ่ายพูดให้จบ ทันทีที่สิ้นเสียงประตูปิด คยองรีรีบเข้าประเด็นที่ทำให้เธอถึงกับต้องแบกสังขารตัวเองขึ้นมาถึงห้องของอีกคนทั้งที่เหนื่อยแทบตาย ไหนจะเรียนทั้งวันบวกกับเดินทางมาคอนโดของเพื่อนเธอคนที่ยืนเอ๋ออยู่หน้าประตู แหงล่ะ โหมดไหนก็ไม่รู้ คยองรีในตอนนี้ ทั้งหน้าเคร่งขรึมกับน้ำเสียงที่กดต่ำดูจริงจัง




ไม่รู้ผีสางนางไม้ที่ไหนมาดลใจให้ฮเยมีพาลคิดไปถึงเรื่องที่เป็นปัญหากังวลใจของเธออยู่ตลอดหลายปี เรื่องที่มันเกิดมาจากเพื่อนรักของเธอคนนี้ ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ ถ้าอีกคนจะสังเกตเห็น ฮเยมีเผลอแสดงสีหน้ากังวลออกมาเพียงเสี้ยววิ ..ตามประสาคนมีชนักติดหลังฝังแน่น



“ มีไรอ่ะ ซีเรียสอะไรขนาดนั้น ” จัดการกลบความกังวลไม่เข้าท่าของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยถามไป ทั้งที่ใจได้แต่ภาวนาขอให้อย่าเป็นเรื่องที่เผลอนึกถึงจนอยากจะตบกะโหลกตัวเองตอนนี้เลย



“ ฉันเจอพี่ฮยอนอาตอนเลิกเรียน.. ลองเดาดูสิว่าพี่เขาพูดอะไรกับฉัน ” คยองรียืนกอดอกมองมาที่อีกคนอย่างท้าทาย



“ ทำไม เขาฝากความคิดถึงถึงฉันหรือไง ” ฮเยมิที่เริ่มรู้สึกว่ามือไม้ต้องการที่ยึดเหนี่ยว แต่ก็ทำได้แค่ปัดป่ายไปตามตะเข็บกางเกงยีนส์ที่ใส่อยู่อย่างไม่รู้จะเอามือหนักๆนี่ไปวางไว้ตรงไหน


“ อื้อ เก่งนิ่ ” คนตั้งคำถามแสร้งทำเป็นเลิกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจที่อีกคนเดาถูก ก่อนจะปั้นหน้านิ่งอ่านยากตามเดิม “ แล้วเขาพูดกับฉันว่ายังไงต่อ รู้มะ ”



ฮเยมีเริ่มอึดอัดกับการไล่ต้อนกลายๆของอีกคน เธอผูกเรื่องที่ทำให้เธอกังวลกับเรื่องที่คยองรีกำลังพยายามจะพูดถึงเข้าเป็นเรื่องเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้วตอนนี้ ความร้อนรนที่เกิดขึ้นในใจเริ่มก่อให้เกิดเม็ดเหงื่อเล็กๆขึ้นตามไรผมของเธอ ฮเยมีเม้มปากเบาๆเรียกความมั่นใจคืนมาได้เล็กน้อย ก่อนจะตัดใจถามอีกฝ่ายไปตรงๆ



“ ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ มีอะไรก็พูดๆมาเหอะ ”


“ พี่เขาฝากฉันมาบอกแกว่ายังรอแกอยู่นะ และพี่เขาก็ถามฉันว่ากับพี่อีรินเป็นยังไงบ้าง ” คยองรีไม่มัววางท่าต่อให้เสียเวลา เธอสรุปให้อีกคนเข้าใจได้ง่ายเป็นสองประโยคจากการสนทนากับฮยอนอากว่าครึ่งชั่วโมง “ ดูแกจะตกใจมากกว่าแปลกใจนะ ฮเยมี ”


ตามที่คยองรีสังเกตเห็น ฮเยมีเบิกตากว้างอย่างตกใจโดยไม่ทันได้ควบคุม ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเรียบเฉยแม้จะรู้ว่าไม่ทันการแล้วก็ตาม


“ พี่เขายังบอกอีกนะว่า พี่อีรินตามจีบมาเป็นปีแล้วเมื่อไหร่จะเปิดใจให้เขาสักที.. แล้วแกรู้มะ ว่าที่พูดมาพี่เขาพูดถึงฉัน .. เออ! พี่เขาบอกว่าพี่อีรินตามจีบฉัน ไม่ใช่แก! ” คนที่ยังยืนนิ่งงันอยู่ที่หน้าประตูสะดุ้งเป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงตะคอกที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆของอีกคน “ นี่มันอะไรวะ.. แกกำลังทำอะไร.. แกคิดอะไรอยู่วะฮเยมิ!





ยังคงไร้ซึ่งคำตอบจากอีกฝ่าย หนักกว่าน้ำท่วมปากคือเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะพูดอะไร ไม่รู้ต้องอธิบายยังไงให้คยองรีเข้าใจเธอ ก็แม้แต่ตัวฮเยมีเองก็ยังไม่เข้าใจมันเลย


“ พูดอะไรบ้างดิ! แก้ตัวอะไรมาก็ได้อ่ะ ต่อให้แกโกหกฉันก็จะเชื่อ ” น้ำตาที่กลั้นไว้ตั้งแต่เหยียบเข้ามาในห้องนี้ เริ่มเอ่อขึ้นมาจนใกล้จะล้นเต็มที เธอทั้งโกรธทั้งเสียใจ กับสิ่งที่เธอตีความไปต่างๆนาๆหลังจากที่ได้คุยกับรุ่นพี่ที่บอกเรื่องน่าตกใจพวกนี้กับเธอ “ แกยังคิดว่าฉันเป็นเพื่อนอยู่มั้ยวะ!


สิ้นสุดความอดทนอันน้อยนิดของคยองรี เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่คิดจะกลั้นไว้อีกต่อไป



“ ม-ไม่ใช่นะ! มันไม่ใช่แบบนั้น ” ทันทีที่หาเสียงตัวเองเจอ ฮเยมีรีบปฏิเสธข้อกล่าวหาอันใหญ่หลวงที่หลุดมาจากปากของอีกคน ใจอยากจะเข้าไปกอดปลอบคนที่ยืนร้องไห้อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้ แต่ก็โดนความขี้ขลาดขวางกั้นไว้


“ ไม่ใช่แล้วมันอะไรอ่ะ พูดมาดิ! ” คยองรีสบตาสู้อีกคนทั้งน้ำตา “ ฉันกลายเป็นแค่ไอโง่ให้แกปั่นหัวเล่นมานานแค่ไหนแล้ว ฮเยมิ ”





“ ตอบดิวะ!! ” เธอตะคอกใส่อีกฝ่ายที่เอาแต่หลับตาก้มหน้าไม่ยอมสบตาเธออีกครั้งและอีกครั้ง ฮเยมียืนกำมือแน่นทั้งสองข้าง ประหนึ่งว่ามันจะช่วยเค้นคำพูดแก้ตัวให้มันผุดขึ้นมาในสมองได้




“ สามปี ”


“ อะไรนะ ”



“ สามปี.. ” ฮเยมีที่ดูจะหมดหนทาง ในเมื่อคิดคำแก้ตัวอะไรไม่ได้อีกแล้ว ก็พูดมันออกไปเถอะ “ ฉันโกหกแกมาตลอดสามปี กี่สิบคนที่แกเข้าใจว่ามาจีบฉันแต่จริงๆแล้วเขาจะมาจีบแก ฉันไม่เคยบอกและเออออกับความเข้าใจผิดของแกมาตลอดสามปี ”





“ แกจำพี่ซองอาที่สนิทกับฉันตอนปีหนึ่งได้มะ กึมโจรุ่นน้องที่เข้าหาฉันตอนเราอยู่ปีสอง ไหนจะโซจินเพื่อนรุ่นเดียวกันตอนมอปลายปีสุดท้ายนั่นอีก ทุกคนที่แกคิดว่าเขามาจีบฉัน ความจริงคือเขาเข้าหาฉันเพื่อจะได้คุยกับแก แต่ก็โดนฉันกันท่าไว้ตลอดไง ”



คยองรียืนนิ่งหน้าชาจ้องมองฮเยมีที่พ่นอะไรก็ตามที่เธอคิดว่ามันคือเรื่องจริงออกมาอย่างไม่เชื่อหู ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาจนจำแนกไม่ถูก ไม่กล้าที่จะเดาเลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อะไร แต่ที่แน่ๆ



“ แกทำไปทำไม ” ที่แน่ๆคือเธอสงสัยว่าเพื่อนรักคนเดียวของเธอ ทำแบบนี้กับเธอทำไม “ ฉันไม่เคยห้ามแกไม่ว่าแกจะคุยกับใครจะคบกับใคร แม้จะเป็นคนที่ฉันไม่ชอบก็ตาม แล้วแกมาทำกับฉันแบบนี้ทำไมหะ! ฮเยมิ!!




“ เพราะฉันอิจฉาไงเล่า! อิจฉาคนพวกนั้นที่กล้าพอจะจีบแก ถึงแม้จะผ่านเพื่อนของแกก็ตาม ฉันแค่อยากจะกล้าทำอะไรอย่างพวกนั้นบ้าง!




แกกำลังพูดเรื่องอะไร ” สถานการณ์ที่คยองรีจำลองขึ้นในหัวมันยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก



“ เพราะฉันเป็นเพื่อนแกไง คยองรี ฉันถึงต้องทำแบบนี้ ” เธอสังเกตเห็นความสับสนเต็มใบหน้าของอีกคนไปหมด “ อีกอย่างที่พี่ฮยอนอาไม่ได้บอกแก ..ความจริงแล้วพี่เขาเป็นคนขอเลิกกับฉัน เพราะแก แฟนคนเดียวของฉันตอนมอปลาย มินฮาก็บอกเลิกฉัน เพราะแก ” และมันก็ยิ่งทำให้คยองรีไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก


“ ฉ-ฉันเกี่ยวอะไรด้วย ” แหงล่ะ ก็คนพวกนั้นไม่ได้มาชอบเธอนิ่ แล้วเธอจะไปเป็นเหตุผลในสองคนนั้นขอเลิกคบกับเพื่อนเธอได้อย่างไร


“ พี่ฮยอนอาบอกเลิกฉันเพราะเขาคิดว่าฉันชอบแก มินฮาก็บอกเลิกฉันเพราะคิดว่าตัวเองคงไม่มีทางแย่งความสำคัญที่ฉันมีให้แกไปได้ .. ใช่ เขาก็คิดว่าฉันชอบแก ” มันน่าหงุดหงิดที่ต้องให้คนอื่นมาบอกว่าใครสำคัญกับตัวเอง และคงหงุดหงิดยิ่งกว่าถ้าคนสำคัญที่ว่าดันเป็นคนใกล้ตัวที่ไม่ว่ายังไงก็เสียไปไม่ได้



“ ฉ-ฉันงงไปหมดแล้ว ” คยองรีขยับถอยหลังไปพิงกับโซฟาที่วางหันหลังให้เธออยู่อย่างหมดแรง




“ สรุปคือ ฉันชอบแก ” บทจะกล้า ก็พูดออกมาได้ง่ายๆ “ แกเคยว่าใช่มะ ว่าฉันไม่เคยสนใจเลยว่าแกจะคบจะคุยกับใคร มันก็เพราะฉันอยากเป็นคนๆนั้นของแกเองไง ” เหมือนลืมไปเลยว่าเคยนอนกอดความขี้ขลาดของตัวเองมาตลอดสามปี

 





“ แล้วทำไมเพิ่งมาบอก ”


“ เอ๊ะ? ”



“ ฉันถามว่าทำไมเพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้ ไม่สิ.. นี่มันเหมือนโดนบังคับให้พูดซะด้วยซ้ำ ทำไมวะ ต้องรอให้ฉันโตแต่งงานมีลูกไปก่อนมะถึงจะยอมพูด หรือจะยอมตายไปพร้อมกับความรู้สึกนี้ไปเลย ” คยองรีคนเจ้าน้ำตาเมื่อครู่วิ่งหายไปไหนแล้วไม่อาจทราบได้ เหลือไว้เพียงคยองรีกับคำพูดถากถางตามนิสัยคนดีคนเดิมของฮเยมี “ มัวปากหนักอมอะไรไว้อยู่ได้ตั้งสามปี ”



-หะ ” ฮเยมีงงมากไม่ไหวแล้ว จากสีหน้าที่เหวอสุดขีดจนคนมองถึงกับหลุดขำออกมา นี่มันสถานการณ์อะไรกันแน่เนี่ย ..คงเป็นคำถามที่จะสามารถอธิบายความรู้สึกของเธอได้ดีที่สุดแล้วตอนนี้

 



คยองรีคนเจ้าเล่ห์ยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะเดินไปหาอีกคนที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าประตูที่เดิมตั้งแต่ที่เธอเข้ามาในห้องนี้แล้ว คนฉลาดอย่างฮเยมี คงเข้าใจเรื่องทุกอย่างหมดแล้ว คยองรีเชื่อว่าอย่างนั้น หรือเธออาจจะเข้าใจผิด ประเมินความสามารถในการเข้าถึงเรื่องรักๆใคร่ๆแบบนี้ของอีกคนไว้สูงไป



“ มีอะไรจะบอกฉันอีกมะ ” บนพื้นต่างระดับบริเวณหน้าประตู คยองรีที่ยืนอยู่ตรงส่วนที่สูงกว่า หลุบตามองต่ำสบตาอีกคนที่ใบหน้ายังคงเปื้อนด้วยคำถาม


“ ม-ไม่ ไม่มีแล้ว ”


“ จริงหรอ คิดดูดีๆนะ ถ้าไม่พูดตอนนี้ก็ไม่รู้ต้องรออีกกี่ร้อยปีแกถึงจะใจกล้าขึ้นมาได้อีก ” คยองรีเชยคางอีกคนขึ้นเพื่อให้สบสายตากันได้ถนัด เธอเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงย้ำให้ฮเยมีทบทวนตามที่เธอพูดอีกครั้ง



“ ฉัน.. ไม่ๆๆ ” ฮเยมีหลับตาปี๋ สายหัวรัวๆ ขืนแรงเบาๆจากมืออีกคนกลับมาก้มหน้างุด ดูสับสน ..เป็นสัญญาณอย่างดีถึงคยองรี ว่าคนฉลาดที่ติดซื่อบื้อของเธอ เรียบเรียงเหตุการณ์จนเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว



ยอมรับเลยว่าแรกๆตั้งแต่สมัยมอปลายเธอก็เข้าใจว่าเพื่อนคนนี้แอบคิดร้ายกับเธอ จนมีแฟนเก่าผู้หวังดีของนางมาไขความจริงให้เนี่ยแหละ ถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วเพื่อนคนนี้แอบคิดรักกับเธอต่างหาก อย่างว่าแหละ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมองเห็นอะไรที่อยู่ใกล้ตัวเกินไปได้ชัดเจน



แน่นอนว่าเธอรู้เรื่องนี้มาตลอด เธอแค่อยากรอให้ฮเยมีบอกเธอด้วยตัวเอง แต่ไม่คิดเลยว่าอีกคนจะปล่อยให้มันล่วงเลยมาได้ถึงสามปี



“ นิ่ ถ้าขืนแกยังจะรอให้ฉันพูดเองล่ะก็นะ ฉันจะประจานความขี้ขลาดของแกให้ทุกคนที่รู้จักแกและแกรู้จักบนโลกใบนี้รู้ให้หมดเลยคอยดู ” มนุษย์ความอดทนต่ำอย่างคยองรีเริ่มจะของขึ้นอีกครั้ง “ หรือยังไม่พอ ให้ฉันจุดธูปบอกบรรพบุรุษแกด้วยมะ ”


“ ขี้ขลาดอะไรเล่า! แล้วใครมันผีร้าย! นี่ก็รู้สึกผิดไปเหอะ รู้อยู่แล้วยังจะมาแกล้งทำไม่รู้ไม่เห็นอยู่ได้ตั้งสามปี แล้ววันนี้อะไรเล่นใหญ่ไปมะ นักแสดงหรอคะแกงงี่ ” ฮเยมีทำอารมณ์เสียกลบเกลื่อนขึ้นมาบ้าง ทุกครั้งที่โกหกก็รู้สึกผิดกับคนตรงหน้านี้อยู่ตลอด ไม่เคยคิดเลยว่าอีกคนจะแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้


“ แหมมมมมม รู้สึกผิดมากมะ โกหกฉันอยู่ได้ตั้งสามปี ถ้าคนมันรู้สึกผิดจริง แค่สามนาทีมันก็วิ่งมาสารภาพทุกอย่างหมดเปลือกแล้วค่ะเฮมมี่ ” เบากว่าถือว่าแพ้ เหมือนใช้ชีวิตกันแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งน้ำเสียงและคำถากถางอย่างจงใจ


“ เรามันก็พอกันนั่นแหละน่า! ” หมดคำจะต่อล้อต่อเถียง



“ ตกลงจะพูดมะ ถ้าให้รอพรุ่งนี้ รออีกปี อีกสามปี ฉันก็ไม่รอแล้วนะ ” คยองรียู่ปากกอดอกอย่างเง้างอน


“ ก็แล้วจะให้พูดอะไรเล่า ”


“ อะไรเนี่ยคุณพโย ยังต้องให้คิดบทให้อ-


“ เป็นแฟนกันนะ ” ไม่ทันที่คยองรีจะโวยวายจบก็โดนมือเล็กๆของอีกคนยกมาตะปบปากอิ่มไว้ การกระทำประหลาดๆ คำขอทื่อๆด้วยน้ำเสียงหวานๆ กับใบหน้าเปื้อนยิ้มตาหยีโชว์เขี้ยวเล็กๆน่ารักนั่น



แค่นี้แหละที่คยองรีต้องการมาตลอดสามปี



ฮเยมีค่อยๆเอามือที่ปิดปากอีกคนไว้ออก ก่อนจะต้องประหลาดใจกับรีแอคชั่นที่มาเหนือกว่าความคาดหวังของเธอ คยองรีไม่รู้จะยิ้ม จะร้องไห้ หรือจะหัวเราะก่อนดี ก็ทำมันไปพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน


ใบหน้าที่พยายามกลั้นขำ ฝืนอมยิ้ม และน้ำตาที่แย่งกันไหลออกมาไม่หยุด ฮเยมีที่ทั้งตกใจและไม่เข้าใจก็พาลขำไปกับสีหน้าประหลาดๆของอีกคนด้วย จนในที่สุดทั้งห้องก็อัดแน่นไปด้วยเสียงหัวเราะที่ประสานกันอย่างรู้งานของทั้งคู่




“ อะไรเนี่ย!! ฮ่าๆๆ ตอบฉันด้วยดิ!!



“ เออ!! ฮ่าๆๆๆ ตกลงตั้งแต่สามปีก่อนแล้วย่ะ!





เป็นฉากพัฒนาความสัมพันธ์ที่งงไปดิ อย่าว่าแต่จะให้ใครมาเห็นแล้วจะคิดว่าพวกเธอบ้าเลย ตอนนี้แม้แต่ตัวทั้งคู่เองก็คิดแบบนั้น ขำน้ำหูน้ำตาไหล นี่มันสถานการณ์อะไรวะเนี่ย



แต่ที่แน่ๆอีกเรื่องที่ทั้งฮเยมีและคยองรีก็คงคิดเห็นเหมือนกัน คือหากฮเยมีกล้าพอที่จะสารภาพความในใจที่มีต่อเพื่อนรักของเธอออกไปตั้งแต่วันนั้นวันที่รู้ตัว เธอคงไม่ต้องมาจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคนสำคัญของเธอมาตลอดสามปี คยองรีเองถ้าไม่คิดแต่จะรอให้อีกคนพูดก่อน ก็คงไม่ต้องมาทนอยู่กับความรู้สึกครึ่งๆกลางๆกับอีกคนตลอดสามปีแบบนี้




ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ยังคงดังก้องอยู่ในห้อง 


อยากขอบคุณอีกคนที่ทนรอมาตลอดสามปี 


และอยากขอบคุณอีกคนที่ยังคงรู้สึกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง





the end

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ butterfingers จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 19:47
    อยากให้ไรท์แต่งคู่นี้อีกกกก
    #2
    0
  2. #1 mintanzzx (@mintanzzx) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 23:25

    ชอบบบบบบ
    #1
    0