[Fic Got7] Dessert เผลอรัก #BNior #BNyoung

ตอนที่ 1 : Dessert เผลอรัก 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 585
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    10 มิ.ย. 62






"หนูไม่แต่ง"


"โบยองอย่าดื้อได้มั้ยลูก"


"ก็หนูไม่อยากแต่งนี่"


  คนเป็นมารดามองลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความเหนื่อยใจ  เธอเข้าใจว่าลูกสาวตนไม่อยากแต่งงาน  แต่มันเป็นสัญญาที่ทั้ง2ฝั่งได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ในอดีตแล้ว หากจะมากลับคำตอนนี้ก็จะดูเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย



"มันเป็นสัญญาที่พวกเราได้ตกลงกันไว้ ลูกก็รู้"


"แต่แม่คะ หนูอายุ20เองนะถ้าแม่ยังยืนยันที่จะให้หนูแต่งงาน แม่จะไม่ได้เห็นหน้าหนูอีก!"


"พัคโบยอง!"



  เธอตะโกนไล่หลังลูกสาวที่ตอนนี้วิ่งขึ้นห้องนอนตัวเองไปแล้ว  ได้แต่นั่งถอนหายใจอยู่บนโซฟา  ถ้าโบยองยังค้านหัวชนฝาแบบนี้แล้วงานแต่งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเธอควรจะทำอย่างไรดีล่ะ

    


  ร่างบางที่พึ่งเดินออกมาจากครัว แก้มใสยังคงมีผงแป้งที่ใช้ทำขนมติดอยู่บนกรอบหน้าสวย มองมาเห็นคนเป็นมารดากำลังนั่งหน้าเครียดอยู่กลางห้องนั่งเล่น  เขาจึงไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่


"ทำไมแม่ทำหน้าเครียดงั้นล่ะครับ มีปัญหาอะไรบอกจินยองได้นะ"


"เฮ้อ...ก็น้องสาวตัวดีของเราน่ะแหละ"


"อ่า...เรื่องแต่งงานเหรอครับ"


 คนเป็นแม่พยักหน้าเหนื่อยๆ ในหัวก็กำลังคิดไม่ตกกับเรื่องนี้  เธอควรจะทำอย่างไรดี จะให้คนอื่นไปแต่งแทนมันก็ไม่ใช่เรื่อง  สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา  เราตกลงเอาไว้ว่าจะยกลูกพวกเราให้เกี่ยวดองกัน


แต่เดี๋ยวนะ


ลูกงั้นเหรอ


เรามีลูกตั้ง2คนนี่


  แววตาของหญิงวัยกลางคนเริ่มส่องประกายทอแสงอีกครั้งหลังจากที่เมื่อกี้หม่นแสงอย่างหมดอาลัยตายอยาก


"จินยอง"


 ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือตกอยู่ในสายตาของลูกชายคนเดียวของบ้าน เรียกความสงสัยให้พัคจินยองอยู่ไม่น้อย


"ครับแม่"


"ช่วยอะไรแม่หน่อยสิ"


"ครับ?  อะไรครับ"


"ลูกจะไม่โกรธแม่ใช่มั้ย"


  คนเป็นลูกชายมองไปที่หญิงตรงหน้าด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเขาถึงจะต้องโกรธแม่ของตัวเองด้วยล่ะ 


"แม่บอกจินยองมาเถอะครับ ใครจะโกรธแม่สุดที่รักได้ลงเล่า"


 คนเป็นลูกชายพูดยิ้มๆ  เธอสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยความประสงค์ของเธอออกไป


"แต่งงานแทนโบยองได้มั้ยลูก"


"อะ..อะไรนะครับ"







  ผมนั่งมองวิวข้างทาง ในหัวก็มีแต่เรื่องแต่งงาน ใช่ครับแต่งงาน ผมต้องแต่งงานแทนน้องสาว  ตอนที่แม่บอกว่าจะให้ผมแต่งแทนโบยอง ผมรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน คุณอาจจะสงสัยว่าผมไม่ค้านแม่ตัวเองหน่อยเหรอ ผมค้านสิครับ ผู้ชายกับผู้ชายจะมาแต่งงานกันได้ยังไง ด้วยความที่ผมคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่โอเคแน่ๆที่แม่จะส่งผมไปแทนน้อง ผมเลยบอกแม่ไปว่าถ้าอีกฝั่งเขาตกลงผมจะแต่ง แล้วประเด็นมันอยู่ตรงที่อีกฝั่งดันตกลง


  โอเคผมเข้าใจว่าโลกทุกวันนี้มันหมุนไปไกลแล้ว แต่ผมไม่คิดว่าเค้าจะตอบตกลงจริงๆ  หรือเป็นเพราะเรื่องธรุกิจมันสำคัญกว่าเลยยังไงก็ได้เหรอ


"เป็นไรวะนั่งหน้าบูดยังกะตูดหมา"


"เงียบปากไปเลยยูคยอม"


  ผมตอบเพื่อนตัวเองที่กำลังขับรถอยู่  พอมันได้ยินผมตอบแบบนั้นก็ส่งมือข้างหนึ่งมาขยี้หัวผมจนมันยุ่งไปหมด 


"ขับรถไปเลย ผมฉันเสียทรงหมดแล้วเนี่ย"


"ทำหน้าตาให้มันดีๆหน่อยดิวะ จะแต่งงานอยู่แล้ว"


"เหอะ อยากแต่งตายล่ะ"


  เมื่อถึงที่หมายผมกับเพื่อนสนิทที่นามว่าคิมยูคยอมก็เดินลงจากรถ  เรามาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง  วันนี้ผมต้องมาวัดตัวเพื่อที่จะตัดชุดใส่ในพิธี  เราเข้ามาในร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในห้าง ซึ่งเป็นแบรนด์ที่อีกฝั่งเค้าเป็นคนติดต่อไว้  


  ยูคยอมนั่งเล่นโทรศัพท์ระหว่างรอพนักงานวัดตัวผม  เราพูดคุยกันเรื่องทรงของชุดนิดหน่อยเพราะหุ่นของผมสมส่วนออกไปทางบาง  ส่วนเรื่องสีของชุดทางร้านให้ผมเลือกระหว่างขาวกับครีม  แน่นอนครับว่าผมเลือกไม่ได้เลยต้องสะกิดเพื่อนที่อยู่ข้างๆให้ช่วยผมตัดสินใจ



"คยอมช่วยเลือกสีหน่อยดิ"

  


มันละจากจอโทรศัพท์หันมาสนใจสีของผ้าที่อยู่ในมือผม มันเป็นเพียงตัวอย่างที่ร้านให้ผมดูเท่านั้น คนข้างๆผมทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาพนักงาน


"เจ้าบ่าวใส่สีอะไรครับ"


  ผมขมวดคิ้วนิดหน่อยทำไมเพื่อนผมมันต้องถามถึงอีกฝั่งด้วยล่ะ แล้วทำไมต้องเรียกฝั่งนั้นว่าเจ้าบ่าว ผมต้องเป็นเจ้าบ่าวสิมันถึงจะถูก


"นี่ค่ะ เป็นสีเนวี่บลู"


 พนักงานยื่นผ้าอีกสีหนึ่งมาตรงหน้า  เพื่อนผมรับแล้วจัดการเทียบสีเนวี่บลูเข้ากับสีที่ผมให้มันเลือก


"นายว่าไงจินยองขาวหรือครีม"


"คือฉันให้นายช่วยเลือกนะ"


"เออลืม ฉันว่า...สีขาวเข้ากับเนวี่บลูกว่า"


"โอเค งั้นผมเลือกสีขาวครับ"


 ผมหันไปบอกพนักงาน เธอพยักหน้ารับก่อนจะจดลงในใบอะไรสักอย่าง  แล้วเธอก็เลื่อนใบนั้นมาให้ผมเซ็นชื่อ


"ทางร้านจะทำออกมาให้ดีที่สุดค่ะ  หากเสร็จแล้วเราจะติดต่อไปนะคะ ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ"


  เธอโค้งตัวให้พวกเราอย่างมีมารยาท ผมยิ้มรับโค้งตัวกลับให้เธอเช่นกัน  จากนั้นผมและยูคยอมก็ไปหาของหวานกินกัน เพราะผมตกลงกับมันว่าจะเลี้ยงขนมถ้ามันมาเป็นเพื่อน  เป็นไงล่ะมิตรภาพ


"เออ แล้วนี่นายเจอเจ้าบ่าวยังอะ"



  ผมสำลักเกร็ดน้ำแข็งของบิงซูทันทีที่ได้ยินคำถามจากเพื่อน  มันรีบยื่นทิชชู่มาให้พร้อมแก้วน้ำ  ผมยกแก้วขึ้นดื่มน้ำก่อนจะมองหน้าเพื่อนเวรอย่างเคืองๆ


"เลิกพูดคำว่าเจ้าบ่าวได้มั้ย ฉันสิควรจะเป็นเจ้าบ่าว"


"นี่เคยส่องกระจกดูหน้าตัวเองบ้างปะ"


"เคยดิ หล่อมาก"


 ผมยืดอกตอบกลับด้วยความมั่นใจในความหล่อของตัวเอง แต่เพื่อนผมมันดันเบะปากใส่


"สงสัยกระจกบ้านมึงพัง"


"ชิ!"


  เอาจริงๆทุกคนก็บอกผมตลอดแหละว่าหน้าหวานอะ  แต่ผมว่าผมหล่อ ถึงแม้ลึกๆจะรู้ว่าตัวเองหน้าหวานตามที่หลายคนบอก ก็ผมหน้าตาเหมือนแม่นี่ แล้วแม่ผมตอนสาวๆนะก็เป็นผู้หญิงที่หน้าหวานมากๆซะด้วย  ก็คงไม่แปลกถ้าผมจะหน้าหวาน แต่ผมขอบอกตรงนี้เลยนะว่าถ้าผมมีหนวดขึ้นนะอย่างหล่อเลยขอบอก  แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่ผมเป็นคนที่หนวดขึ้นช้าน่ะสิ  แล้วผมก็ขี้รำคาญด้วย พอมันขึ้นนิดหนึ่งผมก็โกนออกละ


"แล้วสรุปเคยเจอกันยัง"


ยูคยอมถามคำถามเดิมอีกรอบเพราะผมไม่ได้ตอบมันไป


"ยังอะ"


"เค้าชื่อไร นายยังไม่เคยบอกชื่อเลยฉันจะได้ไม่ต้องเรียกเจ้าบ่าว"


  ผมนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกลับ  จะว่าไปผมก็จำชื่ออีกฝั่งไม่ได้ แม่เคยบอกผมอยู่แต่ผมก็จำไม่ได้อยู่ดี ยูคยอมพอมันเห็นว่าผมเงียบมันก็ตาโตทันที



"นี่อย่าบอกนะว่า.."


"อือ จำไม่ได้"


"จินยอง!"


"อะไรเล่า"


"พัคจินยอง!"


"เฮ้ยเรียกทำไมนักหนา"



  คนที่นั่งตรงหน้ายกมือขึ้นมากุมขมับ มันหลับตาลงก่อนจะค่อยๆนวดที่ขมับตัวเองทั้งสองข้าง พลางสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆคล้ายทำสมาธิ  มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ ก็แค่จำชื่อไม่ได้เองปะ


"นั่นคนที่นายจะแต่งงานด้วยนะเว้ย"


"รู้แล้ว"


"ขนาดชื่อก็จำไม่ได้เนี่ยนะ"


"จำได้แค่อะไรบอมๆนี่แหละ"


  มันทำท่ากุมอกข้างซ้ายราวกับคนเป็นโรคหัวใจก็ไม่ปาน ผมมองท่าทางของมันแล้วก็รู้สึกขำ  รีแอคเกินเบอร์ยิ่งกว่านักแสดงไปอีก


"พอเหอะเดี๋ยวคนในร้านก็ได้คิดว่านายเป็นโรคหัวใจ"


"จินยองนายควรจะใส่ใจกับงานแต่งตัวเองให้มากกว่านี้ดิวะ อย่างน้อยชื่อเค้าอะมึงควรจำได้เว้ย"


  ยูคยอมพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผมเข้าใจที่มันจะสื่อนะ  แต่ผมรู้สึกว่างานแต่งครั้งนี้มันไม่ได้เกิดจากความรักอยู่แล้ว เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนักหรอก


"อีกฝั่งก็ไม่เห็นจะมาสนใจไรเลย แล้วทำไมฉันต้องใส่ใจด้วยวะ"


"แต่มันคือการแต่งงานนะจินยอง มันหมายความว่าหลังจากนั้นชีวิตนายจะต้องผูกติดกับเค้า มันคือการใช้ชีวิตคู่นะ"


"แต่งได้ก็หย่าได้มั้ยอะ"


"ตายๆๆๆ ยังไม่แต่งแม่งก็พูดเรื่องหย่าล่ะกูกลุ้ม"








  บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกนะที่เลือกที่จะแต่งงานแทนน้องสาวตัวเอง  เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะอีกฝั่งไม่คิดจะแยแสฝั่งผมเลยไงล่ะ อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าผมก็ต้องเข้าพิธีแล้วแต่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าคนที่ผมจะแต่งงานด้วยเลย  คิดว่าตัวเองหล่อมากรึไง ถ้าน้องผมต้องเป็นเจ้าสาวแล้วโดนปฏิบัติแบบนี้ผมคงสงสารน้องมากๆ  แต่ตอนนี้ผมควรสงสารตัวเองก่อนเพราะน้องผมหลุดพ้นไปแล้ว และผลกรรมมันก็มาตกอยู่ที่ผมไง



  ผมยืนเช็คตัวเองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่สะท้อนร่างกายของผมซึ่งอยู่ในชุดสูทสีขาวสะอาดตา  หน้าม้าที่ยาวกำลังพอดีถูกช่างเช็ตลงมาให้ปรกหน้าผากเมื่อหลายนาทีก่อน 



  ได้แต่ถอนหายใจอยู่หน้ากระจก  หลังจากนี้ผมต้องย้ายไปอยู่กับแจบอม  ใช่ครับคนที่ผมจะแต่งงานด้วยเขาชื่อแจบอม  แค่คิดว่าต้องย้ายไปอยู่กับคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย ผมก็นึกภาพไม่ออกแล้วว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน


"พี่จินยอง"


  

  เสียงคุ้นเคยดังขึ้นเรียกให้ผมเงยหน้ามอง ผมส่งยิ้มให้น้องสาวตัวเอง เธออยู่ในชุดเดรสสีขาวยาวเท่าหัวเข่า  ต่อให้น้องผมจะอายุ30ผมก็ยังรู้สึกว่าเธอคือเด็กน้อยตัวเล็กของผมอยู่ดี 


  โบยองรีบเดินเข้ามากอดเอวผมแน่น เธอซุกหน้าเข้ากับอกผมก่อนจะสะอื้นเบาๆ ผมค่อนข้างที่จะงงและทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าเหตุใดน้องผมถึงร้องไห้



"โบยองเป็นอะไร ใครทำอะไรเรา?"


"พี่จินยองน้องขอโทษ"


  น้องตอบผมเสียงอู้อี้จนแทบจับใจความไม่ได้ แต่ผมก็ได้ยินคำว่าขอโทษชัดอยู่ แต่น้องจะขอโทษผมทำไม


"ขอโทษพี่ทำไม?"


"เพราะหนู พี่ถึงต้องแต่งงานแทน"


"ไม่เป็นไรหรอกอย่าคิดมากนะ  อีกอย่างเราก็มีคนในใจอยู่แล้วนี่ไม่ต้องคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองนะ"



  โบยองผละตัวออกมามองหน้าผมทั้งน้ำตา ให้ตายเถอะหน้าน้องสาวของผมควรจะมีแต่รอยยิ้มสิมันถึงจะถูก ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นแนบแก้มน้องสาวตัวเองพลางเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มเบาๆ


"เลิกร้องได้แล้วไอ้ขี้แย  ดูสิเนี่ยมาซบอกพี่สูทพี่เลอะรองพื้นเราหมดแล้วมั้ง"


"ไอ้พี่บ้า ไม่ได้แต่งหน้าหนาขนาดนั้นซะหน่อย"


  น้องบ่นผมพลางทำปากยู้ใส่  ถึงจะเถียงว่าตัวเองแต่งหน้าไม่หนาแต่น้องก็ยังส่งมือมาปัดๆลูบๆที่สูทของผม



  ผมลูบหัวโบยองด้วยความเอ็นดู  ไม่อยากให้น้องโทษตัวเองเลย  อีกอย่างผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นความผิดของใคร  แต่ถ้าจะให้ผิดจริงๆก็คงจะเป็นความผิดของพวกผู้ใหญ่ที่เห็นแก่เรื่องของธรุกิจมากกว่า  แต่ก็ถือว่าโชคดีเพราะในข้อตกลงเราสามารถหย่ากันได้โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนเสียผลประโยชน์ แต่เราจะหย่ากันได้ก็ต่อเมื่อแต่งงานกันแล้วอย่างน้อยสามปี

 


 สามปีเอง ทุกวันนี้เวลามันเดินไวจะตาย  ผมแค่ใช้ชีวิตประจำวันของผมไปตามปกติ แต่แค่เปลี่ยนสถานที่อยู่ก็เท่านั้นเอง  ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างมันจะราบรื่นและเป็นไปอย่างที่ผมคิดน่ะนะ








  งานแต่งเริ่มขึ้นท่ามกลางแขกเหรื่อของทั้งฝั่งเขาและผม บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข ไม่ว่ามองไปทางไหนก็จะพบทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 


  ยกเว้นผมและคนที่อยู่ตรงหน้าผม เรายืนหันหน้าเข้าหากัน เขาอยู่ในชุดสูทสีเนวี่บลู ในความคิดผมสีนี้มันก็เหมาะกับเขาดี เครื่องหน้าของเขาจัดได้ว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีมากคนหนึ่งเลยล่ะ  จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนหน้าตาดีแบบเขาจะยอมให้พ่อแม่จับแต่งงานง่ายขนาดนี้เลยหรือ 



  ผมมัวแต่จมกับความคิดของตัวเอง  กว่าจะรู้สึกตัวก็ตอนที่แจบอมคว้ามือข้างซ้ายของผมขึ้นมา  เขาสวมแหวนสีเงินที่มีอักษรตัวเจสลักบางๆอยู่บนแหวนลงที่นิ้วนางข้างซ้ายของผม  จากนั้นผมก็หยิบแหวนที่มีลักษณะคล้ายกับวงที่เขาสวมให้ผมเมื่อกี้ลงที่นิ้วมือของคนตรงหน้าเช่นกัน



  ภาพมันอาจจะดูโรแมนติกสำหรับคนที่ยืนดูแต่แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับผม มันก็แค่พิธีที่ผมทำเพื่อให้มันจบๆไปก็แค่นั้น  และเชื่อเถอะว่าคนที่อยู่ข้างๆผมก็คิดไม่ต่างกัน



  ผมและเขาแยกกันเพื่อไปคุยกับเพื่อนของตัวเองที่มางาน ผมชวนแค่เพื่อนสนิทมาเท่านั้นครับ แต่ถ้าคนที่รู้เรื่องการแต่งงานครั้งนี้แบบหมดเปลือกจริงๆมีแค่คิมยูคยอมเท่านั้น  เพื่อนต่างถามผมกันเอาเป็นเอาตายว่าไปรู้จักกับอิมแจบอมตอนไหน  ผมก็ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆให้เพื่อนเพราะไม่รู้ว่าจะตอบยังไงในเมื่อผมพึ่งเจอหน้าเขาวันนี้ครั้งแรก




"เป็นงานแต่งที่ฉันเลิ่กลั่กมาก นายรู้มั้ยจินยอง"



  ยูคยอมพูดออกมาเมื่อเหลือแค่ผมกับเขา เพราะเพื่อนคนอื่นต่างก็มุ่งเป้าไปที่ของกินกันแล้วเรียบร้อย



"เว่อร์ไปละ มันขนาดนั้นเลย"


"แม่งยิ่งกว่านั้นอีกบอกเลย"


"นายช่วยคิดว่ามันเป็นภาพโรแมนติกเหมือนที่คนอื่นเห็นหน่อยละกัน"


"โรแมนติกบ้าบอไรละ เจ้าบ่าวเจ้าสาวแม่งแทบไม่มองหน้ากัน"


"เลิกใช่คำว่าบ่าวสาวสักทีได้ปะวะ"


"เอ้าร้อนตัวไปได้ นี่ฉันยังไม่ได้ระบุโพสิชั่นเลยนะ"



  หลังจบประโยคกวนประสาทนั่นผมก็บิดเนื้อต้นแขนของเจ้าเพื่อนตัวดีจนมันร้องโอดโอย   เรายืนคุยกันอยู่พักใหญ่เลยล่ะ สิ่งที่ยูคยอมกังวลก็คือกลัวผมจะใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุข  ยิ่งมันรู้ว่าคืนนี้เป็นคืนแรกที่ผมต้องไปอยู่บ้านของแจบอมมันยิ่งห่วงใหญ่  ผมดีใจนะที่มีเพื่อนแบบคิมยูคยอม  มันเป็นทั้งที่ระบาย ที่ปรึกษาและผู้รับฟังที่ดี  และสิ่งที่ผมประทับใจสุดคือมันอยู่ข้างผมตลอดนี่แหละ







นี่มันแย่กว่าที่ผมคิดไว้อีกนะ



แย่ยังไงน่ะเหรอ



  สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ความอึดอัดลอยอยู่เต็มห้องนอน หรือจะเรียกว่าห้องหอก็ได้ ผมนั่งอยู่ปลายเตียงเงียบๆ มองสำรวจห้องที่อดีตมันเป็นห้องนอนของแจบอมแต่วันนี้มันถูกเปลี่ยนเป็นห้องหอ  มันถูกตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่าย  ข้าวของถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เขาแบ่งแยกโซนข้าวของ และเอกสารการทำงานทุกอย่างแบบชัดเจน เดาว่าอิมแจบอมคงจะเป็นคนเจ้าระเบียบพอสมควร



  ผมแอบชำเลืองมองเจ้าของห้องที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง  เขาถอดสูทตัวนอกออกเหลือเพียงแค่เสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมบนสามเม็ด 




  จริงๆเขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกันกับผม  สูงกว่าผมแค่ไม่กี่เซน แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองตัวหดเหลือเท่าไม้ขีด อาจเป็นเพราะผมอยู่ในห้องของเขาด้วยละมั้ง



"นายอาบน้ำก่อนได้เลยนะ"



  อยู่ดีๆเขาก็หันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง  ผมเงยหน้าสบตากับแจบอมเข้าพอดี ด้วยความที่ไม่รู้จะตอบไงผมเลยทำแค่พยักหน้าตอบกลับไป  จากนั้นเขาก็เดินตรงไปนั่งลงที่โซฟาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมานั่งเล่น



 ผมไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง ด้วยความที่รู้สึกเหนียวตัวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงเลือกที่จะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวและชุดนอนที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าสีขาว  ดูท่าว่าตู้นี้คงจะพึ่งซื้อมาใหม่เพื่อผมโดยเฉพาะ ผมกวาดตามองทั้งตู้ก็พบว่าแม่ผมขนเสื้อผ้าผมมาไว้ที่นี่หมดเลย นี่แม่กะจะไม่ให้ผมกลับบ้านเลยรึไงกัน



  หลังจากจัดการตัวเองแล้วเรียบร้อย ผมก็ออกมาพร้อมกับชุดนอนตัวโปรดของผม มันก็แค่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขายาวสีเทาธรรมดา แต่ใส่สบายเหมาะแก่การนอนหลับมากบอกเลย 



  ผมยืนเช็ดผมตัวเองอยู่หน้ากระจกได้ไม่นานก็พึ่งสังเกตเห็นว่าอิมแจบอมไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว  ด้วยความสงสัยว่าเขาหายไปไหนบวกกับผมรู้สึกกระหายน้ำด้วย เลยคิดว่าจะลงไปห้องครัวแล้วถือโอกาสมองหาเขาไปด้วยเลยดีกว่า

  


  

  ผมเดินออกจากห้องนอนพร้อมกับผ้าเช็ดผมที่แปะอยู่บนหัว  โชคดีที่ห้องครัวของบ้านนี้ไม่ได้หายากไม่งั้นผมคงเดินวนอยู่ในบ้านนี้เป็นแน่ 


  บ้านอิมแจบอมหลังใหญ่ไม่ต่างจากบ้านของผมเท่าไหร่นัก  ผมรู้มาว่าพ่อกับแม่ของเขามักจะอยู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมืองมากกว่า  เพราะงั้นบ้านหลังนี้ก็จะมีแค่แจบอมกับป้าแม่บ้านและคนงานไม่ถึงสิบคนเท่านั้น



และต่อจากนี้ไปผมคือสมาชิกใหม่ของบ้านหลังนี้



  ผมปิดตู้เย็นหลังจากดื่มน้ำจนพอใจ มองรอบๆห้องครัวแล้วรู้สึกถูกใจมาก เพราะผมเป็นคนชอบทำพวกขนมอยู่แล้ว อุปกรณ์ต่างๆในห้องครัวนี้เอื้อต่อความชอบของผมมาก


ดีล่ะ  ต่อไปนี้ผมคงได้แวะมาที่ห้องครัวบ่อยขึ้น





"อึดอัดจะตาย  อยู่ดีๆกูก็ต้องมาแบ่งห้องนอนกับใครก็ไม่รู้"


เสียงใครบางคนดังขึ้นมาก่อนที่ผมจะก้าวขาขึ้นบันได  ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงไม่พ้นเสียงของอิมแจบอม  ผมไม่ได้อยากทำตัวสอดรู้แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์หรอก แต่มันติดที่ว่าหัวข้อสนทนามันหมายถึงผมน่ะสิ


"หน้าตาเหรอ? ก็งั้นๆอะ"


"จะทำไงได้วะ ก็ต้องทำใจดิ"


"เออๆเจอกันพรุ่งนี้"


  หลังจากคุยกับปลายสายเสร็จร่างสูงก็หันหลังเตรียมขึ้นห้องนอนแต่เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อหันมาสบตากับผม 



"อ่า...ได้ยินหมดแล้วสินะ"


 เขาทำหน้าราวกับรู้สึกผิดเสียเต็มประดา  แต่ความจริงมันไม่ใช่หรอก เด็กอนุบาลมองมายังดูออกเลย


"ขอโทษด้วยละกัน"


  พูดจบก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นหนึ่งที แล้วเขาก็เดินผ่านผมไป  ผมที่ช็อกกับท่าทางและคำพูดของเขาเมื่อกี้ได้แต่ยืนนิ่ง  เกิดมาไม่เคยเจอคนประเภทอิมแจบอมมาก่อนเลย



 ถามว่าเสียใจมั้ย ผมไม่เสียใจหรอกเพราะเขาไม่ได้มีความหมายอะไรกับผมอยู่แล้ว  ถ้าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักพูดกับผมแบบนี้ค่อยว่าไปอย่าง

 

แต่ที่มันเจ็บใจสุดก็ตอนที่บอกว่าหน้าตาก็งั้นๆนี่แหละ 


เหอะ


คิดว่าตัวเองหล่อนักรึไงวะ ตอนอยู่มหาลัยผู้หญิงก็เข้าหาผมไม่ใช่น้อยนะบอกเลย




  ตอนนี้ผมนั่งหงุดหงิดอยู่บนเตียงกว้าง รอให้อีกคนอาบน้ำเสร็จก่อนเถอะ ผมจะเคลียร์ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย 


  เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นพร้อมกับร่างของคนปากเสียที่พึ่งนินทาผมผ่านโทรศัพท์   ผมไม่รอช้ารีบก้าวขาลงจากเตียงแล้วเดินไปประจันหน้ากับคนที่พันแค่ผ้าขนหนูปิดช่วงล่างทันที


อิมแจบอมมองผมด้วยสายตางงๆ  เขาเลิกคิ้วขึ้นเชิงถามว่าผมมีปัญหาอะไร




"นายก็หน้าตางั้นๆเหมือนกันแหละอิมแจบอม!!"









__________________________


   มาแล้วววกับตอนแรก  คอมเม้นติชมได้นะคะ 

คนที่เจอหน้ากันครั้งแรกต้องมาแต่งงานกันและอยู่ด้วยกันมันก็จะอึดอัดหน่อยๆ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ 


#เผลอรักBN

Twitter : @catsoohyun

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

75 ความคิดเห็น

  1. #59 MiMaNoNo (@Noon_nani) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 23:01
    สนุกค่าาาา ไปว่าน้องยังงั้นได้ยังไงงง เรื่องอื่นยอมได้แต่เรื่องหน้าตาสู้ตายเนาะจินยองว
    #59
    0
  2. #49 Paomoe1 (@Paomoe1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 22:38
    ภาษาไรท์น่ารักดีนะคะ ชอบๆ ^^
    #49
    0
  3. #46 wila14 (@wila14) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 18:59
    นึกถึงตอนน้องทำหน้างอนๆ หงึๆ ใส่พี่เลยอ่ะ เรื่องหน้าตายอมมะด้ายยย
    #46
    0
  4. #42 F.K always (@seoulchii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 01:07
    ตลกน้อง เรื่องหน้าตา ไม่ยอมให้ใครมาว่าจิงๆ 555
    #42
    0
  5. #34 หมี่กะทิ (@Nidjakun_1234) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 17:21
    เสียใจไม่ว่าแค่เสียหน้าไม่ได้นะคะลูก55555555555
    #34
    0
  6. #12 louisaJJ (@louisaJJ) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 14:44
    555555 ขำน้อง ยอมไม่ได้ เชอะ
    #12
    0
  7. #7 Aquila_Eagle (@Aquila_Eagle) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 20:42

    555 โอ๊ยยยย!! ยัยหนู นั่งรอเพื่อจะพูดใส่หน้าเขาว่าหน้าตางั้นๆเนี่ยนะ เจ็บใจใช่มะ 55555

    #7
    0
  8. #1 apiroedee (@apiroedee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 20:37
    หืมมมมม ขอจินยองแสบๆเลยนะคะ5555
    รอติดตามนะคะไรท์^^
    #1
    0