The Memoirs of Sherlock Holmes (แปล : เชอร์ล็อก โฮล์มส์ชุดจดหมายเหตุ)

ตอนที่ 2 : ม้าตัวเก็งหาย (Silver Blaze) : ส่วนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,827
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    8 ต.ค. 60

 
 
ม้าตัวเก็งหาย 
PART 1



     “ผมเห็นจะต้องไปแล้วล่ะ” โฮล์มส์พูดขึ้นขณะกำลังนั่งทานอาหารกับผมในเช้าวันหนึ่ง


      “ไปที่ไหน?


      “ไปดาร์ทมัวร์น่ะซี ที่คิงส์ปีแลนด์”


       ผมไม่แคลงใจเท่าใดนัก แต่ข้องใจเพียงอย่างเดียวคือเขาไม่ได้เข้าไปพัวพันกับคดีแปลกพิลึกอะไรเทือกที่ลือขวัญกันทั่วอังกฤษเช่นนี้เลย ทว่าทั้งวันสหายของผมได้แต่เดินวนคางติดอกไปรอบห้อง คิ้วน้ำตาลก็ขมวดกันเป็นปม จุดยาเส้นในกล้องยาสูบอยู่อย่างนั้นหลายรอบ ซ้ำยังทำทีอย่างคนหูตึงเมื่อผมถามอะไร มิแค่นั้น หนังสือพิมพ์ที่ได้มาจากคนขายหมาดๆ ถูกอ่านส่งๆ แล้วก็โดนทิ้งขว้างเข้าไปกองที่มุมห้อง กระนั้นตราบที่เขายังเงียบสงบ ผมก็รับรู้ได้ว่าเขาเห็นจะมีอะไรคอยหนักอกทับใจอยู่ อันเป็นปัญหาที่ท้าทายหลักวิเคราะห์ของเขาอย่างเอาการ มันคือเรื่องที่ม้าตัวเต็งตัวโปรดที่เอาไว้ชิงถ้วยเวสเซ็กส์เกิดหายไป พร้อมกับครูฝึกที่ถูกฆาตกรรมอย่างน่าสลด กระทั่งเขาก็ลั่นวาจาในทันใดว่าจะไปยังสถานที่เกิดเหตุอันเป็นแหล่งต้นตอของเรื่อง นั้นแหละคือสิ่งที่ผมตั้งตารอคอย


         “ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะไปกับด้วย ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”


         “วัตสันเอ๋ย คุณจะต้องเป็นผู้ช่วยที่ดีมากแน่ๆ ถ้าไปกับผม เวลาคุณจะไม่สูญเปล่า คดีนี้มีประเด็นผุดขึ้นหลายจุดที่ต้องสืบหาอยู่ทีเดียว ผมว่าเราต้องทำเวลาให้ทันขบวนรถที่แพดดิงตัน ระหว่างอยู่บนรถผมก็จะลองพิจารณารูปความคดีสักหน่อย และจะทำคุณแก่ผมมากถ้าคุณหิ้วเอากล้องส่องทางไกลชั้นดีของคุณติดไปด้วย ”


         เป็นเวลาราวชั่วโมง ทุกอย่างก็เป็นไปตามการณ์ กระทั่งผมพบว่าตัวเองได้มานั่งอยู่มุมตู้โดยสารของขบวนรถไฟที่กำลังแล่นอันมุ่งหน้าสู่เอ็กซิเตอร์แล้ว ขณะเดียวกันเชอร์ล็อก โฮล์มส์ก็แสดงสีหน้าที่คมสันอย่างกระตือรือร้นภายใต้หมวกแก๊บปีกกางของเขา พลางสายตาก็จดจ้องอยู่กับหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ที่ฉวยเอามาจากสถานีแพดดิงตัน จนขบวนรถเลยสถานีรีดดิงมาแล้ว จึงจะกำฉบับสุดท้ายสอดเข้าไปใต้ที่นั่ง แล้วก็ยื่นห่อซิการ์ให้ผม


         “เห็นจะไปได้ไวทีเดียว” เขาพูด ขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วชำเลืองมองนาฬิกาของตัวเอง “เราจะไปถึงจุดหมายด้วยความเร็วห้าสิบสามไมล์ครั่งต่อชั่วโมง”


         “ผมไม่ได้สังเกตหลักไมล์แฮะ” ผมพูด


         “ผมก็เหมือนกัน แต่หลักโทรสารแต่ละหลักบนทางนี้ห่างกันอย่างละหกสิบหลา ประกอบกับการคำนวนที่ง่ายอยู่ ผมขอเดาว่าคุณกำลังเคร่งพินิจเรื่องการเกิดเหตุฆาตกรรมจอห์น สแตรกเกอร์ แล้วก็เจ้าม้าตัวเก็งที่หายไป”


          “ผมได้เห็นที่ เทเลกราฟ กับ โครนิเคิล ได้ให้ความเห็นแล้ว”


          “มันเป็นหนึ่งในคดีที่ต้องใช้ศิลปะการวิเคราะห์เสาะหามูลเหตุ เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเสียมากกว่าจะไปแสวงหาชิ้นส่วนหลักฐานใหม่ๆ เรื่องนี้มันแปลกพิลึกอยู่ ดูครบถ้วน ช่างเป็นเรื่องสำคัญส่วนบุคคลที่คนอื่นดูจะข้องแวะไปมา จากการที่เราถูกสาดความเห็นยกใหญ่ ทั้งคาดเดาไป ตั้งสมมุติฐานไป ความยากยิ่งเห็นจะเป็นการแยกเอาส่วนของความจริงออก ความจริงอันมั่นเหมาะที่ปฏิเสธไม่ได้ จากเนื้อหาที่ถูกปรุงแต่งเข้าเสริมของพวกนักทฤษฎีและคนลือข่าว จากนั้นก็ดึงเอาหลักมาเชื่อมโยงกัน นั่นล่ะหน้าที่ของเราเพื่อแยกแยะว่าส่วนไหนดูจะมีเงื่อน ส่วนไหนดูจะเป็นต้นตอที่นำพาเหตุเหล่านี้ให้เกิดขึ้น  เมื่อเย็นวันอังคาร ผมได้รับโทรเลขจากทั้ง พันเอก รอส เจ้าของคอกม้า แล้วก็สารวัตร เกรกอรี่ คนที่รับดูแลส่วนคดี มาขอให้ผมไปร่วมกับพวกเขา”


        “เย็นวันอังคาร!” ผมอุทาน “ตอนนี้ก็เช้าวันพฤหัสแล้ว ทำไมคุณไม่ไปตั้งแต่เมื่อวานล่ะนี่?


        “ก็เพราะผมคาดผิดไป วัตสันเพื่อนยาก ผมเกรงว่าจะเป็นการธรรมดาไปกว่าคนที่รู้จักผมผ่านทางบันทึกของคุณจะนึกถึงน่ะซี ซึ่งตามจริง ผมไม่อยากปักใจเท่าไหร่ว่าม้าที่ถูกเพ่งเล็งเป็นตัวเก็งที่สุดในเกาะอังกฤษจะหลบซ่อนได้นานถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หลบภัยในทางเหนือของทุ่งดาร์ทมัวร์ก็มีอยู่หย็อมแหย็ม เมื่อวานผมคาดหมายเอาไว้เป็นชั่วโมงๆ ว่าจะได้รับข่าวเรื่องที่หาม้าเจอ แล้วก็คนที่เอามันไปซ่อนเป็นคนฆ่าจอห์น สแตรกเกอร์ อย่างไรก็ดี พอรุ่งเช้าอีกวันมาถึง นอกจากความคืบหน้าเรื่องการจับกุมไอ้หนุ่ม ฟิตซ์รอย ซิมป์สันก็ยังไม่ไปถึงไหน ผมรู้สึกว่าคงต้องออกโรงแล้ว อย่างไรเสียเวลาเมื่อวานก็ไม่ได้สูญเปล่าไปซะทีเดียวล่ะน้า”


         “แล้วคุณมีหลักทฤษฎีแล้วหรือยัง?


         “อย่างน้อยเพื่อนเอ๋ย ผมก็ได้ล่วงรู้ความจริงอันสำคัญของคดี ผมจะแจงมันให้คุณฟัง ไม่มีอะไรจะคลี่คลายได้ดีไปกว่าการที่จะบอกเล่าสู่อีกคนหนึ่งฟัง หากผมไม่แสดงให้คุณเห็นถึงสภาพมูลเหตุที่เรามีแต่แรกเริ่ม มันคงเป็นการยากที่จะหวังพึ่งความร่วมมือที่ดี”


          ผลเอนตัวอิงพนักพิง พ่นควันซิการ์ ขณะที่โฮล์มส์เองก็ชี้แจงบอกเล่าพลางชี้ไม้ชี้มือชี้นิ้วที่ผอมยาวของเขาทาบลงบนฝ่ามือซ้าย ร่างโครงของเหตุการณ์อันนำมาซึ่งการเดินทางของพวกเรา


           “ม้าซิลเวอร์ เบลซ” เขาว่า “มาจากสายพันธุ์โซโมมี่ คว้ารางวัลงามมาอย่างบรรพบุรุษของมัน ตอนนี้มันอายุได้ห้าปี ถูกนำไปลงแข่งทุกรอบก็ได้รางวัลหอบตุงกลับมาแก่พันเอก รอสที่เป็นเจ้าของดวงดีของมัน วันดีคืนดีก็ได้เป็นตัวเก็งตัวหมายเพื่อไว้คว้าถ้วยเวสเซ็กส์ คนต่างพนันกันถึงสามต่อหนึ่ง มันยังคงเป็นตัวเก็งชั้นหนึ่งของพวกนักพนันข้างสนาม ซึ่งก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย จนเงินเดิมพันหลั่งไหลเทลงตัวมันมาอย่างน้ำนอง มันจึงแจ่มชัดทีเดียวว่าผู้คนมากหน้ามีใจอันแรงกล้าที่จะขัดขวางไม่ให้มันได้ลงแข่งในวันอังคารที่จะถึงนี้


            “แน่นอนว่าในคิงส์ปีแลนด์ที่มีคอกม้าของตาพันเอกอยู่ต่างย่อมรู้ดี จึงตั้งมาตรการรักษาระวังภัยแก่มัน จอห์น สแตรกเกอร์คนฝึกที่ปลดตัวเองออกจากการซึ่งเคยควบม้าแข่งให้กับพันเอกรอส จนเดี๋ยวนี้ตัวอ้วนเทอะทะเกินกว่าจะนั่งบนอาน เขาทำงานให้รอสราวห้าปีสำหรับเป็นคนควบม้า แล้วก็เจ็ดปีสำหรับเป็นคนฝึก เขาเป็นลูกน้องที่ขยันขันแข็งและภักดีต่อเจ้านายอยู่เสมอ ลูกน้องของจอห์นก็มีไอ้หนุ่มอยู่สามคนใช้งานภายในคอกเล็กๆ ที่มีม้าอยู่แค่สี่ตัวเท่านั้น เด็กแต่ละคนก็เฝ้ายามอยู่ที่คอกสลับผลัดกันในแต่ละคืน เพื่อเปลี่ยนให้อีกคนได้นอนบ้าง ทั้งสามคนนี้ทำงานเยี่ยมทุกคน จอห์น สแตรกเกอร์ เป็นคนที่แต่งงานแล้ว อาศัยอยู่บ้านหลังเล็กที่ห่างจากคอกม้าไปสองร้อยหลา ไม่มีลูกสักคน มีแค่แม่บ้านอยู่คนเดียว แล้วก็อยู่สุขสบายดี ชนบทโดยรอบอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว แต่ห่างออกไปครึ่งไมล์ทางตอนเหนือจะเจอบ้านเรือนอยู่หมู่หนึ่ง สร้างโดยช่างรับเหมาทวิสต็อก สร้างไว้ให้คนพิการและคนอื่นๆ เข้าไปพักพิงหย่อนใจรับบรรยากาศของทุ่งดาร์ทมัวร์ ส่วนหมู่บ้านทวิสต็อกเองนั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกไปสองไมล์ เยื้องกับทุ่ง เช่นเดียวกับคอกฝึกม้าเมเปิลตันคอกใหญ่ที่ห่างออกไปสองไมล์ อันเป็นของลอร์ดแบ็ควอเตอร์ แล้วก็ควบคุมจัดการโดยซิลาส บราวน์ รอบทุกทิศของทุ่งมีแต่ความเปลี่ยวร้างระเหินระแหง มีที่อาศัยเพียงบางแห่งที่เป็นของชาวยิปซีพเนจร นี่ก็คือสถานการณ์โดยรวมของเหตุที่เกิดเมื่อวันจันทร์


             “ส่วนในเย็นวันนั้น ม้าก็ถูกฝึกแล้วก็ให้น้ำตามปกติวิสัย จนสามทุ่มก็ได้ปิดคอกใส่กุญแจ เด็กคนงานสองคนก็เดินเข้าบ้านพักคนฝึกเพื่อไปกินอาหารในโรงครัว ขณะเดียวกันไอ้หนุ่มคนที่สามที่ชื่อ เน็ด ฮันเตอร์ก็เป็นเวรเฝ้ากะ สักสองสามนาทีหลังสามทุ่ม แม่บ้านที่ชื่อ เอดิธ แบ็กซ์เตอร์ ก็เอาอาหารมาให้ไอ้หนุ่มกิน เป็นแกงกะหรี่เนื้อแกะ หล่อนไม่ได้เอาน้ำมาด้วย เนื่องจากที่คอกมีก๊อกน้ำอยู่แล้ว แถมยังมีกฎไม่ให้เด็กที่อยู่เวรดื่มอย่างอื่น แม่บ้านก็หิ้วตะเกียงไปด้วย เพราะมันมืดทั้งทางเดินก็อยู่ในทุ่งที่โล่งเปลี่ยว


             “เอดิธ แบ็กซ์เตอร์อยู่ในระยะที่ซึ่งห่างจากคอกได้สามสิบหลาก็เห็นผู้ชายผ่านแว็บไป ประกอบกับบอกให้หล่อนหยุด ขณะที่ชายปริศนาก็ก้าวเข้ามาในวงแสงตะเกียง หล่อนก็สังเกตเห็นใบหน้าได้อย่างแจ่มชัด เขาดูเป็นบุรุษผู้ดีสันทัด ในชุดสูทสีเทา กับหมวกแก็ปผ้าพื้น เขาสวมสนับแข้ง แล้วกำไม้หนาๆ ที่มีลูกตุ้มจับ หล่อนสะดุดใจมากทีเดียว ใบหน้าเขาซีดเผือดไม่มีเลือด ท่าทางอิดโรย หล่อนคะเนอายุเขาคงอยู่ราวๆ เลยสามสิบ


             “ บอกได้ไหมครับว่าผมอยู่ที่ไหน?’ เขาถามหล่อน ผมจะหลับลงบนทุ่งเสียให้ได้ ก็พอดีเห็นแสงตะเกียงของคุณเข้า’  


             “ ‘คุณอยู่ใกล้ๆ กับคอกม้าในคิงส์ปีแลนด์ค่ะ’ หล่อนตอบ ”


             “ โอ้ ! จริงหรอนี่! ช่างโชคดีเหลือเกิน’ เขาร้อง ผมนึกไปว่าเด็กเฝ้าคอกจะหลับอยู่ที่นั่นทุกคืน แล้วนั่นคงเป็นอาหารที่คุณเอาไปให้เขาสินะครับ และผมมั่นใจอยู่เชียวว่าคุณไม่ได้เต็มใจจะผลาญเงินตัวเองไปกับเสื้อตัวใหม่นัก ใช่ไหมครับ?’ ขณะนั้นเองเขาก็ล้วงกระดาษสีขาวที่พับเอาไว้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก ช่วยกรุณาเอากระดาษนี่ไปให้เด็กคนงานทีนะครับ แล้วคุณจะได้เสื้อขนสัตว์ตัวงามที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้เชียวล่ะ


             “หล่อนตกใจกับความเอาจริงเอาจังของเขา จึงวิ่งผ่านเขามุ่งไปยังหน้าต่างที่หล่อนส่งอาหารให้เด็กเป็นประจำ หน้าต่างเปิดอยู่ ซึ่ฮันเตอร์ก็นั่งอยู่ด้านใน เธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ทว่าชายแปลกหน้าก็เดินมาหา


              “ สวัสดียามเย็นไอ้หนุ่ม’ เขาทัก ขณะมองลอดเข้าไปในหน้าต่าง ฉันอยากคุยกับเธอหน่อย’ แม่บ้านคนนั้นสาบานเป็นมั่นแท้ว่าตอนที่ชายคนนั้นกำลังพูดอยู่ หล่อนก็สังเกตเห็นมุมกระดาษห่อเล็กๆ โผล่ออกมาจากมือที่กำนั้น


              “ คุณมีกิจธุระอะไรไม่ทราบครับ’ เด็กหนุ่มนั่นถาม


              “ ก็กิจธุระที่อาจจะสนองคุณแก่กระเป๋าเธอน่ะซี’ ชายแปลกหน้าว่า เธอมีม้าสองตัวซิลเวอร์ เบลซ กับเบยาร์ดที่จะเอาไว้ชิงถ้วยเวสเซ็กส์นี่ ให้ฉันได้บอกอะไรบางอย่างเพื่อเธอจะได้ไม่เป็นผู้แพ้ เคล็ดลับก็คือ ตามน้ำหนักแล้วเบยาร์ดสามารถเว้นช่วงสักร้อยหลาให้ม้าอีกตัวในระยะห้าเฟอร์ล็อง แล้วที่คอกเอาตัวนี้ลงใช่ไหม?’


              “ ที่แท้ คุณก็เป็นลูกค้าเอาแต่ได้นั่นเอง’ เด็กนั่นร้องขึ้น ผมจะให้ดูว่าที่คิงส์ปีแลนด์เขาจะจัดการกับพวกเอาแต่ได้ยังไง’ ทันใดไอ้เด็กหนุ่มก็กระโดดโหยงข้ามคอกไปปลดเชือกที่ล่ามหมาเอาไว้ ส่วนแม่บ้านหล่อนก็หนีเตลิดเข้าบ้านไป แล้วก็หันหลังไปมอง ยังเห็นชายแปลกหน้ายืนพิงหน้าต่างคอกอยู่ แต่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นพอไอ้หนุ่มพาหมาล่าเนื้อออกมา ตานั่นก็เผ่นหนีไปแล้ว ถึงจะวิ่งเสียให้รอบบ้านก็ยังไม่มีแม้ร่องรอยเอาไว้ให้เห็น”


              “เดี๋ยวก่อน” ผมขัด “แล้วเด็กคนงานที่เอาหมาออกมาได้ล็อกประตูไว้หรือเปล่า?


              “เยี่ยม! วัตสัน เยี่ยมมาก!” สหายผมร้องลั่น “จุดสำคัญนี้แหละที่เขกหัวผมบังคับให้ส่งโทรเลขไปที่ดาร์ทมัวร์เมื่อวานเพื่อไขข้อข้องใจ ไอ้หนุ่มล็อกประตูแล้ว แถมหน้าต่างก็ไม่ได้ใหญ่พอจะให้คนมุดลอดไปได้


              “ฮันเตอร์ก็รอไอ้เกลออีกคนมาเปลี่ยนเวร จึงจะไปบอกเล่าเรื่องที่อุบัติขึ้นกับครูฝึก สแตรกเกอร์รู้สึกร้อนใจไม่น้อยกับความของเด็ก แม้เขาจะไม่ได้ตระหนักการณ์เอาไว้ แต่มันคือเรื่องที่สำคัญอย่างแน่แท้ ถึงกระนั้นมันก็ทำให้เขาว้าวุ่นอยู่ คุณนายสแตรกเกอร์ตื่นขึ้นมาตอนตีหนึ่งก็เห็นว่าเขากำลังแต่งตัว หล่อนจึงเอ่ยถาม เขาก็ตอบว่าเขานอนไม่หลับเพราะคิดถึงเรื่องม้า จึงจะลงไปดูที่คอกว่าทุกอย่างยังปกติอยู่ไหม หล่อนขอให้เขาอยู่ที่บ้านก่อน เพราะได้สินเสียงเม็ดฝนสาดกระทบหน้าต่าง พอเห็นความกังวลใจของหล่อน เขาก็เลยหยิบเอาเสื้อกันฝนขึ้น มาแล้วก็ออกไป


               คุณนายสแตรกเกอร์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนเจ็ดโมงในช่วงเช้า ก็ยังไม่เห็นทีท่าว่าสามีของหล่อนจะกลับมา หล่อนจึงรีบลุกไปแต่งตัว เรียกแม่บ้าน แล้วก็ลงไปดูที่คอก ประตูคอกเปิดอยู่ ฮันเตอร์เด็กคนงานหมดสติแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเก้าอี้ เล้าของม้าตัวเก็งว่างเปล่า อีกทั้งยังไร้ร่องรอยของครูฝึก


              “ครั้นไอ้หนุ่มอีกสองคนที่นอนไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนห้องใต้หลังคาคอกก็ถูกปลุกให้ตื่นโดยทันที พวกเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตลอดคืนนั้น เหตุด้วยเป็นคนหลับลึกทั้งคู่ ฮันเตอร์ก็เห็นจะโดนวางยาชนิดรุนแรง ไม่สะทกสะท้านตัวใดๆ เลย ก็เลยถูกปล่อยให้สลบอย่างนั้น พลันไอ้หนุ่มสองคนกับสตรีอีกสองก็วิ่งออกมามองหาคนที่หายไป ก็ยังคงมีหวังอยู่ว่าเขาอาจจะเอาม้าไปออกกำลัง ทว่าบนเนินสูงใกล้บ้านที่จะเห็นได้ใกล้ทุ่งนั้นเอง ไม่เพียงแต่จะไร้วี่แววของเจ้าม้า แต่ยังรับรู้ได้ถึงสัญญาณบางอย่างที่บอกถึงการเผชิญกับเรื่องร้ายที่ปรากฏ


              “ห่างไปประมาณหนึ่งส่วนสี่ไมล์จากคอก เสื้อกันหนาวของจอห์นสแตรกเกอร์เกี่ยวสะบัดกับพุ่มเฟิร์ซ ใกล้กันก็มีหลุมก้นมนอย่างชามบนพื้นทุ่ง ข้างล่างนั่นเองก็ปรากฏร่างชายไร้วิญญาณเคราะห์ร้ายนอนแผ่อยู่


             “หัวของเขาถูกบุบแตกยับจากอาวุธหนัก ต้นขามีแผลเหวอะ เป็นทางยาว รอยกรีดเห็นเด่นชัด เกิดจากของมีคมบางอย่าง แลดูกระจ่างชัดทีเดียวว่าสแตรกเกอร์พยายามป้องกันตัวอย่างสาหัสสากรรจ์กับอีกฝ่าย เพราะในมือขวาเขากำมีดเปื้อนเลือดเป็นลิ่มถึงด้ามเอาไว้ ส่วนมือซ้ายก็กำผ้าไหมพันคอสีดำแดงแน่น นั่นเองแม่บ้านก็ระลึกได้ว่าชายแปลกหน้าที่มายังคอกตอนเย็นนั้นเคยสวมเอาไว้ ครั้นไอ้หนุ่มฮันเตอร์ก็ฟื้นขึ้นมาจากการสลบไสล ยืนยันกับเรื่องเจ้าของผ้าพันคอ เขาเห็นเป็นมั่นทีเดียวว่าชายแปลกหน้าก็มี ยังว่าอีกว่าตอนยืนอยู่ที่หน้าต่างเขาได้วางยาในแกงกะหรี่ จนที่คอกก็เลยปลอดยามเฝ้า สาวใยถึงเรื่องม้าที่หายไป มีร่องรอยที่ปรากฏบนโคลนตมข้างล่างหลุมนั่น อันว่าม้าตัวนี้ต้องอยู่ที่นั่นตอนเกิดการต่อสู้ แต่พอรุ่งเช้าอีกวันมันก็หายไป ถึงแม้ว่ามีรางวัลใหญ่รอมันอยู่ก็ตาม ทั้งพวกยิปซีพเนจรในทุ่งดาร์ทมัวร์ก็พากันเที่ยวหา กระนั้นก็ไม่มีวี่แววของมันเลย สุดท้าย จากผลการวิเคราะห์ของเศษอาหารที่เด็กคนงานกินเข้าไปนั้น ถูกเก็บตัวอย่างแล้วก็ตรวจผลออกมาว่ามีปริมาณผงฝิ่นอยู่มาก ขณะคนอื่นที่กินอย่างเดียวกันในเวลาเดียวกันกลับไม่เกิดอาการใดๆ


            “ทั้งหมดทั้งมวลคือความจริงของคดี ที่ได้บันทึกการณ์กันโทงๆ เท่าที่มี ผมจะสรุปให้ฟังถึงข้อเท็จจริงที่ตำรวจได้กระทำกัน


           “สารวัตรเกรกอรี่ ที่รับหมอบหมายในคดีเป็นเจ้าหน้าที่ที่เก่งเอาเรื่องอยู่ ถ้าเขามีหัวสำนึกที่ดีอีกนิด ก็คงได้ดีดตัวในหน้าที่การงานอย่างสูงทีเดียว พอเขาไปถึงก็สังเกตเห็นปุบปับ แล้วก็จับตัวคนที่มีท่าทางพิรุธสงสัยเอาไว้ได้ มันมีอุปสรรคเล็กน้อยในการตามจับตัวเขา ซึ่งซุกหัวอยู่ในหมู่บ้านที่ผมเคยพูดไป เขาชื่อ ฟิตซ์รอย ซิมป์สัน อย่างที่ได้บอก เป็นคนมีชาติมีตระกูลมีการศึกษาดีเชียวล่ะ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปกับการเดิมพัน การเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ค่อนข้างสันโดษและขลุกตัวอยู่ในสโมสรกีฬาลอนดอน จากการตรวจสอบบรรทุกการเดิมพันของเขา มีลงพนันถึงห้าพันปอนด์กับม้าตัวเก็ง ระหว่างถูกจับ เจ้าตัวก็รับให้ปากคำ ว่าที่ลงไปทุ่งดาร์ทมัวร์ก็ด้วยความอยากถามไถ่ถึงม้าในคิงส์ปีแลนด์ รวมถึงม้าตัวเก็งตัวที่สองเดสโบรอธ ที่อยู่ในความดูแลของซิลาส บราวน์ที่คอกเมเปิลตัน เขาไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใดเรื่องที่เกิดขึ้นในเย็นวันก่อน แต่ให้ความเพียงว่าตนไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายเลย แค่หวังจะได้ข้อมูลโดยตรงเท่านั้น ครั้นพอได้เห็นผ้าพันคอของตัวเอง หน้าก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ทีนี้ล่ะก็อธิบายไม่ได้เลยว่ามันไปอยู่ในมือของสแตรกเกอร์ผู้ตายได้ยังไง ทว่าเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของเขาก็ชัดแจ้งทีเดียวว่าเขาต้องออกไปตากลมตากฝนเมื่อคืนก่อนอย่างแน่ ส่วนไม้เท้าแบบปีนังลอวเยอร์* ก็เห็นจะมีน้ำหนักอยู่เทียวว่าอาจจะใช้เป็นอาวุธสังหาร โดยฟาดจ้ำเกิดบาดแผลรุนแรงจนถึงแก่ความตาย แต่ในขณะเดียวกัน กลับไม่มีรอยถลอกใดๆ เลยบนตัวฟิตซ์รอยทั้งทีสภาพการณ์จากศพนั้นสแตรกเกอร์กำมีดเอาไว้บ่งชี้ว่าเขาต้องจู่โจมกับอีกฝ่ายแล้วทิ้งบาดแผลไว้ ทั้งหมดนี้ก็อย่างที่ได้บอกไปโดยสรุป นี่แน่ะเพื่อนเอ๋ย ถ้าคุณได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่ผมแล้วล่ะก็ มันจะเป็นคุณแก่ผมอย่างเหลือล้นเชียว”


            ผมได้แต่ฟังโฮล์มส์พูดด้วยความสนใจยิ่งถึงการอธิบายขยายความของเขาตรงหน้า แม้ว่าผมจะคุ้นชินกับข้อเท็งจริงส่วนใหญ่แล้ว แต่ยังไม่รู้สึกถึงความเกี่ยวข้องทั้งมวลที่จะเอามาเชื่อมโยงกัน


            “มันจะเป็นไปได้ไหม” ผมเสนอ “ว่าแผลที่ผ่ายาวบนตัวของสแตรกเกอร์จะเกิดจากมีดของเขาเองตอนร่างกระตุกดิ้นจากตอนที่สมองถูกกระทบกระเทือนนั้นน่ะ?


            “มันยิ่งกว่าเป็นไปได้เสียอีก มันเกิดขึ้นได้” โฮล์มส์พูด “ในกรณีนี้ ความที่ผู้ต้องหาจะได้ประโยชน์ก็จะหมดไป”


            “อย่างไรเสีย” ผมพูด “ผมก็ยังไม่เห็นแนวทางของพวกตำรวจว่าจะลงหลักการอย่างไร”


---------------------------------------------------------------------------------------------

*ไม้เท้าแบบ PENANG LAWYER (ปีนังลอวเยอร์ << อ่านอย่างงี้ป่าว 5555  TWT ที่ฟิตซ์รอยพกไปมา มีลักษณะหน้าตาทั่วไปแบบนี้ค่ะ

****สำหรับพาร์ทนี้ก็จบไปแล้ว (เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องสั้นที่เราแบ่งเอามาไว้เป็นตอนที่ 1) มันสั้นไปหรือเปล่า เราควรลงให้ยาวกว่านี้ไหมคะ ถ้าสนุกก็เม้นตอบกันด้วยน้อ สกิลการแปลอาจจะงงบ้าง แหะๆ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #14 iyongimu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 10:07
    สนุกกว่าแปลของสนพ.อีกอ่ะ เราอ่านแล้วร้องไก้กับภาษาที่เราเข้าไม่ถึงแต่ในขณะเดียวกันที่เราอ่านการแปลของคุณทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับนิยาย ดีอ่า
    #14
    0
  2. #10 ลูกหมูน้อยยอดนักสืบ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 13:35

    ทำตัวอักษรกับสีพื้นหลัง ยังไงหรอครับ :/

    #10
    0
  3. #9 Hippo som-o (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 20:05
    แปลภาษาดีคะ น่าติดตามคะ
    #9
    0
  4. #7 Envl (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:21
    ไม่เคยอ่านโฮมส์เลย สนุกดีค่ะ
    #7
    0
  5. #6 Envl (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:20
    แปลโอเคเลยค่ะั ไม่มีปัญหาอะไรเลย
    ขอบคุณนุคะ
    #6
    0
  6. #5 มินนี่ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 22:39
    ต่อๆค่าาา
    #5
    0
  7. #4 เต่าน้อย_นักกวี (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มกราคม 2559 / 21:58
    เราพึ่งอ่านตอนนี้จบไปพอดี (เรามีบ็อกเซ็ต SH เล่ม IV แปลไทยโดยอาจารสายสุวรรณ)
    แต่ของอาจารย์สายสุวรรณจะใช้คำแทนตัวระหว่างโฮล์มส์กับวัตสันว่า 'กัน ' กับ 'แก' ทำให้ดูสนิทกันมากแล้วศัพย์จะโบราณกว่า

    ของไรต์ถือว่าแปลได้ดีมากเลย แต่ติดใจอยู่นิดเดียวคือฟอนต์อ่านยาก มันเปนตัวหนา แล้วติดกันเป็นแพ (แค่นี้จริงๆ)

    ปล.เรานิแอบจิ้นโฮล์มส์กับวัตสันแบบลับๆด้วยแหละ -.,-

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 มกราคม 2559 / 22:01
    #4
    1
    • #4-1 Charlienna(จากตอนที่ 2)
      30 มกราคม 2559 / 23:32
      เราก็มีบ็อกเซ็ตเหมือนกาน ฉบับแปลโดยอาจารย์สายสุวรรณนี่เลย คือพอดีได้ฉบับภาษาอังกฤษมาก็เลยลองแปลเป็นแบบสำนวนของตัวเองดูบ้าง โดยการเก็บบ็อกเซ็ตเข้าตู้ไว้ก่อน ทีนี้ก็ได้ท้าทายความสามรถในการแปลของตัวเอง TwT 555 ซึ่งอาจจะแปล งง บ้าง ก็ต้องขอโทษผู้อ่านทุกคนเลย 555

      ใช่เลย อาจารย์ใช้คำว่า กัน ที่แทนว่าฉันหรือผม ส่วนใช้แก ที่แทนว่านายหรือคุณ ซึ่งภาษาค่อนข้างโบราณเพราะสมัยนั้น อ่านไปบางคนก็บ่นว่าอ่านเข้าใจยาก แต่เราว่าเราชอบอ่ะ มันดูสมัยเก่าดี คลาสสิคส่วนเรื่องตัวหนาเดี๋ยวเราจะเอาไปแก้ไขนะคะ

      ขอบคุณที่มาเม้นน้าา ดีใจมากๆ มีคนมาเม้นก็มีกำลังใจแปลขึ้นเป็นกองเลย ><

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 มกราคม 2559 / 23:42
      แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 31 มกราคม 2559 / 00:04
      แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 31 มกราคม 2559 / 00:37
      #4-1
  8. #1 แพนโดร่า ~fay102~ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มกราคม 2559 / 19:53
    ตามมาจากบอร์ดค่า



    สับก่อน อย่างแรกชื่อตอนบอก 'ม้าตัวเก็ง' แต่ในเนื้อเรื่องบอก 'ม้าตัวเต็ง' คือเลือกเอาสักอย่างดีมั้ยคะ 55+ 

    ส่วนภาษามีคำแปลกๆ บ้างแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ค่ะ อย่างคำว่า 'เทือก' เราว่าอยู่ตรงนั้นมันแปลกๆ นะคะ ตัดออกดีมั้ย? แต่ก็แล้วแต่ไรเตอร์เลยจ้า ส่วนเรื่องคำผิดมีบ้างประปราย ตามธรรมดาค่ะ



    โดยรวมเราชอบนะคะ ภาษาไม่ได้โบราณมากจนอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็คงกลิ่นอายความเป็นลอนดอนโบราณไว้ดีทีเดียวค่ะ แต่เราชอบเวลาหมอวัตสันพูดนะ มันไม่งงเหมือนเชอร์ล็อค แต่เชอร์ล็อคก็พูดงงทุกเวอร์ชั่นน่ะนะ



    เนื้อเรื่องคงไม่ต้องพูดไรมาก ตายตัวอยู่แล้ว 55 ส่วนตอนนึงเราว่าประมาณนี้โอเคแล้ว ไม่ล้าดี



    รอตอนต่อไปค่า แปลเก่งมาก ^^


    #1
    1
    • #1-1 Charlienna(จากตอนที่ 2)
      23 มกราคม 2559 / 20:46
      แอร้ยยยย ดีจายมีคนมาเม้นแล้ว >//<

      เรื่องที่ชื่อว่า ม้าตัวเก็งนั้น เราเห็นว่า ชื่อนี้เป็นชื่อที่เป็นที่ยอมรับกันมากทีเดียว ก็คงมาจากที่ว่าฉบับที่แปลโดยสมบูรณ์ชุดแรกเป็นของ อ. สายสุวรรณ และมีชื่อว่า ม้าตัวเก็ง เราก็เลยใช้ชื่อนี้ ค่ะ ที่ในเรื่องบอกม้าตัวเต็ง นั่นนั่นคือความหมายมันเหมือนกัน และจะเห็นว่าที่เราแปลนั้น ใช้ทั้งคำว่า ตัวเต็ง และตัวเก็ง ใช้ตัวเต็งเพราะว่าเราชอบใช้คำนี้ แต่ใช้ตัวเก็งด้วย เพราะในชื่อเรื่องคือใช้ชื่อ ตัวเก็ง ดังนั้นก็เลยเอาใส่ด้วย จะได้ไม่หลุดไป (แต่อย่างที่ผู้อ่านอ่าน T^T เราใส่จนงง 555 เราต้องขอโทษด้วยนะค้า)
      (ที่จริงชื่อจริงๆ ของตอนนี้ในฉบับของ ภาษาอังกฤษคือ Silver Blaze ก็คือชื่อของม้าตัวเก็งนั่นเอง แต่ในฉบับแปลของ อ. นั้นใช้ชื่อตอนแทนว่า ม้าตัวเก็ง)

      เรื่องคำว่า 'เทือก' พอมาอ่านอีกที มันก็ดูไม่ค่อยจับอารมณ์เท่าไหร่แฮะ 555 ที่จริงมันต้องเอาใส่ประโยคที่ประมาณว่า "....อะไร'เทือก'นั้น" ไว้เราจะไปแก้ไขนะค้า

      ขอบคุณมากๆ ที่แวะเวียนเข้ามาอ่านน้าาค้า >///< ดีใจมากๆ มีกำลังใจแปลขึ้นเยอะเลย 555
      #1-1