ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

สีพื้นหลัง

ระยะห่างบรรทัด

คืนค่า

ฆาตกรโหดสะท้านโลก Jack the Ripper

ตอนที่ 75 : Richard Loeb & Nathan Leopold แผนที่สมบูรณ์แบบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 22 ก.ค. 56

 

ในปี 1924 ที่ชิคาโก้ ประเทศสหรัฐอเมริกาฯ ได้เกิดคดีหนึ่งที่น่าตกตะลึงขึ้นเมื่อเด็กวัยรุ่นสองคนคือนาธาน ลีโอโปลด์ (Nathan Leopold) กับ ริชาร์ด โลบ (Richard Loeb) ได้ตัดสินใจลักพาตัวและทำการฆาตกรรเด็กชายวัย 14 ปี ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องเจ็บแค้นกันมาก่อน และเมื่อทั้งสองถูกจับกุม พวกเขาก็บอกสาเหตุที่ทำเรื่องเหล่านี้ว่าพวกเขาทำไปเพราะต้องการประสบการณ์ที่ตื่นเต้นเท่านั้น......

 

 Nathan Leopold and his lover Richard Loeb

นาธาน ลีโอโปลด์ กับ ริชาร์ด โลบ (Richard Loeb & Nathan Leopold)

(คนซ้าย)  นาธาน ลีโอโปลด์ และ (คนขวา) ริชาร์ด โลบ

 

                นาธาน ลีโอโปลด์ยังคงอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี เมื่อเย็นของวันที่ 10 พฤศจิกายน 1923 เขาได้ตกลงที่จะขับรถให้กับริชาร์ด โลบเพื่อนและคนรักของเขาจากชิคาโกไปยังมหาวิทยาลัยมิชิแกน การเดินทางกินเวลาหกชั่วโมง เพราะต้องแวะไปขโมยของญาติห่างๆ ของโลบแต่พวกเขาขโมยได้แต่เพียงเงิน $80  นาฬิกาหนึ่งเรือน มีดพก และเครื่องพิมพ์ดีด ถือว่าเป็นรางวัลน้อยมากสำหรับแผนอาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่ของเขา  ระหว่างเดินทางกลับชิคาโก ลีโอโปลด์เริ่มบ่นและโต้เถียง บ่นที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ดีขึ้นในช่วงหลัง

                ในที่สุดทั้งสองก็โอบกอดแสดงความรักกันและกันว่าพวกเขาจะผูกพันจนวันตาย และในขณะพวกเขายังคงขับรถไปตามถนนในชนบทมุ่งสู่ชิคาโก โลบเริ่มที่จะพูดคุยแผนการก่ออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบอีกครั้ง ที่ผ่านมาพวกเขาร่วมมือกันเป็นหัวขโมยลักเล็กขโมยน้อยและวางเพลิงสอง-สามครั้งแต่ไม่มีใครเอาเรื่องที่เขาก่อลงหนังสือพิมพ์  พวกเขาต้องก่ออาชญากรรมที่ทำให้ทั่วทุกแห่งในชิคาโกหันมาสนใจ

            

                และแล้วพวกเขาก็นึกแผนการอย่างหนึ่งมาได้ นั่นคือ การลักพาตัวและฆาตกรรมเด็ก โดยพวกเขาจะทำเป็นเหมือนโจรเรียกร้องเงินค่าไถ่จากพ่อแม่ มันเป็นงานที่ยากและซับซ้อน แต่มันก็ท้าทาย หากพวกเขาทำสำเร็จมันจะกลายเป็นแผนสมบูรณ์แบบที่พวกเขาคิดขึ้นมา

ลีโอโปลด์และโลบได้พบกันในฤดูร้อนของปี 1920 เด็กทั้งสองเติบโตมาในเคนวู้ด ย่านของคนร่ำรวยทางด้านทิศใต้ของชิคาโก ครอบครัวของลีโอโปลด์นั้นเป็นชาวยิวเชื้อสายเยอรมันอพยพที่ร่ำรวยและเป็นที่นับหน้าถือตา พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาดที่ได้รับมรดกเป็นบริษัทขนส่ง ในปี 1924

 ทั้งลีโอโปลด์และโลบนั้นต่างเป็นเด็กฉลาด โดยเฉพาะลีโอเปลด์นั้นเป็นเด็กอัจฉริยะ พูดคำแรกตั้งแต่อายุสีเดือน มีเชาว์ปัญญากว่า 210 จุด เป็นนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมในมหาวิทยาลัยชิคาโกตอนอายุ 15 ปี สามารถพูดภาษาต่างๆ กว่า 27 ภาษาอย่างคล่องแคล่ว และนอกจากนี้เขายังเป็นนักวิหควิทยาสมัครเล่นที่รอบรู้เชี่ยวชาญ ลีโอโปลด์วางแผนที่จะศึกษากฎหมายเพื่อจบออกมาจะเป็นทนายที่มีประสบความสำเร็จให้ครอบครัวภาคภูมิใจ

ส่วนทางด้านริชาร์ด โลบนั้น เขามาจากครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อเป็นรองประธานของบริษัทเชียร์ แอน โรบัคส์ (Sears and Roebuck) มีเงินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นบุตรคนสุดท้องของพี่น้อง 4 คน เป็นเด็กฉลาดสอบเป็นบัณฑิตอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาลัยมิชิแกน และกลับไปเรียนต่อในโรงเรียนกฎหมายชิคาโก

สองวัยรุ่นได้พบกันขณะเรียมหาวิทยาลัยชิคาโก พัฒนาจากเพื่อนสนิทจนกลายเป็นคนรักโฮโมเซ็กซ์ช่วล

โลบนั้นเป็นเด็กที่มีความข่มขืนในวัยเด็ก ใช้เวลาส่วนมากในการอ่านนวนิยายนักสืบฆาตกรรมและความรุนแรง จนกลายเป็นคนเชื่อว่าสามารถกระทำ “อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ” ชนิดที่ตำรวจไม่สามารถจับได้ ด้วยเหตุนี้เองโลบก็เริ่มต้นก่ออาชญากรรม จากระดับเล็กเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากการโกงไพ่ มาเป็นลักเล็กขโมยน้อย  ทำลายข้าวของ ทุบหน้าต่างร้านค้า วางเพลิง โดยไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเป็นพิเศษ ลีโอโปล์ดเองก็ให้ความร่วมมือเสมือนหนึ่งลูกสมุนที่ซื่อสัตย์ของเขาเพื่อสร้างมิตรภาพและความรักแก่โลบ

แต่ดูเหมือนว่าการก่ออาชญากรรมพวกนี้จะไม่สาแก่ใจของทั้งคู่ พวกเขาอยากก่ออาชญากรรมที่ใหญ่มากกว่านั้น ผลสรุปก็คือพวกเขาคิดจะลักพาตัวและฆาตกรรมเด็กชาย ให้ดูเหมือนเป็นการเรียกค่าไถ่ โดยพวกเขาเชื่อว่า “มันคืออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ” ที่ตำรวจไม่สามารถจับพวกเขาได้

ลีโอโปล์ดและโลบใช้เวลานานถึงเจ็ดเดือนในการวางแผนอย่างละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเหยื่อที่ต้องเป็นเด็กชายจากครอบครัวที่ร่ำรวย  พาหนะที่ลักพาตัวเด็กต้องเป็นรถเช่า การฆ่าเหยื่อต้องการตีให้สลบและช่วยการรัดคอ นำศพไปหมดท่อน้ำในบริเวณไม่มีคน

จากนั้นพวกเขาก็ส่งจดหมายเรียกค่าไถ่จดหมายที่ด้วยพิมพ์ดีดไปยังครอบครัวของเด็ก ในจดหมายเรียกร้องเงินเรียกค่าไถ่และวิธีการส่งมอบเงินแบบละเอียดยิบ ทั้งหมดนี้เพื่อให้แผนออกมาสมบูรณ์แบบ มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

 

ไฟล์: Bundesarchiv Bild 102-00651A, โรเบิร์ตแฟรงค์ mit Vater.jpg 

โรเบิร์ต "บ๊อบบี้" แฟรงค์และพ่อของเขา

 

ในวันพุธ 21 พฤษภาคม, 1924 แผนการของลีโอโปล์ดและโลบก็ได้เริ่มต้นขึ้น หลังจากการตะเวนหาเหยื่อที่เป็นเด็กชายที่เดินกลับบ้านหลังเลิกเรียน ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจเลือกโรเบิร์ต "บ๊อบบี้" แฟรงค์ อายุ 14 ปี เป็นลูกชายของเศรษฐีจาค็อบ แฟรงค์ ซึ่งรู้จักกับโลบเป็นอย่างดี

“เฮ้บ๊อบ” โลบตะโกนเรียกเด็กชายจากหน้าต่างรถ เด็กชายหันมาเมื่อได้ยินเสียง โลบโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเปิดประตูรถชักชวนเด็กชายให้เข้ามา

“สวัสดีบ๊อบ มานั่งบนรถสิ เราจะพานายไปส่ง”

เด็กชายส่ายหัวปฏิเสธ เพราะเดินอีกไม่กี่นาทีก็ถึงบ้านเขาแล้ว

“มานั่งในรถสิ ฉันต้องการให้นายดูไม้เทนนิสที่ได้จากพี่ชายของฉันน่ะ”

มันได้ผล บ็อบบี้สนใจและยอมขึ้นรถมาด้วย

จากนั้นประตูหน้าก็เปิดออก บ๊อบบี้ก้าวเข้าไปในประตูตามคำเชิญชวน  

เด็กชายนั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้า โดยมีลีโอโปล์ดขับรถ ระหว่างที่เด็กกำลังชื่นชมไม้เทนนิส เขาไม่รู้สึกตัวว่าตอนนี้รถได้ออกไกลจากบ้านของเขา ไปยังจุดที่ไม่มีคนเดินผ่าน และเมื่อโลบเห็นโอกาสเหมาะ จึงได้ใช้ท่อนเหล็กฟาดที่ด้านหลังกะโหลกศีรษะของบ๊อบบี้เพื่อหวังให้เขาสลบตามแผนที่วางไว้

แต่ปรากฏว่ามันไม่ไปตามแผน บ๊อบบี้ไมได้สลบหลังถูกไม้ฟาด  เด็กยังคงมีสติ เขามองไปหาโลบ ยกแขนขึ้นราวกับพยายามปกป้องตนเองจากการฟาดของโลบเต็มที่ พร้อมร้องไห้แหกปากจ้า โลบตกใจจึงกระหน่ำฟาดไปหลายครั้งสุดแรงเกิดมากเท่าที่จะทำได้

เลือดจากบาดแผลขนาดใหญ่ที่หน้าผากเด็กกระเซ็นกระจายไหลนองไปทั่วพื้นรถ และสาดลงบนกางเกงของลีโอโปลด์

โลบยังคิดว่าเด็กยังมาสติอยู่และกลัวแหกปาก เขาเลยลากเด็กไปเบาะหลังของรถ เอาเศษผ้ายัดไปที่ลำคอของเด็กแล้วดันเข้าไปข้างในสุดแรงเกิด จากนั้นก็ฉีกเทปกาวปิดปากทับอีกที และนั่นทำให้เด็กชายเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น

แม้แผนการจะผิดคาดไปบ้าง แต่ลีโอโปล์ดและโลบก็ยังทำตามแผนอาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบต่อ  เขาคลุมศพของเด็กชายและขับรถไปยังพื้นที่ห่างไกลผู้คน บริเวณทะเลสาบวูล์ฟ ในอินเดียน่า ซึ่งเป็นยังจุดหมายที่กำหนดไว้ว่าเป็นที่หมกศพ

ทั้งคู่จัดการถอดเสื้อผ้าบ๊อบบี้ และเทกรดไฮโดรคลอริกที่หน้าและอวัยวะเพศเพื่อไม่ให้ใครจำศพได้ จากนั้นหมกศพในท่อระบายน้ำใต้รางรถไฟซิลเวเนีย ริมทะเลสาบ

 

ไฟล์: Ransom.jpg 

จดหมายเรียกค่าไถ่

 

หลังจากกลับไปชิคาโก พวกเขาก็โทรศัพท์แม่ของบ๊อบบี้บอกว่าตอนนี้ลูกชายของเธอถูกลักพาตัวไป ตอนนี้สบายดี และจะส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ไปให้ทีหลัง จากนั้นทั้งคู่ก็จัดการเผาเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กชาย และพยายามทำความสะอาดคราบเลือดจากเบาะรถยนต์เช่าเพื่อทำลายหลักฐาน จากนั้นทั้งสองใช้เวลาที่เหลือเล่นไพ่ฆ่าเวลา

แต่แล้วเช้าวันต่อมา ในขณะที่ครอบครัวบ๊อบบี้เตรียมเงินค่าไถ่ ก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามา ปลายสายเป็นเสียงของตำรวจที่แจ้งว่าได้พบศพลูกชายของตน และนั่นเองทำให้แผนการลักพาตัวเด็กเรียกค่าไถ่ที่ลีโอโปล์ดและโลบวางเอาไว้ล้มไม่เป็นท่า และเมื่อทั้งคู่ทราบข่าวจึงรีบทำลายเครื่องพิมพ์ดีดที่เขียนจดหมายเรียกค่าไถ่และเผาเสื้อคลุมที่เคลื่อนที่ศพ

แต่อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้พบหลักฐานสำคัญที่จะตามรอยฆาตกร เมื่อมีการค้นพบแว่นตาใกล้ศพเด็กชาย แว่นตาอันนี้มีบานพับกลไกที่ผิดปกติไม่เหมือนแว่นตาทั่วไป และเมื่อตรวจสอบก็พบว่ามีเพียงสามคนที่ซื้อแว่นตาดังกล่าว และหนึ่งในนั้นคือนาธาน ลีโอโปล์ดและเขาก็เป็นเพื่อนบ้านของบ๊อบบี้ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด

เมื่อตำรวจนำลีโอโปล์ดมาสอบสวน เขาก็ยอมรับว่าแว่นที่พบที่เกิดเหตุเป็นของเขาจริง หากแต่ทำตกตอนไปดูนก และเมื่อตำรวจถามว่าเขาทำอะไรในคืนที่เกิดการฆาตกรรม ทั้งลีโอโปล์ดและโลบให้การตรงกันว่าคืนนั้นพวกเขากำลังขับรถและระหว่างทางพาสาวๆ ขึ้นรถ และมีเซ็กต์ในที่เปลี่ยว และปล่อยพวกเธอที่สนามกอล์ฟใกล้ๆ โดยที่ไม่รู้ชื่อของพวกเธอด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลบเจอการสอบสวนอย่างหนักหน่วง เขาก็ได้รับสารภาพ และเมื่อลีโอโปลด์ทราบเรื่องเขาก็สารภาพตามโลบด้วย

 

ไฟล์: คลาเรนซ์ Darrow.jpg 

คลาแรงซ์ ดาร์โรว์ทนายความลีโอโปล์ดและโลบ

 

แม้ว่าทั้งสองจะได้รับสารภาพ แต่คำให้การว่าใครต้นคิดและใครสังหารบ๊อบบี้นั้นทั้งสองโทษกันไปมา แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านี้คือแรงจูงใจที่ทั้งสองทำลงไปไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แม้แต่น้อย เพราะครอบครัวของทั้งคู่นั้นมีทุกอย่างต้องการ ทั้งสองยอมรับว่าแรงหนุนเกิดจากความตื่นต้นมนการฆ่า และความปรารถนาที่จะทำ “อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ” ให้ได้

ไม่นานเรื่องราวของฆาตกรทั้งสองก็ถูกเผยแพร่ในหน้าหนังสือพิมพ์อย่าง และได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้ฆาตกรทั้งสองถูกประหารชีวิตให้สาสมกับความผิด

ไม่แปลกใจเลยว่า ในวันที่ลีโอโปล์ดและโลบถูกดำเนินตัวดำเนินคดีในชั้นศาล ได้กลายเป็น “การพิจารณาคดีแห่งศตวรรษ” เป็นที่เรียบร้อย ประชาชนมากมายต่างแหกันจนล้นศาลเพราะอยากเห็นหน้าสองฆาตกรให้ชัดๆ

ทางด้านครอบครัวของโลบไม่อยากให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถูกประหาร จึงได้ว่าจ้างคลาแรงซ์ ดาร์โรว์ทนายความผู้มีชื่อเสียงอายุ 67 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่ว่าความให้จำเลยได้รับการลดหย่อนโทษหลายคดี

แน่นอนว่ามันเป็นงานที่หินมากของทนายดาร์โรว์  แต่เขาก็ใช้ความวิกลจริตของลีโอโปล์ดและโลบมาเป็นประโยชน์ อีกทั้งเขายังแนะนำให้ลูกความของตนสารภาพความผิดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพิจารณาคดีโดยลูกขุน ซึ่งเชื่อว่าวิธีเหล่านี้จะทำให้ลูกความของตนไม่ถูกประหาร

ในระหว่างการพิจารณาคคี 12 ชั่วโมงในวันสุดท้าย ดาร์โรว์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่กล่าวกันว่ดีที่สุดในชีวิตของเขาก็ว่า จนต้องจารึกลงในประวัติศาสตร์ทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาว่า เป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดและมีผลกระทบต่อคดีมากที่สุด โดยบางส่วนของสุนทรพจน์มีดังต่อไปนี่

 

                ...เป็นเรื่องง่ายๆ และนิยมว่าดี ถ้าลูกความของกระผมจะถูกพวกคุณตัดสินให้แขวนคอ ผมรู้ดี...ชายหญิงทั้งหลายที่ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง จะปรบมือให้คำสั่งประหาร เพราะพิสูจน์แล้วถึงความโหดเหี้ยมไร้มนุษย์ธรรม ปราศจากความยั้งคิดของคนคู่นี้ มักง่ายที่จะตัดสินลงโทษประหารในวันนี้...แต่เมื่อเวลาผ่านไป...ในชิคาโกและตลอดแผ่นดินเสรีภาพของสหรัฐอเมริกา พวกเราที่เป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล.......จะเริ่มคิดได้เหมือนๆ กันว่าไม่ควรยินดี ไชโยโห่ร้องในความตายของลูกความของกระผมเลย คำถามจะผุดขึ้นมาว่าเมื่อไหร่เราจะหยุดเลือดและน้ำตากันได้เล่า? ด้วยวิธีประหารของจำเลยเหรอ? สามัญสำนึกของมนุษย์จะทำให้เราต้องเสียใจที่ฆ่าพวกเขาให้ตายตกไปตามกันเช่นนี้ แล้วยังหยุดยั้งอาชญากรรมใดๆ ไม่ได้เลย......กระผมขอวิงวอนว่า เราควรเอาชนะความโหดร้ายด้วยความเมตตา และทำลายความเกลียดชังด้วยความรัก......

วันที่ 19 กันยายน 1924 นาธาน ลีโอโปลด์ กับ ริชาร์ โลบ ถูกตัดสินจำคุกในเรือนจำ Joliet ด้วยข้อหาฆาตกรรมและค่าเรียกค่าไถ่เป็นเวลา 99 ปี

                แน่นอนว่าคำตัดสินนั้นไม่เป็นที่ถูกใจของสาธารณะชนแน่นอน หลังการตัดสินก็มีโทรศัพท์ จดหมายหลั่วไหลจากทั่วประเทศออกมาตำหนิอย่างรุนแรง จากนั้นก็มีโทรศัพท์มาด่าทอเข้ามาจนรับไม่ไหว มีสองรายขู่จะวางระเบิดเรือนจำที่ขังสองฆาตกรนั้น หากศาลไม่สามารถลงโทษประหารสองคนนี้สำเร็จ และยังมีจดหมายประท้วงอย่างรุนแรงหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ เพราะการกระทำของสองฆาตกรคนนี้เป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้

หลังการตัดสินนั้นบรรดาญาติทั้งเหยื่อและฆาตกรต่างได้รับความทุกข์ระทมแตกต่างกัน บางคนตรองใจตาย บางคนมีอาการประสาทหลอน ญาติของลีโลโปลด์และโลบถึงขั้นอับอายต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพราะทนความอับอายไม่ไหว และปกปิดความลับว่าเป็นญาติของฆากตรทั้งสอง

ทางด้านชะตากรรมของเด็กหนุ่มฆาตกรรมนั้น ทั้งสองมีเส้นทางชีวิตแตกต่างกัน ในปี 1936 ในเรือนจำ Stateville โลบถูกนักโทษเพื่อนท้องขังใช้มีดโกนเชือดคอหอยในห้องอาบน้ำ แม้ว่าแพทย์คุกจะพยายามอย่างดีที่สุดในการรักษา แต่สุดท้ายโลบในวัย 30 ปีก็เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา จากการสูญเสียเลือดจากบาดแผลในปริมาณมากจนช็อก

                ทางด้านนาธาน ลีโอโปลด์ถูกจำคุก 33 ปี จนเขาได้รับรางวัลเป็นทัณฑ์บนและถูกปล่อยเป็นอิสระในปี 1958

                เมื่อถูกปล่อยเป็นอิสระ ลีโอโปลด์ก็ย้ายไปเปอร์โตริโก อาศัยอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่มีใครรู้ จากนั้นก็ศึกษาในระดับปริญญา ทำงานสังคมที่มหาวิทยาลัยเปอร์โตริโก เขียนหนังสือเกี่ยวกับนกบนเกาะ และในปี 1961 ก็ได้แต่งงานกับแม่ม่ายชาวเปอร์ติโกที่มีอาชีพเป็นแพทย์ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ในที่สุดเขาก็สามารถเดินทางกลับไปเมืองบ้านเกิดชิคาโก และเมื่อมาถึงเขาก็วางดอกไม้บนหลุมพ่อและแม่ของเขา และพี่ชายสองคน

                เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากปี 1924 ในห้องพิจารณาคดีที่ร้อนระอุและอุดอู้ ซึ่งตอนนี้มีเพียงแต่เขาที่เป็นผู้รอดชีวิต และแล้ววันที่ 29 สิงหาคม 1971 ลีโอโปลด์วัย 66 ปีก็เสียชีวิตในเปอร์โตริโกด้วยโรคหัวใจวาย

                เป็นอันปิดตำนานคดีในประวัติศาสตร์ของอเมริกาไปอีกคดีหนึ่ง

 

อ้างอิง

http://www.smithsonianmag.com/history-archaeology/criminal-minds.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Leopold_and_Loeb

บทความนี้จะเขียนส่งต่วยตูนอาจมีการดัดแปลงเนื้อหาเพิ่มรายละเอียดขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,370 ความคิดเห็น

×