เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 623 : ซอมบี้ตัวจริงที่น่าสยดสยองกว่าภาพยนต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,648
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    11 มิ.ย. 57

ซอมบี้ (Zombie) เป็นภาษาของไฮติ ประเทศในแอฟริกาตะวันตก อันหมายถึงมอนสเตอร์ที่เกิดจากซากศพคนที่ตายแล้ว ภายใต้การคืนชีพของหมอผีบอคอร์ ซึ่งเป็นคนของลัทธิวูดู โดยจุดประสงค์เพื่อใช้งานหนัก โดยผีดิบดังกล่าวจะไม่มีความคิดของตนเอง ทำให้มันรับใช้เจ้านายโดยไม่บ่น ไม่มีวันเหนื่อย และมันจะไม่หยุดจนกว่าร่างจะสูญสลาย ซึ่งดูๆ ไปแล้วซอมบี้ดังกล่าวเป็นมอนสเตอร์ที่น่ากลัวและน่าสงสารที่สุดในเวลาเดียวกันก็ว่าได้

                ความเชื่อของเฮติคือ มนุษย์มีวิญญาณสองแบบในตัวเอง วิญญาณแรกไว้ควบคุมร่าง อีกวิญญาณไว้ควบคุมจิตใจ 

คนตายคือคนที่จิตใจกลับคืนสู่พระเจ้า หมอผีสามารถคุมร่างได้เพราะยังเหลือวิญญาณอีกดวงอยู่ในร่าง นอกจากนี้หมอผีของเฮติยังสามารถขังวิญญาณจิตใจไว้ใช้งานได้ด้วย (เอาไปใส่ในร่างอื่น) แต่วิญญาณจิตใจจะคงสภาพอยู่ได้ไม่นานเพราะท้ายที่สุดพระเจ้าจะมาทวงคืน

ตามความเชื่อคนแรกที่เริ่มทำ 'ซอมบี้' คือ บารอนซาเมดิ (Baron Samedi หรือ Baron Saturday) ว่ากันว่าเขาเป็นเจ้าแห่งศาสตร์วูดู  โดยภาพลักษณ์ที่ปรากฏคือสวมหมวกทรงสูง ใส่ชุดทักซิด้าสีดำ ใส่แว่นตาดำ และมีใบ้หน้าตาเป็นกะโหลกสีขาว

ซอมบี้เป็นที่รู้จักไปทั่วจากการที่โลกตะสันตกเข้ามาในประเทศเฮติ ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารการแพทย์ ซึ่งมีกรณีซอมบี้เกิดมากมาย โดยเฉพาะคนที่ตายแล้วฟื้น

ในตำนานก็มีสิ่งที่คล้ายๆ กับซอมบี้ คือ โกเลม Golems ตามความเชื่อของยิว ที่เป็นวัตถุไม่มีชีวิต ทำจากดินเหนียวที่ปั้นเป็นรูปร่างมนุษย์แล้วถูกเสกให้มีชีวิต และสามารถเคลื่อนไหวไปมา เพื่อให้เจ้านายใช้งานมันได้ โดยหน้าที่หลักของมันคือการเฝ้าประตู อีกทั้งมันไม่หิว ไม่รู้จักเหนื่อยอีกต่างหาก และหลายคนเชื่อว่าโกเลนน่าจะมีตัวตนอยู่จริงๆ 

ซึ่งโกเลม ควบคุมโดยการสลักคำว่า EMETH ที่หมายถึง สัจจะ ลงไปบนตัว (โกเลมจะซื่อสัตย์ต่อนายเพียงหนึ่งเดียว) เมื่อใดที่คำสลักถูกทำลายเหลือแค่คำว่า METH ที่หมายถึง ความตาย โกเลมตัวนี้จะสูญสลายไปตลอดกาล แม้วิญญาณที่เคยมีก็เรียกคืนกลับมาไม่ได้  

 

 night-of-the-living-dead

ภาพยนตร์ Night of the Living Dead

 

ซอมบี้ที่ถูกทำเป็นพล็อตสยองขวัญเรื่องแรกคือ นิยายที่ชื่อ “Magic Island (1929)ผลงานของ วิลเลียม เบลก ซึ่งสมัยนั้นเป็นช่วงแวมไพร์ครองเมือง (นิยายมีแต่พล็อตแวมไพร์) แม้ว่าต่อมาจะมีนิยายเรื่อง I Am Legend(1957) ผลงานของริชาร์ด แมธทีสัน แม้จะมีเนื้อหาคล้ายซอมบี้และโลกล่มสลาย แต่นิยายนั้นระบุว่าเป็นแวมไพร์ที่เน้นดูดเลือดมากกว่ากินเนื้อคน ทำให้นิยายดังกล่าวไม่ถือว่าไปจุดเริ่มต้นซอมบี้สมัยใหม่

กว่าที่ซอมบี้จะได้เป็นอสุรกายกระหายเลือดยอดนิยมในโลกสมัยใหม่นั้น ก็รอมาถึงปี 1968 โดยผู้กำกับชาวอิตาลีที่ชื่อ จอร์จ เอ โรเมโร่ซึ่งหลายคนขนามนามเขาว่าเป็นบิดาของหนังสยองขวัญสมัยใหม่แนวซอมบี้ โดยมีภาพยนตร์เปิดตัวก็คือ  Night of the Living Dead โดยร่วมเขียนบท, กำกับ, ถ่ายทำ และตัดต่อด้วยตัวเอง ซึ่งใช้ทุนสร้างเพียง 114,000 เหรียญสหรัฐฯ หากแต่เมื่อภาพยนตร์ออกฉายปรากฏว่าประสบผลสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง ด้วยเนื้อหาแปลกใหม่ที่เปลี่ยนโลกของเราให้กลายเป็นโลกล่มสลายเต็มไปด้วยประชากรผีดิบซอมบี้ ซึ่งซอมบี้ดังกล่าวฉีกแนวกับซอมบี้ต้นฉบับเฮติโดยสิ้นเชิง เพราะโรเมโร่เปลี่ยนซอมบี้ให้กลายเป็นอสุรกายกระหายเลือด ที่คืนชีพจากซากศพเน่าเปื่อย มีนิสัยหิวตลอดเวลา และชอบกินเนื้อมนุษย์และสมองเป็นๆ ทำให้ภาพยนตร์ดังกล่าวกลายเป็นบทบัญญัตินิยามของพล็อตซอมบี้(หรือ Zombie apocalypse) ขึ้นมา

พล็อตซอมบี้หรือ Zombie apocalypse นั้นถือว่าเป็นพล็อตยอดนิยมที่ถูกนำมาเล่น ใน ภาพยนตร์ วีดีโอเกม หรือวรรณกรรมประเภทต่างๆ โดยส่วนมากจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ สยองขวัญ ที่มีเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นฝูงซอมบี้ที่เป็นศัตรูกับเหล่ามนุษย์ในโลกที่ล่มสลาย โดยพล็อตที่นิยมคือสาเหตุที่เกิดซอมบี้จะเกิดจากโรคระบาด เมื่อซอมบี้กัดมนุษย์เป็นๆ คนเป็นๆ นั้นจะกลายเป็นซอมบี้และออกล่ามนุษย์ต่อไป และปัญหาของซอมบี้นั้นรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ แม้ว่าจะใช้กำลังทหารมาแก้ปัญหาสถานการณ์แล้วก็ตามและพล็อตส่วนใหญ่จะเน้นตัวเอกทีเป็นบุคคลที่รอดชีวิตและมารวมกลุ่มเล็กๆ สู้กับซอมบี้พร้อมหาทางหนีไปเรื่อยๆ และสมาชิกในกลุ่มหากมีตายหรือเสียสละให้คนอื่นรอด หรือคนรักของตัวเอกเป็นซอมบี้แล้วตัวเอกจำเป็นต้องฆ่าอย่างช่วยไม่ได้ และบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่ตัวเอกต้องเผชิญความน่ากลัวไม่ใช้ซอมบี้ อาจแต่เป็นคนธรรมดาที่มีนิสัยละโมบ หวังประโยชน์ส่วนตน หรือโรคจิตที่ถือโอกาสฆ่าคนเพื่อความสนุกสนาน และฉากจบส่วนมากจะมี 2 แบบ คือ พระเอกและนางเอกรอดแค่สองคน และ มันยังมีชีวิตอยู่เป็นต้น

 

   ภาพยนตร์ 28 Days Later (2002)

 

แน่นอนว่าพล็อตดังกล่าวถูกทำเป็นภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ จำนวนมาก และผลที่ตามมาคือความ น่าเบื่อดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องหาอะไรใหม่ๆ เข้ามาใส่บ้าง เช่น เปลี่ยนซอมบี้ให้มันคล่องตัว ว่องไวและบ้าเลือด อย่างภาพยนตร์ “28 Days Later (2002)ต่อมาก็มีซอมบี้แปลกๆ ตามมา เช่น ซอมบี้มนุษย์ต่างดาว ซอมบี้ไวรัสกลายพันธุ์ ซอมบี้สัตว์ (แกะ, สุนัข, หนู ฯลฯ) เป็นต้น และช่วงหลังๆ ภาพยนตร์ซอมปี้ก็เริ่มมาเน้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับซอมบี้บ้าง ไม่ได้เน้นโลกล่มสลายเอาตัวรอดซอมบี้อย่างเดียว เช่นเรื่อง “Fido” ที่เป็นเรื่องเด็กชายผู้อ่อนแอเป็นเพื่อนกับซอมบี้ ซึ่งทั้งสองต่างปกป้องซึ่งกันและกัน หรือในสื่อบันเทิงมักเอาซอมบี้เป็นตัวประกอบ เป็นต้น

ส่วนในการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการระบาดซอมบี้จนโลกล่มสลายนั้น ในโลกตะวันตก ก็มีหลายเรื่อง เช่น การ์ตูนสั้นๆ อย่าง “Deadworld(1987)หรือการ์ตูนซีรีย์ยาวๆ ที่เนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัวและชุมชนในโลกล่มสลายที่เต็มไปด้วยซอมบี้อย่าง “The Walking Dead(2008) หรือจะเป็นพล็อตการ์ตูนฮีโร่เอามันไม่สนเหตุผล(ปนแหวะอย่าง Marvel Zombies(2006) เป็นต้น ซึ่งทั้งสามเรื่องดังกล่าวเราไม่ค่อยคุ้นหูเท่าใดนัก

 

                แม้ว่าในชีวิตจริงๆ ของเรา จะไม่มีทางที่เกิดซอมบี้แบบในภาพยนตร์ ที่จู่ๆ คนตายลุกมากัดกินคนเป็น แต่กระนั้นบนโลกของเราก็มีเรื่องซอมบี้จริงๆ ที่น่าขนลุกไม่แพ้ภาพยนตร์เหมือนกัน

                ในอาณาจักรสัตว์แล้ว ซอมบี้ไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการหรือฝันร้าย หากแต่มันเป็นเรื่องจริง ที่ปรสิต (Parasite) ต้องทำทุกอย่างที่มีชีวิตรอด และมันมีความสามารถที่เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ (โฮสต์) ให้กลายเป็นซอมบี้ได้ขึ้นมาจริงๆ  และมันก็สยดสยองไม่แพ้กัน เพราะซอมบี้สัตว์ที่ว่าจะถูกบงการโดยปรสิตใช้งานจนตายเลยทีเดียว

 

 7221693012 B9A2071A1C Z

เต่าทองซอมบี้ที่ปกป้องดักแด้ของแตนเบี้ยน

 

ยกตัวอย่าง มีแตนเบี้ยน Dinocampus coccinellae ที่ทำให้เต่าทองกลายเป็นซอมบี้ได้ ซึ่งมันจะเจาะไข่เข้าไปในท้องของเต่าทอง และตัวอ่อนจากไข่จะกินอวัยวะภายในของมันและช่องท้องของเต่าทองออกมาโลกภายนอก เพื่อเจริญเติบโตและบินออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางกรณีที่ตัวอ่อนออกมาแล้วเต่าทองไม่ตาย (เพราะตัวอ่อนกินส่วนที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเต่าทอง) และนอกจากเต่าทองไม่ตายแล้ว เต่าทองยังเปลี่ยนพฤติกรรมกลายเป็นผู้ที่มาคอยดูแลรักษาตัวอ่อนของแตน ในขณะที่มันเป็นดักแด้ แล้วเต่าทองขึ้นไปคร่อมอยู่ด้านบน พร้อมปกป้องหากมีอะไรเข้ามาใกล้ดักแด้ และมันจะปกป้องจนแตนเจริญเติบโตเต็มวัยออกจากดักแด้  

 

 Blogs330 Leucochloridium Paradoxum

หอยทากซอมบี้

 

                หรือจะเป็นหอยทากซอมบี้ ซึ่งเกิดจากปรสิต  Leucochloridium paradoxum  ที่อาศัยอยู่ในนก และเมื่อนกถ่ายมูลที่มีไข่พยาธิอยู่ข้างใน และเมื่อหอยทากผู้เคราะห์ร้ายทานมูลที่มีไข่นั้นเป็นอาหารละก็ ไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนชอนไชเข้าสู่กระบอกตาของหอยทาก และเจริญเติบโตจนคับเต็มกระบอกตาของหอยทาก   และเริ่มบงการหอยเจ้าบ้านให้ทำตามที่มันต้องการนั่นคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของหอยทาก จากที่เคยอยู่ตามพื้นดินที่ชื้นแฉะ หรือใต้ใบไม้ กิ่งไม้แห้ง เพื่อ หลบหลีกจากผู้ล่าที่จะจับมันกินเป็นอาหาร กลับกลายเป็นว่ามันจะออกไปสู่ที่โล่งแจ้ง และเริ่มปีนป่ายขึ้นต้นไม้ ไปอยู่ตามใบไม้หรือไม่ก็กิ่งไม้ที่เห็นตัวมันได้เด่นชัด เพื่อหลอกล่อให้นกคิดว่าเป็นตัวหนอนอ้วนกลมอันโอชะ และเข้ามาจิกกิน เมื่อนกกินเจ้าสิ่งที่คิดว่าหนอนเข้าไป ตัวอ่อนพยาธิก็จะเข้าไปเจริญเติบโต และผสมพันธุ์วางไข่ในตัวนกต่อไป โดยไข่พยาธิจะออกมาพร้อมกับมูลที่นกปล่อยออกมา เมื่อมีหอยโชคร้ายมากินมูลนกที่มีไข่เข้าไป วงจรใหม่ก็จะเริ่มขึ้นต่อไป

เรื่องของซอมบี้ในอาณาจักรสัตว์นั้นมีเยอะมาก และแต่ละเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ หากคนใดสนใจ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีคนเอามาแปลไทยหรือเปล่า หากใครสนใจก็เรียกร้องให้ผมเขียนก็ได้นะครับ  http://listverse.com/2013/03/30/10-zombies-of-the-insect-world/)

อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ยังคงเชื่อว่าซอมบี้ในภาพยนตร์สยองขวัญมีอยู่จริง ความกลัวในส่วนลึกในจิตใจได้ทำให้เราเกิดความคิดว่าสักวันโลกเราจะหายนะเพราะการระบาดของซอมบี้

จะว่าไปซอมบี้ในภาพยนตร์ซอมบี้เกิดขึ้นได้เพราะมันมีเชื้อโรค ไวรัสอะไรบางอย่าง (ซึ่งส่วนมากเกิดในห้องทดลอง) เชื้อไวรัสมีความน่ากลัวชนิดที่ว่า หากมันเข้าสู่ร่างกายเมื่อไหร่ มันจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ที่ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ สมองมีเพียงคำสั่งเดียวคือการแสวงหาเนื้อสดๆ ของสิ่งมีชีวิต (โดยเฉพาะมนุษย์) มาเป็นอาหารแก่มันเท่านั้น และซอมบี้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้

ในอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นแหล่งชั้นดีในการจะมีข่าวลือ และทฤษฏีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับซอมบี้ ราวกับว่าโลกกำลังถูกคุกคามด้วยการระบาดซอมบี้ยังไงอย่างงั้น

 

 

คลิปยูทูปที่อ้างว่าเป็นเรื่องจริง

http://www.youtube.com/watch?v=OrxtYpK5lSM

 

              ในเว็บยูทูปถือว่าเป็นแหล่งชั้นดีเกี่ยวกับข่าวลือซอมบี้อาละวาด ในช่วงปี 2010 และอีกครั้งในปี 2012 มีรายงานและวีดีโอต่างๆ โผล่ในอินเทอร์เน็ต โดยอ้างว่าเป็นของจริง ชื่อคลิปว่า “ซอมบี้รัสเซีย” ซึ่งในคลิปจะเป็นคนรัสเซียที่ถูกคนบ้าหรือโรคจิตทำร้าย และคนป่วยทางจิตที่ว่าจะเหมือนคล้ายซอมบี้มาก อย่างไรก็ตาม หลายคนที่เห็นคลิปนี้ก็ไม่ได้เชื่อมากนัก เพราะดูแล้วเหมือนของปลอมมากกว่า

             ในบ้านเราก็มีข่าวลือเล็กๆ เกี่ยวกับการระบาดซอมบี้เหมือนกัน ในปี 2005 ข่าวจากบีบีซีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้อ้างว่ามีการระบดโรคที่เรียกว่า “ซอมบี้” ในเมืองเล็กๆ ใกล้ชายแดนของประเทศลาว ทางภาคตะวันตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา ซึ่งพบว่าบุคคลที่เป็นพาหนะโรคไข้มาลาเรียสายพันธุ์ใหม่ ที่เกิดจากยุคพื้นเมือง ซึ่งฆ่าชาวบ้านจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่าการระบาดของโรคสามารถควบคุมได้ โดยไม่ต้องกังวลมากนัก ที่น่ากลัวก็คือโรคที่ว่านั้นคล้ายกับซอมบี้กล่าวคือจะทำให้หัวใจคนหยุดเต้น หากแต่หลังจากตายแล้วมันก็ทำให้คนคืนชีพกลับมาใหม่ (แต่ในข่าวไม่บอกว่าคืนชีพมากินเนื้อคนหรือไม่)

             ยังมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับซอมบี้ โดยเฉพาะการสร้างซอมบี้ของนักวิทยาศาสตร์สติเพี้ยน ที่พบเห็นในภาพยนตร์บ่อยครั้ง เพราะซอมบี้ในฐานะอาวุธสงครามชีวภาพที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด โดยข่าวลือที่ว่ามีแต่สมัยสงครามโลก พวกนาซีพยายามใช้วิทยาศาสตร์ในทางที่ผิด ด้วยการทดลองในมนุษย์ เป็นต้นว่า ฉายรังสีเข้าไปในเหยื่อทดลอง การผ่าตัดโดยไม่ใช้ยาสลบ เพื่อศึกษาความเสียหายของอวัยวะภายใน ไปจนถึงการสร้างฝาแฝดสยาม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฮิตเลอร์ค่อนข้างเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ และยังมีข่าวลือว่าฮิตเลอร์มีความตั้งใจที่จะสร้างซอมบี้ ด้วยการจับชาวยิวและชาวยิปชีนำมาฆ่าเพื่อปลุกคืนชีพแบบไร้จิตใจเพื่อฟังคำสั่งของนาซีนำมาใช้งาน หากแต่แผนที่ว่าถูกเลิกล้มเพราะนาซีแพ้สงครามเสียก่อน

             ปัจจุบัน หากจะพูดถึงสร้างซอมบี้ ก็ต้องพูดถึงประเทศสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจในหลายๆ ด้าน ที่มีการทดลองลับหลายโครงการ พร้อมกับข่าวลือแปลกๆ ว่าพวกนักวิทยาศาสตร์สหรัฐพยายามที่จะสร้างซอมบี้ ซึ่งข่าวลือทฤษฏีสมคบคิดที่ว่ามีมากมาย เป็นต้นว่า

             -ที่ฐานลับใต้ดินของ Dulce Base นิว เม็กซิโก เป็นห้องทดลองลับของมนุษย์ร่วมกับมนุษย์ต่างดาว ที่พยายามแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกัน โดยการสร้างสัตว์ลูกผสม (เช่นพวกมิโนทอร์ เป็นต้น) โดยเย็บซากสัตว์ที่ตายแล้วทำให้พวกเขาคืนชีพ พูดง่ายๆ พยายามสร้างมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์เหมือนผีดิบแฟรงเกนสไตน์และยังมีการทดลองสร้างแบคทีเรียและไวรัสสายพันธุ์ใหม่เพื่อใช้กับมนุษย์เพื่อให้กลายเป็นซอมบี้ ศพคืนชีพอีกต่างหาก

-หากจะหาโรคที่ใกล้เคียงกับโรคซอมบี้ “โรคพิษสุนัขบ้า”  โรคติดต่อที่มนุษย์รู้จักกันมานาน ซึ่งเกิดจากการกัดหรือข่วนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (โดยเฉพาะสุนัข) ต้นเหตุเกิดจากไวรัสที่ไม่มีทางรักษาหายขาด ที่น่าสนใจคืออาการก่อนที่จะเสียชีวิตนั้น ผู้ป่วยจะได้รับผลกระทบจากประสาทส่วนกลาง สอมงเกิดการอักเสบ จนเหมือนคนตาย หากเชื้อโรคลุกลามอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะอาละวาด และเชื่อว่าในอนาคตอาจมีการกลายพันธุ์ของโรคที่ยกระดับความรุนแรงน่ากลัวได้

-และหนึ่งในโรคที่มีความใกล้เคียงกับโรคซอมบี้ก็คือ “โรควัวบ้า” หรือโรคสมองฝ่อ ซึ่งมีหลายหลายสายพันธุ์ แม้ว่าจะเป็นโรคที่มนุษย์ติดเชื้อน้อยมาก แต่ก็เป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีวิธีรักษาอย่างเด็ดขาด บุคคลที่ติดโรคนี้จะสมองเสื่อมอย่างรวดเร็ว และมีอาการรุนแรงก้าวร้าว นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่านักวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาโรคนี้เพื่อนำมาใช้ในงานทหารอีกด้วย

-ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับซอมบี้ที่น่าสนใจ เป็นต้นว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งอเมริกาเคยแจกคู่มือรับภัยพิบัติซอมบี้ รวมไปถึงการหวั่นผู้ก่อการร้ายจะใช้อาวุธเคมีเชื้อโรคในการโจมตีสหรัฐ ไปจนถึงการซื้ออาวุธมากมายราวกับว่าจะรับมืออะไรบางอย่างในอนาคต

นี่คือส่วนหนึ่งของข่าวลือเกี่ยวกับซอมบี้  แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรายังมีความเชื่อว่าสักวันหนึ่งโลกของเราสักวันจะมีการระบาดของซอมบี้ โลกจะล่มสลาย และนั่นเองทำให้ภาพยนตร์ซอมบี้ยังครองใจคนเลื่อยมา

อย่างไรก็ตาม บนโลกของเราก็ยังมีเรื่องจริงที่แสดงให้เห็นว่าซอมขบี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือหรือเรื่องเล่าจิตนาการอีกต่อไป  และต่อไปนี่คือซอมบี้ที่เป็นเรื่องจริง

 

สุนัขซอมบี้

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การวิจัยกู้ชีพซาฟาร์ แห่งมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh's Safar Centre for Resuscitation Research) สหรัฐฯ ได้พัฒนาเทคนิคการถ่ายเลือดและเติมสารละลายน้ำเกลือที่เป็นน้ำแข็งและเย็นยะเยือกลงไปในเส้นเลือดดำ เพื่อรักษาสภาพและฟื้นชีวิตที่ตายไปแล้วให้กลับฟื้นคืนมาใหม่ได้เป็นผลสำเร็จ โดยการชุบชีวิตครั้งแรกได้ทดสอบกับ “สุนัข” จำนวนหนึ่งซึ่งตายแล้วตามนิยามทางการแพทย์ คือหยุดหายใจและหัวใจไม่เต้นหรือไม่มีกิจกรรมใดๆ เกิดขึ้นในสมอง และสภาพศพอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์องศา อุณหภูมิร่างกายเหลือเพียง 7 องศาเซลเซียส  แม้ว่าสุนัขน้อยเหล่านี้จะตายแล้วในทางการแพทย์แต่เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ยังอยู่ในสภาพดี เส้นเลือดต่างๆ และเนื้อเยื่อที่เสียหายสามารถซ่อมแซมได้ด้วยการศัลยกรรม  โดยกระบวนการคืนชีพทางวิทยาศาสตร์นี้สามารถทำได้โดยการช็อตด้วยไฟฟ้าระหว่างกระบวนการแทนที่เลือดด้วยน้ำเกลือ

 แต่ว่าอีก 3 ชั่วโมงต่อมาเลือดของสุนัขที่สิ้นใจก็ถูกแทนที่ด้วยน้ำเกลือและได้ออกซิเจนเต็มที่ 100% บรรดาสุนัขๆ ก็ฟื้นคืนชีพมาเป็น “สุนัขซอมบี้”  การทดลองนี้นับว่าเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามทำให้ผู้ป่วยกลับฟื้นชีวิตได้ อย่างน้อยเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม แต่ก็มากพอสำหรับการรักษาชีวิตผู้บาดเจ็บจากสงคราม หรือเหยื่อที่ถูกแทง ถูกยิง เพราะพวกเขาจะเจ็บปวดและขาดใจจากการเสียเลือดมากผลที่ได้ทำให้ทางศูนย์มีแผนจะนำเทคนิคนี้ไปทดสอบใช้ในมนุษย์ภายในปีหน้า อีกทั้งเชื่อว่าภายใน 10 ปีจะสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ขัดขวาง “การตาย” ของมนุษย์ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิรบ


 

คลาอุส นารุคิส(Clairvius Narcisse)

Clairvius-Narcisse
            ในขณะที่เรื่องของบารอนซามีดิเป็นได้แค่ตำนานเฮติ แต่เรื่องของคลาอุส นารุคิสนั้นเป็นเรื่องจริง และฟังดูน่าเหลือเชื่อ แม้ว่าจะมีบันทึกไม่มากนักก็ตาม โดยเรื่องของเรื่องคือนายคลาอุสนั้นได้เสียชีวิตลงเมื่อ 2 พฤษภาคม ใน1962 และแพทย์สองคนได้ยืนยันแล้วว่าเขาตายจริงๆ จึงทำการฝังตามประเพณีของชาวเฮติ

หากแต่แล้วในปี 18 ปีต่อมา ผู้คนในหมู่บ้านเวสเทเรบ้านเกิดของคลาอุส ต่างแตกตื่น เมื่อพบคลาอุส นารุคิส ออกมาเดินเพ่นพาน โดยเขาเล่าว่าเขาถูกหมอผีคนหนึ่งวางพิษเขา (สาเหตุเพราะเขาทะเลาะกับพี่ชายเรื่องการแย่งที่ดิน) เพื่อให้เขาหมดสติจนเหมือนเสียชีวิต และเมื่อเขาถูกฝัง ก็ถูกปลุกขึ้นมาโดยหมอผี หมอผีคนนั้นได้ใช้แรงงานกับซอมบี้คนอื่นๆ ในไร่อ้อย และเมื่อหมอผีคนนั้นเสียชีวิต เขาก็ได้ความทรงจำกลับมา จนจำได้ว่าเขาคือใคร เขาจึงเดินทางกลับบ้านเกิด

                เรื่องของนายคลาอุสเริ่มมีการศึกษาจริงๆ จังๆ เกี่ยวกับวิธีการสร้างซอมบี้ของหมอผีเฮติ ซึ่งได้รู้ว่าส่วนสำคัญของการสร้างซอมบี้นั้นก็คือยาพิษ ที่มีส่วนประกอบหลักๆ คือ tetrodotoxin (ปลาปักเป้าพิษ) และ bufotoxin (คางคกพิษ) แม้พิษพวกนี้จะทำให้คนที่ได้รับอาการโคม่าและตายเกือบทันที แต่หากใช้ปริมาณที่พอเหมาะก็จะทำให้ประสาทหลอนและสูญเสียความทรงตำ และถูกสะกดจิตจนกลายเป็นผีดิบ ไร้ชีวิตจิตใจ  

                แน่นอนว่ามีทฤษฏีสมรู้ร่วมคิดว่ารัฐบาลมีความคิดที่จะศึกษาสารพิษเหล่านี้เพื่อนำมาเป็นอาวุธชีวภาพใช้สำหรับการทหารใช้ต่อกรศัตรูอีกด้วย

กรณีของนายคลาอุสคล้ายกับเรื่องของ  เฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ (FeliciaFelix-Mentor) เป็นเธอผู้หญิงชาวไฮติที่เชื่อว่าถูกทำให้เป็นซอมบี้ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยจากรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1907 หลังจากเจ็บป่วยกะทันหันโดยเชื่อว่าเป็นคำสาปของหมอผีชาวเฮติที่ทำให้คนกลาย เป็นซอมบี้ ในปี 1936 มีคนพบเธออยู่ท้องถนน (ในรายงานไม่ระบุว่าเธอเปลือยหรือใส่เสื้อผ้ามอมแมม) เธอเดินทางไปฟาร์มของพ่อโดยเธอยืนยันว่าเธอคือเฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1907 เนื่องจากสุขภาพไม่ดีเธอเลยถูกส่งไปโรงพยาบาลของรัฐ และจากการตรวจสอบพบว่าเธอมีพฤติกรรมที่ประหลาดคือเธอไร้อารมณ์ความรู้สึก และค่อนข้างไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอเลย


 

การโจมตีของมนุษย์กินคนไมอามี่ (Miami cannibal attack)

Ap ใบหน้าเคี้ยวโจมตีรูดี้ยูจีนโรนัลด์ Poppo THG 120,530 Wg
             เมื่อวันที่ 26 พฤจิกายน 2012 ช่วงเวลาประมาณ 14.00 น ที่ทางหลวงแมคอาเธอร์  ใต้ทางยกระดับ ไมอามี่ ฟลอริด้า มีชายเปลือยคนหนึ่งชื่อ นายรูดี้ ยูจีน วัย
31 ปี ได้เกิดอาการคลั่ง พุ่งเข้าไปเขมือบ
หน้าเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ชื่อว่านายโรนัลด์ ป๊อปโป้ ชายเร่ร่อนวัย 65 ปี ที่นอนอยู่ทางเดินซีเมนต์ใต้สะพาน จนใบหน้า เคราหายไปถึง 75-80 เปอร์เซ็นต์ และตาซ้ายก็ถูกควักออก ราวกับว่ายูจีนนั้นไม่แตกต่างอะไรกับซอมบี้กินเนื้อคนเลย ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าพยานมากมาย

การกินนี้สิ้นสุดลง 18 นาที จนกระทั่งตำรวจได้เข้ามา และ บอกให้ยูจีนมอบตัวอย่างสงบ แต่ยูจีนไม่สนใจคำเตือนของเข้าหน้า เขาคำราม และพยายามพุ่งเข้ามากัดตำรวจ ทำให้ตำรวจไมอามี่จำเป็นต้องยิงเขา แต่ที่แปลกคือตำรวจต้องยิงเขาถึง 4 ครั้ง กว่าที่เขาจะสงบลง ซึ่งยูจีนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เหตุการณ์นั้นดังไปทั่วโลก จนถูกขนามนามว่า “ซอมบี้ไมอามี่” (Miami cannibal attack) ซึ่งคนทั่วโลกได้เห็นการโจมตีนี้จากวีดีโอรักษาความปลอดภัย ที่แปลกคือเพื่อนๆ และครอบครัวของยูจีนไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมเขาคลั่ง

หลังจากนั้นก็มีข่าวลือมากมาย ว่ากันว่าเกิดจากไวรัสปริศนา หรือเกิดจากยาเสพติดชนิดใหม่ ซึ่งรัฐบาลพยายามสร้างขึ้นมา เพื่อพัฒนาเป็นอาวุธซอมบี้

ผลการชันสูตรก็พบเรื่องประหลาด เมื่อพบว่า ในท้องของเขามีเศษยาที่ยังไม่ย่อย ซึ่งคงต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์ในการตรวจสอบว่าเป็นยาอะไร แต่ที่น่าตกใจ คือ ไม่พบเศษเนื้อมนุษย์ ซึ่งความจริงแล้วน่าจะพบเศษเนื้อใบหน้าของนายป๊อปโป้ที่นายยูจีนกินเข้าไป นอกจากนั้น ระหว่างฟันแต่ละซี่ของนายยูจีนก็ไม่พบเศษเนื้อเช่นกัน

แม้ว่าตำรวจเชื่อว่าอาการคลุ้มคลั่งของเขาเกิดจากการเสพยา 'คลาวด์ ไนน์' หรือเกลืออาบน้ำ (bath salt) แต่ผลชันสูตรบ่งชี้ว่า ในร่างกายของเขามีสารเสพติดเพียงชนิดเดียวคือ กัญชา เท่านั้นผลชันสูตรทำให้เชื่อได้ว่า เขาอาจได้รับสารเสพติดชนิดใหม่เข้าไปในร่างกาย ส่วนกัญชาก็ไม่น่าจะทำให้คนมีพฤติกรรมแปลกประหลาดเหมือนกรณีของยูจีนได้ และนอกจากนี้เขาก็ไม่ได้ติดเชื้ออะไรเลยแม้แต่น้อย  ทำให้เรื่องของยูจีนยังคงลึกลับ

                คลิป http://www.youtube.com/watch?v=tn4vwnePtAY

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

22,208 ความคิดเห็น

  1. #20659 melody (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 / 19:00
    บทความอันหลังนี่น่ากลัวสุดละ
    #20659
    0
  2. #20106 blaze (@paimon) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 23:11
    ภาพหอยทากถ้าตัดความยะแหยงออกไปผมว่ามันก็สวยดีนะ

    ปล.รูปในบทความนี้มีบางอันทำให้ผมกลัวได้
    แต่ไม่เคยคลื่นไส้ อยากให้เพิ่มความโหด...แค่นี้มันยังบัดซบ(สยองบัดซบ)ไม่พออีกหรือ XD
    #20106
    0
  3. #20105 cammy (@cammy) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 22:07
    ผมกำลังหาว่าภาพไหนแหวะ ผมว่าไม่ถึงขั้นนั้นน่า (รูปหอยทากก็น่ารัก คลิปก็ไม่ต้องดูก็ได้ ภาพยนตร์ก็ไม่ได้สยองเลิือดสาดอะไร -_-)

    #20105
    0
  4. #20104 เรื่องนี้ริวจะไม่ยุ่ง (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 21:30
    ไม่เคยชินกับรูปสยองๆน่าขยะแขยงในบทความนี้สักที...

    อ่านมานานแล้ว ไม่ชินสักทีกับความน่าคลื่นไส้ ของรูปภาพ ซอฟลงหน่อยได้มั้ยอ่า

    เรามันพวกาับไม่ได้กับของพวกนี้...

    บทความนี้ดีค่ะ มีสาระ แต่รูปบางอันมัน...ชวนคลื่นไส้ไปนิดมั้ง
    #20104
    0
  5. #20099 cammy (@cammy) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 / 22:51
    คลิปของปลอมครับ (ยอด ดิสไลค์ เยอะกว่าไลค์อีก)
    #20099
    0
  6. #20098 แมว (@black0nirth) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 / 22:09
    ในคลิปนั่นดูยังไงก็ปลอมเอาชัดๆนะ
    เหมือนถ่ายหนังเลยอ่ะ มีการตัดซีนแบบแปลกๆด้วย

    #20098
    0
  7. #20097 Darkchocolate (@kabarose2) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 / 19:00
    คลิปนั่น หนูเห็นเลือดในปากแล้ว สีเลือดมันดูแปลกๆนะ (เอนไป fake มากกว่า)
    #20097
    0
  8. #20093 ZamuRai (@0012) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 21:10
    เป็นแค่เรื่องเล่าน่ะค่ะ (คือเดี๊ยนชอบพวกเรื่องเล่าหรือตำนานมากกว่าเรื่องจริงน่ะ ฮ่าๆ >..< /โดนท่านแคมมี่ตื้บ ;;;)
     
    แต่คนที่เชื่อในศาสตร์วูดูเค้าเชื่อจริงๆค่ะว่าบารอนซาเมดิมีอยู่จริง 
     
         สำหรับลัทธินี้เค้าจะมีพระเจ้าของเค้าอยู่ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ด้วยตนเอง ต้องติดต่อผ่านกลุ่มคนที่เรียกกันว่า ลวา (Loa) และพระเจ้าก็จะตอบสนองกลับมาผ่านลวาเช่นกัน ซึ่งบารอนซาเมดิก็เป็นหนึ่งในลวาที่พวกเขานับถือกัน (เป็นลวาแห่งความมืด) นอกจากสร้างซอมบี้แล้วยังเซียนในศาสตร์มืดอื่นๆอีก แต่ท่านก็ใช้ศาสตร์มืดของท่านช่วยเหลือผู้คนไว้เยอะ จึงยังคงเป็นที่นับถือและรู้จักกันในสาวกวูดู ใครที่สักการะท่านจะไหว้ท่านด้วยหมวกทรงสูงและซิการ์ตามภาพลักษณ์ของท่าน
     
         ปัจจุบันก็มักมองว่าท่านทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อคู่กับภรรยาของท่านในสุสานส่วนตัว =[]=! (ซึ่งภรรยาของท่านก็มีส่วนเชื่อมโยงกับเทพีบริจิดในไอริช /ก็ไม่รู้ว่าไปเกี่ยวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ชั้นเคยลงเรื่องของเจ้าหล่อนด้วยน่ะ จิเป็นลม orz) 

    สรุปว่ามีตัวตนอยู่จริงมั้ย ไม่มีหลักฐาน! แต่เชื่อกันอย่างนั้นค่ะ ขอจรลี (/พูดถึงก็อย่างลองทำฮีคนนี้เลยแฮะ =..=)
    #20093
    0
  9. #20092 Troooollll (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 19:30
    เอิ่ม walking dead กะ marvel zombie นี่ดังพอควรเลยนะ โดยเฉพาะ walking dead ต้นฉบับที่เอามาแปลน่าจะเก่าอยู่...
    #20092
    0
  10. #20091 cammy (@cammy) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 18:09

    Baron-Samedi

      Baron Samedi (Baron Saturday) เรื่องจริงเหรอนี้.............

    #20091
    0
  11. #20090 ZamuRai (@0012) (จากตอนที่ 623)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 16:09
    ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลค่ะ /คือแบบเห็นซอมบี้แล้วคันปาก =.,=;;;;
     
         ความเชื่อของเฮติคือ มนุษย์มีวิญญาณสองแบบในตัวเอง วิญญาณแรกไว้ควบคุมร่าง อีกวิญญาณไว้ควบคุบจิตใจ 
     
         คนตายคือคนที่จิตใจกลับคืนสู่พระเจ้า หมอผีสามารถคุมร่างได้เพราะยังเหลือวิญญาณอีกดวงอยู่ในร่าง นอกจากนี้หมอผีของเฮติยังสามารถขังวิญญาณจิตใจไว้ใช้งานได้ด้วย (เอาไปใส่ในร่างอื่น) แต่วิญญาณจิตใจจะคงสภาพอยู่ได้ไม่นานเพราะท้ายที่สุดพระเจ้าจะมาทวงคืน
     
         คนแรกที่เริ่มทำ 'ซอมบี้' คือ บารอนซาเมดิ (ว่ากันว่าเขาเป็นเจ้าแห่งศาสตร์วูดู) เนื่องจากเขาต้องการทาสรับใช้ที่คงอยู่ตลอดกาล จะวิธีไหนก็ไม่รู้แหละ เขาขุดศพทาสของเขาขึ้นมาและทำให้เป็นซอมบี้ และคงสภาพซอมบี้ด้วยการป้อนเกลือเป็นอาหาร
     
         ขอเพิ่มอีกหน่อยเรื่องโกเลม ควบคุมโดยการสลักคำว่า EMETH ที่หมายถึง สัจจะ ลงไปบนตัว (โกเลมจะซื่อสัตย์ต่อนายเพียงหนึ่งเดียว) เมื่อใดที่คำสลักถูกทำลายเหลือแค่คำว่า METH ที่หมายถึง ความตาย โกเลมตัวนี้จะสูญสลายไปตลอดกาล แม้วิญญาณที่เคยมีก็เรียกคืนกลับมาไม่ได้  

    ปล. รอมาต่ออยู่ค่ะ >3
    #20090
    0