คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 869 : DB Cooper แผนเหนือเมฆ


     อัพเดท 18 ม.ค. 61
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: บทความ, ความรู้รอบตัว, สยองขวัญ, น่าขนลุก, แปลก, ลึกลับ, ประวัติศาสตร์, ข้อเท็จจริง, บุคคล, ความเข้าใจผิด, ศาสนา, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ตำนาน, ความเชื่อ, บันเทิง, ท่องเที่ยว, อาหาร, รายการทีวี, วีดีโอเกม, อาชญากรรม, กฎหมาย, จิปาถะ
ผู้แต่ง : Cammy-เต่านรก ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy-เต่านรก
My.iD: https://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 330 mem(s) ]
This month views : 4,588 Overall : 2,737,473
22,171 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7168 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 869 : DB Cooper แผนเหนือเมฆ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1153 , โพส : 1 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


               “มันช่วยอะไรไม่ได้เลยคุณ เพราะคนหน้าตาแบบนี้ในอเมริกามีตั้งเป็นล้านๆ คน”

                การบรรยายลักษณะของดี. บี. คูเปอร์ของผู้เห็นเหตุการณ์

 

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1971 ได้เกิดเรื่องลึกลับเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในประเทศอเมริกา เมื่อชายลึกลับคนหนึ่ง ได้กระทำการสุดบ้าบิ่นเสี่ยงตายจนกลายเป็นตำนาน เมื่อเขาทำการจี้เครื่องบินโบอิ้ง 727 อากาศยานในน่านฟ้าระหว่างพอร์ตแลนด์ โอเรกอนและวอชิงตัน พร้อมกับกรรโชกเงินกว่า 200,000 ดอลลาร์พร้อมกับร่มชูชีพ และเมื่อเขาได้ไปทั้งสองอย่างตามที่ต้องการแล้ว เขาก็โดดร่มชูชีพออกเหนือท้องฟ้าครึ้มพายุที่ความสูง 10,000 ฟุต หายไปตรงที่ใดที่หนึ่งแถบภาคกลางด้านตะวันตกของสหรัฐอย่างลึกลับ

                ไม่มีใครทราบชะตากรรมของชายลึกลับว่าเป็นอย่างไรหลังจากนั้น แม้ว่าจะมีการตามล่าอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องโดยเอฟบีไอ แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ล้มเหลว ไม่พบร่องรอยของตัวคนร้ายแต่อย่างใด กว่า 40 ปีแล้วที่คดีเครื่องบินโบอิ้ง 727 ยังไม่สามารถไขได้กระจ่าง และยังคงเป็นคดีปริศนาในตำนานที่ยังคงมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ที่ไม่มีใครจับตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย

                ผู้ต้องสงสัยรายนั้นได้ทำการซื้อตั๋วเครื่องบินของเขาภายใต้นามแฝงว่าแดน คูเปอร์ แน่นอนว่ามันเป็นนามแฝงปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่อมาสื่อได้เรียกฉายาเขาว่า “ดี. บี. คูเปอร์” (FBI เรียกเขา ว่า Norjak)ซึ่งเขาได้กลายเป็นบุคคลลึกลับที่มีเสน่ห์ ที่มีเบาะแสมากมายในการตามล่าหาความจริงว่าเขาคือใครกันแน่??

 

ดี. บี. คูเปอร์ (DB Cooper)

ภาพสเก็ตของดี. บี. คูเปอร์ของเอฟบีไอ เมื่อปี 1972

 

เรื่องราวของดี. บี.คูเปอร์เกิดขึ้นในสมัยสายการบินที่ไม่มี การจับเอ็กซ์เรย์ตรวจจับตรวจสัมภาระผู้โดยสาร และไม่มีการทำประวัติผู้โดยสาร ทำให้หลายคนสามารถใช้ปลอมและสามารถพกอาวุธขึ้นเครื่องบินได้อย่างง่ายดาย

เหตุการณ์เริ่มขึ้นช่วงบ่ายของวันขอบคุณพระเจ้า วันที่ 24 พฤศจิกายน 1971 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติพอร์ตแลนด์ โอเรกอน ในเวลานั้นมีผู้คนมากมายเข้าออกสนามบินจำนวน ซึ่งในจำนวนนี้มีชายวัยกลางคนที่หน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง หิ้วถุงใบใหญ่ใบหนึ่ง และสวมแว่นกันแดดสีชา เดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ของสายการบินนอร์ธเวสต์” เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ “แดน คูเปอร์” และซื้อตั๋วเที่ยวบินเดียว 305 ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปซีแอตเติล วอชิงตัน 30 นาที

เนื่องจากในช่วงนั้นมีคนจำนวนมากที่พยายามซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อกลับบ้านกันเพื่อให้ทันฉลองกับครอบครัว ทำให้ไม่มีใครสังเกตเขามากนัก ถึงสังเกตก็ไม่สามารถอธิบายหน้าตาเด่นชัด เพราะเขาหน้าตาธรรมดามาก (เชื่อว่าคูเปอร์เองจงใจที่จะก่อเหตุในช่วงนี้)

เมื่อซื้อตั๋วเสร็จคูเปอร์ก็นั่งอยู่ในห้องโถงในท่าอากาศยานร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นกว่า 45 นาที โดยไม่พูดกับใคร เพื่อไม่มีใครผิดสังเกต จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เรียกขึ้นเครื่อง

เครื่องบินของสายการบินนอร์ธเวสต์ แอร์ไลน์ออกจากท่าอากาศยาน เมื่อเวลา 4.35 ในตอนเย็น คูเปอร์นั้นได้นั่งที่ 18C เขานั่งเฉยๆ  และสั่งเครื่องดื่มเบอร์เบิ้นและโซดามาดื่ม พยานที่นั่งใกล้กับคูเปอร์ได้บรรยายว่าเขาน่าจะเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ 40 ปี สูงระหว่าง 5 ฟุต 10 นิ้ว (1.78 เมตร) และ 6 ฟุต (1.83 เมตร) เขาสวมเสื้อกันฝนที่มีน้ำหนักเบาสีดำ รองเท้าหนังสันเตี้ย สูทสีเข้ม เสื้อคอในสีขาวเรียบร้อย พร้อมสวมเนคไทสีดำ พพูดง่ายๆ คือการแต่งกายของเขาไม่โดดเด่นอะไรเลย เหมือนคนอเมริกันทั่วๆ ไปแต่งกันขณะออกไปข้างนอก

 

 

โบอิ้ง 727

 

จนกระทั่งเวลาผ่านๆไปหนึ่งชั่วโมง ซึ่งตอนนั้นเครื่องบินเดินทางไปถึงครึ่งทางแล้ว คูเปอร์จึงลุกขึ้นไปกดปุ่มเหนือหัวเรียกเจ้าหน้าที่บริการบนเครื่องให้มาหาเขา

                ต่อมา ฟลอเรนซ์ ช้าฟเนอร์ แฮร์โอสเตส อายุ 23 ได้เดินเข้ามาหาคูเปอร์พร้อมถาดในมือซึ่งเธอคิดว่าคูเปอร์อยากได้บริการบางอย่าง หากแต่เขาได้เพียงแค่ยัดเศษกระดาศชิ้นหนึ่งใส่มือเธอแล้วก้มลงคว้าถุงหิ้วที่นั่งขึ้นมาวางบนตัก จากนั้นเขาก็โน้มตัวเข้าหาเธอและกระซิบกับเธอว่า “คุณควรจะทราบว่า ฉันมีระเบิด”

                จากนั้นคูเปอร์ก็บอกให้เธออ่านถ้อยคำในกระดาศซึ่งตัวอักษรทั้งหมดเขียนด้วยปากกา มันเขียนไว้ว่า “ฉันมีระเบิดในกระเป๋าของฉัน ฉันจะใช้ในกรณีที่จำเป็น ฉันต้องการให้คุณนั่งนั่งถัดไปจากฉัน....” จากนั้นเขาก็เปิดกระเป๋าให้เอดูเงียบๆ ข้างในมีวัตถุทรงกระบอก เป็นแทงทำเอง ซึ่งเป็นระเบิดแบบทำเอง หลังจากที่เขาปิดกระเป๋าเอกสาร เขาบอกว่าต้องการเงิน 200,000 $ พร้อมด้วยร่มชูเชฟสี่อัน (สองอันหลักและอีกสองสำรอง) และรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในซิแอตเทิลไปเติมน้ำมันอากาศยานเมื่อเดินทางมาถึง

                เมื่อแอร์โฮสเตสได้ยินคำสั่งของคูเปอร์ ก็กลัวจนตัวสั่น เธอพยายามคุมสติเดินไปที่ห้องนักบินที่ส่วนหัวของเครื่องอย่างช้าๆ และถ่ายทอดข้อความให้กัปตันรู้และเมื่อเธอกลับมาหาเขาก็พบว่าเขาสวมแว่นกันแดดสีเข้ม

                วิลเลียม สกอตต์ นักบินเที่ยวบิน 305 ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่และรัฐบาลกลาง และสนามบินซีแอตเติลซึ่งเป้นจุดมุ่งหมายการบินว่าตอนนี้กำลังมีคนร้ายต้องการเงิน 200,000 $ ที่เป็นธนบัตรใช้แล้วใบละยี่สิบเท่านั้น ซึ่งเมื่อตำรวจเอฟบีไอได้ข่าวดังกล่าวก็จัดทีมแม่นปีนของท้องถิ่นมาชุมนุมเต็มอัตราพร้อมทั้งจัดของที่ต้องการมาตาทมที่เขาสั่งด้วย

                ส่วนผู้โดยสาร 36 บนเครื่องนั้นไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเครื่องบินแม้แต่น้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเพียงแค่ว่าเครื่องบินล่าช้าเพราะมีเหตุขัดข้องเล็กน้อย ส่วนคูเปอร์นั้นยังคงนั่งอยู่ในที่ของเขาเหม่อมองหมู่เมฆอย่างสบายอารมณ์

เมื่อเครื่องบนแตะถึงพื้นที่สนามบนจุดมุ่งหมาย แต่ปรากฏว่าเครื่องบินไม่ได้เปิดประตูให้ผู้โดยสารลงไป ทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องเกิดความไม่พอสน ซึ่งกัปตันได้ประกาศเสียงตามสายภายในว่าตอนนี้เครื่องบินมีเหตุขัดข้องขอให้นั่งอยู่ในที่ของท่านจนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไปทางเข้าอาคารได้

                 หลังจากคูเปอร์ได้ยินคำประกาศของกัปตัน เขาก็ปลดเข็มขัดนรภัยฉวยกระเป๋าไปที่ห้องกัปตัน และเขาก็บอกผู้โดยสารว่าอย่าหันมามองเขา จากนั้นก็ใช้เวลานานกว่า 20 นาทีในการต่อรองสิ่งที่เขาต้องกับผู้เกี่ยวข้อง

                เจ้าหน้าที่เอฟ.บี.ไอและเจ้าหน้าที่สายการบินประชุมกันจนได้ข้อสรุปได้ว่าพวกเขายอนุมัติทำตามข้อตกลงของคูเปอร์และสั่งให้พนักงานทุกคนให้ความร่วมมือเต็มที่กับโจร ซึ่งพวกเขาได้รวบรวมเงินจากธนาคารใกล้ๆ  โดยมีการผ่านเครื่องไมโครฟิลม์เพื่อบันทึกหมายเลขเอาไว้ ส่วนร่มชูชีพคูเปอร์จงใจให้เอาร่มพลเรือน (ซึ่งเป็นแบบกางได้ต่อเมื่อมีการกระตุกสายเท่านั้น) แทนที่จะใช้ร่มทหาร (ซึ่งกางเองโดยอัตโนมัติ) ซึ่งตำรวจก็ต้องเอามันมาจากโณงเรียนดิ่งพสุธาแห่งหนึ่ง

                หลายชั่วโมงต่อมา เมื่อรวบรวมของที่ต้องการมาได้ก็ให้ตำรวจเอฟ. บี. ไอแต่งตัวเครื่องแบบช่างเอาสิ่งของที่ต้องการไปให้คูเปอร์ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นทราบเรื่อง และเมื่อส่งของกันเรียบร้อยก็มีคำสั่งให้ล่าถอยและรอฟังคำสั่งจากหัวหน้าปฏิบัติการต่อไป

                ของที่ไปส่งให้คูเปอร์ประกอบด้วยเงินสดในถุงผ้าขาว 200,000$ และร่มชูชีพที่สามารถใส่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างละ 2 ชุด ซึ่งเมื่อคูเปอร์ได้ของที่ต้องการก็ทำปล่อยตัวผู้โดยสาร โดยบ่นเล็กน้อยว่าเขาอยากได้เป้สะพายหลังมากกว่าถุงขาวเพราะมันติดตัวไปได้ง่าย

          เมื่อคูเปอร์พอใจเงินและร่มชูชีพเขาก็ทำตามสัญญาเอาไว้ ด้วยการปล่อยตัวผู้โดยสารแบบไม่มีบิดพลิ้ว ซึ่งผู้โดยสารลงจากเครื่องบินแบบราบรื่นก่อนที่จะส่งขึ้นรถโดยสารที่จอดรองรับไปยังหอบังคับการบินเพื่อทำการสอบสวนต่อไป

                คูเปอร์ยังไม่ออกไปจากเครื่องบิน ซึ่งตอนนี้มีเพียงเขาและพนักงานบนเครื่องบินสามคน เขาได้สั่งให้เติมน้ำมันอีกครั้งถึงสองถังใหญ่ แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน

                หลังจากนั้นไม่กี่นาทีต่อมา คูเปอร์ก็สั่งให้นักบินนำเครื่องขึ้นฟ้าอีกครั้ง ซึ่งเขาบอกว่าให้มุ่งหน้าไปเม็กซิโก หากแต่บินไปได้สัก 10 นาทีเขาก็เปลี่ยนคำสั่งใหม่ให้บินช้าๆ ใช้เกียร์ต่ำ ความเร็ว 90 เมตรต่อนาที (2000 ไมค์ต่อชั่วโมง) ไม่ต้องขึ้นถึงระดับ 2000 เมตร (7000 ฟิต) และเปิดประตูหลัง

                อย่างไรก็ตามนักบินที่ขับเครื่องได้แจ้งว่าตอนนี้เครื่องบินถูกจำกัดอยู่ประมาณ 1000 ไมล์ (1600 กิโลเมตร) ซึ่งทำแบบนี้จะเสียน้ำมันมาก ดังนั้นพวกควรเติมน้ำมันอีกครั้งก่อนที่จะถึงที่หมาย

                คูเปอร์เห็นด้วยและออกคำสั่งให้หยุดเติมน้ำมันที่รีโน เนวาดา จากนั้นเขาก็เอากระดาษคำขู่ที่เขียนด้วยลายมือที่ให้กับแอร์โฮสเตสเก็บไว้กับตัวเพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยอะไร (ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระเป๋าเสื้อของกัปตัน) และเขาก็สั่งให้บินอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และปิดประตูห้องกัปตัน ซึ่งนั้นเป็นคำสั่งสุดท้ายของคูเปอร์

 
ไฟล์: Dbc.jpg

ภาพร่างของคูเปอร์หากเขามีชีวิตอยู่และแก่ตัวลง

 

                หลังจากนั้นเครื่องบินยังคงบินต่อไปด้วยเกียร์ต่ำ ซึ่งมันทำให้เกิดเสียงเครื่องยนต์รำคาญ รวมไปถึงเสียงลมพัดเข้ามาเพราะประตูหลังเปิด จนกระทั่ง 4 ชั่วโมงต่อมา (เวลาประมาณ 22:15 น.)  เมื่อเครื่องบินลดระดับความสูงและกัหหัวหาไฟสนามบินที่ท่าอากาศยานรีโน่ในทะเลทราบเนวาดา นักบินผู้ช่วยออกมาจากห้องบังคับการบินเพื่อจะบอกคูเปอร์ว่าถึงที่หมาย หากแต่เมื่อออกไปพวกเขาก็พบว่าคูเปอร์ได้หายตัวไปจากเครื่องบินเสียแล้ว

                คูเปอร์หายตัวไป ถุงเงินไม่อยู่ มีแต่ร่มชูชีพสองอันทิ้งไว้ อันที่เป็นร่มหลังอยู่ในสภาพดี แต่ร่มแบบใส่ขข้างหน้าถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อทำเป็นเชือกผูกเงินติดไว้กับตัว

                เมื่อตัวแทนเอฟบีไอ ตำรวจแห่งชาติ นายอำเภอ ตำรวจที่ล้อมรอบก็ทำการตรวจสอบเครื่องบินก็ไม่พบคูเปอร์ เชื่อว่าเขาคงใช้ร่มชูชีพสองอันที่เหลือโดดลงไปผ่านทางประตูหลัง ซึ่งจากการตรวจสอบหลุมดำเชื่อว่าเขาน่าจะหายไปเมื่อเวลา 20.13 น. ซึ่งเป็นหลังที่มีคนพบเห็นคูเปอร์ครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 19:40 น.

                น่าแปลกใจคือตอนที่เครื่องบินที่คูเปอร์จี้นั้นมีเครื่องบินมากมายไล่ตามหลังมาด้วย หากแต่พวกเขาไม่เห็นร่มหรืออะไรหล่นจากเครื่องเลย อย่างไรก็ตามเวลานั้นมันมืดมาก อีกทั้งฝนตกหนัก ซึ่งก็ไม่แปลกที่หลายคนไม่เห็นความผิดปกติดังกล่าว

 

 

ส่วนของซากเงินที่ถูกค้นพบ

 

             แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะไม่มีใครนึกถึงว่าคูเปอร์จะโดดร่มลงกลางทาง เพราะว่าเสี่ยงตายและบ้าบิ่นมาก ตับว่าเป็นมนษย์คนแรกๆ ที่กล้าเสี่ยงโดดร่มจากเครื่องบินโดยสารกลางทาง

             การตามล่าของคูเปอร์ก็ได้เริ่มขึ้น เอฟบีไอและหน่วยการบินของสหรัฐร่วมมือกันแกะรอยจุดที่คาดว่าคูเปอร์โดดร่มลงไป แต่การค้นหาพื้นที่ดังกล่าวให้แม่นยำเป็นเรื่องยาก เพราะว่าการคำนวนจากความเร็วของเครื่องบิน สภาพแวดล้อมเส้นทางบิน (ตำแหน่งและความสูง) ทำให้คนวนยาก แต่ที่แน่ๆ สถานที่คูเปอร์โดดนั้นเป็นแนวป่าทึบของภูเขาอเมริกาแถบตะวันตก ซึ่งไม่มีที่โล่ง ไม่เหมาะสำหรับโดดร่มแน่นอน อีกทั้งเท่าที่ดูคูเปอร์ไม่น่าจะใช่พวกชำนาญในการเดินป่าด้วยซ้ำ

             อีกทั้งสภาพอากาศที่คูเปอร์ดิ่งลงไป อากาศหนาวมากอีกทั้งฝนตก อีกทั้งไม่มีอุปกรณ์อะไรป้องกันความเร็วของร่มชูชีพที่ร่อนลงมาสู่พื้นดิน (ความเร็วอย่างน้อยคือ 40 ไมล์ต่อชั่วโมง)  แต่เขาสวมเสื้อผ้าสบาย มีเสื้อกันฝันทับอีกชั้นหนึ่ง รองเท้าของเขาเป็นรองเท้าทอคคาชิน (รองเท้าหนังแบบอินเดียแดงซึ่งหนังบาง) ซึ่งป้องกันอะไรไม่ได้อะไรเลยเวลาที่เขาโดดลงมา เป็นไปได้อย่างมากเลยว่าเขาจะต้องกระดูกหักตอนลงถึงพื้นดินแน่นอน

             อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากพนักงานเครื่องบินที่คูเปอร์จี้เป็นตัวประกัน ก็พบว่าคูเปอร์เหมือนจะมีความรู้เรื่องและคุ้นเคยภูมิประเทศที่ลงเป็นอย่างดี เขาค่อนข้างเป็นคนที่ฉลาด สถุภาพ สงบอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้โหดเหี้ยมหรือบ้าบิ่นแต่อย่างใด และใจเย็นสดเพราะไม่กระโตกกระตากตื่นเต้นให้คนอื่นสังเกตเห็นแต่อย่างใดเมื่อมีการจี้เครื่องบิน แสดงว่าเขาน่าจะเตรียมตัวพร้อมในการวางแผนครั้งนี้พอสมควร เพราะเขาสามารถใช้ประตูหลังของเครื่อง 727 โดดเด่นโดยไม่ถูกความร้อนจากเครื่องยนต์คลอกตายและไม่ถูกลมพัดไปปะทะเครื่องเสียก่อน ซึ่งหมายความว่าเขาน่าจะรู้และเตรียมใจมาแล้วว่าจะเป็นการโดดที่ปลอดภัยสำเร็จ ยิ่งโดดไปยังบริเวณหุบเขาและป่าทึบที่ไม่มีบ้านคนอีกทั้งเส้นทางทุรกันดารอีกด้วย

             สถานที่คูเปอร์ลงน่าจะเป็นใรนบริเวณภูเขาเซนต์เฮเลนส์ ไม่กี่ไมล์ตะวันออกเฉียงใต้จองเอเรีล วอชิงตัน ซึ่งทางการพยายามแกะรอยเริ่มจากที่นั้นและเริ่มกระจายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาทางเท้าหรือทางเฮลิคอปเดอร์ จากนั้นก็เริ่มค้นหาในฟาร์มท้องถิ่น ทะเลสาบใกล้ๆ แต่จนแล้วจนจอดก็ไม่พบร่องรอยของคูเปอร์หรือหลักฐานอุปกรณ์ที่เขาติดตัวตอนโดดจากเครื่องใดๆ

             หลายสัปดาห์หลังจากการจี้เครื่องบิน ทางการยังคงดำเนินค้นหาไปทั่วพื้นที่หลายพันตารางไมล์ของรัฐโอเรกอน วอชิงตันและเนวาดา แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ที่เป็นของคูเปอร์เลยแม้แต้น้อย แม้จะมีรายงานว่ามีก่ารพบโครงกระดูกทิ้งร้างในพื้นที่ค้นหาแต่เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าไม่ใช่ของคูเปอร์เป็นเพียงแค่ซากของวัยรุ่นหญิงที่ถูกลักตัวไปและถูกฆ่าตายเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน จนในที่สุดการค้นหาที่เข้มข้นและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาก็ได้สิ้นสุดลงโดยไม่ได้พบหลักฐานหรือเบาะแสของคูเปอร์แต่อย่างใด

               สามอาทิตย์หลังจากการจี้เครื่องบิน ก็มีข้อความนิรนามหนึ่งที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีด ส่งจากซีแอตเติลไปยังหนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลีส ซึ่งข้อความดังกล่าวเขียนว่า

                “ผมไม่ใช่ไรบินฮูดสมัยใหม่ แย่ที่สุดผมเหลือเวลามีชีวิตอีกแค่ 14 เดือน การจี้เครื่องบินเป็นเพียงวิธีเดียวที่เร็วที่สุดที่จะทำให้ผมเกิดความรู้ว่าได้ว่าจะประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ผมไม่ได้ปล้นนอร์ธเวสต์ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำมันน่าจะเป็นเรื่องโรแมนติกเป็นเรื่องของความกล้า หรือความสวยงามที่จะทำให้ชีวิตของคนอื่นๆ ที่บังเอิญเข้ามาเกี่ยวข้องผูกพันด้วย รู้สึกเสี่ยงภัยแบบไม่เคยพบเห็นมาก่อนเท่านั้น

                ผมไม่ว่าอะไรหากจะมีใครเกลียดผมจากสิ่งที่ผมทำและผมก็ไม่ว่ามครที่อยากให้ผมถูกจับหรือลงโทษ แม้สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นก็ตาม ผมรู้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าผมไม่มีทางผู้จับเพราะผมเดินทางไปกับสายการบินมากมายหลายสาย ผมรู้ว่าจุดอ่อนของการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างไร?

                ข้อความดังกล่าวลงชื่อ แดน คูเปอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม แต่มันทำให้จุดประกายในการตามล่าหาคูเปอร์อีกครั้ง

 

ข้อความดังกล่าวถูกส่งมาในช่วงที่การสอบสอนตามหาคูเปอร์ล้มเหลว ไม่มีการพบร่องรอยของเขาเลยแม้แต่น้อยแม้แต่การตรวจหาเลขหมายธนบัตรที่หากคูเปอร์มีชีวิตอยู่ก็น่าจะถูกนำไปใช้บ้างในธนาคารทั่วสหรัฐก็ไม่พบร่องรอย ถึงแม้มันจะถูกไปใช้ในประเทศก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนธนบัตรอยู่ดี ซึ่งจนแล้วจนรอดไม่มีเบาะแสเงิยของคูเปอร์ไหลเข้าระบบเลยแม้แต่น้อย

                กระแสขของคูเปอร์นั้นได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว เมื่อเรื่องราวของเขานั้นได้กลายเป็นที่ชื่นชอบน่าหลงใหลของบุคคลทั่วไป โดยสินค้าเกี่ยวกับคูเปอร์ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งการโฆษณา ที่ป้ายขนาดใหญ่ของสายการบินนอร์ธเวสต์ได้เขียนประโยคที่คลาสสิกว่า “แดน คูเปอร์คุณอยู่ที่ไหน?

                เวลาผ่านไปหนึ่งปี เอฟบีไอก็ลงความเห็นว่าคูเปอร์น่าจะตายเมื่อร่มตกถึงพื้น และเลิกค้นหา ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปในที่สุด

             ในปี 1978 มีการพบแผ่นพลาสติกหนาแผ่นหนึ่งในป่าทึบทางตะวันออกของวอชิงตัน ซึ่งเป็นเส้นทางการบนของเที่ยวบิน 305 ซึ่งเป็นป้ายเตือนเครื่องบินโบอิ้ง 727 ว่าช่องประตูนี้จะต้องปิดแน่นขณะทำการบิน

ในปี 1980  ฮาโรน อินแกรม ช่างทาสีโรงงานกับไบรอันลูกชายวัย 8 ปีได้เดินเล่นกันที่แนวชายหาดทรายของแม่น้ำโคลัมเบียซึ่งอยู่นอกเขตวอชิงตัน ซึ่งที่นั่นเองพวกเขาได้พบเงินซึ่งเปื่อยยุ่ยปึกหนึ่งเข้า ซึ่งจำนวนเงินประมาณ$3000 ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นเงินเดียวกับเงินค่าไถ่ของคูเปอร์  ซึ่งต่อมาเอฟบีไอยืนยันว่าเงินที่พบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าไถ่จริงของคูเปอร์

                การพบเศษเงินดังกล่าวทำให้หลายคนสันนิษฐานว่ามันเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อสถานที่พบดังกล่าวอยู่จุดที่คูเปอร์ตกลงมามาก หลายฝ่ายสันนิษฐานว่าจำนวนดังกล่าวหากไหลทางแม่น้ำ  ซึ่งคำถามที่ตามมาก็คือทำไมมันไหลตามน้ำด้วย คูเปอร์ทำเงินตกไปเหรอ หรือเงินหล่นไปในน้ำหลังจากโดดร่มลงมา หรือเป็นไปได้ว่าเงินถูกฝังใกล้หน้าผาแล้วโดนน้ำซัดกระเทาะจนเงินหล่นลงไปในน้ำ ซึ่งปริศนานี้ก็ไม่ได้บอกแน่ชัดว่าคูเปอร์ตายหรือยังมีชีวิตอยู่

                หลังจากนั้นก็มีการพบกะโหลกศีรษะมนุษย์ หรือไม่ก็พบร่มชูชีพตามสถานที่ต่างๆ ที่คาดว่าเป็นจุดที่คูเปอร์กระโดดลงมาซึ่งคนที่พบส่วนใหญ่บอกว่าเป็นของคูเปอร์หากแต่เมื่อตรวจสอบก็ไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเลย กะโหลกเป็นของชาวอเมริกันพื้นเมือง ส่วนร่มชูชีพเป็นของทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีหลักฐานของคูเปอร์เลยแม้แต่น้อย

                อย่างไรก็ตามกระแสของคูเปอร์นั้นได้เรียกนักล่าสมบัติพอสมควร พวกเขาเชื่อว่าคูเปอร์นั้นตายไปแล้ว ส่วนเงินค่าไถ่จำนวนมากนั้นน่าจะอยู่ใกล้ศพของเขา ศพอาจอยู่ที่ใดที่หนึ่งในป่าที่คาดว่าคูเปอร์ตกลงไป ทำให้พวกเขาสำรวจค้นหาแทบทุกตารางนิ้ว ทำให้พวกนักดาราศาสตร์ นักทำแผนที่ ไกด์นำทาง ต่างทำเงินมหาศาลจากการตามล่าสมบัติครั้งนี้

                นอกเหนือจากนี้คูเปอร์ยังมีความชำนาญในพื้นที่ เชื่อว่ามีประสบการณ์ในกองทัพอากาศ หรืออาจทำงานพวกกลุ่มเสี่ยงตายเช่นนักผจญเพลิงหรือพวกกู้ไฟป่า ที่มีสถานะการเงินไม่ดีหนัก หมดหวังที่จะหาเงินมาใช้ เคยประกอบอาชญากรรมขโมยเงินจำนวนมาก และเชื่อว่าเขาต้องการเงินจากเร่งด่วน ถึงได้ก่อเหตุที่มีความเสี่ยงมาก (หรือไม่ก็เป็นคนชอบความตื่นเต้นที่กระโดดแบบกล้าตายเพื่อพิสูจน์ว่าเขาทำได้)

                สาเหตุที่ใช้นามแฝงว่าแดน คูเปอร์นั้นสันนิษฐานว่าน่าจะเอาชื่อพระเอกในการ์ตูนซีรีย์เรื่อง “แดน คูเปอร์” ของเบลเยียมในปี 1970 มาตั้ง ซึ่งพระเอกในการ์ตูนเป็นนักบินผจญถัยที่มีกล้าหาญเก่งเรื่องการกระโดดเริ่ม แต่การ์ตูนดังกล่าวไม่ได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือนำเข้าสหรัฐ ทำให้ว่าคูเปอร์น่าจะเคยเดินทางและอาศัยอยู่ในยุโรปนานพอสมควร หรือไม่ก็เป็นชาวแคนาดาเพราะมีหนังสือการ์ตูนดังกล่าว อีกทั้งการพูดจาขอเงินค่าไถ่นั้นไม่ใช่พลมืองของอเมริกัน

              นอกจากนี้ มั่นใจว่าคูเปอร์น่าจะมีความรู้เรื่องเครื่องบิน โดยเฉพาะเครื่องบินที่ตนเองจะปล้น ส่วนทักษะการกระโดดร่มนั้นอาจมีความเชี่ยวชาญพอสมควร

                ส่วนข้อสันนิษฐานว่าคูเปอร์จะรอดจากการกระโดร่มหรือไม่นั้น เชื่อว่าเขาอาจตายก่อนลงสู่พื้นด้วยซ้ำ หากรอดเขาก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวในสภาพพื้นที่ทุรกันดารโดยไม่มีการวางแผนอะไรเลย เพราะไม่มีอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพอากาศน่ากลัวดังกล่าว ดังนั้นแผนดังกล่าวจำเป็นต้องให้ความร่วมมือจากลูกเรือเครื่องบินด้วย แต่จากการสอบสวนไม่พบหลักฐานว่าคูเปอร์มีผุ้ส่วนรู้ร่วมคิดเป็นลูกเรือเครื่องบินแต่อย่างใด

                ตั้งแต่ปี 1971 เอฟบีไอได้พยายามสืบสวนค้นหาบุคคลที่เชื่อว่าจะเป็นคูเปอร์ ซึ่งมีจำนวนมากมายที่ตรงกับทฤษฏีวิเคราะห์ในการสอบสวน ซึ่งบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นคูเปอร์ที่สำคัญ มีดังต่อไปนี้


 

การเปรียบเทียบระหว่างเคนเน็ธ คริสเตียนและคูเปอร์

 

เคนเน็ธ คริสเตียน ผู้ต้องสงสัยรายนี้ปรากฏเมื่อปี 2003 เมื่อชายคนหนื่งชื่อลิส คริสเตียนได้ดูสารคดีเกี่ยวกับการจี้เครื่องบินของคูเปอร์เข้า ก็เชื่อว่าพี่ชายของเขาคือเคนเน็ธ เป็นคูเปอร์ตัวจริง หากแต่เมื่อเขาเอาเรื่องนี้ไปพูดกับเอฟบีไอกลับถูกปฏิเสธ แต่จากการติดต่อกับคนเขียนและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อ นอรา เอฟรอน ก็ได้ติดต่อกับนักสืบเอกชนสืบเรื่องราวของเขาและเริ่มเขียนหนังสือและทำสารคดีก่อนที่จะสรุปว่าเคนเน็ธเป็นคูเปอร์

เคนเน็ธเป็นทหารในกองทัพเมื่อปี 1944 แต่เขาไม่เคยฝึกกระโดดร่ม และได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก แม้ว่าเขาจะมีส่วนสูงและน้ำหนักจะน้อยกว่าพยาน แต่กระนั้นเขาถนัดมือซ้ายซึ่งตรงกับการวิเคราะห์ว่าคูเปอร์ถนัดซ้ายเพีราะลักษณะการผูกเน็ทไทสีดำบ่บอกว่าเป็นการผูกของคนถนัดซ้าย อีกทั้งภาพถ่ายของเขายังหน้าตาเหมือนกับโจรคูเปอร์อีก

ลิสได้บอกว่า จู่ๆ พี่ชายของเขารวยผิดปกติ เขาซื้อบ้านด้วยเงินสุดไม่กี่เดือนหลังจากมีเหตุปล้นคูเปอร์ ก่อนที่จะตายด้วยมะเร็งในปี 1994 ซึ่งเขาได้บอกลิสว่า “มีสิ่งที่นายควรรู้ แต่ฉันไม่สามารถบอกนายได้” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอกว่าเรื่องนั้นคืออะไร หลังจากเขาตายสมาชิกก็พบเหรียญทองและเงินกว่า 200,000 ดอลลาร์ในบัญชีธนาคารของเขา อย่างไรก็ตามชื่อของเคนเน็ธไม่เป็นที่ได้รับความสนใจจากเอฟบีไอแม้แต่น้อย สาเหตุหลักๆ ก็คือเอฟบีไอเชื่อว่าคูเปอร์น่าจะตายตั้งแต่ร่มสู่พื้นไปแล้ว ไม่น่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ ทำให้ไม่มีการสอบสวนจริงจังว่าเขาคือคูเปอร์ตัวจริงหรือเปล่า


 

การเปรียบเทียบวิลเลี่ยม กอสเซ็ตต์กับคูเปอร์

 

วิลเลี่ยม กอสเซ็ตต์ เป็นนาวิกโยธินและกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกที่เคยเป็นรบในเกาหลีและเวียดนาม ด้วยประสบการณ์ทางการทหาร ย่อมมีความเชี่ยวชาญเรื่องการโดดร่ม รวมไปถึงการอยู่รอดในพื้นที่กันดาน หลังจากการเกษียณจากราชการในปี 1973 เขาก็ทำงานเป็นครูสอนกฎหมายทหารมหาลัยและพิธีกรรายการทอล์คโชว์ทางวิทยุ  ก่อนที่จะเสียชีวิตในปี 2003

กอสเซ็ตต์ถูกเชื่อว่าเขาน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคูแปอร์ เนื่องจากเขาเคยบอกเขาเกี่ยวกับข้อมูลของคูเปอร์ที่ไม่มีใครรู้แก่ภรรยา อีกทั้งรูปร่างลักษณะของเขาก็มีส่วนคล้ายกับคูเปอร์ไม่มากไม่น้อย และจูๆ เขาก็มีเงินจำนวนมาก โดยเขาอ้างว่าได้มาจากการพนัน อย่างไรก็ตามเอฟบีไอก็บอกว่าพวกเขาไม่มีหลักฐานใดที่เชื่อว่ากอสเซ็ตต์เกี่ยวข้องกับคูเปอร์

 

 

ริชาร์ด ฟลอยด์ แมคคอย จูเนียร์

 

                ริชาร์ด ฟลอยด์ แมคคอย จูเนียร์  เป็นทหารผ่านศึกที่เคยไปรบเวียดนาม เคยอยู่ในหน่วยกรีนเบเร่ต์และเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ อย่างไรก็ตามวันที่ 7 เมษายน 1972 เขาได้ก่อเหตุเลียนแบบจี้เที่ยวบินยูไนเต็ด  855 ภายใต้นามแฝง “เจมส์จอห์นสัน” โดยพยายามเรียนแบบคูเปอร์ (ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอร่มชูชีพสี่ชุด กับเงินกว่า 500,000ดอลลาร์ แม้เขาหนีไปได้ แต่ผลสุดท้ายก็ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 9 เมษายนและถูกลงโทษจำคุก 45 ปี แต่ก็หลบหนีไปได้อีก ก่อนที่สามเดือนต่อมาเขาก็ถูกยิงตายในขณะต่อสู้กับเอฟบีไอเมื่อปี 1947

                1991 มีหลายคนเชื่อว่าริชาร์ดกับคูเปอร์เป็นคนเดียวกันเนื่องจากลักษณะการก่อคดีมีส่วนคล้ายๆ อีกทั้งลักษณะการเหน็บเน็ทไทยังเหมือนกัน แต่กระนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการพิสูจน์เนื่องจากริชาร์ดตายเสียก่อน อีกทั้งในวันที่คูเปอร์ก่อเหตุนั้นเขาอยู่ในบ้านที่ยูทาห์หลังทานอาหารมือค่ำวันขอบคุณพระเจ้ากับครอบครัวของเขา

นี่คือรายชื่อบางส่วนที่หลายคนเชื่อว่าเป็นคูเปอร์ นอกเหนือจากนี้ยังมีบุคคลต้องสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตทหารผ่านศึก ฆาตกรที่ฆ่าภรรยาและลูก อย่างไรก็ตามก็ไม่มีหลักฐานใดที่เชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเหล่านั้นคือคูเปอร์ตัวจริงแต่อย่างใด จนกระทั่งบัดนี้วงการสืบสวนสอบสวนมีความก้าวหน้ามากขึ้นแต่กระนั้นเรื่องราวของคูเปอร์ก็ยังคงลึกลับเช่นเดิม

 เรื่องราวของคูเปอร์ยังทำให้เกิดเหตุจี้เครื่องบินเลียนแบบตามมามากมาย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์คูเปอร์จี้เครื่องบินถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสิ้นสุดของสายการบินเดินทางอิสระ และเป็นเหตุให้รัฐบาลเข้าช่วยดูแลน่านฟ้า เพิ่มการรักษาความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นการค้นหาอาวุธและวัตถุระเบิดมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตอนนี้เรื่องราวของคูเปอร์จะเกิดขึ้นนานแล้วก็ตาม แต่การก่ออาชญากรรมของเขาได้ถูกนำมาเล่าขานในเพลง ภาพยนตร์และวรรณกรรม แม้กระทั้งเมืองในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือยังคงขายของที่ระลึกของคูเปอร์ เสมือนกันว่าเรื่องราวสลัดอากาศของคูเปอร์ยังคงไม่ลืมเลือนไปจากชาวโลกแต่อย่างใด

 


อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/D._B._Cooper



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 869 : DB Cooper แผนเหนือเมฆ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1153 , โพส : 1 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 1 : ความคิดเห็นที่ 22007
ขอบคุณค่ะ
Name : Pat 29590 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Pat 29590 [ IP : 49.230.201.0 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 มกราคม 2561 / 21:45

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android